รวมมิตรเรื่องท่องเที่ยว และ สายการบิน
Group Blog
 
All Blogs
 
เรื่องขำๆ หมาๆ แมวๆ กับหมอสัตว์มือใหม่ไฟแรงสูง (ตอนที่ 5)

สวัสดีครับ หลังจากที่หนีไปรับปริญญาเมื่อสัปดาห์ก่อน จนได้รับกระดาษใบหนึ่ง ที่เพียรพยายามกว่า 6 ปี (ไม่มีแถม) ก็ต้องกลับมาสู่โลกความเป็นจริง ก็คือการทำงานหัวฟูกับเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายนั่นเองครับ

ในช่วงหลังจากที่ผมกลับมาจากกรุงเทพ ก็มีเรื่องราวขำๆ และไม่ขำอยู่หลายรายการเหมือนกัน จะเลือกเอาเรื่องราวที่เด็ดๆ มาเล่าสู่กันฟังนะครับ .....



ในช่วงงานรับปริญญา พอดีผมได้เจอกับรุ่นน้องหลายๆ คนบอกว่า "น้องตามอ่าน Blog ของพี่ด้วยหล่ะ" ได้ยินแล้วก็รู้สึกชื่นใจเหมือนกันแฮะ ดีใจที่มีน้องๆ นิสิต/นักศึกษาสัตวแพทย์ มาอ่านด้วยเช่นกัน ยังไงก็จะได้เรียนรู้กันเนอะว่างานสัตวแพทย์สายคลินิค เป็นอย่างไรบ้าง พี่ขอแนะนำว่า ช่วงที่เรียนต้องพยายามขวนขวายหาประสบการณ์เยอะๆ ถ้าสนใจงานด้านคลินิคสัตว์เล็กก็เลือกฝึกงานตามโรงพยาบาลสัตว์ต่างๆ ให้พบเจอเคสเยอะๆ รู้ว่าพี่เค้าต้องทำอะไร รักษาอย่างไร ให้พอดูเป็นแนวทางว่าเราชอบอะไร แล้วก็ลองไปฝึกงานด้าน sales หรืองานวิชาการด้วย เผื่ออาจจะชอบอย่างอื่นมากกว่า เพราะเวลาที่เราจบมาทำงาน ... เราต้องมีความรับผิดชอบสูงขึ้นมาอีกเป็นกองเลยหล่ะ ไม่มีพี่หมอมาเป็นเกราะกำบังให้แล้วนะ

เริ่มเรื่องกันเลยดีกว่าเนอะ

เคสสุดแสนจะ Advance สำหรับหมอใหม่ไฟแรงสูง ที่ไม่ได้จบลงแบบ happy ending

เคสนี้ เกิดขึ้นก่อนที่ผมจะไปรับปริญญา 1 อาทิตย์ครับ เป็นน้องหมาพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ อายุ 2 ปี เพศผู้.... มีอาการคือ ไม่ยอมกินข้าว (ปัญหายอดฮิต) แล้วก็อาเจียนออกมาเป็นอาหาร ให้อะไรก็อาเจียนออกมาหมด ส่วนอุจจาระก็เป็นปกติดี ไม่มีท้องเสียถ่ายเหลวอะไร



ตรวจร่างกายก็ไม่มีไข้ คลำดูช่องท้องก็ไม่พบว่าจะมีก้อนหรือสิ่งแปลกปลอมอะไรในช่องท้อง ... ช่วงแรกของการรักษาจึงทำได้แค่การรักษาแบบประคับประคอง คือ ให้น้ำเกลือรักษาสภาพสมดุลของร่างกาย และให้ยาปฏิชีวนะกับยากลุ่มระงับอาเจียน

จากนั้นจึงได้เริ่ม x-ray ดูก็ไม่พบว่ามีอะไรที่ผิดปกติ มีเพียงแค่แก๊สในช่วงลำใส้ใหญ่ที่ดูว่ามีมาก ..... เมื่อเริ่มให้ยา น้องเค้าเริ่มทานข้าวได้ มีอุจจาระออกมานิดหน่อย อืมม สงสัยคงจะไปกินอะไรแปลกๆ มาหล่ะมั้ง ก็เลยส่งกลับบ้านไป ... ปรากฎว่า กลับไปถึงบ้านอาเจียนใหญ่เลย

วันรุ่งขึ้นก็เลยกลับมาโรงพยาบาล จึงได้ต้องเจาะเลือดตรวจพบว่า ค่า Eosinophill ขึ้นสูง จึงสรุปว่าน่าจะมีลักษณะกระเพาะอาหารอักเสบ (Eosinophilic Gastroenteritis) จึงได้ทำการรักษาด้วยการให้ยา ซึ่งสัตว์ดูตอบสนองดี ทานข้าวได้มากกว่าเดิม เดินเล่นได้ตามปกติ .... แล้วก็ไม่มีอาเจียนแล้วด้วย แต่ก็ถ่ายอุจจาระน้อยตามปกติเพราะเข้าใจว่ากินน้อยลง จึงได้ปล่อยกลับบ้านให้เจ้าของดูแลป้อนยาต่อ

3 วันต่อมา โทรไปเช็คกับเจ้าของพบว่า น้องหมาไม่ทานอีกแล้ว .... ทำอย่างไรก็ไม่ทาน และถ่ายอุจจาระออกมาน้อยมาก ... แต่ยังคงมีเรี่ยวแรง รับแขกได้อยู่ น้ำหนักลงดลงไปกว่า 4 กิโลกรัม ..... สิ่งแรกที่ผมนึกถึงตอนสมัยเรียนวิชารังสีวิทยา ก็คือการป้อนแป้ง Barium ซึ่งเป็นสารทึบรังสีให้กับสุนัข เพื่อดูทางเดินอาหารว่ามีการอุดตันหรือไม่

ประกอบกับประวัติของสุนัขตัวนี้ คือ เจ้าโกลเด้นท์ตัวนี้เป็นหมาที่กินแบบไม่เลือก ตะกละ กินทุกอย่างที่ขวางหน้า โอกาสที่จะมีอะไรไปอุดตันก็เป็นไปได้ (แต่เราก็คลำไม่พบ ให้พี่ๆ หมอช่วยกันคลำก็ไม่เจออะไร และอย่างที่บอกคือ x-ray ครั้งแรกก็มองไม่เห็น)

หลังจากการป้อนแป้งเข้าปากน้องโกลเด้นท์ไป (ป้อนยากเหมือนกัน แป้งเลอะเต็มกางเกงผมเลยหล่ะ ) x-ray ทุกๆ 3 ชั่วโมง ก็จะเห็นแป้งไหลไปตามทางเดินอาหาร ผ่านกระเพาะอาหาร และเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น ...



ผ่านไปร่วมๆ 19 ชั่วโมง แป้งก็ยังคงอยู่ในลำไส้เล็ก ทั้งๆ ที่ความเป็นจริง น่าจะต้องถ่ายออกมากับอุจจาระแล้ว!!! จากฟิล์มเห็นชัดเจนเลยว่า ลำไส้เล็กมีการอุดตัน จะมีอะไรอุดตันนั้น ก็เป็นไปได้หลายอย่างมากๆ แต่สิ่งที่อุดตันนี้แน่นอนว่า ไม่ทึบรังสี จึงทำให้ x-ray ไม่เห็น

บ่ายวันนั้น (ซึ่งล่วงเลยมาเกือบสัปดาห์นับจากวันแรกที่น้องเค้ามาถึง) จึงได้ทำการผ่าตัดเปิดเข้าไปตรวจดู พบว่ามีก้อนวัตถุลึกลับ อยู่ในลำไส้เล็กส่วนปลาย ...



หลังจากผ่าตัดเสร็จสิ้น ได้คุยกับเจ้าของ พบว่านอกจากน้องโกลเด้นท์ตัวนี้จะตะกละมูมมามสุดๆ แล้ว ยังชอบกินซังข้าวโพดด้วย หรือแม้แต่เงาะเป็นลูกๆ ก็ยังกิน (ข้อมูลนี้ทราบหลังจากที่ผ่าตัดแล้ว) เลยได้ถึงบางอ้อว่า .... อ้อ ... นี่น่าจะเป็นฝักข้าวโพดนั่นเอง ....

ช่วงเวลาหลังการผ่าตัดลำไส้ 3 วันเป็นอะไรที่น่าเป็นห่วงมากๆ ถ้าสัตว์จะรอดก็จะรอดเลย แต่ถ้าสัตว์ไม่รอด อันเนื่องมาจากการติดเชื้อภายในร่างกาย ก็จะไม่รอดไปเลย ซึ่งหลังการผ่าตัด สภาพน้องโกลเด้นท์ยังคงน่าเป็นห่วง แม้ว่าจะฟื้นจากยาสลบได้ดีแล้วก็ตาม .... ต้องเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิดมากๆ

น้องถ่ายตลอดทั้งคืน กลิ่นคละคลุ้ง นอนอย่างอ่อนเพลีย และก็อยู่ไปได้อีกวันสภาพก็แย่ลงส่วนหนึ่งเพราะมีการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ... สุดท้ายน้องเค้าก็ไม่รอด ผมเองหล่ะเศร้าไปทั้งวัน .... คุณเจ้าของเธอก็เสียใจมาก แต่ผมเองก็เสียใจไม่น้อย อยากให้น้องเค้าหายเหมือนกัน ... วันนั้นก็เลยซึมหงอยปีกตกแล้วก็เศร้า .... ซึ่งเคสนี้ อืมมม ก็ถือว่าค่อนข้างยากทีเดียวหล่ะครับ ต้องใช้เทคนิคการวินิจฉัยมาก

(ความจริงผมเศร้ากับเรื่องข้างนี้มากๆ ครับ จนแทบอยากจะร้องไห้เลย สงสารหมา สงสารเจ้าของ แล้วก็สงสารตัวเองที่เฝ้าดูแลตลอด ทำให้ซึมมาหลายวัน)
---------------------------------------------------------------

จบเรื่องเศร้าๆ กันแล้ว ขอคั่นรายการด้วยเรื่องขำๆ ดีกว่า

เมื่อหมอใหม่ติดหล่ม....จนเกือบไปรักษาไม่ทัน

เอ๊ะ แล้วการติดหล่มไปเกี่ยวกับหมอใหม่ได้อย่างไร??? คือว่า คือ ... ปกติโรงพยาบาลสัตว์ที่ผมทำงานอยู่ จะมีการให้บริการออกนอกสถานที่ แล้วช่วงนี้ก็เป็นช่วงหน้าฝนพอดีอ่ะครับ

"นี่ๆ น้องหมอยุ่ง ... ช่วยไปบ้านนี้ทีสิ ไปตามแผนที่ที่พี่เขียนให้นะ ไปฉีดยาป้องกันพยาธิหนอนหัวใจเอง"

"ได้ครับพี่" (ว่าแล้วก็เตรียมอุปกรณ์เรียบร้อย และออกเดินทางกันโดยมีพี่ผู้ช่วยสัตวแพทย์เป็นคนขับรถ) บ้านนี้อยู่ห่างจากโรงพยาบาลไปราว 20 นาทีครับ

พอใกล้ถึง ก็เริ่มงงกับแผนที่กัน ทำไมสถานที่จริงกับในแผนที่ถึงไม่ตรงกันเลยหว่า ก็เลยขับตรงไปเรื่อยๆ จนผมกับพี่ผู้ช่วย เริ่มหันมองหน้ากัน สงสัยว่าเราจะขับเลยมาไกลแล้วหล่ะ ....

แว๊บ... แถวๆ นั้นพอจะมีที่กลับรถได้ แต่จะเป็นพื้นที่สวนลำไย ... และดินก็จะแฉะๆ ถอยไปนิดเดียวคงไม่เป็นไรมั้ง พี่ผู้ช่วยฯ แกก็ถอยกลับรถ ...

โยกจากเกียร์ถอย ใส่เกียร์ 1 กี๊ก .... เห้ย "ใส่เกียร์เข้านี่หว่า ทำไมรถไม่ไปฟระ" ผมกับพี่ผู้ช่วยฯ เริ่มหันหน้าสบตากันอีกที แล้วก็พูดพร้อมๆ กันว่า "ติดหล่ม"

ซ-ว-ย แล้ว นัดลูกค้าไว้จะไปทันไหมเนี่ยะ (ตอนนี้ผมเริ่มไม่สนใจลูกค้าแระ ขอเอารถขึ้นมาก่อน ไม่งั้นเจ้านายรู้จะต้องโดนว่ากันอีกหลายยกแน่ๆ) ลงไปดูสภาพ พบว่าล้อหลัง (ซึ่งเป็นล้อขับ) หมุนฟรีทั้ง 2 ล้อเลย แต่รถไถลลงไปข้างหลังไม่มาก น่าจะเอาขึ้นมาได้

ทีนี้ก็ต้องสองแรงแข็งขันช่วยกันครับ ... เข้าใจสุภาษิตคำว่า คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายจริงๆ .... ถ้าจะให้พี่ผู้ช่วยขับ แล้วให้หมอดัน คงจะแปลกๆ ใช่ไหมครับ ...

ดังนั้น ผมก็ต้องทำหน้าที่เป็นสารถี และพี่ผู้ช่วยช่วยดัน โดยเอาอะไรรองส่วนล้อหลังไว้ ....

"เหยียบคันเร่งเป็นจังหวะนะครับหมอ" เมื่อทุกอย่างพร้อม ผมก็เริ่มเหยียบคันเร่งเป็นจังหวะ พร้อมๆ กับพี่ผู้ช่วย (หัวเดียวกระเทียมลีบ) ดันรถอยู่ด้านหลัง รถเริ่มขยับไปได้เล็กน้อย

ผ่านไป 15 นาที สองคนเพื่อนตาย ก็ช่วยกัน เอาดินและไม้ต่างๆ มายันฐานล้อรถไว้ โดยมีป้าแก่ๆ ที่เดินผ่านมายืนให้กำลังใจอยู่

ผมคนเหยียบคันเร่งไม่เท่าไหร่หรอก แต่ผมเห็นใจพี่ผู้ช่วยที่ต้องออกแรงดันอยู่คนเดียวมากกว่า ก็ใช้ความเพียรพยายาม หยุดเป็นช่วงๆ เอาวัสดุต่างๆ ยันล้อ จนกระทั่งล้อหลังเกาะไหล่ถนนได้ และเอารถขึ้นบนถนนได้สำเร็จ

สภาพหมอกับผู้ช่วยไม่ค่อยต่างกันมากครับ ... ก็คือจะมีโคลนติดอยู่ที่รองเท้า ของผมโดนกางเกงสแล๊กด้วย รีบขับรถไปจนกระทั่งถึงบ้าน ซึ่งไปถึงทันเวลาพอดิบพอดี ผมว่าเค้าคงจะมองเราแปลกๆ แน่ๆ เพราะผมกับพี่ผู้ช่วยก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ ว่าไปทำอะไรกันมา รองเท้าถึงได้เปื้อนโคลนขนาดนั้น ..... แต่เราก็จัดการรองเท้า และล้อรถให้เรียบร้อย ไร้พิรุธ ก่อนกลับเข้าถึงโรงพยาบาลครับ

จึงเป็นเหตุการณ์ที่ผมคงจะไม่ลืมแน่ๆ ครับ
-----------------------------------------------------------

เรื่องสุดท้ายสำหรับตอนนี้นะครับ

"ชิสุห์พันธุ์อึดท้านรก"

เป็นเรื่องที่เกิดมาเมื่อ 2 วันนี้เองครับ เคสนี้ผมเคยเจอกันเมื่อต้นเดือนก่อน ไปฉีดยาป้องกันพยาธิหนอนหัวใจ และคุมเห็บให้ที่บ้านเค้า ... วันนี้เค้าก็หิ้วน้องชิสุห์มา 1 ตัว มาด้วยอาการยอดฮิตคือ "ซึม..ไม่กินข้าว" (ดูสั้นๆ ง่ายๆ แต่วินิจฉัยยาก) อาการอ่อนเพลียไม่ค่อยมีแรงจะยืนด้วยซ้ำไป ก็เลยตรวจเลือด พบว่าค่าไต (creatinine) ขึ้นสูงกว่าปกติพอสมควร จึงเริ่มทำการรักษาให้น้ำเกลือ ให้ยาต่างๆ ไป ... ผ่านไปคืนแรกก็ปกติดี

วันที่ 2 ตอนเช้าเห็นนอนดูนิ่งๆ ไป เอ้ย เกิดอะไรขึ้น แต่พอจับตั้งตัวขึ้นก็เริ่มได้สติ ก็ให้น้ำเกลือและยาต่อเนื่องกันไป (เพราะโรคไตรักษาได้แบบประคับประคองไป ไม่มีการรักษาแบบตรงๆ) น้องก็เริ่มมีเรี่ยวมีแรง เดินภายในกรง พอเปิดประตูกรง ก็เดินออกมาจากกรงได้ ....

พอหัวค่ำเท่านั้นแหล่ะครับ เอามาเช็ดตัวนิดหน่อย อยู่ๆ ก็นิ่งตาค้างไปเลย ... รีบพาเข้าห้องฉุกเฉิน ปั๊มหัวใจ ฉีดยาและให้ออกซิเจน เดชะบุญที่ครั้งสามารถกู้ชีวิตขึ้นมาได้ .... ทั้งๆ ที่ตอนที่ผมเห็นแน่นิ่งไป คิดในใจแล้วว่า สงสัยท่าจะไม่รอดแน่ๆ ....

เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง เจ้าชิสุห์น้อย เริ่มกลับมาเป็นปกติ มีชีวิตชีวา(แบบเหี่ยวๆ) ได้มากขึ้น .... ตกดึกเริ่มซ่า ออกเดินเล่นทั่วทั้งโรงพยาบาล .......

เช้าวันต่อมา เจ้าของมาเยี่ยมตอนเช้า น้องชิสุห์ก็ดูดีใจมากๆ ที่เจ้าของมาก็เดินไปนอนบนตักเจ้าของ หมอก็อธิบายกลไกลของโรคของน้องเค้าจนเรียบร้อย จนเจ้าของใกล้จะกลับบ้านแล้ว ผมก็รับหน้าที่คุยต่อ ....

น้องเค้าแน่นิ่งนอนเหยียดตาค้างไปบนหน้าตักเจ้าของเลยครับ .... ผมก็รีบคว้าน้องชิสุห์เข้าห้องฉุกเฉิน ต่อหน้าต่อตาเจ้าของ แล้วเราก็ช่วยชีวิตน้องเค้าด้วยวิธีการที่ทำแบบเมื่อคืน

แล้วน้องก็ฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง กลับมามีสัญญาณต่างๆ ครบไม่ว่าตากระพริบดี กระดิกหางได้ .....

เราดีใจได้ไม่ถึง 20 นาทีครับ เพียงแค่เราจะปิดออกซิเจน น้องเค้าก็เริ่มเหยียดเกร็งอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็หมดสตินอนตาค้าง ...... แล้วเราก็ต้องช่วยชีวิตเค้าอีก เป็นครั้งที่ 3

และด้วยความสามารถที่มี จึงสามารถกู้ชีวิตเค้าขึ้นมาอีกครั้งได้ แต่ก็ต้องเฝ้าดูอย่างไกล้ชิด และน้องเค้าก็จะต้องอยู่ในออกซิเจนตลอด ....

เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง น้องเค้าก็แน่นิ่งไปอีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้เราก็ดำเนินการด้วยวิธีการเดิม ....

แต่ คราวนี้น้องเค้าไม่ตอบสนองแล้วหล่ะครับ หัวใจเริ่มหยุดเต้น .... และน้องเค้าก็จากเราไป จากการซักประวัติ และ การตรวจร่างกาย พบว่า ... น้องเค้าเป็นลูกที่เกิดการผสมแบบเลือดชิด คือ พี่น้องผสมกันเองในครอก จึงเป็นสัตว์ที่อ่อนแอมาโดยตลอด .. และจากการฟังเสียงหัวใจ คาดว่าสุนัขตัวนี้จะมีปัญหาโรคหัวใจก่อน แล้วจึงทำให้เกิดโรคไตตามมาเป็นระบบที่เกี่ยวเนื่องกัน .... สุดท้ายน้องเค้าก็เลยไม่รอดครับ

แต่ที่ผมตั้งชื่อว่าอึดมาก เพราะว่าน้องเค้าสามารถกู้ชีวิตฟื้นคืนมาได้อยู่หลายรอบ ทั้งๆ ที่สภาพตอนที่น้องแน่นิ่งไป ใครๆ ก็คิดว่า ไม่น่าจะรอดแล้ว แต่น้องเค้าก็รอด

ตอนที่ 5 นี้อาจจะไม่ค่อยขำเท่าไหร่ กลายเป็นเรื่องเศร้าและการสูญเสียเสียมากกว่า .... ทั้งหมดก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในการทำงาน ที่จะต้องพบกับการเกิด แก่ เจ็บ แล้วก็ตาย(ของสัตว์) แต่ผมเองก็รู้สึกภูมิใจว่า อย่างน้อยคุณป้าเจ้าของน้องชิสุห์ ก็ได้เห็นว่า เราทำงานเพื่อช่วยเหลือน้องเค้าอย่างเต็มที่ ในการรักษาตอนต้น และการกู้ชีวิต จนกระทั่งน้องเค้าไม่ไหว ......

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบนะครับ มีอะไรก็ติชมกันได้เสมอครับ


Create Date : 31 กรกฎาคม 2550
Last Update : 1 สิงหาคม 2550 0:06:25 น. 6 comments
Counter : 2195 Pageviews.

 
อืมมม น่าสงสารน้องหมานะ T-T แค่มันไม่กินข้าวเราก็เครียดจะแย่อยู่ละ


โดย: bluehawaiiv2 วันที่: 1 สิงหาคม 2550 เวลา:1:30:32 น.  

 
ตามไล่อ่านบล๊อกก่อนๆมา สนุกมากครับ ได้ความรู้อีกด้วย แล้วจะแวะมาอ่านใหม่ครับ


โดย: แป๊กก วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:6:32:17 น.  

 
แวะมาทักทายค่ะ

ติดตามอ่าน blog เรื่องเกี่ยวกับคุณสัตวแพทย์เกือบครบแล้วค่ะ

..

คือว่า เมื่อก่อนก็อยากเป็นสัตวแพทย์เหมือนกันค่ะ
แต่กลัวเลือดอย่างหนัก ... และตอนเอนท์ปีแรก ก็ทำชีวะได้แค่ 2 ข้อ

ก็เลยเปลี่ยนแผนค่ะ .. เลิกใช้ชีวะดีกว่า

ได้ข่าวว่า .. วันนี้เป็นวันเกิดของคุณสัตวแพทย์

จึงขออวยพรให้คุณสัตวแพทย์มีความสุขมาก ๆ
สุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้านด้วยนะคะ




โดย: BFBMOM วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:9:07:17 น.  

 
ก่อนอื่น ก้อขอ อวยพรวันเกิด จขบ. และยินดีด้วยกับปริญญาที่ได้รับก่อนเลยนะคับ
ขอให้มีความสุขกับทุก ๆ สิ่งที่ผ่านเข้ามานะคับ
มีความสุขกับการใช้ชีวิต กับการทำงาน
ขอให้ตัวและหัวใจเข้มแข็ง
ขอให้รวย ๆ และก้าวหน้าในหน้าที่การงานคับ

เข้ามาติดตามบล็อกเป็นระยะ ๆ แต่ไม่ค่อยเม้นต์อ่ะ
วันนี้วันเกิดเลยมาทักทายและขออวยพรซะหน่อยคับ
take care




โดย: หัวใจขนนก (F_lifetruth ) วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:16:43:12 น.  

 
sad but HBD krub


โดย: อันนั้น อันนี้ อันนู้น อันไหน วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:19:47:07 น.  

 
สุขสันต์วันเกิดนะคะคุณหมอ

ขอให้มีความสุขมากๆ
และขอเอาใจช่วยในหน้าที่การงานค่ะ

ที่บ้านมีสัตว์เลี้ยงอยู่เหมือนกัน แล้วจะแวะเข้ามาเยี่ยมอีกนะคะ


โดย: Hobbit วันที่: 13 สิงหาคม 2550 เวลา:0:18:26 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.