พฤศจิกายน 2563

1
2
3
4
5
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
กำแพงใจ (The Temporary Wife) Mary Balogh เขียน


6/11/2020

 







กำแพงใจ  (The Temporary Wife) 

Mary Balogh เขียน  กัญชลิกา แปล 

สำนักพิมพ์แก้วกานต์  แนว Historical Romance 

พิมพ์ครั้งที่ 1 สิงหาคม 2554 

200 บาท  256 หน้า 

 

#นิยายแปล #แปลอังกฤษ #Romance #Historical #กำแพงใจ #TheTemporaryWife #MaryBalogh #แก้วกานต์ #รีวิวนิยาย #ออโอ

 

 

หลังปก 

 

การลงประกาศรับสมัครภรรยาในหนังสือพิมพ์ลอนดอนเป็นสิ่งที่สังคมรับไม่ได้ ดังนั้นมาร์ควิสแห่งสตอนตันจึงลงประกาศรับสมัครครูพี่เลี้ยงแทน ผู้หญิงที่เขาต้องการจะต้องยากจน จืดชืด สงบเสงี่ยม และเงียบเชียบเหมือนหนูตัวหนึ่ง เขาตั้งใจจะแต่งงานกับหล่อนเพื่อทำให้บิดาต้องอับอาย! 

  

แชริตี้ ดันแคนเป็นคนตรงไปตรงมาและทนไม่ได้กับความอยุติธรรม แต่นั่นคือคุณสมบัติที่ทำให้หล่อนถูกไล่ออกจากงาน เพราะฉะนั้น ในการสมัครเป็นครูพี่เลี้ยงครั้งนี้ หล่อนจะต้องทำตัวให้สงบเสงี่ยมที่สุด แล้วหล่อนก็ต้องตกตะลึงเมื่อชายหนุ่มรูปงามผู้นี้ขอหล่อนแต่งงาน... 

  

แชริตี้กำลังอยู่ในภาวะอับจน และข้อเสนอของเขายั่วใจเกินกว่าจะปฏิเสธได้ จนกระทั่งเมื่อก้าวเข้าสู่ชีวิตแต่งงานจอมปลอมนั่นเอง หล่อนจึงรู้ว่าทุกอย่างไม่ได้ง่ายเหมือนอย่างที่คิด เมื่อมาร์ควิสผู้หยิ่งยโสกอดหล่อนไว้ในอ้อมแขน ไม่ใช่เพียงสัญญาการแต่งงานเท่านั้นที่ทำท่าว่าจะถูกทำลาย... แต่ยังรวมถึงหัวใจของหล่อนด้วย... 

 

 

 

คุยกันหลังอ่าน 

 

แอนโทนี่ เอียร์ฮาร์ต มาร์ควิสแห่งสตอนตัน ลูกชายคนโตของดยุคแห่งวิทธิงส์บี พระเอกของเรื่อง ต้องการหาภรรยาเพื่อทำให้ผู้เป็นพ่อต้องอับอาย เขาจึงลงประกาศรับสมัครครูพี่เลี้ยงในหนังสือพิมพ์ ที่เขาต้องการก็คือหญิงสาวที่เหมือนหนูเงียบเชียบ หงิม ๆ เรียบร้อยและเชื่อฟังเขา 

แชริตี้ ดันแคน นางเอก ต้องการหางานเพื่อช่วยสถานะการเงินของครอบครัวและแบ่งเบาภาระของน้องชายที่ตอนนี้ทำงานคนเดียว หล่อนเห็นประกาศรับสมัครครูพี่เลี้ยงจึงสมัครไป (หลังจากต้องออกจากงานเก่าเนื่องจากหล่อนทวงความยุติธรรมให้เพื่อนร่วมงาน) ไม่มีรายละเอียดของงานบอกไว้ นอกจากชื่อผู้รับสมัคร น้องชายแม้ไม่เห็นด้วยที่แชริตี้ต้องทำงาน (อีกครั้ง) แต่ก็ไม่ได้คัดค้านเมื่อหล่อนยืนกราน น้องชายยังให้คำแนะนำแชริตี้เพิ่มด้วยว่า ถ้าพี่อยากได้งาน ก็ต้องทำตัวให้เหมือนหนูที่สงบเสงี่ยมเจียมตนที่สุด 

คนหนึ่งอยากได้หนูเงียบเชียบไว้ใช้งาน อีกคนแสร้งสวมบทหนูสงบเสงี่ยม สองคนเลยจับมือร่วมหอลงโรง... อ่า ไม่สิ ลงชื่อแผนแต่งงาน ด้วยประการฉะนี้เอง 

 

ตอนแรกนางเอกยังไม่เชื่อพระเอกเท่าไร ว่าทำไมจากรับสมัครครูพี่เลี้ยงถึงกลายเป็นรับสมัครภรรยาจำเป็นแทนได้ แต่พระเอกให้ค่าตอบแทนดี มีทนายมาร่างสัญญาให้ นางเอกเห็นว่าถ้ารับงานนี้ จะช่วยเรื่องหนี้ที่บ้านได้ น้องชายจะได้ไม่เหน็ดเหนื่อยอีกต่อไป พี่น้องจะได้กลับไปอยู่พร้อมหน้ากัน ชั่งใจไม่นานก็ตอบตกลง รุ่งขึ้นเข้าพิธีแต่งงานกับพระเอกโดยไม่บอกใครทั้งนั้น บอกน้องแค่ว่าได้งานเป็นครูพี่เลี้ยงแล้ว ตอนแต่งกับพระเอก นางเอกยังไม่รู้เลยว่าพระเอกเป็นมาร์ควิส มารู้เอาตอนหลังจากแต่งงานกำลังจะเดินทางไปบ้านพ่อพระเอก รายละเอียดของงานก็มารู้เอาทีหลัง ว่าพระเอกต้องการภรรยาประเภทที่ทำให้พ่อเขาสามารถกระอัก เป็นการแก้แค้นท่านดยุคทางหนึ่ง และเป็นการพิสูจน์ว่าเขาหลุดพ้นการครอบงำของพ่อ 

 

เกิดอะไรขึ้นระหว่างพ่อลูกคู่นี้กันนะ ทำไมคนคนหนึ่งถึงยินยอมที่จะแต่งงานกับคนที่เพิ่งพบหน้าเพียงเพื่อที่จะทำให้พ่อต้องรู้สึกอับอาย เพียงเพื่อพิสูจน์ตัวตน 

 

แชริตี้ได้แต่เก็บข้อสงสัยไว้ในใจ 

 

พอดีช่วงเดินทาง ฝนกระหน่ำ ทำให้จำต้องพักที่โรงแรมที่ไม่ได้จองไว้ เหลือห้องเดียวพอดี แหม ฝนตก ชายหญิงสองคนพักห้องเดียว บรรยากาศเป็นใจซะขนาดนี้  พระเอกถามนางเอก ในเมื่อนอนไม่หลับ มาหากิจกรรมอย่างอื่นที่ทำให้นอนหลับกันมั้ยล่า อยากลองมั้ยล่า นางเอกก็ตกลง พระเอกก็ โอเค งั้นก็ต้องตามนั้น (อ่านประโยคนี้แล้วฮาแกมหมั่นไส้ ทำเหมือนตัวเองไม่ได้เป็นคนเสนอเองอย่างนั้นแหละ) 

 

วันรุ่งขึ้นก็เดินทางต่อ ถึงตอนนี้พระเอกชักสังหรณ์ใจแปลก ๆ ถึงหนูเงียบเชียบที่คิดไว้ว่าน่าจะไม่มีตัวตนแต่แรก 

 

เดินทางมาถึงบ้านพ่อพระเอก อันนี้คือพูดแบบบ้าน ๆ จริง ๆ คือเป็นคฤหาสน์ที่สวยมาก ใหญ่มาก มีสนามหญ้ากว้างใหญ่ ดอกไม้ต้นไม้ เนินเขา แม่น้ำ ถัดไปก็เป็นป่า ท่านดยุคพ่อพระเอกก็ให้การต้อนรับอย่างอลังการ คนรับใช้ ลูกหลาน ยืนแถวต้อนรับการกลับมาของพระเอก พระเอกไม่ได้บอกใครว่าแต่งงานแล้ว คนอื่นเห็นนางเอกตอนแรกนึกว่าคนใช้ (เดินทางมาอย่างเร่งรีบ ฝนก็ตก อีกทั้งนางเอกก็ไม่ได้เตรียมตัวเรื่องพระเอกมีบรรดาศักดิ์ด้วย) พอพระเอกแนะนำว่านางเอกคือคนที่เขาแต่งงานด้วย คนอื่นก็ช็อกไปตาม ๆ กัน (เป็นที่สะใจของพระเอกอย่างที่ตั้งใจไว้) พ่อพระเอกก็ตกใจแหละ แต่หน้านิ่งรักษามาดท่านดยุคผู้สูงศักดิ์ไว้อย่างดี แค่บอกให้แชริตี้เอาของไปเก็บที่ห้องแล้วเรียกพระเอกไปคุยส่วนตัว นางเอกรู้สึกว่าแทนที่พ่อลูกพี่น้องเจอกันจะมีบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง กลับเคร่งขรึม ทุกอย่างเป็นทางการไปหมด แถมรู้สึกว่าบ้านนี้ขาดแคลนรอยยิ้มซะเหลือเกิน เลยแจกยิ้มสว่างจ้าให้ทุกคน แล้วเรียกท่านดยุคว่าคุณพ่อ ก่อนขึ้นเอาของไปเก็บแบบสวย ๆ ทิ้งความตื่นตระหนกไว้ให้คนที่เหลือ 

แม้กระทั่งลูกแท้ ๆ ยังไม่มีใครเรียกพ่อพระเอกว่าพ่อเลยสักคน ทุกคนจะเรียกว่า ท่านดยุค  

 

พระเอกเป็นลูกชายคนโต ต้องสืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากพ่อ เป็นที่คาดหวังของทุกคนในบ้าน แต่แปดปีที่แล้วเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น ทำให้เขาเลือกที่จะออกจากบ้านไปและตั้งใจว่าจะไม่กลับมาอีกเลย ตัดขาดทุกอย่าง ไม่ติดต่อกลับมา เงินทองก็ไปดิ้นรนหาลู่ทางเอาเอง จนกระทั่งท่านดยุคส่งจดหมายเรียกตัวเขากลับ ในจดหมายนั้นพูดถึงการแต่งงานของเขาตามที่เคยหมั้นหมายไว้ตั้งแต่ยังเป็นทารก และสุขภาพที่ไม่ดีนักของท่านดยุค พระเอกเลยตัดสินใจกลับบ้านครั้งแรกในรอบแปดปี พร้อมนางเอกที่เป็นภรรยาจำเป็น (ที่ถูกต้องตามนิตินัยและพฤตินัย) 

 

พระเอกมีน้องสี่คน วิลเลียม มารีแอนน์ ชาร์ลส์ และออกัสตา ตอนเขาออกจากบ้าน ออกัสตาเพิ่งเกิดและแม่ของเขาก็เพิ่งเสียชีวิต 

พระเอกไม่ต้องการพูดถึงวิลเลียม มารีแอนน์แสดงชัดเจนว่าไม่ชอบแชริตี้ วิลเลียมและมารีแอนน์อายุห่างจากพระเอกหนึ่งและสองปีตามลำดับ ทั้งสองคนแต่งงานและมีลูกแล้ว ชาร์ลส์อายุประมาณยี่สิบปี เป็นหนุ่มน้อยที่แสดงท่าทีห่างเหิน และเป็นทางการกับพี่ชายและพี่สะใภ้ ส่วนออกัสตานั้นเคร่งขรึมเกินเด็กอายุแปดปี 

เป็นครอบครัวที่ดูเหินห่างไม่น่าคบหา แต่นางเอกมองออกว่าแม้พระเอกจะแสดงท่าทีต่อต้าน ไม่ยอมรับ แต่เขารักคนในครอบครัว โดยเฉพาะน้องสาวคนสุดท้องมาก 

 

นางเอกเป็นพี่สาวคนโต ด้วยความที่มีน้องหลายคน จึงรู้วิธีรับมือกับเด็ก ๆ ได้ดี รู้จักสายใยของพี่น้องเป็นอย่างดี นางเอกจึงเข้าใจพระเอก และเข้ากับออกัสตารวมถึงหลาน ๆ พระเอกได้ไม่ยาก 

 

ที่ชวนตะลึงก็คือ ดูเหมือนแชริตี้จะทะลุปราการของท่านดยุคได้เช่นกัน 

 

เรื่องก็จะดำเนินในแนวทางของนางเอกผู้มาเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้น และทำให้ครอบครัวที่เย็นชานั้นอบอุ่นขึ้น โดยมีปมของพระเอกในอดีตเป็นจุดที่ต้องคลี่คลาย 

 

ตอนนั้นพระเอกรู้แล้วละว่านางเอกไม่ใช่หนูสงบเสงี่ยมแน่นอน แต่เขาก็ชอบท่าทีของนางเอก นางเอกฉลาดค่ะ รู้ว่าครอบครัวเขาเย็นชาใส่ แต่ก็ตีมึนไม่สนใจ ร่าเริงแจ่มใสตลอด แล้วนางไม่ได้เสแสร้ง เพราะจริง ๆ เป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว ยิ่งชอบเด็ก ๆ ด้วย ก็จะอยู่กับเด็กได้ดี เรื่องไม่ได้ดึงให้ดราม่ามากอะไร เพราะจริง ๆ น้อง ๆ ก็รักพระเอกทุกคนค่ะ ไม่นานนางเอกก็เข้ากับทุกคนได้  

 

มีหลายประโยคที่โออ่านแล้วชอบมาก มีตอนหลายตอนที่ประทับใจ อย่างตอนหนึ่งที่พระเอกยืนยันกับนางเอกว่าจะไม่ให้นางเอกต้องโดนดูถูกต่อหน้า นางเอกก็บอกว่าไม่เป็นไร  เพราะตนไม่ใส่ใจเลยไม่รู้สึกว่าโดนเหยียดหยามอะไร (มีแค่คนที่ใส่ใจเลยเอาจุดนั้นมากดตัวเอง) หรือนางเอกบอกว่า ถ้าคุณอยากให้เราเป็นคู่รักที่หวานชื่นข้าวใหม่ปลามัน อย่างแรกเลยคุณก็ต้องยิ้ม นางเอกสอนให้พระเอกยิ้ม และทำให้พระเอกยิ้มได้จริง ๆ หรือนางเอกรู้ว่ามารีแอนน์ไม่ชอบตน ก็ไม่ได้ฝืนตัวเองเข้าหา แต่ด้วยความที่เข้ากับลูกของนางได้ก็เลยไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไร หรือกับพ่อพระเอก นางเอกรู้สึกว่าตัวเองเด็กกว่าต้องยอมโอนอ่อนให้ผู้ใหญ่ อีกทั้งฝ่ายนั้นแม้จะดูหยิ่ง ๆ ร้าย ๆ แต่ก็ไม่ได้รังแกนางเอกอะไร อันที่จริงปฏิบัติต่อนางเอกดีมากด้วยซ้ำ นางเอกจึงพยายามเป็นฝ่ายเข้าหา เรียกคุณพ่ออย่างนั้นอย่างนี้ ดูแลไม่ให้พ่อพระเอกเหน็ดเหนื่อยเกินไปเพราะสุขภาพไม่ดี 

 

อาจจะมีบางความรู้สึก หรือบางช่วง ที่รู้สึกว่ามันฉึบฉับรวดเร็วฉับไวไปบ้าง แต่โอว่าผู้เขียนถ่ายทอดความรู้สึกโดนกดทับ โดนกดดันของพระเอกออกมาได้ดี ความรู้สึกที่ทั้งอยากต่อต้าน และอยากไขว่คว้าเอาไว้ เขารู้สึกเหมือนเพดานโถงจะกดทับ ความกดดันจากพ่อแผ่ครอบคลุมเขาไว้ ความรู้สึกที่เป็นอิสระจากการออกไปเผชิญโลกกว้างเพียงลำพังแปดปีหายไปเมื่อกลับมาอยู่ในที่ที่พ่อมีตัวตน 

 

ความรู้สึกทั้งรักทั้งชัง ต่อบ้าน ต่อครอบครัว ต่อพ่อ 

 

อ่านแล้วเข้าใจพระเอก และก็เป็นอะไรที่พูดยาก ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดมาแค่วันเดียว ไม่สามารถใช้เวลาแค่ไม่นานแก้ไขได้ทันทีทันใด 

 

โออ่านเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สองของผู้เขียน ถัดจากฐานันดรรัก (A Matter of Class) เปิดมานี่กลิ่นอายหลายอย่างใกล้เคียงกันมาก แม้เรื่องจะไม่เหมือนกัน มีความเปิด ๆ ปิด ๆ ลวงหรือหลอก การดึงช้าในบางช่วง หรือคลี่คลายอย่างฉับพลันในบางจุด การจิกกัดของตัวละคร ไม่นับองค์ประกอบบางอย่างที่เอ่ยถึง ม้าสีเทา การพนัน แม่น้ำ ธรรมชาติเขียวขจี แบบอ่านแล้ว โอ๊ะ เป็นช่วง ๆ เห็นชัดเพราะอ่านไม่ห่างจากกันมาก คงต่อพิสูจน์ด้วยเรื่องอื่นของผู้เขียนว่าจะเจอกลิ่นอายแบบนี้อีกไหม 

 

โดยรวมโอชอบค่ะ พล็อตไม่ได้แปลกประหลาด ออกจะพบเห็นได้บ่อยด้วยซ้ำ แต่โอชอบองค์ประกอบ การจัดวาง และอารมณ์  
 

4 ดาว  

 

 

มีติดขัดนิดหน่อย ส่วนมากเป็นพวกการเรียงประโยคหรือการใช้คำ บางทีอ่านแล้วจะมึน ๆ แต่โอไม่ค่อยได้จด มีจดมานิดเดียว อยู่ข้างล่าง 



 

หน้า 204 
 

มาร์ควิสกอดหล่อนแนบกับเขาด้วยแขนข้างหนึ่ง และลูบข้อนิ้วของอีกมือหนึ่งเบา ๆ บนแก้มหล่อน และเลื่อนลงใต้ค้างเพื่อเชยให้หล่อนเงยหน้าขึ้น 
 

“หนูสีน้ำตาลเงียบเชียบของผม” เขาพูด ลูบนิ้วหัวแม่มือไปมาเบา ๆ บนริมฝีปากหล่อน  

 

 

ลูบ ก. เอาฝ่ามือทาบลงแล้วเลื่อนไปหรือมาเป็นต้น 

 

ความหมายของลูบจริง ๆ คือการใช้ฝ่ามือ แต่มีบางคนใช้อวัยวะอย่างอื่นบรรยายให้สวย หรือใช้เปรียบเปรย พวก ให้สายลมลูบไล้ผิว อะไรอย่างนี้ 

เพราะฉะนั้นประโยคข้างบน อ่านแล้วจะงง  

 

น่าจะเป็นประมาณนี้จะดีกว่า 

 

>>  

มาร์ควิสกอดหล่อนแนบกับเขาด้วยแขนข้างหนึ่ง และใช้ข้อนิ้วของอีกมือหนึ่งสัมผัสเบา ๆ บนแก้มหล่อน และเลื่อนลงใต้ค้างเพื่อเชยให้หล่อนเงยหน้าขึ้น 

 

“หนูสีน้ำตาลเงียบเชียบของผม” เขาพูด ใช้นิ้วหัวแม่มือกดไปมาเบา ๆ บนริมฝีปากหล่อน  


 

 

 

“การที่คุณแต่งงานกับฉันจะทำให้เกิดความหายนะแน่นอน” หล่อนพูด 

 

“ไม่ต้องสงสัย” เขาเห็นด้วย “ผมแต่งงานกับครูพี่เลี้ยงคนหนึ่ง สุภาพสตรีที่ยากจนมาก ๆ อย่างน้อยผมก็ช่วยเขาหน่อยหนึ่งแล้วที่ไม่แต่งกับผู้หญิงชื่อเสียงไม่ดี” 

 

“และคุณต้องการภรรยาที่ไม่เพียงมีชาติกำเนิดต่ำต้อยไร้บรรดาศักดิ์และไร้เงินเท่านั้น” หล่อนพูด “คุณต้องการผู้หญิงที่ไร้เสน่ห์ไร้มารยาทและพูดจาไม่เป็นด้วย ผู้หญิงที่เป็นแค่เงา” 

 

“คุณไม่ต้องกังวล” เขาพูด “จะไม่มีใครแสดงท่าทางดูถูกคุณอย่างเปิดเผย ใครกล้าทำอย่างนั้นก็ต้องเจอกับผม” 

 

“แต่ว่าใครจะป้องกันฉันจากการดูถูกของคุณล่ะคะ ท่าน” หล่อนถามด้วยเสียงเบาน่าฟัง 

 

นัยน์ตาของเขาลืมขึ้นทันที “มายเลดี้” เขาพูด “คุณได้รับค่าจ้างก้อนใหญ่สำหรับการทำงานตามที่ผมต้องการ” 

 

“ค่ะ” หล่อนพูดพร้อมกับมองเขากลับ “เป็นความจริง” 

 

คำพูดนั้น รวมทั้งสีหน้าของหล่อน แผ่วเบาและอ่อนน้อม แล้วทำไมเขาจึงเกิดความรู้สึกชัดเจนว่ามีการประกาศสงครามกันแล้วเล่า 

 

เขาหลับตาลงอีกครั้ง 

 

 

หน้า 61  บทที่ 4 

 

 

 

เมื่อตอนเป็นเด็ก มาร์ควิสแห่งสตอนตันเคยมีความรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ่อย ๆ  ว่าเพดานทรงโดมเหนือห้องโถงหน้าทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนไหล่ของเขาทันทีที่เขาก้าวผ่านประตูเข้าไป เหมือนกับโลกบนไหล่ของแอตลาส แปดปีหลังออกจากบ้านและมีอิสระเสรี เขาเกิดความรู้สึกอย่างเดียวกันนั้นทันที่ที่ก้าวข้ามธรณีประตูอีกครั้ง 

 

มันเป็นความรู้สึกหนักอึ้งและมืดมน ผู้คนที่ยังคงหลอกหลอนในฝันของเขาแม้ว่าเขาจะทำตัวเป็นอิสระจากคนเหล่านั้นทั้งหมดในเวลาที่เขาตื่น ยังมาชุมนุมรวมกัน รอคอยที่จะดึงเขาเข้าไปอีก รอคอยที่จะลากเขาลึกลงไปข้างล่างจนกระทั่งเขาต้องสูดอากาศและดูดน้ำเข้าไป และรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย เขาดีใจจริง ๆ ที่นำภรรยามาด้วย ดีใจที่เขามีวิธีการที่จะต่อต้านอิทธิพลเร้นลับของคนเหล่านั้น พวกเขาทั้งหมดอยู่ที่นั่น เขาเห็นจากการมองเพียงแวบเดียว 

 

หน้า 75  บทที่ 6 

 

 

 

“จะไม่มีใครทำท่าดูถูกคุณอย่างเปิดเผย” เขาพูดให้หล่อนมั่นใจ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดแบบนี้ แต่เวลานี้เขารู้สึกว่าเป็นพันธะหน้าที่ของเขาอย่างเป็นส่วนตัวที่ต้องจัดการให้เป็นอย่างที่พูดจริงๆ  “ไม่มีใครกล้าทำ” 

 

หญิงสาวยิ้มและเดินเข้ามาหาเขา “การดูถูกจะมีผลก็ต่อเมื่อคนที่โดนดูถูกสนใจความคิดของผู้ที่ดูถูกเขา” หล่อนพูด “แต่ฉันจะไม่โดนดูถูกหรอกค่ะเมื่ออยู่ที่นี่ มายลอร์ด” หล่อนจับแขนเขาที่ยื่นให้ 

 

เขาคิดว่านั่นเป็นการสิ้นสุดปัญหาอย่างมั่นคง สงบ และสวยงาม คำพูดของหล่อนบอกให้เขารู้ว่าหล่อนไม่สนใจใครในบ้านนี้ ได้เลย เขาก็ไม่สนใจเหมือนกัน เขาไม่ได้กลับมาบ้านเพราะว่าเขาใส่ใจ เขามาเพื่อประกาศอิสรภาพตลอดไปของตัวเองให้ทุกคนรับรู้ และอาจจะเพื่อทำให้ปีศาจบางอย่างในอดีตสิ้นสุดลงเสียที-- แม้ว่าความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นในใจเขาในตอนนี้และทำให้เขาแปลกใจ ไม่มีปีศาจอะไรที่ต้องทำให้สิ้นสุดลง ทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตตายหมดสิ้นไปนานแล้ว 

 

 

หน้า 96  บทที่ 7 

 

(Note: ประโยคนี้  

 

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดแบบนี้ แต่เวลานี้เขารู้สึกว่าเป็นพันธะหน้าที่ของเขาอย่างเป็นส่วนตัวที่ต้องจัดการให้เป็นอย่างที่พูดจริงๆ 

 

ถ้าเปลี่ยนเป็น ภาระหน้าที่ของเขาในบ้าน จะดีกว่ามั้ยคะ น่าจะเป็นคำว่า privacy ซึ่งสามารถหมายถึง ในบ้าน ภายในครอบครัว ได้ด้วย 

 

>> “จะไม่มีใครทำท่าดูถูกคุณอย่างเปิดเผย” เขาพูดให้หล่อนมั่นใจ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดแบบนี้ แต่เวลานี้เขารู้สึกว่าเป็นภาระหน้าที่ของเขาในบ้านที่ต้องจัดการให้เป็นอย่างที่พูดจริงๆ  “ไม่มีใครกล้าทำ”) 

 

 

“เหงามั้ยที่เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีพี่น้องเลย” 

 

หญิงสาวนึกเสียใจเรื่องโกหกของตัวเอง หล่อนเกลียดที่ไม่พูดความจริง “ฉันมีเพื่อนเล่นในวัยเด็กค่ะ” หล่อนพูด “ชีวิตในวัยเด็กของฉันมีความสุขดี” 

 

“อ้อ” เขาหันมามองหล่อน “แต่มันไม่ยืนยาว ชีวิตมอบความโหดร้ายให้โดยไม่มีการแยกแยะ ชีวิตเป็นเพียงแค่เรื่องตลกร้าย” 

 

“ชีวิตเป็นทรัพย์สินที่ทรงค่า” หล่อนพูด “มันคือสิ่งที่แต่ละคนสร้างขึ้นมา” 

 

“และคุณก็ได้รับโอกาสที่จะสร้างสิ่งที่ชีวิตคุณรับได้เป็นอย่างดี” เขาพูด “คุณจะได้รับการยกย่องสรรเสริญที่คว้าโอกาสนั้นโดยไม่ลังเล” 

 

ความเย้ยหยันกลับเข้ามาในเสียงของเขา ความดูถูกปรากฏบนใบหน้า 

 

“และคุณได้รับโอกาส” หล่อนพูดเสียงเฉียบขาด “ในการแก้ไขสิ่งที่ทำผิดพลาดกับชีวิตตัวเองเมื่อตอนที่คุณหนีไปจากมันเมื่อแปดปีที่แล้วให้ถูกต้อง” 

 

“อา” เขาพูด “คุณมีลิ้นที่อวดดีอย่างแก้ไขไม่ได้ มายเลดี้ แต่คุณมองสถานการณ์ผิดไป ผมหนีไปจากความอึดอัดหายใจไม่ออก ผมหนีไปหาชีวิต” 

 

หน้า 140  บทที่ 10 

 

.
.
.


 

 




Create Date : 06 พฤศจิกายน 2563
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2563 13:04:53 น.
Counter : 202 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#16



ออโอ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



โอเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก อ่านได้ทุกแนว เสาะแสวงหาเรื่องสนุกๆ แนวใหม่ๆ ตลอด หลายเรื่องไม่มั่นใจก็ค้นหารีวิว ถ้าชอบถ้าใช่ก็ลอง ลองแล้วชอบแล้วประทับใจก็อยากบอกต่อ บางครั้ง อ่านครั้งแรกรู้สึกอย่างนี้ อยากเก็บไว้เพื่อเป็นเรื่องราว บันทึกไว้กันลืม กลับมาย้อนอ่านก็จะได้รู้ว่า ครั้งหนึ่งที่เราเคยอ่าน เรารู้สึกอย่างนี้ เวลาผ่านไป เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้ง ก็อาจจะได้มุมมองใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น "ขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่าน" รู้สึกดีที่โลกนี้มีหนังสือ-โอ
New Comments