รวมมิตรเรื่องท่องเที่ยว และ สายการบิน
Group Blog
 
All Blogs
 
เรื่องขำๆ หมาๆ แมวๆ กับหมอสัตว์มือใหม่ไฟแรงสูง (ตอนที่ 6)

สวัสดีครับ หลังจากที่ผมหายหน้าหายตาไป 3 อาทิตย์ ทำงานตัวเป็นลิงเพราะเคสที่โรงพยาบาลเยอะจริงๆ ครับ แม้ว่าช่วงหน้าฝนจะเป็นหน้า low ของใครๆ แต่โรงพยาบาลที่ผมทำงานอยู่ อย่างน้อยก็ 50 เคส/วันหน่ะครับ กับหมอที่มีอยู่ไม่กี่คน ก็เลยต้องรักษากันตัวเป็นลิงอยู่นั่นเอง....

แม้ว่าจำนวนเคสจะเยอะ แต่คุณภาพในการให้บริการก็ไม่ได้ลดต่ำลง ผมเองและพี่หมอทุกๆ คนก็ต่างมี service mind เต็มเปี่ยม ฉีกยิ้มได้ตลอด แม้ว่าทำงานมาจนใกล้เลิกงานแล้วก็ตาม ซึ่งแน่นอนหล่ะครับ การให้บริการที่ประทับใจ และการรักษาที่มีคุณภาพ จะทำให้ลูกค้ากลับเข้ามาหาเราอีก

แล้วก็จะเกิดกรณี case ที่ addict กับคุณหมอที่รักษามากๆๆ อย่างที่รุ่นพี่ผมกำลังเป็นอยู่ตอนนี้ รักษากันจนหมุนติ้ว บริการทุกระดับประทับใจจริงๆ

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ของผม (01-61xx/2550) ส่งมาถึงมือเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมครับ หลังจากที่รอมานานหลายเดือน เป็นหมอเถื่อนอยู่ตั้งนาน ก็ได้มีใบอนุญาตไปแปะฝาโรงพยาบาลสัตว์ซักกะทีนึง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันในความเป็นสัตวแพทย์ของเรา และเราก็ต้องเคารพในความเป็นวิชาชีพด้วยเช่นกัน ใบอนุญาตนี้ออกโดยสัตวแพทยสภา มีอายุ 5 ปี อย่างของผมหมดปี 2555 ซึ่งการต่ออายุใบอนุญาตนั้น จะต้องมีการทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางด้านสัตวแพทย์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมประชุมวิชาการต่างๆ การจัดสัมมนาภายในองค์กร เพื่อให้มีการศึกษาหาความรู้ใส่ตัวอยู่เสมอแม้ว่าจะเรียนจบไปแล้วก็ตาม เป็นการเก็บคะแนนให้ได้ครบ เพื่อจะสามารถขอต่อใบอนุญาตได้ ....

สำหรับตอนนี้ ผมก็มีเรื่องเล่า (ไม่มีภาพประกอบ เพราะว่ากล้องเจ๊งส่งซ่อมอยู่) อยู่ 3 เรื่องด้วยกัน เป็นเคสที่ผมได้ทำการรักษาเอง ตามสไตล์หมอใหม่ไฟแรงสูง (ซึ่งบางทีต้องมา consult กับพี่ๆ ผู้มีประสบการณ์สูงกว่าเป็นครั้งคราไป)


เรื่องแรก : พยาธิในเม็ดเลือด กับน้องเห็บมากมายล้านแปด

ช่วงนี้หน้าฝน เห็บกำลังระบาดเลยหล่ะครับ วันๆ หนึ่งจะมีลูกค้าเดินเข้ามาในร้านบอกขอซื้อยากำจัดเห็บหมัดหน่อย เห็บเยอะมากๆๆ เลย ยิ่งบ้านใครที่มีลักษณะเป็นบ้านสวน หรือมีสนามหญ้าหล่ะก็ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เห็บเลยทีเดียว

เพราะว่า วงจรชีพจักรของเห็บนั้น เมื่อเห็บแก่ๆ อ้วนๆ หล่นจากตัวน้องหมาไปแล้ว ก็จะแก่ตาย ภายในตัวเห็บแก่ๆ ก็จะมีเลือดซึ่งจะมีไข่เห็บอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าเห็บหล่นในที่ที่มีความชื้นเพียงพอ (เช่นสนามหญ้า) ก็จะเริ่มแพร่ขยายพันธ์ เพิ่มจำนวน โตขึ้นมาเป็นตัวอ่อน .... พอปล่อยน้องหมาไปวิ่งเล่นในสนามหญ้า ก็จะไต่ขึ้นมาบนตัวน้องหมา หาที่สิงสถิต ในมุมเหมาะเจาะ ซึ่งส่วนมาก มักจะเป็นบริเวณที่มุมเย็นๆ ของร่างกาย (ซอกเล็บ ช่วงคอ หลังใบหู บั้นท้าย ฯลฯ) แล้วก็จะโตขึ้นเป็นเห็บที่เติบใหญ่ ดูดเลือดน้องหมา แล้วพอแก่ก็ร่วงลงไปแพร่พันธุ์อีก

ดังนั้น บ้านไหนที่มีปัญหาเรื่องเห็บหมัดแต่ไม่แก้ไข ก็จะประสบปัญหาอยู่สม่ำเสมอว่า ทำไมเห็บเยอะจังเลย ทำไมน้องหมาดูซีดๆๆ เซียวๆ ผอมๆ

การแก้ไขปัญหาเรื่องเห็บหมัด
-- บนตัวสุนัข : มีหลากหลายวิธีการให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น
1. ใช้ยาฉีด Ivermectin ยาตัวเดียวกับยาป้องกันพยาธิหนอนหัวใจ แต่ต่างกันตรงที่ ปริมาณยาที่ใช้ในการป้องกันเห็บหมัดจะใช้สูงกว่า และต้องฉีดทุกเดือน ในขณะที่ ฤทธิ์ในการป้องกันพยาธิหนอนหัวใจ ใช้ยาน้อยกว่า และฉีดทุกๆ 3 เดือน -- ส่วนความได้ผลนั้น สมมติว่า มีเห็บ 100 ตัวอาจจะร่วงตายมาซัก 80 ถ้าใช้ร่วมกับการอาบน้ำบ่อยๆ ก็จะดีนะครับ ....
2. ยาหยอดหลัง ที่ได้รับความนิยมมากก็คือ Frontline ของ Merial ซึ่งราคาต่อหลอดก็อยู่ประมาณ 2xx บาทขึ้นไปขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวสุนัข .... อย่างนี้ก็ต้องหยอดทุกเดือนเหมือนกัน ลูกค้าหลายรายจะบอกว่า บางทียาไปไม่ค่อยถึงปลายหู หรือปลายขา เลยอาจจะพบเห็นเห็บได้บ้าง (แล้วแต่ตัว)
3. ยาพ่นสเปรย์ ที่ได้รับความนิยมก็ Frontline spray สวมถุงมือก่อน แล้วพ่นบนมือ ก่อนที่จะถูไปให้ทั่วบนตัวสุนัข(โดยเฉพาะกลุ่มพันธุ์เล็กๆ อย่างชิสุห์ ปักกิ่ง ชิวาวา ปอมเมอเรเนียน ปั๊ก ฯลฯ หรือพวกลูกสุนัข)
4. ยาอาบ ปกติก็มีแชมพูสูตรกำจัดเห็บมากมายในท้องตลาด แต่ก็จะมียาใช้สำหรับผสมน้ำอาบเพื่อกำจัดเห็บหมัดด้วยกัน อาทิเช่น Amitraz ซึ่งสามารถใช้ผสมน้ำ ใส่ฟ๊อกกี้ เพื่อพ่นพื้นที่ที่มีเห็บหมัดอยู่ให้ทั่วบริเวณได้เช่นกัน

หลังจากเกริ่นมาเยอะแล้ว ขอเล่าเรื่องบ้างดีกว่านะครับ....
บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง เป็นบ่ายวันศุกร์ที่ผมเองก็กำลังง่วนกับการรักษาแบบตัวเป็นลิง พอเอื้อมมือไปรับ OPD ใหม่ .... โอ๊ะ เค้า request ผมให้ไปรักษาด้วยหล่ะ ... เอ่อ กรณีนี้มักจะไม่ค่อยมีบ่อย สำหรับหมอใหม่ๆ ที่เพิ่งทำงานได้แค่ 4 เดือนกว่าๆ นะครับ เอ่อ... ทำไมเค้าถึงเลือกผมหว่า ...

หลังจากบอกให้พี่ผู้ช่วยสัตวแพทย์ ให้ช่วยเรียกเข้าห้องตรวจแล้ว ก็แอบกระซิบประชาสัมพันธ์สาวสวยว่า ทำไมเค้าถึงเลือกผมหล่ะ เธอตอบมาว่า.... "อ้อหมอ ก็เค้าเห็นว่าหมอเป็นหมอใหม่นี่ค๊ะ เค้าอยากลองหมอค่ะ" (ปกติสถานพยาบาลสัตว์ทุกที่จะต้องมีรายชื่อสัตวแพทย์ผู้ปฏิบัติงานให้เห็นเด่นชัด และหมอใหม่อย่างผม ชื่อก็จะอยู่ล่างสุด คงจะไปโดนตาพี่เค้าพอดี

สวัสดีครับพี่ .... น้องไซบีเรียนเป็นอะไรมาเหรอครับ....
คืองี้ครับหมอ น้องไซบีเรียนตัวนี้เคยเป็นของผมนะ แต่ตอนปีที่แล้วผมยกให้เพื่อนผมเลี้ยง เพราะเห็นว่าเค้ามีไซบีเรียนตัวเมียอีกตัวนึง น่าจะอยู่ด้วยกันและผสมพันธุ์กันได้ .... พอดีวันนี้ แฟนผมเค้าคิดถึงขึ้นมา แล้วก็อยากจะไปเยี่ยม แต่หมอดูสิ ไปเจอก็เป็นสภาพแบบนี้แล้วหล่ะครับหมอ .....

สภาพสุนัขไซบีเรียนที่ผมเห็นคือ .... ไซบีเรียนฮัสกี้เพศผู้อายุ 2 ปี สภาพมาอย่างโทรม มีบาดแผลที่เท้าแบบอักเสบเป็นหนองทั้ง 4 ขา และที่สำคัญ เห็บเยอะมากๆๆๆๆ พอผมเปิดเหงือกมา โอ้วพระเจ้าจอร์จ .... ซีดอะไรปานนั้น นอนแม่บเลยน้อง ....

แน่นอนครับ อาการอย่างนี้ .... สันนิษฐานได้ว่า น่าจะต้องเป็นพยาธิในเม็ดเลือดแน่ๆ .... เริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่า พยาธิในเม็ดเลือดเกี่ยวกับเห็บได้อย่างไร แล้วทำไมถึงทำให้สุนัขซีดได้แบบนั้น .... หลังจากที่เห็บที่มีเชื้อกัดสุนัข เชื้อก็จะเข้าสู่กระแสเลือด แล้วก็จะไปทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก และก็จะเกิดภาวะโลหิตจาง ... ถ้าไม่ได้ทำการรักษาก็จะเสียชีวิตในที่สุด (อันนี้สรุปแบบคร่าวๆ เพื่อความเข้าใจง่ายๆ สำหรับเจ้าของสัตว์นะครับ)

แน่นอนหล่ะครับ เราก็ต้องทำการช่วยเหลือด้วยการให้สารน้ำเข้าเส้นเลือดปรับสภาพร่างกายที่ดูขาดน้ำก่อน แล้วก็นำเลือดไปตรวจด้วยชุดตรวจพยาธิในเม็ดเลือด ผล positive แจ่มแจ้ง ... โฮ๊ะๆๆๆ การรักษาก็คือจะต้องให้ยาฆ่าพยาธิในเม็ดเลือด กับยากลุ่มกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด

เหงือกน้องเค้าซีดแบบนั้น .... ผมเองนึกถึงการถ่ายเลือดจากสุนัขตัวหนึ่งไปอีกตัวหนึ่ง ซึ่งให้ผลดีในการรักษาสุนัขหลายราย เพียงแต่ว่าจะต้องหาสุนัขผู้ให้เลือด (donor) ที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ หนักมากกว่า 25 กิโลกรัมมาเป็นตัวให้เลือด เมื่อเก็บเลือดตัวให้เรียบร้อยแล้ว ก็จะนำมาทดสอบการเข้ากันของเลือดกับสุนัขตัวที่จะรับว่า เข้ากันได้ดีหรือไม่ ....

ปัญหาอยู่ที่ว่า ... สุนัขพันธุ์ไซบีเรียนมักจะมีปัญหาเรื่องแพ้เลือดหลังจากการให้เลือด จนถึงแก่ชีวิตอยู่ได้บ่อยๆ ... ดังนั้นผมจึงรีบบอกผลข้างเคียงล่วงหน้าก่อน ก็ต้องพยายามช่วยกันเต็มที่แหล่ะครับ ถ้าไม่ช่วยก็เกรงว่าจะไม่รอด คุณพี่เค้าก็เลยไปหาสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ หนักเกือบ 30 กิโลกรัมมาให้ถ่ายเลือด ....

ระหว่างการถ่ายเลือด ผู้ช่วยฯ ก็จัดการกล้อนขนน้องไซบีเรียนให้เรียบร้อย การกล้อนทำไปได้ยาก เพราะเห็บเพียบเลย เห็บเรียงกันแบบฝักข้าวโพดหน่ะครับ นึกออกไหมเอ่ย .... ใช้บัตตาเลี่ยนก็ไม่ได้ ... พี่หมออีกท่านก็ต้องมาช่วยล้างแผล ทำแผลที่ขาทั้ง 4 ข้าง (ส่วนตัวผมไปจัดการกับน้อง donor ตัวอ้วนพีเสียก่อน) เมื่อได้เลือดมาแล้วก็ทดสอบการเข้ากันของเลือด ซึ่งก็เข้ากันได้ดี (ผ่านการ approve จากพี่ๆ ทุกท่านแล้ว) ก็เริ่มการให้เลือดครับ ....

การให้เลือดนี้ ปกติจะมีการคำนวน % ของค่าเม็ดเลือดแดงก่อนว่า ถ้าค่าเม็ดเลือดแดงอยู่ในระดับไหน จะต้องให้เลือดปริมาณเท่าไหร่ .... ซึ่งน้องไซบีเรียน ก็ได้รับเลือดไปมากพอสมควรทีเดียว จนกระทั่งการให้เลือดเสร็จสิ้นตอนเที่ยงคืนกว่าๆ

วันต่อมา น้องไซบีเรียนดูมีเรี่ยวแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กินเก่งมากเลยน้อง แล้วก็ทำแผลที่ขาทั้ง 4 ข้างทุกวัน ฉีดยาฆ่าพยาธิในเม็ดเลือด ... แล้วก็จัดการเรื่องเห็บหมัดทั้งการพ่นสเปรย์ และการฉีด เห็บก็หายไปเยอะ ดูมีเรี่ยวมีแรงมากขึ้น ดีดดิ้นน่าดู และคึกคักเวลาได้ไปออกเดินเที่ยวเล่น ....

อยู่รักษานาน 1 สัปดาห์ ทำแผลจนกระทั่งแผลกว้างๆ เริ่มหดเล็กลง ค่าเลือดเริ่มกลับมาเป็นปกติ ก็ให้กลับบ้านไปอย่างมีความสุข ทั้งเจ้าของ และทั้งหมอ .... หมอทุกคนก็ต้องดีใจอยู่แล้วหล่ะครับ ที่รักษาแล้วน้องหมาอาการดูดีขึ้นมาก และปัจจุบัน น้องไซบีเรียนตัวนี้ ก็ยังอยู่ดีมีความสุข และเจ้าของก็ทำแผลเองอยู่ครับ (แผลกว้างมาก น่าจะใช้เวลาเป็นเดือนๆ) เป็นอีกเคสหนึ่งที่ผมรู้สึกประทับใจมากๆ และพี่เจ้าของสุนัขเองก็เป็นมิตรมากๆ ครับ


เรื่องที่ 2 : เอ๊ะ มาให้ตรวจตา ไหงกลายมาเป็นโรคปรสิตในเลือด

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 วันก่อนนี่เองครับ ... บ่ายวันหนึ่งวันที่เคสมากมายล้านแปด ประหนึ่งเป็นเทศกาลรักษา 30 บาทรักษาได้ทุกโรค .... ใบ OPD ใบหนึ่งเขียนมาว่า .... ตรวจตา

หมอใหม่ไฟแรงสูง ก็เริ่มจะมีประสบการณ์กับการพบเจอเคสตรวจตามาบ้างแล้ว ก็เลยคิดว่า น่าจะไปลองฝึกปรือวิทยายุทธ์กับบ้านนี้ได้ ....

เมื่อไปตรวจดูก็พบว่าเป็นน้องหมาเมือง (สุนัขพันธุ์พื้นเมือง) ตาดูขุ่นๆ ทั้ง 2 ข้างเลย ลักษณะคล้ายเป็นวุ้นๆ อยู่ตรงกระจกตา ... อื้มม แต่ภายในเลนส์ และหลังม่านตาก็ดูน่าจะปกติดีนะ ..... น้องหมาตัวนี้ ซึม ไม่กินข้าวด้วยหล่ะครับ

และที่สำคัญ วัดไข้ได้สูงถึง 105 องศาฟาเรนไฮต์ (ค่ามาตรฐานจะอยู่ที่ 100.5-102.5 องศาฟาเรนไฮต์) สงสัยแล้วหล่ะว่า น้องหมาตัวนี้น่าจะไม่ธรรมดา ไม่น่าจะเป็นโรคตาเฉยๆ แน่ๆ .... ก็เลยขอให้ผู้ช่วยฯ ช่วยเช็ดตัวน้องหมาเพื่อลดอุณหภูมิไปพลางๆ ก่อน

แหม... หมอใหม่ไฟแรงสูงอย่างผม จะคิดวิธีการล้ำลึกในการวินิจฉัยซักกี่แบบกันเชียว โชคดีที่มีพี่หมอประสบการณ์สุงมาให้คำแนะนำได้ (อยู่เบื้องหลัง) ซึ่งพี่หมอก็ได้ให้วิธีการในการวินิจฉัยแยกโรคพวกเบาหวาน ออกจากการติดเชื้ออื่นๆ
-- กรณีเป็นเบาหวาน : เลนส์จะขุ่นขาว(ถ้าระยะแรกๆ อาจจะยังไม่ขุ่น) จะกินได้เยอะ ฉี่เยอะ แต่ว่าน้ำหนักลด อุณหภูมิเป็นปกติดี .... เมื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าค่าสูงกว่า 200 mg/dl ก็ถือว่าเป็นเบาหวานจ้า .....
-- กรณีติดพวกปรสิตในเลือด (กรณีนี้คือ Trypanosome) : กระจกตาอาจจะขุ่น บางกรณีที่เป็นหนักๆ ตาจะขุ่นเป็นสีฟ้า (หรือที่เรียกกันว่า Blue Eye) และไข้ก็จะขึ้นสูงด้วย สีเหงือกก็จะดูซีดๆ ลง ซึมๆ ไม่ค่อยกินข้าว

อื้มม อาการอย่างนี้รู้สึกคุ้นๆ เหมือนตอนสมัยเรียนนะ งั้นเจาะตรวจเลือดเลยดีกว่า (ไหงตรวจตาต้องเจาะเลือดด้วยหล่ะ ) พอได้เลือดมาก็ทำการตรวจค่าตับ(SGPT) พบว่าค่าการทำงานของตับขึ้นสูงกว่าระดับปกติพอสมควร และเมื่อเอาเลือดสดๆ มาตรวจบนกล้องจุลทรรศน์ ก็พบว่า ....

เม็ดเลือดแดงขยับได้วุ๊ย .... ผมก็ใช้กำลังขยายที่สูงขึ้น มองเม็ดเลือดแดงเม็ดเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไป ว่าทำไมขยับได้ .... อ้อ ก็เพราะมีเจ้า Trypanosome อยู่นั่นเอง ดุ๊กดิ๊กๆ น่ารัก มีปริมาณเยอะมากทีเดียว ดังนั้นแผนการรักษาของเราก็คือ จัดการฆ่าตัว Trypanosome นี้ก่อน แล้วถ้าเริ่มจะหาย ตาก็จะดีขึ้นมาเอง ....

โฮะๆๆ แล้วเจ้า Trypanosome นี้มาจากไหน ... ?? มาอยู่บนน้องหมาตัวนี้ได้ยังไง??
คือว่า บ้านนี้ เป็นลักษณะบ้านสวน แล้วก็มีคอกวัวอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก ... น้องหมาตัวนี้มีลักษณะนิสัยชอบไปเที่ยวเล่นไกลๆ คาดว่าน่าจะได้รับเชื้อจากการถูกพวกริ้นเหลือบวัวที่มีเชื้อ Trypanosome อยู่กัดมา ก็เลยมาเป็นในสุนัขด้วย ... และที่สำคัญ ช่วงนี้ในแถบเชียงใหม่ กำลังมีการระบาดของโรค Trypanosome ในวัวอยู่พอดีเลย จึงทำให้ที่โรงพยาบาลสัตว์ที่ผมทำงานอยู่มีเคส Trypanosome ในสุนัขมาแล้วอย่างน้อย 2 ราย

หลังจากวันที่ฉีดยาไปแล้ว น้องหมาดูมีเรี่ยวแรงกินข้าวได้ แล้วก็ให้เจ้าของป้อนยาต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะนัดมาฉีดยาฆ่าเจ้า Trypanosome อีกครั้งหนึ่ง ....

ซึ่งเคสนี้ ถือว่าเป็นเคสที่ advance ทีเดียวครับ แต่ก็เป็นกระบวนการคิดที่ดีมากๆ การตรวจตาไม่ใช่แค่การตรวจตาเฉยๆ จริงๆ ด้วย


เรื่องที่ 3 : น้องหมาก็เป็นมะเร็งได้นะจ๊ะ

หลายๆ คน เมื่อได้ยินว่า หมาเป็นมะเร็ง ก็คงจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องขบขัน ขำขัน .... แต่เคสที่ผมได้พบเจอมานี้ ผมพูดได้คำเดียวว่า ผมขำไม่ออกครับ

มะเร็งเกิดจากอะไร ... ใครก็ตอบไม่ได้หรอกครับ แต่สรุปให้เข้าใจง่ายๆ คือมะเร็งก็คือเนื้องอกแบบหนึ่งที่มีการขยายเซลล์อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าจะเอาออก โอกาสกลับมาเป็นอีกก็มีสูงมากๆ และเมื่อมะเร็งเนี่ยะ ลุกลามเข้าไปอยู่ในอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ก็ทำให้ถึงแก่ชีวิตในระยะเวลาไม่นานนัก

น้องหมาตัวนี้อายุ 11 ปีแล้วหล่ะครับ เป็นสุนัขพันธุ์ค๊อกเกอร์สเปเนียล แรกสุดมีปัญหาเรื่องเนื้องอกที่เต้านม และก็เคยผ่าตัดเอาเนื้องอกออกไปแล้ว .... แต่ปัญหาก็ยังคงมีอยู่ หลังจากที่คุณหมอได้พบเนื้องอกที่กระจัดกระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่ผิวหนัง

แต่นั่นก็เรื่องเมื่อหลายเดือนแล้วนะครับ คราวนี้ถึงคิวหมอใหม่ไฟแรงสูงอย่างผมจะต้องรับเคสแบบนี้บ้างแล้วหล่ะ .... หลังจากที่ผ่าตัดเนื้องอกครั้งนั้นไป น้องเค้าก็ดูแจ่มใสร่าเริงดี เพียงแต่ว่าบางที จะรู้สึกเจ็บๆ ขาบ้าง บางทีก็นอนเยอะตามประสาสุนัขอายุมาก ... ปัญหาล่าสุดที่ต้องให้น้องเค้ามานอนที่โรงพยาบาลคือ ปัญหาผิวหนังอักเสบเป็นบริเวณกว้างครับ .... แต่น้องเค้าก็ยังคงกินได้ดี นอนเยอะบ้าง เที่ยวเล่นได้ ปัสสาวะอุจจาระดี หน้าแป้นแจ่มใสดีเชียว

ผมเองก็ทำแผลผิวหนังอักเสบ แล้วก็ฉีดยาปฏิชีวนะและยาลดอักเสบให้ทุกวัน ซึ่งน้องก็น่ารักมากๆ นอนแอ้งแม้งให้ทำแผล ฉีดยา ไม่เคยมีบ่นว่าซักคำ ... จนกระทั่งผิวหนังเริ่มตกสะเก็ดแล้ว .... เริ่มมีการสังเกตว่า บริเวณขาหนีบทั้งหน้าและหลัง เริ่มแฉะๆ แฮะ .... ทำแผลยังไงก็ไม่หายซักกะที

เป็นอาการของเนื้องอกแบบมะเร็ง ... เอ่อ .... น่าจะมีการแพร่กระจายด้วยนะ คราวนี้ไม่ธรรมดาแน่ๆ เมื่อน้องค๊อกเกอร์ดูอาการแย่ลงมากภายใน 1 วัน จากเดิมที่กินข้าวได้ ก็ไม่ค่อยกิน และเริ่มมีอาการหอบหายใจ

จนกระทั่งผมต้องขอ x-ray ดูหน่อยแล้วหล่ะ พบเลยว่า มะเร็งเนื้อร้ายได้แทรกซึมเข้าไปในปอดเป็นจำนวนมาก โอกาสรอดท่าจะยากแล้วหล่ะ .... แพร่กระจายได้เร็วจริงๆ หอบหายใจมากขึ้น แม้ตอนนี้จะฉีดยาอะไรก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้แล้ว

ในเย็นวันนั้น น้องหอบหายใจแบบสุดๆ พี่หมอประเมินกันแล้วว่าไม่น่ารอดแน่ และสุดท้าย น้องเค้าก็ไปในค่ำคืนนั้นเลยครับ รวมระยะเวลาที่อาการทรุดลงเพียงแค่ 1 วันเท่านั้นเอง ..... ยากที่เจ้าของจะทำใจ และยากที่หมอใหม่อย่างผมจะรับได้เหมือนกัน .... ผมเองก็รู้สึกสงสารเจ้าของครับ แต่เจ้าของเองก็ทำใจในระดับนึงว่า น้องหมาเป็นเนื้องอกอยู่ตลอด แผลก็เป็นๆ หายๆ น่าจะอยู่ได้ไม่นาน .....

มะเร็งเนื้อร้าย มีพิษสงรุนแรงมากนะครับ ถ้าขึ้นอวัยวะที่สำคัญอย่างปอดด้วย แป๊บเดียวเท่านั้นจริงๆ ดังนั้น ... ถ้าใครบอกว่าน้องหมาเป็นมะเร็ง แล้วขำๆ นี่ผมขำไม่ออกจริงๆ ด้วยนะนั่น

หวังว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ และน้องๆ นิสิต-นักศึกษาสัตวแพทย์ ที่อาจจะได้เข้ามาอ่านนะครับ

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบอีกครั้งหนึ่งครับ


Create Date : 23 สิงหาคม 2550
Last Update : 23 สิงหาคม 2550 0:59:36 น. 9 comments
Counter : 1221 Pageviews.

 
แหะ ๆ งานเยอะเหมือนกันนะคะเนี่ย
แต่ว่า ดูน่าสนุกดีนะ ( มั้ยอะ ) แหะ ๆ

เห็นหัวข้อแล้วสนใจอยากเข้ามาดู
เมื่อก่อนเคยอยากเรียนคณะนี้เลย
สัตวแพทย์ แต่ปัจจุบัน
ไม่ได้เรียนคณะอะไรที่มานเกี่ยวกับทางนั้นเลย อิอิ


แต่ก็สนใจนะ อยากรู้เค้าเรียนกันยังไง
ทำงานกันแบบไหน

ท่าทางน่าสนุกดี ^^

จะว่าไปหมาก็ป่วยได้คล้าย ๆ คนเลยนะคะ ^^

แวะเข้ามาทักทายยามดึกค่า ไปนอนละ หุหุ


โดย: ArmSLavesArxZ วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:1:15:18 น.  

 
เอ๊ะ แต่สงสัยจัง

คุณหมอได้เรียนวิธีการรักษาปลามามั้ยคะ
( ต้องเรียนซิเนอะ รึป่าว )

ถ้าปลาเป็นแผลจะทำยังไงอะคะ
สงสัย คงเอาทิงเจอร์ น้ำเกลือไปล้างแผลให้ปลาไม่ได้
หรอกมั้ง ( รึป่าว )

สงสัยมานานละ อยากรู้ แหะ ๆ
ช่วยตอบเด็กขี้สงสัยคนนีด้วยนะคะ
ขอบพระคุณฮับ


โดย: ArmSLavesArxZ วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:1:19:59 น.  

 
เคยใช้แบบหยอดอย่างเดียวอ่ะคับ แต่สงสัยเหมือนกันว่า ถ้าพ่นเป็นสเปรย์ แล้วน้องหมาเผลอซนไปเลียเข้า ไม่แย่กว่าเหรอครับ


โดย: :bo (ECie ) วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:7:53:29 น.  

 
หวัดดีคะหมอ
มีเรื่องรบกวนถามคะ
มีน้องหมาพันธุ์พุดเดิ้ล มาตรฐาน ตัวไม่เป็นเห็บหมัด
แต่มีตุ้มขึ้นมามีหนองแต่แผลแห้งตกสะเก็ด
จะเป็นอันตรายกับเค้าหรือป่าว
เป็นไม่มากนัก ไม่กี่เม็ดคะ


โดย: nakwan6 วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:10:36:34 น.  

 
อิอิ แวะมาเยี่ยมคุงหมอจ้า


โดย: zMee วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:21:08:30 น.  

 
ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมนะครับ

-- เรื่องการรักษาปลา ผมต้องออกตัวก่อนเลยนะครับว่าประสบการณ์ของผมกับสัตว์น้ำมีน้อยมากๆ (และเป็นวิชาที่ไม่ค่อยจะถูกกันเท่าไร่ -- เคยทำสถิติคะแนนรั้งท้ายรุ่นมาแล้ว )
....กรณีที่ปลาเป็นแผล คงไม่สามารถจับขึ้นมาทำแผลได้อ่ะครับ แต่จะสามารถฉีดยาปฏิชีวนะ และยาลดอักเสบให้ได้เข้าบริเวณกล้ามเนื้อช่วงกลางลำตัว
....อย่างผมเองเคยเห็นวิธีการรักษาปลาที่มีภาวะถุงลมอักเสบ คือถุงลมจะกางอยู่ตลอด ทำให้ปลาตะแคงข้างว่ายน้ำ .... คุณหมอได้ทำการรักษาโดย เจาะดูดเอาลมในถุงลมออกแล้วก็ฉีดยาปฏิชีวนะ กับยาลดอักเสบให้ไป ... ปลาก็จะจมอยู่ก้นถังประมาณ 3-4 วันแล้วก็จะเริ่มตั้งตัวกลับมาว่ายเป็นปกติครับ
....แต่ผมเองก็ยังไม่เคยรักษาปลาซักตัวนะครับ เหอๆๆ

-- เรื่อง Frontline spray จะเป็นอันตรายต่อสุนัขไหม ... ปกตินะครับ หลังจากที่เราสเปรย์พ่นใส่มือเรา (ไม่ใช่พ่นใส่ตัวสุนัขโดยตรง) แล้วเราก็เอามือเรา(ที่สวมถุงมืออยู่) ถูไถไปให้ทั่วร่างกายน้องหมาตัวน้อย .... จนกระทั่งแห้งแล้ว ก็ถึงจะปล่อยออกไป ซึ่งถ้าแห้งแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ ..... แต่ถ้ายังแฉะๆ อยู่แล้วไปพ่นใส่ตัวน้องเค้าโดยตรง อาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้

-- เรื่องตุ่มๆ หนองๆ เล็กๆ แดงๆ บริเวณลำตัว ถ้ายิ่งเจอบริเวณท้อง เป็นไปได้นะครับว่า น้องหมาอาจจะนอนทับฉี่ตัวเองมา หรือชอบนอนบนพื้นแฉะๆ เย็นๆ ทางแก้ที่ดีก็พยายามเช็ดบริเวณท้องให้แห้ง โรยแป้งเด็กก็ช่วยได้ (ทำให้แห้ง) ส่วนตุ่มๆ หนองๆ แต้มเบตาดีนก็หายได้ครับ ไม่ใช่เป็นปัญหาที่น่าหนักใจแต่อย่างใด

ถ้าสงสัยอะไรมาแล้ว หมอมือใหม่เพิ่งได้ใบอนุญาตแบบแกะกล่องตอบได้ จะช่วยตอบนะครับ ถ้าไม่ได้ก็จะลองถามไถ่จากรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์สูงกว่าให้ครับ


โดย: ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์ วันที่: 24 สิงหาคม 2550 เวลา:0:41:07 น.  

 
ชอบเรื่องที่คุณหมอเขียนมากๆเลยค่ะ

ได้ทั้งรอยยิ้มและความรู้ ^___^


โดย: ก๋วยเจ๋ง28 วันที่: 29 สิงหาคม 2550 เวลา:13:47:34 น.  

 
แวะมาทักทายค่ะ ท่าทางจะเป้นคุณหมอนักเที่ยว 55
เห็นชื่อในกระทู้ผี 3 บาท..เลยแวะมาชมบลอคซะหน่อย..

..ถ้าตะวันเห็นคุณหมอก่อนหน้านั้นลูกสาวตะวันอาจจะยังอยู่ก็ได้..หรือไม่เค้าก็คงไปสบายกว่านี้..

เอาไว้คราวหน้าจะแวะมาขอคำปรึกษานะคะ..เพราะยังมีแมวอีก 3 หมาอีก 2 (ของพี่ชาย) ไว้ขอคำปรึกษาค่ะ..


โดย: นู๋~ตะวัน (นู๋~ตะวัน ) วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:15:20:41 น.  

 
โอ้.....อ่านแล้วรู้สึกว่าชีวิต ชีวิตทำงาน มันสนุกเยี่ยงนี้เอง ฝนก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนสัดแพด แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรดี เพราะเป็นไม่เก่งเรื่องในตำรา แต่เรื่องเที่ยวบอกมาเลย บ่ ยั้น
ตอนนี้ก็อยู่ปี5 ล่ะ ยังไม่มีเป้าหมายชีวิตเลย ดูลอยไปลอยมาวันๆ หาเรื่องเที่ยวตลอดเลย เพราะคิดว่าพอทำงานแล้ว อดเที่ยวชัวร์ มีโอกาสตอนนี้ รีบกอบโกยเข้า กอบโกยจะเกรดตกเลย อิ อิ
เอาไว้ จะแวะมาติดตามข่าวคราวบ่อยๆๆนะคะ เผื่อว่าจะได้ทำงานที่เดียวกัน


โดย: นู๋ฝน ว่าที่หมอหมา จ้า (venus_mu ) วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:21:58:15 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.