รวมมิตรเรื่องท่องเที่ยว และ สายการบิน
Group Blog
 
All Blogs
 
เรื่องขำๆ หมาๆ แมวๆ กับหมอสัตว์มือใหม่ไฟแรงสูง (ตอนที่ 4) : หมอใหม่รับปริญญา

สวัสดีครับ ตอนนี้ก็เป็นตอนที่ 4 ที่ผมได้เขียนเรื่องราวขำๆ (และไม่ขำ) เกี่ยวกับ หมอสัตว์มือใหม่ สดๆ ซิงๆ กับน้องหมาน้องแมวมากมาย แต่ตอนนี้อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องน้องหมาน้องแมวมากนัก .... เพราะตอนนี้มีชื่อว่า
"เมื่อหมอสัตว์มือใหม่ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร"



ตอนนี้ตามที่สัญญาไว้กับตอนก่อนว่า จะพูดถึงเรื่องงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ผมได้มีโอกาสเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร สัตวแพทยศาสตรบัณฑิต ได้เป็นหมอซักที เหลือแต่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ชั้น 1 ที่จะได้รับต้นเดือนหน้าเท่านั้นเอง (ตอนนี้เป็นหมอเถื่อนอยู่ครับ ลูกค้าก็ถามหาว่า ทำไมคุณหมอไม่มีใบอนุญาต ... ก็เลยตอบว่า จะมีแน่ๆ ครับแต่ตอนนี้ สัตวแพทยสภากำลังจะอนุมัติ เนื่องด้วยปัญหาทางเอกสารของผมนิดหน่อย ... แต่ตอนนี้ผมมีปริญญา สพ.บ. แปะข้างฝาบ้านแล้วนะ )

การรับปริญญาของ ม.เกษตร ก็จะต้องแบ่งวันไปจัดการงานอยู่ 3 วัน ได้แก่วันซ้อมย่อย วันซ้อมใหญ่ และวันรับจริง .... แหง๋หล่ะครับ งานสัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์อย่างผม วันหยุดในแต่ละเดือนก็น้อยมากๆ และเกือบทุกที่ ที่ลูกจ้างอย่างเราๆ ก็จะต้องทำงานชดใช้กรรม เอ้ย ทำงานชดเชยวันหยุดที่เสียไป

อย่างตัวผมเอง ก่อนที่จะลาหยุดรับปริญญา 5 วันก็ทำงานแบบว่าหัวฟูมา 14 วัน non-stop ซึ่งพี่ๆ ที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้แหล่ะครับ ทำงานชดใช้ไปก่อน แล้วค่อยร่าเริงทีหลัง หลังจากรับปริญญาเสร็จ ก็มาทำงานชดใช้หัวฟูเช่นเคย

อีกทั้งลางานนานกว่านี้ก็ไม่ได้ครับ เพราะพี่ๆ หมอคนอื่นที่เหลือเค้าก็จะไม่ได้หยุด พอผมกลับไปทำงานพี่ๆ เค้าก็จะได้สลับกันหยุดบ้าง ตามประสาโรงพยาบาลสัตว์ที่อยู่ในสถานะ "หมอขาดแคลน" แถมผมเองก็ต้องโอน case ที่ดูแลอยู่ให้พี่ๆ ช่วยดูแลต่อให้ ซึ่งก็มีอยู่หลายราย ต้องโบกมือบ้ายบายก่อนที่ผมจะบินหนีเข้ากรุง มารับปริญญา

ว่าด้วยเรื่องครุยของคณะสัตวแพทยศาสตร์
ในแต่ละสถาบันก็จะมีความแตกต่างกันไปครับ อย่างจุฬา กับขอนแก่น ก็จะเป็นชุดสีขาว ส่วน เกษตรและเชียงใหม่ จะเป็นครุยสีดำ สวมสูททับด้านใน (อย่างร้อน) มี hood แถบสีฟ้าหม่นขนาดใหญ่ และแถบเล็กๆ สีเขียว (ม.เกษตร) หรือแถบสีม่วง (ม.เชียงใหม่) บ่งบอกสถาบันที่ได้ร่ำเรียนจบมา อย่างในภาพนี่ก็เป็นตัวผมเองที่จบ ม.เกษตร



ภายใต้ครุยอันหนาเตอะนี้ ประกอบไปด้วยชุด 3 ชั้น คือครุยสีดำ พร้อม hood อันหนักอึ้ง (ปวดไหล่ ), ชุดสูทสีกรมท่า และกางเกงสแลก ภายใต้สูทเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกไท้สีดำ ... ร้อนฉ่าเลยแหล่ะครับ

ข้อดีของผู้ชายก็คือ ไม่ต้องแต่งหน้าทำผมอะไรมากมาย อย่างมากผมเองก็แค่โบ๊ะเจลให้มากขึ้นอีกนิด .... แต่ของผู้หญิงเค้าก็จะใส่ชุดที่บางเบาสบายกว่าผู้ชายเยอะ คือ ภายในชุดครุยของพวกเธอ ก็จะเป็นชุดนิสิตหญิงเท่านั้นเอง เบาสบายกว่า แต่พวกเธอก็ต้องเหน็จเหนื่อยกับการตื่นตั้งแต่เช้า หลายรายตื่นมาตั้งแต่ตี 4 เพื่อแต่งหน้าทำผม

เห็นแล้วนึกถึงเพื่อนๆ ที่จบจุฬา ใส่ครุยแบบซีทรูจริงๆ เลย น่าจะเบาสบายไม่ร้อน(มาก)

วันซ้อมย่อย : ซ้อมกันที่คณะ มีอาจารย์หลายท่านมาช่วยซ้อมให้ เริ่มจากการฟังบรรยายมีพาวเวอร์พ้อยท์นำเสนอ ก่อนที่จะให้จับคู่ซ้อมกันเอางาน .... ผมก็โดนบ่นว่าเอางานไม่สวย ก็พยายามซ้อมอยู่

ที่ขำมากก็คือ อาจารย์บอกว่า ตอนทำงานหน่ะ เวลาเค้าส่ง OPD มาให้ก็ซ้อมรับกะ OPD ซะ ... เอาให้คล่องมือ จะขอให้ผู้ช่วยสัตวแพทย์ ช่วยหน่อยก็ได้ ผมก็เลยใช้มุขนี้หล่ะ ในการซ้อมรับปริญญาในที่ทำงาน (เห็นแก๊งค์สาวๆ ประชาสัมพันธ์เคาน์เตอร์ด้านหน้าขำกันใหญ่)

วันซ้อมใหญ่ : ทุกคนใส่ชุดครุยเต็มยศ ... ผมเองก็ยังแต่งตัวใส่ครุยไม่เป็นหรอก เพราะว่าแถบ hood ด้านหลังจะต้องถูกรวบและตรึงไว้ (ก็ต้องหาคนช่วย) แล้วในที่สุดก็ได้เพื่อนๆ ช่วยกันแต่งตัวจนออกมาดูได้ (แฮ่ๆๆ) วันแรกนี้ ก็ยังคงสบายๆ ครับ เอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เข้าหอประชุม (อาคารจักรพันธุ์เพ็ญศิริ) ได้ก็เลยขอเอากล้องดิจิตอลถ่ายภาพบรรยากาศตอนซ้อมซักกะหน่อย


(เดินอยู่ในขบวนก็ถ่ายรูปซักหน่อยแล้วกัน)

วันซ้อมก็ทำเหมือนจริงแหล่ะครับ แลดูสนุกสนานแต่ "หิวมากกก" กว่าจะได้กินข้าวก็ล่วงเลยไปบ่ายโมงกว่า (ข้าวเช้าไม่ได้กิน) พอดีทางสมาคมนิสิตเก่าสัตวแพทย์ มก. จัดงานเลี้ยงฉลองบัณฑิตใหม่ก็เลยมีที่ฝากท้อง ฟังโอวาทจากพี่ๆ และชมการแสดงจากน้องๆ (ที่แบบว่าฮามาก -- คิดได้ไงเนี่ยะ) จากนั้นก็ถ่ายรูปๆๆ



ถ่ายรูปวันซ้อมใหญ่ก็ดีครับ ตรงที่คณะคนจะไม่เยอะมาก ถ่ายรูปสะดวก จะโพสต์ท่าถ่ายเดี่ยวกี่ครั้งก็ได้ หุหุ สบายแฮ ไปถ่ายรูปสถานที่สำคัญๆ ในมหาวิทยาลัยคนก็ยังไม่เยอะมาก ๆ

ที่สำคัญ งวดนี้ผมก็ขอใช้แรงงานน้องๆ ถ่ายรูปให้หน่อย ไมได้จ้างช่างเป็นพิเศษ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ
ข้อดี : ประหยัดตังค์, เลี้ยงข้าวน้องๆ หน่อย โดยน้องเค้าก็เต็มใจมาถ่ายให้
ข้อเสีย : บางรูปถ่ายเสียแล้วเสียเลย, ให้ถ่ายซ้ำๆ ก็เกรงใจไม่อยากสั่งมาก, บางมุมอาจจะไม่เด็ดเท่าช่างกล้อง แต่ถ้าไม่คิดอะไรก็ถือว่าน้องๆ เค้าทำได้ดีมากแล้ว

วันรับจริง : 24 กรกฎาคม 2550 คณะสัตวแพทยศาสตร์เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นวันแรกสุด จากทั้งหมด 4 วัน โดยจะขึ้นรับเป็นคณะที่ 5 ครับ

เห็นว่าสาวๆ ตื่นกันตั้งแต่ตี 4-5 มาแต่งหน้า ถึงคณะตั้งแต่ก่อนฟ้าสางด้วยซ้ำไป ส่วนตัวผมนั้นหน่ะเหรอครับ ตื่น 7 โมง เหอๆๆ อาบน้ำแต่งตัวใส่เจลแป๊บเดียว ออกมาได้แล้ว พร้อมถ่ายรูป ... วันจริงก็ต้องมีคุณพ่อ-คุณแม่-น้องสาวผมมาด้วย โดยมีน้องสาวเป็นช่างภาพส่วนตัว ใช้งานได้แบบไม่ต้องเกรงใจ... (เพราะทำสัญญากับน้องไว้แล้วว่า อีก 2 ปีข้างหน้า ถ้าน้องเรียนจบคณะมนุษย์ (ภาษาญี่ปุ่น) มช. แล้วจะต้องไปเป็นตากล้องให้น้อง)

สภาพสนามหญ้าหน้าคณะ จากเดิมที่เขียวขจี เริ่มกลายเป็นโคลน หลังจากที่ฝนตกลงมาหนักตั้งแต่เมื่อวาน .... คราวนี้ก็กลายเป็นบัณฑิตลุยโคลน สมสโลแกน "จะมีอีกกี่ครุย ที่ต้องลุยโคลน" คือกางเกงสแลกผมก็เปื้อนโคลน รองเท้าหนังไม่ต้องพูดถึง ... ซึ่งน้องนุ่งผมก็ดีมากๆ เอาทิชชูมาเช็ดออกให้หมด (เป็นอย่างนี้ทุกปีครับ รับปริญญาหน้าฝน)

กิจกรรมหลักของวันนี้ในช่วงเช้า ก็คือการเก็บตกถ่ายภาพเพื่อนๆ ที่ยังเหลืออยู่ ก่อนที่อาจารย์จะเรียกไปรวมตัวทำพิธีเคารพอนุสาวรีย์อาจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม (บิดาแห่งคณะสัตวแพทย์ ม.เกษตร) ซึ่งคณาจารย์ได้กล่าวให้โอวาทแก่บัณฑิตใหม่ พร้อมมอบของที่ระลึกให้แก่บัณฑิตใหม่ทุกคน ....

จากนั้นก็ขึ้น stand ถ่ายรูปหมู่บัณฑิตใหม่ และคณาจารย์ของคณะ ช่วงนี้อย่างเหนื่อยครับ คือจะต้องเข้าคิวเรียงตามความสูง จะเจอช่างภาพบ่นๆ เร่งๆ หน่อย ส่วนเราก็ต้องวิ่งรอกถ่ายรูป เพื่อนฝูงญาติสนิทมิตรสหายที่มาในช่วงนั้นพอดี .... รวมไปถึงน้องๆ สายรหัสที่มาบูมให้ (เป็นธรรมเนียมของสายรหัสผมเอง พี่จบน้องบูมให้พี่)

ถ่ายภาพหมู่ใช้เวลาไม่นานหรอกครับ แต่ที่น่ากลัวคือ เวลาว่างของเราเริ่มเหลือน้อยไปทุกที่ ... เพราะใกล้เวลาที่จะต้องเดินทางไปเข้าแถวเข้าหอประชุมเวลา 11.00 น. แล้ว

โชคดีที่ทางคณะจัดข้าวกล่องให้ เป็นข้าวกล่องที่วิเศษมาก เพราะเชื่อว่า ถ้าไม่มีข้าวกล่องนี้ หลายคนจะไม่ได้กินข้าวแล้วต้องหิ้วท้องถึงเย็นแน่ๆ เป็นข้าวกล่องที่รีบกิน แล้วก็รีบไปตระเวณถ่ายรูป

ปกติแล้ว ทางคณะจะจัดรถไปส่งให้ .... (เพราะว่าคณะอยู่ห่างไกลจากความเจริญ -- ใจกลางมหาวิทยาลัย) ก็เป็นรถหวานเย็น แบบว่าใช้งานสมบุกสมบัน ขนบัณฑิตทั้งคณะไปได้ในคราวเดียวกัน (ลองนึกสภาพบัณฑิตใหม่เกือบ 90 คนยัดทะนานในรถบัสคันเดียวดูนะครับ)

แล้วก็เกิดเรื่องขำขันขึ้น เมื่อรถบัสออกจากคณะแล้วรถติด ... บัณฑิตใหม่ที่อยู่ตรงประตูก็ต้องช่วยกันไปโบกรถ "ไม่งั้นจะไปรับปริญญาไม่ได้กันทั้งคณะนะคร้าบ" พอผ่านรถติดไปได้ เจอคนขับรถบีบแตรไล่อีก เอ่อ ... แต่รู้สึกว่าจะบีบแตรทักทายมั้ง .... ไม่งั้นนี่อาจจะโดนบัณฑิตทั้งคณะด่าเอาได้ เหอๆๆ

ก่อนที่จะเข้าหอประชุม บัณฑิตใหม่ทุกคณะจะต้องตั้งแถวกันที่ ศูนย์เรียนรวม 1 ใจกลางมหาวิทยาลัย (ละแวกที่ประกาศผลเอนทรานซ์นั่นแล) ร้อนไปปาดเหงื่อไป โชคดีพกผ้าเช็ดหน้ามา ... ก็ค่อยยังชั่วหน่อย ...

อ้อ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กระเป๋าต่างๆ อุปกรณ์ที่เป็นโลหะเก็บไว้กับญาติพี่น้องให้เรียบร้อย เพราะไม่อนุญาตให้เอาเข้าเลย ..... ในตัวแทบจะไม่มีอะไร นอกจากใบที่ยืนยันการผ่านซ้อมใหญ่มาแล้วเท่านั้นเอง ...

12.00 น. เริ่มเดินขบวน แถวยาวพอสมควร รู้สึกตื่นเต้น ที่มีคนมารายล้อม 2 ข้างทางเพื่อดูแถวบัณฑิตใหม่ .... ก็เดินกันอย่างสบาย อย่างผมอ่ะ อยู่คนท้ายๆ ของคณะอยู่แล้ว ก็เฉยๆ ... พอถึงอาคารจักรพันธุ์ฯ จะต้องเดินผ่านเครื่องตรวจโลหะ (เหมือนในสนามบิน--ที่ผมเดินผ่านบ่อยๆ)

ถ้าใครมีโลหะ ก็จะร้อง และมีคนมาติดสติกเกอร์ให้ จากนั้นอาจารย์ก็จะรีบเข้ามาดูว่ามีอะไรแปลกปลอม ... จากนั้นจึงจะตั้งแถวแล้วเดินเรียง 1 ตามรายชื่อ ขึ้นสู่หอประชุม .... จุดที่ผมประทับใจมากๆ คือ ริ้วธงมหาวิทยาลัยตรงปากบันไดขึ้น

พอพ้นริ้วธง ก็เจอเครื่องตรวจจับโลหะเป็นครั้งที่ 2 ทีนี้หล่ะ ใครโดนตรวจเจออีกก็จะโดนแยกออกไปตรวจ (เข้มมวดจริงๆ) แต่ส่วนมากมักจะไม่ค่อยมีปัญหาอยู่แล้วหล่ะครับ .... เข้ามานั่ง แอร์เริ่มเย็นฉ่ำหนาวไปถึงหัวใจ .. และกระดูก ....

บรรยากาศภายในก็เริ่มเงียบสงบเมื่อใกล้ถึงเวลา 14.00 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ เสด็จมาถึง .... เริ่มพระราชทานแล้วหล่ะครับ ...

จำได้ว่า คณะวิทยาศาสตร์ กับ อุตสาหกรรมเกษตร และสังคมศาสตร์ จะมีบัณฑิตที่ได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 และ 2 เยอะมาก ซึ่งก็ต้องปรบมือให้

ทีนี้หล่ะ ปรบกันเมื่อยมือเลย โดยเฉพาสังคมศาสตร์ ที่มีบัณฑิตเกียรตินิยมปาเข้าไป 60 กว่าคน (เหอๆๆ )

ระหว่างการรับจะมีการพักเบรค 2 ครั้งเพื่อให้พระองค์ท่านได้ทรงผ่อนคลายพระอิริยาบทครับ .... ใครอยากจะไปเข้าห้องน้ำก็เผ่นไปได้ แต่ต้องกลับมาให้ทัน ...

ซึ่งก็น่าสงสาร สำหรับผู้หญิง ห้องน้ำมีจำนวนน้อยมาก บางรายก็ไม่ใช่จะได้เข้า ก็ถูกไล่ออกมาซะก่อน (ส่วนผู้ชายไม่ค่อยมีปัญหา) ตัวผมกินน้ำมาน้อยอยู่แล้ว เลยสบายๆ

เมื่อถึงคิวคณะสัตวแพทยศาสตร์ ผมเริ่มตื่นเต้นครับ ตอนก้าวเริ่มสั่นๆ แต่ก็คุมสติได้เพราะซ้อมมาหลายครั้งแล้ว ... เดินขึ้นเวทีละเวย เดินไปกระดึ๊บ ๆ ๆ ๆ

เลี้ยวซ้าย .... เห็นหน้าพระพักตร์อยู่ห่างๆ คำนับอีกครั้ง ...

xxxx xxxxxx หลังจากชื่อผมสิ้นสุดลง (ความจริงคือเสี้ยววินาที) สิ่งแรกที่ผมทำคือการ "เอางาน" (กลัวจะลืม เพราะเคยได้ยินเรื่องเล่าว่า ... มีคนเคยลืมเอางานแล้วพระองค์ท่านจะไม่ทรงยื่นปริญญาให้)

แต่ลืมไปว่า ... ปริญญาอยู่ห่างเป็นโยชน์เลยวุ๊ย ... (ความผิดพลาดครั้งนี้คือ 1. ผมก้าวสุดท้ายสั้นไปเพราะกลัวชนเพื่อน 2. พระองค์ท่านทรงยื่นปริญญาออกมาเล็กน้อย)

เมื่อทำอะไรไมได้แล้วนี่นา จึงเอางานแล้วเอื้อมไปรับแล้วตวัดปริญญาเข้าอก (เลยเป็นภาพที่ตลกมากๆ) รีบถอยหลังแล้วคำนับ ออกไป ...

อย่างน้อยปริญญาก็อยู่ในมือเราแล้วนี่เนอะ (แต่ก็ต้องคอยลุ้นภาพว่า ภาพตอนรับจะตลกขนาดไหน) ปกติการพระราชทานปริญญาบัตร ของ ม.เกษตร จะมีกล้องวงจรปิดถ่ายทอดออกไปนอกหอประชุม ไปยังตามอาคารเรียนและคณะต่างๆ เพื่อให้ผู้ปกครองได้ชมการถ่ายทอดด้วย (คุณพ่อ-คุณแม่ผมชอบมากๆ --- ดังนั้น คุณพ่อผมก็เลยถ่ายคลิ๊ปวีดีโอช่วงที่รับพระราชทานมาพอดี ... เห็นรูปตัวเองในคลิ๊ปแล้วอายน่าดู ตลกจริงๆ เลย .... )

เมื่อเปิดถึงที่นั่งก็รีบเปิดใบปริญญาดู รู้สึกขนลุกซู่ๆ อย่างบอกไม่ถูก .... อืมมม กระดาษใบนี้หล่ะเนอะ ที่ร่ำเรียนมา 6 ปีถึงจะได้ .... สิ่งที่ผมสงสัยมากๆ อยากรู้ว่าเพื่อนที่ได้เกียรตินิยมเค้าจะเขียนว่าไง ...

พอตอนพักก็รีบเดินไปขอดู ... ปริญญาของคนที่ได้เกียรตินิยม (ไม่ใช่เกรียนนิยม) จะมีโบว์ผูกให้เรียบร้อย เปิดมา ตรงใต้ปริญญาสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต ก็จะมีข้อความโผล่มาว่า เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือ เกียรตินิยมอันดับสอง นั่นเอง

กว่าจะได้ออกจากหอประชุมก็ 5 โมงกว่าหล่ะครับ อาจารย์ประกาศในหอประชุมว่า วันนี้ทำสถิติได้ดีมากคือ 22 คน/นาที ผมเองก็ว่าเร็วนะเนี่ยะ .....

เป็นความประทับใจหนึ่งในชีวิตหล่ะครับ อย่างน้อยเวลาเรากลับมาทำงาน เราก็บอกกับตัวเองได้ว่า ... เราเรียนจบได้ปริญญามาแล้วนะ ต้องทำงานอย่างเต็มที่ สมกับที่ได้ใบปริญญามาฝากพ่อ-แม่แล้ว

กลับมาถึงเชียงใหม่ ก็ถึงเวลาลุยงานต่อ .... มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมายในช่วงแค่ 3 วันที่ผ่านมานี้ ยังไงจะขออนุญาตไปเล่าต่อในตอนที่ 5 ตอนหน้าเลยแล้วกันนะครับ

ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านเรื่องเล่าจากหมอสัตว์มือใหม่ไฟแรงสูง มาจนจบครับ


Create Date : 29 กรกฎาคม 2550
Last Update : 29 กรกฎาคม 2550 2:00:31 น. 12 comments
Counter : 6181 Pageviews.

 
ยินดีด้วยครับ แต่ก่อนก็เคยเลือกสอบโควต้าสัตวแพทย์เหมือนกันครับ


โดย: Gunnersaurus วันที่: 29 กรกฎาคม 2550 เวลา:8:59:49 น.  

 
ยินดีด้วยนะคะ ยินดี ๆๆๆๆ


โดย: nakwan6 วันที่: 29 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:18:12 น.  

 
ยินดีด้วยนะคะ หมอสัตว์ อิอิ

........................

คนเชียงใหม่ป่าว

ทำไมไม่เรียนที่ มช. ล่ะ...........

นี่แค่เริ่มต้นค่ะ ชีวิตยังอีกยาวไกล



โดย: ~ เจ๊ล่ะเบื่อ!!!! ~ วันที่: 29 กรกฎาคม 2550 เวลา:12:07:02 น.  

 
มาร่วมยินดีด้วยนะ


โดย: Link_conner55 วันที่: 29 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:15:19 น.  

 
เข้ามาเพราะชื่อล๊อคอิน
ชอบหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้
ดูชื่อล๊อคอินแล้วคิดถึงโจบิ มิเกะ ฮิโยะเลย

^ ^


ขอแสดงความยินดีที่รับปริญญาด้วยจ้า


โดย: หมูปิ้งไม้ละ 5 บาท วันที่: 29 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:38:09 น.  

 
ยินดีด้วยเน้อ

พี่ขอโต๊ด ที่มะได้ไปอ่ะ เสียดายๆๆๆ

ครุยสัตวแพทย์อ่ะ เคยมีคนบอกว่า ถุงข้างหลัง กะตรงแขนเสื้อมีประโยชน์นะ

เอาไว้ซุกขนมไง... อิอิ

แอร์อาคารจักรฯหนาวยังกะอยู่ขั้วโลกเลยนิ นึกถึงเมื่อก่อนเลย ก่อนเข้าเดินมาก็ร้อน เข้าไปเย็น ออกมาเจอแดดร้อนๆหละไข้จับในบัดนาว


โดย: พี่ข้าวโพดจ้ะ (Thipayashat ) วันที่: 30 กรกฎาคม 2550 เวลา:1:24:10 น.  

 
ยินดีด้วยครับ

ครุยเกษตรนี่ ร้อนเอาเรื่องนะเนี่ย 3 ชั้นแน่ะ

เคยได้ยินว่า ฮู้ด กับถุงที่แขนเสื้อ นี่ เอาไว้ใส่ตังค์ จริงหรือเปล่าครับ


โดย: :bo (ECie ) วันที่: 30 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:55:45 น.  

 
ยินดีด้วยจ้า ราชภัฏใส่ผ้าบางๆ ไม่ใช่ซีทรู แต่ก็ร้อนโค - ตะ - ระ เลยอ่ะ ลำบาก 1 วันแต่เป็นวันที่น่าภาคภูมิใจ


โดย: bluehawaiiv2 วันที่: 31 กรกฎาคม 2550 เวลา:3:55:11 น.  

 
แห่ะๆ มาตอบแล้วครับ ...

-- ใช่ครับ ผมเป็นคนเชียงใหม่ แต่จับพลัดจับผลู ได้มาเรียนที่ ม.เกษตร อ่ะครับ ผมภูมิใจที่ได้มาเรียนที่สถาบันอันเก่าแก่และมีชื่อเสียงแห่งนี้ครับ ความจริง คณะสัตวแพทย์ มช. อยู่ห่างจากบ้านผมนิดเดียวเอง แต่ก็อย่างที่เคยบอกใน blog ตอนหนึ่งว่า ผมติดที่เกษตรก่อน ก็เลยเลือกเรียนที่เกษตร นั่นเอง

-- หวัดดีคับพี่ข้าวโพด (คิดถึงจัง) ตรงแขนเสื้อครุยของคณะนี้จะมีถุงอยู่ครับ สารพัดประโยชน์มากๆ ครับ วันซ้อมผมก็ไว้ใส่ทุกสิ่งอย่าง พองานวันจริงก็ใช้ใส่ใบสีชมพู (รายงานตัวก่อนรับปริญญา) ใส่สตางค์ก็ใส่ที่นี่ครับ ชอบๆ พอเวลาเข้าอาคารจักรฯ แอร์หนาวๆ ก็เอามือซุกเข้าไปข้างในนี้แหล่ะครับ แล้วก็ทำท่านกเพนกวิน เหอๆ

-- ตรงฮู๊ด ไม่ค่อยเห็นใครเค้าใส่ตางค์กันนะครับ แต่จะใส่กันตรงถุงสารพัดประโยชน์อ่ะครับ


โดย: ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์ วันที่: 1 สิงหาคม 2550 เวลา:0:59:50 น.  

 
อ่านแล้วคิดถึงตอนตัวเองรับเลยค่ะ

ใบแรกครุยเจ๊สีแสด

ส่วนใบที่สองสีฟ้า คงไม่ต้องบอกนะว่าคณะไหน อิๆ



โดย: หมวยแก้มป่อง วันที่: 16 ตุลาคม 2550 เวลา:10:47:29 น.  

 
พี่จบรุ่นไหนคะ หนูvet70


โดย: กระต่ายน้อยเซนทาโร่ วันที่: 12 มีนาคม 2552 เวลา:19:45:57 น.  

 
จะมีอีกกี่ครุย ที่ต้องลุยโคลน

อ่านแล้วแอบน้ำตาซึม


โดย: กระต่ายน้อยเซนทาโร่ วันที่: 12 มีนาคม 2552 เวลา:19:58:56 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.