รวมมิตรเรื่องท่องเที่ยว และ สายการบิน
Group Blog
 
All Blogs
 

ครั้งหนึ่งที่รักษาสัตว์แล้วได้ลงหนังสือพิมพ์ -->> โผมไม่ได้อยากให้เป็นข่าวเล้ย พับผ่าซิ...

โอ๊ะ โอ๋ .... กระทู้นี้ว่าด้วยเรื่อง ข่าวที่ผมไม่อยากให้เป็นข่าวเล้ย ....

ผมเองก็ไม่คิดหรอกครับว่า ทำงานเป็นสัตวแพทย์รักษาสัตว์แล้ว
จะต้องมาเป็นข่าว ก็แค่เราทำงานตามหน้าที่ของเราเท่านั้นเองหน่ะครับ ...
ไม่ค่อยชอบให้ใครมาอะไรกับเราตอนทำงานด้วยซ้ำไป เหอๆๆ

อนาถเด็กดอยไล่ทุบสุนัขทำอาหารกิน


ข่าวจาก หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เชียงใหม่นิวส์ ฉบับวันที่ 23 มีนาคม 2552
คลิ๊กไปอ่าน ....

คือเอ่อ .... ผมก็อึ้งครับ ...
เย็นวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม วันนั้นเป็นวันที่จะว่าวุ่นก็วุ่นมาก
เพราะว่า ช่วงเย็นเหลือคุณหมอรักษากันอยู่ 2 คน เป็นคุณหมอใหญ่เจ้านายผม กับหมอน้อย (ตอนนี้มีน้องหมอใหม่มาช่วยแล้ว) ก็คือผมเอง
เราก็รีบๆ เร่งๆ รักษากันไป เพราะลูกค้าก็มากันไม่ขาดสายหน่ะครับ (เหนื่อย )
แล้วก็มีเคสนี้หล่ะครับ มาเป็นเคสแบบฉุกละหุก (ฉุกเฉิน) ....

พอดีผมรักษาอยู่ห้องข้างๆ กัน (ดูจากภาพประกอบจะเห็นชายเสื้อเขียวอยู่อีกห้องหนึ่ง พาน้องโกลเด้นท์ ผิวหนังอักเสบมารักษา ให้ผู้ช่วยฯ โกนขนอยู่) ผมก็ได้ยินเสียงเหมือนผู้คนมากมาย กำลังรีบๆ อยู่ ... แล้วเข้าห้องตรวจข้างๆ
ผมก็รู้ตัวดีครับว่า ....
ถ้าเราไม่รักษาแล้วใครจะรักษา เพราะเหลือหมอกันอยู่แค่นี้ พี่เค้าก็ดูวุ่นๆ กับเคสอีกบ้านหนึ่งอยู่ ก็เลยชะแว๊บเข้าไป

เอ่อ ผง่ะครับ ... เจอกล้องถ่ายภาพ ผู้คนรายล้อม อะไรกันนี่ ...
ผมไม่ค่อยชอบมุขนี้จริงๆ เลย (อันนี้เลยต้องยึ้มแบบเจื๋อนๆ แล้วเล็ดลอดเข้าไปรักษา ) ส่วนผู้ช่วยฯ ก็วิ่งตามมาช่วยกัน ... จริงๆ หลายปีก่อนก็เคยมีเหตุการณ์แบบนี้หล่ะครับ ครั้งนั้นออกรายการเรื่องเล่าเช้านี้ด้วย แต่เป็นรุ่นพี่ผมเจอ ...

ผมก็ตรงเข้าไปตรวจน้องหมา นอนตะแคง ตัวเปียกโชกมา
ผมก็ไม่ทันได้ซักประวัติอะไรเท่าไหร่ห่รอกครับ
เห็นเค้าคุยๆ กัน ผมก็ไม่ค่อยได้สนใจฟัง
ดูน้องหมา เห็นแล้วสงสาร ตรงตาขวาลักษณะเหมือนโดนตี หรือโดนอุบัติเหตุมา (เราไม่เห็นเหตุการณ์ เราฟันธงไม่ได้ครับ) ตรงเยื่อบุรอบๆ ตาแดงก่ำ เลือดออกในลูกตา มีเลือดออกจากปากและจมูก เปิดเหงือกดูซีดๆ ฟังปอดยังดูโอเคอยู่ ... ก็ขออนุญาตเติมน้ำเกลือ ให้ยากันช๊อค ยาลดบวมลดอักเสบ ยาห้ามเลือดเข้าเส้น และ ยาคุมการติดเชื้อไปก่อนละกัน ...

เหตุผลที่ผมรีบขนาดนี้ ก็เพราะว่า ... ผมไม่ค่อยชอบถูกถ่ายภาพครับ
ขี้เกียจให้สัมภาษณ์อะไรด้วย
(คุณนักข่าวเองก็พูดค่อนข้างแข็งหน่ะครับ เราไม่รู้จักเขา เขาไม่รู้จักเรา ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันก็ได้นะครับ)

พอเติมน้ำเกลือได้ปุ๊บ ผมรีบเผ่นหนีไปเตรียมยาครับ
พอดีคุณสัญญาที่พามาเขาก็เป็นลูกค้าประจำ พาสัตว์มารักษาบ่อยๆ อยู่แล้ว
ไม่มีปัญหา ผมก็แจ้งว่าฝากไว้ได้เลยครับ แวะติดต่อข้างหน้าก่อนนะครับ ...

ช่วงระหว่างที่ผมไปเตรียมยา ...
เอ่อ คุณนักข่าวก็ซักถามคำถามกับน้องผู้ช่วยฯ น้องผู้ช่วยฯ ก็ช่วยๆ ตอบเท่าที่ตอบได้ไปก่อน .... ตอบตามอาการ ก็ต้องค่อยๆ ดูอาการกันไปหน่ะครับ แล้วที่เด็ดมาก คือตอนที่ถามชื่อหมอที่รักษา ....

น้องผู้ช่วยฯ ก็บอกชื่อจริงของผมไป ชื่อผมก็พยางค์เดียว แถมดูเหมือนไม่ใช่ชื่อจริง ตานักข่าวก็เหมือนจะหงุดหงิด เร่งถามว่าเอาชื่อจริง น้องก็ตอบเหมือนเดิม ... แล้วเจ้านักข่าวก็ถามอีก น้องชี้ให้ไปดูป้ายชื่อตัวบักเอ้กหน้าร้านเลย
จดเอาเองได้ตามอัธยาศัย ฮร่วย .... (ถ้าเขากล้าถามผมแบบนี้ ... ผมก็คงจะชี้ป้ายชื่อ แล้วบอก คุณพี่ครับ เบิ่งครับ เบิ่ง ไม่เชื่อใช่มะว่าชื่อแบบนี้ก็เป็นชื่อจริงได้ ฮร่วย!! )

ซักพักหนึ่ง ก็มีคุณผู้หญิงที่อ้างว่าเห็นสุนัขถูกทำร้าย
เข้ามาเยี่ยม เข้ามาดูอาการน้องหมา
เห็นแกบอกว่า เด็กๆ กลุ่มนั้นขู่ว่าจะทำลายทรัพย์สินบ้านแกด้วย ...
(อันนี้ ส่วนตัวผมก็ฟังหูไว้หูหน่ะครับ เพราะฟังๆ ดูแล้วปวดหัว ไม่รู้จะเชื่อใครดี เชื่อสภาพน้องหมาเป็นหลักดีกว่า)

ซักพักเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะสงบ น้องหมาก็สงบดี ให้ยาไปแล้วเลือดเริ่มหยุดไหล ให้น้องๆ ผู้ช่วยฯ มาจับกลุ่มเล่าเหตุการณ์เมื่อตะกี้กัน... เอ้ยไม่ใช่ ให้มาช่วยกันเช็ดเนื้อเช็ดตัว เฝ้าติดตามอุณหภูมิร่างกาย ซึ่งตอนแรกก็เย็นกว่าปกติเล็กน้อย แต่ก็กลับมาเป็นปกติ พอกลับตัวอีกด้านก็ลุกเดินได้เฉยเลย .... พอปรับสภาพร่างกายได้ ก็ส่งขึ้นไปเอ๊กซ์เรย์ พบว่ากะโหลกตรงช่วงหน้าผากแตก แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสเท่าไหร่ครับ

วันรุ่งขึ้น ยาลดบวมที่ให้ไปก็เห็นผลครับ ... หน้าและตาเริ่มยุบ ดูสดใสขึ้น
แต่ก็ยังดูเจ็บๆ ตัวอยู่ มีหลายๆ คนที่ได้ทราบข่าวเข้ามาเยี่ยมครับ ...
จนกระทั่งมีผู้มาขอรับอุปการะ รับกลับบ้านไป ....

ส่วนเรื่องค่ารักษา ผู้อุปการะมาช่วยรับผิดชอบให้ครับ ....เพราะปกติ ที่ทำงานผม ไม่ได้มีกองทุนสำหรับช่วยเหลือสุนัขกลุ่มนี้ครับ
ส่วนมากก็จะเป็นการติดต่อจากหน่วยงานอื่น เข้ามาขอให้ช่วยเหลือซึ่งเราก็ทำหน้าที่รักษาตามปกติ แล้วก็มีการคิดค่าใช้จ่ายกับหน่วยงานนั้นๆ เป็นเคสๆ ไปครับ .... (ส่วนใหญ่หน่วยงานนั้นๆ ก็จะมีการรับบริจาคเงินสนับสนุนกันอยู่แล้วด้วยครับ)

แต่ถ้ามีใครมาบอกว่าเก็บน้องหมามา ขอให้ช่วยรักษาฟรีให้หน่อย อันนี้คงจะทำไม่ได้จริงๆ นอกจากจะช่วยเหลือตามอาการในเบื้องต้นเท่าทีควรจะต้องทำไปก่อน ... แล้วอาจจะต้องส่งต่อไปรักษาที่อื่นหน่ะครับ ....


บางทีผมก็หนักใจ กับบางเคสเหมือนกัน
ที่อารมณ์ "อยากช่วย แต่ช่วยไม่สุด"เหมือนกับว่า ถ้าผลักภาระให้เราได้ ก็จะผลัก
โดยเฉพาะพวกกลุ่มน้องหมาน้องแมวที่เป็นอุบัติเหตุมา แล้วคนที่ไม่ใช่เจ้าของ นำมารักษา บางคนจะรีบบอกเลยว่า "นี่ไม่ใช่น้องหมาน้องแมวของฉันนะ" (นัยหนึ่งก็คือจะบอกว่า ทางโรงพยาบาลจะช่วยเหลือบ้างได้ไหมหล่ะ??)
คือ ผมเองต้องย้ำก่อนการรักษาเลยว่า ปกติโรงพยาบาลไม่ได้มีกองทุนอะไรนะครับ ... ต้องขอรบกวนผู้ที่มาสัตว์มารักษารับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นด้วย (แต่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธการรักษา รักษาให้ตามปกติที่ควรจะทำ)

ที่เสียวที่สุดก็คือ กลุ่มลูกค้าใหม่ที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรก
แล้วมาแบบ "ฉันไม่ใช่เจ้าของ ไม่ใช่น้องหมาน้องแมวของตัวเอง"
เสี่ยงต่อการถูกทิ้งไว้พอสมควรครับ หลังๆ มาถ้าเป็นไปได้
อาการน้องหมาน้องแมวไม่หนักจนเกินไป ก็อาจจะส่งกลับบ้านเลย ไม่ค่อยอยากรับฝากไว้ ... แล้วให้ทางเลือกกับผู้ที่พามาว่าจะพามารักษาต่อเนื่องวันพรุ่งนี้ก็ได้ (หรือว่าจะไปรักษาต่อที่อื่นก็ได้ครับ)

เรื่องรักษาสัตว์ เป็นหน้าที่ของสัตวแพทย์ครับ ...
เรียนมาตั้ง 6 ปีเราก็ต้องช่วยเหลือรักษาสัตว์
ให้สมกับที่ผู้คนทั่วไปคาดหวัง อ่ะนะครับ ...
แต่บางที ผมก็เหนื่อยกับลูกค้าบางรายเหมือนกัน
ถ้าอยากจะช่วยน้องหมา ก็อยากให้ช่วยเต็มที่เหมือนกันหน่ะครับ

ครั้งนี้ก็เลยเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่ง
โชคดีครับที่เขาเลือกเอาภาพดีๆ ของผมลงข่าว
ถ้าเอาท่าหัวฟูๆ ยุ่งๆ กำลังตั้งใจแทงเข็มน้ำเกลือ อันนี้คงไม่ไหวนะครับ เหอๆๆ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบนะครับ ....




 

Create Date : 26 มีนาคม 2552    
Last Update : 26 มีนาคม 2552 2:40:54 น.
Counter : 3411 Pageviews.  

"ความจำสั้น..แต่รักฉันยาว" <<-- ตรงกับชีวิตผมอย่างจัง ....

"ความจำสั้น..แต่รักฉันยาว"
ภาพยนตร์ไทยที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งจาก GTH -- เข้าฉาย 5 มีนาคม 2552


ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้บอกเล่าถึงความรัก
ระหว่างสัตวแพทย์ (พระเอก) กับลูกค้า (นางเอก)
โดยมีน้องหมา (เจ้าสะพานลอย -- น้องหมาขาหักมีคิ้ว) เป็นตัวสื่อกลาง
ร่วมด้วยคู่รักรุ่นใหญ่ ที่ดูละม้ายคล้ายจะเป็นคู่พระนางตัวจริงมากกว่า

ทำไมถึงผมจึงรู้สึกโดนใจกับหนังเรื่องนี้มาก ?
ก็เพราะว่า ตัวผมนั้นเป็นสัตวแพทย์ รักษาน้องหมาน้องแมวนี่หล่ะครับ
แต่จะต่างจากในภาพยนตร์ก็ตรงที่ หมอเก่งเค้ามีคลินิคของเค้า
แต่ของผมก็ยังเป็นแค่สัตวแพทย์ มือปืนรับจ้าง รับจ้างรักษาสัตว์เป็นลูกจ้างของโรงพยาบาลสัตว์ ทำงาน Full Time (6 วัน/สัปดาห์) ก็เท่านั้นเอง ...

และนางเอกในเรื่องก็มีจิดใจที่งดงามรักสัตว์
เห็นน้องหมาถูกรถชนก็รีบเข้าไปช่วยเหลือ แม้ว่าจะลำบาก
นอนเฝ้าทั้งคืนจนกระทั่งน้องหมาดูดีขึ้น แล้วยังช่วยตามหาเจ้าของตัวจริงอีก



.... เหตุผลของผมก็คือ ....
เรื่องราวของผม และ คุณเธอ ละม้ายคล้ายกับภายยนตร์เรื่องนี้มากครับ ....
ผมเองก็ไม่เคยคิดหรอกครับว่า ผมจะรู้จักและได้เริ่มต้นคบกับลูกค้า เข้าตำหรับ "รักกับเคส" ไปกับเขาด้วย

ในบ่ายวันหนึ่ง ผมจำได้ว่าเป็นวันที่ 8 เมษายน 2551
อีกไม่กี่วัน โรงพยาบาลสัตว์ก็จะปิดช่วงสงกรานต์แล้ว
มีรถกระบะโฟร์วิลล์ คันหนึ่งขับมาจอดหน้าโรงพยาบาล

มีหญิงสาวและชายหนุ่มคู่หนึ่ง กำลังยกกรงสุนัขลงจากกระบะท้ายรถ
ภาพที่ผมเห็นก็คือ สิ่งที่อยู่ในกรงเป็นลูกสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้
ที่กำลังชักกระแด่วๆๆๆ

เธอรีบเปิดประตูเข้ามาในร้าน ผมตรงเข้าไปยังห้องฉุกเฉินเพื่อตรวจอาการเบื้องต้น จากการซักประวัติ ทราบว่าสุนัขตัวนี้มีปัญหาความผิดปกติของระบบประสาท สุนัขไม่สามารถยืนได้ แถมตอนนี้จะเป็นโรคติดเชื้ออื่นหรือเปล่า ก็ทำการตรวจไปพอสมควรครับ



ตอนแรกสุนัขมีอยู่ 2 ตัว ในวันรุ่งขึ้นสุนัขก็ได้สิ้นใจไปหนึ่ง เหลืออยู่อีกหนึ่ง
อาการของสุนัขตัวนี้ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับครับ
แม้ว่า ลูกสุนัขไซบีเรียนตัวนี้ จะเป็นสุนัขที่ไม่สมประกอบนัก
เป็นไซบีเรียนที่เดินไม่ได้ นอนอยู่ในกรงตลอดทั้งวัน
แต่เธอก็รัก เธอเฝ้าฟูมฟักดูแลอยู่ตลอดเวลาดุจประหนึ่งลูกของตนเอง

ช่วงเวลาระหว่างนั้นเองหล่ะครับ ....
ที่ทำให้สัตวแพทย์อย่างผมได้รู้จักเธอ ที่เป็นเจ้าของน้องหมาตัวนี้มากขึ้น.... ....
เราโทรศัพท์คุยกัน ตอนแรกผมก็คิดว่าชายหนุ่มที่มากับเธอคือแฟนของเธอ ปรากฎว่านั่นเป็นน้องชายแท้ๆ ของเธอ เราเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น
จากเดิมที่เริมต้นคุยด้วยอาการของน้องหมา น้องหมาเป็นอย่างไรบ้างครับ
ก็เริ่มที่จะถามถึงเจ้าของน้องหมาด้วย จากเดิมที่คุยกันทางโทรศัพท์ ก็เริ่มนัดคุยกัน เธอก็จะอุ้มลูกไซบีเรียนของเอามาด้วย มาผลัดกันนั่งอุ้ม นั่งกอด นั่งป้อนข้าว ดูแลน้องหมาด้วยกัน



ตัวน้องหมาเองก็อาการดีขึ้น แต่ก็มีบางช่วงที่มีปัญหาเป็นไข้ท้องเสียบ้าง พอรักษากินยาไปก็ค่อยๆ ดีขึ้น ผมเองก็เริ่มสบายใจ
แต่แล้ว เมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง น้องหมาตัวนี้ซึ่งมีอาการทางประสาทอยู่แล้ว
ก็เริ่มมีอาการชักแบบไม่ทราบสาเหตุ จากเดิมไม่ค่อยถี่ จนกระทั่งถี่ขึ้นเรื่อยๆ น้องหมาก็มีอาการไข้ขึ้นสูง ระบบควบคุมอุณหภูมิในร่างกายเสียไป มีอาการชักไม่หยุด จนในที่สุดน้องหมาก็ทนไม่ไหว จากไปครับ
เราเศร้ากันอยู่พักใหญ่เลยทีเดียวเพราะเราทั้งคู่ก็รักน้องหมาตัวนี้เหมือนลูกครับ


ครั้งสุดท้ายที่เราไปเที่ยวด้วยกันที่ห้วยตึงเฒ่า


แต่ด้วยความที่ เธอ เป็นคนที่มีจิตใจรักสัตว์มากๆ (ละม้ายคล้ายนางเอกในเรื่อง) แม้ว่าเธอจะไปพานพบกับสัตว์แปลกประหลาดอย่างไร ถ้าเธอได้เธอจะช่วย แล้วก็จะเอามาส่งให้เรารักษา มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอลงทุนไปฟัดกับแมว เพื่อช่วยชีวิตกระรอกน้อย ให้พ้นจากเขี้ยวอันแหลมคมของน้องแมว เธอเอามารักษา ดูแลอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งกระรอกน้อยพร้อมที่จะกลับคืนสู่ธรรมชาติ .... และทุกๆ วันนี้ นอกจากเราจะคบกันอยู่แล้ว
เมื่อเธอพบเจอสัตว์อะไรแปลกๆ เธอก็จะหิ้วเอามาให้ที่ทำงานผมดูเสมอๆ ครับ

ทุกวันนี้ผมก็คิดว่า เจ้าน้องหมาไซบีเรียน
ก็เหมือนเป็นกามเทพ ที่ทำให้ผมได้รู้จักเธอหล่ะครับ
ถึงแม้ว่าเจ้าหมาน้อยจะไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว แต่ผมและเธอก็คิดถึงอยู่เสมอ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ดำเนินเรื่องได้คล้ายกับเรื่องราวของผมกับคุณเธอ
เพียงแต่ว่าตัดช่วงที่รักสมัยอดีตออกไป เพราะผมเองก็เพิ่งจะมารู้จักกับเธอก็ตอนเป็นสัตวแพทย์แล้วหล่ะครับ ถึงแม้ว่าเราจะเพิ่งรู้จักกันและคบหากันได้ไม่ครบ 1 ปีดี แต่ผมก็คิดว่าเรามีอะไรที่คล้ายๆ กัน ผมชอบการท่องเที่ยว และ เธอก็ชอบการท่องเที่ยว ผมก็หวังว่า ถึงแม้ความจำเรื่องอะไรบางอย่างของเราจะสั้น แต่ก็เชื่อว่า รักฉัน(และเธอ) จะยาวครับ

ก็ขอแนะนำนะครับว่า ถ้ามีโอกาสก็ไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้กัน
ผมคิดว่าสนุกสนานดี พาผู้ใหญ่ไปดูก็น่าจะสนุกในอารมณ์ของผู้ใหญ่ท่านหน่ะครับ

มีความคิดเห็นอย่างไรก็ comment กันได้นะครับ




 

Create Date : 12 มีนาคม 2552    
Last Update : 12 มีนาคม 2552 2:48:13 น.
Counter : 1061 Pageviews.  

รักษาสัตว์มาจนเกือบจะครบ 2 ปีแล้วครับ ... เหนื่อยหลาย

ต้องขออภัยด้วยนะครับ ที่ไม่ได้มา up blog กับเค้าเลย
พอดีช่วงนี้ค่อนข้างเหนื่อยกับการทำงานพอสมควรหล่ะครับ

ตอนนี้ผมก็ทำงานมาได้เกือบครบ 2 ปีแล้วหล่ะครับ
จากเดิมที่เป็นสัตวแพทย์อ่อนหัดไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่
ตอนนี้ก็เริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น แต่ก็แค่ 2 ปีเท่านั้นหล่ะครับ

เจอเคสอะไรแปลกๆ ก็หลายอย่างแล้ว เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น
เคล็ดลับเด็ดๆ ก็มีรุ่นพี่แนะนำช่วยสอนให้

เดือนนี้ผมอาจจะต้องเหนื่อยหน่อย
เพราะว่า มีรุ่นพี่เพิ่งลาออกไป รักษากันตัวเป็นลิงเลยหล่ะครับ
ยิ่งช่วงนี้ โรคไข้หัดแมวกำลังระบาดเสียด้วย
ส่วนลำไส้อักเสบ ในน้องหมา ก็มีมากมายเป็นเทศกาล
หลายๆ ตัวก็รอด แต่หลายๆ ตัวก็ไม่รอดครับ ทำใจเลยกับโรคไวรัส

และโรคระบบทางเดินหายใจก็เยอะครับ
ยิ่งช่วงนี้สภาพอากาศที่เชียงใหม่ก็มีฝุ่นละอองค่อนข้างมาก
แถมอากาศค่อนข้างเปลี่ยนแปลงตอนเช้าเย็นๆ ตอนกลางวันร้อนๆ
น้องหมายังไม่สบาย ไอค๊อกไอแค๊กกันมากมายทีเดียว

โรคพยาธิในเม็ดเลือดก็ยังมีบ้างครับ แต่ก็สู้ช่วงหน้าฝนไม่ได้ ช่วงนั้นเห็บเยอะ น้องหมาก็ป่วยกันเยอะ ชุดตรวจโรคพยาธิในเม็ดเลือดจะขายดีมากๆ เลยครับ

เดี๋ยวช่วงสิ้นเดือนก็จะมีน้องๆ นักศึกษาเข้ามาฝึกงานที่โรงพยาบาล
เดือนหน้าก็จะมีน้องหมอใหม่เข้ามา เราจากเดิมเป็นน้องเล็ก ก็จะกลายเป็นพี่คนกลาง ช่วยเทรนน้องๆ แล้ว รู้สึกตื่นเต้นบอกไม่ถูกครับ
การจะเทรนน้องคนหนึ่ง ให้มีความสามารถรับเคส คุยกับลูกค้าได้คล่อง ตอบคำถามและรักษาลื่นไหล ใช้เวลาเป็นครึ่งปีหล่ะครับ
อย่างตัวผมเอง ผมคิดว่ากว่าผมจะเริ่มเข้าที่เข้าทางก็ใช้เวลาเกือบปี
ช่วงแรกๆ ทำลูกค้าพี่เค้าหายไปบ้างเหมือนกัน
บางทีเราก็ไม่รู้อะไร ก็ต้องศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมอ่ะนะครับ

ไว้มีอะไรจะมาเล่า บอกกล่าวนะครับ แฮ่ๆๆๆๆ




 

Create Date : 12 มีนาคม 2552    
Last Update : 12 มีนาคม 2552 2:00:42 น.
Counter : 1506 Pageviews.  

หมอไร้น้ำใจ ไม่รักษาเพราะร้านจะปิด -->> ความเห็นเล็กๆ อีกมุมหนึ่งที่อยากจะบอกครับ

เนื้อหา พอดีไปอ่านๆ เพลินๆ ที่โต๊ะจตุจักร แล้วก็อ่านกระทู้นี้เจอพอดี
เป็นกระทู้ที่กล่าวถึงโรงพยาบาลสัตว์เอกชนแห่งหนึ่งที่กรุงเทพ
คลิ๊กที่นี่

ใจจริงผมเองก็อยากจะแสดงความคิดเห็นในอีกมุมมองหนึ่ง
เพราะเห็นบางความเห็นแล้ว รู้สึกเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูกเลยจริงๆ ครับ
แต่ครั้นจะแสดงความเห็นในกระทู้ ก็กลัวจะเป็นปัญหากันได้อีก
ผมก็เลยอยากจะแสดงความคิดเห็นเล็กๆ ใน blog ของผมน่าจะดีกว่า

ต้องออกตัวนะครับว่า ผมทำงานเป็นลูกจ้างต๊อกต๋อยในโรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ เท่านั้น ก็ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน อาจจะเหมือนๆ กับคุณหมอคนที่ถูกว่าอยู่นั้นก็ได้

ที่ทำงานผมก็ไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมงหรอกครับ
และไม่มีนโยบายที่จะเปิด 24 ชั่วโมงด้วย
ทีนี้เวลาใกล้ร้านจะปิดแล้ว บางวันมีเคสฉุกเฉินมาก็ต้องรับ
ทุกๆ คนก็ทำงานเหมือนๆ กันหล่ะครับ ช่วยเหลือกันไป
สำหรับที่ทำงานที่ผมทำ ทั้งหมอที่เหลืออยู่ และผู้ช่วยสัตวแพทย์ทุกคน จะมะรุมมะตุ้มกัน ทำงานเคสชิ้นนี้ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด แล้วทุกคนก็จะได้รีบกลับบ้าน

เพราะทุกคนก็ทำงานกันมาตั้งแต่เช้าอ่ะครับ
ทำงานกันเฉลี่ยคนละ 10-11 ชั่วโมง/วัน และ 6 วัน/สัปดาห์
คงจะเหนื่อยๆ และ รอเวลาที่จะเลิกงานแล้ว (ไม่มีใครมารอเปลี่ยนกะด้วย)

ความจริงเรื่องแบบนี้ เป็นเรื่องยากที่จะพูดจริงๆ ครับ
ในมุมมองของผู้ใช้บริการ เจ้าของสัตว์ย่อมอยากได้รับการบริการที่เต็มที่มากที่สุด ซึ่งบางที การที่เจ้าของมาช่วงเวลาร้านใกล้จะปิด นั้นมีข้อจำกัดหลายอย่าง ที่ลูกค้าอาจจะมองไม่เห็น แต่ที่แน่ๆ ก็คือว่า ผลตอบรับก็คือ กลายเป็นว่า หมอไม่มีน้ำใจ ใจร้ายใจดำ บางรายถึงสาปแช่งให้ถ้าคนรักเจ็บป่วย ก็ไม่มีหมอมารักษา

ที่ทำงาน หลายๆ แห่ง คงจะเหมือนๆ กัน ไม่ว่าที่ทำงานนั้นจะประกอบธุรกิจอะไร นั่นก็คือ ถ้าหากถึงเวลาใกล้เลิกงานแล้ว ไม่ว่าจะแผนกไหน ก็คงไม่ค่อยอยากจะทำอะไรกันเท่าไหร่ เพราะเตรียมที่จะกลับบ้าน เตรียมจะไปดำเนินชีวิต ตามโปรแกรมที่ตนวางไว้ นัดแฟน ต้องไปรับลูก ไปกินข้าว เหมือนกับสาขาอาชีพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศ หรือ บริษัทห้างร้านทั่วๆ ไป

แต่ทีนี้ สถานพยาบาล ไม่เหมือนกับสถานบริการ บริษัหห้างร้านอื่นๆ
เพราะว่า ทำงานกับชีวิต มีเกิดแก่เจ็บตาย และมีเคสฉุกเฉิน

โรงพยาบาลสัตว์หลายแห่ง จึงได้แก้ปัญหา เรื่องเวลาเลิกงานของบุคลากร (ในที่นี้ คือทุกๆ คน มิใช่แค่สัตวแพทย์) ด้วยการปิดรับเคส หรือปิดรับบัตร ก่อนเวลาโรงพยาบาลปิดประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง เพื่อให้หมอและพนักงาน มีเวลาเคลียร์เคสต่างๆ ให้เรียบร้อย และไม่ต้องทำงานล่วงเวลา (ปัญหานี้ จะไม่เกิด ถ้าหากเป็นโรงพยาบาลที่เปิด 24 ชั่วโมง -- แต่ส่วนใหญ่ หมอที่รับเคสนั้นๆ ก็ต้องรับผิดชอบล่วงเวลาไป ตามหน้าที่ของตน)

ทีนี้ ถ้าหากเป็นสถานพยาบาลสัตว์ของเอกชน ส่วนมากถ้าหากไม่มีเคสก็ปิดร้านกันตรงเวลา แต่ถ้าหากว่า มีเคสฉุกเฉิน หรือเคสที่เกี่ยวเนื่องจากเวลางานในปกติ อาทิเช่น ร้านปิด 20.00 น. แต่ลูกค้ามาถึง 19.50 น. ผมเชื่อว่า สัตวแพทย์น้อยรายที่จะปฏิเสธการให้บริการ จะให้บริการอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะต้องล่วงเลยเวลา วันนี้จะต้องกลับบ้าน 21.00 น. ก็ตาม (บางแห่งก็ไม่ใช่ได้ค่าล่วงเวลานะครับ ก็ถือว่าเป็นเรื่องจริยธรรมที่สัตวแพทย์พึงจะต้องช่วยเหลือสัตว์อย่างเต็มที่)

แต่ถ้าหากสัตวแพทย์รายนั้นรู้ว่า เคสนี้สามารถรอได้ และถ้าหากตัดสินใจทำหัตถการ อาจจะใช้เวลาล่วงเลยไปเนินนาน นั่นก็เป็นไปได้ที่สัตวแพทย์ อาจจะเลือกให้รอไปก่อน โดยทำแผลเบื้องต้นให้

ส่วนกรณีลูกค้ารายนั้น มาถึงเวลา 20.05 น. หลังร้านปิด ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าบุคลากรส่วนอื่นๆ อาทิเช่น ผู้ช่วยสัตวแพทย์ หรือ ฝ่ายการเงิน จะกลับบ้านไปหมดแล้ว การรักษาย่อมมีอุปสรรค เนื่องจากการตรวจที่ใช้เทคนิคพิเศษต่างๆ (อาทิเช่น X-ray หรือหัตถการต่างๆ) จะไม่มีใครเหลืออยู่ช่วยเลย (แม้ว่าตัวหมอเองอยากจะช่วยก็ตาม) จึงไม่สามารถดำเนินงานได้สมบูรณ์แบบ เมื่อเทียบกับเวลาปกติ

และเคสที่มีความเฉพาะ มีความยาก อาทิเช่นเคสอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับดวงตาแล้ว อาจจะต้องใช้สัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง มาช่วยดำเนินการให้ (เพราะถ้าหากเป็นหมอมือใหม่ บางรายอาจจะยังไม่กล้าที่จะทำหัตถการนี้ด้วยตนเอง และไม่อยากที่จะทำแล้วเกิดปัญหาตามมาก็เป็นได้) จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนัดมาทำในวันรุ่งขึ้น (แต่กรณ๊ลูกตา ที่ผมเคยทำ ก็จะทำให้ตายุบลงก่อน แล้วค่อยเย็บปิด แล้วนัดวันรุ่งขึ้น)

ถ้าหากเจ้าของมีความตั้งใจที่จะให้ดำเนินทำหัตถการนั้นๆ จริงๆ ในวันนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องไปรักษาต่อที่อื่น แต่ถ้าหากว่าสิ่งใดที่สัตวแพทย์นั้นสามารถช่วยเหลือได้ในเบื้องต้น ผมคิดว่าไม่มีสัตวแพทย์คนไหนจะปฏิเสธการรักษาหรอกครับ!!

ผมเห็นหลายๆ คนชอบแสดงความคิดเห็นกระแนะกระแน แล้วรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ
-- ทำงานล่วงเวลานิดหน่อยจะตายเลยหรือเปล่า? -->> ไม่มีใครตายหรอกครับ สัตวแพทย์ทำงานล่วงเวลา ก็ทำกันตั้งเยอะแยะ หมอคนที่ถูกว่า อาจจะต้องทำงานล่วงเวลามาหลายครั้งแล้วก็ได้ แต่เนื่องจากปัญหาต่างๆ ตามที่ผมกล่าว จึงทำให้เค้าต้องปฏิเสธเคส หรืออาจจะดำเนินการในวันนั้นยังไม่ได้ (แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจนะครับว่า สมควรหรือไม่ที่จะปล่อยไป)
-- ถ้าไม่รักสัตว์ แล้วจะเรียนสัตวแพทย์ทำไม? -->> คุณคร้าบ ... สัตวแพทย์เรียน 6 ปีนะครับ ถ้าไม่ใจรัก คงไม่ดันทุรังเรียนจนจบ
หรือ ถ้าไม่ชอบหมาแมวจริงๆ ก็ไม่ดันทุรังทำงานอย่างนี้หรอกคร้าบ ... สัตวแพทย์มีสายงานให้เลือกทำเยอะมากๆ ทั้งสัตวใหญ่ ฟาร์ม งานด้านสาธารณสุข งานราชการ ส่วนมากคนที่เลือกที่จะทำด้านสัตว์เล็ก (รักษาหมาแมว) ก็จะต้องรักสัตว์ ต้องเจอหน้ากันทุกวัน (แต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ทำงาน บุคลากร และอุปกรณ์ที่จะช่วยเหลือ ในเวลาที่ร้านจะปิดด้วย)

ผมก็อยากจะกล่าวแค่นี้หล่ะครับ
รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่
ผมเองก็เคยปฏิเสธลูกค้าเหมือนกัน
เพราะในเมื่อตนเองไม่พร้อม (เมื่อร้านปิดตอนกลางคืนไปแล้ว)
คุณลูกค้าก็อาจจะจำเป็นต้องไปหาที่อื่นๆ ที่เปิด 24 ชั่วโมง และมีความพร้อม(ในช่วงเวลานั้น) มากกว่าอ่ะครับ

แต่เชื่อเถอะครับว่า คนที่เป็นสัตวแพทย์
ถ้าช่วยอะไรได้ก็จะช่วยให้มากที่สุด ตามดุลยพินิจของตนครับ




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2551    
Last Update : 28 สิงหาคม 2551 3:33:42 น.
Counter : 644 Pageviews.  

หมอใหม่ทำงานมาได้ครบ 1 ปีพอดิบพอดีแล้วจ้า...

วันที่ 5 เมษายน 2550 เป็นวันแรกที่ผมได้เริ่มต้นชีวิตการทำงาน
ในตำแหน่งนายสัตวแพทย์ ประจำโรงพยาบาลสัตว์เอกชนแห่งหนึ่ง ที่เชียงใหม่
ผมเองก็ค่อนข้างตื่นเต้นมาก จากการเปลี่ยนสถานะจากนิสิตสัตวแพทย์ติ๊งต๊องและดูไม่ค่อยจะมีความรู้กลายมาเป็นสัตวแพทย์ในโรงพยาบาลสัตว์ใหญ่โต และค่อนข้างมีชื่อเสียงมากๆ ซึ่งผมเองก็รู้สึกหวาดหวั่นผวาตั้งแต่ตอนรู้ผลว่า พี่เค้าพิจารณารับผมเข้าทำงาน ทั้งๆ ที่เกรดเฉลี่ยผมก็ธรรมดาๆ แต่ผมเคยฝึกงานที่นี่ตอนสมัยเรียนมาแล้วถึง 2 ครั้ง ดูพี่ๆ ก็ค่อนข้างแฮปปี้กัน แล้วเห็นว่าปีนี้เค้าอยากจะรับหมอใหม่เป็นผู้ชาย ที่สามารถมาทำงานช่วงกลางคืนได้ด้วย

ผมก็เลยต้องปรับตัวกันขนานใหญ่หล่ะครับ โชคดีที่ได้พี่ๆ ดีๆ น่ารักๆ ที่ช่วยเทรนงานให้ และผมเองก็เป็นพวกครูพักลักจำ ไม่ค่อยชอบจด ไม่ค่อยชอบอ่าน แต่เน้นปฏิบัติเพื่อให้จำได้

ตอนแรกๆ ผมก็โดนจับไปอยู่เป็นหมอประจำ ward คุมห้องน้องหมาป่วยเป็นลำไส้อักเสบ คอยดูและสังเกตพฤติกรรมว่าน้องหมาที่เป็นลำไส้อักเสบ จะมีอาการอย่างไรบ้าง แล้วจะต้องทำการรักษาอย่างไร เพื่อให้รอดได้มากที่สุด



พอน้องหมาลำไส้อักเสบผ่านไป ผมเริ่มได้ลงมาช่วยด้านล่างบ้าง แต่ก็ยังคงไม่อนุญาตให้รับเคสทั่วไปหรอกครับ สิ่งที่ทำได้ก็คือการดูแลน้องหมาใน ward แล้วก็ทำตามงานที่พี่ๆ ได้มอบหมายมา ซึ่งก็จะเป็นการฝึกปรือวิทยายุทธ์ของเราเช่นทักษะการฉีดยา การเจาะเลือด การแทงน้ำเกลือ ฯลฯ มากมายทีเดียว เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด หรือการเคอะเขิน เมื่อต้องปฏิบัติจริงต่อหน้าลูกค้า

เคสแรกของผม ...
ผมจำได้ว่าได้รับเคสแรก หลังจากทำงานมาได้เกือบ 3 อาทิตย์
น้องหมาชื่อเฉาก๊วย เป็นสุนัขพันธุ์ค๊อกเกอร์สเปเนียล
คุณลุงเจ้าของใจดีมากๆ พี่เค้าก็เลยส่งผมไปคุยกับบ้านนี้ก่อน
เพราะเคสนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ฉีดยาป้องกันพยาธิหนอนหัวใจเท่านั้นเอง ... ง่วยๆ สบายๆ ไม่ต้องใช้ความคิดอะไร

เคสต่อๆ มาที่ผมเริ่มได้รับก็เป็นพวก ล้างแผล ทำแผล ก็เป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะหล่ะครับ ทั้งความรวดเร็ว และที่สำคัญ ต้องใช้อุปกรณ์แบบไม่สิ้นเปลืองด้วย (ตอนสมัยเรียน เปลืองก็โดนว่านิดหน่อย แต่ตอนทำงาน ต้องยึดหลักว่า ใช้ของเท่าที่จำเป็นแต่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด)



เคสที่เริ่มเข้าขั้น advance สำหรับผม ผมเริ่มได้รับตอนช่วงทำงานมาได้ 2 เดือนแล้ว เล่นทำเอาผมหัวหมุนติ้วๆๆ ไปหลายรอบเลยทีเดียว รักษาไปก็เกร็งไป (เพราะทางสัตวแพทยสภายังไม่ได้ส่งใบอนุญาตมาให้ผมเลย) แต่ก็โชคดีอีกนั่นหล่ะครับ ที่ได้รุ่นพี่ช่วยไว้ ... ก็มีไม่ค่อยบ่อยหรอกครับที่ผมจะได้รับเคส advance อย่างนั้น เพราะพี่ๆ เค้าก็กลัวว่าผมจะไม่สามารถ ผมก็เลยจะได้ไปดูแลน้องหมาใน ward เป็นหลักเช่นเคย

พอผ่านพ้นช่วงโปรงาน 3 เดือนแรก หุ หุ เงินเดือนได้เพิ่มมาหน่อยนึงครับ
ตามมาด้วยสวัสดิการอย่างประกันสังคม (ที่ทำงานผมเค้าทำให้ -- ผิดกับบางแห่งที่เพื่อนผมทำ ไม่มีประกันสังคมให้นะครับ) เจ้านายให้ไฟเขียว รับเคสได้เต็มเหนี่ยวเลยจ้า ... ก็เลยได้รับกันแบบนัวเนีย สนุกสนานดีครับ เคสไหนที่ advance ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากพี่ๆ เยอะหน่อย

แต่ไปๆ มาๆ เคสที่เคยคิดว่าจะ advance พอเริ่มมีประสบการณ์เข้าซักกะหน่อยก็เริ่มมองลู่ทางการรักษาออกบ้างหล่ะ อย่างน้อยก็อธิบายเจ้าของน้องหมาได้แระว่าอะไรคืออะไร

สิ่งหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาไปด้วยก็คือ ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ครับ เนื่องด้วยที่ทำงานผมมีลูกค้าชาวต่างชาติค่อนข้างเยอะมากๆ ครับ ตอนสัมภาษณ์งานก็จะมีบางช่วงที่สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ ผมเองก็ตอบแบบตะกุกตะกักน่าดูทีเดียว พอเจอเคสฝรั่งส่วนมากเค้าก็จะเริ่มปรับการฟังภาษาอังกฤษสำเนียงแบบไทยๆ กันได้อยู่แล้ว ผมก็เลยได้รักษาแบบค่อนข้างจะลื่นไหลในหลายๆ เคส ... แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดสำหรับบางราย ที่สำเนียงฟังยากมากๆ หรือพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะได้ด้วย เช่นกลุ่มชาวญี่ปุ่น ซึ่งพี่ๆ เค้าก็จะมีความสามารถในการสื่อสารได้ดีกว่าผม ก็เลยเป็นหน้าที่ของพี่ๆ เค้าไปหล่ะครับ ....



เอาเข้าจริงๆ จังๆ เวลาทำงานก็ต้องสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ หล่ะครับ อย่าง ณ วันนี้ ทำงานมาครบ 1 ปีพอดิบพอดีแล้ว ผมเองก็ยังคงต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย ตอนนี้ก็เป็นหมอ med ทั่วไปวิ่งอยู่ข้างล่างไปก่อน (เพราะยังไม่สามารถทำงานด้านศัลยกรรมได้ -- หากยังทำงานได้ไม่ครบ 2 ปี) ที่ทำงานผมก็ถือว่ามีอะไรให้เห็นเยอะมากๆ ทีเดียว สนุกสนานดีครับ

ปีๆ นึงนี่ก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันเนอะ ...




 

Create Date : 05 เมษายน 2551    
Last Update : 5 เมษายน 2551 1:37:07 น.
Counter : 556 Pageviews.  

1  2  3  

ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.