Group Blog
 
All blogs
 

Turning Point จุดเปลี่ยนนั้นสำคัญไฉน (ต่อความสำเร็จ)



หลังจากเขียนเรื่องความสำเร็จมาก็เยอะ ที่สังเกตและวิเคราะห์ยิบย่อยแต่ไม่ได้เขียนมาลงก็อีกเยอะ ผมก็พบว่า “จุดเปลี่ยน” คือ สิ่งสำคัญอันหนึ่งที่จะทำให้คนหรือชนชาติใด ก้าวกระโดด หรือวิ่งตกเหวไปได้

ในประวัติศาสตร์อารยะธรรมสมัยใหม่ของมนุษย์ ล้วนมีหลากหลายชนชาติผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจ จากกรีก โรม(อิตาลี) มองโกล จนถึง โปรตุเกส และฮอลันดา(ฮอลแลนด์) มาจนถึงอังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น รัสเซีย จีน ฯลฯ และจนถึง สหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ล้วนมีการผลัดเปลี่ยนกันยิ่งใหญ่ในยุคใดยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์

ซึ่งถ้าย้อนไปดู เราจะพบว่า แต่ละประเทศล้วนมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมา หรือทำให้ซบซาลงไป และในหลายจุดเปลี่ยนนั้น มักเกี่ยวกับการถือกำเนิดขึ้นของคนบางคนที่สำคัญขึ้น คนบางคนที่เชื่อว่าจะหาคนมาเสมอเหมือนไม่ได้ ถ้าไม่มีคนเหล่านั้นเกิดขึ้น เชื่อว่าโลกคงไม่เป็นอย่างเช่นทุกวันนี้



การเกิดขึ้นของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ ทำให้อาณาจักรโรม ทะลวงลงใต้มาถึงตอนเหนือของอินเดีย เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ยุคหนึ่ง การเกิดขึ้นของเจงกิสข่าน ก็ทำให้อาณาจักรมองโกลกลายเป็นอาณาจักรที่เคยครอบครองผืนแผ่นดินที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาแล้ว นโปเลียนทำให้ฝรั่งเศสต้องถูกจดจำ หรือการเกิดขึ้นของฮิตเลอร์ก็ผลิกโฉมหน้าของโลกไปไม่น้อย

นอกจากนี้จุดเปลี่ยนของโลกในรูปแบบอื่นๆ ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การค้นพบทวีปใหม่อย่างอเมริกา ที่ทำให้ชาติมหาอำนาจในยุโรปทั้งหลาย ต่างพากันขนคนของตนไปแสวงหาผลประโยชน์จนกลายเป็นประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาขึ้นมาในภายหลัง

อย่างประเทศไทยเรา หากเราลองจินตนาการดูว่า หากฝรั่งชาติต่างๆ ไม่มาใช้อำนาจทางทหารยึดเอาดินแดนของของเราไปเป็นจำนวนมาก หากประเทศไทยยังมีดินแดนกว้างใหญ่เหมือนยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โฉมหน้าของประเทศไทยต่อโลกและภูมิภาคนี้ก็จะแตกต่างออกไปอีกอย่างมากมาย(แต่อันนี้ไม่ได้มาเรียกร้องหรืออะไรนะครับ แค่ยกตัวอย่างให้ดูถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น)



หากประเทศจีน ไม่มียุคหนึ่งเป็นคอมมิวนิสต์เข้มข้น หรือหากจีนไม่ได้เปลี่ยนจากระบบกษัตริย์ไปเป็นคอมมิวนิสต์ แต่เปลี่ยนไปเป็นทุนนิยมแทน (ซึ่งอันนี้ก็เกิดจากการเกิดขึ้นของคนๆ หนึ่งที่ชื่อ เหมา เจ๋อ ตุง) ไม่ต้องปิดประเทศอยู่หลายสิบปี โลกก็อาจไม่ได้เป็นเช่นนี้

ใครชอบศึกษาประวัติศาสตร์หรือดูสารคดี จะรู้ว่าประเทศจีนนั้นมีอารยะธรรมเก่าแก่โบราณที่เป็นมหาอำนาจในภูมิภาค และพร้อมจะเป็นมหาอำนาจด้านทุนนิยมได้นานแล้ว เพราะคนจีนมีความรู้ในศาสตร์ของการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ อันล้ำยุคในสมัยของมัน ซึ่งไม่แพ้ชาติตะวันตกมากนัก จะแพ้ก็คงเรื่องการคิดค้นอาวุธปืนที่ฝรั่งใช้เป็น”จุดเปลี่ยน”อีกเหมือนกันในการเข้าครอบครองชาติอื่นๆ

มองเรื่องจุดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วก็จะรู้ว่า การเกิดขึ้นของสิ่งๆ เดียวที่สำคัญ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น หรือถอยหลังได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งในชีวิตเล็กๆ ของเราแต่ละคน



ดูไป คิดไป แล้วก็จินตนาการว่า เมืองไทยน่าจะมี”จุดเปลี่ยน”กับเขาบ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะในยามนี้ อยากให้เมืองไทยหลุดออกจากวังวนแล้วก้าวกระโดดไปเป็นมหาอำนาจกะเขาบ้าง นี่ไม่รู้ว่าผมฝันกลางวัน หรือเพ้อไปเพราะอากาศร้อนกันแน่ แต่ใครจะรู้ได้ บางทีคุณอาจเป็นคนที่เป็นจุดเปลี่ยนนั้นเสียเองก็ได้ ใครจะรู้...




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2552 19:33:38 น.
Counter : 2761 Pageviews.  

ความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับยุคสมัย !!!





อะไรคือความสำเร็จ?

ผมเชื่อว่าคำนิยามอาจต่างกันไปต่างๆ นานาอย่างมากมาย แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ที่คนเราต้องการความสำเร็จก็คือการต้องการคนยอมรับในตัวของเรา ในความสามารถของเรา ยิ่งมีคนยอมรับนับถือเรามากที่สุด เราก็จะคิดว่านั่นคือการประสบความสำเร็จสูงสุด

ฉะนั้นความสำเร็จจึงเป็นนามธรรมที่ขึ้นอยู่กับคนมอง และยิ่งกว่านั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของสังคมและยุคสมัยนั้นๆ

มองย้อนไปในอดีต ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ความสำเร็จ คือความเข้มแข็งทางการทหาร ใครมีกองทัพที่เข้มแข็งที่สุด ผู้นั้นจะครองโลก เพราะสามารถยกกองทัพไปยึดดินแดนเอามาเป็นของตนได้เลย ซึ่งต่างจากสมัยนี้ที่ใครทำเช่นนั้น คงจะต้องโดนกองทัพของสหประชาชาติยื่นมือเข้าไปเกี่ยวด้วยเป็นแน่

ในยุคสมัยเหล่านั้น จึงได้ปรากฏชื่อของ นโปเลียน โบนาปาร์ต ชื่อของ เจงกิส ข่าน ชื่อของ อเล็กซานเดอร์ มหาราช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกษัตริย์ของประเทศ(และเป็นจอมทัพไปโดยปริยาย)ทั้งนั้น และใครที่เป็นขุนศึกที่เก่งกล้าในยุคนั้นก็คงเป็นคนสำคัญมากๆ จะหาชื่อคนที่มีเก่งความสามารถในด้านอื่นๆ ที่โดดเด่นขึ้นมาจนถึงขั้นได้จารึกชื่อมาจนถึงทุกวันนี้นั้นน้อยมาก เราแทบไม่เคยได้ยินชื่อพ่อค้าที่โด่งดังในยุคเหล่านั้นเลย

หรือจะมองไปให้ชัดขึ้น ในประเทศต่างๆ เช่น ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ในยุคโชกุน(ผู้สำเร็จราชการแทนพระจักรพรรดิ) ได้แบ่งคนออกเป็น 4 ชนชั้น คือ 1.ซามูไร 2.ชาวนา 3.ช่างฝีมือ และ 4.พ่อค้า ใครเป็นซามูไร(นักรบ) ในยุคนั้นถือว่าได้ยึดอกที่สุด แม้ชาวนาและช่างฝีมือก็ยังได้มีศักดิ์ศรีมากกว่าพ่อค้าเสียอีก หรืออย่างการแบ่งวรรณะในอินเดียโบราณ พ่อค้าก็ยังอยู่ในวรรณะอันดับสาม(วรรณะแพศย์)คือรองจากกษัตริย์และพราหมณ์

แต่เมื่อยุคสงครามหมดไป การไล่ยึดดินแดนต่างๆ นั้นทำไม่ได้แล้ว เปลี่ยนเป็นการใช้ศักยภาพทางการค้าและความมั่งคั่งเป็นอำนาจแทน ผู้คนก็เปลี่ยนทัศนคติมาให้ความสำคัญกับอาชีพพ่อค้าและนักธุรกิจมากขึ้น จนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกนั้นมีแต่นักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ จะหาชื่อทหารดังๆ นั้นมีน้อยมากเช่นกัน

สิ่งเหล่านี้กลับกันกับในยุคก่อน ยุคนี้ใครเกิดมามีความสามารถทางการค้าจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จกว่าการเป็นทหาร แต่หากเป็นยุคก่อนหน้านี้ใครเป็นทหารก็ถือว่าประสบความสำเร็จกว่าพ่อค้า เหมือนประเทศไทยในยุคหนึ่งก็ให้ความสำคัญกับคนที่เป็นข้าราชการมากกว่าพ่อค้าเหมือนกัน

ระดับของความสำเร็จ(ที่คนทั่วไปมอง) จึงเกี่ยวกับยุคสมัยด้วย ฉะนั้นถ้ามองในมุมที่กว้างออกไปแล้ว ความสำเร็จจึงอยู่ที่มุมมองและความคิดด้วย

ที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้น ก็เพื่อสื่อให้เห็นว่า ทุกคนล้วนมีความถนัดเฉพาะตัวตามที่ถูกฝึกฝนหรือความชอบ ส่วนความสำเร็จที่สังคมชื่นชมหรือมอบให้นั้นเป็นเพียงคุณค่าส่วนหนึ่งที่อาจเกี่ยวกับทัศนคติที่เปลี่ยนไปมาได้ ไม่ใช่สิ่งชี้วัดตายตัว ทุกคนจึงควรภูมิใจในความสำเร็จและอาชีพของตนเอง อย่าไปยึดติดว่าอาชีพอะไรเหนือกว่าอาชีพอะไร เพราะมันไม่ใช่สิ่งจริงแท้ เป็นเพียงทัศนคติของยุคสมัยเท่านั้น

และผมเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนยุคสมัยอีกในไม่ช้านี้ ยุคสมัยที่โลกต้องเผชิญกับปัญหาภัยธรรมชาติอันเป็นผลต่อเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน เมื่อถึงยุคนั้น คุณลองคิดดูว่า อาชีพอะไรจะเป็นอาชีพที่สำคัญที่สุดในยุคนั้น ลองคิดดูเล่นๆ นะครับ อย่าจริงจังและหาว่าผมบ้าไปเสียก่อน (แต่ผมคิดว่ามันอาจเป็นไปได้)

สุดท้าย “ความสำเร็จ” ก็เป็นสิ่งชั่วคราว และเป็นภาพลวงตาในระดับหนึ่ง แสวงหาได้ในฐานะที่เรายังเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ต้องการการยอมรับ เพียงแต่อย่าไปยึดติดให้มากเกินไป หรือให้มันมาครอบงำความคิดจิตใจของเราเสียทั้งหมด

อย่างไรเสีย ก็ขอให้ทุกท่านที่มีความปรารถนาจะประสบความสำเร็จ ได้บรรลุความฝันในแบบที่ต้องการนะครับ




 

Create Date : 29 เมษายน 2551    
Last Update : 29 เมษายน 2551 8:34:25 น.
Counter : 2459 Pageviews.  

ความสำเร็จกับพื้นที่ยุทธศาสตร์




ในสงครามและการรบ การที่จะพิจารณาว่าฝ่ายใดมีโอกาสชนะมากกว่ากันนั้น “พื้นที่ยุทธศาสตร์”จัดเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่จะถูกหยิบยกมาพิจารณา ฝ่ายใดได้ครอบครองพื้นที่ยุทธศาสตร์ก็ถือว่าได้เปรียบ และมีโอกาสชนะมาก ที่เหลือจึงประกอบด้วยปัจจัยอื่น

ผมเชื่อว่าคนไทยหลายคนชื่นชมความสำเร็จของประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ แต่ก็ไม่ได้นึกรวมเอาพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ดีเข้าไปไว้ในปัจจัยของความสำเร็จด้วย มุ่งเชิดชูด้านความสามารถของคนกันอย่างเดียวซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง

แม้คนของสิงคโปร์จะมีคุณภาพ แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างประกอบให้มันเป็นอย่างนั้น โดยมีเรื่องพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการค้าเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่ง

โลกยุคก่อน พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญจะเกี่ยวกับการสงคราม การคอบครองพื้นที่สูงจะได้เปรียบผู้ครอบครองพื้นที่ต่ำ แต่ในปัจจุบัน ยุคที่โลกมุ่งทำการค้ามากกว่าสงคราม การครอบครองพื้นที่ต่ำและลาบลุ่มจะได้เปรียบผู้ที่ครอบครองพื้นที่สูงและเป็นที่ดอน




พื้นที่ยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์ (ซึ่งเดิมเป็นของสุลต่านรัฐยะโฮ -ใต้สุดของมาเลเซีย) นั้นจะเกี่ยวข้องกับการค้าในลักษณะของเมืองท่า เพราะเป็นเกาะที่ขบวนเรือการค้าต่างๆ ต้องแล่นผ่านเพื่ออ้อมแหลมลายู เกาะแห่งนี้จึงเป็นเมืองท่าทางการค้ามายาวนานแล้ว ยิ่งในภายหลังเซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด ราฟเฟิล ชาวอังกฤษได้ทำสนธิสัญญาเช่าเกาะจากสุลต่านยะโฮ เพื่อประโยชน์ทางการค้าของบริษัท บริติช อีสต์ อินเดีย ก็ยิ่งทำให้เกาะสิงคโปร์นั้นเจริญรุดหน้า (เกาะสิงคโปร์นั้นเดิมมีชื่อมาจากภาษาญี่ปุ่นว่า เทมาเสค ที่แปลว่า เมืองทะเล)

ในทางกลับกัน ผมอยากจะยกตัวอย่างประเทศที่ค่อนข้างเสียเปรียบประเทศอื่นๆ เพราะมีชัยภูมิที่ไม่ดีนัก คือประเทศลาว ซึ่งที่จริงแล้วชัยภูมิของประเทศลาวนั้นไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่เผอิญไปถูกแบ่งแยกด้วยลักษณะทางการเมืองให้กลายเป็นรัฐหรือประเทศที่ไม่ติดทะเล และถูกห้อมล้อมด้วยประเทศอื่นๆ อีก 4 ประเทศ คือ ไทย จีน เวียดนาม และกัมพูชา

มองเผินๆ อาจจะเหมือนดีที่แวดล้อมไปด้วยประเทศที่มีอนาคตทางการค้าอย่างน้อย 2 ประเทศ และ1 ประเทศที่น่าจะเป็นมหาอำนาจทางการค้าได้ในอนาคต แต่กลับมีข้อเสียก็คือ ประเทศลาวจะต้องพึ่งพิงเฉพาะ 4 ประเทศแวดล้อมนี้ การทำการค้าขายกับประเทศอื่นๆ จะทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยผ่านประเทศเพื่อนบ้านอันจะทำให้ต้องเพิ่มต้นทุนทางภาษีและการเดินทาง(ทางรถ ก่อนไปลงเรือ)

จากพื้นที่ทางยุทธศาสตร์เช่นนี้ ทำให้ลาวมีความเสียเปรียบอันเกิดจากพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ไม่ดีนัก ถ้าเป็นยุคสมัยก่อน ก็คงต้องแก้ด้วยการรบแล้วหาทางเปิดช่องออกทะเล แต่ปัจจุบันคงจะทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ลาวจึงยังคงแก้ปัญหาไม่ตก

นอกจากนี้ผมอยากจะขอลองยกประโยชน์จากพื้นที่ยุทธศาสตร์ขึ้นมาอีกหนึ่งตัวอย่างที่คล้ายกับสิงคโปร์ ก็คือประเทศปานามา ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ ที่อยู่ในช่วงคอคอดระหว่างทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ซึ่งคอคอดนี้ทำให้การเดินทางระหว่างสองมหาสมุทร คือ มหาสมุทรแปซิฟิก ในฝั่งซ้าย กับมหาสมุทรแอตแลนติก ในฝั่งขวา เป็นไปได้ยาก ต้องเดินทางอ้อมมหาสมุทรเลยทีเดียว การที่ประเทศปานามา ตัดสินใจขุดคลองปานามา เพื่อสำหรับให้เรือสินค้าแล่นผ่านไปได้ จากนั้น ประเทศปานามา และคลองปานามา จึงกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการค้า(แบบเมืองประตูหน้าด่าน)ทันที

ที่กล่าวมานี้ ยังไม่รวมถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ในลักษณะของทรัพยากรธรรมชาติ ที่ทำให้ประเทศที่ครอบครองแหล่งขุดน้ำมันได้เจริญก้าวหน้าจากน้ำมันอย่างเดียวดังที่ทราบๆ กันในหลายๆ ประเทศ

การได้ครอบครองพื้นที่ยุทธศาสตร์จึงเกี่ยวข้องกับความได้เปรียบ-เสียเปรียบในการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก แม้ว่าบุคลิกและความสามารถของคนในชาติจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก็ตาม และที่จริงแล้ว ประเทศไทยเราจัดเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดีประเทศหนึ่ง เพราะมีอาณาเขตอยู่ตรงกลางของแหลมสุวรรณภูมิ และมีพื้นที่ติดทะเลทั้งสองฝั่งคือ มหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก แต่ผมก็รู้สึกว่าเรายังพัฒนาประเทศได้ไม่ดีนักทั้งๆ ที่เรามีพื้นที่ชัยภูมิที่ดีมาก อาจเรียกได้ว่าดีที่สุดในประเทศแถบนี้ก็ว่าได้ ซึ่งก็หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคตครับ




 

Create Date : 22 เมษายน 2551    
Last Update : 22 เมษายน 2551 9:11:17 น.
Counter : 2711 Pageviews.  

30 ปัจจัยแห่งความล้มเหลว จาก Think and Grow Rich



บางครั้งผมจะชอบไปหยิบหนังสือเล่มเก่าๆ ที่เลือกสรรเก็บไว้ในตู้หนังสือมาอ่านซ้ำ และหลายวันก่อนผมก็ได้ไปหยิบเอาหนังสือ Think and Grow Rich หนังสือแนวพัฒนาตนเองฉบับคลาสสิคเล่มหนึ่งของโลก ที่เขียนโดย นโปเลียน ฮิลล์ และแปลโดยคุณอาษา ขอจิตต์เมตต์ ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมซื้อมาอ่านนานพอสมควรแล้ว เล่มที่มีเป็นฉบับพิมพ์เมื่อปี 2525 (โอ้ว 26 ปีมาแล้วนะนั่น) ซึ่งผมได้มาจากร้านหนังสือมือสองที่ช่วงหนึ่งเป็นแฟนประจำร้านประเภทนี้ และมักได้หนังสือดีๆ มาอ่านในราคาถูกอยู่บ่อยๆ ซึ่งเล่มนี้ก็ได้มาในราคา 30 บาท จากราคาปกเดิม 60 บาท

พอดีสิ่งสำคัญที่ผมอยากจะนำมากล่าวถึงก็เนื่องจาก แนวการศึกษาและเขียนหนังสือของ นโปเลียน ฮิลล์นั้น ได้มาจากการสัมภาษณ์และศึกษาชีวิตและวิธีคิดของผู้ประสบความสำเร็จมาแล้วจำนวนมาก แล้วนำมาวิเคราะห์วิจัยหาประเด็นสำคัญ ซึ่งจะคล้ายกับวิธีที่ผมใช้ศึกษาความสำเร็จเช่นกัน และที่สำคัญยิ่งกว่าในบทนี้ก็คือ เมื่อผมกลับไปอ่านพบบทที่เกี่ยวกับสาเหตุสำคัญของความล้มเหลว 30 ประการที่ผมคิดว่ามีหลักการแบบวิทยาศาสตร์และตรรกะคล้ายที่ผมใช้เช่นกัน ซึ่ง นโปเลียนฮิลล์ ก็ส่วนใหญ่ในนั้นผมก็เห็นด้วยมากๆ จึงอยากจะนำมาเสนอใส่ไว้ในบล๊อกของวันนี้ เพื่อจะได้เป็นแนวทางสำหรับคนที่ไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน (แต่ผมแนะนำให้ซื้อ เพราะยิ่งอ่านยิ่งได้ประโยชน์และแรงบันดาลใจในการไปสู่ความสำเร็จ)

สาเหตุสำคัญแห่งความล้มเหลว 30 ประการ

1.พื้นเพทางกรรมพันธุ์ไม่ดี – มีหนทางอยู่น้อยเหลือเกินที่จะเยียวยาผู้ที่เกิดมาขาดกำลังความสามารถทางสมอง
2.ขาดจุดหมายที่ดี และแน่นอนของชีวิต – ไม่มีหวังในความสำเร็จสำหรับผู้ไม่มีจุดหมายเป็นจุดหมายสูงสุด หรือตั้งเป้าหมายแน่นอน 98 คนในร้อยคนที่ข้าพเจ้าวิเคราะห์ ไม่มีจุดหมายดังกล่าว
3.ขาดความทะเยอทะยานเพื่อไปสู่จุดหมายที่เหนือกว่าปกติธรรมดา – เราหมดหวังในบุคคลที่เฉื่อยเนือยอย่างยิ่ง เขาเหล่านี้ไม่มีความต้องการที่จะให้ชีวิตก้าวหน้าไปไกล และไมสมัครใจที่จะต่อสู้เพื่อฟันฝ่า
4. การศึกษาไม่พอ – อุปสรรคข้อนี้อาจจะเอาชนะได้ง่ายกว่ากันมากเมื่อเทียบกับสามข้อที่ผ่านมา จากความจัดเจน พิสูจน์ได้ว่า “ผู้ที่ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดมักจะเป็นผู้ที่ศึกษาด้วยตัวเอง” บุคคลที่ศึกษาด้วยตนเองมีคุณค่ากว่าใบปริญญา
5.ขาดการาควบคุมตัวเองให้อยู่ในระเบียบวินัย – ระเบียบวินัยเกิดจากการรู้จักควบคุมตนเอง ก่อนที่ท่านจะควบคุมสิ่งต่างๆ ท่านจะต้องควบคุมตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก การเป็นนายตัวเองหรือควบคุมตัวเองเป็ฯงานลำบากอย่างที่สุดที่ท่านจะต้องจัดการ ถ้าท่านชนะตัวเองไม่ได้ ท่านก็จะแพ้ตัวเอง
6.สุขภาพไม่ดี – ก.กินอาหารมากไปทำให้สุขภาพเสีย ข. มีนิสัยไม่ดีในทางใช้ความคิด โดยคำนึงแต่สิ่งที่ไร้สาระและไม่เกิดประโยชน์ ค.ใช้กามารมณ์ไปในทางผิดๆ หรือใช้มากจนเกินไป ง.ขาดการบริหารร่างกายที่เหมาะสม จ.ขาดอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ
7.ถูกชักจูงโดยสภาพแวดล้อมไม่ดีระหว่างวัยเยาว์ – คนส่วนมากที่โน้มเอียงไปในทางอาชญากรเกิดขึ้นโดยสภาพแวดล้อมไม่ดี
8.การผัดวันประกันพรุ่ง – นี่เป็นสาเหตุธรรมดาแห่งความล้มเหลว เพราะเราต่างคอย”เวลาที่เหมาะสม” เพื่อเริ่มต้นทำบางอย่างที่นำผลดีมาให้ อย่าคอย ไม่มีเวลาที่เหมาะสมอยู่เลย เริ่มต้นเสียแต่วันนี้ ทำงานเท่าที่เครื่องมือที่ท่านมี
9.ขาดความมุ่งมั่น – เราส่วนใหญ่ต่างเป็นคนเริ่มต้นที่ดี แต่เป็นคนถึงจุดหมายที่เลวในทุกอย่างที่เราลงมือ ยิ่งกว่านั้น เราชอบวางมือเมื่อเห็นความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก
10.บุคลิกลักษณะเฉื่อยชา
– ไม่มีหวังแห่งความสำเร็จสำหรับบุคคลที่ก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายแก่ผู้อื่นจากบุคลิกลักษณะอันเฉื่อยชาของตน


11.ขาดการควบคุมความเร่งเร้าทางกามารมณ์ – ความกระฉับกระเฉงทางกามารมณ์เป็นแรงกระตุ้นที่ทรงพลังที่สุด จึงต้องควบคุมมันไว้ด้วยการแปรเปลี่ยนให้ไปสู่แนวทางอื่นๆ
12.ความปรารถนาที่ควบคุมไม่ได้เพื่อได้เงินอย่างง่ายๆ – จึงทำให้คิดหาเงินง่ายๆ ด้วยการเล่นการพนัน
13.ขาดอำนาจจิตแน่วแน่เพื่อตกลงใจ – ผู้พบความล้มเหลวเปลี่ยนใจบ่อยๆ และเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
14.หนึ่งประการหรือมากกว่าในบรรดาความกลัวมูลฐานหกประการ – กลัวยากจน กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์ กลัวสุขภาพทรุดโทรม กลัวสูญเสียความรักของใครสักคน กลัววัยชรา กลัวความตาย (อันนี้ไว้จะหาโอกาสมาอธิบายอีกครั้ง)
15.เลือกคู่แต่งงานผิด – ถ้าความสัมพันธ์นี้ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างสมัครสมาน แต่ความล้มเหลวในการแต่งงานอาจทำลายความทะเยอทะยานและกำลังใจหมดสิ้น
16.รอบคอบมากเกินไป – คือ บุคคลที่ไม่ยอมฉวยโอกาสที่เข้ามา รอบคอบมากเกินไปไม่ดี พอๆ กับรอบคอบน้อยเกินไป
17.เลือกนายจ้างผิด – เราต้องใช้ความระมัดระวังเลือกนายจ้างซึ่งจะให้แรงบันดาลใจแก่เรา และเป็นผู้เฉลียวฉลาดและได้รับความสำเร็จ (ข้อ 15 และ 17 นี้เป็นสิ่งที่ผมกำลังกล่าวถึงในหัวข้อกลยุทธ์การเลือกคบคน)
18.เชื่อไสยศาสตร์ – เชื่อไสยศาสตร์เป็นความกลัวแบบหนึ่ง และเป็นเครื่องหมายแห่งความงมงาย ผู้จะได้รับความสำเร็จจะต้องไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น
19.เลือกงานผิด – ไม่มีใครได้รับความสำเร็จในงานที่เขาไม่ชอบ
20.ขาดความบากบั่นพากเพียรอย่างแน่วแน่ – คนที่ทำงานได้หมดทุกอย่างหายากนักที่จะเก่งเป็นพิเศษสักอย่าง จงมีความบากบั่นพากเพียรอยู่ที่จุดหมายอันสำคัญสักอย่าง



21.นิสัยใช้เงินอย่างขาดความยับยั้ง – การใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ช่วยให้ได้รับความสำเร็จ เนื่องจากพวกเขาจะรู้สึกวิตกอยู่ตลอดเวลาว่าไม่มีทางหนีพ้นความยากจน และผู้ไม่มีเงินมักไม่มีโอกาสต่อรอง ไม่มีทางเล่นตัว จึงได้แต่สิ่งเลวๆ
22.ขาดความกระตือรือร้น – ถ้าเขาเป็นคนกระตือรือร้น และควบคุมมันให้ดี เขาจะได้รับการต้อนรับจากคนทุกกลุ่ม
23.ใจแคบ – คนเหล่านี้มักไม่ต้องการความรู้เพิ่มเติม (พวก Self Centered)
24.เสพเกินต้องการ – เช่น ดื่มเหล้าเกินความเหมาะสม
25.ไม่สามารถร่วมมือกับผู้อื่น – เป็นผลของ Self Centered อีกเหมือนกัน
26.เป็นเจ้าของอำนาจที่ได้มาโดยไม่ต้องใช้ความบากบั่นพากเพียรของตนเอง – อำนาจที่อยู่ในมือของผู้ที่ไม่ได้หามาด้วยตัวเอง ในที่สุดมักเป็นภัยต่อความสำเร็จ (ดูคล้ายๆ นักการเมืองบางคน)
27.เจตนาไม่สุจริต – ไม่ช้าก็เร็ว การกระทำของเขาจะโผล่ออกมาให้เห็น
28.ความอวดดีและอวดวิเศษ – เป็นภัยต่อความสำเร็จ
29.เดาแทนการใช้ความคิด – คนเหล่านี้ชอบทำงานด้วยการเดาสุ่ม
30.ขาดเงินทุน – ข้อนี้เป็นสาเหตุธรรมดาของความล้มเหลวในผู้ทำธุรกิจครั้งแรกโดยไม่มีทุนสำรองไว้ให้เพียงพอ

31.นโปเลียน ฮิลล์ เขียนข้อ 31 ไว้เผื่อสำหรับกรณีอื่นๆ ที่เขาอาจตกหล่น


จากที่อ่านมาทั้งหมด จะมีบางข้อที่ประเด็นคล้ายๆ กัน แต่เขามักย้ำอยู่เสมอ คือ เรื่องความเฉื่อยเนือยหรือไม่กระตือรือร้นจะเป็นสาเหตุหลักอันหนึ่งของความล้มเหลวในชีวิต

อ่านแล้วหวังว่าคงจะได้ข้อคิดบ้าง แล้วไปเจอกันที่บล็อกกลยุทธ์การคบคนในตอนต่อไปนะครับ




 

Create Date : 08 เมษายน 2551    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2552 19:41:37 น.
Counter : 4976 Pageviews.  

บิล เกตส์ พลาดเพราะอะไร จึงหล่นทีเดียวจากที่ 1 ไปอยู่อันดับ 3



แม้ว่าบล็อกนี้จะเกี่ยวกับความสำเร็จ แต่การศึกษาด้านตรงข้าม(คือความล้มเหลว) ว่าอะไรเป็นจุดผิดพลาดทำให้เกิดความล้มเหลวครั้งสำคัญๆ ของบุคคลต่างๆ ก็ย่อมจะเกิดประโยชน์ด้วยเช่นกัน และผมจะขอเริ่มด้วยบุคคลที่เป็นบุคคลเปิดบล๊อกคนแรกในหัวข้อ Success Analysis นี้ บุคคลผู้เคยได้ชื่อว่ารวยที่สุดในโลกด้วยสถิติ 13 ปีติดต่อกัน มาวันนี้ จากการจัดอันดับล่าสุดโดยนิตยสาร Forbes เขาหล่นทีเดียวสองอันดับ จากอันดับ1 มาอยู่อันดับ 3 ซะแล้ว ด้วยการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่เกิดขึ้นก่อนการจัดอันดับในปีนี้เพียงไม่กี่สัปดาห์

บ้างก็ว่าเพราะอาถรรพ์หมายเลข 13 เพราะบิลได้ครองอันดับความร่ำรวยที่สุดในโลกมา 13 ปีแล้ว แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับการกระทำของเกตส์เองมากกว่า ไม่มีใครไปทำ นอกจากตัวของเขาเอง ทำให้อยู่ดีๆ วอเรน บัฟเฟทท์ มหาเศรษฐีหุ้นที่มีแนวโน้มว่าจะคงอยู่ที่อันดับสองต่อไปในปีนี้แบบสูสี ก็เลยได้ขึ้นไปนั่งเก้าอี้บัลลังค์คนรวยที่สุดในโลกเป็นปีแรก ตามด้วยมหาเศรษฐีธุรกิจเทเลคอมชาวเม็กซิกัน Carlos Slim Helu ที่มาแรงและตีตื้นเร็วมากในช่วงสองสามปีนี้ ในอันดับ 2 โดยทั้งสามคนมีเงิน 6.2, 6.0 และ 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ตามลำดับ

สาเหตุที่ทำให้เกตส์ต้องหล่นอันดับลงไปทีเดียวสองขั้นนั้นก็เนื่องจากการพยายามเข้าเทคโอเวอร์เวบไซท์ชื่อดัง Yahoo.com(Search Engine อันดับ 2 ของโลกรองจาก Google.com) โดยปราศจากการยินยอม และยังมีความพยายามจะโละบอร์ดผู้บริหารออกด้วย ถ้าเขาสามารถเข้าซื้อได้ ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้เกิดภาพที่ไม่ดีต่อสังคม และทำให้หุ้นของไมโครซอฟท์ตกลงอย่างมาก ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ที่ บิล เกตส์ มีอยู่พลอยลดลงไปด้วย(แต่จริงๆ ปีนี้เขายังรวยขึ้นกว่าปีก่อนถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์)

ผมเชื่อว่า บิล เกตส์ คงหาทางทวงตำแหน่งคืนให้ได้ในปีหน้า เพราะเขาเป็นคนมีสัญชาติญาณของการแข่งขันสูง และเขาก็คงจะไม่วางมือจากการพยายามเข้ามาในธุรกิจเวบไซท์โดยเฉพาะ Search Engine ที่เป็นธุรกิจทำเงินอย่างมากในปัจจุบันและในอนาคตด้วย เพราะบางทีเขาอาจคิดว่า หากเขาได้เข้าสู่ธุรกิจเวบ Search Engine ด้วยการเข้าครอบครองเวบอันดับสองอย่าง Yahoo เมื่อไหร่ เขาก็จะสร้างเป็นเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

ทุกคนมีข้อดี และทุกคนก็มีข้อเสีย ซึ่งข้อเสียของบิล เกตส์ก็คือการชอบครอบงำด้วยอำนาจ และความมั่นใจในอำนาจของตนจนเกินไป(เหมือนที่ใครบางคนในบ้านเราพลาดไปเหมือนกัน) บิล ซึ่งก็นับว่าเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยม มีกลยุทธ์ แต่ก็ยังขาดความสุขุมคัมภีรภาพ เพราะโดยธรรมชาติลึกๆ แล้วเป็นคนใจร้อน เป็นคนเอาแต่ใจตัว(ซึ่งมักจะเป็นตัวสกัดกั้นความสำเร็จ) เพียงแต่เขามีความสามารถและมีวิสัยอันโดดเด่นเข้ามาช่วยไว้ คนอย่างบิล เกตส์ จึงเป็นนักธุรกิจที่ดีได้ แต่เป็นนักการเมืองที่ดีไม่ได้แน่ โดยเฉพาะในประเทศที่เป็นเสรีนิยม และประชากรมีการศึกษาสูงอย่างประเทศอเมริกา

ในหนังสือ “ศิลปะการใช้กลยุทธ์ในสามก๊ก” มีบทความตอนหนึ่งเกี่ยวกับการหลักการปกครองคนว่า “ใจคนไม่สยบแม้ได้มาก็ปกครองยาก” ซึ่งหมายถึงก่อนการเข้ายึดหรือปกครองดินแดนใดๆ ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว อย่าเที่ยวพียงสักแต่ใช้อำนาจทางทหารเข้ายึดเท่านั้น การได้ใจคนในพื้นที่ถือเป็นกลยุทธ์ที่ต้องทำก่อนเข้าปกครองของผู้เชี่ยวชาญในการยุทธ์ แต่บิล เกตส์คงไม่ได้ศึกษาตำราจีน เล่นตำราฝรั่งที่เน้นการใช้กำลังทางทหารและกลยุทธ์ในการโจมตีทางกายภาพ มากกว่าจะใช้กลยุทธ์โจมตีทางใจร่วมด้วย จึงทำให้คิดพยายามยึดครองเอาดื้อๆ และมีผลดังที่เห็นอยู่

ผมไม่แน่ใจว่าบิล จะสามารถทวงคืนตำแหน่งแชมป์ได้หรือไม่ เพราะขณะนี้คนที่ครองอันดับทั้ง 3 ก็สูสีคู่คี่กันเหลือเกิน ไม่เหมือนเมื่อหลายปีก่อนที่โดดเด่นนำห่างอยู่คนเดียว แต่ก็ทำให้เห็นว่าบิล เกตส์เลือกใช้กลยุทธ์ผิดเวลา ผิดสถานการณ์ไปเหมือนกัน คือ เมื่อนำห่างเขาอาจใช้เกมเสี่ยงได้ แต่เมื่ออันดับมันสูสีมากและตนก็กำลังนำอยู่แล้ว เขาควรสุขุมรอบคอบและเล่นเกมปลอดภัย ผู้ตามเท่านั้นที่เหมาะจะเล่นเกมเสี่ยง(ถ้าได้ผลก็ชนะ ถ้าไม่ได้ผลก็ไม่เสียอะไรมากมาย)

วันนี้พลังแห่งผลิตภัณฑ์ของบิล(โปรแกรมปฏิบัติการวินโดว์ที่เครื่อง PC ส่วนใหญ่ใช้) อาจลดอิทธิพลของมันลงไปหรืออย่างไรผมไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ การเติบโตของธุรกิจที่เคยโดดเด่นนำโด่งมากๆ มา ณ วันนี้ มีคนตามติดมาอีกหลายคน เกมของเกตส์คงไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกแล้ว ซึ่งก็ทำให้ผู้ที่สนใจเกมของมหาเศรษฐีเหล่านี้ รู้สึกตื่นเต้นกับเกมที่เริ่มสูสีขึ้นมาบ้าง ไม่มากก็น้อย แต่อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แหละครับ “โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน มีเกิดก็มีดับ มีรุ่งโรจน์และเสื่อมไปเป็นธรรมดา” อมิตพุทธ!!!



*ขออภัยผู้ที่ติดตามอยู่แล้ว เพราะผมเคยลงข้อมูลผิดว่า บิล เกตส์ พยามเทคโอเวอร์ Google ซึ่งที่จริงแล้วเป็น Yahoo ครับ ขออภัยในข้อมูลที่ผิดพลาดมา ณ ที่่นี้ด้วยครับ




 

Create Date : 01 เมษายน 2551    
Last Update : 1 เมษายน 2551 8:07:49 น.
Counter : 3427 Pageviews.  

1  2  3  

Valentine's Month


 
Jimmy Walker
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




จากทักษะของการเป็นนักคิด นักวิเคราะห์ บวกกับความสนใจใน"กระบวนการ"และ"ปัจจัย"ที่ก่อให้เกิดเป็นความสำเร็จ ที่ทำให้ผมศึกษาและวิเคราะห์กรณีศึกษาเกี่ยวกับความสำเร็จและความล้มเหลวจำนวนมาก จนเชี่ยวชาญในองค์ความรู้พอที่จะขอเรียกตัวเองว่า "ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งความสำเร็จ"
Friends' blogs
[Add Jimmy Walker's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.