Photobucket - Video and Image Hosting

ยินดีต้อนรับจ้า ทั้งผู้ที่แวะมาด้วยความตั้งใจและไม่ตั้งใจ ^o^ ใครเข้ามาเป็นครั้งแรก อย่าลืมไปอ่านระเบียบข้อบังคับการใช้บล็อคด้วยน้า ส่วนเพื่อน ๆ ในหมวดของ Game Zone อย่าลืมอ่านประกาศด้านขวามือด้วยนะคะ ขอให้สนุกกันนะเจ้าคะ ^o^

~~ ตอนนี้ CSI ทั้งสามภาคจบเรียบร้อยแล้วนะคะ ~~ สำหรับเพื่อน ๆ ที่รอเกมส์โซนกันอยู่ ขอเวลาหน่อยค่ะ เพราะตอนนี้ถึงเวลาของเกมส์โซนกันบ้างแล้ว ~~
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2549
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
13 ธันวาคม 2549
 
All Blogs
 
ตอนที่ 33.1 ความฝันหรือ...?



ตอนที่ 33 ความฝันหรือ...?



ปัง!!! โครม!!! เสียงเปิดและกระแทกประตูของห้องเรียนวิชาปรุงยาเสียงดังลั่น ทำเอานักเรียนคนอื่น ๆ ที่พากันปรุงยาถึงกับสะดุ้งเฮือก บางคนถึงกับปล่อยของในมือทิ้งด้วยความตกใจ
ศ.สเนปหันขวับไปทางต้นเสียงทันที ดวงตาสีเข้มเปล่งประกายอย่างมุ่งร้าย “ใคร!!! ใครกันบังอาจมา...อ้อ...เดรโก เธอเองเหรอ” น้ำเสียงดุ...ห้วน เปลี่ยนเป็นอ่อนนุ่มทันทีที่เห็นลูกศิษย์คนโปรดที่ยืนอยู่ที่ประตู ทำเอาเด็กบ้าน (คน) อื่นพากันเบะปาก
“ผมต้องขออภัยด้วยนะครับ ศ. ที่มาช้า” มัลฟอยก้มหัวลงน้อย ๆ เป็นการขออภัย แม้น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจะฟังดูสุภาพ แต่ดวงตาที่แข็งกร้าวกลับทำให้สเนปไม่แน่ใจนัก “ช่างเถอะ เธอรีบไปทำงานตามบนกระดานเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันเวลา”

ออโรร่ามองตามเด็กหนุ่มที่เข้าไปประจำที่แล้วขมวดคิ้ว เธอหันไปกระซิบกับเฮอร์ไมโอนี่ที่ยืนทำงานอยู่ติดกัน “นี่ มัลฟอยเขาเป็นอะไรน่ะ ทำไมเขาดูแปลก ๆ ไปอย่างนั้น เหมือนกันโมโหใครมาอย่างนั้นแหล่ะ”
เฮอร์ไมโอนี่ที่หั่นส่วนผสมเสร็จพอดีเงยขึ้น ก็สบตาเข้ากับดวงตาสีซีดที่ทอดมองมาก่อนแล้ว “ชั้นก็ไม่เคยเห็นเขาพอใจอะไรสักอย่างนี่” เฮอร์ไมโอนี่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ออโรร่ากระพริบตาปริบ ๆ เธอมองเพื่อนสาวที่ก้มลงทำงานต่ออย่างไม่ใส่ใจ แล้วหันไปมองร่างของเด็กหนุ่มที่ยังคงมองมาทางนี้ตาไม่กระพริบ เอ...เธอก็ว่าเธอจี้มัลฟอยได้ตรงจุดแล้วเชียวนะ แต่ท่าทางแบบนี้นี่แสดงว่ายังไม่คืนดีกันใช่มั้ยเนี่ย แถมยังดูเหมือนว่าจะหนักกว่าที่ผ่านมาเสียอีก

รอนที่ยืนอยู่ติดกันเอนตัวเข้ามากระซิบ “นี่พวกเธอคุยอะไรกันอยู่ได้เดี๋ยวก็...”
“หักกริฟฟินดอร์ 5 คะแนน โทษฐานที่พวกเธอบังอาจคุยกันในเวลาเรียนของชั้นวีสลีย์ เกรนเจอร์ เดมมิ่ง” ยังไม่ทันที่จะพูดจบ เรื่องที่รอนกลัวไว้ก็เกิดขึ้นจนได้สิน่า “งานของพวกเธอเสร็จแล้วใช่มั้ย หา!!! ถึงได้มีเวลาคุยกันได้!!!” ทั้งสามคนรีบหันกลับไปทำงานต่อ ก่อนที่ระเบิดจะลงมามากกว่านี้


********************


“นี่นายเป็นอะไรของนายกันฮะรีมัส ทำหน้าอย่างกับอมโลกไว้ทั้งโลกอย่างนั้นแหล่ะ” ซิเรียสถามเพื่อนที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะอาหาร “ทำไม มีอะไรงั้นเหรอ”
“จะมีอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เรื่องของนาย” รีมัสสวน ซิเรียสขมวดคิ้ว “เรื่องของชั้น ทำไมล่ะ”
“ก็นายน่ะ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอันตราย แต่ก็ยังหนีออกไปข้างนอก แถมยังไปถึงฮอกวอตส์อีก ไม่รู้หรือไงว่ามันเสี่ยงมากแค่ไหน”
ซิเรียสถอนใจ “ชั้นรู้ว่ามันอันตราย แต่ว่าชั้นก็เป็นห่วงพวกเขา”
พวกเขา? นี่นายกำลังหมายถึงเด็กคนนั้นด้วยหรือเปล่าซิเรียส “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่าซิเรียส พวกเขาอยู่ใน ฮอกวอตส์นะ ตราบใดที่ ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ยังอยู่ที่นั่น ไม่มีใครเข้าไปทำอะไรพวกเขาได้หรอก” รีมัสพยายามเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อเด็กสาวอีกคนหนึ่ง
“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ แต่ถึงยังไงชั้นก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี” ซิเรียสวางมีดกับส้อมในมือลง เมื่อหมดความอยากอาหารไปในที่สุด “ถึงแม้จะรู้อย่างนั้น ชั้นก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี แม้จะรู้ว่าพวกเขาปลอดภัยเมื่ออยู่ในฮอกวอตส์ แต่ถึงยังไงชั้นก็อยากจะเห็นกับตาตัวเอง เพราะคนที่ชั้นรักอยู่ที่นั่น...” คราวนี้รีมัสแทบเต้น เมื่อซิเรียสเอ่ยคำที่เขาไม่อยากจะได้ยินออกมา “...ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ชั้นคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป”

“นายอย่าเพิ่งคิดมากเลยน่าซิเรียส มันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก ชั้นว่าพวกเขาต้องดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว” รีมัสพยายามใจเย็น ความคิดที่อยากจะลบทุกอย่างที่อยู่ในหัวของซิเรียสพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
“ชั้นรู้ว่าพวกเขาดูแลตัวเองได้ แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไรเหรอ” รีมัสถามเมื่อเห็นซิเรียสนิ่งไป
“ชั้นรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลยรีมัส ตอนแรกจูเลียก็ดูสบายดี แต่แล้วจู่ ๆ คนที่ไม่เคยป่วยมาก่อนก็ล้มป่วยโดยไม่มีสาเหตุ” ซิเรียสถอนใจ ในขณะที่รีมัสกระพริบตาปริบ ๆ...จูเลีย? “ขนาดมาดามพรอมฟรีย์เองก็ยังหาสาเหตุการป่วยของเขาไม่ได้เลย จูเลียเขาดูซูบไปจนน่ากลัวเลย”
“ดะ...เดี๋ยวก่อนซิเรียส...” รีมัสรีบห้าม “...นี่นายกำลังพูดถึงใครอยู่น่ะ”
คราวนี้ซิเรียสเป็นฝ่ายกระพริบตาปริบ ๆ บ้าง “ก็พูดถึงจูเลียไง นายจำไม่ได้เหรอ คู่หมั้นของชั้น ที่เป็นน้องสาวของเจ้าก้อนเมือกนั่นน่ะ” ซิเรียสทวน เมื่อเห็นเพื่อนทำท่างง ๆ

รีมัสลุกพรวด “นี่นายกำลังจะบอกชั้นว่า ที่นายแอบหนีออกไปบ่อย ๆ นี่ เพื่อไปหาผู้หญิงคนนั้นอย่างนั้นเหรอ!!” เขาถามเสียงดัง
ซิเรียสพยักหน้า “ใช่”
“ที่นายบอกชั้นว่า คนที่นายรักอยู่ที่นั่น นี่นายหมายถึงผู้หญิงคนนั้นหรอกเหรอ!!!” เสียงที่ถามดังขึ้นไปอีก
ซิเรียสเริ่มขมวดคิ้ว “ก็ใช่น่ะสิ อะไร...นี่นายไม่รู้เรื่องหรอกเหรอ ชั้นนึกว่านายรู้เรื่องนี้แล้วซะอีก” ก็จำได้ว่าครั้งแรกที่พูดถึงจูเลียน่า พอวันรุ่งขึ้นรีมัสก็ไปที่ฮอกวอตส์ นึกว่า ศ.ดัมเบิ้ลอดอร์เล่าเรื่องนี้ให้ฟังแล้ว หรือว่ารีมัสได้พบกับเจ้าตัวแล้วซะอีก
“รู้บ้าอะไร!!!” รีมัสกระแทกตัวลงนั่ง รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันทีที่รู้ว่ามันไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่เขากลัว แต่การที่ได้รู้ว่าซิเรียส ‘รัก’ คู่หมั้นที่มีการหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็กโดยที่ไม่เคยมีทีท่ามาก่อนนั้นทำให้เขาแปลกใจ “ตั้งแต่ที่พวกเราเรียนจบกันมา ชั้นไม่เคยได้ยินข่าวคราวของผู้หญิงคนนี้อีกเลย แถมตอนที่ยังเรียนกันอยู่ นายเองก็ไม่เคยพูดถึงเขาให้ใครฟังด้วย”

“หลังจากที่จูเลียเรียนจบแล้ว เขาก็เดินทางออกจากอังกฤษ ไม่ได้กลับมาอีกจนกระทั่งปีนี้ เขากลับมาเป็นอาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดตามคำเชิญของ ศ.ดัมเบิ้ลดอร์น่ะ”
“แล้วนายรู้ได้ยังไงว่าเขากลับมาแล้ว”
“แฮร์รี่เขียนจดหมายมาบอกน่ะ”
“แฮร์รี่?”
“อืม...พอโรงเรียนเปิด แฮร์รี่ก็เขียนจดหมายมาหา แล้วเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
รีมัสถึงกับกุมขมับ เมื่อได้รู้ว่าเรื่องทั้งหมดผิดไปจากที่เขาคาดเดาเอาไว้มาก “แล้วทำไม...นายกับเขา...”
“นายเคยถามชั้นใช่มั้ยรีมัสว่าทำไมชั้นกับอมิเลียถึงไม่ยอมแต่งงานกัน” ซิเรียสขัด “เหตุผลเพียงข้อเดียวที่งานแต่งงานระหว่างเราไม่เคยเกิดขึ้น นั่นก็เพราะอมิเลียรู้ว่าชั้นไม่เคยรักเขาเลย...” รีมัสเบิกตากว้าง “...และผู้หญิงที่ชั้นรัก ก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้น คือคู่หมั้นของชั้น...จูเลียน่า สเนป!!”


********************


“เฮ้อ...”
“เป็นอะไรไปเหรอแฮร์รี่ มีอะไรไม่สบายใจเหรอ” ออโรร่ากระซิบถามแฮร์รี่ที่นั่งทำรายงานด้วยกันอยู่ข้าง ๆ ตอนนี้พวกเขาอยู่ด้วยกันในห้องสมุด ส่วนรอนกับเฮอร์ไมโอนี่กำลังช่วยกันค้นหาหนังสือเพิ่มเติมในขณะที่เธอกับแฮร์รี่ทำการคัดลอกข้อมูลจากหนังสือ
“ก็เฮอร์ไมโอนี่น่ะสิ”
“เฮอร์ไมโอนี่? ทำไมเหรอ”
“พักนี้เขาดูเศร้า ๆ ยังไงก็ไม่รู้ เห็นแล้วไม่ค่อยสบายใจเลย” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความเป็นห่วงเป็นใยอย่างชัดเจนทำเอาออโรร่าชะงัก ความหวาดระแวงที่หายไปนานปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ออโรร่าทำทีก้มลงอ่านหนังสือต่อ “คงไม่มีอะไรมั้ง ชั้นก็ยังเห็นเขาปกติดีนี่” ปกติ...จนดูไม่ออกเลยว่าคืนดีกับมัลฟอยแล้วหรือยัง
“เป็นสิ เป็นแน่ ๆ “ เขายืนยันหนักแน่น “ชั้นรู้จักเขาดีนะ เรื่องแค่นี้ทำไมดูไม่รู้” ออโรร่าลอบเม้มปาก ‘ชั้นรู้จักเขาดีนะ เรื่องแค่นี้ทำไมดูไม่รู้’ เอาน่า เขาเป็นเพื่อนกันมาตั้งหลายปี จะห่วงกันบ้างก็เป็นธรรมดา เธอปลอบใจตัวเอง

ออโรร่าหยิบปากกาขึ้นมา แต่ก็ต้องวางมันกลับลงไปอีกครั้งเพราะมือสั่นเกินกว่าจะเขียนได้ แต่แฮร์รี่ที่ยังคงพูดเรื่องของเฮอร์ไมโอนี่ไม่ทันได้สังเกตถึงเรื่อง “จริงอยู่นะว่าเขาอาจจะมีเรื่องบางอย่างที่บอกคนอื่นไม่ได้ แต่อย่างน้อยน่าจะลองมาปรึกษากันบ้าง เผื่อว่าจะได้ดีขึ้น ชั้น...”
“เอาเถอะ เดี๋ยวชั้นจะลองเรียบ ๆ เคียง ๆ ถามเขาดูละกัน” ออโรร่าขัดขึ้นเมื่อเห็นว่าแฮร์รี่ยังคงไม่เลิกพูดด้วยคำพูดที่บาดใจเธอ (ก็เจ้ารี่เล่นซื่อ...ซะขนาดนั้นนิ : ^^”)
แฮร์รี่ยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นก็ดีน่ะสิ พวกเธอเป็นผู้หญิงเหมือนกันน่าจะพูดกันง่ายกว่า ถ้ายังไงฝากด้วยนะออโรร่า”


********************


“เร็วเข้าแฮร์รี่จะได้เวลาแล้ว” รอนเร่ง “ถ้าเข้าสายต้องโดนมักกอนนากัลหักคะแนนแน่ ๆ”
“นายไปก่อนเถอะ เดี๋ยวชั้นตามไป” แฮร์รี่รีบคว้าเสื้อเชิ้ตที่แขวนอยู่ข้างเตียงมาสวม
“ก็ได้...แล้วเจอกันที่ห้องนะ...อย่าช้าล่ะ!!” ไม่ลืมที่จะเร่งเพื่อนก่อนจะรีบวิ่งออกไปสมทบกับออโรร่ากับเฮอร์ไมโอนี่ที่ยืนรออยู่ในห้องโถงด้านล่าง แฮร์รี่ถอนใจ เป็นเพราะว่าเมื่อคืนเขาหยิบ ‘คาถาต้องห้ามในศตวรรษที่ 15’ มาอ่านแท้ ๆ

เมื่อคืนจู่ ๆ เขาก็รู้สึกแปลก ๆ มันกระวนกระวายยังไงก็ไม่รู้ เหมือนกับว่าถ้าไม่อ่านแล้วจะนอนไม่หลับอย่างนั้นแหล่ะ แล้วเขาก็อ่านจนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เนวิลล์เดินเข้ามาปลุกเขาด้วยน้ำเสียงงัวเงียตามคำขอร้องแกมคำสั่งของเฮอร์ไมโอนี่ ส่วนรอนน่ะเหรอ ไม่ต้องหวังหรอกว่าจะมาปลุกเขาน่ะ เพราะปกติแล้วเขาจะเป็นคนปลุกทุกเช้าเอง พอเขาลุกขึ้นมาก็ปรากฎว่ารอนเองก็เผ่นเข้าห้องน้ำไปเรียบร้อยก่อนแล้ว

แฮร์รี่รีบหันไปมองนาฬิกาทันทีที่แต่งตัวเสร็จ เหลือเวลาอีก 10 นาที เอาน่า...ยังทัน แฮร์รี่รีบคว้าหนังสือเรียนที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือแล้วเขาก็ต้องอุทานออกมาอย่างตกใจและโมโหตัวเองเมื่อมือข้างหนึ่งปัดไปโดนกองหนังสืออีกกองที่วางอยู่ด้วยกัน “ให้ตายเหอะ...ยิ่งรีบก็ยิ่งช้า” เขาบ่นตัวเองขณะที่รีบเก็บให้เรียบร้อย

วิ้ว...ลมเย็น ๆ พัดวูบมาด้านหลังทำเอาแฮร์รี่สะท้าน เขาหันไปมอง เอ๊ะ...ลมมันมาจากไหนกัน ก็หน้าต่างมันปิดหมดนี่ วิ้ว..พรึ่บ...พรึ่บ...ลมพัดมาอีกครั้ง แม้จะไม่แรงมากแต่ก็ทำเอาหนังสือเล่มหนึ่งที่ปิดสนิทเปิดกางออกมา แม้จะเห็นไม่ชัดแต่แฮร์รี่ก็รู้ว่าหนังสือเล่มนั้นคือหนังสืออะไร เขาเดินเข้าไปจะหยิบขึ้นมาแล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าในหน้าที่เปิดค้างอยู่นั้นเป็นรูปภาพครึ่งตัวของผู้ชายคนหนึ่ง...ผู้ชายคนหนึ่งที่เหมือนเขาอย่างกะแกะ!!!

แฮร์รี่ยืนค้างอยู่อย่างนั้น พอมองภาพนี้แล้วเหมือนกับกำลังส่องกระจกยังไงก็ไม่รู้ จะต่างกันที่ตรงที่ชายในรูปนั้นมีเส้นผมยาวที่ถูกรวบไว้อย่างลวก หน้าผากเรียบปราศจากแผลเป็น ดวงตาที่ปิดสนิทนั้นทำให้เขาไม่รู้ว่าเป็นสีอะไร แฮร์รี่ชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ ๆ ดวงตาที่ปิดสนิทคู่นั้นเปิดขึ้นมองมาที่เขาพอดี แฮร์รี่ถอยห่างจากหนังสืออย่างรวดเร็ว เขาตั้งสติอยู่นานจนใจที่หล่นวูบไปเมื่อกี้ค่อยกลับคืนมาเหมือนเดิม

“จะกลัวอะไรฟะ ปกติรูปมันก็ขยับได้อยู่แล้วนี้” เขาพึมพำกับตัวเองแล้วค่อย ๆ ย่องเข้าไปใหม่ คราวนี้คนในรูปไม่ได้หลับตาแต่กลับกอดอกนิ่งไม่ขยับเขยื้อน แฮร์รี่ถอนใจอย่างโล่งอก เขาก้มลงจะหยิบหนังสือขึ้นมา
“ไงเจ้าหนู ทำใจได้แล้วเหรอ ทำไมใจเสาะจัง”
แฮร์รี่กระพริบตาปริบ ๆ ไม่แปลกใจหรอกที่มีเสียงออกมาจากหนังสือ เพราะว่าหนังสือเรียนของเขาบางเล่มนั้นบางครั้งก็มีเสียงประกอบออกมาจากรูปด้วย
“รู้สึกดีจังที่ได้พูดกับใครสักคนหลังจากที่ไม่ได้พูดมานาน”
แฮร์รี่รู้สึกแปลก ๆ กับคำพูดนั้น ได้พูดกับใครสักคน? ชายคนนี้กำลังพูดกับเขาเหรอ?
“เป็นใบ้หรือไง เด็กพวกนี้พูดด้วยก็ไม่ตอบ” ชายในรูปเริ่มหงุดหงิด
แฮร์รี่มองชายในรูปแล้วหันไปมองด้านหลังก่อนจะก้มลงมองหนังสืออีกครั้ง
“จะมองหาใครกัน” ชายในรูปถามอย่างรำคาญ “ไม่ต้องมองหาคนอื่นหรอก ข้าพูดกับเจ้าน่ะแหล่ะ!!!”

“ว๊ากกกกก...!!!” แฮร์รี่ร้องลั่นด้วยความตกใจ เข่าอ่อนจนลงไปนั่งกองกับพื้น
“โอ๊ย...!!!” ชายในรูปอุดหูแน่น “เงียบเดี๋ยวนี้นะ” เขาตะโกนสั่งเสียงเข้ม “จะแหกปากทำไมกัน”
แฮร์รี่รีบเม้มริมฝีปากแน่นดวงหน้ายังตกใจอย่างเห็นได้ชัด
“เอาล่ะ เงียบได้สักที แล้วก็ขยับเข้ามาใกล้ ๆ สิ” ชายในรูปสั่ง แฮร์รี่ส่ายหน้ายิก “เข้ามาเถอะน่า ข้าไม่กินเจ้าหรอก แค่อยากจะเห็นหน้าเจ้าเวลาพูดด้วยเท่านั้นเอง” แฮร์รี่ลังเล แล้วค่อย ๆ ขยับเข้าไปหยิบหนังสือวางตั้งไว้ตรงหัวเตียง ส่วนตัวเขานั้นถอยกรูไปหลบอยู่หลังเสาที่ปลายเตียง

แฮร์รี่ค่อย ๆ เหลือบมองไปทางหนังสือแล้วก็ต้องหลบตาวูบเมื่อเห็นอีกฝ่ายจ้องเขม็งมาที่เขา แม้จะเคยพูดกับชายที่อยู่ในภาพถ่ายแต่ไม่เคยพูดกับชายในหนังสือมาก่อนนี่หน่าจะไม่ให้กลัวได้ยังไง
“นี่...”
“ครับ” แฮร์รี่สะดุ้งเฮือกรีบขานรับ
ชายในรูปถอนใจ “จะกลัวอะไรกันนักกันหนานะ” เขาพึมพำ “เจ้าคงเป็นคนในตระกูลพอตเตอร์ล่ะสิจึงมองเห็นข้า”
“ชะ...ใช่ครับ ผมชื่อแฮร์รี่...แฮร์รี่ พอตเตอร์ครับ”
“เจ้าเป็นผู้ถือหนังสือหรือ”
“ผู้ถือหนังสือ?”
“ก็หนังสือเล่มนี้น่ะ เจ้าเป็นผู้ถือมันใช่หรือไม่”
แฮร์รี่ทำหน้างง ก่อนจะถามอย่างไม่แน่ใจ “คุณหมายถึงว่า ‘ผมเป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้’ ใช่มั้ยครับ”
“นั่นแหล่ะ”
“ครับ...ใช่”
“งั้นหรือ” ชายในรูปหันไปหันมาทำเหมือนกำลังมองไปรอบ ๆ ห้อง “นี่ศตวรรษที่เท่าไหร่” แฮร์รี่ตอบไปแล้วชายในรูปก็ทำหน้าขรึมทันที

“นี่แสดงว่าหลายร้อยปีที่ผ่านมานี่ไม่เคยมีพอตเตอร์คนไหนเปิดหนังสือเล่มนี้มาก่อนเลยล่ะสินะ” ชายในรูปพึมพำกับตัวเอง
แฮร์รี่ค่อย ๆ ขยับเข้าไปทีละน้อย แล้วก็ต้องหยุดกึกเมื่ออีกฝ่ายหันขวับมา “เอ่อ...ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครครับ”
ชายในรูปเลิกคิ้วขึ้น “คลาวด์...ข้าชื่อ คลาวด์ พอตเตอร์”
แฮร์รี่เบิกตากว้างเขารีบเข้าไปนั่งใกล้ ๆ ลืมความหวาดกลัวทันที “คุณเป็นคนแต่งหนังสือเล่มนี้เหรอครับ”
“ใช่”
“ยอดไปเลย” แฮร์รี่ร้องอย่างตื่นเต้น
“ยอดไปเลยเหรอ”
“ครับ คาถาต่าง ๆ ที่คุณบอกไว้ในหนังสือมีคำอธิบายไว้อย่างชัดเจน ผมก็เลยเข้าใจง่าย” ชายในรูปหรี่ตามองแฮร์รี่อย่างพิจารณา “ที่ฮอกวอตส์นี่ไม่มีการสอนวิชาของศาสตร์มืด จะสอนแค่วิชาการป้องกันตัวจากศาสตร์มืดเท่านั้น เวลาหาอ่านจากหนังสืออื่นก็ไม่ค่อยมี ถึงจะมีแต่ก็เข้าใจยาก”
“เจ้าสนใจศาสตร์มืดหรือเจ้าหนู” คลาวด์ถามเสียงเรียบ

“ครับ” แฮร์รี่รีบรับคำโดยไม่ทันสังเกตว่าสีหน้าของอีกฝ่ายขรึมมากขึ้นเรื่อย ๆ “ในหนังสือของคุณเหมือนกับเอาหนังสือ 10 เล่มมารวมกันเลย” เขาหันไปรื้อโต๊ะเขียนหนังสือ “ผมมีหนังสือป้องกันตัวจากศาสตร์มืดอยู่ชุดหนึ่งมันเยี่ยมมากเลย” เขาหยิบมาวางเรียงไว้บนเตียงให้คลาวด์ดู “มันเป็นของขวัญคริสมาสต์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี่เอง”
“ทำไมเจ้าถึงสนใจศาสตร์มืดล่ะเจ้าหนู”
รอยยิ้มของเด็กหนุ่มจางลง “พ่อกับแม่ของเพื่อนผม โดนพวกศาสตร์มืดทำร้ายจนพวกเขาไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติเหมือนครอบครัวอื่นได้” ดวงตาสีมรกตเป็นประกายวาววับด้วยความแค้น “ส่วนพ่อกับแม่ของผมโดนเจ้าแห่งศาสตร์มืดฆ่าตาย!!” ดวงตาของชายหนุ่มในรูปอ่อนแสงลง “นอกจากผมกับเพื่อนแล้วก็ยังมีเด็กอีกหลายคนที่ต้องพบกับความสูญเสียเดียวกัน”
“ศาสตร์มืดมันไม่เคยให้ผลดีกับใครหรอกแฮร์รี่ ทุกคนต่างก็ต้องเผชิญกับผลที่ได้จากการใช้มันทั้งนั้น...แม้แต่ตัวข้าเอง” คลาวด์พึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“ผมก็เลยอยากรู้เรื่องของศาสตร์มืดให้มากที่สุด ไม่ใช่เพื่อใช้ทำร้ายคนอื่นเหมือนอย่างที่พวกศาสตร์มืดทำ แต่ผมอยากใช้มันเพื่อทำลายพวกศาสตร์มืดให้หมด!!”

คลาวด์มองแฮร์รี่แล้วเหมือนกับมองตัวเองในอดีต เด็กคนนี้ไม่เพียงแต่มีใบหน้าที่เหมือนกับเขาแล้วแต่ความคิดความอ่านก็ยังเหมือนกับเขาอีกด้วย “มานี่สิแฮร์รี่ ข้ามีอะไรให้เจ้าดู” แฮร์รี่ขยับเข้ามาใกล้ ๆ “เอามือวางไว้บนหนังสือแฮร์รี่” ทันทีที่วางมือลง แสงสว่างก็วาบขึ้นมาจนเขาต้องหลับตาปี๋

“ถึงแล้วแฮร์รี่” แฮร์รี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ภาพที่เห็นคือปราสาทขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่กว้างล้อมรอบไปด้วยสวนดอกไม้ที่สวยงาม ที่หน้าปราสาทมีผู้คนมากมายพากันเดินขวักไขว่ “มันสวยมากใช่มั้ย”
แฮร์รี่หันไปมองเจ้าของเสียง เขาเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ขนาดใหญ่ “คลาวด์...นั่นคุณเหรอ” แฮร์รี่ไม่แน่ใจเพราะแสงอาทิตย์จัดจ้านั้นลอดผ่านพุ่มไม้หนาเพียงเล็กน้อย
“ใช่...ข้าเอง” คลาวด์เดินออกมาหยุดข้าง ๆ เด็กหนุ่ม “สวยจัง...ที่นี่ที่ไหนกันครับ” คลาวด์ถอนใจ เขาผายมือไปด้านหน้า “ขอต้อนรับแฮร์รี่...สู่ปราสาทตระกูลพอตเตอร์!!!”


********************


“นี่...เขาขยับแล้วล่ะ”
“คงจะฟื้นแล้วมั้ง”
“ฮื่อ...ดีจัง”
“โธ่...ไม่เอาน่า เลิกร้องเสียทีเถอะ”
“ก็ แหม...”
เสียงคุ้นหูที่ดังไม่มากนักทำให้แฮร์รี่พยายามฝืนลืมตาที่หนักอึ้งอย่างยากลำบาก แต่เมื่อฝืนลืมได้แค่ครึ่งเดียวก็ต้องหลับตาลงใหม่เมื่อรู้สึกปวดจี๊ดขึ้นมาที่ศรีษะ “รอน...นั่นนายเหรอ” เขาถามเสียงแหบ
“ใช่ นายเป็นยังไงบ้างแฮร์รี่” รอนถามพร้อมกับหยิบแว่นส่งให้
“รู้สึกปวดหัว...แล้วก็เพลีย ๆ ยังไงไม่รู้” แฮร์รี่กำแว่นไว้แน่น “เกิดอะไรขึ้นน่ะ”
“เราก็ไม่รู้เหมือนกันแฮร์รี่ ก็เธอไม่ยอมเข้าเรียนวิชาแปลงร่าง ศ.มักกอนนากัลโกรธมากเลยเพราะนึกว่าเธอโดดเรียนก็เลยสั่งกักบริเวณแล้วก็หักคะแนนเธอ” เฮอร์ไมโอนี่บอก “ตอนแรกพวกเราคิดว่าเธอคงโดดเพราะไม่อยากเข้าสาย แต่พอตอนบ่ายเธอก็ไม่ยอมเข้าเรียนวิชาปรุงยาอีก”
“อะไรนะ!!” แฮร์รี่ร้องถามอย่างตกใจเขาเผลอลืมตาขึ้นมาและผลที่ได้ทำเอาเขาครางออกมาอย่างเจ็บปวด
“ไม่เป็นไรใช่ไหมแฮร์รี่” ออโรร่าถามเสียงเครือ เธอขยับเข้ามากุมมือเขาไว้แน่น
“ชั้นลืมตาไม่ไหวน่ะ พอลืมแล้วมันปวดตา”
“นี่นายเล่นสลบไปถึง 3 วันเต็ม ๆ เลยนะแฮร์รี่ มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ” รอนถามอย่างสงสัย “ตอนที่เราเห็นนายนอนสลบอยู่ในหอเราเป็นห่วงนายแทบแย่ เพราะไม่ว่าเราจะปลุกนายยังไงนายก็ไม่ยอมตื่น เราก็เลยพานายมาห้องพยาบาลเนี่ย”

“อ้อ...ตื่นแล้วเหรอพอตเตอร์” มาดามพรอมฟรีย์เดินเข้ามาพร้อมกับถาดยา “เป็นยังไงบ้าง”
“ผมรู้สึกเพลีย ๆ...ปวดหัว...แล้วผมก็ลืมตาไม่ขึ้น”
“งั้นเหรอ” มาดามพรอมฟรีย์วางถาดลงแล้วจับแก้วยาใส่มือแฮร์รี่ “เดี๋ยวเธอทานยานี่ซะ แล้วพักอีกสักหน่อยก็ออกจากห้องพยาบาลได้แล้ว”
“ครับมาดามพรอมฟรีย์”
“ส่วนพวกเธอก็กลับไปกันได้แล้วพอตเตอร์จะได้พักผ่อน”
“ครับ/ค่ะ”


********************


“โชคดีนะที่เขาไม่เป็นอะไร”
“จริงด้วย ตอนแรกที่เห็นเขานอนไม่ได้สติชั้นงี้ใจไม่ได้เลย นึกว่าจะเป็นอะไรไปซะอีก”
“นี่ ขอร้องล่ะ พวกเธอเลิกร้องกันสักทีได้มั้ย!!!” รอนร้องออกมาอย่างอึดอัด เพราะในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ออโรร่าร้องไห้เป็นว่าเล่นเพราะว่าเป็นห่วงแฮร์รี่ (แค่นี้ยังเบาไปนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเจอหนักกว่านี้อีก รอนพึมพำ)
“ก็ชั้นเป็นห่วงเขานี่” ออโรร่าท้วง “ก็เลย...ว๊าย!!!...” ออโรร่าร้องออกมาด้วยความตกใจ เมื่อจู่ ๆ รอนที่เดินนำหน้าเธออยู่นั้นก็หยุดเดินโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว ทำให้เธอชนเข้ากับเขาอย่างจัง “ทำไมจะหยุดก็ไม่บอกไม่กล่าวกันก่อนนะรอน อย่าหยุดกระทันหันอย่างนี้สิ” ออโรร่าโมโห
แต่รอนกลับยืนนิ่ง ดวงตาที่จ้องไปข้างหน้าเขม็งนั้นมองเด็กหนุ่มที่ยืนขวางทางด้วยความเกลียดชัง...มัลฟอย

ความเงียบสงัดเกิดขึ้นในทันใด มันเงียบจนน่ากลัวจนทุกคนสัมผัสได้ เด็กคนอื่นที่บังเอิญเดินผ่านมาทางนั้นพากันหลีกหนีด้วยความหวาดกลัว ออโรร่าหันไปมองเฮอร์ไมโอนี่อย่างไม่ค่อยสบายใจ แต่เฮอร์ไมโอนี่กลับมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย แล้วออโรร่าก็ต้องผวาเข้าไปเกาะแขนเพื่อนหนุ่มแน่นเมื่อเห็นเขาทำท่าจะก้าวต่อไป แต่แล้ว...

“เดรโก เธอมาทำอะไรตรงนี้น่ะ” เสียงแหลม (ที่คงไม่ต้องบอกว่าใคร) ดังขึ้น พร้อมกับร่างของแพนซี่ พาร์กินสันพร้อมกับเพื่อนอีก 2-3 คน เด็กสาวถลาเข้ามากอดแขนเขาเอาไว้แล้วเหลือบมอง 3 หนุ่มสาวจากบ้านกริฟฟินดอร์ “นึกว่าใคร ที่แท้ก็พวกชั้นต่ำนี่เอง”
รอนตาลุก “เธอว่าใครกันฮะ”
“จะว่าใคร ถ้าไม่ใช่พวกเลือดสีโคลนกับพวกเลือดบริสุทธิ์ชั้นต่ำที่ชอบเอาตัวเองไปคลุกกับโคลนสกปรกพวกนั้น”
“คิดว่าตัวเองดีเด่นนักหรือไงฮะยัยหมาจู!!!”
“นี่!!! อย่ามาเรียกชั้นอย่างนั้นนะยะ!!” แพนซี่ตวาด
“ทำไมจะเรียกไม่ได้ฮะยัยหมาจูพาร์กินสัน!!”
“กรี๊ดดด!!!” เด็กสาวกรี๊ดเสียงดังลั่น ทำเอาใครต่อใครพากันอุดหู
“โอ๊ย!! จะกรี๊ดให้มันได้อะไรขึ้นมาฮะยัยอัปลักษณ์!!” รอนตะโกนเสียงดังลั่นเพื่อกลบเสียงกรี๊ดของเธอ
“แก!! ไอ้บ้าวีสลีย์!! ไอ้คนชั้นต่ำ!!” แพนซี่เต้น

“พอเถอะรอน” เฮอร์ไมโอนี่แตะแขนเพื่อนชายเบา ๆ “ไปกันเถอะ อย่ามาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระพวกนี้เลย” เธอเหลือบมองแพนซี่ที่กรี๊ดไม่หยุดด้วยความรำคาญ “อย่าไปมีเรื่องกับพวกเขาเลย พวกเรามีแต่จะเสียเปรียบนะ” เธอเตือน รอนยักไหล่ แล้วก็เริ่มออกเดิน ซึ่งความจริงแล้วเรื่องมันควรที่จะจบแค่นี้นะเพราะว่ามีฝ่ายหนึ่งยอมถอยห่าง แต่ถ้าจบง่าย ๆ โดยที่ไม่ได้เอาคืน มันก็ไม่ใช่สลิธีรินน่ะสิ!!!

ไวเท่าความคิด แพนซี่ยื่นมือไปกระชากผมหนึ่งในสองของเด็กสาวที่เดินสวนเธอทันที “โอ๊ย!!!”
“นั่นเธอทำอะไรของเธอกันพาร์กินสัน!!” “ปล่อยเฮอร์ไมโอนี่เดี๋ยวนี้นะพาร์กินสัน!!”
รอนกับออโรร่าตะโกนออกมาพร้อมกัน พวกเขาพยายามจะเข้าไปแยกแพนซี่ออกจากเฮอร์ไมโอนี่ แต่เด็กสลิธีรินคนอื่น ๆ กันพวกเขาออกมาแล้วหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะแพนซี่!!!” มัลฟอยตะโกนห้าม เมื่อเห็นว่าเรื่องทำท่าจะลุกลามขึ้นไปใหญ่ แถมเฮอร์ไมโอนี่ยังเป็นฝ่ายเสียเปรียบซะอีก
แต่แพนซี่ไม่สนใจ เธอกระชากจนเฮอร์ไมโอนี่ล้มลงไปกับพื้นเพราะไม่ทันตั้งตัว “คิดว่าจะหนีไปได้ง่าย ๆ เหรอไงฮะนังเลือดสีโคลนสกปรก!!!”

“โอ๊ย!!! เกิดคลั่งอะไรขึ้นมาอีกล่ะพาร์กินสัน” เฮอร์ไมโอนี่ร้องถามด้วยความหงุดหงิด “ไม่ได้กินยาโรคประสาทก็เลยกำเริบหรือยังไงฮะ!!” เฮอร์ไมโอนี่พยายามลุกขึ้นแต่ก็โดนแพนซี่ผลักลงไปกระแทกพื้นอีกครั้ง "โอ๊ย!!!"
"อย่าคิดนะว่าเดินหนีชั้นได้แล้วเรื่องมันจะจบยัยเลือดสีโคลน!!!"
"มันอะไรกันนักกันหนาฮะยัยหมาจู เลิกทำตัวไร้สาระเสียทีได้มั้ย พวกชั้นไม่มีเวลากับเรื่องไร้สาระของพวกเธอหรอกนะ" รอนตวัดเสียง "แล้วเธอก็หลีกไปด้วย ไม่งั้นจะหาว่าชั้นรุนแรงไม่ได้นะ" รอนขู่ เขาพยายามดันเด็กสาวที่ยืนขวางอยู่ให้พ้นทาง แต่จะทำอะไรที่มันรุนแรงก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเขารังแกผู้หญิงเอาอีก แต่เด็กสาวคนนั้นเฉย แถมยังส่งยิ้มเยาะให้เขาอีกต่างหาก

“ชั้นว่านายอยู่เฉย ๆ จะดีกว่านะวีสลีย์ แพนซี่เขาก็แค่มีเรื่องอยากจะคุยกับเพื่อนนายเท่านั้น” เด็กสาวอีกคนหนึ่งเอ่ย
“คุยบ้าคุยบออะไร ก็เห็นอยู่ว่ายัยนั่นกำลังทำร้ายเฮอร์ไมโอนี่” เขาชี้ไปที่แพนซี่ที่ยังคงผลักเฮอร์ไมโอนี่ที่พยายามลุกขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วก็แทบไม่เชื่อหูตัวเองที่ได้ยินเสียงมัลฟอยที่ร้องห้ามให้แพนซี่หยุดเช่นเดียวกัน และดูเหมือนว่านั่นจะเป็นการเพิ่มดีกรีความโกรธของแพนซี่ให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่ยังไม่เท่ากับใครคนหนึ่งที่โกรธจัดจนแทบจะควบคุมตัวเองไว้ไม่อยู่เมื่อเห็นเพื่อนโดนทำร้ายอยู่ต่อหน้าต่อตา

“ปล่อยเฮอร์ไมโอนี่เดี๋ยวนี้นะพาร์กินสัน!!!” ออโรร่าพูดเสียงกร้าว
“เธอน่ะเงียบ ๆ ไปเลยนะยัยคนชั้นต่ำ!!!” เด็กสาวที่ยืนขวางหน้าเธอไว้หันมาตวาด แล้วก็ต้องผงะเมื่อเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไป ดวงหน้าที่มีรอยยิ้มอยู่เป็นนิจนั้น บัดนี้กลับแข็งกร้าว รวมทั้ง...ดวงตาสีฟ้าใสกลับกลายเป็นดำสนิทจนเห็นได้ชัด
ออโรร่าหันมามอง “คนอย่างพวกเธอเนี่ยมันด้อยการอบรมจริงนะ” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเย็นยะเยือก จนดึงความสนใจของทุกคนให้หันมามองเธอ กลุ่มเด็กสาวจากบ้านสลิธีริน (รวมทั้งรอน) ต่างพากันถอยห่างโดยไม่รู้ตัวเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีที่กระจายอยู่รอบตัวเด็กสาว

“เธอไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอับอายเลยเหรอพาร์กินสัน” ออโรร่าก้าวตรงไปยังแพนซี่อย่างช้า ๆ “เธอ...ที่ภาคภูมิใจในสายเลือดที่สูงส่งของตัวเอง ชิงชังพวกมักเกิ้ลจนขึ้นสมอง แต่พอถึงเวลาเธอกลับทำตามวิธีของพวกที่เธอเรียกว่า ‘ชั้นต่ำ’ “ เธอหยุดยืนตรงหน้าแพนซี่ “งานนี้ไม่รู้ว่าใครชั้นต่ำกันแน่”
แพนซี่มองออโรร่าเหมือนไม่อยากเชื่อ ทั้ง ๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะมองเห็นแต่ท่าทางที่สงบเสงี่ยมเรียบร้อย ไม่มีปากมีเสียงกับใคร แต่ในตอนนี้อีกฝ่าย กลับกลายเป็นคนละคน เธอขยับปากจะโต้ตอบ แต่เมื่อมองสบไปยังดวงตาสีดำสนิท เธอก็ขนลุกซู่ อย่าว่าแต่จะโต้ตอบเลย แม้แต่จะขยับตัวซักนิดเธอก็ยังทำไม่ได้
“ชั้นเห็นแล้วว่าคนอย่างเธอสนุกกับการใช้กำลัง” ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อแย้มยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวาน “งั้นก็ขอให้สนุกกับมันนะ แพนซี่ พาร์กินสัน” ออโรร่าหันหลังกลับไป

แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อแพนซี่มุ่งตรงไปยังเพื่อนสาวคนหนึ่งและลงมือทำร้ายโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
“กรี๊ด!!!” กลุ่มเด็กสาวจากบ้านสลิธีรินพากันกรีดเสียงร้องด้วยความตกใจ เด็กสาวคนที่โดนทำร้ายกุมแก้มที่ถูกทำร้ายด้วยความตกใจและเจ็บปวด “นี่เธอทำบ้าอะไรของเธอกันแพนซี่!!!” เด็กสาวคนนั้นกรีดร้องถามเพื่อนด้วยความโกรธ
แพนซี่ไม่ตอบ เธอตวัดมือขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เพื่อนคนอื่น ๆ รีบเข้ามารั้งไว้ แต่แพนซี่กลับมีเรี่ยวแรงมหาศาลจนสลัดเพื่อนหลายคนกระเด็นออกไป
มัลฟอยรีบดึงเฮอร์ไมโอนี่ออกมาให้พ้นทางเมื่อเห็นว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งล้มลงมาไม่ห่างจากเธอนัก

เฮอร์ไมโอนี่พยายามสลัดแขนให้พ้น แต่มัลฟอยกำต้นแขนเธอแน่นขึ้นกว่าเดิม “นั่นเธอจะไปไหนน่ะ” เขาถาม
“ก็ไปหาออโรร่าน่ะ”
“ไปหาออโรร่า? ตอนนี้เนี่ยนะ”
“ทำไม ทำไมชั้นจะไปไม่ได้” เธอถามเสียงห้วน
“ทำไมจะไปไม่ได้? ก็ดูนั่นสิ...” เขาชี้ไปที่ออโรร่าอย่างโมโห “ทั้ง ๆ ที่ออโรร่าเป็นอย่างนั้น เธอยังจะไปหาอีกเหรอ!!”
เฮอร์ไมโอนี่เองก็มองออโรร่าอย่างลังเล ตอนนี้เธอยังงง ๆ อยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น แถมท่าทางที่ดูน่าเกรงขามของออโรร่าทำให้เธอกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่แล้วเธอก็เชิดคางอย่างดื้อดึง “ออโรร่าเป็นเพื่อนชั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไง เขาก็เป็นเพื่อนชั้น!!!” เธอพยายามแกะมือที่กำต้นแขน “ปล่อยชั้นเดี๋ยวนี้นะมัลฟอย!!!”
ดวงตาสีซีดลุกวาว “เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ!!!” แต่แล้ว โดยที่ทั้งสองไม่ทันระวังตัว ใครคนหนึ่งก็กระชากตัวเฮอร์ไมโอนี่ให้หลุดพ้นออกมาเต็มแรง

มัลฟอยหันขวับไป ก็เห็นรอนมองเขาตาขุ่นอยู่ก่อนแล้ว “นายกำลังจะทำอะไรเพื่อนชั้นอีกมัลฟอย!!!” รอนกระชากเสียง “ไอ้บ้านี่ไม่ได้ทำอะไรเธอใช่มั้ยเฮอร์ไมโอนี่” เขาหันมาถามเพื่อนสาว
“ชั้นไม่เป็นอะไรรอน” เธอหันไปมองออโรร่าที่ยืนยิ้มมองแพนซี่ยังคงอาละวาทอยู่ไม่เลิก “ว่าแต่เราจะทำยังไงกับพวกนั้นดีล่ะ”
รอนยิ้มแหย “ดูเหมือนว่าที่ยัยหมาจูจะเป็นอย่างนี้เพราะออโรร่า เพราะฉะนั้นเราก็คงต้องให้ออโรร่าเป็นคนหยุดแล้วล่ะ” แล้วเขาก็ดันเฮอร์ไมโอนี่ไปด้านหน้าเบา ๆ “เพราะฉะนั้น ช่วยหน่อยนะเฮอร์ไมโอนี่”
เฮอร์ไมโอนี่ค้อนขวับ แล้วเดินตรงไปที่ออโรร่า
รอนหันไปที่มัลฟอย “อย่าให้ชั้นเห็นอีกนะว่านายมาวุ่นวายกับเฮอร์ไมโอนี่อีก” รอนเอ่ยเสียงกร้าว “ไม่อย่างนั้น ชั้นไม่ปล่อยนายไว้แน่ จำไว้!!!”

รอนเดินไปหาเฮอร์ไมโอนี่ที่ยืนลังเลอยู่ว่าจะทำยังไงดี “เอายังไงดีล่ะรอน” เฮอร์ไมโอนี่ถามเพื่อนอย่างกังวล ก็อยากจะเข้าไปหาออโรร่าหรอกนะ แต่ดูจากจุดที่เพื่อนสาวเธอยืนอยู่นั้น มันใกล้กับกลุ่มของแพนซี่ที่กำลังอาละวาทจนน่ากลัว แต่เพื่อนเธอกลับยืนมองเหมือนมันเป็นเรื่องสนุกซะนี่ ขณะที่เธอยืนชั่งใจอยู่นั้น ฟ้าก็ผ่าลงมาจนได้
“ตายแล้ว!!! นี่มันเกิดเรื่องอะไรกันขึ้นเนี่ย!!!”


********************


“ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยดูแล” แฮร์รี่โค้งให้มาดามพรอมฟรีย์
มาดามพรอมฟรีย์ยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ แล้วก็ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยล่ะ ไม่ต้องแวะมาหาชั้นบ่อยนักก็ได้”
แฮร์รี่หัวเราะ เขารับคำแล้วเดินออกมาจากห้องพยาบาล แต่ยังไม่ทันได้ปิดประตูห้องก็ต้องชะงักเมื่อเห็นคนกลุ่มใหญ่ที่เดินตรงมา ประกอบไปด้วยอาจารย์ประจำบ้านของเขาที่เดินนำมาด้วยหน้าตาบูดบึ้ง ตามด้วยกลุ่มเด็กสาวจากบ้านสลิธีริน 4-5 คนที่มีสภาพยับเยิน พอเห็นสภาพของเด็กสาวบางคนแล้วอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าเด็กสาวพวกนั้นไปฟัดกับใครมา แล้วก็ต้องกระพริบตา เมื่อเห็นคนที่เดินตามหลังมา
ออโรร่าเดินด้วยสีหน้าเหมือนพออกพอใจอะไรบางอย่าง
รอนกับเฮอร์ไมโอนี่เดินตามมาด้วยสีหน้าเป็นกังวล
ท้ายสุดคือมัลฟอยที่ทำท่าเหมือนโกรธใครมาซัก 100 ปีอย่างนั้นแหล่ะ

ศ.มักกอนนากัลทอดฝีเท้าให้ช้าลงเมื่อเห็นแฮร์รี่ที่ยืนอยู่ “อ้อ พอตเตอร์ หายดีแล้วเหรอ”
“ครับ” แฮร์รี่รับคำ แล้วหันไปยิ้มให้กับออโรร่าที่เดินมาหยุดข้าง ๆ แล้วเขาก็กวาดตามองแพนซี่และเพื่อน ๆ “นี่เกิดอะไรขึ้นหรือครับอาจารย์”
“ครูก็อยากรู้เหมือนกันเนี่ยว่าเกิดอะไรขึ้น!!” ศ.มักกอนนากัลกระแทกเสียงอย่างหงุดหงิด เธอหันไปที่แพนซี่และเพื่อน ๆ “เอ้า พวกเธอ เข้าไปให้มาดามพรอมฟรีย์ทำแผลซะให้เรียบร้อย”
“ค่ะ”

“ส่วนพวกเธอ...” ศ.มักกอนนากัลหันมาที่รอนกับเฮอร์ไมโอนี่ที่เดินมาหยุดข้างแฮร์รี่กับออโรร่า “...ไหนลองเล่าให้ครูฟังซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
ออโรร่าถอนใจ “ก็อย่างที่หนูได้เรียนอาจารย์ไปก่อนหน้านี้แหล่ะค่ะว่าไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเราเพิ่งกลับจากการมาเยี่ยมแฮร์รี่ แล้วบังเอิญมาเจอกับพวกพาร์กินสัน แล้วพวกนั้นเขาก็มาหาเรื่องพวกเรา แล้วยังทำร้ายเฮอร์ไมโอนี่อีก ถ้าอาจารย์ไม่เชื่อก็ลองถามมัลฟอยดูซิคะ เขาเองก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด” เธอพยักเพยิดไปที่มัลฟอย ไม่สนใจรอนที่เหมือนจะพึมพำว่า พยานที่ไม่น่าเชื่อถือ

ศ.มักกอนนากัลหันไปถามมัลฟอยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “จริงหรือเปล่ามัลฟอย”
“จริงครับอาจารย์” เขาตอบ แฮร์รี่เลิกคิ้ว ส่วนรอนก็ถึงกับแคะหู เพราะไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบนั้น (“หูฝาดไปหรือเปล่าฟะ ปกติมันน่าจะตอบว่าไม่ใช่ไม่ใช่เหรอ” รอนพึมพำ)
ศ.มักกอนนากัลขมวดคิ้ว “ไหนเธอลองเล่าให้ครูฟังสิ”

“พอดีผมเจอพวกของเดมมิ่งที่ออกมาจากห้องพยาบาลน่ะครับ แล้วตอนนั้นแพนซี่ก็เข้ามา แล้วเขาก็ผลักเกรนเจอร์ลงกับพื้น...” รอนกับแฮร์รี่มองหน้ากัน แล้วรอนก็พยักหน้า “...เขาผลักเกรนเจอร์อยู่หลายรอบ แล้ว...” มัลฟอยเหลือบมองออโรร่า “...เดมมิ่งก็เข้าไปห้าม แล้วแพนซี่ก็เปลี่ยนไป”
“เปลี่ยนไปยังไง”
“ก็จากที่เขาทำร้ายเกรนเจอร์ เขาก็เปลี่ยนไปทำร้ายเพื่อนเขาน่ะครับ”
“ทำไมกัน”
“ผมก็ไม่ทราบครับ”
ศ.มักกอนนากัลหันไปที่ออโรร่า “เธอทำอะไรพาร์กินสันงั้นเหรอ”
ออโรร่าตาโต “เปล่านะคะอาจารย์ หนูไม่ได้ทำอะไรเลย”
“ไม่ได้ทำ?”
“ค่ะ” เธอพูดเสียงสูง “หนูก็แค่เข้าไปห้ามเขาไม่ให้ทำร้ายเฮอร์ไมโอนี่เท่านั้นเอง ไม่ได้แตะเขาสักนิดเดียว”

“ไม่จริง!!! เธอนั่นแหล่ะเป็นคนทำ!!!” เสียงหนึ่งค้านขึ้นมาดังลั่น ศ.มักกอนนากัลหันไปมองเด็กสาวคนหนึ่งจากบ้านสลิธีรินที่ทำแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“เธอหมายความว่าเดมมิ่งเป็นคนทำเหรอบานาเดย์” ศ.มักกอนนากัลถาม
“ค่ะอาจารย์ เขาเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมด” เธอชี้ไปที่ออโรร่า “ยัยคนนี้สาปแพนซี่!!!”


********************


“ครูได้ยินมาจาก ศ.มักกอนนากัลแล้วมิสบานาเดย์ เรื่องที่เธอบอกว่ามิสเดมมิ่งสาปมิสพาร์กินสัน” ศ.ดัมเบิ้ลดอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลหลังจากที่เพ่งพิศเด็กนักเรียนทุกคนที่ยืนอยู่ในห้องทำงานอยู่พักใหญ่ “ครูขอถามอีกครั้งว่าเธอหมายความตามที่พูดนั้นจริง ๆ ใช่มั้ยมิสบานาเดย์” เด็กสาวจากบ้านสลิธีรินพยักหน้า “เธอลองเล่าให้ครูฟังหน่อยได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น”

“แพนซี่กำลังคุยอยู่กับเกรนเจอร์...”
“คุย!!! อย่างนั้นบ้านเธอเขาเรียกว่าคุยเหรอ!!!” รอนโพล่งขึ้นมาอย่างหงุดหงิดแล้วก็ถูก
ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ยกมือห้าม “มิสเตอร์วีสลีย์…เอาล่ะ ไหนพูดต่อสิมิสบานาเดย์”
“แล้วเดมมิ่งเขาก็เปลี่ยนไปค่ะ”
“เปลี่ยนไปยังไง”
“ทั้งน้ำเสียงและก็ท่าทางเขาเปลี่ยนไปเป็นคนล่ะคน แล้วยังดวงตาอีก”
“ดวงตา?”
“ค่ะ ดวงตาเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท แล้วเขาก็ว่าว่าแพนซี่เป็นพวกชอบใช้กำลัง แล้วเขาก็ยิ้ม แล้วพูดขึ้นมาว่า ‘ขอให้สนุกกับมันนะ’ “ เธอเหลือบมองไปยังออโรร่าที่ยืนอยู่ข้างแฮร์รี่ทั้งเกลียดชัง...ทั้งหวาดกลัว “แล้วพอหลังจากนั้นแพนซี่ก็หันมาทำร้ายพวกหนู ไม่ว่าจะห้ามยังไงก็ไม่ฟัง เหมือนเขาไม่มีสติรับรู้เลยล่ะค่ะ”
ศ.ดัมเบิ้ลดอร์พยักหน้า “จริงอย่างที่มิสบานาเดย์ว่าหรือเปล่ามิสเกรนเจอร์” ศ.ดัมเบิ้ลดอร์หันมาหาเฮอร์ไมโอนี่ที่ไม่ทันตั้งตัว ทำเอาเธอถึงกับสะดุ้ง
“อะ...เอ่อ...” เธออึกอัก “หนู...หนูไม่ทราบหรอกค่ะอาจารย์ เพราะหนูอยู่ห่างจากเขา”
“ห่างจนไม่รู้ไม่เห็นอย่างที่มิสบานาเดย์เล่าเลยหรือมิสเกรนเจอร์”
“คือ...” เธอสบตา ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ และก็เห็นดวงตาคู่นั้นมองเธออย่างคาดคั้น “หนูไม่เห็นหรอกค่ะเรื่องที่ดวงตาของเขาเป็นสีดำ แต่เรื่องที่ท่าทางเปลี่ยนไปนี่หนูเห็น…แต่...แต่ไม่ว่าใครก็ต้องเปลี่ยนไปทั้งนั้นไม่ใช่หรือคะเวลาที่กำลังโกรธ”
ศ.ดัมเบิ้ลดอร์เลิกคิ้วเมื่อเห็นเด็กสาวพยายามแก้ตัวให้เพื่อนเธอ แล้วหันไปทางรอนที่รีบพูดขึ้นมาทันที “เรื่องดวงตาของออโรร่าผม...ผมก็ไม่ทราบครับ” เขารีบเปลี่ยนคำตอบทันทีเมื่อถูกเฮอร์ไมโอนี่สะกิด

ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ยิ้ม เขาหันไปถามมัลฟอยที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ “แล้วเธอล่ะมิสเตอร์มัลฟอย”
มัลฟอยมองหน้าบานาเดย์ที่มองมาอย่างคาดหวัง แล้วมองหน้าออโรร่าที่ยืนทำหน้ายิ้ม ๆ แล้วถอนใจ “ผมก็...ไม่ทราบครับ”
“ไม่ทราบงั้นเหรอ!!!???” บานาเดย์ร้องถามเสียงสูงด้วยความตกใจ “นี่เธอกำลังเข้าข้างพวกเลือดสีโคลนงั้นเหรอมัลฟอย!!!”
มัลฟอยหน้าตึง “ชั้นไม่ได้เข้าข้างใครบานาเดย์!!! ชั้นเห็นยังไงก็พูดออกไปอย่างนั้น!!!” เขาพูดเสียงห้วน
“แต่...”
“พอสักทีบานาเดย์!!!” มัลฟอยขัด
“เลิกทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่สักที!!!” บานาเดย์ทำท่าจะเถียง แต่ ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ขัดขึ้นอีกครั้ง
“เอาเถอะ ครูว่า เราจบเรื่องนี้กันได้แล้วมั้ง”
“แต่อาจารย์คะ...” บานาเดย์ท้วงแล้วก็ต้องเงียบเมื่อ ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ยกมือห้าม
“ครูคิดว่าเธอน่าจะตาฝาดนะ เพราะว่าคนอื่น ๆ ไม่มีใครเห็น”
บานาเดย์เม้มปาก เข้าข้างกันดีนักนะ!!! ได้!!! ถ้าทุกคนอยากให้เธอหยุด เธอก็จะหยุด แต่แค่ตอนนี้เท่านั้นนะ!!!
“เนื่องจากพวกเธอก่อการทะเลาะวิวาทกัน ครูจะให้ ศ.มักกอนนากัลลงโทษพวกเธอ หวังว่าพวกเธอคงจะเข้าใจนะ”
“ค่ะ/ครับ”


********************


“อัลบัส!!! เกิดอะไรขึ้น!!! หรือว่า...”
“ใจเย็น ๆ ไว้มิเนอร์ว่า ใจเย็น ๆ “ ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ปราม ศ.มักกอนนากัลที่เดินเข้ามาอย่างร้อนรน “แล้วเด็กพวกนั้นล่ะ กลับไปแล้วเหรอ”
“ชั้นสั่งให้กักบริเวณวันนี้ ส่วนใครจะทำอะไรนั้น เย็นนี้ค่อยว่ากันอีกทีนึง แล้วเรื่องของเด็กคนนั้น...”
“คุณคิดว่ายังไงล่ะมิเนอร์ว่า” ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ถามยิ้ม ๆ
“ถ้ามันเป็นจริงอย่างที่บานาเดย์ว่า มันก็จะแย่เอานะอัลบัส ชั้นล่ะกลัวเหลือเกินว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเหมือนแม่ของเขา” คนหนึ่งคนที่มีสองตัวตนอยู่ในร่างเดียว ฝ่ายไหนอ่อนแอ ฝ่ายนั้นก็จะแพ้ แล้วก็จะถูกอีกหนึ่งตัวตนครอบงำ
“มันก็ไม่แน่นะ”
“ไม่แน่? คุณหมายความว่ายังไงกันอัลบัส คุณรู้อะไรอย่างนั้นเหรอ” ศ.มักกอนนากัลสงสัยเหมือนเห็นรอยยิ้มมีเลศนัยของอาจารย์ใหญ่

“ตั้งแต่ที่มิสเดมมิ่งเริ่มใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านของครอบครัวเดมมิ่งจนถึงวินาทีนี้ เขาไม่เคยรู้เลยว่าชีวิตของเขาอยู่ภายใต้คาถาที่แม่ของเขาเสกไว้” ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ลุกขึ้นเดิน “คาถา...ที่จะลบเลือนตัวตนที่แท้จริง ไม่ให้มีใครเจอ ไม่ให้มีใครรู้ แม้แต่ตัวของมิสเดมมิ่งเอง แต่แล้ว...ตอนนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป...” ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ยิ้ม เมื่อนึกไปถึงอะไรบางอย่างที่เขาได้เห็น
“คุณกำลังจะบอกว่า คาถาพวกนั้นกำลังเสื่อมเหรอ”
“ใช่...”
“แต่มันไม่น่าจะเป็นไปได้นะอัลบัส” ศ.มักกอนนากัลไม่เห็นด้วย “ดูจากความสามารถของผู้หญิงคนนั้นแล้ว คาถาของเขาไม่น่าจะเสื่อมได้ เว้นแต่...”
“เว้นแต่อะไร” ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ถาม เมื่อเห็น ศ.มักกอนนากัลเงียบไป
“เว้นแต่ จะมี ‘ของ’ หรือ ‘คน’ มาแก้คาถานี้” ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ยิ้ม ศ.มักกอนนากัลถอนใจ
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ มันก็เป็นทั้งเรื่องดีและก็เรื่องไม่ดีเลยนะอัลบัส” ศ.มักกอนนากัลกังวล “ถ้าอีกหนึ่งตัวตนของเด็กคนนั้น ‘ตื่น’ ขึ้นมา ถ้าฝ่ายนั้นเข้มแข็งกว่า เด็กคนนั้นก็จะแพ้”
“ไม่หรอกมิเนอร์ว่า...” ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ปลอบ “จริงอยู่ว่าตัวตนนั้นเข้มแข็ง แต่ว่าผมเชื่อในคำพูดที่ว่า ‘สายเลือดของแม่เรียกร้องให้อยู่สลิธีริน แต่สายเลือดที่ดื้อดึงของพ่อต้องการให้อยู่กริฟฟินดอร์’ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า ประวัติศาสตร์ไม่มีทางที่จะซ้ำรอยเด็ดขาด!!!“ ศ.มักกอนนากัลทำหน้างงชั่วครู่ แต่แล้วเธอก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ


********************


“จริง ๆ เลยน้าพวกนั้น ทำไมชอบใส่ร้ายคนอื่นนะ” ออโรร่าบ่นขณะที่เดินกลับหอ รอนหน้าแหย แล้วพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ว่า ‘นั่นใส่ร้ายเหรอ’ “แต่ก็ต้องขอบใจเธอมากเลยนะมัลฟอยที่เธอไม่เข้าข้างพวกนั้น” ออโรร่าหันมายิ้มให้เด็กหนุ่มที่เดินรั้งท้าย
“ก็ไม่เป็นไรหรอก...” มัลฟอยตอบ เขาลอบสังเกตเด็กสาวอยู่นาน และดูเหมือนว่าตั้งแต่ที่เข้าไปที่ห้องทำงานของ ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ ออโรร่าก็กลับมาเป็นเด็กสาวผู้อ่อนโยนเหมือนเก่าแล้ว “...พวกนั้นเองก็เป็นฝ่ายผิด” รอนเบะปาก
“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าเป็นคนอื่น ก็คงจะเข้าข้างพวกเดียวกันไปแล้ว…”
“เรากลับกันเถอะ” แฮร์รี่ขัด เขากำมือเด็กสาวไว้ “ชั้นขาดเรียนไปตั้งหลายวัน ถ้าไงเธอกับเฮอร์ไมโอนี่ช่วยติวให้ชั้นด้วยนะ ชั้นกลัวเรียนไม่ทัน”
“มันต้องแน่อยู่แล้วแฮร์รี่ ถึงเธอไม่บอก พวกชั้นก็ต้องทำ” เฮอร์ไมโอนี่พูดเสียงเรียบ เธอพยายามไม่สบตาเด็กหนุ่มอีกคนที่พยายามจะสบตาด้วย
“นั่นสิ” ออโรร่าสนับสนุน แต่ก็ลอบมองท่าทีของเฮอร์ไมโอนี่กับมัลฟอยอย่างพิจารณา ช่วงหลายวันมานี่ เธอมัวแต่กังวลเรื่องแฮร์รี่ก็เลยลืมเรื่องเฮอร์ไมโอนี่กับมัลฟอยไปซะสนิท เห็นทีต้องหาเวลาจับคนใดคนหนึ่งมาเค้นหาความจริงซะแล้ว


********************


“มาอยู่นี่เองเหรอคาร่า” คาร่าหันมายิ้มให้กับร่างที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง ทั้งที่อากาศนั้นเย็นเฉียบอยู่แล้ว แถมบรรยากาศชวนขนลุกที่วนเวียนอยู่รอบตัวของร่างนั้น แต่กลับไม่ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวเหมือนอย่างคนอื่นเลย สาเหตุเป็นเพราะอะไรนั้น มีเพียงแต่เธอและเขาเท่านั้นที่รู้ คาร่าเดินเข้าไปเกาะแขนอีกฝ่าย “คุณหาหนูอยู่หรือคะ ความจริงให้ใครมาตามหนูเองก็ได้ ไม่เห็นต้องออกมาเลย”
ลอร์ดโวลเดอร์มอร์ก้มลงมอง ดวงตาที่เย็นเยียบไร้ความรู้สึก ดูอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยเวลาที่ได้อยู่ใกล้ ๆ เธอ “ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่ เธอส่งปีเตอร์ให้ออกไปทำงานให้อีกแล้วเหรอ” คาร่าเลิกคิ้ว “เรื่องแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องมีใครมาฟ้องชั้นหรอกคาร่า” เขาดักคอ ทำไมเขาจะไม่รู้เรื่องที่คนของเขาไม่ยอมรับคาร่า โดยเฉพาะเบลลาทริกซ์
“ก็แค่ขอให้ทำอะไรให้นิดหน่อยเท่านั้น ไม่ได้หรือคะ” เธอถามเหมือนน้อยใจ
“ไม่ใช่ เธอจะใช้ใครก็ได้ทั้งนั้น ชั้นไม่ห้ามหรอก แต่ปีเตอร์น่ะ เธอก็น่าจะรู้ว่าเขาไม่ค่อยฉลาด ออกไปบ่อย ๆ อย่างนี้ สักวันต้องถูกจับได้แน่”
คาร่าเบะปาก “ถ้าอยากโง่ให้จับได้เองก็ช่วยไม่ได้”
“เรื่องยานั่นเป็นยังไงบ้าง”
คาร่ายิ้ม “กำลังได้ผลเยี่ยมเลยค่ะ อีกไม่นานก็สำเร็จแล้ว”
“แล้วนี่เธอไม่คิดจะบอกชั้นจริง ๆ ใช่มั้ย ว่าเธอใช้ยานั่นกับใคร”
คาร่ายิ้ม “ถึงไม่ต้องบอก คุณก็คงรู้อยู่แล้วนี่คะ จริงมั้ย”
ลอร์ดโวลเดอร์มอร์หัวเราะหึ ๆ “ป่านนี้เซเวอรัส สเนป คงจะพลิกตำราควั่กแล้ว เพราะอยากรู้ว่าที่น้องสาวป่วยน่ะเป็นเพราะอะไร”


********************



ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เซเวอรัส สเนป นั้นวุ่นวายกับการค้นหาสาเหตุการป่วยของน้องสาวมากขนาดไหน เพราะตอนนี้ห้องพักของเขาเต็มไปด้วยหนังสือจำนวนมากที่ยืมมาจากห้องสมุด แม้มาดามพรอมฟรีย์จะย้ำทุกครั้งที่เขาถามถึงอาการป่วยของจูเลียน่าว่าอาการของเธอไม่มีอะไรผิดปกติ นอกจากจะเหนื่อยง่ายและอ่อนเพลียกว่าปกติเท่านั้น แต่เมื่อมีเวลาว่างเขาจะเปิดหาหนังสือแต่ล่ะเล่ม อ่านทุก ๆ บรรทัด อ่านทุก ๆ ตัวอักษร เพื่อไม่ให้มีจุดใดเล็ดลอดสายตา

แต่วันนี้ เมื่อเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งมาหาเขาพร้อมกับการฟ้องร้องถึงความไม่เป็นธรรมที่ ศ.ดัมเบิ้ลดอร์กับ ศ.มักกอนนากัลที่มีต่อพวกเธอ ทำให้เขาเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเมื่อเด็กคนหนึ่งพูดถึงอาการผิดปกติของลูกศิษย์คนโปรดของเขา...เดรโก มัลฟอย

“นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยนะบานาเดย์”
“หนูไม่ได้ล้อเล่นนะคะอาจารย์ หนูพูดความจริง” บานาเดย์ขัดใจ “ทั้ง ๆ ที่พวกเราไม่ผิดเลย แต่ ศ.มักกอนนากัลกับ ศ.ดัมเบิ้ลดอร์กลับทำโทษพวกเรา แล้วยังไม่ต่อว่าอะไรยัยนั่นสักนิด”
“เธอเห็นกับตาจริง ๆ เหรอ”
“จริงค่ะอาจารย์ ไม่ใช่หนูคนเดียวนะคะ พวกเราเห็นกันหมดทุกคนเลยเนอะ” เธอหันไปหาเพื่อนที่เขามาด้วยกัน ซึ่งเพื่อนเธอทุกคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
ศ.สเนปขมวดคิ้ว “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ไม่ใช่เรื่องดีแล้ว นั่นเท่ากับว่าเด็กนั่นเป็นตัวอันตรายต่อนักเรียนคนอื่นๆ “
“อาจารย์จะช่วยจัดการให้เราใช่ไหมคะ” ศ.สเนปพยักหน้า
“แล้วเรื่องของมัลฟอยล่ะคะ” เด็กสาวอีกคนหนึ่งถาม
“เรื่องเดรโก เดี๋ยวครูจะจัดการเอง...เอาเถอะ พวกเธอกลับกันไปได้แล้ว แล้วไม่ต้องพูดมากไปล่ะ เข้าใจไหม”


********************


“ตกลงตามนี้แล้วกันนะ เอาล่ะ ไปทำงานของเธอ...อ้อ...มีอะไรหรือ ศ.สเนป” ศ.มักกอนนากัลป์ทักอย่างแปลกใจเมื่อเห็น ศ.สเนปยืนนิ่งอยู่หน้าประตู
“ผมเพิ่งทราบมาว่าเด็ก ๆ ของผมโดนลงโทษ”
“หืมมม...” ศ.มักกอนนากัลหรี่ตามองเหล่าเด็กสาวจากบ้านสลิธีรินที่พากันหลบตาอย่างกลัว ๆ “ใช่ค่ะ”
“แล้วจะลงโทษยังไงหรือครับ”
“ก็จะส่งให้ไปช่วยงานอาจารย์ท่านอื่น ๆ น่ะค่ะ”
“ถ้ายังไง ผมขอเด็กไปช่วยงานสักคนสองคนจะได้ไหมครับ” คนสองคน? เด็ก ๆ พากันมองหน้า งานนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร
“ได้ค่ะ ถ้างั้น เธอไปช่วยงาน ศ.เสปแล้วกันนะมัลฟอย”
“ครับ”
“ถ้ายังไง ผมขอให้เดมมิ่งไปช่วยด้วยแล้วกันนะครับ” ศ.มักกอนนากัลชะงัก รอนกับเฮอร์ไมโอนี่มองหน้ากันอย่างตกใจ ออโรร่าโดนกักบริเวณกับ ศ.สเนปเนี่ยน่ะนะ
“เอ่อ...”
“คงไม่เป็นไรนะครับ”
ศ.มักกอนนากัลถอนใจ “ได้ค่ะเซเวอรัส”
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
“ค่ะ”


********************


“ชั้นไม่เข้าใจเลยว่าทำไม ศ.สเนปถึงให้ชั้นมาช่วยงานที่นี่ ทั้ง ๆ ที่ยังมีเด็กสลิธีรินอีกตั้งหลายคน” ทันทีที่ ศ.สเนปก้าวพ้นออกไปจากคุกใต้ดิน ออโรร่าก็พูดออกมาอย่างสงสัย
มัลฟอยหันมามองเด็กสาวที่ยืนทำงานอยู่ไม่ห่าง อย่าว่าแต่ออโรร่าเลย เขาเองก็ยังสงสัยเหมือนกัน ศ.สเนปเจาะจงต้องให้ออโรร่ามาช่วยงาน แถมงานที่สั่งก็เป็นเพียงแค่จัดเก็บหนังสือเข้าตู้ให้เรียบร้อยเท่านั้น ไม่ว่าจะนึกยังไงมันก็ผิดปกติ หรือว่า...”พวกนั้นคงไปฟ้อง ศ.สเนปมั้ง”
“ฟ้อง? เรื่องอะไรเหรอมัลฟอย”
“ก็เรื่องเธอกับชั้นน่ะสิ”
“หืม?”
“พวกนั้นคงจะไปฟ้อง ศ.สเนปเรื่องที่ชั้นเข้าข้างเธอน่ะ”
“แต่ชั้นไม่ได้ทำอะไรผิดนี่!!” ออโรร่าท้วง
“ผิดหรือไม่ผิดนั้น ศ.สเนปไม่สนใจหรอก” มัลฟอยพยายามไม่สนใจกับคำพูดที่ว่า ‘ไม่ได้ทำอะไรผิด’ “เขาสนใจเพียงแค่ว่าชั้นไปเข้าข้างพวกกริฟฟินดอร์แทนที่จะเป็นพวกเดียวกันเท่านั้นแหล่ะ”
“ไม่ดูว่าอีกฝ่ายจะผิดหรือถูก ก็ถือว่าผิดตลอดเลยอย่างนั้นเหรอ” ออโรร่าถามอย่างไม่พอใจ “ทำอย่างนี้ไม่ยุติธรรมนี่”
“ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของกริฟฟินดอร์กับสลิธีริน” มัลฟอยเช็คชั้นที่ตัวเองกำลังจัดเรียงอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยแล้วก็เดินมาช่วยออโรร่า “ชั้นว่า ศ.สเนปต้องกำลังสงสัยเรื่องของเราแน่ ๆ”
ออโรร่าขมวดคิ้ว “สงสัยว่ายังไงเหรอ”
มัลฟอยมองดวงตาสีฟ้าสวยที่มองมาอย่างสนเท่ห์ เขาเหลือบมองไปที่ประตูที่ปิดอยู่ มุมปากปรากฏรอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เขาก้มลงเข้าไปจนใกล้ใบหน้าหวาน แล้วกระซิบเบา ๆ “คงกำลังสงสัยอยู่ว่า เรา...เป็นแฟนกันมั้ง”


********************



ภาพที่ปรากฏสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนที่เห็น ไม่ว่าจะเป็น ศ.สเนปที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างเตียง จูเลียน่านั่งพิงพนักหัวเตียง หรือกับเฮอร์ไมโอนี่ที่นั่งตรวจเช็คงานของรุ่นน้องอยู่ไม่ห่าง ท่ามกลางความเงียบ จูเลียน่าขยับตัวอย่างอึดอัด เธอค่อย ๆ เหลือบมองไปยังพี่ชายที่นั่งตัวแข็งทื่อ ส่วนเฮอร์ไมโอนี่ก็เพียงแค่มองก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อ เธอหันกลับมาที่พี่ชายที่ยังคงไม่ขยับเขยื้อน “เซเวอรัส”

เซเวอรัส สเนปหันมามองน้องสาว เขายังคงช็อคกับภาพที่เห็น “...นะ...นั่น...”
“พวกเขาเป็นเพื่อนกันเซเวอรัส” จูเลียน่าทอดเสียงอ่อนโยนเพราะไม่ต้องการให้พี่ชายกับเด็กสาวอีกคนที่อยู่ในห้องคิดมาก
“เพื่อน!!!” ศ.สเนปร้องเสียงหลง “เดรโกกับเด็กนั่นน่ะนะ เธอต้องล้อพี่เล่นแน่ ๆ!!”
“เปล่า ชั้นพูดความจริง”
“แต่เด็กนั่นเป็นกริฟฟินดอร์นะ!!!”
“แล้วไงล่ะ”
“เด็กนั่นเป็นแฟนของพอตเตอร์นะ!!!”
“แฟนแฮร์รี่? ก็แล้วยังไงล่ะ” ถามเสียงกลั้วหัวเราะ “แล้วพวกเขาเป็นเพื่อนกันไม่ได้เหรอ”
“ตะ...แต่...แล้วเมื่อกี้ล่ะ...” เขาชี้ไปที่กระจกบานใหญ่ที่วางไว้ที่ปลายเตียง “ถ้าเพื่อนกันแล้วไอ้ท่าทางเมื่อกี้นี้ล่ะมันยังไง ดูยังไงมันก็ไม่ใช่แค่เพื่อนแล้ว!!!”
“เด็กนั่นก็แค่แหย่พี่เท่านั้นแหล่ะเซเวอรัส” จูเลียน่าอดที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ ไม่ได้ “เมื่อกี้นี้พี่ไม่เห็นเหรอว่ามัลฟอยน่ะ มองไปที่ประตูแล้วยิ้ม” คราวนี้ ศ.สเนปขมวดคิ้ว “ชั้นว่าเด็กนั่นต้องรู้ว่าพี่แอบดู ก็เลยอยากจะแหย่ให้พี่เต้นเท่านั้น”
“แหย่เหรอ ไม่ใช่เรื่องจริงหรอกเหรอ”
จูเลียน่าส่ายหน้า “โธ่ เซเวอรัส เด็กนั่นจะไม่สงสัยก็แปลกแล้ว เขาต้องรู้อยู่แล้วว่าเรื่องเมื่อตอนกลางวันต้องมีคนไปฟ้องพี่ ไอ้เรื่องที่พี่จะเอาพวกเขามากักบริเวณด้วยนั้นน่ะไม่แปลกหรอก แต่ไอ้การที่พี่เจาะจงว่าต้องเอาออโรร่ามากักบริเวณแทนที่จะเป็นเด็กสลิธีรินอื่นนั้นน่ะมันส่อเจตนาเห็น ๆ” เธอมองไปที่กระจกบานใหญ่ที่ฉายภาพมัลฟอยกับออโรร่าที่ทำท่าเหมือนกำลังถกเถียงอะไรบางอย่าง
“เด็กนั่นคงคิดว่าพี่จะแอบดูอยู่หน้าห้อง เขาไม่คิดหรอกว่าพี่จะมายืมอุปกรณ์ศาสตร์มืดไปวางไว้ที่ห้องนั้นเพื่อแอบดูเขา”


********************



Create Date : 13 ธันวาคม 2549
Last Update : 13 ธันวาคม 2549 15:43:13 น. 0 comments
Counter : 257 Pageviews.

s_sut
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]





contatore visite clocks for websites

     
 
เกมส์ที่มีปัญหา อยู่ในระหว่างการแก้ไขค่ะ

ปัญหาของเวป Reflexive ปี 2009
 
     

ღแจ้งอัพเดทตอนล่าสุดของฟิคแต่ละเรื่องจ้าღ

[HP] HP กับ ผองเพื่อนในปีที่ 6
ตอนที่ 36.1 ตอนที่ 36.2

[HP] ช่วงหนึ่งของชีวิต
ตอนที่ 6

[HP/เดรโกเฮอร์ไมโอนี่]
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

จบ

[HP/เดรโกเฮอร์ไมโอนี่]
จุดเริ่มต้น...ของมิตรภาพ
จบ

[HP/Y] The hoodwink love
ตอนที่ 6

[HP/Y] Darling. You're my love...my heart
ตอนที่ 7

[จอนที] คนรักของพี่ชาย
ตอนที่ 4

[HP] HP and the Daughter Twin
ตอนที่ 1


ღMember Zoneღ


     
 
อยู่ระหว่างการแก้ไขไฟล์ทั้งหมดค่ะ
 
     

     
 

♬CSI Zone

CSI : Miami (S9) Ep.02

CSI : NY (S7) Ep.01

CSI : Las Vegas (S11) Ep.02
 
     

ทางลัดไปเครื่องมือเวปต่าง ๆ


เช็ค Link Download ว่ายังใช้ได้ไหม

ทดสอบโค้ด

Pasta Pronta
Free Web Counter
Pasta Pronta

free counters


widgeo
Emo ลิงน้อยน่ารัก
Emo ลิงน้อยน่ารักภาค 2
X
X
Friends' blogs
[Add s_sut's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.