Group Blog
 
All blogs
 

Warren Buffett ผู้ชนะด้วยภูมิปัญญา




ในการแข่งขันต่างๆ บางครั้งการแข่งขันระหว่างสองฝ่ายที่มีสไตล์การเล่นหรือระบบการทำงานที่แตกต่างกันก็มีความสนุกไปอีกแบบ เพราะต่างฝ่ายต่างจะเป็นเหมือนตัวแทนของระบบหรือของสไตล์ นักมวย fighter ชกกับนักมวย boxer ทีมถนัดรุกกับทีมถนัดรับ บุ๋นกับบู๊ ฯลฯ และในเกมการแข่งขันกันประสบความสำเร็จโดยมีจำนวนเงินเป็นตัววัด ก็คงไม่มีอะไรจะสนุกเท่ากับการดู บิล เกตส์ ผู้ร่ำรวยจากการสร้างบริษัท ที่มีสินทรัพย์เป็นอันดับหนึ่งของโลก แข่งกับ วอเรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีหุ้นที่ตามมาติดๆ เป็นอันดับสอง (ปัจจุบัน ทั้งสองกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน)
*ที่ผ่านมามีข่าวออกมาว่า Carlos Slim Helu มหาเศรษฐีชาวเม็กซิกันได้โค่นบัลลังของบิล เกตส์ได้แล้ว แต่เท่าที่เช็คข้อมูลจากเวบไซท์ของฟอร์บ เฮลู ยังอยู่อันดับสาม

วอเรน บัฟเฟตต์ เป็นสัญลักษณ์ของมหาเศรษฐีผู้ทรงภูมิปัญญา ที่ต่างจากมหาเศรษฐีเลือดร้อนแบบ บิล เกตส์ วอเรนจึงมีสไตล์การสร้างความร่ำรวยแบบค่อยเป็นค่อยไปและไม่เสี่ยง เขาทำงานและซื้อหุ้นเหมือนเล่นเกมแห่งการแข่งขัน โดยที่ไม่ได้หวังต้องการได้มาซึ่งภาพอันหรูหรามั่งคั่งแบบมหาเศรษฐีทั่วไป

ทุกวันนี้ แม้จะร่ำรวยขนาดเป็นมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก แต่วอเรนก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่าที่ซื้อตั้งแต่ 50 ปีที่แล้ว(ปี 1958) ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 700,000 ดอลล่าร์ หรือประมาณ 28 ล้านบาทเท่านั้นเอง

วอเรน ซึ่งปัจจุบันอายุ 77 ปีแล้ว เป็นลูกคนเดียวของนักค้าหุ้น(Broker) ในเมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกา ซึ่งเป็นรัฐที่ไม่สำคัญนักอยู่ตอนกลางของสหรัฐอเมริกา พ่อของเขานอกจากจะมีอาชีพเป็นนักค้าหุ้นแล้ว ยังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐเนบราสกาด้วย

วอเรนเป็นนักอ่านตัวยง และมีแววฉลาดมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะความถนัดด้านคณิตศาสตร์และเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ เขาไปทำงานกับพ่อตั้งแต่อายุ 11 ปี และนั่นทำให้เขาได้ซื้อหุ้นเป็นครั้งแรกในชีวิต เป็นหุ้นของ Cities Services ในราคาหุ้นละ $ 38.25 และขายไปภายหลังในราคาหุ้นละ $ 40 ซึ่งในภายหลังหุ้นตัวนี้ได้ทะยานขึ้นถึงหุ้นละ $ 200 ในสองสามปีต่อมา ซึ่งสิ่งนี้เองที่สอนเขาถึงความสำคัญในการซื้อหุ้นระยะยาว

อายุ 14 เขาก็เริ่มต้นทำธุรกิจโดยหุ้นกับเพื่อนคนหนึ่งซื้อเครื่องเล่นพินบอล แล้วไปขอเช่าที่วางในร้านตัดผม เขาเริ่มทำเงินได้มากขึ้นอีกจากการรับส่งหนังสือพิมพ์ตามบ้าน และเมื่ออายุ 16 ปี วอเรนก็เก็บเงินได้ถึง 5,000 ดอลล่าร์ ซึ่งสมัยนั้นต้องถือว่าเป็นเงินมากพอดู วอเรนเริ่มคิดว่าการเรียนนั้นไม่จำเป็นและจะเป็นอุปสรรคสำหรับการทำธุรกิจของเขา แต่ก็ตัดสินใจเรียนต่อตามคำขอของพ่อ จาก Wharton School จนถึง University of Nebraska และเริ่มสนใจเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น

หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มสำคัญในชีวิตของเขา คือ “The Intelligent Investor“ ของ Benjamin Graham และได้เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งที่นี่เขาได้เรียนกับ เบนจามิน เกรแฮม และอาจารย์อีกสองสามคน ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมแนวคิด “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ที่เขาใช้ในการลงทุนตลอดชีวิต (ลองคิดดูครับว่า ถ้าวอเรนตัดสินใจไม่ได้เรียนต่อ และไม่ได้มาพบกับอาจารย์เหล่านี้ บางทีแม้เขาอาจจะสร้างความร่ำรวยได้ แต่อาจจะไม่ถึงขนาดปัจจุบันก็ได้ ใครจะรู้?)

และหลังจากที่เรียนจบด้วยเกรด A+ ทั้งหมด วอเรนก็หาทางจะเรียนรู้กับเบนจามิน เกรแฮมต่อ และได้ทำงานกับบริษัทด้านการลงทุน Graham – Newman ที่เกรแฮมเป็นหุ้นส่วนอยู่เวลาต่อมา และลาออกเมื่อเกรแฮมเกษียณในอีก 2 ปีต่อมา

หลังจากนั้นเขาได้เปิดห้างหุ้นส่วนเพื่อการลงทุน(Investment Partnership) ขึ้น โดยวอเรนลงทุน $ 100 และระดมทุนได้อีก $ 105,00 จากเพื่อนและคนในครอบครัวอีก 7 คน และเพิ่มอีกหลายคนในภายหลัง ซึ่งออฟฟิศของวอเรนก็คือภายในบ้านของเขานั่นเอง และโดยใช้หลักการต่างๆ จากอาจารย์ของเขา โดยเฉพาะหลักการของเบนจามิน เกรแฮม ทำให้วอเรนสามารถสร้างผลตอบแทนเงินลงทุนได้ในอัตรา 30 % ในช่วงปี 1956 – 1969 ซึ่งคนอื่นโดยทั่วไปทำได้เพียง 7 – 11 % เท่านั้น

และในตลอดชีวิตการลงทุนของเขา แม้ว่าจะมีคนอื่นๆ ที่ใช้หลักการเดียวกันกับเขา วอเรนก็เป็นคนเดียวที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เก่งกว่าแม้กระทั่งอาจารย์ของเขาเอง

ภายหลัง วอเรน บัฟเฟต ได้เข้าซื้อบริษัทผู้ผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอที่กำลังมีปัญหาชื่อ บริษัท Berkshire Hathaway เพราะขายในราคาต่ำกว่าทุน และที่นี่เอง วอเรนได้พบกับหุ้นส่วนในอนาคต และหุ้นส่วนตลอดชีวิตของเขา ชาลี มังเกอร์ ซึ่งเป็นรองประธานบริษัทเบิร์กไชร์นี้ และบอกกับวอเรนว่า การตัดสินใจซื้อบริษัทนี้เป็นสิ่งผิดพลาดอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ในภายหลัง วอเรนได้เลิกทำห้างหุ้นส่วนเดิม และหันมาปรับปรุงบริษัท เบิร์กไชร์ ฯ อย่างเต็มตัว โดยมีชาลี มังเกอร์เป็นหุ้นส่วน และได้เปลี่ยนบริษัทนี้ให้เป็นบริษัทด้านการลงทุนแทนบริษัทสิ่งทอที่เคยทำ ปัจจุบัน วอเรน บัฟเฟตต์ และชาลี มังเกอร์ ก็เข้าไปซื้อหุ้นและถือครองบริษัทอื่นๆ อีกมากมาย ภายใต้การลงทุนของบริษัท เบิร์กไชร์ แฮทาเวย์ นี้ และเขาเป็นผู้ที่สร้างผลตอบแทนการลงทุนได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์การลงทุน จนปัจจุบัน วอเรน บัฟเฟตต์ มีทรัพย์สินเป็นเงินราว 52,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท

*ในที่นี้ผมจะไม่กล่าวลงลึกถึงหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์ แต่จะกล่าวโดยย่อว่า การลงทุนของบัฟเฟตต์นี้ไม่เหมือนการเล่นหุ้นแบบเล่นหุ้นทั่วไปที่มักซื้อขายและเก็งกำไรในระยะสั้น ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก แต่วอเรน บัฟเฟตต์ ซื้อหุ้นเหมือนการทำธุรกิจ โดยจะซื้อเมื่อหุ้นนั้นมีราคาในตลาดต่ำกว่ามูลค่าจริงของหุ้น แล้วเลือกบริษัทที่มีอนาคตในระยะยาว โดยเฉพาะด้านศักยภาพในการแข่งขัน แล้วหาโอกาสเข้าไปปรับปรุงการบริหาร โดยเลือกผู้บริหารที่มีฝีมือดีเข้าไปทำงาน และหลักการปลีกย่อยอีกหลายอย่าง

Jimmy’s Analysis

วอเรน บัฟเฟตต์เป็นตัวแทนของการสร้างความร่ำรวยจากสติปัญญาโดยแท้ เขาทำเงินครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่ได้อาศัยศักยภาพของ”ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก” แบบบิล เกตส์ โดยส่วนตัวแล้ว ผมจึงมองว่า ในเฉพาะด้านของความเข้าใจในการทำธุรกิจและบริหารธุรกิจ วอเรนมีความเหนือกว่าบิลมาก ส่วนบิล เกตส์นั้นอาศัย ความเข้มแข็งของผลิตภัณฑ์ที่โลกต้องการและเกือบจะผูกขาดแต่ผู้เดียวเป็นเครื่องมือทำเงิน

และผมขอวิเคราะห์สรุปท้ายถึงปัจจัยความสำเร็จของ วอเรน บัฟเฟตต์ดังนี้

1.อันดับแรกแน่นอนว่าเพราะเกิดเป็นลูกคนเดียวของนักค้าหุ้น - จึงทำให้เขาได้รับการถ่ายทอดความเข้าใจเรื่องหุ้นและธุรกิจเป็นอย่างดีตั้งแต่เด็ก รวมทั้งรู้จักการทำธุรกิจตั้งแต่เด็กมากๆ

2.ชอบการแข่งขัน - โดยส่วนตัว ผมไม่คิดว่าวอเรนเป็นคนมีความทะเยอทะยานทางการเงินมากมายอะไร สังเกตได้จากเขาไม่ต้องการเสี่ยงเพียงเพื่อจะได้รวยเร็วๆ แบบคนทะเยอทะยานทั่วไป และก็ไม่ต้องการเอาความมั่งคั่งที่มีไปโชว์หรืออวดใคร เขาใช้ชีวิตเรียบง่ายมาก แต่เพียงเพราะเขารู้สึกสนุกกับการทำงาน(การลงทุน) และเพียงต้องการทำให้ดีที่สุด หรือต้องการเพียงชนะการแข่งขันในสิ่งที่เขาชอบเท่านั้น (ซึ่งมีบางส่วนคล้ายกับบิล เกตส์ เห็นได้จากสุดท้ายแล้ว เขาก็จะบริจาคเงินส่วนใหญ่ที่หามาได้ให้กับการกุศล แบบว่าขอแค่ชนะ เงินรางวัลฉันไม่สนใจ อะไรประมาณนั้น)

3.กระตือรือร้น กล้าคิด กล้าทำ - แต่แม้ว่าวอเรนจะไม่ใช่คนทะเยอะทะยานมาก แต่เขาก็เป็นคนที่กระตือรือร้น กล้าคิด กล้าทำ ตั้งแต่ยังเด็ก รวมทั้งเป็นคนที่มีสติปัญญาดีมากเกี่ยวกับการคำนวณ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่องานของเขาอย่างยิ่ง

4.ได้พบอาจารย์ดี - การได้พบกับเบนจามิน เกรแฮม และอาจารย์อีกสองสามคน เป็นจุดเปลี่ยนอันหนึ่งที่ทำให้เขาก้าวขึ้นเป็นระดับโลกได้ แต่แน่นอน วอเรนนำหลักการเหล่านั้นมาพัฒนาและประยุกต์ให้ดีขึ้นด้วยตัวเอง เขาจึงพิสูจน์ได้ว่าเขาได้อาจารย์ดี และเขาเก่งกว่าอาจารย์ของเขาเสียอีก

5.มีระเบียบและวินัยสูง - จะสังเกตได้ว่า วอเรนเป็นคนประหยัด ฉะนั้นการที่เขาเอาเงินส่วนใหญ่ที่หามาได้กลับเข้าไปในการลงทุนทั้งหมด จึงทำให้เข้าขยายผลตอบแทนได้เป็นอันมาก ถ้าวอเรน รีบซื้อรถสปอร์ต หรือบ้านหรูๆ ให้ตัวเองตั้งแต่ยังหนุ่ม ผมคิดว่าวอเรนอาจจะไม่ติดในอันดับ top 100 ในวันนี้ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ความอดทนหนักแน่น ทำให้เขาสามารถซื้อหุ้นแล้วรอคอยมันค่อยๆ สร้างผลตอบแทนขึ้นมาในอีกหลายปีข้างหน้า ซึ่งผู้ที่ไม่อดทนไม่สามารถทำได้

ความสำเร็จของวอเรน บัฟเฟตต์ เป็นเครื่องพิสูจน์อันหนึ่งว่า คนเราสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยแนวทางที่เหมาะสมกับตัวเอง แม้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลาที่มากกว่า วอเรนไม่ต้องไปนั่งคิดสร้างผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก เขาก็สามารถรวยระดับต้นของโลกได้ ด้วยวิธีการของเขาเอง




 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2551 13:04:14 น.
Counter : 759 Pageviews.  

ความสำเร็จสร้างได้ของ Earl Woods ผู้สร้าง Tiger สู่ตำนานนักกอล์ฟ




ความสำเร็จในการเป็นนักกอล์ฟผิวสีระดับตำนานด้วยวัยตั้งแต่ยังไม่ครบ 30 ปี ของ ไทเกอร์ วูดส์ นั้น เรียกได้ว่าเป็นกรณีศึกษาของสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จสร้างได้จริงๆ แต่เป็นในแบบพ่อสร้างลูก ซึ่งเป็นแบบฉบับที่ดีที่สุด เพราะบทความต่อๆ ไปที่ผมจะนำบุคคลที่ประสบความสำเร็จต่างๆ มาวิเคราะห์นั้น จะเห็นได้ว่ามีมาตั้งแต่เริ่มต้นของชีวิตทีเดียว

เอิร์ล วูดส์ พ่อของไทเกอร์ที่เป็นอเมริกันผิวดำ และเป็นทหารผ่านศึกในสงครามเวียดนาม ซึ่งผ่านชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวมาก่อนแล้ว 1 ครั้ง ตั้งแต่เมื่อยังเป็นหนุ่มๆ และมีลูกกับภรรยาคนแรก 2 คน แต่เมื่อได้มาแต่งงานครั้งที่สองกับคุณธิดา ภรรยาชาวไทย เขาก็พร้อมแล้วทั้งความรู้ และความคิดที่จะสร้างลูกคนที่ 3 นี้ (แต่เป็นลูกคนเดียวกับคุณธิดา)ให้เป็นตำนานให้ได้

เอิร์ลเคยกล่าวไว้ว่า ชีวิตที่ล้มเหลวกับภรรยาคนก่อน เป็นการเตรียมเขาให้พร้อมสำหรับการมาของ ไทเกอร์ เป็นบทเรียนที่ต้องจดจำ เพราะชีวิตช่วงนั้นเขาไม่ค่อยได้มีเวลาให้กับครอบครัวและลูกๆ เท่าไหร่ เมื่อเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า วิธีที่เขาได้เคยใช้นั้นผิด และเขาได้มีโอกาสมีครอบครัวใหม่ เอิร์ลจึงทุ่มเทชีวิตให้กับลูกคนเดียวในครอบครัวใหม่นี้อย่างมาก

แม้ไทเกอร์อาจเป็นเด็กที่มีแววของพรสวรรค์ด้านกอล์ฟมาตั้งแต่เด็ก(เพียง 2 ขวบ เขาก็เคยพัตต์กอล์ฟออกรายการทีวีมาแล้ว) แต่เอิร์ลก็ได้ใส่วินัยในการฝึกหนักแบบทหารที่เขาเคยเป็น บวกกับความทะเยอทะยาน และชอบเอาชนะตามแบบฉบับลูกคนเดียว* ดังที่ไทเกอร์เคยให้สัมภาษณ์ก่อนการแข่งขันในระดับมืออาชีพครั้งแรกของเขาหลังจากเพิ่ง Turn Pro มาจากมือสมัครเล่นว่า ถ้าทำได้ดี เขาก็หวังที่จะชนะในการแข่งขันครั้งนั้น ซึ่งทำให้บรรดามืออาชีพรุ่นพี่ รุ่นพ่อทั้งหลายต่างพากันหัวเราะ ที่มือใหม่จะหวังถึงชัยชนะในครั้งแรก แต่ไทเกอร์ก็ตอบว่า “มันเป็นนิสัยและธรรมชาติของผม ที่เมื่อลงแข่งแล้ว เขาต้องหวังถึงชัยชนะ ถ้าไม่หวังชนะแล้ว จะมาแข่งทำไม” แม้สุดท้ายแล้ว ในเกมนั้น ไทเกอร์จะยังไม่ได้อันดับต้นๆ ติดมือมา ก็มันก็ทำให้เราเห็นถึงแรงผลักดัน ความทะเยอทะยาน และความมั่นใจในตัวเองของตำนานนักกอล์ฟคนนี้ที่มีมาตั้งแต่เด็ก

แม้การเป็นนักกีฬาที่ยอดเยี่ยมอาจไม่ต้องใช้ทักษะและปัจจัยประกอบมากมายแบบเหมือนความสำเร็จของนักธุรกิจหรือนักการเมือง แต่มันก็ต้องมี Key to Success ของมันอยู่เหมือนกัน นักกีฬาแต่ละคน ต้องมีจุดเด่นที่ทำให้พวกเขาโด่งดัง หรือประสบความสำเร็จในการเล่นได้ และไทเกอร์ก็เช่นกัน นอกจากพรสวรรค์โดยทั่วไป และการฝึกหนักที่ทำให้ฝีมือของเขาก้าวเข้าขั้น และได้ Turn Pro ด้วยวัยเพียง 21 ปี(ไทเกอร์มีชื่อเสียงว่าเป็นนักกอล์ฟที่ซ้อมพัตต์หนักที่สุดคนหนึ่ง) แต่จุดแข็งที่โดดเด่นที่สุด ที่อาจทำให้เขาเหนือกว่าคู่แข่งทั่วไป ก็คือการตีลูกได้ไกล รวมทั้งยังสามารถตีแก้ไขลูกที่ผิดพลาดได้ดีมาก ซึ่งทำให้เขามีมาตรฐานโดยรวมดีกว่านักกอล์ฟคนอื่นๆ

อีกประการหนึ่ง ก็คือการวางแผนการเล่น โดยเน้นการแข่งขันไปที่รายการสำคัญๆ ที่เรียกว่า Majors เป็นหลักเท่านั้น (ไทเกอร์มักจะลงแข่งระหว่าง 15 – 21 รายการต่อปี ในขณะที่คนอื่นๆ มักลงแข่งที่ 25 – 30 รายการต่อปี) ส่วนช่วงเวลาที่เหลือเป็นช่วงเวลาของการซ้อมและเตรียมการ เพื่อไม่ให้เกิดการล้ามากเกินไป เมื่อต้องแข่งขันรายการสำคัญๆ

Jimmy’s Analysis

สรุปโดยรวมแล้ว แม้ว่าการประสบความสำเร็จและครองแชมป์ในวงการกีฬาจะเกี่ยวกับความสามารถของคู่แข่งด้วยว่าอยู่ในระดับใด ฟอร์มการเล่นในแต่ละ tournament เป็นอย่างไร แต่การประสบความสำเร็จของ ไทเกอร์ วูดส์ ในฐานะนักกอล์ฟชั้นแนวหน้าของโลก ย่อมเกิดจาก key success factors จำนวนมากที่เขามีอยู่ในตัว ซึ่งตามความคิดของผมน่าจะเกิดจากปัจจัยดังนี้

1.ถูกฝึกตั้งแต่เด็กให้เป็นคนมีวินัยและทำงานหนัก(ซ้อม)
2.เป็นคนทะเยอะทะยาน ซึ่งน่าจะเกิดจากการถูกปลูกฝังโดยเอิร์ล วูดส์ ผู้พ่อ บวกกับการเป็นลูกคนเดียวที่ได้รับการเอาใจใส่อย่างเต็มที่
3.ได้รับการสนับสนุนในการเล่นกอล์ฟจากครอบครัวอย่างดีที่สุด ตั้งแต่เด็ก
4.มีพรสวรรค์ด้านกีฬาเป็นพื้นฐาน
5.เป็นคนฉลาด มีไหวพริบ มีการวางแผนเพื่อเอาชนะ


*ตามหลัก Birth Order ของDr.Kevin Leeman ผู้คิดค้นศาสตร์นี้ ที่ว่าลูกคนเดียวมักมีนิสัยชอบเอาชนะสูงกว่าคนที่เกิดเป็นลูกในลำดับอื่นๆ
Birth Order เป็นศาสตร์เกี่ยวกับบุคลิกและพฤติกรรมที่เกิดจากการถูกเลี้ยงดูในแบบต่างๆ ตามลำดับการเกิดในครอบครัว




 

Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2551 13:06:28 น.
Counter : 1245 Pageviews.  

เหตุใด บิล เกตส์ ถึงโคตะระรวย



Bill Gates อัจฉริยะและวิสัยทัศน์

ขอเริ่มตัวอย่างบุคคลที่จะนำมาเป็นกรณีศึกษาในการศึกษาปัจจัยของความสำเร็จที่บุคคลที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยที่สุดในโลก เป็นระยะเวลานับสิบปีติดต่อกัน เขาคือบุคคลที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เขาคือ บิล เกตส์ เจ้าของบริษัท microsoft corporation ผู้ผลิตซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการ Window ที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรารู้จักกันดี

บิล เกตส์ ชื่อเต็มว่า William Henry Gates III เกิดในครอบครัวมีฐานะที่มีพ่อเป็นทนายที่มีชื่อเสียงในSeattle รัฐ Washington มีแม่เป็นอาจารย์ ซึ่งกลายเป็นผู้บริหารธนาคาร และผู้บริหารองค์กร United Way of America ในภายหลัง นอกจากนี้ ตาของเขา (J. W. Maxwell) ยังเป็นผู้อำนวยการธนาคารชาติแห่งอเมริกาอีกด้วย

ในครอบครัวเกตส์นี้ มีการสอนให้มีนิสัยรักการแข่งขัน ชอบเล่นเกมส์เกี่ยวกับการแข่งขันมาตั้งแต่เด็กๆ และบิลก็มีแววของความฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เขามีความสนใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ตั้งแต่มีอายุเพียง 13 ปี

ในช่วงที่เรียนอยู่ในโรงเรียน Lakeside School บิล กับ พอล อัลเลน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียน และจะเป็นหุ้นส่วนในอนาคต ได้ร่วมหุ้นกับเพื่อนอีก 3 คน ยื่นข้อเสนอว่าจะทำงานให้กับบริษัทคอมพิวเตอร์บริษัทหนึ่งชื่อบริษัท CCC’s Software เพื่อแลกกับการได้ใช้คอมพิวเตอร์ฟรีในบริษัทนั้น และหลังจากบริษัท CCC’s Software ปิดกิจการไป

ในการร่วมหุ้นส่วนครั้งนี้ บิล ได้แสดงความเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองสูงออกมา ด้วยการยื่นข้อเสนอว่า ถ้าเขาไม่ได้เป็นหัวหน้าทีม เขาก็จะไม่ขอร่วมงานนี้ด้วย ทั้งๆ ที่บิลนั้นเป็นเด็กที่ตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม แต่เขาก็ได้แสดงทักษะของการเจรจาต่อรองและการกล้าเรียกร้องเพื่อตนเองออกมา

และต่อมาเมื่ออายุเพียง 14 ปี บิลก็คิดหาช่องทางหาเงินอีก โดยร่วมกับพอล อัลเลน ทำธุรกิจรับเขียนโปรแกรม และในปีแรกนี้ บิลก็สามารถทำเงินได้เงินได้ถึง 2,000 ดอลลาร์ แต่เมื่อผู้จ้างเริ่มรู้ว่าอายุพวกเขาอายุยังน้อยอยู่ ธุรกิจนี้ก็ซบเซาไป

หลังจากนั้น ในช่วงที่กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย พอล อัลเลนได้นำนิตยสาร Popular Electronics เล่มล่าสุดมาอวดให้เกตส์ดู ในหนังสือเล่มนั้นแสดงถึงการมาถึงของ มินิคอมพิวเตอร์รุ่น Altair 8800 ซึ่งก่อนหน้านั้น เครื่องคอมพิวเตอร์จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่มาก และการประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเครื่องแรกได้ ก็ทำให้ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่า นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนของอนาคตทั้งหมดในโลกนี้ เมื่อต่อไปทุกบ้านจะต้องมีคอมพิวเตอร์ใช้

เกตส์จึงหาทางทำเงินต่อไป ด้วยการไปติดต่อบริษัท Micro Instrumentation and Telemetry Systems (MITS) บริษัทผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะแจ้งแก่พวกเขาว่า ตนและเพื่อนกำลังทำงานเกี่ยวกับการพัฒนา Software ที่ใช้แปลภาษา BASIC (Beginner's All-purpose Symbolic Instruction Code) ในคอมพิวเตอร์อยู่ ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว พวกเขายังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย พวกเขาเพียงต้องการลองหยั่งเชิงดูความสนใจของ MITS เท่านั้น

แต่ประธานบริษัท MITS ก็ยอมจัดเวลาให้พวกเขาเข้าพบพร้อมกับ demo ซอฟแวร์นั้นในอีกสองสามสัปดาห์ต่อมา ซึ่งเกตส์และอัลเลน ก็ได้ใช้เวลาในช่วงนั้นพัฒนาซอฟแวร์เลียนแบบ Altair ได้ทันเวลานัดพบ และการนำเสนอก็ประสบความสำเร็จและผ่านไปด้วยดี

พอล อัลเลนถูกจ้างเข้าทำงานที่ MITS และบิล เกตส์ ก็ตัดสินใจหยุดการเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดไว้กลางคันก่อน เพื่อที่จะออกมาทำธุรกิจโดยเปิดบริษัทร่วมกับ พอล อัลเลน เปิดบริษัท Micro-Soft (ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น Microsoft ในภายหลัง) ภายใต้บริษัท MITS และแยกตัวออกมาเป็นอิสระในที่สุด โดยในช่วง 5 ปีแรกนั้น บริษัท Microsoft ก็ยังไม่ได้เติบโตมากมายอะไรนัก ยังคงเป็นบริษัทเล็กๆ ที่จ้างเพื่อนๆ มาทำงานกันไม่กี่คน

แต่เมื่อถึงปี 1980 บริษัท IBM บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ ได้เสนอต่อบริษัทไมโครซอฟท์ ให้เขียนซอฟแวร์แปลภาษาเบสิคสำหรับคอมพิวเตอร์ IBM PC ของตนที่จะออกขายในไม่ช้านั้น และหลังจากทราบว่าไอบีเอ็ม กำลังต้องการซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการในคอมพิวเตอร์ด้วย เขาจึงไปติดต่อบริษัท Digital Research บริษัทที่ผลิตซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการ CP/M แต่ตกลงกันไม่ได้ บิลจึงหาทางอื่นต่อ โดยได้ไปพบกับ Tim Paterson เจ้าของบริษัท Seattle Computer Products ซึ่งได้เขียนโปรแกรมที่คล้ายๆ กับCP/Mไว้ใช้กับคอมพิวเตอร์ของตนเหมือนกัน

ระบบปฏิบัติการนี้ชื่อว่า 86-DOS ซึ่งบิลได้ตกลงซื้อขาดลิขสิทธ์มาในราคาเพียง 25,000 $ และนำมาพัฒนาต่อเป็น PC-DOS แต่เมื่อบิลนำระบบปฏิบัติการ PC-DOS ไปขายให้กับ IBM บิลกลับปฏิเสธที่จะขายลิขสิทธ์ในครั้งเดียว แต่ขอรับเป็นค่าลิขสิทธิ์ต่อชิ้นในทุกๆ เครื่องของคอมพิวเตอร์ที่ IBM จำหน่ายได้ เนื่องจากบิลเล็งเห็นแล้วว่า ในอนาคตตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(PC) จะใหญ่มากและเป็นที่แพร่หลาย รวมทั้งคู่แข่งของไอบีเอ็มก็ต้องเลียนแบบและต้องมาซื้อระบบปฏิบัติการจากตนเช่นกัน

แต่ในทางกลับกัน ผู้บริหารของไอบีเอ็มเองกลับคาดไม่ถึง และไม่คิดว่าตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะใหญ่โตมากมายอะไร จึงตกลงยอมรับข้อเสนอของเกตส์แต่โดยดี

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการผงาดขึ้นมายิ่งใหญ่ของบริษัทไมโครซอฟท์ ที่เริ่มต้นด้วยระบบปฏิบัติการ PC-DOS และไปจนถึงระบบปฏิบัติการ Windows ในเวอร์ชั่นต่างๆ จนถึงปัจจุบัน

Jimmy’s Analysis

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในทางธุรกิจของบิล เกตส์นั้น เรียกได้ว่าเกิดจากการผสมผสานหลายๆ ปัจจัยที่ยอดเยี่ยมเข้าด้วยกัน โดยเริ่มต้นตั้งแต่

1.ครอบครัวและการเลี้ยงดู – บิล เกตส์ เกิดในครอบครัวที่เรียกได้ว่ามีพื้นฐานที่ดี ทั้งพื้นฐานการศึกษา พื้นฐานความคิด ทั้งในด้านความทะเยอะทะยานและการแข่งขัน รวมทั้งอาจมีส่วนของความฉลาดพิเศษที่ได้รับการาถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ด้วย

2.แรงผลักดันและความทะเยอทะยานสูง ชอบเอาชนะ – จริงๆ สิ่งนี้ก็เกิดมาจากปัจจัยข้อแรก แต่ผมต้องการขยายความให้เห็นได้ชัดเจน และแยกย่อยลงไปอีกนิด เกตส์เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว ซึ่งตามหลักการของ Birth Order ของดร. ลีแมน ที่กล่าวไว้ว่า ลูกคนโตและลูกคนเดียวมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด(ผมจะนำเหตุผลโดยละเอียดมากล่าวในคราวหลังๆ) และการเกิดเป็นลูกชายคนเดียว ย่อมได้รับบุคลิกนิสัยแบบลูกคนเดียวมาค่อนข้างมาก สังเกตจากประวัติที่เล่าด้านบนว่า บิล จะมีนิสัยค่อนข้างเอาแต่ใจ และไม่ค่อยประนีประนอม จึงเป็นนักเจรจาต่อรองที่โหดหินมากสำหรับคู่เจรจา และมีความทะเยอทะยานสูงมาก
ช่วงที่บิลเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และไม่สามารถทำคะแนนได้เป็นอันดับหนึ่งในคณะด้านคณิตศาสตร์ สิ่งนี้ถึงกับทำให้บิล ตัดสินใจเปลี่ยนคณะ เพราะรู้ตัวว่า ตนเองไม่สามารถเป็นที่หนึ่งในด้านนี้ได้ เขาจะเลือกเส้นทางที่เขาสามารถเป็นที่หนึ่งได้เท่านั้น นี่แสดงถึงแรงผลักดันและความทะเยอทะยานของบิลอย่างชัดเจน

3.มีความสนใจทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ – ซึ่งต่อมากลายเป็นความสนใจในเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั่นเอง ซึ่งในยุคปัจจุบันเราก็ได้เห็นแล้วว่า วงการเกี่ยวกับไอทีนั้นเติบโตรวดเร็วเพียงใด และสามารถทำเงินได้มากมายขนาดไหน

4.เกิดถูกที่ ถูกเวลา – บิล เกตส์ เกิดถูกที่ คือเกิดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการแพร่กระจายของประดิษฐ์กรรมสู่ตลาดโลก การเริ่มต้นธุรกิจที่ประเทศนี้จึงเท่ากับการมีตลาดใหญ่ที่สุดในโลกรองรับอยู่ รวมทั้งเป็นประเทศที่เริ่มมีการยอมรับเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ เกิดถูกเวลา คือเกิดในยุคที่กำลังจะเปลี่ยนเข้าสู่ความสำคัญของคอมพิวเตอร์นั่นเอง หากเกตส์ไปเกิดในประเทศอื่นหรือช่วงเวลาอื่น อาจไม่สามารถสร้างบริษัทไมโครซอฟท์ได้ใหญ่โตขนาดนี้

5.มีวิสัยทัศน์ – จากประวัติที่เล่ามานั้น จะเห็นว่า บิล เกตส์และ พอล อัลเลน เป็นเพียงไม่กี่คนในยุคนั้นที่สามารถมองออกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะกลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของคนเราอย่างมาก ซึ่งทำให้นอกจากเขาจะตามล่าการทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแล้ว เขายังเลือกที่จะไม่ขายลิขสิทธิ์ขาดในครั้งเดียว แต่เลือกที่จะรับค่าลิขสิทธิ์ต่อชิ้นแทน ซึ่งตรงนี้เท่ากับบิลเลือกที่จะเล่นเกมเสี่ยง ระหว่างเกินก้อนโตในครั้งเดียว กับเงินก้อนโตมหาศาลในระยะยาว(ถ้าคาดการณ์ถูก)

6.ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก – สิ่งนี้มาจากข้อที่แล้ว แต่ต้องการขยายความให้ชัดเจนถึงปัจจัยแห่งการประสบความสำเร็จมากมายของมหาเศรษฐีบางคน ที่บางครั้งก็มาจากการประสบความสำเร็จในการได้คิดค้นหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก ซึ่งมักมีอัตราการเติบโตของตลาดค่อนข้างสูงมากๆ คล้ายกับการสร้างฐานะขึ้นมาอย่างเร็วของดร.ทักษิณ ชินวัตร เพราะทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศ เช่น โทรศัพท์มือถือ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ของประเทศเราในขณะนั้น และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดตลาดใหญ่มาก

สรุปการวิเคราะห์

- มองโดยสรุปภาพรวมแล้ว ที่บิล เกตส์ประสบความสำเร็จระดับสูง ถึงขั้นร่ำรวยที่สุดในโลกนั้น เกิดจากแรงผลักดัน ความสามารถ และความเป็นอัจฉริยะส่วนตัว(ที่มีบางส่วนถ่ายทอดมาจากครอบครัวและการเลี้ยงดูด้วย) กับโชคอีกบางส่วน แต่เป็นโชคที่สามารถช่วยเขาได้ไปตลอดชีวิต(นั่นคือการได้ครอบครองลิขสิทธิ์ระบบปฏิบัติการในคอมพิวเตอร์ ที่เรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก) หรือพูดแบบไทยๆ ก็คือ เก่งบวกเฮง ฉะนั้น แม้ว่าบิล เกตส์จะรวยที่สุดในโลก และเป็นคนเก่งระดับอัจฉริยะอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่เมื่อมองโดยละเอียดแล้ว ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนในโลกธุรกิจทั้งในอเมริกาและที่อื่นที่มีความสามารถเท่าเทียมเกตส์ แต่ไม่ได้อยู่ในวงการคอมพิวเตอร์ หรือไม่ได้มีโอกาสทำสิ่งที่เรียกว่า “เปลี่ยนโลก” แบบเกตส์เท่านั้นเอง

คราวหน้าบุคคลที่จะนำมาวิเคราะห์ต่อไป อาจเปลี่ยนไปเป็นความสำเร็จด้านอื่นบ้าง คอยติดตามก็แล้วกันนะครับ


คิดเห็นประการใดกับบทความ ช่วยแสดงความคิดเห็นไว้ได้เลยครับ




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2551 13:09:30 น.
Counter : 3843 Pageviews.  

ทำไมถึงต้องวิเคราะห์ความสำเร็จ?




ก่อนจะไปถึงการวิเคราะห์ความสำเร็จของ บิล เกตส์ ตามสัญญา (ซึ่งขอเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้นะครับ) ผมจะขอกล่าวเกริ่นเปิดหน้าหัวข้อบล๊อกสักเล็กน้อยว่า

ทำไมเราจึงต้องมาวิเคราะห์ความสำเร็จของบุคคลผู้ประสบความสำเร็จกัน ?เหตุผล
1. เพื่อจะสรุปให้เห็นว่า การที่คนๆ หนึ่งจะประสบความสำเร็จนั้น และจะประสบความสำเร็จในระดับใด ต้องมีปัจจัยหลายอย่างประกอบกันที่อธิบายได้ เราไม่สามารถสรุปเอาโดยง่ายโดยดูจากผลงาน หรือทรัพย์สินได้ว่า คนที่ผลงานดีที่สุด หรือร่ำรวยที่สุด เกิดจากความเก่งที่สุด หรือมีความพยายามมากที่สุดเพียงประการเดียว มันมีเหตุผลประกอบกันหลายประการ

2. เมื่อเรารู้แล้วว่ามีปัจจัยหลายประการ และหากเรารู้ว่าปัจจัยเหล่านั้นมันมีอะไรบ้าง อะไรสำคัญมาก สำคัญน้อย เราก็จะสามารถนำมาประเมินปัจจัยของตนเอง ทั้งอัตวิสัย(ปัจจัยภายในหรือตัวตนของตัวเอง) และภววิสัย (ปัจจัยภายนอกหรือสถานการณ์) เพื่อที่จะนำมาซึ่งการวางแผนบรรลุและได้มาซึ่งปัจจัยเหล่านั้น ก่อนที่ปัจจัยเหล่านั้นจะกลายเป็นความสำเร็จให้เราต่อไป

3. นอกจากนี้ การวิเคราะห์ความสำเร็จของคน จะช่วยให้เราไม่มองความสามารถคนจากระดับของความสำเร็จภายนอก(ซึ่งอาจหลอกตาเราได้) เพื่อที่เราจะสามารถนำไปใช้ในการเลือกใช้คนหรือบุคลากรที่จะมาทำงานให้เราได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ดังที่ผมจะขอนำบางส่วนของหนังสือ "ศิลปะการใช้คนใน สามก๊ก" มากล่าวอ้างสนับสนุนดังนี้

" การค้นคว้าศิลปะการใช้คนในสามก๊ก จะต้องเริ่มต้นจากการประเมินตัวบุคคลอย่างถูกต้องก่อนอื่น เพราะมีแต่การประเมินตัวบุคคลอย่างถูกต้องเท่านั้น จึงจะสามารถใช้คนได้อย่างถูกต้อง
แหละก็การประเมินคนได้อย่างถูกต้อง ก่อนอื่นจะต้องเริ่มต้นจากความจริง จะถือเอาการรบแพ้หรือชนะ ประสบความสำเร็จในภารกิจหรือไม่ มาประเมินความเป็นเลิศของบุคคลผู้นั้นหาได้ไม่ "
" ฉะนั้นการ ถือเอาการรบชนะหรือแพ้มาประเมินค่าของคน จึงไม่สามารถที่จะเข้าใจอัจฉริยะบุคคลเยี่ยงขงเบ้งได้อย่างถูกต้องถ่องแท้เด็ดขาด "

(*ขงเบ้งนั้นอยู่ในกลุ่มจ๊กก๊กของเล่าปี่ ซึ่งเป็นก๊กที่เล็กทีสุด ใน 3 ก๊ก และไม่สามารถเอาชนะหรือขึ้นมาใหญ่เหนือวุยก๊กของโจโฉได้เลย แต่การที่เล่าปี่ได้ขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษา ก็ทำให้จ๊กก๊กที่มีทหารน้อยกว่าวุยก๊กมาก ได้มีฐานะมั่นคงขึ้น และสามารถมีฐานที่มั่นของตนเอง ไม่ต้องพเนจรร่อนเร่อีกต่อไป)

ดังกล่าวนี้ การวิเคราะห์ และประเมินคนอย่างถูกต้อง โดยไม่มองที่เปลือกนอก จะทำให้เราสามารถหามิตรที่ถูกต้องได้ หาที่ปรึกษาที่ถูกต้องได้ หาลูกน้องที่ถูกต้องได้ เพื่อที่บุคคลเหล่านี้จะมาเป็นกำลังสำคัญในการบรรลุความสำเร็จ ทั้งความสำเร็จร่วม และความสำเร็จส่วนตัวต่อไป

* ติดตามวิเคราะห์ บิล เกตส์ พรุ่งนี้นะครับ




 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2552 17:47:02 น.
Counter : 619 Pageviews.  

1  2  3  

Jimmy Walker
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




จากทักษะของการเป็นนักคิด นักวิเคราะห์ บวกกับความสนใจใน"กระบวนการ"และ"ปัจจัย"ที่ก่อให้เกิดเป็นความสำเร็จ ที่ทำให้ผมศึกษาและวิเคราะห์กรณีศึกษาเกี่ยวกับความสำเร็จและความล้มเหลวจำนวนมาก จนเชี่ยวชาญในองค์ความรู้พอที่จะขอเรียกตัวเองว่า "ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งความสำเร็จ"
Friends' blogs
[Add Jimmy Walker's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.