Ieri, oggi, e domani, c'e sempre e solo l'inter

กินปลาแล้วจะผอมมั้ย

ปลาจัดได้ว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพอย่างหนึ่ง เพราะในเนื้อปลา นอกจากจะมีไขมันที่เป็นอันตรายต่อร่างกายน้อย (ไขมันอิ่มตัว/ไขมันสัตว์ทั่วๆไป) ยังมีไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย (ไขมันไม่อิ่มตัว เช่น โอเมกา 3,โอเมกา 6)

ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่า ไขมันไม่อิ่มตัวเหล่านี้ จะช่วยให้เราเกิดโรคที่มาจากไขมันในเลือดสูงได้ เช่น ความดันโลหิตสูง, ไขมันอุดตันในเส้นเลือด, หลอดเลือดโป่งพอง/แตก, โรคหัวใจ ฯลฯ

แต่...แต่ว่า ประโยชน์ของปลาตรงจุดนี้ มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความอ้วนแม้แต่น้อยครับ

เรื่องความอ้วนนั้น เป็นผลมาจากพลังงานที่ร่างกายได้รับและพลังงานที่ร่างกายใช้ไป ไม่ได้เกี่ยวกับชนิดของไขมันที่ได้รับแต่อย่างใด ห้ามเอามาปนกันเด็ดขาด!!!

ที่เชื่อกันว่ากินปลาแล้วจะผอม เป็นเพราะในเนื้อปลา เมื่อเทียบเป็นน้ำหนักที่เท่าๆกันกับเนื้อสัตว์อื่นๆ จะมีส่วนของโปรทีนค่อนข้างมากและมีไขมันค่อนข้างน้อย
ดังนั้น จึงพอจะพูดได้ว่า หากกินปลาเทียบกับกินเนื้ออื่นๆ ในปริมาณเท่าๆกัน เนื้อปลาก็จะให้พลังงานกับร่างกายน้อยกว่าด้วย
แต่เมื่อใด คุณกินเข้าไปมากๆ จนเกินความจำเป็นของร่างกาย คุณก็มีโอกาสอ้วนได้เช่นกันครับ




 

Create Date : 12 ธันวาคม 2548   
Last Update : 12 ธันวาคม 2548 9:47:59 น.   
Counter : 1678 Pageviews.  

วิทามินรวม ช่วยในคนที่พักผ่อนน้อย หรือแก้เครียดได้จริงหรือ

บางคนอาจเคยได้ยินว่า วิทามินรวม มีประโยชน์กับคนที่มีความเครียด ทำงานหนัก โดยแนวคิดนี้เริ่มในยุค 80’s โดยมีชื่อว่า “Stress tab” ซึ่งส่วนประกอบในยาเม็ด จะเป็นวิทามินบี (1+2+3+...+12) + biotin + folic acid ในปริมาณค่อนข้างสูง (บางยี่ห้อ ก็มักจะรวมวิทามินอื่นๆ หรือสารอาหารอื่นๆไว้ด้วย)

สิ่งที่ทำให้เชื่อว่ามันจะช่วยแก้เครียดได้นั้น เป็นเพราะเรามักจะโดนสอนว่า วิทามินบี มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบประสาท จึงเป็นจุดที่ทำให้บริษัทยาทั้งหลาย นำจุดนี้มาใช้ในการโฆษณา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว วิทามินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเครียดแต่อย่างใดเลย (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Vitamin B1, B2, B6, B12 ในหัวข้อยาและอาหารเสริม)

ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิดความเชื่อว่ามันจะช่วยในคนที่พักผ่อนน้อย น่าจะมีสาเหตุจาก การที่วิทามินหรือสารอาหารบางตัว ช่วยรักษาอาการโลหิตจางได้ ซึ่งอาการส่วนใหญ่ของคนที่เป็นโลหิตจาง จะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ฯลฯ เมื่อกินวิทามินรวมเข้าไป ทำให้อาการโลหิตจางดีขึ้น จึงดูเหมือนว่า วิทามินรวมช่วยให้มีพลังมากขึ้นมาจริงๆ

ซึ่งแน่นอนว่า ในคนปกติที่ได้รับสารอาหารครบถ้วนหรือไม่ได้เป็นโลหิตจาง การกินวิทามินรวมเข้าไป ย่อมไม่เกิดมรรคผลอันใดทั้งสิ้น นอกจากจะทำให้ปัสสาวะมีราคาแพงมากขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้ร่างกายได้รับวิทามินและสารอาหารเกินความจำเป็นของร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดโทษตามมาได้อีกด้วย
สิ่งที่ควรระวังเมื่อจะกินวิทามินรวม
1. คนที่มีแนวโน้มเป็นโรค gout ควรได้รับ Pantothenic acid มากขึ้น แต่ควรลด Lecithin
2. คนที่มีธาตุเหล็กสูง ควรได้รับ วิทามินบี 2 มากขึ้น แต่ควรลดวิทามินบี 1
3. คนที่มีภาวะ hypoadrenalism (Addison's disease) ควรได้รับ วิทามินบี 1 + Choline มากขึ้น ในขณะที่คนที่มีภาวะ hyperadrenalism (Cushing's disease) ควรได้รับ วิทามินบี 2 + folic acid มากขึ้น
4. คนที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการได้รับวิทามินบี 6 และวิทามินซี มากเกินไป เพราะอาจไปลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
5. คนที่เป็น Hyperthyroid ควรหลีกเลี่ยงการได้รับวิทามินบี 6 มากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการสะสม Magnesium มากขึ้น
6. คนที่กินแต่ผัก/มังสวิรัติ ควรได้รับ วิทามินบี 12 + folic acid มากขึ้น
7. การได้รับ Zinc และ Potassium มากเกินไป มีผลเสียต่ออาการปวดประจำเดือน, cyst ในรังไข่, ต่อมลูกหมากโต, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
8. สืบเนื่องจากข้อ 7 การกินวิทามินรวม เป็นข้อควรระวังในผู้ที่เป็นมะเร็งที่รังไข่และต่อมลูกหมาก

สรุปแล้ว การกินวิทามินรวม เหมาะสมกับคนที่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน เช่น ไม่ชอบกินผัก, กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, กินแต่ผัก ฯลฯ รวมไปถึงผู้ที่มีภาวะบางอย่างดังที่กล่าวมา
แต่ในคนปกติ หรือคนที่กินอาหารครบถ้วน การกินวิทามินรวม ก็ไม่มีผลช่วยในเรื่องความเครียดและเรื่องการทำงานหนัก พักผ่อนน้อยแต่อย่างใด (นอกจากจะมีคนบังคับให้กิน หากไม่ยอมกิน อาจเครียดกว่าเดิม??)




 

Create Date : 12 ธันวาคม 2548   
Last Update : 12 ธันวาคม 2548 9:46:53 น.   
Counter : 6282 Pageviews.  

หวัด & ภูมิแพ้ : ข้อแตกต่างและวิธีการรักษา

หวัด โดยทั่วไปเกิดจากเชื้อไวรัส ถ้าเป็นหวัดมากๆ อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ สำหรับไวรัสนี้ก็มีข้อดี คือ ร่างกายของเราสามารถจัดการกับมันได้เอง ส่วนข้อเสีย คือ ยังไม่มียาที่จะรักษามันได้อย่างเด็ดขาด

การติดต่อส่วนมากติดต่อทางไอจามน้ำมูก และเชื้อมักอยู่ในอากาศ เมื่อเราอ่อนแอ หรืออากาศเย็นและได้รับเชื้อก็ติดหวัดได้

อาการแสดงที่สำคัญ คือ มีน้ำมูกใส คัดจมูก ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะเล็กน้อย ลักษณะสีขาว จาม ระคายคอ คอแห้ง หรือเจ็บคอเล็กน้อย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว
ในผู้ใหญ่อาจไม่มีไข้ มีเพียงคัดจมูก น้ำมูกใส ส่วนในเด็กอาจมีไข้สูงและชัก ท้องเดิน หรือถ่ายเป็นมูกร่วมด้วย
ถ้าเป็นหวัดเกิน 4 วัน อาจมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียว หรือไอมีเสมหะเป็นสีเหลืองหรือเขียว ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

อาการที่บอกว่าอาจจะอันตราย ควรพบแพทย์
คือ มีไข้สูง ปวดศรีษะมาก มีคลื่นไส้อาเจียน ไอมากจนเจ็บอก เหนื่อย ไอบ่อยมากทุกห้าถึงสิบนาที ไอเสียงก้อง เสมหะเขียวหนองหรือมีเลือด ปวดหู หูอื้อ บ้านหมุน ปวดเมื่อยตามตัวมาก
ถ้าเป็นหวัดในเด็กเล็กเช่นต่ำกว่า 6 ขวบก็ควรไปหาหมอ เพราะเด็กจะประมาทไม่ได้

ถ้าอาการเป็นไม่มากจะรักษาตัวอย่างไร
พยายามพักผ่อนให้มากที่สุด ทำตัวให้อบอุ่น อะไรที่รู้ว่าไม่ดีกับเราก็ให้เลี่ยง เช่นบางคนจะรู้ตัวเลยว่า โดนเย็นไม่ได้ โดนพัดลมไม่ได้ กินน้ำเย็นไม่ได้ ก็ให้เลี่ยง

ยาที่ใช้ในการรักษาหวัดและสามารถหาซื้อเองได้
1. ยาแก้ปวดลดไข้ เช่น Paracetamol
2. ยาลดน้ำมูก/ยาแก้แพ้ มีทั้งแบบที่ง่วงและไม่ง่วง เช่น Chlorphenilamine
3. ยาแก้ไอ ควรเลือกให้ตรงกับอาการ คือไอแบบแห้ง หรือไอแบบมีเสมหะ หากมีอาการอไม่มาก ก็ควรใช้วิธีจิบน้ำบ่อยๆ (จะร้อนหรือเย็นก็ได้)
4. ยาฆ่าเชื้อ ควรจะใช้เมื่อมีอาการเจ็บคอมากขึ้นมาก หรือมีน้ำมูกเขียวเหลือง หรือเป็นหวัดมา 3-4 วัน แล้วยิ่งเจ็บคอมากขึ้น ควรอยู่ในความดูแลแพทย์หรือเภสัชกร

ส่วนการทานวิทามินซีไม่มีรายงานชัดเจนว่ารักษาหวัดได้



ภูมิแพ้ คือ อาการที่เกิดจากร่างกายมีความไวผิดปกติต่อสิ่ง กระตุ้นภายนอก ที่เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่นที่นอน รังแคสัตว์เลี้ยง ฝุ่นซากแมลงสาบ เกสรดอกหญ้า อาหาร หรือ ยาบางชนิด

อาการของโรคภูมิแพ้นั้น เกิดได้กับทุกระบบ ถ้าเกิดกับ
ทางเดินหายใจส่วนบน ก็จะทำให้เกิดอาการหวัดเรื้อรัง มีเสมหะไหลลงคอ เจ็บคอเป็นประจำ หูอื้อ
หลอดลมก็จะมีอาการหอบหืด
ผิวหนังก็เป็นโรคลมพิษ
ทางเดินอาหารก็ทำให้ท้องอืดหรือท้องเสียบ่อยๆ
ตา ก็จะมีอาการคันตาตาแดง น้ำตาไหล

ภูมิแพ้เป็นโรคที่ไม่ติดต่อกัน แต่จะถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ จากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ จึงไม่สามารถรักษาให้
หายขาดได้ การรักษาของแพทย์ก็เพื่อให้ผู้ป่วยไม่มีอาการและป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น

หลักในการรักษาโรคภูมิแพ้
1. หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ หากไม่รู้ว่าตัวเองแพ้อะไร ก็สามารถไปทดสอบภูมิแพ้ได้ที่ร.พ.
2. รักษาความสะอาดให้มากๆ
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมภูมิต้านทาน
4. รับประทานยา ฉีดหรือพ่นยาแก้แพ้ ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร




 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2548   
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2548 13:45:59 น.   
Counter : 27331 Pageviews.  

กินไอ้นั่นแล้วจะอ้วนมั้ย กินไอ้นี่แล้วจะอ้วนมั้ย

หลายๆคนคงได้เคยเห็นกระทู้ที่ถามว่า "กิน xxx แล้วจะอ้วนมั้ย"

สิ่งสำคัญที่จะต้องมองคือ การกินแล้วจะอ้วนมั้ย ไม่ได้อยู่ที่ชนิดของอาหาร แต่อยู่ที่ปริมาณของพลังงานที่ร่างกายได้รับและปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ไป

หลักการคือ หากคุณได้รับพลังงานมากเกินที่ร่างกายใช้ไป ร่างกายจะเปลี่ยนพลังงานนั้นให้อยู่ในรูปของไขมัน ซึ่งเป็นสารที่ให้พลังงานสูง (ประมาณ 9 kcal/g) ใครที่ได้รับพลังงานมากๆ ก็จะเกิดไขมันมาก ส่งผลให้อ้วนในที่สุด

ไม่จำเป็นว่า อาหารที่กินเข้าไปจะเป็นข้าว เนื้อ หนัง น้ำมัน หรือแม้กระทั่งผัก หากสามารถให้พลังงานได้ ร่างกายเราสามารถเปลี่ยนเป็นไขมันได้ทั้งนั้น

ในทางกลับกัน หากคุณได้รับพลังงานน้อยกว่าที่ร่างกายต้องใช้ ร่างกายก็จะต้องนำพลังงานที่เก็บสะสมไว้มาใช้ (เช่น ไขมัน กล้ามเนื้อ ฯลฯ) ทำให้การออกกำลังกายเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก

ดังนั้นการจะไประบุว่า กินอะไรแล้วจะอ้วนหรือไม่นั้น จึงไม่สามารถพิจารณาจากชนิดของอาหาร แต่ต้องดูพลังงานที่ได้รับจากการกินอาหารทั้งหมดครับ

ซึ่งการที่เราจะดูว่าอาหารที่เรากินเข้าไปนั้น จะให้พลังงานเท่าไหร่ ก็ต้องดูว่ามีส่วนประกอบของสารอาหารอะไรบ้าง ซึ่งเราสามารถหาค่าพลังงานคร่าวๆได้ เช่น ไขมัน 1 g = 9 kcal, โปรทีนหรือคาร์โบไฮเดรท 1 g = 4 kcal เป็นต้น

ตัวอย่าง
กินข้าวแล้วจะอ้วนมั้ย

ข้าวเป็นสารประเภท carbohydrate ซึ่งให้พลังงานประมาณ 4 kcal/g ในข้าว 1 จาน(1 ทัพพี) จะมีข้าวประมาณ 70 g ดังนั้น ข้าวเปล่า 1 จาน ให้พลังงานประมาณ 280 kcal
ในคนปกติ ร่างกายจะใช้พลังงานประมาณ 1500-2500 kcal ต่อวัน ดังนั้น การกินข้าว 1 จานจึงไม่มีผลทำให้อ้วนได้ แต่ถ้าหากคุณกินข้าว 10 จาน = 2800 kcal แบบนี้ก็ทำให้อ้วนได้ครับ

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ต้องพิจารณาว่าวันนั้นๆใช้พลังงานไปมากขนาดไหนด้วย เช่น ถึงกินข้าวไป 10 จาน ( 2800 kcal) แต่ถ้าหากวันนั้นเกิดทำงานหนักหรือออกกำลังกายหนักมาก จนร่างกายใช้ไป 3000 kcal การกินข้าว 10 จานก็ไม่ทำให้อ้วนครับ




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2548   
Last Update : 18 ตุลาคม 2548 13:50:25 น.   
Counter : 2429 Pageviews.  

เราควรกินน้ำวันละเท่าไร

หลายๆคน คงจำได้ตั้งแต่เด็กๆว่า เราควรกินน้ำวันละ 6-8 แก้ว ซึ่งหากนับเป็นปริมาณก็ประมาณ 1.5-2 ลิตร หากเรามาพิจารณาถึงสาเหตุที่เราต้องกินน้ำในปริมารนี้ ก็เนื่องมาจาก ในแต่ละวัน ร่างกายคนเรา จะเสียน้ำออกไปจากร่างกายในรูปต่างๆ ทั้งปัสสาวะ (วันละ 1-1.5 ลิตร) + เหงื่อ (วันละ 100-300 มล.) + อุจจาระ (วันละ100-300 มล.) และทางลมหายใจ/ผิวหนัง (วันละ 300 มล.) ซึ่งเป็นที่มาที่เราควรจะได้รับสารน้ำชดเชยให้กับร่างกาย เพื่อให้ร่างกายยังคงรักษาสภาพการทำงานต่างๆได้อย่างสมบูรณ์

อะไรจะเกิดขึ้น หากได้รับน้ำน้อยไป(dehydration)
หน้าที่สำคัญของน้ำในร่างกายคือ ควบคุมสมดุลย์ของเกลือแร่ต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะความเข้มข้นของสาร/เกลือแร่ที่มีในเลือด หากร่างกายมีน้ำน้อยไป ความเข้มข้นของเกลือแร่เหล่านั้น จะเพิ่มมากขึ้น จึงต้องดึงน้ำที่มีอยู่ในเซลออกมาเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อคงระดับความเข้มข้นให้เหมาะต่อการทำงานของร่างกายได้ ระบบการทำงานต่างๆของร่างกายอาจสูญเสียไป และระดับความเข้มข้นที่เปลี่ยนไปนี้จะไปกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้อง (osmoreceptor) ทำให้เรารู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮอร์โมน ADH เพื่อดูดน้ำกลับมาไม่ให้เสียไปกับปัสสาวะ
อาการที่ชี้ว่าร่างกายขาดน้ำ
กระหายน้ำ อ่อนเพลีย ปวดหัว ปากแห้ง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปัสสาวะสีเข้ม ปัสสาวะน้อย

ในทางกลับกัน หากกินน้ำมากๆจะเป็นอย่างไร(water intoxication)
ก็จะเกิดเหตุการณ์ตรงข้ามกับด้านบนคือ ความเข้มข้นของเหลวในเลือดจะลดลง ซึ่งเหตุการณ์นี้ อาจนำไปสู่ภาวะโคม่าและเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีความเข้มข้นของ sodium ในกระแสเลือดน้อยเกินไป

เหตุการณ์นี้ อาจไม่เกิดกับคนปกติ แต่ในคนที่ออกกำลังมากๆและมีการเสียเหงื่อ/เกลือแร่มากๆ ร่างกายจะมีระดับของ sodium น้อยอยู่แล้ว หากยิ่งได้รับน้ำเข้าไปมากๆ ก็จะยิ่งมีระดับของ sodium เจือจางลงไปอีกจนอาจเกิดอาการ ในคนที่เล่นกีฬาหนักๆ จึงควรดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่มากกว่าดื่มน้ำเปล่า

การดื่มน้ำกับคนโรคไต
ผู้ที่มีไตไม่ปกติ จะมีความสามารถในการกำจัดน้ำออกจากร่างกายได้น้อยกว่าปกติ หากกินน้ำมากเกินไป ก็จะเหลือน้ำอยู่มากในร่างกาย ซึ่งอาจเกิดภาวะ water intoxication ได้เช่นกัน

สรุปแล้ว เราควรกินน้ำวันละ 6-8 แก้ว แต่อาจจะมากกว่านี้ หรือน้อยกว่านี้ก็ได้ (ในคนปกติ) จะไม่ก่อให้เกิดปัญหากับร่างกายมากนัก นอกจากนี้ เรายังได้รับน้ำจากอาหารที่เรากินเข้าไปอีกด้วย ไม่ใช่จากน้ำที่เรากินเข้าไปเท่านั้น และการกินน้ำมากๆ ก็ควรระวังเรื่องระดับของ sodium ในเลือดจะลดลงจนเกินไปด้วยครับ




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2548   
Last Update : 2 สิงหาคม 2548 20:32:28 น.   
Counter : 3165 Pageviews.  

1  2  3  4  

Marquez
Location :
Milano Italy

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 19 คน [?]




A te che sei il mio grande amore Ed il mio amore grande
A te che hai preso la mia vita E ne hai fatto molto di più
A te che hai dato senso al tempo Senza misurarlo
A te che sei il mio amore grande Ed il mio grande amore

[Add Marquez's blog to your web]