รวมมิตรเรื่องท่องเที่ยว และ สายการบิน
Group Blog
 
All Blogs
 

เรื่องขำๆ หมาๆ แมวๆ กับหมอสัตว์มือใหม่ไฟแรงสูง (ตอนที่ 8)

สวัสดีครับ

หลังจากที่หายไปนานมากๆ ร่วมเดือน ช่วงนี้เหนื่อยครับ แห่ะๆๆ พอดีหมอขาด ก็เลยได้ทำงานมากขึ้น จากเดิมที่บางบ้านเรายังไม่ต้องรับ เราก็ต้องขยับขึ้นไปรับบ้าง ทีนี้ภาระอันหนักอึ้งก็จะตกอยู่ที่เราหล่ะครับ ...



ทำงานมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีครับ
แต่รายได้เท่าเดิมนะ เพราะสัญญาจ้างของผม จะได้รับเงินเดือนแบบ fix rate คือ คงที่ตลอด แล้วจะมีการปรับขึ้นเป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเคสที่รับ ไม่ใช่รับมากได้มาก รับน้อยได้น้อย แต่รับเท่าไหร่ก็ได้เท่าเดิมตามที่กำหนดไว้

หลายๆ คน อาจจะมองว่า ทำงานในสายวิชาชีพแพทย์ (หมายถึง หมอคน หมอฟัน หมอสัตว์) แล้วรายได้จะดีมากๆ ถ้าเป็นหมอคน หมอฟันอาจจะใช่ครับ แต่คงต้องยกเว้นหมอสัตว์นะครับ ตัวเลขอาจจะดูสูงอยู่ แต่ถ้าเทียบกับชั่วโมงการทำงานต่อวัน และปริมาณวันหยุดแล้ว ก็ไม่ได้เยอะเท่าไหร่เมื่อเทียบกับพนักงานบริษัททั่วๆ ไป ที่ทำงานแค่ จันทร์-ศุกร์ เวลาราชการครับ

พอดี ช่วงนี้ ตามกระทู้ต่างๆ ที่ผมอ่านที่โต๊ะจตุจักร จะเห็นได้ชัดว่า กลุ่มลูกค้าที่เชียงใหม่ มีจำนวนไม่น้อยที่ตัดสินเลือกใช้บริการสถานพยาบาลสัตว์ ด้วยราคา ที่ไหนถูกก็ไปที่นั่น ถึงขั้นเปรียบเทียบว่าราคายาเม็ดต่อเม็ด วัคซีนเข็มต่อเข็มกันเลยทีเดียว

ซึ่งปกติสถานพยาบาลสัตว์ทุกแห่ง จะต้องมีใบแจ้งราคาค่ารักษาต่างๆ รวมไปถึงค่าวัคซีนให้ลูกค้าได้ดู ได้เลือกเปรียบเทียบก่อนที่จะใช้บริการครับ

วันก่อนมีลูกค้า เดินเข้ามาถามเคาน์เตอร์ข้างหน้าว่า ที่นี่คิดค่าอัลตร้าซาวน์ให้ราคาเท่าไหร่ ?? อัตราที่ผมทำงานจะอยู่ประมาณ 300 บาทขึ้นไป (เครื่องอัลตร้าซาวน์มูลค่าเกือบ 3 แสนบาทครับ -- หมอใหม่อย่างผมก็ยังใช้ไม่ได้นะ ต้องให้พี่ๆ ทำ) เธอตกใจแล้วบอกว่า ทำไมเห็นที่อื่น (ไม่รู้ว่าที่ไหน) คิดแค่ 100 เดียว แล้วก็เดินสะบัดบ๊อบออกไปจากร้าน .... ทุกคนก็ดูงงๆ

คือ ... ผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับการคิดค่ารักษาพยาบาลที่สูงลิบลิ่วจนเกินไป
แต่ผมก็คิดว่า ต้นทุนการดำเนินงานของสถานพยาบาลสัตว์แต่ละแห่งมีความแตกต่างกันมาก

อย่างในเชียงใหม่ มีโรงพยาบาลสัตว์เอกชนแห่งหนึ่ง(แห่งเดียว) ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งตอนสมัยผมเรียนผมเคยขอเข้าไปดูงานครั้งหนึ่ง ต่อมาได้มีการปรับปรุงใหม่ใหญ่โตและดูโอ่อ่ากว่าเดิมมาก ใช้หมอผลัดเป็นกะ ทำงานเวลา 8.00 - 20.00 น. และ อีกกะหนึ่งจะทำงาน 20.00 - 8.00 น. (แต่จะมีวันหยุดให้ 2 วัน/สัปดาห์) มีหมอดูแล ward อยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน และมีอุปกรณ์เครื่องใช้ที่เยอะทีเดียว และเขาก็มีอุปกรณ์หลายๆ อย่างอาทิเช่น เครื่องตรวจเลือดที่ให้ผลได้รวดเร็วฉับไว แต่มูลค่าเครื่องมือที่ค่อนข้างสูงมาก (ส่วนสถานพยาบาลสัตว์อื่นๆ มักจะใช้วิธีการส่งตรวจกับบริษัท LAB ข้างนอก ซึ่งสมมุติส่งเช้ารู้บ่าย ส่งบ่ายรู้เย็น ส่งเย็นรู้ผลอีกวันหนึ่ง เป็นต้น จะช้ากว่า แต่ประหยัดกว่ามาก)

ดังนั้น ต้นทุนการดำเนินงานที่นี่จึงค่อนข้างสูงมาก ค่าบริการเลยค่อนข้างสูงลิบลิ่ว จนหลายๆ คนอาจจะรู้สึกตัวเบาเมื่อไปใช้บริการ ขนาดบางรายการ มีลูกค้าที่ย้ายมาเล่าให้ผมฟัง ผมยังรู้สึกขนลุกซู่ไป รักษาไปเลย แต่ผมก็เข้าใจเขานะครับ เหมือนกับโรงพยาบาลเอกชนของคนครับ ที่มีหลายระดับ ตามความพึงพอใจของลูกค้าครับ ....

ส่วนอีกเคสหนึ่ง ที่ผมเคยเจอ เป็นลูกค้าที่ย้ายมาจากกรุงเทพ เคยไปรักษาและฝาก admit ที่โรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท ฝากไปทั้งหมด 2 คืน เจอค่าตรวจและค่ารักษาไปประมาณ 5 หลักเห็นจะได้ ..... (ไม่ได้มีการผ่าตัดนะครับ) ผมก็งงสิครับ รักษายังไงหว่า ให้คิดค่ารักษาได้ถึง 5 หลัก อย่างนั้นก็เกินไปหรือเปล่าครับ ..... เพราะถ้ารักษาให้ได้มูลค่ามากถึงขนาดนั้น นี่ รักษาน้องหมาที่เป็นโรคลำไส้อักเสบตลอดทั้งคอร์สจนหายได้เกือบ 10 ตัวเลยนะนั่น

ทีนี้ บางที สำหรับตัวผมเองก็จะต้องประเมินความเสี่ยงของลูกค้าใหม่ ที่ทำการรักษา และเพิ่งมาเป็นครั้งแรกด้วย เพราะเคยเกิดกรณีที่ลูกค้าชิ่ง ไม่ยอมชำระเงิน แล้วทีนี้แพะก็จะอยู่ที่ตัวหมอเอง .... อย่างลูกค้าใหม่ เวลาฝากรักษาเติมน้ำเกลือน้องหมาช่วงกลางวัน แล้วช่วงเย็นจะรับกลับ จะรบกวนให้ติดต่อเคาน์เตอร์ด้านหน้าเพื่อชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อน แต่ถ้าเป็นลูกค้าประจำหรือลูกค้าเก่า ที่มารักษาอยู่บ่อยๆ อาจจะค่อยมาชำระตอนรับสัตว์กลับบ้านก็ได้ ... เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นนั่นเอง

ด้วยความที่กติกาเป็นอย่างนี้ ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมก็เลยได้รับโทรศัพท์จากลูกค้าท่านหนึ่ง ซึ่งเธอรู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจเท่าไหร่ ว่าผมทำไมจะต้องกลัวเธอไม่ชำระค่าใช้จ่ายขนาดนั้นด้วย .... คือเธอไม่ค่อยได้มารักษาที่นี่บ่อยๆ หน่ะครับ ผมก็บอกเธอไปตอนก่อนที่จะฝากน้องหมาไว้ดูแลช่วงกลางวันว่า ... พี่ครับ พี่จะเลือกชำระค่าใช้จ่ายไว้ก่อน หรือจะค่อยมาชำระก็ได้นะครับ ซึ่งเธอก็เลือกที่จะชำระทั้งหมด แต่พอตกช่วงเย็น สุนัขอาการดูไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่ เธอตัดสินใจที่จะฝากสุนัขไว้ดูอาการ

ทีนี้ตามระเบียบของโรงพยาบาลสัตว์ จะขอให้ลูกค้าช่วยวางเงินมัดจำค่ารักษาพยาบาล ตามปกติคือ 2,000 บาท (แต่ผมเห็นว่า เธอน่าจะไม่มีปัญหาอะไร เลยแจ้งกับฝ่ายการเงินว่า มัดจำซัก 1,000 บาทก็พอ)
ปัญหาเกิดตรงทีว่า บัตรเครดิตของเธอรูดไม่ผ่าน แล้วเธอก็เลยต้องชำระเป็นเงินสด เธอบอกว่า เธอไม่มีเงินสดเหลือพอที่จะไปซื้อของที่จำเป็นอย่างอื่นต่อ ... เธอก็เลยรู้สึกหงุดหงิด แล้ววันต่อมาเธอก็เลยโทรคุยกับผมว่า ทำไมต้องวางมัดจำด้วย ทีคุณหมอคนอื่นที่เคยรักษาไม่เห็นจะต้องให้เธอวางมัดจำเลย ทำไมกลัวที่จะไม่จ่ายขนาดนั้น ....

ผมจึงได้อธิบายไปว่า เป็นระเบียบของโรงพยาบาลสัตว์ ที่ลูกค้าทุกคนจะต้องชำระค่ามัดจำก่อนที่จะฝาก admit เป็นอย่างนี้ทุกรายครับ ผมเองก็เครียดครับ ผมไม่อยากให้ใครมองว่าหน้าเงิน แต่ทุกอย่างก็คือหน้าที่ผม ที่ผมเองก็อยากจะทำตามระเบียบขององค์กร เพื่อจะไม่ได้เป็นผลเสียแก่ตัวผมในภายหลัง (เพราะถ้าเกิดปัญหาลูกค้าชิ่งขึ้น จะยิ่งไปกันใหญ่ครับ) สุดท้ายแล้วเรื่องนี้เราก็เข้าใจกันดีครับ .....

ดังนั้น ผมเองก็จะต้องสังเกตลูกค้ามากขึ้นกว่าเดิม
แต่ปกติแล้ว ถ้าลูกค้าถามถึงค่าใช้จ่ายในการรักษา ผมก็จะบอกเบื้องต้นคร่าวๆ แจ้งให้ทราบก่อนที่จะดำเนินการรักษา เพื่อเจ้าของจะได้ตัดสินใจก่อน ว่ารักษาน้องหมาน้องแมวแล้ว สบายใจ สบายเงินในกระเป๋าหรือไม่? เพื่อจะได้ไม่รู้สึกมากินแหนงแคลงใจกัน .....

-----------------------------------------------------------------------------------
สัปดาห์นี้ เคสที่ผมเจอค่อนข้างเยอะมาก ก็คงจะไม่พ้นโรคลำไส้อักเสบ รักษากันจนเพลินไปเลยครับ โรคนี้จะพบได้เยอะมากๆ ในพวกกลุ่มลูกหมา อายุน้อยๆ ซัก 2-3 เดือน หรือมากกว่านั้น แต่มักจะพบได้น้อย ในกรณีสุนัขที่อายุกว่า 1 ปี



อาการเบื้องต้นของโรคนี้ก็คือจะมีอาการถ่ายท้องเสีย ร่วมกับการอาเจียน ตอนแรกๆ อาจจะแค่ถ่ายท้องเสียเฉยๆ ต่อมาก็อาจจะเริ่มเป็นมูกๆ หรือมีเลือดปน บางตัวมีอาการอาเจียนมีเลือดปนด้วย

เมื่อตรวจอุจจาระ จะพบเห็นเม็ดเลือดแดงค่อนข้างเยอะ เชื้อแบคทีเรียเป็นแท่งๆ ก็เยอะ แล้วบางทีอาจมีพวกเชื้อบิด เข้ามาร่วมด้วยก็เป็นได้ครับ

โดยปกติแล้ว จะมีชุดตรวจ Canine Parvo Virus / Corona Virus โดยใช้ cotton bud สอดเข้าไปในรูทวารหนัก เพื่อเก็บตัวอย่างอุจจาระ มาปั่นในน้ำยา แล้วหยดลงในชุดตรวจ รอแป๊บเดียว ก็จะเห็นผลว่าเป็นหรือไม่เป็น .... แต่ชุดตรวจนี้ สำหรับผมแล้ว ผมถือว่าเป็นออฟชั่นเสริมสำหรับ เจ้าของสัตว์ ที่อยากจะทราบและฟันธงว่า ใช่หรือไม่ใช่ (แต่เนื่องด้วยค่าชุดตรวจจะอยู่ประมาณ 500 บาท จึงต้องแจ้งให้เจ้าของสัตว์ทราบก่อนว่า สนใจอยากจะฟันธงไหม)

แต่ถ้าเวลาตรวจ สัณนิษฐานว่าน่าจะเป็นโรคลำไส้อักเสบแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะลืมตรวจไม่ได้ ก็คือเลือดครับ จะดูปริมาณเม็ดเลือดขาว ณ เวลานั้น เพื่อจะได้ประเมินถึงความรุนแรง แล้วก็จะได้บอกเจ้าของว่า อาการหนักมากขนาดไหน ....

ปกติแล้วน้องหมาที่ปกติดี จะมีค่าเม็ดเลือดขาวอยู่ประมาณ 1x,xxx ต้นๆ - กลางๆ แตน้องหมาที่เป็นโรคลำไส้อักเสบ ค่าเม็ดเลือดขาวก็จะลดลงเรื่อยๆ จากหมื่นต้นๆ ก็อาจจะเหลือแค่ 4,000 - 5,000 และต่อไปอาจจะเหลือแค่ 2,000 จนกระทั่งบางตัวเหลือเพียง 500 - 700 เท่านั้น ซึ่งถ้าหากไม่ได้ทำการรักษา ก็จะไม่รอดตอนช่วงนี้นั่นเอง ....

ปกติแล้ว การรักษาที่ผมทำเป็นประจำก็คือ ต้องให้สารน้ำเข้าทางเส้นเลือดตลอดทั้งวัน (หรือทั้งคืน กรณี admit ไว้ แต่ถ้าจะไม่ฝาก เลือกแบบไปเช้า-ค่ำกลับก็ไม่เป็นไร) แล้วก็ให้ยาปฏิชีวนะเข้าทางเส้นเลือด ร่วมกับยากลุ่มระงับการอาเจียน แล้วทำการตรวจเลือดดูระดับค่าเม็ดเลือดขาว ถ้ามีแนวโน้มลดลงต่ำมาก ก็จะใช้ยากลุ่ม anabolic steroid เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว

ถ้าหากน้องหมาตอบสนองต่อยาดี อาการก็จะเริ่มดีขึ้น ค่าเม็ดเลือดขาวก็จะเริ่มกลับมาสูงขึ้น จากแค่ 1,xxx กว่าๆ ก็อาจจะขึ้นเป็น 3,000 หรือ 4,000 แล้วก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ การถ่ายท้องเสีย และ อาเจียนก็จะน้อยลงกว่าเดิม และซักพักหนึ่งก็จะเริ่มทานอาหารได้ ซึ่งถ้าเริ่มทานได้ ก็จะจัดยากลับบ้านแล้วหล่ะครับ โดยปกติก็จะใช้เวลารักษาประมาณ 1 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกันในตัวน้องหมา ถ้ามีมาก หรือเคยทำวัคซีนก่อนแล้ว อาการอาจจะดีขึ้นเร็ว บางตัวแค่ 4 วันก็หายแล้ว แต่ถ้าไม่เคยทำเลย หรือดูค่อนข้างอ่อนแอมากๆ อาจจะใช้เวลาร่วม 2 อาทิตย์ แต่ก็รอด

พอกินได้แล้ว ก็เอาไว้หายชัวร์ๆ ก่อนซัก 1 สัปดาห์ ค่อยทำวัคซีนกันต่อไปครับ

-----------------------------------------------------------------------------------
นอกจากลำไส้อักเสบแล้ว ....
เคสหนึ่งที่ผมเจอบ่อยช่วงนี้ ก็เป็นปัญหาเรื่อง มดลูกอักเสบ หรือ มดลูกเป็นหนอง นั่นเอง

มักจะเจอได้บ่อยมากๆ ในสุนัขที่มีประวัติว่าเคยฉีดยาคุมมา ....
ที่ซ้ำร้าย บางตัว ผสมไปแล้ว เจ้าของไปฉีดยาคุมซ้ำ แล้วดันผสมติดซะงั้น
ซึ่งกรณีนี้ จะต้องผ่าคลอด เพราะแม่สุนัขก็จะไม่มีการเบ่งคลอด โดยจะเห็นน้ำไหลซึมออกมาจากช่องคลอดก็ต่อเมื่อ ลูกในท้องตายแล้วเท่านั้น ถ้าไม่ผ่าแม่ก็ไม่รอดเช่นกันครับ ....

ตอนที่ผมเรียน อาจารย์จะพร่ำสอนเสมอว่า การฉีดยาคุมสามารถเหนี่ยวนำทำให้เกิดภาวะมดลูกอักเสบได้ ดังนั้น เมื่อลูกค้ามาขอฉีดยาคุม ผมเองก็จะถามว่า ยังอยากจะให้น้องหมาเค้ามีลูกอยู่หรือเปล่า ถ้าเจ้าของไม่อยากให้มีอีกแล้ว แนะนำว่าให้ทำหมันจะดีที่สุด .... เพราะถ้าไม่ทำหมัน ฉีดยาคุมไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วถ้าเป็นมดลูกอักเสบ ก็ต้องได้ผ่าตัดอยู่ดีครับ ....



ซึ่งเมื่ออธิบายแล้ว เจ้าของส่วนใหญ่มักจะรับฟังและเข้าใจได้ง่าย หรือบางบ้านสงสารน้องหมาตัวเมีย ก็จะนำน้องหมาตัวผู้มาทำหมันแทน เพื่อไม่ให้ผสมกันได้ติด

ทีนี้หล่ะครับ กรณีที่น้องหมาบางตัว ที่มีประวัติถูกฉีดยาคุมไปเรื่อยๆ พอเริ่มอายุมากๆ แล้ว บางทีก็จะเริ่มแสดงอาการซึมหงอย ไม่อยากกินข้าว บางตัวท้องอาจจะดูกางๆ บางตัวเจ้าของอาจจะบอกว่าเหมือนมีเมนส์มา แต่เห็นเป็นของเหลวขุ่นๆ ไหลออกจากช่องคลอด เมื่อวัดไข้ อาจพบมีไข้ขึ้น ... สุนัขบางตัวอาจมีอาการตาแดงๆ อักเสบๆ ด้วย ซึ่งปกติแล้ว สามารถตรวจยืนยันได้โดยการ x-ray เพื่อดูขนาดมดลูก ร่วมกับการตรวจเลือดดูค่าเม็ดเลือดขาว -->> ซึ่งทีนี้ กรณีมดลูกอักเสบ จะตรงกันข้ามกับ ลำไส้อักเสบนะครับ ถ้าสุนัขที่เป็นมดลูกอักเสบ ค่าเม็ดเลือดขาวจะเพิ่มขึ้นสูงมากๆ อาจจะมากกว่า 40,000 - 50,000 บางตัวอาจจะทะลุไปถึง 70,000 ซึ่งยิ่งมากก็ยิ่งน่ากลัว แสดงให้เห็นถึงภาวะการติดเชื้อที่มีสูงมากขึ้น

ถ้าปล่อยไว้ ไม่ได้ทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเอามดลูกออก จะมีการติดเชื้อมากขึ้น เชื้อที่อยู่ภายในมดลูกก็จะซึมเข้ากระแสเลือดที่ไปเลี้ยงมดลูกมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดสัตว์ก็จะมีภาวะ ติดเชื้อในกระแสเลือดทั่วร่างกาย แล้วก็จะไม่รอด ...

ดังนั้น ถ้าใครอยากจะฉีดยาคุม อาจจะต้องระวังดีๆ นะครับ ....
ถ้าต้องการไม่ให้น้องเค้ามีลูกแล้ว ทำหมันถาวร จะสบายใจที่สุดครับ

-----------------------------------------------------------------------------------
อีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมเจอบ่อยมากๆ ก็คือ ....

สุนัขถูกวางยาเบื่อมา ....

ช่วงเดือนก่อน ที่เหมือนจะเป็นฤดูกาลผสมพันธุ์ของน้องหมาหลายๆ ตัว สุนัขหนุ่มๆ บางตัวอาจจะไปแทะโลมสุนัขสาวๆ ทำให้เจ้าของน้องหมาสาวไม่พึงพอใจก็เป็นได้

และคนเราบางคนก็ใจร้ายใจดำเสียเหลือเกิน ผสมยาเบื่อลงในอาหารให้สุนัขกิน
แล้วสุดท้าย สุนัขก็ชักดิ้นชักงอ น้ำลายฟูมปาก เจ้าของก็ต้องรีบพามาหาหมอ ซึ่งผมยอมรับว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมเจอเคสกรณีอย่างนี้ไปไม่น้อยกว่า 5-6 ราย ซึ่งไม่น้อยหรอกครับ และผมเองก็จะรู้สึกสลด ทุกครั้ง (ที่ผ่านมาก็กู้ได้ทุกครั้งครับ เพราะเจ้าของสุนัขเห็นแล้วรีบเอาเกลือ เอาไข่ เอาผงชูรส กรอกปากเพื่อกระตุ้นการอาเจียนมาก่อนแล้ว)



กลุ่มยาเบื่อก็จะมีอยู่ไม่กี่กลุ่มอ่ะครับ กลุ่มที่ได้รับความนิยม
และจะทำให้สัตว์มีอาการชัดเจนมากที่สุด ก็คือ ยาเบื่อกลุ่ม Organophosphate
ซึ่ง สุนัขที่ถูกยาเบื่อกลุ่มนี้มาน้ำลายก็จะฟูมปาก และ กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ก็จะสั่นเป็นริ้วๆ เหมือนเป็นลูกคลื่น เป็นลักษณะเด่นของยาเบื่อกลุ่มนี้

การรักษาไม่ซีเรียสครับ (เพราะเจอบ่อยที่สุด) สิ่งแรกที่หมอทำก็คือการให้น้ำเกลือเข้าทางเส้นเลือดดำ เพื่อเจือจางสารพิษ แล้วจะได้ขับสารพิษออกทางปัสสาวะได้ และจะเตรียมยาที่ มีฤทธิ์ต้านกับยาเบื่อกลุ่มนี้ ฉีดเข้าทางเส้นเลือด และทางใต้ผิวหนัง

เมื่อน้องหมาได้รับน้ำเกลือและยา ก็จะมีอาการดูดีขึ้นแบบทันตาเห็นครับ น้ำลายก็จะไหลน้อยลง กล้ามเนื้อก็จะสั่นน้อยลงด้วย เมื่อผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ทุกอย่างก็จะคืนสู่ภาวะปกติ สามารถลุกขึ้นยืนเดิน กล้ามเนื้อหยุดสั่นกระตุก แล้วก็ปล่อยกลับบ้านได้ครับ

แต่บางทีสุนัขอาจจะไม่ได้รอดทุกรายไปนะครับ .... ดังนั้น เจ้าของเองเมื่อเห็นน้องหมากินอะไรแปลกๆ เข้าไป สิ่งที่ทำได้ ณ เวลานั้น ก็คือการกระตุ้นให้อาเจียนโดยเร็วที่สุด กรอกไข่ขาวลงไปก็ช่วยได้ (มีบางบ้านที่รีบกรอกผงชูรส กับเกลือ เข้าปากสุนัข) แล้วพาไปหาสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุดครับ อย่าปล่อยไว้เชียวครับ ...

-----------------------------------------------------------------------------------
เอาหล่ะครับ ตอนนี้ก็ค่อนข้างยาวนะครับ เรื่องวิชาการจริงๆ ผมก็ไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่หรอกครับ แต่ก็อาศัยประสบการณ์จากพี่ๆ ที่สอนมาแล้วก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ด้วยครับ บางทีไม่เข้าใจก็จะรีบเปิดหนังสือดูเช่นกัน ....



อ้อ ... ช่วงนี้ผมก็เจอสัตว์แปลกๆ ค่อนข้างเยอะครับ อย่างเรื่องนกปีกหัก หรือกระต่ายท้องเสีย ก็รักษากันไปครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบครับ




 

Create Date : 11 มกราคม 2551    
Last Update : 11 มกราคม 2551 23:08:17 น.
Counter : 5091 Pageviews.  

++ เมื่อหมอสัตว์มือใหม่พลาดท่าถูกแมวกัดเข้าให้ ++

สวัสดีครับ

วันนี้เป็นวันที่สดใสวันหนึ่งในการทำงานของผม
วันอาทิตย์ วันที่หมอเหลืออยู่น้อย เพราะเป็นวันหยุดของพี่อีกคนหนึ่ง
ผมและพี่ที่เหลือคนอื่นๆ ก็วิ่งวุ่นรักษากันเต็มเหนี่ยว

และแล้ว OPD ก็ถูกส่งมาจากข้างหน้า
เป็นน้องแมว ชื่อน้อง "สด" ครับ ...
น้องสดเป็นแมวที่ผมค่อนข้างคุ้นเคย
เพราะป่วยเรื้อรังเหลือเกิน ผอมแห้งแรงน้อย มาเติมน้ำเกลือกันอยู่เรื่อยๆ
วันนี้ผมก็นัดมาเติมน้ำเกลือ และคุณพี่เจ้าของก็ request ผมซะด้วย

เรียกเข้าห้องตรวจ เจ้าสดก็ยังเป็นแมวน้อยเชื่องๆ ที่ดูหมดแรง
จากการที่ไม่ค่อยมีแรงอยากกินอะไรเท่าไหร่ แล้ววันนี้ผมก็นัดมาให้เติมน้ำเกลือเข้าเส้นเลือด ยิ่งช่วงนี้ผมจะมีเคสน้องแมวค่อนข้างเยอะมาก
คือป้อนยาเม็ดให้กับแมวทุกวัน จนเริ่มชิน แม้ว่าจะมีแมวโหดบางตัว ที่จะชอบตะปบทำให้ผมได้แผลอยู่เนืองๆ แต่ผมก็เริ่มรู้จักหักหลบบ้างแล้ว เราจะต้องไวกว่าแมวให้ได้

เติมน้ำเกลือเรียบร้อย น้องแมวไม่ได้มีอาการอาเจียนก็เลยว่าจะฉีดยาปฏิชีวนะ ยาลดอักเสบเข้าทางกล้ามเนื้อเหมือนทุกครั้ง แต่สิ่งที่เพิ่มมาก็คือวิตามินที่ป้อนแบบเม็ดน่าจะสะดวกกว่า ก็เลยเตรียมมาเรียบร้อย ยาฉีด 1 เข็ม แล้วก็ยาเม็ด 2 เม็ด

น้องสด เริ่มจะทำท่าเซ็งๆ แล้ว จับชั้นอยู่นั่นหล่ะ

ผมก็เริ่มง้างปากด้วยวิธีการปกติ เพื่อจะป้อนยาแมว
แต่แปลกแฮะ วันนี้น้องสดดื้อ ยาหล่นลงไปตรงโคนลิ้นแล้ว จับปิดปาก
น้องยังอมยา คายยาออกมาได้

ทีนี้ ... ผมดันไปนึกถึงคำสอนของพี่ๆ ว่า เอานิ้วยัดยาเข้าไปในปากแมวได้เลย ...
เอ่อ ฟันแมวก็คมนะพี่ ปกติผมก็ไม่อยากเอานิ้วไปแยงปากแมวเล่นหรอก ...
แต่เนื่องด้วย ป้อนยา 2 ครั้งแล้ว ยากระเด็นออกมาโชว์คุณเจ้าของ
(พี่เจ้าของน่ารักครับ เค้าไม่ว่าอะไรผมเลย ออกจะแนวขำๆ ด้วยซ้ำไป)
ผมก็เลยเอานิ้วแยงเข้าไปดันยา

ทีนี้คุณสดเธอหงุดหงิดจริงๆ งับครับ งับ ...
รีบถอนนิ้วออกมา กลายเป็นว่า ไม่พ้นแฮะ ..

จี๊กกกก ... เข้าไปเต็มๆ ที่ปลายนิ้วกลางซ้าย
ผมหน้าเสียเล้กน้อย แต่ก็ยังยิ้มกลบเกลื่อนอยู่
ยาเข้าปากไปแล้วหล่ะครับ
ผู้ช่วยเห็นเลือดผมกระเด็นออกไปติดปากแมวด้วย (แต่คุณเจ้าของคงจะไม่เห็น)
ผมก็เลยรีบกลบเกลื่อน หันไปหยิบสำลีแอลกฮอลล์ จะมาฉีดยาแมว

แต่ก็ไม่ลืมหยิบสำลีมาซับเลือดตรงปลายนิ้ว นิ้วที่เป็นแผลไปโดนผนังห้องตรวจเล้กน้อย เป็นคราบเลือดได้อีก ... รับซับเลือดอย่างรวดเร็วแบบไม่ให้เจ้าของสังเกตเห็น ยึดคติ The show must go on!!!

มือข้างขวาก็ฉีดยาไป มือซ้าย ก็ประคองนิดหน่อย (แต่หดนิ้วกลางลงไปอุดให้เลือดหยุด) จนในที่สุดก็เสร็จสิ้น ส่งน้องแมวเข้ากรง พอคุณเจ้าของกลับไปแล้ว ถึงจะได้เวลามาทำแผลตัวเอง ..... เป็นรอยเขี้ยวแมว 2 รูปบนปลายเล็บอ่ะครับ เจ็บหลาย ... แมวกัดนี่เป็นอะไรที่ปวดรวดร้าวได้ใจนัก

พูดถึงเรื่องแมวกัด ขอเล่าอดีตหน่อยนะครับ : ตอนผมเป็นนิสิตสัตวแพทย์ปี 4 เมื่อปี 2547 ผมเคยไปช่วยอาจารย์ทำวิจัยเรื่องแมวจรจัดใน กทม. แล้วก็ต้องไปไล่จับแมวตามวัดต่างๆ เจาะเลือดมาตรวจ ... ทีนี้หล่ะลำบากครับ เพราะว่า .... แมวแต่ละตัวนี่ มิใช่แมวธรรมดา แมวจรอ่ะครับ แมวโหด จับยากพอควร .... มีครั้งหนึ่งที่พลาด น้องแมวงับเข้าซะกลางฝ่ามือผมเลยครับ .... แผลไม่เท่าไหร่หรอกครับ เลือดแดงฉานเต็มมือ
รีบเช็ดมือเรียบร้อย

พอเสร็จงานแล้วช่วงเย็นก็ไปแวะทำแผล และฉีดวัคซีนบาดทะยัก และวัคซีนพิษสุนัขบ้าที่โรงพยาบาลวิภาวดี (สมัยนั้นนิสิตสามารถเบิกประกันได้ 2 เด้งครับ : เบิกกับมหาลัยก็ได้ เบิกกับประกันที่คณะก็ได้ ดังนั้น ก็จะได้ทั้งเงินค่ารักษา และเงินค่าทำขวัญ -->> พอปีต่อมา คณะเลิกทำประกันให้นิสิตเลย เพราะถือว่า มหาวิทยาลัยมีประกันให้อยู่แล้ว )

หมดค่าบิลไป 1,2xx บาทสำรองออกไปก่อน แล้วมาเบิกทีหลัง หวานครับหวาน ได้ตั้ง 1,200 บาท

พอทีนี้กลับมาถึงเรื่องปัจจุบันบ้าง ...
เนื่องด้วยผมเองมีสถานะภาพเป็นลูกจ้างของโรงพยาบาลสัตว์อยู่
นายจ้างก็ได้ทำประกันสังคมให้กับผมด้วยเช่นกัน
ค่าประกันสังคมเนี่ยะ จะถูกหัก 5% ของเงินเดือน ออกจากเงินเดือนทุกๆ เดือน
โดยเราต้องจ่าย 5% และทางนายจ้าง(โรงพยาบาลสัตว์)จะจ่ายอีก 5% รวมเป็น 10% ให้กับสำนักงานประกันสังคม ... พนักงานคนนึง เดือนนึงก็หลายร้อยบาทครับ

ทีนี้ผมก็เลยได้ลองใช้สิทธิ์ผู้ประกันตนของประกันสังคมดูซักกะหน่อย ...

ผมเลือกโรงพยาบาลจากความใกล้ที่ทำงานหน่ะครับ ที่ทำงานผมที่เชียงใหม่ จะอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ 2 แห่งก็คือ โรงพยาบาลราชเวช กับ โรงพยาบาลเซ็นทรัลเมมโมเรียล ... พี่ๆ หลายๆ คนจะชอบเลือกเซ็นทรัลเมมโมเรียลกัน ... แต่ผมเคยไปใช้บริการไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่ ก็เลยเลือกราชเวช (อยู่ตรงข้ามโรงแรมฮอลิเดย์อินน์ เชียงใหม่)

วันนี้ผมก็เลยได้บุกโรงพยาบาลราชเวช ตอนเลิกงานแล้ว ตั้งใจจะไปฉีดวัคซีน บูสเตอร์ซักกะหน่อย เพราะไม่ได้ฉีดยาป้องกันพิษสุนัขบ้ามานานกว่า 3 ปีแล้วนับจากครั้งสุดท้ายที่โดนแมวกัด (ตอนเรียนอยู่ปี 1 สถานเสาวภาเคยมาทำวัคซีนพิษสุนัขบ้าให้กับนิสิตสัตวแพทย์ทุกคนฟรีครับ แต่นั่นก็นานมากแล้ว)

พอไปถึง สิ่งแรกก็คือยื่นบัตรประชาชน กับบัตรประกันสังคมไป
เนื่องด้วยผมไปโรงพยาบาลนี้เป็นครั้งแรก เจ้าหน้าที่ก็เลยให้กรอกรายละเอียดไป
เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าเจ็บป่วยอะไร -- ผมตอบว่าแมวกัด !! เจ้าหน้าที่ก็ดูงงๆ ว่าจะเกี่ยวกับอุบัติเหตุระหว่างการทำงานได้ไง เขาก็เลยถามผม -- ผมก็ตอบว่า "ผมเป็นสัตวแพทย์อ่ะครับ"

ทีนี้ ผมก็เริ่มเขินตัวเอง เพราะเจ้าหน้าที่เริ่มเรียกผมว่าหมอๆๆ พอไปตามจุดเรียกต่างๆ เค้าก็เรียกผมว่าหมอหมดเลย ... จนผมเริ่มงงๆ เอ่อ ผมเข้ามาในโรงพยาบาลคนนะครับ ... มีเจ้าหน้าที่แซวว่า "เป็นสัตวแพทย์ทำไมปล่อยให้แมวกัดได้หล่ะ?" ผมก็เลยบอกว่า พอดีพลาดท่าเอานิ้วไปแยงปากแมวหน่ะครับ ก็เลยโดนกัดซะงั้น
เจ้าหน้าที่เอาเอกสารประกันสังคมมาให้ผมกรอกครับ และจะต้องกรอกอย่างนี้ทุกครั้งเวลามาใช้สิทธิ์ ซึ่งจะต้องแจ้งว่าเป็นการบาดเจ็บระหว่างการทำงานด้วย อีกทั้งต้องเอาใบไปให้ฝ่ายบุคคลที่ทำงานกรอกและเซ็นต์มาส่งคืนให้โรงพยาบาลด้วย (เขาก็จะได้ไปเก็บเงินกับสำนักงานประกันสังคมได้)

พอเจ้าหน้าที่เรียกผมว่าหมอมากๆ ผมเริ่มเขินครับ เขินหน้าแดงเลย ตอนที่เจ้าหน้าที่เรียกเข้าห้องตรวจ พอเจอคุณหมอ(นายแพทย์เวร) คุณหมอยกมือไหว้!!! ผมตกใจ รีบยกมือไหว้แทบไม่ทัน เพราะคิดว่า หมอที่ทำงานที่นี่ น่าจะเป็นรุ่นพี่ผมแน่ๆ ผมก็เลยนึกบ่นในใจ

เอ่อ พี่ครับ พี่ว่าหน้าผมแก่ขนาดนั้นเลยเหรอครับพี่

การซักประวัติเป็นไปแบบขำๆ ครับ เพราะผมก็รู้หล่ะว่าคุณหมอจะต้องถามอะไรเราบ้าง ก็บรรยายเรื่องให้ฟังพอสังเขป พี่หมอแกก็ใจดี เป็นกันเองดีมากๆ ผมก็เลยบอกว่าจุดประสงค์คืออยากจะมีฉีดบูสเตอร์วัคซีนพิษสุนัขบ้า
-- สำหรับในสุนัขกับแมวรวมไปถึงพวกกระต่าย ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกปี ปีละเข็มอ่ะครับ
-- สำหรับในคน กรณีที่ไม่เคยฉีดมาก่อนเลย หรือเคยฉีดมาแล้วนานกว่า 5 ปี จะต้องฉีดยาทั้งหมด 5 ครั้ง !!! (วันที่ 0 3 7 14 และ 30 วัน) แต่ให้สังเกตอาการสุนัขและแมวก่อน ถ้าสุนัขหรือแมวตายภายใน 7 วันให้ฉีดยาต่อเนื่องจนครบ 5 เข็ม แต่ถ้าสัตว์ไม่ตายฉีดแค่ 3 เข็มก็เพียงพอแล้ว
-- ส่วนวัคซีนบาดทะยัก ถ้าเคยฉีดแล้วไม่เกิน 5 ปีก็ไม่ต้องฉีดอีก แต่ถ้าไม่เคยฉีดหรือฉีดมานานกว่า 5 ปีก็จะต้องฉีดด้วยครับ

คุณหมออธิบายซะละเอียดแจ่มแจ้ง
วันนี้ผมก็จะโดนไป 1 จึ๊กกก (กรรมตามทันจริงๆ ฉีดยาหมาแมวมาเยอะแล้วโดนซะบ้าง ) คุณหมอจ่ายยาปฏิชีวนะคุมการติดเชื้อ กับยาลดปวดมาให้ด้วย โอเคดีครับ
สุดท้ายก็เลยถามคุณหมอซะเลยว่า คุณหมอเป็นรุ่นพี่ผมซักกี่รุ่น คุณหมอเป็นรหัส 43 ผมรหัส 44 ครับ .... คุณหมอเป็นรุ่นพี่ผม 1 ปี ผมก็เลยรีบยกมือไหว้ขอบคุณซะเลย....

เพราะผมไม่เคยคิดว่า คุณหมอคนจะยกมือไหว้คนไข้ได้อ่ะครับ
ขนาดผมเอง ผมก็ไม่ได้ยกมือไหว้เจ้าของสัตว์ทุกรายนะครับ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่กำลังจะยกมือไหว้ผมก็จะรีบชิงยกมือไหว้ก่อน หรือต้องรับไหว้ทุกครั้ง ถ้ามีเด็กๆ หรือน้องๆ ยกมือไว้อ่ะครับ

จากนั้นก็โดนฉีดวัคซีนครับ คุณบุรุษพยาบาลฉีดให้ มือเบามากๆ ครับ ใช้เข็มเบอร์ 23 สีส้มที่ผมคุ้นเคยดี ฉีดให้ผมนี่หล่ะ เลยเข้าใจน้องหมาน้องแมวมากขึ้น
และจะพยายามเลือกใช้เข็มเบอร์เล็กๆ ฉีดวัคซีนแล้วกันนะน้องหมาน้องแมว

จากนั้นก็ไปรับยา ก่อนรับยาก็ต้องเซ็นต์ชื่อในบิลก่อน ... แต่วันนี้ผมไม่ต้องควักครับ คุณประกันสังคมจ่ายให้ บิลตั้ง 1,9xx บาทแหน่ะ พอเซ็นต์ชื่อแล้วก็รับยาได้เลย ยาปฏิชีวนะที่คุณหมอให้ ก็เหมือนกับที่โรงบาลผมมีอ่ะครับ แต่ขนาดยาต่างกัน อย่างที่โรงบาลผมจะสูงสุดที่ 625 มก. คุณหมอจ่ายมาให้ 1,000 มก. เป็นต้น

เดี๋ยวอีก 3 วันก็ไปฉีดวัคซีนต่อ...
แล้วก็ต้องเอาใบไปให้ฝ่ายบุคคลช่วยกรอกให้ ....

ส่วนน้องสดนั้น ผมก็ฝากความแค้นเอาไว้ อิอิ ไว้เจอกันคราวหน้า พี่จะฉีดยาให้เจ็บๆ เลย (พูดเล่นนะครับ แมวไม่ใช่รู้อะไรหรอก เราหลบไม่ทันเองตะหาก )

ถ้ามีเรื่องอะไรจะเล่าอีกเรื่อยๆ แล้วกันนะครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบครับ




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2550    
Last Update : 10 ธันวาคม 2550 3:16:16 น.
Counter : 1867 Pageviews.  

เรื่องขำๆ หมาๆ แมวๆ กับหมอสัตว์มือใหม่ไฟแรงสูง (ตอนที่ 7)

สวัสดีครับ ... หลังจากที่เงียบหายไปไม่ได้ตามมาเล่าเรื่องน้องหมาน้องแมวกันเกือบเดือนเต็มๆ พอดีช่วงนี้ทำงานตลอดครับ เพิ่งจะได้หยุดพักหลังจากที่ทำงานมา 13 วันติดๆ กัน ก็เลยไม่ค่อยจะได้มีเวลามานั่งอัพเดต เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง

ช่วงนี้เชียงใหม่ฝนก็ตกหนักบ้าง ไม่ตกบ้างหน่ะครับ ว่าก่อนไปทำงานก็รถติดยาวเหยียดเป็นกิโล เพราะน้ำท่วมตรงทางลอดใต้สะพานหน่ะสิครับ โฮะๆๆ ไปทำงานสายอีกแล้ว


แต่คราวนี้ มีเวลาว่างแล้วก็อยากจะเล่าเรื่องขำๆ หมาๆ แมวๆ ที่ผมได้ประสบพบเจอมานะครับ ช่วงที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วง Low Season ของการรักษาสัตว์เลยก็ได้ จากปริมาณเคสที่เข้ามาที่ลดลงบ้าง แต่ก็ยังถือว่าได้ทำงานกันตัวเป็นลิง แม้ว่าจะไม่เป็นลิงวุ่นเท่าเดือนที่แล้วก็ตาม มีเคสแปลกๆ ที่น่าสนใจให้ทำเยอะครับ ผมเองก็คิดว่า คุ้มค่านะสำหรับหมอจบใหม่ทำงานได้แค่ครึ่งปี แต่ได้เจอเคสอะไรมากๆ

การรักษาของผมก็เริ่มไม่ค่อยติดขัดแล้วหล่ะครับ ลื่นไหล ไม่ว่าจะภาคภาษาไทย หรือภาคภาษาอังกฤษ ก็พอถูๆ ไถๆ ไปได้ แต่ถ้าเป็นเคสประหลาดสุดยอด advance ก็ยังจำเป็นต้องอาศัยพี่ๆ ที่มีประสบการณ์สูงเข้ามาช่วยเหลือครับ ผมจะรู้สึกดีใจทุกครั้ง หน้าบานเป็นจานเชิง เมื่อทราบว่าผลการรักษาดูดี เจ้าของเค้า Happy แต่ก็จะจ๋อยลงบ้าง เมื่อรู้ว่าน้องเค้าดูอาการไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่ (บางส่วนเป็นผลจากอาการของโรคด้วยนะครับ อาจจะต้องใช้เวลาด้วยเช่นกัน)

รู้สึกว่าจะมีสมาชิกหลายๆ ท่านเข้ามาอ่าน blog ผมแล้วคาดเดาได้ว่า ผมทำงานอยู่ที่ไหน มีสมาชิกเข้ามาทักกับคุณหมอท่านอื่นๆ และเจ้าหน้าที่การเงิน(สาวสวย) ตรงหน้าเคาน์เตอร์ว่า "หมอคนไหนที่เพิ่งจบจากเกษตร ที่เที่ยวต่างประเทศเก่งๆ หน่ะ?" เล่นเอาผู้ช่วยสัตวแพทย์คนอื่นๆ ที่ไม่เคยรู้ประสบการณ์บ้าบิ่นของผมเหวอ เอามาแซวผมใหญ่เลยหล่ะครับ เอาหน่าครับ ผมมีงานหลักคือการรักษาสัตว์แต่ก็ไม่ทิ้งงานอดิเรก ที่ใจรักมากๆ นั่นก็คือการท่องเที่ยว บ้าจองตั๋วโปรโมชั่นอยู่นั่นเอง

แหม่... ขนาดพยายามไม่เปิดเผยชื่อสถานที่ทำงานแล้วนะนี่ (ด้วยจรรยาบรรณก็ไม่ควรจะเปิดเผยครับ ไม่อยากให้ใครมองว่าเป็นการโฆษณาสถานพยาบาลสัตว์) แต่แน่นอนหล่ะครับ ลูกค้าที่เค้าเห็นภาพประกอบแล้วเดาออกว่าน่าจะเป็นที่ไหนก็คงจะมีเหมือนกัน .... เพราะโรงพยาบาลสัตว์ในเชียงใหม่ที่มีเคสต่อวันค่อนข้างมาก ก็มีอยู่ไม่กี่แห่งหน่ะครับ

เรื่องแรก....
น้องหมีพันธุ์ร๊อตไวเลอร์ หนัก 90 กิโลกรัม


เช้าวันหนึ่งที่สดใส ตายุ่งก็รับเคสไปเรื่อยๆ กันเป็นลิงกะพี่ๆ จนกระทั่ง OPD อันหนึ่งถูกส่งเข้ามา เขียนว่า เป็นสุนัขพันธุ์ร๊อตไวเลอร์ ดุมาก!! อยู่บนหลังรถกระบะ ผมเริ่มลังเลใจ จะรับดีไหมว๊า หรือให้พี่รับดี .... รถกระบะสีขาวจอดอยู่หน้าโรงพยาบาล ผมเดินออกไปเจอกับคุณป้าเจ้าของ เธอเดินนำไปที่รถ

ภาพที่ผมเห็นคือ น้องหมี เอ้ย น้องหมาพันธุ์ร๊อตไวเลอร์ ตัวใหญ่มากๆๆๆๆ ลุกไม่ขึ้น ถุงอัณฑะบวมโต ดูท้องกางๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ และคุณป้าเค้าก็กำชับใหญ่เลยว่า "มันดุนะหมอ ระวังตัวด้วยนะ" เอ่อ... ยิ่งเป็นร๊อตไวเล่อร์ นี่ยิ่งต้องระวังตัวขึ้นไป 3 เท่าแล้ว (ถ้าโดนกัดนี่ถึงประกันสังคมจ่ายก็จริง แต่ไม่คุ้มเด้อ) ผมไปตามหาผู้ช่วยฯ มือฉมังมา ปรึกษาว่าเอาไงดี

ไหนๆ ก็มาถึงโรงพยาบาลแล้ว ครั้นๆ จะฉีดยาให้กลับบ้านไปก็คิดว่าคงจะไม่เวิร์กแน่ เพราะดูอาการค่อนข้างหนักเหมือนกัน (ไม่กินข้าวแล้ว นอนตลอด หายใจหอบๆ อาการเริ่มผิดปกติมาได้ 1 เดือนแต่เพราะว่า ดุ!! และกินได้อยู่เลยไม่ได้พามาตั้งแต่เนิ่นๆ) ก็เลยต้องใช้คนถึง 6 คนในการยกจากหลังรถกระบะ ชั่งน้ำหนักได้ 90 กว่ากิโลกรัม แล้วยกต่อเข้ามาในห้องตรวจ ตัวใหญ่เกินโต๊ะตรวจ ก็ต้องวางบนพื้น

เริ่มตรวจร่างกาย ดูสภาพร่างกายค่อนข้างอาการหนักเหมือนกัน ถุงอัณฑะบวม ปลายเท้า มีหลายๆ ระบบแทรกซ้อน หายใจหอบๆ รีบตรวจค่าการทำงานตับไต ไตก็ยังโอเคหน่ะครับ แต่ค่าตับพุ่งกระฉูดเลยวุ๊ย .... ก็เลยรักษาตามอาการ ปล่อยให้พักสบายๆ เติมน้ำเกลือ ฉีดยาปฏิชีวินะและยาขับน้ำ เพื่อลดอาการท้องบวม (ท้องมาน) ซึ่งอาการนี้น่าจะมาจากโรคหัวใจ ขั้นรุนแรง

ตัวเดียวก็ใหญ่คับห้องตรวจหน่ะครับ ปิดห้องตรวจให้น้องเค้าอยู่ไปเลย แต่ด้วยความที่อาการค่อนข้างหนัก มีปัญหาโรคหัวใจ แม้ว่าจะให้สารน้ำ และยาขับปัสสาวะเพื่อช่วยบรรเทาอาการ แต่ก็เอาไม่อยู่ครับ น้องเค้าก็เลยจากไปในช่วงบ่ายวันนั้นนั่นเอง ตอนยกส่งน้องขึ้นรถกระบะ ยังรู้สึกเศร้าๆ เลยครับ แต่เค้าก็อาการหนักน่าดูเลยหล่ะครับ

เรื่องที่สอง
ปัญหายอดฮิต .....
แมวนู๋โดนกาวดักหนูมา ทำยังไงดีค๊ะ????

เคสแบบนี้ ถ้ามีมาหล่ะก็ พี่หมอเค้าจะยื่นมาให้ผมเลยหล่ะครับ เพราะว่าเป็นเคสที่ ไม่ยากครับ แต่ใช้เวลานาน....
วิธีการก็ง่ายมากๆ ครับ เจ้าของแมวหลายๆ ท่านอาจจะเอาน้ำยาต่างๆ เช็ดล้าง อาบน้ำแมว ยังไงก็เอาไม่ออกหรอก อิอิ เราต้องใช้อุปกรณ์วิเศษ ...

นี่เลยครับ น้ำมันพืช ที่เราใช้ทำครัวนั่นแหล่ะครับ ชุบผ้าก๊อช ถูๆๆๆ บนตัวน้องแมวไปได้เลย ไม่ยาก แต่ใช้เวลาขัดถูกกันซักหน่อย

เคยมีแมวโดนกาวดักหนูราดมาครึ่งตัวครับ ใช้เวลาเช็ดไปเกือบๆ 2 ชั่วโมง เช็ดตัวแล้วจับอาบน้ำ กลายเป็นแมวสดใสเหมือนเดิม อิอิ สบายแฮ

ตอนที่สาม
สารพัดปัญหากับโรคผิวหนัง....
รู้สึกว่าช่วงนี้จะเจอน้องหมาเป็นขี้เรื้อนเปียกกันเยอะเหลือเกินแฮะ อินเทรนด์มาก
และเจ้าของจะรู้สึกเป็นกังวลมากๆ ว่า มันจะหายไหมค๊ะหมอ??

คราวนี้ผมขอพูดถึงขี้เรื้อนเปียกยอดฮิต หรือที่หมอๆ เค้าเรียกกันว่า demodex นั่นเอง น้องหมาก็จะมีอาการคันๆ ขนร่วงเป็นตำแหน่งๆ บริเวณพื้นผิวที่ขนร่วง มักจะเป็นตะปุ่มตะป่ำ แดงๆ เมื่อขูดตรวจผิวหนัง ก็จะพบกับตัวขี้เรื้อน หน้าตาน่ารักแบบนี้ครับ



ซึ่งแนวทางการรักษาก็จะต้องฉีดยาเพื่อรักษาโรคผิวหนัง ทุกๆ สัปดาห์ ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 8 สัปดาห์ ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก เจ้าของก็จะรู้สึกว่า อาการดูไม่ดีขึ้นเลยค่ะหมอ ลามขึ้นกว่าเดิมอ่ะค่า.... จนเจ้าของสัตว์หลายรายเลือกที่จะเปลี่ยนหมอ

ความเป็นจริงแล้ว การรักษาโรคนื้จะต้องใช้เวลาพอสมควรเลยหล่ะครับ ไม่ใช่จะแค่แป๊บๆ หาย ช่วงแรกๆ อาจจะพบเจอการลุกลามได้ แต่จะเริ่มดีขึ้นตอนช่วงสัปดาห์ที่ 5-6 หลังการรักษา บางตัวก็อาจจะยังไม่ดีขึ้น (อาการขึ้นอยู่กับแต่ละตัว) ถ้าตัวไหนที่ตอบสนองต่อการรักษาดี ขนก็จะเริ่มขึ้นแล้วหล่ะครับ แต่ถ้าตัวที่ยังไม่หาย จนครบ 8 สัปดาห์แล้ว ก็จะปรับเป็นยากินแทน ....

ก็เลยหวังว่า เจ้าของน้องหมา คงจะไม่เป็นกังวลจนเกินไปนะครับ จริงๆ โรคผิวหนังมีเยอะมากๆ หลายแบบเลย ถือว่าเป็นหัวข้อที่ใหญ่มาก มีหนังสือเป็นเล่มมหึมาหน่ะครับ

ยังไงก็ต้องขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ คราวหน้าถ้ามีประสบการณ์อะไรแปลกๆ ก็จะเอามาเล่าสู่กันฟังอีกครับ




 

Create Date : 28 กันยายน 2550    
Last Update : 12 ตุลาคม 2550 22:50:09 น.
Counter : 1508 Pageviews.  

เรื่องขำๆ หมาๆ แมวๆ กับหมอสัตว์มือใหม่ไฟแรงสูง (ตอนที่ 6)

สวัสดีครับ หลังจากที่ผมหายหน้าหายตาไป 3 อาทิตย์ ทำงานตัวเป็นลิงเพราะเคสที่โรงพยาบาลเยอะจริงๆ ครับ แม้ว่าช่วงหน้าฝนจะเป็นหน้า low ของใครๆ แต่โรงพยาบาลที่ผมทำงานอยู่ อย่างน้อยก็ 50 เคส/วันหน่ะครับ กับหมอที่มีอยู่ไม่กี่คน ก็เลยต้องรักษากันตัวเป็นลิงอยู่นั่นเอง....

แม้ว่าจำนวนเคสจะเยอะ แต่คุณภาพในการให้บริการก็ไม่ได้ลดต่ำลง ผมเองและพี่หมอทุกๆ คนก็ต่างมี service mind เต็มเปี่ยม ฉีกยิ้มได้ตลอด แม้ว่าทำงานมาจนใกล้เลิกงานแล้วก็ตาม ซึ่งแน่นอนหล่ะครับ การให้บริการที่ประทับใจ และการรักษาที่มีคุณภาพ จะทำให้ลูกค้ากลับเข้ามาหาเราอีก

แล้วก็จะเกิดกรณี case ที่ addict กับคุณหมอที่รักษามากๆๆ อย่างที่รุ่นพี่ผมกำลังเป็นอยู่ตอนนี้ รักษากันจนหมุนติ้ว บริการทุกระดับประทับใจจริงๆ

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ของผม (01-61xx/2550) ส่งมาถึงมือเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมครับ หลังจากที่รอมานานหลายเดือน เป็นหมอเถื่อนอยู่ตั้งนาน ก็ได้มีใบอนุญาตไปแปะฝาโรงพยาบาลสัตว์ซักกะทีนึง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันในความเป็นสัตวแพทย์ของเรา และเราก็ต้องเคารพในความเป็นวิชาชีพด้วยเช่นกัน ใบอนุญาตนี้ออกโดยสัตวแพทยสภา มีอายุ 5 ปี อย่างของผมหมดปี 2555 ซึ่งการต่ออายุใบอนุญาตนั้น จะต้องมีการทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางด้านสัตวแพทย์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมประชุมวิชาการต่างๆ การจัดสัมมนาภายในองค์กร เพื่อให้มีการศึกษาหาความรู้ใส่ตัวอยู่เสมอแม้ว่าจะเรียนจบไปแล้วก็ตาม เป็นการเก็บคะแนนให้ได้ครบ เพื่อจะสามารถขอต่อใบอนุญาตได้ ....

สำหรับตอนนี้ ผมก็มีเรื่องเล่า (ไม่มีภาพประกอบ เพราะว่ากล้องเจ๊งส่งซ่อมอยู่) อยู่ 3 เรื่องด้วยกัน เป็นเคสที่ผมได้ทำการรักษาเอง ตามสไตล์หมอใหม่ไฟแรงสูง (ซึ่งบางทีต้องมา consult กับพี่ๆ ผู้มีประสบการณ์สูงกว่าเป็นครั้งคราไป)


เรื่องแรก : พยาธิในเม็ดเลือด กับน้องเห็บมากมายล้านแปด

ช่วงนี้หน้าฝน เห็บกำลังระบาดเลยหล่ะครับ วันๆ หนึ่งจะมีลูกค้าเดินเข้ามาในร้านบอกขอซื้อยากำจัดเห็บหมัดหน่อย เห็บเยอะมากๆๆ เลย ยิ่งบ้านใครที่มีลักษณะเป็นบ้านสวน หรือมีสนามหญ้าหล่ะก็ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เห็บเลยทีเดียว

เพราะว่า วงจรชีพจักรของเห็บนั้น เมื่อเห็บแก่ๆ อ้วนๆ หล่นจากตัวน้องหมาไปแล้ว ก็จะแก่ตาย ภายในตัวเห็บแก่ๆ ก็จะมีเลือดซึ่งจะมีไข่เห็บอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าเห็บหล่นในที่ที่มีความชื้นเพียงพอ (เช่นสนามหญ้า) ก็จะเริ่มแพร่ขยายพันธ์ เพิ่มจำนวน โตขึ้นมาเป็นตัวอ่อน .... พอปล่อยน้องหมาไปวิ่งเล่นในสนามหญ้า ก็จะไต่ขึ้นมาบนตัวน้องหมา หาที่สิงสถิต ในมุมเหมาะเจาะ ซึ่งส่วนมาก มักจะเป็นบริเวณที่มุมเย็นๆ ของร่างกาย (ซอกเล็บ ช่วงคอ หลังใบหู บั้นท้าย ฯลฯ) แล้วก็จะโตขึ้นเป็นเห็บที่เติบใหญ่ ดูดเลือดน้องหมา แล้วพอแก่ก็ร่วงลงไปแพร่พันธุ์อีก

ดังนั้น บ้านไหนที่มีปัญหาเรื่องเห็บหมัดแต่ไม่แก้ไข ก็จะประสบปัญหาอยู่สม่ำเสมอว่า ทำไมเห็บเยอะจังเลย ทำไมน้องหมาดูซีดๆๆ เซียวๆ ผอมๆ

การแก้ไขปัญหาเรื่องเห็บหมัด
-- บนตัวสุนัข : มีหลากหลายวิธีการให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น
1. ใช้ยาฉีด Ivermectin ยาตัวเดียวกับยาป้องกันพยาธิหนอนหัวใจ แต่ต่างกันตรงที่ ปริมาณยาที่ใช้ในการป้องกันเห็บหมัดจะใช้สูงกว่า และต้องฉีดทุกเดือน ในขณะที่ ฤทธิ์ในการป้องกันพยาธิหนอนหัวใจ ใช้ยาน้อยกว่า และฉีดทุกๆ 3 เดือน -- ส่วนความได้ผลนั้น สมมติว่า มีเห็บ 100 ตัวอาจจะร่วงตายมาซัก 80 ถ้าใช้ร่วมกับการอาบน้ำบ่อยๆ ก็จะดีนะครับ ....
2. ยาหยอดหลัง ที่ได้รับความนิยมมากก็คือ Frontline ของ Merial ซึ่งราคาต่อหลอดก็อยู่ประมาณ 2xx บาทขึ้นไปขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวสุนัข .... อย่างนี้ก็ต้องหยอดทุกเดือนเหมือนกัน ลูกค้าหลายรายจะบอกว่า บางทียาไปไม่ค่อยถึงปลายหู หรือปลายขา เลยอาจจะพบเห็นเห็บได้บ้าง (แล้วแต่ตัว)
3. ยาพ่นสเปรย์ ที่ได้รับความนิยมก็ Frontline spray สวมถุงมือก่อน แล้วพ่นบนมือ ก่อนที่จะถูไปให้ทั่วบนตัวสุนัข(โดยเฉพาะกลุ่มพันธุ์เล็กๆ อย่างชิสุห์ ปักกิ่ง ชิวาวา ปอมเมอเรเนียน ปั๊ก ฯลฯ หรือพวกลูกสุนัข)
4. ยาอาบ ปกติก็มีแชมพูสูตรกำจัดเห็บมากมายในท้องตลาด แต่ก็จะมียาใช้สำหรับผสมน้ำอาบเพื่อกำจัดเห็บหมัดด้วยกัน อาทิเช่น Amitraz ซึ่งสามารถใช้ผสมน้ำ ใส่ฟ๊อกกี้ เพื่อพ่นพื้นที่ที่มีเห็บหมัดอยู่ให้ทั่วบริเวณได้เช่นกัน

หลังจากเกริ่นมาเยอะแล้ว ขอเล่าเรื่องบ้างดีกว่านะครับ....
บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง เป็นบ่ายวันศุกร์ที่ผมเองก็กำลังง่วนกับการรักษาแบบตัวเป็นลิง พอเอื้อมมือไปรับ OPD ใหม่ .... โอ๊ะ เค้า request ผมให้ไปรักษาด้วยหล่ะ ... เอ่อ กรณีนี้มักจะไม่ค่อยมีบ่อย สำหรับหมอใหม่ๆ ที่เพิ่งทำงานได้แค่ 4 เดือนกว่าๆ นะครับ เอ่อ... ทำไมเค้าถึงเลือกผมหว่า ...

หลังจากบอกให้พี่ผู้ช่วยสัตวแพทย์ ให้ช่วยเรียกเข้าห้องตรวจแล้ว ก็แอบกระซิบประชาสัมพันธ์สาวสวยว่า ทำไมเค้าถึงเลือกผมหล่ะ เธอตอบมาว่า.... "อ้อหมอ ก็เค้าเห็นว่าหมอเป็นหมอใหม่นี่ค๊ะ เค้าอยากลองหมอค่ะ" (ปกติสถานพยาบาลสัตว์ทุกที่จะต้องมีรายชื่อสัตวแพทย์ผู้ปฏิบัติงานให้เห็นเด่นชัด และหมอใหม่อย่างผม ชื่อก็จะอยู่ล่างสุด คงจะไปโดนตาพี่เค้าพอดี

สวัสดีครับพี่ .... น้องไซบีเรียนเป็นอะไรมาเหรอครับ....
คืองี้ครับหมอ น้องไซบีเรียนตัวนี้เคยเป็นของผมนะ แต่ตอนปีที่แล้วผมยกให้เพื่อนผมเลี้ยง เพราะเห็นว่าเค้ามีไซบีเรียนตัวเมียอีกตัวนึง น่าจะอยู่ด้วยกันและผสมพันธุ์กันได้ .... พอดีวันนี้ แฟนผมเค้าคิดถึงขึ้นมา แล้วก็อยากจะไปเยี่ยม แต่หมอดูสิ ไปเจอก็เป็นสภาพแบบนี้แล้วหล่ะครับหมอ .....

สภาพสุนัขไซบีเรียนที่ผมเห็นคือ .... ไซบีเรียนฮัสกี้เพศผู้อายุ 2 ปี สภาพมาอย่างโทรม มีบาดแผลที่เท้าแบบอักเสบเป็นหนองทั้ง 4 ขา และที่สำคัญ เห็บเยอะมากๆๆๆๆ พอผมเปิดเหงือกมา โอ้วพระเจ้าจอร์จ .... ซีดอะไรปานนั้น นอนแม่บเลยน้อง ....

แน่นอนครับ อาการอย่างนี้ .... สันนิษฐานได้ว่า น่าจะต้องเป็นพยาธิในเม็ดเลือดแน่ๆ .... เริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่า พยาธิในเม็ดเลือดเกี่ยวกับเห็บได้อย่างไร แล้วทำไมถึงทำให้สุนัขซีดได้แบบนั้น .... หลังจากที่เห็บที่มีเชื้อกัดสุนัข เชื้อก็จะเข้าสู่กระแสเลือด แล้วก็จะไปทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก และก็จะเกิดภาวะโลหิตจาง ... ถ้าไม่ได้ทำการรักษาก็จะเสียชีวิตในที่สุด (อันนี้สรุปแบบคร่าวๆ เพื่อความเข้าใจง่ายๆ สำหรับเจ้าของสัตว์นะครับ)

แน่นอนหล่ะครับ เราก็ต้องทำการช่วยเหลือด้วยการให้สารน้ำเข้าเส้นเลือดปรับสภาพร่างกายที่ดูขาดน้ำก่อน แล้วก็นำเลือดไปตรวจด้วยชุดตรวจพยาธิในเม็ดเลือด ผล positive แจ่มแจ้ง ... โฮ๊ะๆๆๆ การรักษาก็คือจะต้องให้ยาฆ่าพยาธิในเม็ดเลือด กับยากลุ่มกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด

เหงือกน้องเค้าซีดแบบนั้น .... ผมเองนึกถึงการถ่ายเลือดจากสุนัขตัวหนึ่งไปอีกตัวหนึ่ง ซึ่งให้ผลดีในการรักษาสุนัขหลายราย เพียงแต่ว่าจะต้องหาสุนัขผู้ให้เลือด (donor) ที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ หนักมากกว่า 25 กิโลกรัมมาเป็นตัวให้เลือด เมื่อเก็บเลือดตัวให้เรียบร้อยแล้ว ก็จะนำมาทดสอบการเข้ากันของเลือดกับสุนัขตัวที่จะรับว่า เข้ากันได้ดีหรือไม่ ....

ปัญหาอยู่ที่ว่า ... สุนัขพันธุ์ไซบีเรียนมักจะมีปัญหาเรื่องแพ้เลือดหลังจากการให้เลือด จนถึงแก่ชีวิตอยู่ได้บ่อยๆ ... ดังนั้นผมจึงรีบบอกผลข้างเคียงล่วงหน้าก่อน ก็ต้องพยายามช่วยกันเต็มที่แหล่ะครับ ถ้าไม่ช่วยก็เกรงว่าจะไม่รอด คุณพี่เค้าก็เลยไปหาสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ หนักเกือบ 30 กิโลกรัมมาให้ถ่ายเลือด ....

ระหว่างการถ่ายเลือด ผู้ช่วยฯ ก็จัดการกล้อนขนน้องไซบีเรียนให้เรียบร้อย การกล้อนทำไปได้ยาก เพราะเห็บเพียบเลย เห็บเรียงกันแบบฝักข้าวโพดหน่ะครับ นึกออกไหมเอ่ย .... ใช้บัตตาเลี่ยนก็ไม่ได้ ... พี่หมออีกท่านก็ต้องมาช่วยล้างแผล ทำแผลที่ขาทั้ง 4 ข้าง (ส่วนตัวผมไปจัดการกับน้อง donor ตัวอ้วนพีเสียก่อน) เมื่อได้เลือดมาแล้วก็ทดสอบการเข้ากันของเลือด ซึ่งก็เข้ากันได้ดี (ผ่านการ approve จากพี่ๆ ทุกท่านแล้ว) ก็เริ่มการให้เลือดครับ ....

การให้เลือดนี้ ปกติจะมีการคำนวน % ของค่าเม็ดเลือดแดงก่อนว่า ถ้าค่าเม็ดเลือดแดงอยู่ในระดับไหน จะต้องให้เลือดปริมาณเท่าไหร่ .... ซึ่งน้องไซบีเรียน ก็ได้รับเลือดไปมากพอสมควรทีเดียว จนกระทั่งการให้เลือดเสร็จสิ้นตอนเที่ยงคืนกว่าๆ

วันต่อมา น้องไซบีเรียนดูมีเรี่ยวแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กินเก่งมากเลยน้อง แล้วก็ทำแผลที่ขาทั้ง 4 ข้างทุกวัน ฉีดยาฆ่าพยาธิในเม็ดเลือด ... แล้วก็จัดการเรื่องเห็บหมัดทั้งการพ่นสเปรย์ และการฉีด เห็บก็หายไปเยอะ ดูมีเรี่ยวมีแรงมากขึ้น ดีดดิ้นน่าดู และคึกคักเวลาได้ไปออกเดินเที่ยวเล่น ....

อยู่รักษานาน 1 สัปดาห์ ทำแผลจนกระทั่งแผลกว้างๆ เริ่มหดเล็กลง ค่าเลือดเริ่มกลับมาเป็นปกติ ก็ให้กลับบ้านไปอย่างมีความสุข ทั้งเจ้าของ และทั้งหมอ .... หมอทุกคนก็ต้องดีใจอยู่แล้วหล่ะครับ ที่รักษาแล้วน้องหมาอาการดูดีขึ้นมาก และปัจจุบัน น้องไซบีเรียนตัวนี้ ก็ยังอยู่ดีมีความสุข และเจ้าของก็ทำแผลเองอยู่ครับ (แผลกว้างมาก น่าจะใช้เวลาเป็นเดือนๆ) เป็นอีกเคสหนึ่งที่ผมรู้สึกประทับใจมากๆ และพี่เจ้าของสุนัขเองก็เป็นมิตรมากๆ ครับ


เรื่องที่ 2 : เอ๊ะ มาให้ตรวจตา ไหงกลายมาเป็นโรคปรสิตในเลือด

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 วันก่อนนี่เองครับ ... บ่ายวันหนึ่งวันที่เคสมากมายล้านแปด ประหนึ่งเป็นเทศกาลรักษา 30 บาทรักษาได้ทุกโรค .... ใบ OPD ใบหนึ่งเขียนมาว่า .... ตรวจตา

หมอใหม่ไฟแรงสูง ก็เริ่มจะมีประสบการณ์กับการพบเจอเคสตรวจตามาบ้างแล้ว ก็เลยคิดว่า น่าจะไปลองฝึกปรือวิทยายุทธ์กับบ้านนี้ได้ ....

เมื่อไปตรวจดูก็พบว่าเป็นน้องหมาเมือง (สุนัขพันธุ์พื้นเมือง) ตาดูขุ่นๆ ทั้ง 2 ข้างเลย ลักษณะคล้ายเป็นวุ้นๆ อยู่ตรงกระจกตา ... อื้มม แต่ภายในเลนส์ และหลังม่านตาก็ดูน่าจะปกติดีนะ ..... น้องหมาตัวนี้ ซึม ไม่กินข้าวด้วยหล่ะครับ

และที่สำคัญ วัดไข้ได้สูงถึง 105 องศาฟาเรนไฮต์ (ค่ามาตรฐานจะอยู่ที่ 100.5-102.5 องศาฟาเรนไฮต์) สงสัยแล้วหล่ะว่า น้องหมาตัวนี้น่าจะไม่ธรรมดา ไม่น่าจะเป็นโรคตาเฉยๆ แน่ๆ .... ก็เลยขอให้ผู้ช่วยฯ ช่วยเช็ดตัวน้องหมาเพื่อลดอุณหภูมิไปพลางๆ ก่อน

แหม... หมอใหม่ไฟแรงสูงอย่างผม จะคิดวิธีการล้ำลึกในการวินิจฉัยซักกี่แบบกันเชียว โชคดีที่มีพี่หมอประสบการณ์สุงมาให้คำแนะนำได้ (อยู่เบื้องหลัง) ซึ่งพี่หมอก็ได้ให้วิธีการในการวินิจฉัยแยกโรคพวกเบาหวาน ออกจากการติดเชื้ออื่นๆ
-- กรณีเป็นเบาหวาน : เลนส์จะขุ่นขาว(ถ้าระยะแรกๆ อาจจะยังไม่ขุ่น) จะกินได้เยอะ ฉี่เยอะ แต่ว่าน้ำหนักลด อุณหภูมิเป็นปกติดี .... เมื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าค่าสูงกว่า 200 mg/dl ก็ถือว่าเป็นเบาหวานจ้า .....
-- กรณีติดพวกปรสิตในเลือด (กรณีนี้คือ Trypanosome) : กระจกตาอาจจะขุ่น บางกรณีที่เป็นหนักๆ ตาจะขุ่นเป็นสีฟ้า (หรือที่เรียกกันว่า Blue Eye) และไข้ก็จะขึ้นสูงด้วย สีเหงือกก็จะดูซีดๆ ลง ซึมๆ ไม่ค่อยกินข้าว

อื้มม อาการอย่างนี้รู้สึกคุ้นๆ เหมือนตอนสมัยเรียนนะ งั้นเจาะตรวจเลือดเลยดีกว่า (ไหงตรวจตาต้องเจาะเลือดด้วยหล่ะ ) พอได้เลือดมาก็ทำการตรวจค่าตับ(SGPT) พบว่าค่าการทำงานของตับขึ้นสูงกว่าระดับปกติพอสมควร และเมื่อเอาเลือดสดๆ มาตรวจบนกล้องจุลทรรศน์ ก็พบว่า ....

เม็ดเลือดแดงขยับได้วุ๊ย .... ผมก็ใช้กำลังขยายที่สูงขึ้น มองเม็ดเลือดแดงเม็ดเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไป ว่าทำไมขยับได้ .... อ้อ ก็เพราะมีเจ้า Trypanosome อยู่นั่นเอง ดุ๊กดิ๊กๆ น่ารัก มีปริมาณเยอะมากทีเดียว ดังนั้นแผนการรักษาของเราก็คือ จัดการฆ่าตัว Trypanosome นี้ก่อน แล้วถ้าเริ่มจะหาย ตาก็จะดีขึ้นมาเอง ....

โฮะๆๆ แล้วเจ้า Trypanosome นี้มาจากไหน ... ?? มาอยู่บนน้องหมาตัวนี้ได้ยังไง??
คือว่า บ้านนี้ เป็นลักษณะบ้านสวน แล้วก็มีคอกวัวอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก ... น้องหมาตัวนี้มีลักษณะนิสัยชอบไปเที่ยวเล่นไกลๆ คาดว่าน่าจะได้รับเชื้อจากการถูกพวกริ้นเหลือบวัวที่มีเชื้อ Trypanosome อยู่กัดมา ก็เลยมาเป็นในสุนัขด้วย ... และที่สำคัญ ช่วงนี้ในแถบเชียงใหม่ กำลังมีการระบาดของโรค Trypanosome ในวัวอยู่พอดีเลย จึงทำให้ที่โรงพยาบาลสัตว์ที่ผมทำงานอยู่มีเคส Trypanosome ในสุนัขมาแล้วอย่างน้อย 2 ราย

หลังจากวันที่ฉีดยาไปแล้ว น้องหมาดูมีเรี่ยวแรงกินข้าวได้ แล้วก็ให้เจ้าของป้อนยาต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะนัดมาฉีดยาฆ่าเจ้า Trypanosome อีกครั้งหนึ่ง ....

ซึ่งเคสนี้ ถือว่าเป็นเคสที่ advance ทีเดียวครับ แต่ก็เป็นกระบวนการคิดที่ดีมากๆ การตรวจตาไม่ใช่แค่การตรวจตาเฉยๆ จริงๆ ด้วย


เรื่องที่ 3 : น้องหมาก็เป็นมะเร็งได้นะจ๊ะ

หลายๆ คน เมื่อได้ยินว่า หมาเป็นมะเร็ง ก็คงจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องขบขัน ขำขัน .... แต่เคสที่ผมได้พบเจอมานี้ ผมพูดได้คำเดียวว่า ผมขำไม่ออกครับ

มะเร็งเกิดจากอะไร ... ใครก็ตอบไม่ได้หรอกครับ แต่สรุปให้เข้าใจง่ายๆ คือมะเร็งก็คือเนื้องอกแบบหนึ่งที่มีการขยายเซลล์อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าจะเอาออก โอกาสกลับมาเป็นอีกก็มีสูงมากๆ และเมื่อมะเร็งเนี่ยะ ลุกลามเข้าไปอยู่ในอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ก็ทำให้ถึงแก่ชีวิตในระยะเวลาไม่นานนัก

น้องหมาตัวนี้อายุ 11 ปีแล้วหล่ะครับ เป็นสุนัขพันธุ์ค๊อกเกอร์สเปเนียล แรกสุดมีปัญหาเรื่องเนื้องอกที่เต้านม และก็เคยผ่าตัดเอาเนื้องอกออกไปแล้ว .... แต่ปัญหาก็ยังคงมีอยู่ หลังจากที่คุณหมอได้พบเนื้องอกที่กระจัดกระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่ผิวหนัง

แต่นั่นก็เรื่องเมื่อหลายเดือนแล้วนะครับ คราวนี้ถึงคิวหมอใหม่ไฟแรงสูงอย่างผมจะต้องรับเคสแบบนี้บ้างแล้วหล่ะ .... หลังจากที่ผ่าตัดเนื้องอกครั้งนั้นไป น้องเค้าก็ดูแจ่มใสร่าเริงดี เพียงแต่ว่าบางที จะรู้สึกเจ็บๆ ขาบ้าง บางทีก็นอนเยอะตามประสาสุนัขอายุมาก ... ปัญหาล่าสุดที่ต้องให้น้องเค้ามานอนที่โรงพยาบาลคือ ปัญหาผิวหนังอักเสบเป็นบริเวณกว้างครับ .... แต่น้องเค้าก็ยังคงกินได้ดี นอนเยอะบ้าง เที่ยวเล่นได้ ปัสสาวะอุจจาระดี หน้าแป้นแจ่มใสดีเชียว

ผมเองก็ทำแผลผิวหนังอักเสบ แล้วก็ฉีดยาปฏิชีวนะและยาลดอักเสบให้ทุกวัน ซึ่งน้องก็น่ารักมากๆ นอนแอ้งแม้งให้ทำแผล ฉีดยา ไม่เคยมีบ่นว่าซักคำ ... จนกระทั่งผิวหนังเริ่มตกสะเก็ดแล้ว .... เริ่มมีการสังเกตว่า บริเวณขาหนีบทั้งหน้าและหลัง เริ่มแฉะๆ แฮะ .... ทำแผลยังไงก็ไม่หายซักกะที

เป็นอาการของเนื้องอกแบบมะเร็ง ... เอ่อ .... น่าจะมีการแพร่กระจายด้วยนะ คราวนี้ไม่ธรรมดาแน่ๆ เมื่อน้องค๊อกเกอร์ดูอาการแย่ลงมากภายใน 1 วัน จากเดิมที่กินข้าวได้ ก็ไม่ค่อยกิน และเริ่มมีอาการหอบหายใจ

จนกระทั่งผมต้องขอ x-ray ดูหน่อยแล้วหล่ะ พบเลยว่า มะเร็งเนื้อร้ายได้แทรกซึมเข้าไปในปอดเป็นจำนวนมาก โอกาสรอดท่าจะยากแล้วหล่ะ .... แพร่กระจายได้เร็วจริงๆ หอบหายใจมากขึ้น แม้ตอนนี้จะฉีดยาอะไรก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้แล้ว

ในเย็นวันนั้น น้องหอบหายใจแบบสุดๆ พี่หมอประเมินกันแล้วว่าไม่น่ารอดแน่ และสุดท้าย น้องเค้าก็ไปในค่ำคืนนั้นเลยครับ รวมระยะเวลาที่อาการทรุดลงเพียงแค่ 1 วันเท่านั้นเอง ..... ยากที่เจ้าของจะทำใจ และยากที่หมอใหม่อย่างผมจะรับได้เหมือนกัน .... ผมเองก็รู้สึกสงสารเจ้าของครับ แต่เจ้าของเองก็ทำใจในระดับนึงว่า น้องหมาเป็นเนื้องอกอยู่ตลอด แผลก็เป็นๆ หายๆ น่าจะอยู่ได้ไม่นาน .....

มะเร็งเนื้อร้าย มีพิษสงรุนแรงมากนะครับ ถ้าขึ้นอวัยวะที่สำคัญอย่างปอดด้วย แป๊บเดียวเท่านั้นจริงๆ ดังนั้น ... ถ้าใครบอกว่าน้องหมาเป็นมะเร็ง แล้วขำๆ นี่ผมขำไม่ออกจริงๆ ด้วยนะนั่น

หวังว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ และน้องๆ นิสิต-นักศึกษาสัตวแพทย์ ที่อาจจะได้เข้ามาอ่านนะครับ

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบอีกครั้งหนึ่งครับ




 

Create Date : 23 สิงหาคม 2550    
Last Update : 23 สิงหาคม 2550 0:59:36 น.
Counter : 1220 Pageviews.  

เรื่องขำๆ หมาๆ แมวๆ กับหมอสัตว์มือใหม่ไฟแรงสูง (ตอนที่ 5)

สวัสดีครับ หลังจากที่หนีไปรับปริญญาเมื่อสัปดาห์ก่อน จนได้รับกระดาษใบหนึ่ง ที่เพียรพยายามกว่า 6 ปี (ไม่มีแถม) ก็ต้องกลับมาสู่โลกความเป็นจริง ก็คือการทำงานหัวฟูกับเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายนั่นเองครับ

ในช่วงหลังจากที่ผมกลับมาจากกรุงเทพ ก็มีเรื่องราวขำๆ และไม่ขำอยู่หลายรายการเหมือนกัน จะเลือกเอาเรื่องราวที่เด็ดๆ มาเล่าสู่กันฟังนะครับ .....



ในช่วงงานรับปริญญา พอดีผมได้เจอกับรุ่นน้องหลายๆ คนบอกว่า "น้องตามอ่าน Blog ของพี่ด้วยหล่ะ" ได้ยินแล้วก็รู้สึกชื่นใจเหมือนกันแฮะ ดีใจที่มีน้องๆ นิสิต/นักศึกษาสัตวแพทย์ มาอ่านด้วยเช่นกัน ยังไงก็จะได้เรียนรู้กันเนอะว่างานสัตวแพทย์สายคลินิค เป็นอย่างไรบ้าง พี่ขอแนะนำว่า ช่วงที่เรียนต้องพยายามขวนขวายหาประสบการณ์เยอะๆ ถ้าสนใจงานด้านคลินิคสัตว์เล็กก็เลือกฝึกงานตามโรงพยาบาลสัตว์ต่างๆ ให้พบเจอเคสเยอะๆ รู้ว่าพี่เค้าต้องทำอะไร รักษาอย่างไร ให้พอดูเป็นแนวทางว่าเราชอบอะไร แล้วก็ลองไปฝึกงานด้าน sales หรืองานวิชาการด้วย เผื่ออาจจะชอบอย่างอื่นมากกว่า เพราะเวลาที่เราจบมาทำงาน ... เราต้องมีความรับผิดชอบสูงขึ้นมาอีกเป็นกองเลยหล่ะ ไม่มีพี่หมอมาเป็นเกราะกำบังให้แล้วนะ

เริ่มเรื่องกันเลยดีกว่าเนอะ

เคสสุดแสนจะ Advance สำหรับหมอใหม่ไฟแรงสูง ที่ไม่ได้จบลงแบบ happy ending

เคสนี้ เกิดขึ้นก่อนที่ผมจะไปรับปริญญา 1 อาทิตย์ครับ เป็นน้องหมาพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ อายุ 2 ปี เพศผู้.... มีอาการคือ ไม่ยอมกินข้าว (ปัญหายอดฮิต) แล้วก็อาเจียนออกมาเป็นอาหาร ให้อะไรก็อาเจียนออกมาหมด ส่วนอุจจาระก็เป็นปกติดี ไม่มีท้องเสียถ่ายเหลวอะไร



ตรวจร่างกายก็ไม่มีไข้ คลำดูช่องท้องก็ไม่พบว่าจะมีก้อนหรือสิ่งแปลกปลอมอะไรในช่องท้อง ... ช่วงแรกของการรักษาจึงทำได้แค่การรักษาแบบประคับประคอง คือ ให้น้ำเกลือรักษาสภาพสมดุลของร่างกาย และให้ยาปฏิชีวนะกับยากลุ่มระงับอาเจียน

จากนั้นจึงได้เริ่ม x-ray ดูก็ไม่พบว่ามีอะไรที่ผิดปกติ มีเพียงแค่แก๊สในช่วงลำใส้ใหญ่ที่ดูว่ามีมาก ..... เมื่อเริ่มให้ยา น้องเค้าเริ่มทานข้าวได้ มีอุจจาระออกมานิดหน่อย อืมม สงสัยคงจะไปกินอะไรแปลกๆ มาหล่ะมั้ง ก็เลยส่งกลับบ้านไป ... ปรากฎว่า กลับไปถึงบ้านอาเจียนใหญ่เลย

วันรุ่งขึ้นก็เลยกลับมาโรงพยาบาล จึงได้ต้องเจาะเลือดตรวจพบว่า ค่า Eosinophill ขึ้นสูง จึงสรุปว่าน่าจะมีลักษณะกระเพาะอาหารอักเสบ (Eosinophilic Gastroenteritis) จึงได้ทำการรักษาด้วยการให้ยา ซึ่งสัตว์ดูตอบสนองดี ทานข้าวได้มากกว่าเดิม เดินเล่นได้ตามปกติ .... แล้วก็ไม่มีอาเจียนแล้วด้วย แต่ก็ถ่ายอุจจาระน้อยตามปกติเพราะเข้าใจว่ากินน้อยลง จึงได้ปล่อยกลับบ้านให้เจ้าของดูแลป้อนยาต่อ

3 วันต่อมา โทรไปเช็คกับเจ้าของพบว่า น้องหมาไม่ทานอีกแล้ว .... ทำอย่างไรก็ไม่ทาน และถ่ายอุจจาระออกมาน้อยมาก ... แต่ยังคงมีเรี่ยวแรง รับแขกได้อยู่ น้ำหนักลงดลงไปกว่า 4 กิโลกรัม ..... สิ่งแรกที่ผมนึกถึงตอนสมัยเรียนวิชารังสีวิทยา ก็คือการป้อนแป้ง Barium ซึ่งเป็นสารทึบรังสีให้กับสุนัข เพื่อดูทางเดินอาหารว่ามีการอุดตันหรือไม่

ประกอบกับประวัติของสุนัขตัวนี้ คือ เจ้าโกลเด้นท์ตัวนี้เป็นหมาที่กินแบบไม่เลือก ตะกละ กินทุกอย่างที่ขวางหน้า โอกาสที่จะมีอะไรไปอุดตันก็เป็นไปได้ (แต่เราก็คลำไม่พบ ให้พี่ๆ หมอช่วยกันคลำก็ไม่เจออะไร และอย่างที่บอกคือ x-ray ครั้งแรกก็มองไม่เห็น)

หลังจากการป้อนแป้งเข้าปากน้องโกลเด้นท์ไป (ป้อนยากเหมือนกัน แป้งเลอะเต็มกางเกงผมเลยหล่ะ ) x-ray ทุกๆ 3 ชั่วโมง ก็จะเห็นแป้งไหลไปตามทางเดินอาหาร ผ่านกระเพาะอาหาร และเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น ...



ผ่านไปร่วมๆ 19 ชั่วโมง แป้งก็ยังคงอยู่ในลำไส้เล็ก ทั้งๆ ที่ความเป็นจริง น่าจะต้องถ่ายออกมากับอุจจาระแล้ว!!! จากฟิล์มเห็นชัดเจนเลยว่า ลำไส้เล็กมีการอุดตัน จะมีอะไรอุดตันนั้น ก็เป็นไปได้หลายอย่างมากๆ แต่สิ่งที่อุดตันนี้แน่นอนว่า ไม่ทึบรังสี จึงทำให้ x-ray ไม่เห็น

บ่ายวันนั้น (ซึ่งล่วงเลยมาเกือบสัปดาห์นับจากวันแรกที่น้องเค้ามาถึง) จึงได้ทำการผ่าตัดเปิดเข้าไปตรวจดู พบว่ามีก้อนวัตถุลึกลับ อยู่ในลำไส้เล็กส่วนปลาย ...



หลังจากผ่าตัดเสร็จสิ้น ได้คุยกับเจ้าของ พบว่านอกจากน้องโกลเด้นท์ตัวนี้จะตะกละมูมมามสุดๆ แล้ว ยังชอบกินซังข้าวโพดด้วย หรือแม้แต่เงาะเป็นลูกๆ ก็ยังกิน (ข้อมูลนี้ทราบหลังจากที่ผ่าตัดแล้ว) เลยได้ถึงบางอ้อว่า .... อ้อ ... นี่น่าจะเป็นฝักข้าวโพดนั่นเอง ....

ช่วงเวลาหลังการผ่าตัดลำไส้ 3 วันเป็นอะไรที่น่าเป็นห่วงมากๆ ถ้าสัตว์จะรอดก็จะรอดเลย แต่ถ้าสัตว์ไม่รอด อันเนื่องมาจากการติดเชื้อภายในร่างกาย ก็จะไม่รอดไปเลย ซึ่งหลังการผ่าตัด สภาพน้องโกลเด้นท์ยังคงน่าเป็นห่วง แม้ว่าจะฟื้นจากยาสลบได้ดีแล้วก็ตาม .... ต้องเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิดมากๆ

น้องถ่ายตลอดทั้งคืน กลิ่นคละคลุ้ง นอนอย่างอ่อนเพลีย และก็อยู่ไปได้อีกวันสภาพก็แย่ลงส่วนหนึ่งเพราะมีการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ... สุดท้ายน้องเค้าก็ไม่รอด ผมเองหล่ะเศร้าไปทั้งวัน .... คุณเจ้าของเธอก็เสียใจมาก แต่ผมเองก็เสียใจไม่น้อย อยากให้น้องเค้าหายเหมือนกัน ... วันนั้นก็เลยซึมหงอยปีกตกแล้วก็เศร้า .... ซึ่งเคสนี้ อืมมม ก็ถือว่าค่อนข้างยากทีเดียวหล่ะครับ ต้องใช้เทคนิคการวินิจฉัยมาก

(ความจริงผมเศร้ากับเรื่องข้างนี้มากๆ ครับ จนแทบอยากจะร้องไห้เลย สงสารหมา สงสารเจ้าของ แล้วก็สงสารตัวเองที่เฝ้าดูแลตลอด ทำให้ซึมมาหลายวัน)
---------------------------------------------------------------

จบเรื่องเศร้าๆ กันแล้ว ขอคั่นรายการด้วยเรื่องขำๆ ดีกว่า

เมื่อหมอใหม่ติดหล่ม....จนเกือบไปรักษาไม่ทัน

เอ๊ะ แล้วการติดหล่มไปเกี่ยวกับหมอใหม่ได้อย่างไร??? คือว่า คือ ... ปกติโรงพยาบาลสัตว์ที่ผมทำงานอยู่ จะมีการให้บริการออกนอกสถานที่ แล้วช่วงนี้ก็เป็นช่วงหน้าฝนพอดีอ่ะครับ

"นี่ๆ น้องหมอยุ่ง ... ช่วยไปบ้านนี้ทีสิ ไปตามแผนที่ที่พี่เขียนให้นะ ไปฉีดยาป้องกันพยาธิหนอนหัวใจเอง"

"ได้ครับพี่" (ว่าแล้วก็เตรียมอุปกรณ์เรียบร้อย และออกเดินทางกันโดยมีพี่ผู้ช่วยสัตวแพทย์เป็นคนขับรถ) บ้านนี้อยู่ห่างจากโรงพยาบาลไปราว 20 นาทีครับ

พอใกล้ถึง ก็เริ่มงงกับแผนที่กัน ทำไมสถานที่จริงกับในแผนที่ถึงไม่ตรงกันเลยหว่า ก็เลยขับตรงไปเรื่อยๆ จนผมกับพี่ผู้ช่วย เริ่มหันมองหน้ากัน สงสัยว่าเราจะขับเลยมาไกลแล้วหล่ะ ....

แว๊บ... แถวๆ นั้นพอจะมีที่กลับรถได้ แต่จะเป็นพื้นที่สวนลำไย ... และดินก็จะแฉะๆ ถอยไปนิดเดียวคงไม่เป็นไรมั้ง พี่ผู้ช่วยฯ แกก็ถอยกลับรถ ...

โยกจากเกียร์ถอย ใส่เกียร์ 1 กี๊ก .... เห้ย "ใส่เกียร์เข้านี่หว่า ทำไมรถไม่ไปฟระ" ผมกับพี่ผู้ช่วยฯ เริ่มหันหน้าสบตากันอีกที แล้วก็พูดพร้อมๆ กันว่า "ติดหล่ม"

ซ-ว-ย แล้ว นัดลูกค้าไว้จะไปทันไหมเนี่ยะ (ตอนนี้ผมเริ่มไม่สนใจลูกค้าแระ ขอเอารถขึ้นมาก่อน ไม่งั้นเจ้านายรู้จะต้องโดนว่ากันอีกหลายยกแน่ๆ) ลงไปดูสภาพ พบว่าล้อหลัง (ซึ่งเป็นล้อขับ) หมุนฟรีทั้ง 2 ล้อเลย แต่รถไถลลงไปข้างหลังไม่มาก น่าจะเอาขึ้นมาได้

ทีนี้ก็ต้องสองแรงแข็งขันช่วยกันครับ ... เข้าใจสุภาษิตคำว่า คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายจริงๆ .... ถ้าจะให้พี่ผู้ช่วยขับ แล้วให้หมอดัน คงจะแปลกๆ ใช่ไหมครับ ...

ดังนั้น ผมก็ต้องทำหน้าที่เป็นสารถี และพี่ผู้ช่วยช่วยดัน โดยเอาอะไรรองส่วนล้อหลังไว้ ....

"เหยียบคันเร่งเป็นจังหวะนะครับหมอ" เมื่อทุกอย่างพร้อม ผมก็เริ่มเหยียบคันเร่งเป็นจังหวะ พร้อมๆ กับพี่ผู้ช่วย (หัวเดียวกระเทียมลีบ) ดันรถอยู่ด้านหลัง รถเริ่มขยับไปได้เล็กน้อย

ผ่านไป 15 นาที สองคนเพื่อนตาย ก็ช่วยกัน เอาดินและไม้ต่างๆ มายันฐานล้อรถไว้ โดยมีป้าแก่ๆ ที่เดินผ่านมายืนให้กำลังใจอยู่

ผมคนเหยียบคันเร่งไม่เท่าไหร่หรอก แต่ผมเห็นใจพี่ผู้ช่วยที่ต้องออกแรงดันอยู่คนเดียวมากกว่า ก็ใช้ความเพียรพยายาม หยุดเป็นช่วงๆ เอาวัสดุต่างๆ ยันล้อ จนกระทั่งล้อหลังเกาะไหล่ถนนได้ และเอารถขึ้นบนถนนได้สำเร็จ

สภาพหมอกับผู้ช่วยไม่ค่อยต่างกันมากครับ ... ก็คือจะมีโคลนติดอยู่ที่รองเท้า ของผมโดนกางเกงสแล๊กด้วย รีบขับรถไปจนกระทั่งถึงบ้าน ซึ่งไปถึงทันเวลาพอดิบพอดี ผมว่าเค้าคงจะมองเราแปลกๆ แน่ๆ เพราะผมกับพี่ผู้ช่วยก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ ว่าไปทำอะไรกันมา รองเท้าถึงได้เปื้อนโคลนขนาดนั้น ..... แต่เราก็จัดการรองเท้า และล้อรถให้เรียบร้อย ไร้พิรุธ ก่อนกลับเข้าถึงโรงพยาบาลครับ

จึงเป็นเหตุการณ์ที่ผมคงจะไม่ลืมแน่ๆ ครับ
-----------------------------------------------------------

เรื่องสุดท้ายสำหรับตอนนี้นะครับ

"ชิสุห์พันธุ์อึดท้านรก"

เป็นเรื่องที่เกิดมาเมื่อ 2 วันนี้เองครับ เคสนี้ผมเคยเจอกันเมื่อต้นเดือนก่อน ไปฉีดยาป้องกันพยาธิหนอนหัวใจ และคุมเห็บให้ที่บ้านเค้า ... วันนี้เค้าก็หิ้วน้องชิสุห์มา 1 ตัว มาด้วยอาการยอดฮิตคือ "ซึม..ไม่กินข้าว" (ดูสั้นๆ ง่ายๆ แต่วินิจฉัยยาก) อาการอ่อนเพลียไม่ค่อยมีแรงจะยืนด้วยซ้ำไป ก็เลยตรวจเลือด พบว่าค่าไต (creatinine) ขึ้นสูงกว่าปกติพอสมควร จึงเริ่มทำการรักษาให้น้ำเกลือ ให้ยาต่างๆ ไป ... ผ่านไปคืนแรกก็ปกติดี

วันที่ 2 ตอนเช้าเห็นนอนดูนิ่งๆ ไป เอ้ย เกิดอะไรขึ้น แต่พอจับตั้งตัวขึ้นก็เริ่มได้สติ ก็ให้น้ำเกลือและยาต่อเนื่องกันไป (เพราะโรคไตรักษาได้แบบประคับประคองไป ไม่มีการรักษาแบบตรงๆ) น้องก็เริ่มมีเรี่ยวมีแรง เดินภายในกรง พอเปิดประตูกรง ก็เดินออกมาจากกรงได้ ....

พอหัวค่ำเท่านั้นแหล่ะครับ เอามาเช็ดตัวนิดหน่อย อยู่ๆ ก็นิ่งตาค้างไปเลย ... รีบพาเข้าห้องฉุกเฉิน ปั๊มหัวใจ ฉีดยาและให้ออกซิเจน เดชะบุญที่ครั้งสามารถกู้ชีวิตขึ้นมาได้ .... ทั้งๆ ที่ตอนที่ผมเห็นแน่นิ่งไป คิดในใจแล้วว่า สงสัยท่าจะไม่รอดแน่ๆ ....

เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง เจ้าชิสุห์น้อย เริ่มกลับมาเป็นปกติ มีชีวิตชีวา(แบบเหี่ยวๆ) ได้มากขึ้น .... ตกดึกเริ่มซ่า ออกเดินเล่นทั่วทั้งโรงพยาบาล .......

เช้าวันต่อมา เจ้าของมาเยี่ยมตอนเช้า น้องชิสุห์ก็ดูดีใจมากๆ ที่เจ้าของมาก็เดินไปนอนบนตักเจ้าของ หมอก็อธิบายกลไกลของโรคของน้องเค้าจนเรียบร้อย จนเจ้าของใกล้จะกลับบ้านแล้ว ผมก็รับหน้าที่คุยต่อ ....

น้องเค้าแน่นิ่งนอนเหยียดตาค้างไปบนหน้าตักเจ้าของเลยครับ .... ผมก็รีบคว้าน้องชิสุห์เข้าห้องฉุกเฉิน ต่อหน้าต่อตาเจ้าของ แล้วเราก็ช่วยชีวิตน้องเค้าด้วยวิธีการที่ทำแบบเมื่อคืน

แล้วน้องก็ฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง กลับมามีสัญญาณต่างๆ ครบไม่ว่าตากระพริบดี กระดิกหางได้ .....

เราดีใจได้ไม่ถึง 20 นาทีครับ เพียงแค่เราจะปิดออกซิเจน น้องเค้าก็เริ่มเหยียดเกร็งอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็หมดสตินอนตาค้าง ...... แล้วเราก็ต้องช่วยชีวิตเค้าอีก เป็นครั้งที่ 3

และด้วยความสามารถที่มี จึงสามารถกู้ชีวิตเค้าขึ้นมาอีกครั้งได้ แต่ก็ต้องเฝ้าดูอย่างไกล้ชิด และน้องเค้าก็จะต้องอยู่ในออกซิเจนตลอด ....

เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง น้องเค้าก็แน่นิ่งไปอีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้เราก็ดำเนินการด้วยวิธีการเดิม ....

แต่ คราวนี้น้องเค้าไม่ตอบสนองแล้วหล่ะครับ หัวใจเริ่มหยุดเต้น .... และน้องเค้าก็จากเราไป จากการซักประวัติ และ การตรวจร่างกาย พบว่า ... น้องเค้าเป็นลูกที่เกิดการผสมแบบเลือดชิด คือ พี่น้องผสมกันเองในครอก จึงเป็นสัตว์ที่อ่อนแอมาโดยตลอด .. และจากการฟังเสียงหัวใจ คาดว่าสุนัขตัวนี้จะมีปัญหาโรคหัวใจก่อน แล้วจึงทำให้เกิดโรคไตตามมาเป็นระบบที่เกี่ยวเนื่องกัน .... สุดท้ายน้องเค้าก็เลยไม่รอดครับ

แต่ที่ผมตั้งชื่อว่าอึดมาก เพราะว่าน้องเค้าสามารถกู้ชีวิตฟื้นคืนมาได้อยู่หลายรอบ ทั้งๆ ที่สภาพตอนที่น้องแน่นิ่งไป ใครๆ ก็คิดว่า ไม่น่าจะรอดแล้ว แต่น้องเค้าก็รอด

ตอนที่ 5 นี้อาจจะไม่ค่อยขำเท่าไหร่ กลายเป็นเรื่องเศร้าและการสูญเสียเสียมากกว่า .... ทั้งหมดก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในการทำงาน ที่จะต้องพบกับการเกิด แก่ เจ็บ แล้วก็ตาย(ของสัตว์) แต่ผมเองก็รู้สึกภูมิใจว่า อย่างน้อยคุณป้าเจ้าของน้องชิสุห์ ก็ได้เห็นว่า เราทำงานเพื่อช่วยเหลือน้องเค้าอย่างเต็มที่ ในการรักษาตอนต้น และการกู้ชีวิต จนกระทั่งน้องเค้าไม่ไหว ......

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบนะครับ มีอะไรก็ติชมกันได้เสมอครับ




 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 1 สิงหาคม 2550 0:06:25 น.
Counter : 2195 Pageviews.  

1  2  3  

ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 37 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.