รวมมิตรเรื่องท่องเที่ยว และ สายการบิน
Group Blog
 
All Blogs
 

เรื่องขำๆ หมาๆ แมวๆ กับหมอสัตว์มือใหม่ไฟแรงสูง (ตอนที่ 4) : หมอใหม่รับปริญญา

สวัสดีครับ ตอนนี้ก็เป็นตอนที่ 4 ที่ผมได้เขียนเรื่องราวขำๆ (และไม่ขำ) เกี่ยวกับ หมอสัตว์มือใหม่ สดๆ ซิงๆ กับน้องหมาน้องแมวมากมาย แต่ตอนนี้อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องน้องหมาน้องแมวมากนัก .... เพราะตอนนี้มีชื่อว่า
"เมื่อหมอสัตว์มือใหม่ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร"



ตอนนี้ตามที่สัญญาไว้กับตอนก่อนว่า จะพูดถึงเรื่องงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ผมได้มีโอกาสเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร สัตวแพทยศาสตรบัณฑิต ได้เป็นหมอซักที เหลือแต่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ชั้น 1 ที่จะได้รับต้นเดือนหน้าเท่านั้นเอง (ตอนนี้เป็นหมอเถื่อนอยู่ครับ ลูกค้าก็ถามหาว่า ทำไมคุณหมอไม่มีใบอนุญาต ... ก็เลยตอบว่า จะมีแน่ๆ ครับแต่ตอนนี้ สัตวแพทยสภากำลังจะอนุมัติ เนื่องด้วยปัญหาทางเอกสารของผมนิดหน่อย ... แต่ตอนนี้ผมมีปริญญา สพ.บ. แปะข้างฝาบ้านแล้วนะ )

การรับปริญญาของ ม.เกษตร ก็จะต้องแบ่งวันไปจัดการงานอยู่ 3 วัน ได้แก่วันซ้อมย่อย วันซ้อมใหญ่ และวันรับจริง .... แหง๋หล่ะครับ งานสัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์อย่างผม วันหยุดในแต่ละเดือนก็น้อยมากๆ และเกือบทุกที่ ที่ลูกจ้างอย่างเราๆ ก็จะต้องทำงานชดใช้กรรม เอ้ย ทำงานชดเชยวันหยุดที่เสียไป

อย่างตัวผมเอง ก่อนที่จะลาหยุดรับปริญญา 5 วันก็ทำงานแบบว่าหัวฟูมา 14 วัน non-stop ซึ่งพี่ๆ ที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้แหล่ะครับ ทำงานชดใช้ไปก่อน แล้วค่อยร่าเริงทีหลัง หลังจากรับปริญญาเสร็จ ก็มาทำงานชดใช้หัวฟูเช่นเคย

อีกทั้งลางานนานกว่านี้ก็ไม่ได้ครับ เพราะพี่ๆ หมอคนอื่นที่เหลือเค้าก็จะไม่ได้หยุด พอผมกลับไปทำงานพี่ๆ เค้าก็จะได้สลับกันหยุดบ้าง ตามประสาโรงพยาบาลสัตว์ที่อยู่ในสถานะ "หมอขาดแคลน" แถมผมเองก็ต้องโอน case ที่ดูแลอยู่ให้พี่ๆ ช่วยดูแลต่อให้ ซึ่งก็มีอยู่หลายราย ต้องโบกมือบ้ายบายก่อนที่ผมจะบินหนีเข้ากรุง มารับปริญญา

ว่าด้วยเรื่องครุยของคณะสัตวแพทยศาสตร์
ในแต่ละสถาบันก็จะมีความแตกต่างกันไปครับ อย่างจุฬา กับขอนแก่น ก็จะเป็นชุดสีขาว ส่วน เกษตรและเชียงใหม่ จะเป็นครุยสีดำ สวมสูททับด้านใน (อย่างร้อน) มี hood แถบสีฟ้าหม่นขนาดใหญ่ และแถบเล็กๆ สีเขียว (ม.เกษตร) หรือแถบสีม่วง (ม.เชียงใหม่) บ่งบอกสถาบันที่ได้ร่ำเรียนจบมา อย่างในภาพนี่ก็เป็นตัวผมเองที่จบ ม.เกษตร



ภายใต้ครุยอันหนาเตอะนี้ ประกอบไปด้วยชุด 3 ชั้น คือครุยสีดำ พร้อม hood อันหนักอึ้ง (ปวดไหล่ ), ชุดสูทสีกรมท่า และกางเกงสแลก ภายใต้สูทเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกไท้สีดำ ... ร้อนฉ่าเลยแหล่ะครับ

ข้อดีของผู้ชายก็คือ ไม่ต้องแต่งหน้าทำผมอะไรมากมาย อย่างมากผมเองก็แค่โบ๊ะเจลให้มากขึ้นอีกนิด .... แต่ของผู้หญิงเค้าก็จะใส่ชุดที่บางเบาสบายกว่าผู้ชายเยอะ คือ ภายในชุดครุยของพวกเธอ ก็จะเป็นชุดนิสิตหญิงเท่านั้นเอง เบาสบายกว่า แต่พวกเธอก็ต้องเหน็จเหนื่อยกับการตื่นตั้งแต่เช้า หลายรายตื่นมาตั้งแต่ตี 4 เพื่อแต่งหน้าทำผม

เห็นแล้วนึกถึงเพื่อนๆ ที่จบจุฬา ใส่ครุยแบบซีทรูจริงๆ เลย น่าจะเบาสบายไม่ร้อน(มาก)

วันซ้อมย่อย : ซ้อมกันที่คณะ มีอาจารย์หลายท่านมาช่วยซ้อมให้ เริ่มจากการฟังบรรยายมีพาวเวอร์พ้อยท์นำเสนอ ก่อนที่จะให้จับคู่ซ้อมกันเอางาน .... ผมก็โดนบ่นว่าเอางานไม่สวย ก็พยายามซ้อมอยู่

ที่ขำมากก็คือ อาจารย์บอกว่า ตอนทำงานหน่ะ เวลาเค้าส่ง OPD มาให้ก็ซ้อมรับกะ OPD ซะ ... เอาให้คล่องมือ จะขอให้ผู้ช่วยสัตวแพทย์ ช่วยหน่อยก็ได้ ผมก็เลยใช้มุขนี้หล่ะ ในการซ้อมรับปริญญาในที่ทำงาน (เห็นแก๊งค์สาวๆ ประชาสัมพันธ์เคาน์เตอร์ด้านหน้าขำกันใหญ่)

วันซ้อมใหญ่ : ทุกคนใส่ชุดครุยเต็มยศ ... ผมเองก็ยังแต่งตัวใส่ครุยไม่เป็นหรอก เพราะว่าแถบ hood ด้านหลังจะต้องถูกรวบและตรึงไว้ (ก็ต้องหาคนช่วย) แล้วในที่สุดก็ได้เพื่อนๆ ช่วยกันแต่งตัวจนออกมาดูได้ (แฮ่ๆๆ) วันแรกนี้ ก็ยังคงสบายๆ ครับ เอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เข้าหอประชุม (อาคารจักรพันธุ์เพ็ญศิริ) ได้ก็เลยขอเอากล้องดิจิตอลถ่ายภาพบรรยากาศตอนซ้อมซักกะหน่อย


(เดินอยู่ในขบวนก็ถ่ายรูปซักหน่อยแล้วกัน)

วันซ้อมก็ทำเหมือนจริงแหล่ะครับ แลดูสนุกสนานแต่ "หิวมากกก" กว่าจะได้กินข้าวก็ล่วงเลยไปบ่ายโมงกว่า (ข้าวเช้าไม่ได้กิน) พอดีทางสมาคมนิสิตเก่าสัตวแพทย์ มก. จัดงานเลี้ยงฉลองบัณฑิตใหม่ก็เลยมีที่ฝากท้อง ฟังโอวาทจากพี่ๆ และชมการแสดงจากน้องๆ (ที่แบบว่าฮามาก -- คิดได้ไงเนี่ยะ) จากนั้นก็ถ่ายรูปๆๆ



ถ่ายรูปวันซ้อมใหญ่ก็ดีครับ ตรงที่คณะคนจะไม่เยอะมาก ถ่ายรูปสะดวก จะโพสต์ท่าถ่ายเดี่ยวกี่ครั้งก็ได้ หุหุ สบายแฮ ไปถ่ายรูปสถานที่สำคัญๆ ในมหาวิทยาลัยคนก็ยังไม่เยอะมาก ๆ

ที่สำคัญ งวดนี้ผมก็ขอใช้แรงงานน้องๆ ถ่ายรูปให้หน่อย ไมได้จ้างช่างเป็นพิเศษ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ
ข้อดี : ประหยัดตังค์, เลี้ยงข้าวน้องๆ หน่อย โดยน้องเค้าก็เต็มใจมาถ่ายให้
ข้อเสีย : บางรูปถ่ายเสียแล้วเสียเลย, ให้ถ่ายซ้ำๆ ก็เกรงใจไม่อยากสั่งมาก, บางมุมอาจจะไม่เด็ดเท่าช่างกล้อง แต่ถ้าไม่คิดอะไรก็ถือว่าน้องๆ เค้าทำได้ดีมากแล้ว

วันรับจริง : 24 กรกฎาคม 2550 คณะสัตวแพทยศาสตร์เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นวันแรกสุด จากทั้งหมด 4 วัน โดยจะขึ้นรับเป็นคณะที่ 5 ครับ

เห็นว่าสาวๆ ตื่นกันตั้งแต่ตี 4-5 มาแต่งหน้า ถึงคณะตั้งแต่ก่อนฟ้าสางด้วยซ้ำไป ส่วนตัวผมนั้นหน่ะเหรอครับ ตื่น 7 โมง เหอๆๆ อาบน้ำแต่งตัวใส่เจลแป๊บเดียว ออกมาได้แล้ว พร้อมถ่ายรูป ... วันจริงก็ต้องมีคุณพ่อ-คุณแม่-น้องสาวผมมาด้วย โดยมีน้องสาวเป็นช่างภาพส่วนตัว ใช้งานได้แบบไม่ต้องเกรงใจ... (เพราะทำสัญญากับน้องไว้แล้วว่า อีก 2 ปีข้างหน้า ถ้าน้องเรียนจบคณะมนุษย์ (ภาษาญี่ปุ่น) มช. แล้วจะต้องไปเป็นตากล้องให้น้อง)

สภาพสนามหญ้าหน้าคณะ จากเดิมที่เขียวขจี เริ่มกลายเป็นโคลน หลังจากที่ฝนตกลงมาหนักตั้งแต่เมื่อวาน .... คราวนี้ก็กลายเป็นบัณฑิตลุยโคลน สมสโลแกน "จะมีอีกกี่ครุย ที่ต้องลุยโคลน" คือกางเกงสแลกผมก็เปื้อนโคลน รองเท้าหนังไม่ต้องพูดถึง ... ซึ่งน้องนุ่งผมก็ดีมากๆ เอาทิชชูมาเช็ดออกให้หมด (เป็นอย่างนี้ทุกปีครับ รับปริญญาหน้าฝน)

กิจกรรมหลักของวันนี้ในช่วงเช้า ก็คือการเก็บตกถ่ายภาพเพื่อนๆ ที่ยังเหลืออยู่ ก่อนที่อาจารย์จะเรียกไปรวมตัวทำพิธีเคารพอนุสาวรีย์อาจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม (บิดาแห่งคณะสัตวแพทย์ ม.เกษตร) ซึ่งคณาจารย์ได้กล่าวให้โอวาทแก่บัณฑิตใหม่ พร้อมมอบของที่ระลึกให้แก่บัณฑิตใหม่ทุกคน ....

จากนั้นก็ขึ้น stand ถ่ายรูปหมู่บัณฑิตใหม่ และคณาจารย์ของคณะ ช่วงนี้อย่างเหนื่อยครับ คือจะต้องเข้าคิวเรียงตามความสูง จะเจอช่างภาพบ่นๆ เร่งๆ หน่อย ส่วนเราก็ต้องวิ่งรอกถ่ายรูป เพื่อนฝูงญาติสนิทมิตรสหายที่มาในช่วงนั้นพอดี .... รวมไปถึงน้องๆ สายรหัสที่มาบูมให้ (เป็นธรรมเนียมของสายรหัสผมเอง พี่จบน้องบูมให้พี่)

ถ่ายภาพหมู่ใช้เวลาไม่นานหรอกครับ แต่ที่น่ากลัวคือ เวลาว่างของเราเริ่มเหลือน้อยไปทุกที่ ... เพราะใกล้เวลาที่จะต้องเดินทางไปเข้าแถวเข้าหอประชุมเวลา 11.00 น. แล้ว

โชคดีที่ทางคณะจัดข้าวกล่องให้ เป็นข้าวกล่องที่วิเศษมาก เพราะเชื่อว่า ถ้าไม่มีข้าวกล่องนี้ หลายคนจะไม่ได้กินข้าวแล้วต้องหิ้วท้องถึงเย็นแน่ๆ เป็นข้าวกล่องที่รีบกิน แล้วก็รีบไปตระเวณถ่ายรูป

ปกติแล้ว ทางคณะจะจัดรถไปส่งให้ .... (เพราะว่าคณะอยู่ห่างไกลจากความเจริญ -- ใจกลางมหาวิทยาลัย) ก็เป็นรถหวานเย็น แบบว่าใช้งานสมบุกสมบัน ขนบัณฑิตทั้งคณะไปได้ในคราวเดียวกัน (ลองนึกสภาพบัณฑิตใหม่เกือบ 90 คนยัดทะนานในรถบัสคันเดียวดูนะครับ)

แล้วก็เกิดเรื่องขำขันขึ้น เมื่อรถบัสออกจากคณะแล้วรถติด ... บัณฑิตใหม่ที่อยู่ตรงประตูก็ต้องช่วยกันไปโบกรถ "ไม่งั้นจะไปรับปริญญาไม่ได้กันทั้งคณะนะคร้าบ" พอผ่านรถติดไปได้ เจอคนขับรถบีบแตรไล่อีก เอ่อ ... แต่รู้สึกว่าจะบีบแตรทักทายมั้ง .... ไม่งั้นนี่อาจจะโดนบัณฑิตทั้งคณะด่าเอาได้ เหอๆๆ

ก่อนที่จะเข้าหอประชุม บัณฑิตใหม่ทุกคณะจะต้องตั้งแถวกันที่ ศูนย์เรียนรวม 1 ใจกลางมหาวิทยาลัย (ละแวกที่ประกาศผลเอนทรานซ์นั่นแล) ร้อนไปปาดเหงื่อไป โชคดีพกผ้าเช็ดหน้ามา ... ก็ค่อยยังชั่วหน่อย ...

อ้อ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กระเป๋าต่างๆ อุปกรณ์ที่เป็นโลหะเก็บไว้กับญาติพี่น้องให้เรียบร้อย เพราะไม่อนุญาตให้เอาเข้าเลย ..... ในตัวแทบจะไม่มีอะไร นอกจากใบที่ยืนยันการผ่านซ้อมใหญ่มาแล้วเท่านั้นเอง ...

12.00 น. เริ่มเดินขบวน แถวยาวพอสมควร รู้สึกตื่นเต้น ที่มีคนมารายล้อม 2 ข้างทางเพื่อดูแถวบัณฑิตใหม่ .... ก็เดินกันอย่างสบาย อย่างผมอ่ะ อยู่คนท้ายๆ ของคณะอยู่แล้ว ก็เฉยๆ ... พอถึงอาคารจักรพันธุ์ฯ จะต้องเดินผ่านเครื่องตรวจโลหะ (เหมือนในสนามบิน--ที่ผมเดินผ่านบ่อยๆ)

ถ้าใครมีโลหะ ก็จะร้อง และมีคนมาติดสติกเกอร์ให้ จากนั้นอาจารย์ก็จะรีบเข้ามาดูว่ามีอะไรแปลกปลอม ... จากนั้นจึงจะตั้งแถวแล้วเดินเรียง 1 ตามรายชื่อ ขึ้นสู่หอประชุม .... จุดที่ผมประทับใจมากๆ คือ ริ้วธงมหาวิทยาลัยตรงปากบันไดขึ้น

พอพ้นริ้วธง ก็เจอเครื่องตรวจจับโลหะเป็นครั้งที่ 2 ทีนี้หล่ะ ใครโดนตรวจเจออีกก็จะโดนแยกออกไปตรวจ (เข้มมวดจริงๆ) แต่ส่วนมากมักจะไม่ค่อยมีปัญหาอยู่แล้วหล่ะครับ .... เข้ามานั่ง แอร์เริ่มเย็นฉ่ำหนาวไปถึงหัวใจ .. และกระดูก ....

บรรยากาศภายในก็เริ่มเงียบสงบเมื่อใกล้ถึงเวลา 14.00 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ เสด็จมาถึง .... เริ่มพระราชทานแล้วหล่ะครับ ...

จำได้ว่า คณะวิทยาศาสตร์ กับ อุตสาหกรรมเกษตร และสังคมศาสตร์ จะมีบัณฑิตที่ได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 และ 2 เยอะมาก ซึ่งก็ต้องปรบมือให้

ทีนี้หล่ะ ปรบกันเมื่อยมือเลย โดยเฉพาสังคมศาสตร์ ที่มีบัณฑิตเกียรตินิยมปาเข้าไป 60 กว่าคน (เหอๆๆ )

ระหว่างการรับจะมีการพักเบรค 2 ครั้งเพื่อให้พระองค์ท่านได้ทรงผ่อนคลายพระอิริยาบทครับ .... ใครอยากจะไปเข้าห้องน้ำก็เผ่นไปได้ แต่ต้องกลับมาให้ทัน ...

ซึ่งก็น่าสงสาร สำหรับผู้หญิง ห้องน้ำมีจำนวนน้อยมาก บางรายก็ไม่ใช่จะได้เข้า ก็ถูกไล่ออกมาซะก่อน (ส่วนผู้ชายไม่ค่อยมีปัญหา) ตัวผมกินน้ำมาน้อยอยู่แล้ว เลยสบายๆ

เมื่อถึงคิวคณะสัตวแพทยศาสตร์ ผมเริ่มตื่นเต้นครับ ตอนก้าวเริ่มสั่นๆ แต่ก็คุมสติได้เพราะซ้อมมาหลายครั้งแล้ว ... เดินขึ้นเวทีละเวย เดินไปกระดึ๊บ ๆ ๆ ๆ

เลี้ยวซ้าย .... เห็นหน้าพระพักตร์อยู่ห่างๆ คำนับอีกครั้ง ...

xxxx xxxxxx หลังจากชื่อผมสิ้นสุดลง (ความจริงคือเสี้ยววินาที) สิ่งแรกที่ผมทำคือการ "เอางาน" (กลัวจะลืม เพราะเคยได้ยินเรื่องเล่าว่า ... มีคนเคยลืมเอางานแล้วพระองค์ท่านจะไม่ทรงยื่นปริญญาให้)

แต่ลืมไปว่า ... ปริญญาอยู่ห่างเป็นโยชน์เลยวุ๊ย ... (ความผิดพลาดครั้งนี้คือ 1. ผมก้าวสุดท้ายสั้นไปเพราะกลัวชนเพื่อน 2. พระองค์ท่านทรงยื่นปริญญาออกมาเล็กน้อย)

เมื่อทำอะไรไมได้แล้วนี่นา จึงเอางานแล้วเอื้อมไปรับแล้วตวัดปริญญาเข้าอก (เลยเป็นภาพที่ตลกมากๆ) รีบถอยหลังแล้วคำนับ ออกไป ...

อย่างน้อยปริญญาก็อยู่ในมือเราแล้วนี่เนอะ (แต่ก็ต้องคอยลุ้นภาพว่า ภาพตอนรับจะตลกขนาดไหน) ปกติการพระราชทานปริญญาบัตร ของ ม.เกษตร จะมีกล้องวงจรปิดถ่ายทอดออกไปนอกหอประชุม ไปยังตามอาคารเรียนและคณะต่างๆ เพื่อให้ผู้ปกครองได้ชมการถ่ายทอดด้วย (คุณพ่อ-คุณแม่ผมชอบมากๆ --- ดังนั้น คุณพ่อผมก็เลยถ่ายคลิ๊ปวีดีโอช่วงที่รับพระราชทานมาพอดี ... เห็นรูปตัวเองในคลิ๊ปแล้วอายน่าดู ตลกจริงๆ เลย .... )

เมื่อเปิดถึงที่นั่งก็รีบเปิดใบปริญญาดู รู้สึกขนลุกซู่ๆ อย่างบอกไม่ถูก .... อืมมม กระดาษใบนี้หล่ะเนอะ ที่ร่ำเรียนมา 6 ปีถึงจะได้ .... สิ่งที่ผมสงสัยมากๆ อยากรู้ว่าเพื่อนที่ได้เกียรตินิยมเค้าจะเขียนว่าไง ...

พอตอนพักก็รีบเดินไปขอดู ... ปริญญาของคนที่ได้เกียรตินิยม (ไม่ใช่เกรียนนิยม) จะมีโบว์ผูกให้เรียบร้อย เปิดมา ตรงใต้ปริญญาสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต ก็จะมีข้อความโผล่มาว่า เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือ เกียรตินิยมอันดับสอง นั่นเอง

กว่าจะได้ออกจากหอประชุมก็ 5 โมงกว่าหล่ะครับ อาจารย์ประกาศในหอประชุมว่า วันนี้ทำสถิติได้ดีมากคือ 22 คน/นาที ผมเองก็ว่าเร็วนะเนี่ยะ .....

เป็นความประทับใจหนึ่งในชีวิตหล่ะครับ อย่างน้อยเวลาเรากลับมาทำงาน เราก็บอกกับตัวเองได้ว่า ... เราเรียนจบได้ปริญญามาแล้วนะ ต้องทำงานอย่างเต็มที่ สมกับที่ได้ใบปริญญามาฝากพ่อ-แม่แล้ว

กลับมาถึงเชียงใหม่ ก็ถึงเวลาลุยงานต่อ .... มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมายในช่วงแค่ 3 วันที่ผ่านมานี้ ยังไงจะขออนุญาตไปเล่าต่อในตอนที่ 5 ตอนหน้าเลยแล้วกันนะครับ

ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านเรื่องเล่าจากหมอสัตว์มือใหม่ไฟแรงสูง มาจนจบครับ




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2550 2:00:31 น.
Counter : 6180 Pageviews.  

เรื่องขำๆ หมาๆ แมวๆ กับหมอสัตว์มือใหม่ไฟแรงสูง (ตอนที่ 3)

สวัสดีครับ จากสัปดาห์ก่อนได้มาเล่าเรื่องราวขำๆ ไปแล้ว สัปดาห์นี้ก็ยังคงมีเรื่องราวให้ได้ติดตามกันอยู่เรื่อยๆ หล่ะครับ ก็จะเอาส่วนที่ขำๆ มาพูดดีกว่า ส่วนที่ไม่ขำบางทีก็ถือว่าเป็นบทเรียน ที่ต้องนำกลับไปปรับปรุงแก้ไขตนเองอ่ะครับ (พอดีว่าขี้เกียจย่อรูปอ่ะครับ ตอนนี้ก็เลยยังไม่มีรูปน้องหมา น้องแมวมาประกอบภาพนะครับ)

เรื่องขำๆ ที่บางทีอาจจะขำไม่ออก
อย่างตัวผม เป็นหมอใหม่ไฟแรงสูงจริง แต่ช่วงบ่ายๆ จะติดนิสัยตอนสมัยเรียน คือตอนที่เรียนอยู่ เพื่อนๆ จะรู้ดีว่า ผมเป็นคนที่หลับในห้องเรียนมากกว่าชาวบ้านชาวช่อง หลับตลอด!! แม้แต่อาจารย์ตาเขียวปั๊ด ก็หลับได้ หรือแม้คลาส กรุ๊ปเล็กๆ ก็ยังคงหลับไม่เกรงใจใคร ผลรรมก็เลยตกอยู่ที่เกรดเฉลี่ยตอนจบไม่ค่อยสูงเท่าไหร่นัก เรียนๆ หลับๆ เที่ยวๆ แบบผมก็อย่างนี้แหล่ะครับ อย่างน้อยผมคิดว่าผมก็ใช้ชีวิตตอนสมัยเรียนได้คุ้มกว่าใครหลายๆ คนก็แล้วกันหล่ะ

พอตอนทำงาน บางทีบ่ายๆ ยามไม่มีเคส ง่วงจริงๆ ก็ต้องพยายามเดินเล่น ไปดูสัตว์ admit บ้าง แต่บางทีก็ง่วงจัด ไม่ไหวแฮะ ก็ต้องไปโด๊ปกาแฟ แต่มีบางบ่าย อารมณ์ขี้เกียจ ก็ไปเดินดูผู้ช่วยสัตวแพทย์ โกนขนน้องหมา รอทำแผล แล้วระหว่างรอผมก็เอามือเท้าโต๊ะตรวจ ยืนหลับซะอย่างนั้น (แก๊งค์ผู้ช่วยฯ ขำแทบฟันหัก ... ผมหรือจะเขินอาย หลับในห้องเรียนต่อหน้าธารกำนัลเป็นร้อยยังเคยมาแล้ว เหอๆ )

นอกจากเรื่องชอบหลับ (แต่ถ้ามีเคสเข้ามาก็เต็มที่ตลอดนะครับ ไม่ได้อู้งานแต่อย่างใด ) ตอนนี้ที่โดนหนักหน่อยคือ เรื่องขี้ลืม แห่ะๆๆ พอดีมีงานหลายๆ อย่างเข้ามาต้องทำพร้อมๆ กัน แล้วสิ่งที่ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ มักจะถูกลืมเสมอ ....ซึ่งก็ต้องแก้ไขกันไปหล่ะครับ

เจมส์ กะ ปังคุง และคุณป้าไฮโซ
มีอยู่เคสหนึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน ฮามาก .... วันหนึ่งมีคุณป้าที่ดูค่อนข้างไฮโซ พาน้องหมาบูลด๊อกเข้ามารักษา ปกติคุณป้าท่านนี้มารักษาประจำอยู่แล้ว ตอนแรกหมอใหม่อย่างผมก็ไม่ค่อยอยากจะไปรับเคสนี้หรอกครับ เพราะเห็นประวัติว่าเคยรักษากับพี่หมออาวุโสกว่ามาโดยตลอด และดูท่าทาง คุณป้าเค้าน่าจะไม่ค่อยพิศมัยกับหมอใหม่แกะกล่องอย่างผมเท่าไหร่

แต่วันนั้น ที่โรงพยาบาลเคสเยอะมาก พี่หมอทุกคนต่างวุ่น ทีนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหมอใหม่อย่างผมหล่ะ เดินเข้าไปตรวจ น้องหมาเป็นสุนัขบูลด๊อก ... ซึ่งอาการก็ไม่ได้รุนแรงอะไรหรอกครับ เป็นแผลเป็นรูตรงใกล้ใต้ตา แล้วมีหนอนไชเข้าไป แต่เจ้าของอยากจะฝาก admit รักษาให้หาย ซึ่งผมก็ไม่ขัดศรัทธาของท่าน ..... ก็ดูแลเป็นอย่างดี

น้องบูลด๊อกตัวนี้ ก็ได้เข้ามาอยู่ในคอกประจำ มีพัดลมเป่าสบายแฮ .... ถ้าหิวน้ำก็จะเห่า และน้องเค้าก็ทานอาหารเป็น อาหารเม็ดชีวจิตที่ทางคุณป้าเจ้าของจัดมาให้ทุกวัน แล้วคุณป้าก็จะมาเยี่ยมทุกวันช่วงเย็น

โปรแกรมก็ทำแผลทุกวัน วันแรกๆ ก็คีบหนอนก่อน แล้วก็ให้ยาปฏิชีวนะกับยาลดอักเสบ แผลก็เล็กลงเรื่อยๆ ... น้องบูลด๊อกก็จะชอบไปเดินเล่นมากๆ วันๆ หนึ่งผู้ช่วยฯ แทบจะพาเดินเป็น 10ๆ รอบ ส่วนตัวผมเองเดินผ่านก็จะแวะไปทักทายลูบหัวเล่นทุกครั้ง ซึ่งน้องบูลด๊อก ตัวนี้ก็จะชอบนั่งทำท่าโต้ลมสบายๆ แลดูมีความสุข

เช้าวันหนึ่ง พี่หัวหน้าผู้ช่วยฯ ที่เป็นผู้ชาย ก็พาน้องบูลด๊อกไปเดินเล่นตามปกติ ตรงพงหญ้าแถวหลังโรงพยาบาล ตรงด้านหลังโรงพยาบาลจะมีที่จอดรถด้วย .... ก็มีเจ้าของสุนัขที่เป็นชาวญี่ปุ่น มาพบเห็นพอดี .... ก็เลยตะโกนทักทาย และชี้มาว่า ....

"เจมส์ .... ปังคุง"

ภาพนั้นคือ พี่ผู้ช่วยกำลังจูงน้องบูลด๊อก เดินเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ .... น้องบูลด๊อกก็หน้าตาเหมือนเจมส์เสียยิ่งกว่าอะไร .... พี่ผู้ช่วยก็เลยได้รับฉายาว่าปังคุง เป็นที่ฮากันทั้งโรงพยาบาล ในช่วงเวลานั้น ....

ส่วนคุณป้าก็แฮปปี้ดีครับกับการรักษา และการดูแลเอาใจใส่ที่ดี (เอาอกเอาใจดีด้วย) จนกระทั่งรับน้องบูลด๊อกกลับบ้านในอีกเพียง 2 วันต่อมา ....

เทศกาลโรคไตจ้า
หลังจากที่หมอใหม่ไฟแรงสูง ได้รับโอกาสได้มารับเคสวัคซีน และทำแผลล้างแผลต่างๆ มากขึ้น .... ก็ได้เริ่มไปรับเคสที่ advance ขึ้นมาอีกนิดหน่อย นั่นก็คืออาการกลุ่มโรคไต ....

แมวหรือสุนัขตัวไหนที่มีประวัติผอมลงเยอะมากๆ ไม่ค่อยทานข้าว แต่อาจจะทานน้ำเก่งและปัสสาวะบ่อย และอายุมากแล้ว ก็ตั้งข้อสงสัยได้ ... แล้วตรวจร่างกาย และตรวจเลือดวัดดูค่าไตเพื่อยืนยัน บางตัวเปิดปากดู โอ้โห กลิ่นนี้โรคไตชัดๆ ตรวจค่าไตดู แม่เจ้า ค่ามาตรฐานคือไม่เกิน 2 แต่พี่แกทะลุ >10 ไปแล้ว ....

ช่วงนี้มีบ่อยมากๆ และพี่หมอก็มักจะส่งให้ผมเข้าไปช่วยดู เพราะการรักษาสัตว์กลุ่มโรคไต ต้องใช้เวลา และเป็นการรักษาเพื่อพยุงอาการให้ดีขึ้น หลายๆ ตัวก็ต้องมาให้น้ำเกลือ และให้ยาปฏิชีวนะคุมการติดเชื้อ อีกทั้งต้องปรับการให้อาหารใหม่ ... มีหลายตัวที่ดูดีขึ้น แต่ก็มีหลายตัวที่อาการทรุดหนัก .... แล้วก็ไม่รอด

ลองนึกถึงสภาพคนดูนะครับ เวลาคนเป็นโรคไตวายก็ต้องฟอกไต ในสุนัขหรือแมวเมื่อไตวาย ในเลือดก็จะมีปริมาณของเสียต่างๆ ที่ไตไม่สามารถกำจัดและขับทิ้งได้เหมือนเคย โอกาสที่จะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตในเวลา 24-48 ชั่วโมงย่อมเป็นไปได้สูงครับ

ที่ขำๆ บางทีก็ขำไม่ออกเหมือนกัน เพราะเห็นใจเจ้าของ ต้องบอกว่าเจ้าของต้องใจเย็นๆ และอดทนในการดูแลน้องหมาน้องแมวโรคไตพอสมควร อาทิเช่นอาหารโรคไตอาจจะต้องปั่นแล้วทยอยป้อนๆ ใส่ไซริงค์ หลายๆ ตัวที่ตอบสนองก็อยู่ไปได้อีกระยะหนึ่ง แต่ถ้าตัวไหนที่อาการหนักมากๆ บางทีวันรุ่งขึ้นก็เห็นผลเลยครับว่าน้องเค้าทนไม่ไหวแล้ว

นอกจากโรคไตแล้ว โรคลำไส้ก็ระบาดหนักมากๆ
ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงหนึ่งที่ผมเองรู้สึกเหนื่อยมากๆ กับน้องหมา เพราะมีเคสที่ป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบมากันมากมายเหลือเกิน และหลายๆ รายก็หนักหนา ร่อแร่เต็มที ต้องเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด

ใบ OPD ถูกส่งเข้ามาในห้องพักหมอ เขียนว่า สุนัขอาเจียนและท้องเสีย แน่นอนครับ คำว่า "ลำไส้อักเสบ" ย่อมผุดขึ้นมาในหัวหมอหลายๆ คนตอนนี้ทันที แล้วอาการไหนบ้างหล่ะที่ต้องสงสัย
-- กลุ่มอายุต้องสงสัย : เป็นพวกหมาเด็กๆ อายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง-2 เดือนขึ้นไป มักจะเป็นพวกที่ยังทำวัคซีนยังไม่ครบโปรแกรม (ช่วงอายุต่ำกว่า 6 เดือนจะเจอกันได้มากๆ ส่วนสุนัขที่อายุเยอะกว่านี้แล้ว อาจจะเป็นสาเหตุอื่นมากกว่า)
-- เริ่มมีอาการอาเจียน ตอนแรกก็อาเจียนเป็นอาหาร ต่อมาเริ่มอาเจียนเป็นฟองขาวๆ บางทีอาเจียนเอาพยาธิไส้เดือน (เป็นต้น) ออกมาด้วย
-- อุจจาระจากเดิมที่เป็นก้อน ก็เริ่มถ่ายเหลวมีเลือดปน สีอุจจาระเริ่มเข้มขึ้น และเริ่มเหลวขึ้น จากเหลวๆ บางทีเริ่มเป็นมูกๆ หรือบางทีก็พุ่งเป็นสีโอวัลตินเลย
-- อุณหภูมิร่างกาย ในช่วงแรกอาจจะปกติหรือผิดปกติก็ได้ แต่ที่แน่ๆ น้องหมาจะมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ทานอาหารได้น้อยลง (และอาเจียนออกมาตลอด)
-- เมื่อตรวจอุจจาระกับกล้องจุลทรรศน์ จะพบว่า มีเชื้อแบคทีเรีย และเม็ดเลือดแดงปนอยู่เป็นจำนวนมาก

การรักษาเบื้องต้น ที่สัตวแพทย์จะทำกันได้ ขึ้นอยู่กับอาการของน้องหมา ส่วนมากเจ้าของมักจะพามากันในระยะต้นๆ คืออาเจียนและท้องเสีย ส่วนมากคุณหมอจะฉีดยาปฏิชีวะนะคุมการติดเชื้อในทางเดินอาหาร และฉีดยาระงับการอาเจียนให้

แต่ถ้ายังคงมีอาการอาเจียนอยู่ไม่หยุด .... ก็จะต้องเริ่มให้น้ำเกลือ เพราะร่างกายน้องหมาเริ่มสูญเสียน้ำไปมาก รวมไปถึงปรับชนิดยาปฏิชีวนะ จากเดิมเป็นแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ก็อาจจะต้องให้ตัวอื่นที่สามารถคุมการติดเชื้อได้ดีกว่า เช่นยาที่ฉีดเข้าเส้นเลือดดำ

ในช่วงต่อมาอุณหภูมิร่างกายของน้องเค้าก็จะสูง อาจจะต้องมีการฉีดยาลดไข้ให้ หรือมีการเช็ดตัว ที่สำคัญต้องมีการเฝ้าดูแลอยู่ตลอดเวลา (แน่นอนว่า น้องหมาจะต้อง admit ครับ)

สิ่งที่ฟ้องว่าเป็นโรคลำไส้อักเสบแน่ๆ นอกจากกลิ่นอุจจาระที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว (คือเดินเข้ามาได้กลิ่นก็ฟันธงได้ จะเป็นอุจจาระกลิ่นคาวเลือด แบบว่าคาวสุดๆ) สามารถยืนยันได้โดยการใช้ชุดตรวจสำเร็จรูป (Canine Parvovirus และ Canine Coronavirus) และดัชนีที่ฟ้องแจ่มแจ้ง จากการตรวจค่าเม็ดเลือด ก็คือ ค่าเม็ดเลือดขาวของน้องหมาจะลดต่ำลงมากๆ อาจจะต่ำกว่าระดับ 2,000 (ค่าปกติอยู่หมื่นกว่าๆ) บางตัวอาจจะเหลือแค่ 500-700 ซึ่งโอกาสจะรอดก็มีแต่ก็ต้องดูแลดีๆ และขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อยาของน้องหมาเค้าด้วย โดยจะมีการฉีดยาเพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดเข้าไปช่วยอีกแรงหนึ่ง

ดังนั้น ใครที่เลี้ยงน้องหมา แล้วน้องเค้าเป็นโรคลำไส้อักเสบขึ้นมา ก็ต้องใช้เวลารักษากันพอดูหล่ะครับ อย่างน้อยก็ 3-4 วันขึ้นไป บางทีอาจจะนานเป็นสัปดาห์ ... ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ที่ครับ แต่ส่วนมากก็ถือว่าค่อนข้างสูงเพราะต้องมีการ admit นอนให้น้ำเกลืออยู่ตลอดเวลา น้องหมาจำนวนไม่น้อย ที่มีอาการดีขึ้น เริ่มมีเรี่ยวมีแรง หยุดอาเจียน หยุดถ่ายเหลวและทานอาหาร กลับบ้านได้ก็มีเยอะ แต่ที่ไม่รอดก็เยอะเช่นกัน

ซึ่งสุนัขที่ไม่รอดนั้น สาเหตุเด่นๆ อาจจะเกิดจากการดูแลที่ไม่ดี เช่นสุนัขไม่ได้รับสารน้ำที่เพียงพอ หรือไม่ได้รับเลย และเรื่องอุณหภูมิของร่างกายน้องหมา ถ้าเป็นไข้อุณหภูมิสูงมากๆ (มากกว่า 105 องศาฟาเรนไฮต์) อยู่ตลอดเวลา .... น้องเค้าก็ทนไม่ไหวเช่นกันครับ อีกส่วนหนึ่งที่ต้องคุมก็คือ การคุมการติดเชื้อแทรกซ้อนด้วยการให้ยาปฏิชีวนะเข้าไปคุม ....

สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เลยทำให้หมอใหม่ไฟแรงสูงอย่างผม แทบจะหมดเรี่ยวแรง ล้มหมอนนอนเสื่อเลยหล่ะครับ แต่ก็ได้รับประสบการณ์ในการรักษาสุนัขที่มีอาการแบบนี้มากพอสมควร และสุนัขหลายๆ ตัวที่ได้รับการรักษาก็มีอาการที่ดีขึ้น หลายๆ ตัวก็ได้กลับบ้านไปแล้ว

น้องหมามีความสุข เจ้าของก็มีความสุข
และหมอเองก็มีความสุขครับ

สุขใจที่ทำให้เค้าได้หายป่วย ได้อยู่สุขสบายและมีชีวิตอยู่ต่อไป นั่นเองหล่ะครับ ....


เอาเป็นว่าจบตอนที่ 3 แบบยืดเยื้อ อาจจะไม่ขำเท่าไหร่ ไว้เท่านี้แล้วกันนะครับ ถ้าหากมีโอกาสจะเขียนบล๊อกตอนที่ 4 คาดว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานรับปริญญาของผม ในช่วงสิ้นเดือนนี้ มาลงครับ

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ มีอะไรก็ติชมกันได้เสมอนะครับ




 

Create Date : 27 มิถุนายน 2550    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2550 0:47:59 น.
Counter : 1004 Pageviews.  

เรื่องขำๆ หมาๆ แมวๆ กับหมอสัตว์มือใหม่ไฟแรงสูง (ตอนที่ 2)

สวัสดีครับ จากตอนที่ 1 สมัยนู๊นนนน ....
ที่ผมเคยสัญญาว่า จะมาอัพเรื่องราวทุกๆ สัปดาห์

แต่สัปดาห์นั้น พอดีผมได้มีโอกาสหนีเข้ามาประชุมในกรุงเทพ ในงานประชุมวิชาการทางสัตวแพทย์ หรือที่เรียกว่า VPAT ที่จัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์



งานนี้ ผมก็ได้พบกับอาจารย์ พี่ๆ เพื่อนๆ มากมายทีเดียว เป็นงานเดียวที่ทำให้คนทำงานด้าน Clinician ได้มาพบปะกับเพื่อนๆ ที่ทำงานด้าน Sales แล้วก็มีเรื่องบรรยายดีๆ มากมาย ที่ทำให้ได้ประสบการณ์มากขึ้นครับ

พอกลับมาถึงเชียงใหม่ ก็ต้องลากยาวทำงานร่วมเกือบ 10 วันเพราะที่หนีไปกรุงเทพ เป็นการสลับวันหยุด เฮ่อ พูดถึงเรื่องวันหยุด และชั่วโมงการทำงาน ในสายงานสัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์ หรือคลินิค ก็พูดมากไม่ได้หรอกครับ อย่างผมเองก็เป็นหมอน้องใหม่ อ่อนประสบการณ์ อำนาจต่อรองต่างๆ ก็ค่อนข้างน้อย และผมเองก็ค่อนข้างพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ครับ

ก็อาจจะไม่แปลกนะครับ ถ้าหากใครๆ ไปคลินิคสัตวแพทย์ตอนเช้า เอาน้องหมาไปฝากรักษาไว้ แล้วตอนกลางคืนไปรับ อาจจะเจอคุณหมอคนเดิม หรือรักษาติดกันซัก 6 วันก็อาจจะเจอหน้าคุณหมอมารักษา จนกระทั่งเจ้าของสัตว์บางรายถามว่า คุณหมอค๊ะ คุณหมอเอาเวลาไหนไปพักผ่อนเหรอค๊ะ?

ผมเองทำใจตั้งแต่เลือกสายงานด้านนี้แล้วหล่ะครับ ว่าการทำงาน 10-12 ชั่วโมง/วัน จำนวน 6 วัน/สัปดาห์ กลายเป็นมาตรฐานของอาชีพด้านนี้ไปแล้ว ยิ่งทำงานด้านเอกชน ก็จำเป็นหน่ะครับทางเลือกมีน้อย แต่ผมก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรนะครับ เพราะวันหยุดผมก็ได้หยุดจริงๆ จังๆ นอนตีพุงขึ้นอืดอยู่บ้านได้ ไม่ต้องโดนเรียกให้ไปทำอะไรอีกในวันหยุด ....

เข้าเรื่องกันดีกว่าเนอะ ....
เรื่องขำๆ น้องหมาน้องแมว กับหมอใหม่ไฟแรงสูงอย่างผม ก็มีกันอยู่เนืองๆ ครับ ประสบการณ์ดีๆ และประสบการณ์ที่ต้องนำไปปรับปรุงตัวเอง ก็มีเยอะเหมือนกัน ผมขอคัดออกมานำออกอากาศแล้วกันนะครับ

เรื่องแรก ... น้องหมาแพ้วัคซีน



ตอนที่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ ได้ประมาณ 3 สัปดาห์แรก ตอนนั้นได้แต่ดูพี่ๆ เขารับเคส ผมก็เลยได้เห็นอาการสุนัขแพ้วัคซีน ซึ่งจะเป็นค่อนข้างเฉียบพลัน หลังจากที่ฉีดวัคซีน ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นวัคซีนรวมพิษสุนัขบ้า (วัคซีน Hexadog ของ Merial -- โอกาสเกิดน้อยมากคือราวๆ ซัก 3-4 ตัวในน้องหมา 1,000 ตัวที่มาทำวัคซีน แต่ก็ขึ้นอยู่กับความไวของสุนัขแต่ละตัวด้วยเช่นกัน) กรณีน้องหมาตัวเล็กๆ คุณหมอมักจะลดปริมาณวัคซีนให้ ... โดยการแพ้วัคซีนนี้ไม่ใช่แพ้เชื้อในวัคซีน แต่แพ้สารสื่อนำในวัคซีนครับ

อาการที่เห็นได้ก็คือ ... น้องเค้าก็จะหน้าบวม ซึมไปแบบทันตาเห็น เปิดเหงือกมาก็จะซีด ซึ่งจะเห็นได้ชัดและเร็วมากๆ ในขณะที่เจ้าของสัตว์กำลังรอจ่ายเงินอยู่นั่นเองแหล่ะครับ .... ส่วนมากสัตวแพทย์จะต้องบอกผลข้างเคียงของวัคซีน และโอกาสการแพ้สารสื่อในวัคซีนอยู่แล้ว .... จึงเป็นเคสแรก ที่ทำให้ผมรู้ว่า เวลาเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น จะต้องทำอย่างไร แก้ไขปัญหาอย่างไร เพื่อให้น้องกลับมาร่าเริงเหมือนเดิม ...

ผ่านไปไม่ถึงเดือนครับ ....
.... ค่ำคืนวันหนึ่ง อีกครึ่งชั่วโมงร้านกำลังจะปิดแล้ว (เป็นเวลาที่หมอหลายๆ คนรอคอย เพราะทำงานกันมาร่วม 10 ชั่วโมงแล้ว ... ถ้ามีเคสตลอดก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าไม่มีเคสเลย ก็จะรู้สึกว่าเวลานั้นยาวนานมากทีเดียว) .... ก็มีพี่ผู้ชายคนหนึ่ง หิ้วน้องหมามาทำวัคซีน ...

เคสนี้ ผมนัดมาเองแหล่ะครับ เพราะผมจำได้ว่า พี่ผู้ชายคนนี้ เป็นหัวหน้าครอบครัว ที่มีภรรยาที่น่ารักมากๆ และลูกๆ ที่น่ารัก พาน้องหมาพุ๊ดเดิ้ล 2 ตัวมาทำวัคซีนครั้งแรก เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ..... น้องหมา 2 ตัวน่ารักมากๆ เจ้าของก็น่ารัก ให้ทายขำๆ ว่าตัวไหนชื่ออะไร ... น้องชื่อน้องน้ำชา และ น้องกาแฟ ครับ ... ดูสีตัวก็บอกได้แล้วว่า ตัวไหนคือน้ำชา (สีจางกว่า) และน้องกาแฟ (สีเข้มกว่า) ... ครั้งแรกผมก็ฉีดวัคซีนหวัดและหลอดลมอักเสบ (วัคซีนตัวแรก) ไป ซึ่งก็ไม่มีปัญหา กลับบ้านร่าเริงดีทั้ง 2 ตัว ...

วันนี้น้อง น้ำชา-กาแฟ กลับมาแล้ว กำหนดนัดเป็นวัคซีนรวมพอดี (เป็นวัคซีน Tetradog ของ Merial ต่างจาก Hexadog ตรงที่ไม่มีวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า) จะต้องฉีดกระตุ้นตามโปรแกรม 2 ครั้ง ก่อนไปฉีดวัคซีนรวมพิษสุนัขบ้า ซึ่งตอนนั้น น้องเค้าก็จะอายุครบ 3 เดือนพอดี ผมก็ทำการตรวจร่างกาย จนเช็คว่าน้องเค้าพร้อม (ซึ่งน้องทั้ง 2 ก็ตื่นตัว วิ่งเล่นสนุกสนานร่าเริงมากๆ) แล้วผมก็ทำการฉีดวัคซีน โดยลดขนาดปริมาณวัคซีนลง (เพื่อลดโอกาสเกิดการแพ้)

ผมส่งลูกค้าไปรอด้านหน้า รอชำระเงิน กลับมาเขียน OPD ใบทำวัคซีน ฯลฯ ออกมาตรงเคาน์เตอร์ เพียงแป๊บเดียวเท่านั้นหล่ะ คุณพี่เจ้าของทักว่า "หมอครับ ฉีดวัคซีนนี่แล้วทำให้น้องหมาซึมด้วยเหรอครับ" ... ผมก็เห็นน้องกาแฟนอนซมไป ส่วนน้องน้ำชาก็ยังวิ่งเล่นอยู่ ....

ผมเริ่มเอะใจ เห้ย สงสัยจะแพ้วัคซีนแฮะ รีบไปหาน้องกาแฟ เปิดเหงือกดู ... แว๊กก เหงือกซีด แพ้วัคซีนแน่ๆ รีบพาเข้าห้องฉุกเฉินโดยพลัน การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นก็คือการให้สารน้ำ ฉีดยากลุ่มกันช๊อค และยาแก้แพ้ครับ ..... และอาจจะให้ดมออกซิเจนซักนิดหน่อย ....

พี่เจ้าของดูเครียดมากทีเดียว ผมก็ได้อธิบายสรุปได้ว่าอาการนี้คืออาการแพ้สารสื่อในวัคซีน ซึ่งขึ้นอยู่กับสุนัขแต่ละตัว บางตัวอาจจะไวต่อสารสื่อ อาทิเช่นน้องกาแฟ แต่ส่วนมากก็จะไม่มีความผิดปกติอะไร อย่างน้องน้ำชาที่วิ่งเล่นร่าเริงเหมือนเดิมเด๊ะ .....

ผมก็เฝ้าดูอาการราว 20 นาที น้องกาแฟเริ่มดีขึ้น เหงือกกลับมาเป็นสีชมพูสดใส เริ่มลุกเดิน จิบน้ำและอาหารได้ ... เพียงครึ่งชั่วโมง ก็วิ่งเล่นสดใสร่าเริงเหมือนไม่เคยมีอาการแพ้วัคซีนเลย .... เจ้าของเองก็แฮปปี้มาก แต่ผมก็เขียนระบุไว้ใน OPD เลยว่า น้องกาแฟเค้าแพ้วัคซีนตัวนี้ ซึ่งตอนนี้ก็จะมีวัคซีนตัวใหม่ที่พัฒนาเพื่อลดโอกาสการเกิดการแพ้วัคซีนมากขึ้น(พร้อมกับราคาที่สูงขึ้นมาอีกหน่อย) ก็ได้แนะนำให้เจ้าของ แล้วก็ฉีดในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา ซึ่งก็ไม่เป็นอะไรครับ .... เจ้าของมีความสุข หมออย่างเราก็มีความสุข เนอะ ...



เรื่องที่สอง .... น้องหมากะน้องหมอชื่อเหมือนกัน!!!

เคสนี่ก็ตลกดีครับ เมื่อเคาน์เตอร์ด้านหน้าส่ง OPD มาให้ สมมุติว่าน้องชิสุห์ตัวนี้ชื่อน้อง ยุ่งยิ่ง ละกัน ....

แล้วน้องหมอใหม่อย่างผม มีชื่อว่ายุ่งชะมัด ... หรือว่าหมอยุ่งนั่นเอง (ความจริงคือ น้องหมาตัวนี้ชื่อเหมือนกับชื่อจริงของผมเลย หุหุ) วันนี้มาฉีดยาป้องกันพยาธิหนอนหัวใจ ซึ่งเป็นเคสที่แบบว่า หมอใหม่ก็ทำได้

ผมก็เริ่มคิดมุขจะไปทักทายเจ้าของ เปิดประตูห้องตรวจก็ทักทาย เจ้าของก็ดูขำๆ ดีที่น้องหมาเขา ชื่อเหมือนกับเจ้าของ .... ผมก็เล่นๆ กับเค้าไปตรวจไป ชื่อเหมือนกันก็ใจเย็นๆ ให้หมอยุ่งตรวจหน่อยนะจ๊ะ น้องยุ่งยิ่ง ...

แล้วผมก็จะหลุดขำมากๆ ตอนที่เจ้าของบอกว่า "นี่ไอ้ยุ่งอย่าดิ้นสิ" .... ผมก็แซวขำๆ บอกว่า เอ่อ "ถ้าหมอไม่ดิ้น หมอจะรักษาได้ไหมครับ" (เจ้าของก็ขำๆ) เคสนั้นก็ตลกโปกฮามากทั้งหมอ ทั้งเจ้าของ

ปรากฎว่าวันนั้นผมต่อมฮาแตกมากๆ พอจบเคสแล้ว กลับมาคุยกับพี่หมอ ก็มาคุยกันว่าใครเคยเจอน้องหมาชื่อเหมือนชื่อเล่นตัวเองบ้าง ... ก็มีอยู่เนืองๆ นะครับ ผมคิดว่า คราวหน้าผมทำสถิติรายชื่อน้องหมายอดนิยมดีกว่า อิอิ .....



เรื่องที่สาม .... ตรง ตรง

ไม่ใช่แพคเกจของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเจ้าไหนนะครับ แต่พูดถึงการพูดจาตรงๆ ของเจ้าของ ...

ซึ่งบางที ก็ทำให้หมอใหม่ไฟแรงสูงอย่างผมสะอึก เอาแบบขำๆ นะครับ .... บ่ายวันหนึ่งผมก็เข้าห้องตรวจ รู้สึกวันนี้จะต้องเข้ามาตรวจน้องหมาที่เป็นโรคผิวหนัง ...

เจ้าของรายนี้ มากัน 2 คน พี่หมอเคยบอกไว้แล้วว่า พี่เค้าเป็นคนที่พูดตรงมากๆ ถ้าชอบก็บอกชอบ ถ้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ บอกกันตรงๆ (เอาหล่ะหว่า... เสียววุ้ย)

ผมเข้าห้องตรวจปั๊บ ... พี่แกทักก่อนเลยว่า "หมอใหม่หรือเปล่าเนี่ยะ ไม่เคยพบเคยเห็น????" ผมก็สะดุ้งเล็กน้อย ก็บอกว่าเป็นหมอใหม่ของที่นี่ครับ (ไม่ได้บอกว่าจบใหม่) ผมก็เริ่มเก๊กขรึม ทำการตรวจรักษา ซักประวัติ แล้วก็ตรวจผิวหนังอย่างมั่นใจ

ผมตรวจไป พี่แกก็คุยเล่นไปเรื่อยแหล่ะ บอกว่าน้องหมาเมืองตัวที่ผมตรวจอยู่เนี่ยะ "มันเป็นหมาเกย์นะหมอ .... ไม่เคยขึ้นตัวเมีย และที่สำคัญมีตัวผู้ตัวอื่นมาช้าก-ว่าวให้เป็นประจำ" ..... เอ่อ เอ่อ ตรง ตรง จริงๆ วุ๊ย ....

แต่ดูท่าทางพี่ 2 คนนี้ก็เป็นมิตรดีนะครับ ผมก็เริ่มตรง ตรง กับแกแบบเล่นๆ บ้าง ซึ่งแกก็ดูขำขำดี แล้วก็อธิบายการรักษาอย่างจริงจังละเอียดทีเดียวเชีย แล้วก็มาจ่ายยาเพิ่มเติม .....

ตรงเคาน์เตอร์ พี่แกก็ย้ำถามว่า "นี่หมอเป็นหมอใหม่หรือว่าจบใหม่กันแน่เนี่ยะ" .... ผมก็ย้ำว่าผมเป็นหมอใหม่ของที่นี่ครับ พี่แกก็เล่นๆ ผมแล้วหล่ะ แกก็เข้าใจว่าผมเคยทำงานที่อื่นมาก่อนแล้วเพิ่งมาทำงานที่นี่ (เพราะผมตอบไปว่า ทำงานที่นี่มาได้ 2 เดือนกว่าๆ) พี่แกก็ยิ้มๆ บอกผมว่า "สนุกดีจังได้แกล้งหมอใหม่ ... แล้วจะมาแกล้งอีกนะ" (แบบว่า ฝ่ายการเงินที่นั่งตรงเคาน์เตอร์นี่แอบขำกันสุดๆ ... เพราะใครก็รู้ว่าผมเป็นหมอใหม่ จบใหม่แกะกล่องเลย)

จริงๆ มีเรื่องราวเยอะกว่านี้แหล่ะครับ แต่ผมรู้สึกผิด ที่ไม่ได้อัพเดตเรื่องราวเลย ไว้คราวหน้า (ไม่ระบุเวลาแน่ชัดดีกว่า) จะมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ต่อแล้วกันนะครับ

ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบครับ




 

Create Date : 17 มิถุนายน 2550    
Last Update : 17 มิถุนายน 2550 0:51:43 น.
Counter : 3609 Pageviews.  

เรื่องขำๆ หมาๆ แมวๆ กับหมอสัตว์มือใหม่ไฟแรงสูง (ตอนที่ 1)

สวัสดีครับ .... หลังจากที่ผมได้เรียนจบสัตวแพทย์ หลังจากที่ได้ร่ำเรียนมานานถึง 6 ปี มาหมาดๆ เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2550 ที่ผ่านมา

ก็ได้เริ่มงานที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ตอนนี้ก็ได้เดือนกว่าแล้วหล่ะครับ ก็ยังคงเป็นหมอน้องใหม่ที่เพิ่งจบประสบการณ์ยังไม่มากมายเมื่อเทียบกับพี่หมอที่จบมานานกว่า ซึ่งก็เป็นเวลาที่ผมจะต้องสั่งสมประสบการณ์ต่างๆ มากขึ้น และการทำงานก็จะคล่องแคล่วขึ้นนั่นเองครับ

ในแต่ละสัปดาห์ก็มีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทีเดียว ผมเองก็เลยอยากจะเล่า แล้วก็อยากจะบันทึกเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละสัปดาห์ เก็บมาเล่าในวันหยุด(อันมีค่า) ของผม นั่นก็คือ วันศุกร์ ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของผมนั่นเอง (ผมทำงานอาทิตย์ละ 6 วันได้หยุดทุกวันศุกร์ครับ) แล้วผมก็จะพยายามมาเล่าประสบการณ์ทุกๆ วันศุกร์แล้วกันนะครับ

ความเดิมจากตอนที่แล้ว
++ 1 เดือนแรกกับหมอสัตว์คนใหม่ ++
คลิ๊กไปเลยครับ



จากตอนที่แล้ว ผมได้เล่าเรื่องน้องจาจา คุณแม่ไซบีเรียนที่มามาฝากคลอดที่นี่ แล้วผมก็เลยได้นอนค้างเฝ้าแม่เฝ้าคุณลูกที่น่ารัก 5 ตัวด้วยกัน .... เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ คุณแม่คุณลูกก็กลับไปแล้วหล่ะครับ

แต่ผมก็ต้องข้องเกี่ยวกับน้องหมาไซบีเรียนอีกแล้วหล่ะครับ....

เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยวันฉัตรมงคล เป็นวันที่เชียงใหม่ฝนตกพรำๆ สัปดาห์นี้เคสที่เข้ามาไม่ค่อยเยอะมากเท่าไหร่ เพราะว่าฝนตก ใครอยากจะพาน้องหมาน้องแมวฝ่าฝนมารักษาหล่ะเนอะ (เห็นว่าเป็นอย่างนี้ทุกที่)

เจ้าไซบีเรียนโหดดด
ตัวแรก เป็นน้องไซบีเรียนโหด ตัวใหญ่แล้วหล่ะครับ แต่เป็นขี้เรื้อน แล้วเคยได้รับการรักษาจากที่อื่นด้วยการได้ยาทาน แต่ด้วยความที่คนเลี้ยงที่บ้านมีกัน 2 คนก็เลยผลัดกันป้อนยา ไปๆ มาๆ เจ้าไซบีเรียนตัวนี้ก็เลได้รับยาที่เกินขนาด .... ก็เลยได้มานอนให้น้ำเกลือ และรักษาที่นี่ ..... ส่วนตัวผมเองไม่ได้เป็นคนรับเคสนี้ จึงได้ดูแลอยู่ห่างๆ ดูเรื่องการไหลของน้ำเกลือ การให้ยา และอาหาร ...

น้องจ๋า ทำไมโหดกับพี่หมออย่างนี้หล่ะจ๊ะ แค่น้ำเกลือไม่ไหล พี่จะไปทำให้ไหล ก็จะแง่มพี่ซะแว๊ววว ดังนั้นเวลาไปดำเนินการอะไรกับน้องหมาตัวนี้ ก็ต้องพาผู้ช่วยไปจัดการกัน เป็นน้องหมาที่ทานอาหารเก่งมาก ...

แต่ที่แย่ก็คือ ถ้าให้อาหารมากไป ก็จะใช้เท้าเตะชามข้าวกระเด็น อาหารหกเรี่ยราดเต็มพื้นเลยหล่ะครับ แต่สุดท้าย เริ่มมีฤทธิ์มากขึ้น จนน่าจะกลับบ้านได้แล้วก็ส่งกลับบ้านไปพร้อมกับจ่ายยาไปให้ทานที่บ้าน เรียบร้อย

เจ้าไซบีเรียนน้อย
ยังไม่จบเรื่องของไซบีเรียนครับ ..... ยังมีไซบีเรียนอีกตัวหนึ่ง .... ตัวนี้น่าสงสารมากๆ ยังเป็นลูกไซบีเรียนตัวยังไม่โตมากนัก ... แต่ถูกรถชนที่ศีรษะมา ... ผมขอเรียกว่าเจ้าไซบีเรียนน้อย ก็แล้วกันครับ

อาการแลดูย่ำแย่มาก ในวันที่มาถึง โดยเจ้าของได้นำไปรักษาที่อื่น แล้วพามารักษาและ admit ต่อที่นี่ พี่หมอที่รับเคสนี้ประเมินว่าอาการย่ำแย่มาก อาจจะไม่รอดในคืนแรกด้วยซ้ำไป เพราะน้องนอนหลับแบบไม่ได้สติ หายใจหอบถี่ๆ ก็ได้ให้ยาแล้วก็ให้น้ำเกลือไป

แต่ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น น้องก็ยังอยู่ ท่าเดิม ที่สำคัญยังคงหายใจแต่หายใจดีขึ้น ที่สำคัญ ตอนบ่ายๆ เริ่มที่จะดิ้นไปดิ้นมา แต่เนื่องด้วยเจ้าไซบีเรียนน้อย ถูกชนที่ศีรษะ จึงทำให้มีปัญหาด้านระบบประสาท ไม่สามารถวางเท้าได้ สองขาหน้เหยียดเกร็ง ส่วนสองขาหลังไม่มีเรื่ยวแรง (ถ้านึกถึงคน ให้นึกถึงคนที่ได้รับการกระทบกระเทือนที่สมอง แล้วเป็นอัมพฤต-อัมพาต นะครับ)

เจ้าไซบีเรียนน้อยตอบสนองต่อยาดีมากๆ อาการจึงดูดีขึ้นทุกวัน จากเดิมที่นอนอยู่เฉยๆ ก็เริ่มรู้สึกตัวมากขึ้น เริ่มหมุนตัว พลิกตัวได้ .... แต่ก็ยังคงนอนให้น้ำเกลืออยู่ แล้วทีนี้ พลิกไปพลิกมา สายน้ำเกลือก็พันตัวเอง ร้องจ๊ากกกลั่นโรงพยาบาล ....



แววตาของน้องเริ่มสดใส แม้ตาข้างขวาจะดูเล็กกว่าตาข้างซ้าย และมีอาการทางประสาทเล็กน้อย น้องเริ่มพยายามนั่งครับ ใช้ขาหน้าที่มีเรี่ยวแรงยันพื้นกรง แต่นั่งไม่ได้ ก็ล้มลงทุกที ด้วยความที่ผมเห็นว่าขาหน้าเหยียดเกร็ง และขาหลังไม่มีแรงเอาซะเลย .... วิธีการกายภาพบำบัดจึงถูกนำเข้ามาช่วยครับ (เหมือนแบบของคน) โดยการช่วยเหยียด-หดขา เป็นการกระตุ้นประสาท และไม่ทำให้กล้ามเนื้อเหยียดเกร็งอยู่ตลอดเวลา

ในที่สุด น้องก็นั่งแบบเอาตัวพิงผนังกรงได้ และที่สำคัญ เมื่อลองให้อาหารก็เริ่มทานข้าวได้ กินเก่ง กินเยอะ อย่างกับจะปล้นกันเลยทีเดียว เวลาป้อนก็ต้องจับหัวยกขึ้นแล้วก็ต้องพยุงหัว ส่วนมืออีกข้างจับถ้วยอาหาร เพราะน้องจะทำท่าแบบฉกกินอาหารในถ้วย (เลยยังแซวว่าเป็นงูพันธุ์ไซบีเรียนหรือเปล่าเนี่ยะ) .... ไซบีเรียนน้อยมีแววตาสดใสมากขึ้น เจ้าของก็ดูแฮปปี้มากขึ้น ที่เริ่มเห็นเจ้าไซบีเรียนน้อย รู้สึกตัวและพยายามที่จะช่วยเหลือตนเอง แม้อาจจะไม่เหมือนเดิม ซึ่งการรักษาด้านระบบประสาทจะใช้เวลานานพอสมควร จะค่อยๆ ดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ....

อ้อ ผมเกือบลืมบอกไปว่า .... ที่หูเจ้าไซบีเรียนน้อยทั้ง 2 ข้างมีขี้หูเยอะมากๆ ครับ จึงน่าสงสัยได้ว่าอาจจะมีไรในหู ก็เลยจัดการเช็ดทำความสะอาดหู เมื่อนำขี้หูไปส่องตรวจในกล่องจุลทรรศน์ ก็พบว่า มีไรในหูจริงๆ ด้วย กระดื๊บๆๆ



ก็เลยได้มีการหยอดยาฆ่าเชื้อในหู ทุกวัน จนกระทั่งหูสะอาดดี น้องหมามีความสุข แล้วก็เจ้าของน้องหมาก็มีความสุข รับเจ้าไซบีเรียนน้อยกลับไปทานยาต่อที่บ้านเมื่อวานนี้เองหล่ะครับ

พาไปดูภาพน้องหมาน้องแมวตัวอื่นๆ ในสัปดาห์นี้กันบ้างดีกว่าเนอะ .....

ภาพแรกก็เป็นน้องแมวที่มาทำหมันกันเป็นแก๊งค์ 3 ช่า ช่วงเวลาที่ฟื้นจากยาสลบอาจจะมีอาการงัวเงียแล้วก็มีพฤติกรรมแปลกๆ ไปบ้าง ....

ช่วยเอาช้านนออกไปที......


อีกตัวหนึ่ง ก็เป็นน้องแมว.... มาผ่าคลอดครับ แต่ว่ามีน้องแมวแค่ตัวเดียวเองนะครับ .... ก็เลยพาคุณลูกมาถ่ายรูปคู่กับคุณแม่ซักกะหน่อย เสร็จแล้วก็พาไปนอนกกไฟต่อ



เสร็จแล้วพาไปดูแมวเปอร์เซียพันธุ์โหดกันบ้าง .... เป็นน้องแมวที่มีปัญหาเรื่องทางเดินปัสสาวะ น้องเขาเป็นนิ่วหน่ะครับ .... แต่การที่จะจับขึ้นมาดำเนินการรักษาอะไรซักอย่างหนึ่งก็ ยากเย็นเหลือเกิน ครั้นจะทำอะไรที่รุนแรงกับน้องแมวมากก็ไม่ได้

เพราะแมวเป็นสัตว์ที่ ถ้าถูกพันธนาการมากๆ เข้าอาจจะช๊อคและเสียชีวิตได้ครับ เวลาทำอะไรก็จะต้องค่อยๆ ละมุนละม่อม ..... แต่น้องก็ดุอย่างเสือเลยนี่


น้องลูกแมวอีกตัวหนึ่ง มากัน 2 ตัว มีปัญหาเรื่องเกร็ดเลือดต่ำ น้องตัวหนึ่งอาการหนักกว่า นอนซมไปเลย ส่วนตัวนี้ ดูตอบสนองต่อยามากกว่า ก็เลยดูสดใสร่าเริง ดีขึ้นเยอะมากกว่า รูปแรกๆ ก็ดูยิ้มน่ารักดีอยู่หรอก แต่ถ่ายไปซัก 2 รูปแล้ว ก็เริ่มทำท่าเซ็งแล้วหล่ะว่า ถ่ายรูปชั้นอยู่นั่นแหล่ะ


ปิดท้ายด้วยน้องหมา .... ที่มาฝากคลอดเมื่อคืนครับ ... ก็จะมีคุณหมอมานอนเฝ้าค้างคืนช่วยคลอดให้ ...เป็นเจ้าปั๊กน้อยนั่นเอง ..... จบเรื่องราวสัปดาห์นี้ไว้เท่านี้นะครับ



ไว้มาต่อสัปดาห์หน้าครับ




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2550 16:41:48 น.
Counter : 2778 Pageviews.  

1  2  3  

ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.