Group Blog
 
All blogs
 
เหตุใด บิล เกตส์ ถึงโคตะระรวย



Bill Gates อัจฉริยะและวิสัยทัศน์

ขอเริ่มตัวอย่างบุคคลที่จะนำมาเป็นกรณีศึกษาในการศึกษาปัจจัยของความสำเร็จที่บุคคลที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยที่สุดในโลก เป็นระยะเวลานับสิบปีติดต่อกัน เขาคือบุคคลที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เขาคือ บิล เกตส์ เจ้าของบริษัท microsoft corporation ผู้ผลิตซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการ Window ที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรารู้จักกันดี

บิล เกตส์ ชื่อเต็มว่า William Henry Gates III เกิดในครอบครัวมีฐานะที่มีพ่อเป็นทนายที่มีชื่อเสียงในSeattle รัฐ Washington มีแม่เป็นอาจารย์ ซึ่งกลายเป็นผู้บริหารธนาคาร และผู้บริหารองค์กร United Way of America ในภายหลัง นอกจากนี้ ตาของเขา (J. W. Maxwell) ยังเป็นผู้อำนวยการธนาคารชาติแห่งอเมริกาอีกด้วย

ในครอบครัวเกตส์นี้ มีการสอนให้มีนิสัยรักการแข่งขัน ชอบเล่นเกมส์เกี่ยวกับการแข่งขันมาตั้งแต่เด็กๆ และบิลก็มีแววของความฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เขามีความสนใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ตั้งแต่มีอายุเพียง 13 ปี

ในช่วงที่เรียนอยู่ในโรงเรียน Lakeside School บิล กับ พอล อัลเลน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียน และจะเป็นหุ้นส่วนในอนาคต ได้ร่วมหุ้นกับเพื่อนอีก 3 คน ยื่นข้อเสนอว่าจะทำงานให้กับบริษัทคอมพิวเตอร์บริษัทหนึ่งชื่อบริษัท CCC’s Software เพื่อแลกกับการได้ใช้คอมพิวเตอร์ฟรีในบริษัทนั้น และหลังจากบริษัท CCC’s Software ปิดกิจการไป

ในการร่วมหุ้นส่วนครั้งนี้ บิล ได้แสดงความเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองสูงออกมา ด้วยการยื่นข้อเสนอว่า ถ้าเขาไม่ได้เป็นหัวหน้าทีม เขาก็จะไม่ขอร่วมงานนี้ด้วย ทั้งๆ ที่บิลนั้นเป็นเด็กที่ตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม แต่เขาก็ได้แสดงทักษะของการเจรจาต่อรองและการกล้าเรียกร้องเพื่อตนเองออกมา

และต่อมาเมื่ออายุเพียง 14 ปี บิลก็คิดหาช่องทางหาเงินอีก โดยร่วมกับพอล อัลเลน ทำธุรกิจรับเขียนโปรแกรม และในปีแรกนี้ บิลก็สามารถทำเงินได้เงินได้ถึง 2,000 ดอลลาร์ แต่เมื่อผู้จ้างเริ่มรู้ว่าอายุพวกเขาอายุยังน้อยอยู่ ธุรกิจนี้ก็ซบเซาไป

หลังจากนั้น ในช่วงที่กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย พอล อัลเลนได้นำนิตยสาร Popular Electronics เล่มล่าสุดมาอวดให้เกตส์ดู ในหนังสือเล่มนั้นแสดงถึงการมาถึงของ มินิคอมพิวเตอร์รุ่น Altair 8800 ซึ่งก่อนหน้านั้น เครื่องคอมพิวเตอร์จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่มาก และการประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเครื่องแรกได้ ก็ทำให้ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่า นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนของอนาคตทั้งหมดในโลกนี้ เมื่อต่อไปทุกบ้านจะต้องมีคอมพิวเตอร์ใช้

เกตส์จึงหาทางทำเงินต่อไป ด้วยการไปติดต่อบริษัท Micro Instrumentation and Telemetry Systems (MITS) บริษัทผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะแจ้งแก่พวกเขาว่า ตนและเพื่อนกำลังทำงานเกี่ยวกับการพัฒนา Software ที่ใช้แปลภาษา BASIC (Beginner's All-purpose Symbolic Instruction Code) ในคอมพิวเตอร์อยู่ ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว พวกเขายังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย พวกเขาเพียงต้องการลองหยั่งเชิงดูความสนใจของ MITS เท่านั้น

แต่ประธานบริษัท MITS ก็ยอมจัดเวลาให้พวกเขาเข้าพบพร้อมกับ demo ซอฟแวร์นั้นในอีกสองสามสัปดาห์ต่อมา ซึ่งเกตส์และอัลเลน ก็ได้ใช้เวลาในช่วงนั้นพัฒนาซอฟแวร์เลียนแบบ Altair ได้ทันเวลานัดพบ และการนำเสนอก็ประสบความสำเร็จและผ่านไปด้วยดี

พอล อัลเลนถูกจ้างเข้าทำงานที่ MITS และบิล เกตส์ ก็ตัดสินใจหยุดการเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดไว้กลางคันก่อน เพื่อที่จะออกมาทำธุรกิจโดยเปิดบริษัทร่วมกับ พอล อัลเลน เปิดบริษัท Micro-Soft (ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น Microsoft ในภายหลัง) ภายใต้บริษัท MITS และแยกตัวออกมาเป็นอิสระในที่สุด โดยในช่วง 5 ปีแรกนั้น บริษัท Microsoft ก็ยังไม่ได้เติบโตมากมายอะไรนัก ยังคงเป็นบริษัทเล็กๆ ที่จ้างเพื่อนๆ มาทำงานกันไม่กี่คน

แต่เมื่อถึงปี 1980 บริษัท IBM บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ ได้เสนอต่อบริษัทไมโครซอฟท์ ให้เขียนซอฟแวร์แปลภาษาเบสิคสำหรับคอมพิวเตอร์ IBM PC ของตนที่จะออกขายในไม่ช้านั้น และหลังจากทราบว่าไอบีเอ็ม กำลังต้องการซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการในคอมพิวเตอร์ด้วย เขาจึงไปติดต่อบริษัท Digital Research บริษัทที่ผลิตซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการ CP/M แต่ตกลงกันไม่ได้ บิลจึงหาทางอื่นต่อ โดยได้ไปพบกับ Tim Paterson เจ้าของบริษัท Seattle Computer Products ซึ่งได้เขียนโปรแกรมที่คล้ายๆ กับCP/Mไว้ใช้กับคอมพิวเตอร์ของตนเหมือนกัน

ระบบปฏิบัติการนี้ชื่อว่า 86-DOS ซึ่งบิลได้ตกลงซื้อขาดลิขสิทธ์มาในราคาเพียง 25,000 $ และนำมาพัฒนาต่อเป็น PC-DOS แต่เมื่อบิลนำระบบปฏิบัติการ PC-DOS ไปขายให้กับ IBM บิลกลับปฏิเสธที่จะขายลิขสิทธ์ในครั้งเดียว แต่ขอรับเป็นค่าลิขสิทธิ์ต่อชิ้นในทุกๆ เครื่องของคอมพิวเตอร์ที่ IBM จำหน่ายได้ เนื่องจากบิลเล็งเห็นแล้วว่า ในอนาคตตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(PC) จะใหญ่มากและเป็นที่แพร่หลาย รวมทั้งคู่แข่งของไอบีเอ็มก็ต้องเลียนแบบและต้องมาซื้อระบบปฏิบัติการจากตนเช่นกัน

แต่ในทางกลับกัน ผู้บริหารของไอบีเอ็มเองกลับคาดไม่ถึง และไม่คิดว่าตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะใหญ่โตมากมายอะไร จึงตกลงยอมรับข้อเสนอของเกตส์แต่โดยดี

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการผงาดขึ้นมายิ่งใหญ่ของบริษัทไมโครซอฟท์ ที่เริ่มต้นด้วยระบบปฏิบัติการ PC-DOS และไปจนถึงระบบปฏิบัติการ Windows ในเวอร์ชั่นต่างๆ จนถึงปัจจุบัน

Jimmy’s Analysis

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในทางธุรกิจของบิล เกตส์นั้น เรียกได้ว่าเกิดจากการผสมผสานหลายๆ ปัจจัยที่ยอดเยี่ยมเข้าด้วยกัน โดยเริ่มต้นตั้งแต่

1.ครอบครัวและการเลี้ยงดู – บิล เกตส์ เกิดในครอบครัวที่เรียกได้ว่ามีพื้นฐานที่ดี ทั้งพื้นฐานการศึกษา พื้นฐานความคิด ทั้งในด้านความทะเยอะทะยานและการแข่งขัน รวมทั้งอาจมีส่วนของความฉลาดพิเศษที่ได้รับการาถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ด้วย

2.แรงผลักดันและความทะเยอทะยานสูง ชอบเอาชนะ – จริงๆ สิ่งนี้ก็เกิดมาจากปัจจัยข้อแรก แต่ผมต้องการขยายความให้เห็นได้ชัดเจน และแยกย่อยลงไปอีกนิด เกตส์เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว ซึ่งตามหลักการของ Birth Order ของดร. ลีแมน ที่กล่าวไว้ว่า ลูกคนโตและลูกคนเดียวมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด(ผมจะนำเหตุผลโดยละเอียดมากล่าวในคราวหลังๆ) และการเกิดเป็นลูกชายคนเดียว ย่อมได้รับบุคลิกนิสัยแบบลูกคนเดียวมาค่อนข้างมาก สังเกตจากประวัติที่เล่าด้านบนว่า บิล จะมีนิสัยค่อนข้างเอาแต่ใจ และไม่ค่อยประนีประนอม จึงเป็นนักเจรจาต่อรองที่โหดหินมากสำหรับคู่เจรจา และมีความทะเยอทะยานสูงมาก
ช่วงที่บิลเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และไม่สามารถทำคะแนนได้เป็นอันดับหนึ่งในคณะด้านคณิตศาสตร์ สิ่งนี้ถึงกับทำให้บิล ตัดสินใจเปลี่ยนคณะ เพราะรู้ตัวว่า ตนเองไม่สามารถเป็นที่หนึ่งในด้านนี้ได้ เขาจะเลือกเส้นทางที่เขาสามารถเป็นที่หนึ่งได้เท่านั้น นี่แสดงถึงแรงผลักดันและความทะเยอทะยานของบิลอย่างชัดเจน

3.มีความสนใจทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ – ซึ่งต่อมากลายเป็นความสนใจในเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั่นเอง ซึ่งในยุคปัจจุบันเราก็ได้เห็นแล้วว่า วงการเกี่ยวกับไอทีนั้นเติบโตรวดเร็วเพียงใด และสามารถทำเงินได้มากมายขนาดไหน

4.เกิดถูกที่ ถูกเวลา – บิล เกตส์ เกิดถูกที่ คือเกิดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการแพร่กระจายของประดิษฐ์กรรมสู่ตลาดโลก การเริ่มต้นธุรกิจที่ประเทศนี้จึงเท่ากับการมีตลาดใหญ่ที่สุดในโลกรองรับอยู่ รวมทั้งเป็นประเทศที่เริ่มมีการยอมรับเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ เกิดถูกเวลา คือเกิดในยุคที่กำลังจะเปลี่ยนเข้าสู่ความสำคัญของคอมพิวเตอร์นั่นเอง หากเกตส์ไปเกิดในประเทศอื่นหรือช่วงเวลาอื่น อาจไม่สามารถสร้างบริษัทไมโครซอฟท์ได้ใหญ่โตขนาดนี้

5.มีวิสัยทัศน์ – จากประวัติที่เล่ามานั้น จะเห็นว่า บิล เกตส์และ พอล อัลเลน เป็นเพียงไม่กี่คนในยุคนั้นที่สามารถมองออกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะกลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของคนเราอย่างมาก ซึ่งทำให้นอกจากเขาจะตามล่าการทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแล้ว เขายังเลือกที่จะไม่ขายลิขสิทธิ์ขาดในครั้งเดียว แต่เลือกที่จะรับค่าลิขสิทธิ์ต่อชิ้นแทน ซึ่งตรงนี้เท่ากับบิลเลือกที่จะเล่นเกมเสี่ยง ระหว่างเกินก้อนโตในครั้งเดียว กับเงินก้อนโตมหาศาลในระยะยาว(ถ้าคาดการณ์ถูก)

6.ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก – สิ่งนี้มาจากข้อที่แล้ว แต่ต้องการขยายความให้ชัดเจนถึงปัจจัยแห่งการประสบความสำเร็จมากมายของมหาเศรษฐีบางคน ที่บางครั้งก็มาจากการประสบความสำเร็จในการได้คิดค้นหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก ซึ่งมักมีอัตราการเติบโตของตลาดค่อนข้างสูงมากๆ คล้ายกับการสร้างฐานะขึ้นมาอย่างเร็วของดร.ทักษิณ ชินวัตร เพราะทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศ เช่น โทรศัพท์มือถือ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ของประเทศเราในขณะนั้น และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดตลาดใหญ่มาก

สรุปการวิเคราะห์

- มองโดยสรุปภาพรวมแล้ว ที่บิล เกตส์ประสบความสำเร็จระดับสูง ถึงขั้นร่ำรวยที่สุดในโลกนั้น เกิดจากแรงผลักดัน ความสามารถ และความเป็นอัจฉริยะส่วนตัว(ที่มีบางส่วนถ่ายทอดมาจากครอบครัวและการเลี้ยงดูด้วย) กับโชคอีกบางส่วน แต่เป็นโชคที่สามารถช่วยเขาได้ไปตลอดชีวิต(นั่นคือการได้ครอบครองลิขสิทธิ์ระบบปฏิบัติการในคอมพิวเตอร์ ที่เรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก) หรือพูดแบบไทยๆ ก็คือ เก่งบวกเฮง ฉะนั้น แม้ว่าบิล เกตส์จะรวยที่สุดในโลก และเป็นคนเก่งระดับอัจฉริยะอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่เมื่อมองโดยละเอียดแล้ว ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนในโลกธุรกิจทั้งในอเมริกาและที่อื่นที่มีความสามารถเท่าเทียมเกตส์ แต่ไม่ได้อยู่ในวงการคอมพิวเตอร์ หรือไม่ได้มีโอกาสทำสิ่งที่เรียกว่า “เปลี่ยนโลก” แบบเกตส์เท่านั้นเอง

คราวหน้าบุคคลที่จะนำมาวิเคราะห์ต่อไป อาจเปลี่ยนไปเป็นความสำเร็จด้านอื่นบ้าง คอยติดตามก็แล้วกันนะครับ


คิดเห็นประการใดกับบทความ ช่วยแสดงความคิดเห็นไว้ได้เลยครับ



Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2551 13:09:30 น. 27 comments
Counter : 3844 Pageviews.

 
ขอบคุณครับ

แต่ผมว่ามันน่าจะมีเหตุผลมากกว่านี้นะครับ เพราะถ้าเอาแค่6ข้อ ข้างบน ผมว่าคงจะมีคนที่คุณสมบัติ ครบ 6 ข้อนี้ไม่ยากนัก แต่กลับมีคนที่สำเร็จเพียงแค่ไม่กี่คน

อือออ มันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้อีกนา.. คิดไม่ออก


โดย: eggies วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:21:30 น.  

 
ขอบคุณครับ


อเมริกามีวัฒนธรรมแห่งความร่ำรวยอยู่เป็นพื้นฐาน
ความคิดที่ดี มีความกล้าที่จะทำ ก็ยิ่งทำให้ร่ำรวยยิ่งขึ้น


โดย: นายแจม วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:24:54 น.  

 
ตอบคุณ eggies และยินดีสำหรับการร่วมแชร์ความคิดเห็นนะครับ

เรื่องปัจจัยอื่นมากกว่านี้ ก็อาจย่อมมีแน่นอน แต่อาจเป็นเรื่องของปลีกย่อย ไม่ใช่เรื่องหลัก ส่วนคนที่มีปัจจัย 6 ข้อนี้อย่างแท้จริง ก็ถือว่ามีน้อยมากนะครับ มีไม่มากหรอก ยิ่งคนที่จะทำผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลกได้นั้น มีไม่กี่คนจริงๆ นับหัวได้ ซึ่งถ้าเป็นนักธุรกิจด้วยมักรวยกันทุกคน

อย่างเพียงแค่ข้อ 2 เรื่องแรงผลักดันและความทะเยอทะยานนั้น ถ้าสังเกตให้ดี จะมีระดับของมัน แต่คนที่มีสูงมากๆ จริงๆ นั้น หาได้ยากมากๆ แต่หากเราไม่สังเกต เราจะเห็นแต่คนที่"ดูเหมือน" จะมีความทะเยอทะยาน ซึ่งมีมาก แต่เราจะดูได้ว่ามันจริงหรือไม่ เมื่อเขาต้องพบกับอุปสรรค หรือต้องดูจากสิ่งที่พวกเขา"ลงมือทำ" ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะพบในคนที่ประสบความสำเร็จสูงมากๆ เท่านั้น

ซึ่งจริงๆ แล้วมันเปรียบเหมือนกฎพื้นฐานของแรงน่ะครับ อุปสรรคเหมือนก้อนวัตถุที่วางอยู่ ซึ่งแต่ละคนเลือกไม่ได้ แต่คนที่มีแรงผลักดันมากย่อมมีโอกาสผลักมันไปได้ไกลกว่า และหากยิ่งมีอุปสรรคน้อย(เหมือนวัตถุที่เบา) เขาก็จะยิ่งเข็นวัตถุไปได้ไกลมากๆ ครับ


โดย: Jimmy Walker วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:38:18 น.  

 
สวัสดีคุณ นายแจม ด้วยครับ


โดย: Jimmy Walker วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:39:22 น.  

 
บางคนทำแทบตายก็ไม่มีใครเห็นค่า มันขึ้นอยู่กับโชคมากกว่าความเก่ง


โดย: แสงแดด IP: 117.47.3.254 วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:54:35 น.  

 
ใช่ๆ "ลงมือทำ" น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด และก็ "ความยืนหยัด" ด้วย เห็นด้วย

แต่เรื่อง "ผลิตภัณฑ์" ผมว่าก็มีส่วนแต่ผมว่าไม่มากเท่าไหร่นัก ผมเห็นว่าหลายครั้ง ผลิตภัณฑ์ดี แต่ล้มไม่เป็นท่า แต่หลายครั้งที่ผลิตภัณฑ์ก็งั้นๆ แต่กลับสำเร็จมหาศาล อาจจะเกี่ยวกับการจัดการมากกว่า

ผลิตภัณฑ์ที่ดีไม่ได้หมายว่าจะทำกำไรได้
แต่การจัดการที่ดีทำกำไรได้เสมอ-- ผมเชื่ออย่างงี้จริงๆ


โดย: eggies วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:14:13:08 น.  

 
ผมคิดว่าคุณ eggies อาจยังเข้าใจความหมายของคำว่า"ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก"คลาดเคลือนไปครับ เพราะผลิตภัณฑ์พวกนี้เกิดขึ้นมาโดยไม่มีคู่แข่ง มันคือ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นความก้าวหน้าทางวิทยาการ หรือความก้าวหน้าทางการจัดการ ซึ่งมักแก้ปัญหาเดิมๆ ในโลกได้ ผลิตภัณฑ์พวกนี้โตเร็วมาก เพราะเป็นที่ต้องการโดยธรรมชาติ แต่ผู้คิดค้นจะได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน อยู่กับเรื่องลิขสิทธิ์(ซึ่งสมัยก่อนยังไม่ค่อยมีคุ้มครอง) เช่น

การคิดค้นวิธีทำให้ยางคงทนของชาร์ล กู๊ดเยียร์
การประดิษฐ์หลอดไปของเอดิสัน
การผลิตรถยนต์ของบริษัทฟอร์ด
การผลิตใบมีดโกนแบบใช้แล้วทิ้งของยิลเล็ต
การคิดค้นอินเตอร์เน็ต
การคิดค้นระบบเสิร์ช เอ็นจิ้น ระบบที่ดีกว่าของ google
ฯลฯ

ซึ่งผลิตภัณฑ์พวกนี้มีพลังในตัวของมันเองทุกอัน และผู้ผลิตก็สร้างบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ทุกคน ถ้ายังกำวิธีผลิต หรือลิขสิทธิ์เอาไว้ สิ่งประดิษฐ์พวกนี้ จริงๆ แล้วแทบจะไม่ต้องทำการตลาดก็ไปได้ เพราะไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย แต่เป็นสินค้าจำเป็น(เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น) อย่างผลิตภัณฑ์ที่ยกตัวอย่างมา ก็ต้องมีกันแทบทุกบ้านแล้วครับตอนนี้(ซึ่งบางอย่างก็พัฒนาขึ้นมาก)

เรื่องการจัดการนั้น ผมคิดว่าเป็นเพียงเบสิคเท่านั้นของทุกธุรกิจ ทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่ที่มีความรู้ และเรียนบริหารธุรกิจ ล้วนบริหารจัดการได้ดีระดับหนึ่งทีเดียว แต่หากพูดถึงการตลาด นั่นย่อมมีส่วนอย่างมากแน่นอน การตลาดคือทุกสิ่ง และอะไรละครับคือ P ตัวแรกของการตลาด Product ใช่มั้๊ยครับ


โดย: Jimmy Walker วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:15:20:06 น.  

 


โดย: xxxxxxxxxxxxx IP: 118.172.68.81 วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:10:36:08 น.  

 
สวัสดีค่ะ แวะเข้ามาอ่านนะคะ แล้วได้ลองวิเคราะห์ พอล อัลเลน คู่หูของเขาบ้างหรือป่าวคะ น่าสนใจดีค่ะ


โดย: dow IP: 124.120.201.206 วันที่: 11 มกราคม 2552 เวลา:4:35:21 น.  

 
เก่งจังเลยครับ
ชอบๆๆ


โดย: ต้นก้า IP: 202.28.35.3 วันที่: 1 มีนาคม 2552 เวลา:9:23:33 น.  

 
เปรี่ยนโลกได้จริงๆ ด้วย
ที่บ้านก็มีคอม


โดย: tom mino IP: 221.45.20.155 วันที่: 3 เมษายน 2552 เวลา:10:24:57 น.  

 
แนะนำอีกคนหนึ่งคับ เจ็ก เวลช์ เป็นนักธุรกิจ


โดย: ธงชัย IP: 202.29.57.211 วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:12:48:27 น.  

 
โอกาศ + เฮง ที่เรามีไม่เท่าหันครับ


โดย: top IP: 125.26.128.164 วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:43:46 น.  

 


โดย: .... IP: 58.9.233.137 วันที่: 30 มิถุนายน 2552 เวลา:19:42:05 น.  

 
มีแค่วิสัยทัศน์ กับจินตนาการอันสูงส่ง แล้วลงมือทำ ผลลัพธ์ก็จะเกิด*..*
ง่ายๆ เหมือนกับเอดิสันคิดว่าตอนกลางคืนต้องมีแสงไฟได้เหมือนกัน แล้วลงมือทำลองผิดลองถูกอยู่นาน แล้วก็มีแสงไฟในตอนกลางคืนจริงๆ


โดย: preaw_lom IP: 192.168.0.111, 117.47.108.77 วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:13:40:18 น.  

 
ก็ดี
นะคะ
น่ารักด้วย




โดย: ใหม่ รัก บอย IP: 125.26.152.75 วันที่: 9 พฤศจิกายน 2552 เวลา:9:44:48 น.  

 




รักเธอ


โดย: ใหม่รรักหนึ่ง IP: 125.26.152.75 วันที่: 9 พฤศจิกายน 2552 เวลา:9:49:36 น.  

 
เก่ง หว่ะ !!

เทอ คนนี้ ^^

ทัมไปได้ไง : ))

เยี่ยม ม จิ๊ง ง ๆ เน๊อะ
*


โดย: นู๊ว์ ซาหริ๋ม IP: 61.19.70.50 วันที่: 10 พฤศจิกายน 2552 เวลา:11:26:21 น.  

 
บิล ที่ประสบความสำเร็จได้เพราะเขามีความคิดที่ก้าวไกลกว่าคนอื่นในขณะที่คนอื่นไม่ได้คิดอะไรเลยว่าคอมพิวเตอร์จะเข้ามามีบทบาทต่อเรา ในยุคนั้นคงมีไม่กี่คนที่จะคิดก้าวล้ำได้อย่าบิลเกตและอีกทั้งเขาก็เป็นคนเก่งอยู่แล้ว นี่แหละ ผมว่าเป็นโอกาสที่ทองสำหรับเขา


โดย: Men IP: 180.183.3.23 วันที่: 27 ธันวาคม 2552 เวลา:21:14:13 น.  

 
น่าจะมีเยอะกว่านี้นะคะ


โดย: นุ้ย IP: 192.168.200.70, 203.114.109.66 วันที่: 30 ธันวาคม 2552 เวลา:12:48:27 น.  

 
มีงานส่งละครับ


โดย: คน IP: 58.9.89.240 วันที่: 13 มกราคม 2553 เวลา:20:00:49 น.  

 
ผมอยากจะบอกทุกคนว่าบิวเกตส์เขาไม่ใช่คนฉลาดแต่เขามีพรสวรรค์เขานั้นจะเป็นคนที่มีจินตนาการแล้วเขายังเปนคนที่รวยที่สุดด้วยเขาน่ะเก่งมากๆเลยเขามีบ้านไหญ่มากๆเลยสวยด้วยไฮเท็กอีกต่างหากโตไปผมจะตามรอยของเขาไห้ได้เลยผมไม่ยอมแพ้หลอกน่ะคับแค่นี้ละจบละผมก็เอป็นคนเรียนไม่เก่งแต่จะตั้งใจเพื่อไปทำงานคล้ายกับเขาไห้ได้เลยน่ะคับๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


โดย: คนรักบิวเกตส์ IP: 125.26.24.25 วันที่: 23 มีนาคม 2553 เวลา:18:44:41 น.  

 
อยากรวยเหมือนท่านบิลบ้าง
เอาแค่พอมีพอใช้ก็พอ
ขอบคุณพระเจ้า


โดย: jack IP: 125.27.97.113 วันที่: 23 พฤษภาคม 2553 เวลา:12:36:04 น.  

 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆคะ


โดย: เด็กเรียน IP: 180.180.160.152 วันที่: 13 กันยายน 2553 เวลา:17:03:04 น.  

 
สุดยอดปัยเลยค่ะ รวยมากเลย อ่ะ ฉลาด มีความคิดดี แล้วก็ ขยันจัง


โดย: หลิน ละอองดาว IP: 1.1.1.218, 118.175.19.90 วันที่: 14 กันยายน 2553 เวลา:11:13:12 น.  

 
มันก็ถูกของคุณ......

จะบอกว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซับซ้อน ที่ฟังหรืออ่านดูแล้วน่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ แต่มันมีองค์ประกอบหลาย ๆ ด้านรวมกัน


โดย: ค่ะ IP: 58.8.162.124 วันที่: 14 พฤศจิกายน 2553 เวลา:16:25:09 น.  

 
อ่าๆื ได้ความรู้มากครับ


โดย: ขอบคุนคับ IP: 180.180.160.234 วันที่: 5 ธันวาคม 2554 เวลา:18:32:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Jimmy Walker
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




จากทักษะของการเป็นนักคิด นักวิเคราะห์ บวกกับความสนใจใน"กระบวนการ"และ"ปัจจัย"ที่ก่อให้เกิดเป็นความสำเร็จ ที่ทำให้ผมศึกษาและวิเคราะห์กรณีศึกษาเกี่ยวกับความสำเร็จและความล้มเหลวจำนวนมาก จนเชี่ยวชาญในองค์ความรู้พอที่จะขอเรียกตัวเองว่า "ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งความสำเร็จ"
Friends' blogs
[Add Jimmy Walker's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.