BlogGang Popular Award#13


 
sansook
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]




คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
โค้ดนี้เป็นภาพพื้นหลังนำไปวางที่ช่อง Script Area ค่ะ
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2555
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 
 
8 กุมภาพันธ์ 2555
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add sansook's blog to your web]
Links
 

 

ตอนที่ ๒๔ คืนอำนาจ




เตโชกับพรรคพวกหันมองหน้ากันแล้วถอนใจโล่งอกเมื่อเวลาล่วงเข้าตีห้าแต่ยังไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ให้โกลาหล ชายหนุ่มขยับตัวไล่ความเมื่อยล้าพร้อมกับบอกให้คนของพี่ชายไปพัก เพราะมั่นใจว่าคงไม่มีเหตุการณ์อะไรให้ต้องกังวลอีก

พอทหารนายสุดท้ายก้าวพ้นประตูชายหนุ่มจึงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ก่อนยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอิดโรยแล้วเปรยกับตัวเองเบาๆ

“โชคดีที่ข่าวนั่นไม่เป็นความจริง”

แม้จะโล่งใจที่ไม่มีเหตุการณ์นองเลือดเกิดขึ้น แต่เขาก็ยังไม่มีคำสั่งให้ถอนกำลังออกจากจุดเสี่ยง นั่นเพราะยังไม่วางใจเสียทีเดียว

ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆ แล้วพ่นลมหายใจหนักหน่วงออกมา วันนี้เขากับคนของชยินเลือกใช้วิธีตรึงกำลังอยู่ตามจุดเสี่ยงเพื่อป้องกันภัย มากกว่าจะสั่งอพยพผู้คนให้เกิดความวุ่นวาย แม้ในคราแรกจะมีเสียงคัดค้านเพราะเกรงว่าหากมีการปะทะกันจริงๆ ชาวบ้านอาจได้รับผลกระทบโดยตรง

แต่หลังจากช่วยกันวิเคราะห์ถึงผลดีและผลเสียทุกคนจึงเห็นชอบกับวิธีกระจายกำลังแล้วแฝงตัวอยู่ตามจุดสำคัญ มากกว่าปล่อยข่าวที่ยังไม่ได้ข้อสรุปนั่นออกไปจนทำให้ชาวบ้านเกิดความโกลาหล

เมื่อที่ประชุมได้ข้อสรุปเขาจึงออกคำสั่งให้กับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกระจายกำลังไปยังจุดต่างๆ โดยทำทุกอย่างให้เงียบที่สุด

ตลอดทั้งวันเขาและทหารอีกจำนวนหนึ่งต่างคร่ำเคร่งอยู่กับมาตรการป้องกันค่าย จากตะวันขึ้นจวบจนคล้อยต่ำแล้วเปลี่ยนผันเป็นดวงจันทร์ และอีกไม่ถึงชั่วโมงพระอาทิตย์ก็จะโพล่ขึ้นมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง

สำหรับคนอื่นอาจมองว่าเมื่อแสงสีเงินสีทองส่องสว่างขึ้นอีกครั้งมันก็เป็นเพียงการเริ่มต้นกิจวัตรของวันใหม่ แต่สำหรับเขามันเป็นมากกว่านั้น เพราะหากพวกเขาสามารถผ่านห้วงรัตติกาลไปยังทิวากาลได้นั่นเท่ากับว่าจะไม่มีการรุกรานใดๆ จากศัตรู

“มองเทร์แม้ฉันไม่รู้ว่านายได้ข่าวลวงนั่นมายังไงและหวังดีกับพวกฉันด้วยใจจริงหรือไม่ แต่ก็น่ายินดีที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น” เขาทอดสายตาอ่อนล้าผ่านหน้าต่างมองแสงสลัวด้านนอกแล้วพึมพำกับตัวเองด้วยความโล่งใจ ก่อนจะค่อยๆ หลุบเปลือกตาลงและหลับใหลไปด้วยความเหนื่อยล้า



ช่วงสายเสียงเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่เหนือค่ายปลุกร่างที่นอนเหยียดยาวอยู่บนเก้าอี้ให้ตื่นขึ้น ก่อนเจ้าของร่างสูงสมาร์ทจะผลุนผลันออกไปยืนอยู่นอกชาน แล้วเงยหน้ามองแมลงปอยักษ์สองลำที่กำลังร่อนลงตรงลานจอดชั่วคราว

“เกิดอะไรขึ้น” เขาหันไปถามทหารแต่พวกเขากลับส่ายหน้าไปมา เตโชยกมือขึ้นเสยผมแล้วหรี่ตาเพื่อมองกลุ่มคนที่กำลังลงจากเฮลิคอปเตอร์แล้วมุ่งตรงมาที่เขา

“คุณพ่อ...” ชายหนุ่มครางเมื่อเห็นชัดว่าใครกำลังเดินมา ก่อนผลุนผลันลงจากกระท่อม

นายพลอาเชไล่สายตามองเสื้อผ้าหน้าผมที่ยับยู่ยี่ และท่าทางอิดโรยของบุตรชายคนเล็กด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“คุณพ่อมาได้ยังไง...”

“แกไปทำอะไรมารึเตโช แล้วชยินล่ะ...”

เตโชมองท่าทางร้อนใจของบิดาแล้วขมวดคิ้วอย่างสงสัยแต่ สายตาและคำถามคาดคั้นของอีกฝ่ายไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตั้งคำถาม

“ฉันถามไม่ได้ยินเหรอชยินไปไหน”

“พาหมอไปต่อรองอาวุธฮะ” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับนิ่วหน้าเมื่อเห็นท่าทางร้อนใจเปลี่ยนเป็นคำสบถก่อนอีกฝ่ายจะออกคำสั่งให้เขาไปพาแพทย์อีกคนมาพบ แล้วก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปยังกระท่อม

“เอ่อ...พ่อครับชยินพาหมอไปทั้งสองคน” และคำตอบนั่นก็ทำให้อีกฝ่ายหันขวับกลับมาทันควัน เตโชเผลอถอยไปด้านหลังเมื่อเห็นประกายตาดุดันเอาเรื่องจ้องนิ่งมาที่ตน

“ว่าไงนะ...แกกำลังบอกว่าเจ้าชยินมันพาหมอไปทั้งสองคนงั้นเรอะ...”

“คะ...ครับ” เขาตอบเสียงกุกกักพลางกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่น ทั้งๆ ที่ไม่ทราบสาเหตุเลยสักนิดว่าคำสบถพร้อมกับท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยงของนายพลผู้กุมอำนาจสูงสุดมันเกิดจากอะไร

“พวกนั้นเดินทางไปนานแค่ไหน ฉันสั่งให้พาไปแค่คนเดียวไม่ใช่หรือ...ถ้าเราให้มองเทร์ขึ้นฮอฯ ตามไปคุณว่าจะทันช่วยพวกเขาไหม” นายพลอาเชถามน้ำเสียงอ่อนลงก่อนตำหนิด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ พอบุตรชายจะอ้าปากอธิบายใบหน้าเคร่งเครียดกลับหันไปถามชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ไม่ห่าง ก่อนจะเบนสายตาไปยังชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ใบหน้าคมเข้ม

เตโชมองตามสายตาของบิดาไปยังกลุ่มคนแปลกหน้า ก่อนจะหยุดอยู่ที่ทหารร่างใหญ่เพราะสะดุดหูกับชื่อที่ได้ยิน

“มีอะไรหรือฮะพ่อ” เขาถามน้ำเสียงงุนงง แต่สายตายังไม่ละจากคนที่จับจ้องอยู่

“สายของเรารายงานว่าลอซูจะเข้าถล่มฐานทัพหลังชยินออกเดินทาง” คำตอบของบิดาทำเอาคนที่มึนงงมาพักใหญ่ผ่อนลมหายใจแล้วเบนสายตากลับมาจ้องคนพูด

“อ้อ...ผมทราบจากมองเทร์แล้วฮะ เมื่อคืนพวกเราจึงวางกำลังตามจุดเสี่ยง แต่ดูเหมือนข่าวนั่นจะไม่ใช่เรื่องจริง เพราะรอจนกระทั่งเช้าก็ยังไม่เห็นมีความผิดปกติอะไร คุณพ่อสบายใจได้”

“อย่าพึ่งวางใจ...”

“หมายความว่ายังไงฮะพ่อ แล้วเอ่อ...คนพวกนี้เป็นใคร” เตโชถามพลางเหลือบสายตาไปทางกลุ่มคนแปลกหน้า

“พวกเรากำลังถูกเกซาร์ปั่นหัว”

“ผู้พันเกซาร์เป็นทหารคนสนิทของพ่อไม่ใช่หรือ”

“ก็เพราะเป็นคนสนิทน่ะสิฉันถึงไม่เคยสงสัย”

“แล้วทำไมพ่อทราบล่ะว่าผู้พันกำลังคิดไม่ซื่อ”

“ช่วงสายของเมื่อวาน ฉันได้รับโทรศัพท์จากสายลับฝ่ายรัฐบาลว่าจะมีการลอบวางระเบิดกองบัญชาการ ตอนแรกก็คิดว่ามันคงเป็นแค่ข่าวลวง แต่ก็ไม่ได้วางเฉยจึงกำชับฝ่ายรักษาความปลอดภัยให้ตรวจสอบคนเข้าออกอย่างเคร่งครัด จนพบรถยนต์ต้องสงสัยจอดอยู่ข้างห้องประชุม จากการตรวจค้นพบระเบิดเวลาไว้ที่สิบสามนาฬิกา หลังสอบสวนทหารยามแจ้งว่าเกซาร์เป็นคนนำมาจอดก่อนจะนั่งรถอีกคันกลับไป...นับว่าโชคเรายังดีที่พบระเบิดก่อน และที่น่าตกใจก็คือระเบิดนั่นสามารถถล่มตึกได้ทั้งหลัง”

“อะไรนะฮะ!...”

“ฉันไม่อยากเชื่อว่าคนที่ไว้ใจมันจะคิดคดจนกล้าทรยศหักหลัง...ตลอดเวลาฉันได้ให้ความสุขสบายและอำนาจมันพอควร แต่เกซาร์กลับละโมบอยากได้ทั้งหมดจนคิดการใหญ่ถึงขนาดจะระเบิดกองบัญชาการ... มันยอมแลกเลือดเนื้อของพวกพ้องเพียงเพราะต้องการมีอำนาจเหนือผู้อื่น”

ดวงตาสีหม่นทอประกายอ่อนล้าเมื่อเอ่ยถึงนายทหารคนสนิท

“คุณพระช่วย...” อาเชจ้องสีหน้าตกใจของบุตรชายแล้วพูดต่อ

“ตอนแรกก็ไม่อยากเชื่อว่ามันจะคิดฆ่าพี่น้องรวมถึงฉัน แต่หลังส่งมันไปรีดความจริงข้อมูลที่ได้เพิ่มมาก็ยิ่งน่าตกใจเพราะนอกจากลอซูคิดวางระเบิดกองบัญชาการแล้วมันยังเตรียมถล่มค่ายของเราด้วย”

“เรื่องถล่มค่ายมองเทร์บอกผมแล้ว...แต่ชยินไม่เชื่อ”

“แกกำลังหมายถึงเจ้าทหารไทยคนนั้นรึ” และคำตอบของบิดาก็ทำให้ใบหน้าของเตโชยุ่งเหยิงหนักเข้าไปอีก

“พ่อกำลังพูดถึงอะไร...ผมไม่เข้าใจ”

นายพลอาเชหันไปทางชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่อีกด้านแล้วบอกเสียงเรียบ

“นั่นมองเทร์”

เตโชทำหน้าเหมือนถูกผีหลอกเมื่อหันไปทางเจ้าของชื่อ ก่อนวกกลับมาจ้องบิดาตาเขม็งขณะกำลังอ้าปากถามหาความกระจ่างเสียงไม่คุ้นหูก็ดังขัดขึ้น

“ผมว่าท่านนายพลน่าจะรีบจัดการออกคำสั่งแล้วออกตามหาผู้กองก่อนที่ทุกอย่างจะสาย ส่วนเรื่องอื่นเอาไว้ค่อยอธิบายกันทีหลัง” คำพูดนั้นเป็นของชายร่างสูงใหญ่ที่ชื่อว่ามองเทร์

“ชยินออกเดินทางไปนานแค่ไหนแล้ว” นายพลวัยกลางคนพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกับหันไปถามบุตรชาย เตโชนิ่งคิดชั่วครู่แล้วตอบออกไป

“ประมาณหนึ่งวันกับอีกสามชั่วโมง”

“จากการคำนวณระยะทางผมว่าถ้าเราใช้ฮอฯ บินไปตามเส้นทางน่าจะทันช่วยพวกเขา ท่านนายพลคิดเห็นเป็นประการใด” มองเทร์เอ่ยขึ้นพร้อมกับขอความคิดเห็น

“แถบนั้นเป็นป่าทึบฮอฯ คงลงจอดไม่ได้”

“แต่มันไม่มีทางเลือกอื่น เอาแบบนี้ก็แล้วกันท่านนายพลเท่าที่ดูจากแผนที่น่าจะมีจุดพอให้ฮอฯ บินลงได้ ผมจะให้มองเทร์และลูกทีมโรยตัวลงจากฮอฯ เพื่อทำลานจอดชั่วคราว ก่อนกระจายกำลังดักเส้นทางก่อนที่คนของท่านจะเข้าเขตอันตราย เพราะถ้าเดินเท้าผมว่าพวกเขาคงถูกเล่นงานก่อนถึงจุดหมาย” ชายวัยกลางคนในชุดพรางทหารเอ่ยขึ้นบ้าง

“อืม...เป็นความคิดที่ดี ยังไงคงต้องให้คนของผมร่วมทีมไปด้วย”

เตโชมองหน้าบิดาสลับกับกลุ่มคนแปลกหน้าไปมา แม้ไม่เข้าใจว่าทั้งหมดกำลังคิดจะทำอะไร แต่เขาก็เลือกที่จะรอฟังคำอธิบายมากกว่าถามไถ่ หลังจากเฝ้ารอด้วยความอดทนในที่สุดระหว่างเตรียมตัวทุกความคลางแคลงใจก็ถูกเปิดเผยออกมา แม้เขาจะทราบเพียงคร่าวๆ แต่มันก็มากพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร


เมื่อได้ข้อสรุปนายพลอาเชจึงออกคำสั่งให้ทหารฝีมือดีสองนายพร้อมด้วยเตโชที่ยืนยันขอออกเดินทางไปกับทีมของมองเทร์ ทั้งหมดใช้เวลาราวสิบห้านาทีในการอ่านแผนที่และทบทวนรายละเอียดที่สำคัญ

พอได้เวลาทั้งหมดจึงมุ่งหน้าไปยังเฮลิคอปเตอร์ ก่อนเข้านั่งประจำที่เตโชโค้งศีรษะให้กับบิดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แล้วกระชับอาวุธไว้แน่นเมื่อแมลงปอยักษ์ทะยานขึ้นสู่ผืนฟ้ากว้าง

นายพลอาเชใช้มือบังฝุ่นผงและสายลมที่โหมแรง เงยหน้ามองตามเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังเคลื่อนตัวห่างออกไป

“หวังว่าพวกเขาจะไปทัน” นายพลวัยกลางคนพึมพำกับตัวเอง

“มองเทร์เป็นทหารมีฝีมือ...ท่านนายพลสบายใจได้...ตอนนี้สิ่งที่ควรทำคือกระจายกำลังไปตามจุดต่างๆ เพื่อป้องกันการรุกรานของลอซู ส่วนกองหนุนรัฐบาลได้เซ็นอนุมัติตามคำร้องขอไม่ช้าคงมาถึง” ชายในชุดพรางทหารวางมือลงบนหัวไหล่ของอีกฝ่ายแล้วตบเบาๆ

ดวงตาสีหม่นเบนกลับมายังคนพูดแล้วพยักหน้าน้อยๆ ก่อนบอกให้ทหารที่ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบไปประจำจุดรับผิดชอบของตนแล้วจึงเดินนำไปยังกระท่อมหลังใหญ่ เมื่อผู้นำสูงสุดของค่ายขยับ เหล่าทหารจึงกระจายกำลังไปยังจุดประจำของตน

นายพลอาเชและนายทหารระดับสูงซึ่งมาจากกองทัพฝ่ายรัฐบาลใช้เวลานับสองชั่วโมงในการปรับยุทธศาสตร์การศึกด้วยความเคร่งเครียด จวบจนทุกฝ่ายเห็นชอบและเข้าใจหน้าที่ของตนทุกอย่างจึงยุติลงในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา

หลังกองกำลังของฝ่ายรัฐบาลเข้าประจำจุดที่ได้รับมอบหมาย นายพลสูงวัยจึงเดินไปยืนข้างหน้าต่างพลางกวาดตามองไปรอบๆ แล้วหยุดนิ่งอยู่ตรงบ้านเรือนของชาวบ้านที่ปลูกสร้างอยู่รอบค่าย

“เฮ้อ!...”

เสียงลมหายใจหนักหน่วงที่พ่นออกมาคล้ายกับเจ้าของกำลังโล่งใจ ราวกับได้ยกภูเขาทั้งลูกออกจากอก อาเชมองผู้คนที่ดำเนินชีวิตประจำวันของตนอย่างสงบด้วยความรู้สึกที่แช่มชื่นกว่าทุกครา เขาคิดถูกแล้วที่ยอมถอยจากอำนาจนายพลวัยดึกยิ้มกับตัวเอง ก่อนหลุบเปลือกตาลงแล้วนึกย้อนถึงความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับหนังสือเพียงฉบับเดียว


หลังทราบว่ากองบัญชาการถูกเล็งเป็นเป้า เขาและนายทหารระดับสูงต่างเคร่งเครียดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ครานั้นแม้ทุกอย่างจะสามารถควบคุมได้ แต่ข่าวใหม่ที่ได้รับก็ทำให้ทุกฝ่ายเกิดความกังวลจนต้องระดมความคิดเพื่อปรับยุทธศาสตร์

ขณะสถานการณ์กำลังตึงเครียดและวุ่นวาย อยู่ๆ ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับซองเอกสารที่ปิดผนึกอย่างดีและมีข้อความเขียนว่า ‘ลับ’ ด้วยหมึกสีแดง

แม้ข่าวเรื่องกองบัญชาการถูกลอบวางระเบิดจะมาจากสายลับฝ่ายรัฐบาล แต่การปรากฏตัวของอีกฝ่ายก็ทำให้สายตาหลายคู่มองด้วยความเคลือบแคลงสงสัย พอเปิดเอกสารและเห็นข้อความว่าลอซูเตรียมถล่มค่ายซึ่งเป็นข่าวเดียวกับที่รีดได้จากเกซาร์ และข้อความถัดมาที่ชี้ชัดว่ายังมีทีมสังหารรอซุ่มโจมตี รวมถึงเปิดเผยแผนการทั้งหมดของลอซู จึงทำให้ทุกความคลางแคลงเปลี่ยนไป

หากวันนี้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยไม่พบระเบิด เขาคงมองข้อความนั่นด้วยความขบขัน และไล่ตะเพิดทหารนายนั้นกลับไปโดยไม่ใส่ใจกับไมตรีที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้

แต่เวลานี้ทุกอย่างรอบกายกำลังบอกชัดว่าทุกข้อความนั่นเป็นเรื่องจริง จึงทำให้หลายคนเริ่มมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป เมื่อต้องยืนอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาจึงเรียกประชุมและใช้เวลาไม่ถึงสามสิบนาทีในการไตร่ตรอง

เนื่องจากสิ่งที่อีกฝ่ายนำมาเชื่อมความสัมพันธ์มีความเป็นความตายของบุตรชายและผู้บริสุทธิ์อีกหลายร้อยชีวิตเป็นสิ่งเดิมพัน เมื่อเห็นว่าไม่มีเวลาอิดออดอีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจยื่นมือออกไปกระชับไมตรีกับฝ่ายตรงข้ามพร้อมกับยอมรับทุกเงื่อนไขที่อีกฝ่ายเสนอมา


นายพลเอชาพ่นลมหายใจออกมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงข้อความรวมถึงเงื่อนไขของฝ่ายรัฐบาล เวลานี้เขาพอทราบว่าสถานการณ์ตึงเครียดภายในประเทศกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น นั่นเพราะรัฐบาลเริ่มเปิดกว้างรวมถึงการแสดงท่าทีที่เป็นมิตรต่อฝ่ายตรงข้ามอย่างเปิดเผย

บางทีถ้าเขายอมวางมือจากสงครามระหว่างชาติพันธุ์แล้วเดินไปตามวิถีแห่งประชาธิปไตยเฉกเช่นประเทศอื่นๆ ยอมละทิ้งอำนาจที่ไม่รู้ว่ามันจะคงอยู่ได้อีกนานแค่ไหนรวมถึงการต่อสู้ที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้ แล้วส่งบุตรชายทั้งสองไปยังต่างประเทศตามข้อตกลงอาจทำให้พวกเขามีอิสระในการดำเนินชีวิต

แต่ที่สำคัญกว่านั้นหากวันนี้เขายอมวางความเห็นแก่ตัวรวมถึงความอยากได้อยากมี เขาเชื่อว่าผู้ใต้บังคับบัญชาและชาวบ้านอีกมากมายจะมีชีวิตรวมถึงที่อยู่อาศัยเป็นของตนอย่างแท้จริง

รอยยิ้มยินดีผุดออกจากมุมปากของอาเช เมื่อเขามองว่าการตัดสินใจครั้งสำคัญกำลังทำให้หลายๆ อย่างแปรเปลี่ยนไปในทางที่ดี หากเขายังเห็นแก่ตัวมัวเมากับอำนาจที่ไม่จีรัง พวกพ้องพี่น้องรวมถึงพลเรือนอีกหลายร้อยคนคงจะมีวิถีชีวิตที่ไร้อนาคต เพราะถ้าการสู้รบยังไม่ยุติพวกเขาเหล่านั้นก็จะต้องเร่ร่อนอพยพย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ และมีชีวิตแขวนอยู่บนความไม่แน่นอนไปตราบชั่วลูกชั่วหลาน

“ฉันหวังว่าทุกอย่างจะยังไม่สาย...ขอให้ปลอดภัยกลับมานะชยิน”

ดวงตาที่ทอดมองไปเบื้องหน้าทอประกายอ่อนลง ก่อนหมุนตัวเดินไปทรุดนั่งลงบนเก้าอี้แล้วขมวดคิ้วเมื่อนึกถึงผลประโยชน์ที่จะหายไป แต่พอตัดความอยากได้ใคร่มีออกคนที่เคยมองเห็นแต่ความต้องการของตัวเองก็มองเห็นความต้องการของคนอื่น

เขารู้อยู่แก่ใจว่าการที่รัฐบาลยื่นมือเข้ามาขอรอมชอม อีกทั้งยอมช่วยชีวิตของบุตรชายรวมถึงชาวบ้านนั้น มันจะต้องมีอะไรมากกว่าแค่การกระชับไมตรี และก็เป็นไปตามที่คาดการณ์เพราะสิ่งที่คนพวกนั้นต้องการก็คือขอมีส่วนร่วมในการบริหารเหมืองแร่ทองคำและแบ่งฐานอำนาจของเขา

แม้ว่าการแบ่งผลประโยชน์จากเหมืองแร่ทองคำ รวมถึงถ่ายเทอำนาจให้กับคนพวกนั้นแล้วหันหลังให้กับความวุ่นวายจะทำให้เขาเหมือนเสียเปรียบ แต่หากมองให้ลึกซึ้งสิ่งที่ได้รับกลับคุ้มค่ามากกว่านั้นเพราะมันคือการสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นแก่คนในปกครอง ซึ่งย่อมดีกว่าสร้างความขัดแย้งที่ไม่จบสิ้น

น่าขำในขณะที่เขายอมรับกับความผันแปรของอำนาจที่ไม่จีรัง และปล่อยมันไปเพียงเพราะต้องการให้ตนเองและคนรอบข้างพบกับความสุขที่แท้จริง แต่ในทางกลับกันยังมีคนอีกไม่น้อยที่พยายามไขว่คว้ามันไว้และกำอำนาจที่ไร้ตัวตนนั่นสุดกำลังโดยไม่คิดหันมองรอบตัว ว่าจะต้องมีคนอีกเท่าไรได้รับผลกระทบกับความเห็นแก่ตัวนั่น




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2555
12 comments
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2555 9:25:03 น.
Counter : 6698 Pageviews.

 

ใกล้แล้วค่ะพี่จี๋.... แฮ่กๆ ปั่นด้วยความอืดอาด ฮี่ๆ

 

โดย: sansook 8 กุมภาพันธ์ 2555 9:26:25 น.  

 

แม่นางงามสู้ ๆ

 

โดย: jee IP: 10.249.112.88, 182.255.13.41 8 กุมภาพันธ์ 2555 11:26:47 น.  

 

สุขสันต์วันสงกรานต์ครับคุณเอ๋

สงกรานต์ที่บุรีรัมย์ปีนี้น่าจะพิเศษกว่าทุกปีนะครับ

 

โดย: Insignia_Museum 13 เมษายน 2555 9:23:11 น.  

 

แวะมาทักทาย และติดตามอ่านครับ

จขบ. สบายดีนะครับ

 

โดย: Insignia_Museum 14 กรกฎาคม 2555 9:38:29 น.  

 

สวัสดีครับคุณเอ๋ ยินดีมากครับที่แวะมาทักทายกัน

หลานสาวคงอยู่ในช่วงวัยที่กำลังน่ารัก ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรง เป็นขวัญใจของครอบครัว และเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดของคุณแม่ครับ

 

โดย: Insignia_Museum 24 สิงหาคม 2555 22:04:43 น.  

 

ได้ข่าว 2 เรื่องจากคุณเอ๋แล้ว ถือเป็นข่าวดีในรอบปีเลยครับ

นอกจากลูกสาวที่วัยกำลังน่ารักแล้ว "เหนี่ยวหัวใจสุดไกปืน" กำลังได้รับโอกาสจากผู้จัด นำไปทำละครป้อนให้กับช่อง 7ด้วย

น่ายินดีมากๆครับ

 

โดย: Insignia_Museum 13 พฤศจิกายน 2555 19:32:53 น.  

 

lสนุกมากค่ะ halo4 xbox

 

โดย: owajung (owajung ) 23 พฤศจิกายน 2555 0:50:01 น.  

 

ได้รับหนังสือแล้ว เป็นของขวัญชิ้นเดียวและวิเศษที่สุดที่ได้รับในปีใหม่นี้เลยครับ

ขอให้คุณเอ๋และครอบครัวอยู่ดี มีสุข ประสบความสำเร็นในการงาน มีพลังในการสร้างสรรค์งานประพันธ์เพื่อแฟนๆไปอีกนานแสนนานครับ

 

โดย: Insignia_Museum 5 มกราคม 2556 6:46:05 น.  

 

แวะมาชม และขอฝากทิปส์สำหรับสาวๆที่อยากลดความอ้วนคะ

วิธีลดความอ้วน ลดความอ้วน ลดน้ำหนัก วิธีลดน้ำหนัก ยาลดความอ้วน

มาวิ่งออกกำลังกายลดน้ำหนัก ลดความอ้วนอย่างรวดเร็วกันเถอะ

การออกกำลังที่ได้รับความนิยมอย่างหนึ่งก็คือ การวิ่งเพื่อจะลดน้ำหนัก เพราะการวิ่งนี้ไม่มีความจำเป็นต้องมีเครื่องมือใดๆ แค่มีวิถีทางให้วิ่ง รองเท้าเพื่อวิ่งดีๆสักคู่ และความหมายมั่นที่จะลดความอ้วนของเราก็พอเพียงแล้ว หลายๆคนพึงพอใจที่จะวิ่งตอนอรุณรุ่งเพราะว่าตอนรุ่งสว่างเป็นห้วงเวลาที่ผ่องใสที่สุดของวัน และช่วงอรุณรุ่งอากาศไม่ร้อน และเป็นช่วงที่แดดอ่อนๆ ซึ่งเราจะได้รับวิตามิน D จากแสงอาทิตย์แบบนี้อีกด้วย เราอาจจะตื่นขึ้นเช้าหน่อย เพื่อมาเปิดกว้างอากาศบริสุทธิ์ ก่อนที่จะใส่รองเท้าออกวิ่ง หรือบางคนที่ทำงานหรือว่าศึกษาอยู่ไกล ไม่สามารถวิ่งตอนรุ่งเช้าได้ เพราะต้องออกจากที่อยู่อาศัยแต่เช้า ก็อาศัยการวิ่งเวลาเย็นเอา ก็แล้วแต่ ความพอใจของแต่ละคน

หากว่าที่ทำงาน ซึ่งอาจจะชวนเพื่อนผู้ร่วมงานไปออกกำลังกายลดความอ้วนด้วยกันยามเย็นเว้นเสียแต่จะเป็นการเผาพลังงานในร่างกายของเราแล้ว ยังเป็นการสานดองที่ดีของเรากับมิตรสหายร่วมงานด้วย

การวิ่งที่ได้คุณประโยชน์นั้น เราควรจะวิ่งเป็นจังหวะอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และส่ายแขนตามจังหวะการก้าวย่างเท้า เพื่อให้จังหวะการวิ่งของเราเท่าเทียม ซึ่งแจ่มแจ้งว่าจังหวะการวิ่งของแต่ละคนนั้นจะมีความผิดแผกแตกต่างกันออกไป ตามความบึกบึนของร่างกาย ซึ่งถ้าว่าเราเพิ่งตั้งต้นที่จะออกกำลังก็ควรที่จะวิ่งเหยาะๆ ไปตามสบาย ไม่ต้องหักโหมวิ่งตามคนที่วิ่งมานานสองนานแล้ว เพราะไม่อย่างนั้น เราก็อาจกะปลกกะเปลี้ยจนเกินควร และกล้ามของเราอาจรับไม่ได้กับการหักโหม ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ หรือว่าเจ็บป่วยได้ และยังเป็นเหตุให้เรา วิ่งได้น้อยและสังเกตความแปรเปลี่ยนได้น้อยกว่าเดิมด้วย

การวิ่งนั้นเว้นแต่จะทำให้น้ำหนักลดน้อยลงแล้ว ยังเป็นเหตุให้การสรีระโดยรวมแข็งแรงขึ้นอีกด้วย ทั้งการทำงานของหัวใจ ปัญญา และช่วยเหลือให้เรามีสุขเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีความแจ่มใสได้ตลอดทั้งวัน

คนที่เพิ่งเริ่มทำวิ่ง อาจจะวิ่งเบาๆราวๆวันละ 20 นาที อย่างไรก็ดีทางที่ดีเราสมควรจะวิ่งประมาณวันละ 30-60 นาทีอย่างไม่ละเลิกไปก่อน อาทิตย์ละ สองถึงสาม ครั้งเป็นอย่างน้อย ซึ่งจะช่วยทำให้สุขภาพกายของเราแข็งแกร่ง กล้ามเนื้อเต่งตึงกระชับ และที่สำคัญน้ำหนักของเราก็น้อยลง และอยู่ตัวในกรณีที่ร่างกายของเราได้สัดส่วนอยู่แล้วด้วยคะ

การวิ่งให้ได้ประโยชน์สูงสุดควรจะเน้นการวิ่งอย่างยาวๆ เราอาจจะตั้งต้นโดยการกำหนดวันอย่างหลวมๆ เผื่อติดไม่ว่างโน่นนี่ อาจจะเลือกวิ่ง 3-5 วันต่ออาทิตย์ ถ้าเราทำได้ถี่เท่าไร การลดน้ำหนักก็จะยิ่งประสบผลได้รวดเร็วขึ้นมากเท่านั้น
เทคนิคที่ตัวเราจะวิ่งได้สม่ำเสมอเป็นเวลานานนั้น ให้เราคิดถึงหุ่นตอนที่เราน้ำหนักลดได้สำเร็จ}แล้ว คิดให้เห็นภาพของสัดส่วนที่ Perfectสมบูรณ์แบบเหมือนดาราพริตตี้ นายแบบ และคิดให้เห็นถึงว่าจะมีอะไรปรับเปลี่ยนในชีวิตประจำวันของเราบ้าง ผู้คนจะมองเรายังไง ชื่นชมเรายังไง เพื่อนฝูงจะทักยังไง วิธีการนี้เป็นการเพิ่มกำลังใจง่ายๆ ให้เราสามารถวิ่งลดน้ำหนักได้อึดกว่าเดิมเป็นทวีคูณ
ผลิตภัณฑ์ลดนํ้าหนัก อาหารลดนํ้าหนัก อาหารเสริมลดนํ้าหนัก ลดหน้าท้อง ลดพุง การลดนํ้าหนัก ลดไขมันหน้าท้อง ลดนํ้าหนัก 3 วัน

 

โดย: ลดความอ้วน (DJT ) 5 มกราคม 2556 15:40:22 น.  

 

สวัสดีครับ

หวังว่าคุณเอ๋สบายดีนะครับ ดีใจครับที่แวะมาทักทายกัน

 

โดย: Insignia_Museum 10 กันยายน 2556 20:01:55 น.  

 

มาทักทายครับคุณเอ๋ สบายดีนะครับ

 

โดย: Insignia_Museum 3 มีนาคม 2557 19:59:33 น.  

 

ดีใจครับที่แวะมาทักทายกัน

หลังไมค์ครับคุณเอ๋

 

โดย: Insignia_Museum 25 มีนาคม 2557 19:48:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.