ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง โปรดอย่าตั้งอยู่ในความประมาท (งดรับ Tag ค่ะ)

<<
มิถุนายน 2554
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
16 มิถุนายน 2554
 

ธรรมชาติ... ผู้รู้.... คำบริกรรม

กราบนำธรรมะพ่อหลวงพระธุดงค์มาแบ่งปันอีกครั้งหนึ่งค่ะ ท่านเทศน์นะวันที่ 9 ธค 2553 ค่ะ
เนื่องจากยาวมาก จะแบ่งเป็นตอนๆนะคะ


พ่อหลวง: ธรรมชาติเป็นอย่างไร? มันต้องไล่ไปเรื่อย ไล่ไปจนสุด จนมุม เราพูดนะมันง่าย แต่ความจริง ธรรมชาติมันเป็นอย่างไร คืออย่างไร ลักษณะ อาการเป็นอย่างไร ต้องมีครบหมดทุกอย่าง ถ้ามีแต่คำพูด มันไม่มีรดชาด
สิ่งที่มันเกิดขึ้นของมัน คือเราไม่ต้องทำ มีอะไรบ้าง คือเราไม่ต้องทำ มันเกิดขึ้นนะ

โยม: คือ รูปธรรม และนามธรรม

พ่อหลวง: มันเป็นอย่างไร รูปธรรม และนามธรรม

โยม: รูปคือร่างกาย

พ่อหลวง: มันเป็นอย่างไร

โยม: นามคือจิตใจ

พ่อหลวง: มันเป็นอย่างไร......... ถ้าเราหยุดความคิด หยุดความนึก ถ้าเรายังคิดไม่ใช่ธรรมชาติ ธรรมชาติ สิ่งที่ไม่ต้องคิด ไม่ต้องนึก ไม่ต้องปรุง ไม่ต้องแต่ง ไม่ต้องทำอะไร ที่มันเกิดขึ้นของมันเองนะ เรามีหน้าที่รู้ เลยเราไม่ต้องทำ รู้เฉยๆ สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นเอง เรารู้เฉยๆ มีอะไรบ้าง ในเรานะ อย่าเอานอกเรา

โยม: เราหิว

พ่อหลวง: มีแค่นั้นรึ ฮ่าๆ ความรู้สึกของเรา ที่เรารู้สึกนะ เราไม่ต้องคิด แต่มันเกิดขึ้น ไม่ต้องปรุงไม่ต้องแต่ง สังขารธรรมชาติของมัน ที่มันเป็นของมันเอง ถ้าเรายังคิดอยู่ ไม่ใช่ธรรมชาติ ธรรม ที่เรามีหน้าที่รู้เฉยๆ อารมณ์ที่เราไม่ต้องคิด ไม่ต้องนึก ที่มันเกิดขึ้นเอง ความหงุดหงิด ความตึงเครียด เราไม่คิดขึ้นมา ความไม่สบายใจ ความไม่สบายกาย เราไม่คิดขึ้นมา มันเกิดขึ้น ให้เรารู้



ถ้าเราไม่มาย้อน ต้องดับความคิด มารู้ความจริง
สิ่งที่มันปรากฏการณ์ขึ้น ว่าสิ่งนั้น มันไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เป็นสมบัติอะไรของเรา
เราเกิดมาตรงไหนบ้าง ที่เราบังคับได้ ...ไม่มี
...มีหน้าที่รู้ได้ ถ้าจิตตัวผู้รู้ นะ ไม่มีดับ
แม้เรานอนหลับ กายเราไม่รู้เรานอนท่าไหน แต่พอตื่นมา สติเราก็ยังรู้ ว่าเรานอนหลับ ฝันก็รู้ว่าเราฝัน ไม่ฝัน ก็รู้ว่าไม่ฝัน ร่างกายเปลี่ยนแปลง พลิกท่าไหนมันไม่รู้ แต่ตัวก็รู้ ก็ยังรู้อยู่ว่าไม่รู้
ไม่รู้ ก็ตัวรู้ รู้ ...รู้ ก็ตัวรู้ รู้ ...แต่ตัวรู้ นี้ ไม่หาย ไม่สูญ ไม่ดับ ถ้าไม่อย่างนั้น หมดคำพูดนะ..ตัวรู้ มันต้องอยู่หลังอยู่ตลอด ไม่รู้ก็ต้องมีตัวรู้ด้วย รู้ก็ต้องมีตัวรู้ด้วย จึงชื่อว่า ตรัสรู้

รู้สิ่งที่เกิดขึ้นในเรานะ รู้เฉยๆ นะ รู้ไม่ยินดี รู้ไม่ยินร้าย รู้เฉยๆ ทุกเรื่อง รู้เฉยๆ ทำหน้าที่รู้เฉยๆ ทำจิต คือจิตผ่องแผ้ว

รู้ธรรมชาติ ตัวรู้นี่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่หาย ไม่สูญ ไม่หมด แต่สิ่งที่เกิดเปลี่ยนแปลงตลอด เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่ตัวรู้ รู้อยู่ตลอดนะ พอมันเกิดแล้ว มันก็ดับแล้ว พอเกิดขึ้นใหม่ ก็รู้อีก

แต่นี่เราไม่เข้าใจ ไม่ฉลาด เมื่อรู้เกิดขึ้น เอาตัวรู้ไปหลง ไปเสียใจ ไปดีใจ ไปเข้า กับสิ่งที่เกิดขึ้น รู้แล้วไปเอา รู้แล้วไม่เอาบ้าง เขาเรียกว่า หลง เอาความรู้ไปหลง ไปติดใจ ไปเสียใจ ไปพอใจ เพราะความไม่เข้าใจ



เราควรเอาตัวรู้ไปศึกษา ให้เข้าใจ ทำสติ
บทกำกับของเรานะ ทีแรก เรามาทำสติ เป็นเครื่องอยู่
ถ้าเราไม่มีบทกำกับ ไม่ท่องกำกับ ไม่ระลึกกำกับ บทหนึ่งบทใด มันไม่มีหลัก
เราว่าสติเราอยู่ แต่ไม่รู้ว่าสติหายไปไหน มันไปโดยไม่รู้ ไม่มีเครื่องผูกมัด

แต่ถ้าเราทำสติกำกับอยู่ พุทโธ ธัมโม สังโฆ สัมมา อะระหัง หรือ อะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าอะไร ไอ้ตัวนั้น ที่เราทำไม่ขาด เหมือนกับมุ้งมันไม่ขาด เมื่อมุ้งไม่ขาด สัตว์ที่จะเข้ามา มันกระทบกับคำบริกรรมนั้น มันไปกระทบมุ้งนะ กระทบคำบริกรรม คำบริกรรมเราก็ไม่ขาด แต่เห็นตัวรู้ ที่มาเจอะกับตัวนี้ มันเป็นสอง จึงได้เข้าใจว่า คำว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า

คำบริกรรมนี่ เป็นตัวข้างนอก เป็นขันธ์ข้างนอก ภาคหนึ่ง ตัวข้างในเป็นภาคหนึ่ง เลยเป็นกายนอก กายใน หรือจิตนอก จิตใน เราต้องเอาสติตัวนี้แหละ ไว้จับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา เพราะตัวนั้นเราไม่คิด มันมา เราเป็นผู้รับรู้เฉยๆ เราต้องตั้งหลักว่า การภาวนานี่ ถ้าเราเข้าใจจะไม่เสื่อม ถ้าเรารู้เฉยๆ มันไม่เสื่อม แต่ถ้าไปหลงนี่เสื่อม

เพราะว่า พอรู้แล้ว ถ้าไปดีใจ เรามีความสุข แต่ดีนั้นมันไม่ยั่งยืน สุขนั้นมันไม่ยั่งยืน พอมันจากไป เหมือนเราอยู่กับคนดีนะ ถูกใจกัน อยากให้อยู่กันนานๆ แต่มันไม่ใช่เรานะ พอเขาจากไป เราก็ไม่อยากให้มันจาก เสียดาย แต่ถ้าว่า เราอยู่ เขาก็ไม่ใช่เรา เขามาอยู่กับเรา ถ้าเขาไม่ดี เราก็เกลียดชัง อยากให้ไปเร็วๆ ถ้าเขาไม่ไป เราก็ทุกข์ใจ นี่ คือว่าอยากได้ก็เป็นทุกข์ ไม่อยากได้ก็เป็นทุกข์ เพราะอยากเหมือนกัน อารมณ์ที่เราไม่พอใจนะ อยากให้มันดับ อยากให้มันหายไปเร็วๆ ถ้ามันไม่หาย เราโมโห เรามีความอยาก



ถ้าเรารู้เฉยๆ เราภูมิใจ เราได้รู้ ความไม่สบายใจของเราแล้ว ถือว่าเราได้รู้แล้ว เราเอาแต่รู้อะ ขอให้ได้รู้ มันจะดี ไม่ดี ขอให้เราได้รู้อะ

เหมือนกับเรานั่งดูเขาแสดงต่างๆ คนไหนแสดงดี แสดงไม่ดี เราได้รู้เฉยๆ เขาเรียกว่าตรัสรู้
แต่เราทำไม่ได้อะ เพราะเรายังไม่เข้าใจความจริง ต้องศึกษาความจริงนะ เข้าใจความจริง เราคิดเอาไม่ได้ ต้องเห็นจริง ความจริงนั้น
แต่ทีแรก มันเป็นเรื่องปกติ เราตั้งทำขึ้นมาก่อน จึงจะรู้ความจริง

จึงว่า ต้องมีเครื่องอยู่ ถ้าไม่มีเครื่องอยู่ เราไม่สงบ จึงว่า ต้องได้สมาธิก่อนเพราะอะไร จึงว่า ให้ติดคำบริกรรมก่อน เพราะอะไร ถ้าติดคำบริกรรม คำบริกรรมนี้เป็นเครื่องอยู่ เอาเครื่องอยู่นี้ เราบริกรรมอยู่ ให้ไปรู้สิ่งที่เกิดขึ้น เราทำตรงนี้ไม่ขาด เห็นตรงนี้ชัด เราไม่หลง เมื่อเราไม่หลง ยิ่งชัดมาก ก็เห็นตรงนั้นชัดขึ้นๆ ความห่างไกล ทีแรก เราเห็นแว๊บๆ มันอยู่ห่างไกลนะ มองไม่ชัดมันอยู่ห่างไกล เขาเรียกว่าสังโยชน์ แต่เมื่อเราทำมาก มันจะเข้าใกล้ เราดูมากเห็นมาก ก็เห็นชัดขึ้นๆๆๆ ของเราไม่ขาด

แต่ถ้าของเราขาดเมื่อไร เราลืมของเรานะ ภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ หรืออะไรก็แล้วแต่ พอเราขาดสติปั๊บ บริกรรมหลุด จะยุบหนอพอหนอ อะไรก็แล้วแต่ นะ เราบริกรรมไป มันก็แย็บมาทีละนิด ทีละหน่อย พอคุมได้บ้าง คุมไม่ได้บ้าง หนักเข้าลืมของเราแล้ว ไปกับตัวนู้นแล้ว ลืมๆคำบริกรรมนะ ไปเพลินไปได้ นานๆไป มันอย่างนี้ พอรู้ๆตัว โอ๊ยกู ทิ้งตัวไหนเมื่อไรแล้ว

พอรู้ตัว ต้องขึ้นต้นใหม่ นี่แสดงว่าช่องนั้นขาด มันมุดเข้ามาได้อะ ตระแกรงนั้นขาด เราต้องมาขึ้นต้นใหม่อีก ทำใหม่อีก ตั้งต้นใหม่อีก ถ้าเราเผลอเมื่อไร ก็เอาอีกแล้ว เราทำของเราชัดเมื่อไร ๆ เท่านั้น มันไม่มีรูรั่ว นี่เราจับ กำหนดแต่ละครั้งนะ เราได้สติแต่ละครั้งเราจะเห็นโทษของเราด้วย ว่าเราขาดสติ

นี่เมื่อเราตั้งท่า เราดึงกลับมารู้ตัว พอรู้ตัวเราดึงกลับมาใหม่ พอเผลอ รู้ตัว ดึงกลับมาใหม่ มาทำใหม่ ทีนี้ มันค่อยชำนาญ ค่อยเป็นขึ้นๆ เพิ่มขึ้นๆ ความพยายามของเรา จะได้เห็นตัวนั้นชัด ทีนี้ ตัวนั้น ถ้าเล่นกันอยู่บ่อยๆ มันย่อมคุ้นกัน ย่อมคุ้น ย่อมเข้าใกล้ มันเห็นชัด เจ็บๆ แสบๆ เราเรียกว่าภาวนา



คำว่ามรรค มรรคหรือเสพ เราจะเสพจนติดนะ มรรคหมายถึงจำเจ หมายถึงชอบ ทำจนว่าเราชอบ ชอบรู้เรื่องเจ้าของ ชอบรู้ใจเรื่องเจ้าของ ชอบรู้อาการที่เกิดขึ้นในเจ้าของ พอรู้ๆ มาก อะไรเกิดความรู้ขึ้นมา เราจะเข้าใจ เข้าใจมันเกิดอะ มันเกิด เรารู้ทัน เมื่อเรารู้ทัน แทนที่ เราละมันไม่ได้ แต่เราไม่ทำตามมัน เมื่อเราไม่ทำตามมัน มันก็ไม่มีอะไร

เรารู้อาการนั้นแล้ว เราจะปวดก็ดี แต่เราไม่ทำตามมัน เมื่อไม่ทำตามมัน มันก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าเราไปทำตามมัน เลยบวกกัน กายเราอะ เลยพาไปหาเรื่องพาไปกระทบผู้อื่น จึงชื่อว่า ปุถุชนๆ เพราะเกิดขึ้นในใจเราแล้ว ความรู้สึกนี้ ไม่ชอบใจ เลยพาไปชน ไปทะเลาะ เลยเกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา เพราะการกระทบกระแทกกัน ปะทะกันอะ เพราะไม่ทันความรู้สึก

เลยถ้าเราทันตรงนี้ รู้ตรงนี้ ดับตรงนี้ จับตรงนี้ ไม่ดับกับการปะทะผู้อื่น เมื่อเราเห็นตรงนี้มาก รู้อย่างนี้มาก เราเข้าถึงอย่างนี้มาก เราจะได้รับรดชาดอันนี้มากขึ้น เราอยู่สุขสบายมากขึ้น เราคุมเราได้ เราเอาชนะอารมณ์นั้นได้ เราก็ย่อมสงบจึงชื่อว่า สมณะ

ถ้าเรายังแพ้ตรงนี้ เราสงบไม่ได้ เป็นสมณะไม่ได้ จึงชื่อว่า ภิกษุ ภิกสู้ เพราะอะไรล่ะ ต้องสู้อารมณ์ตนอะ สู้จนเอาชนะ เอาชนะ ก็ได้ความสงบ ได้ความสุข ได้ความสบาย ได้ความเย็นขึ้นมา เราจะเห็นโทษ พอเราเย็นขึ้นมา เราเห็นโทษทันทีเลย ว่าการกระทบ กระแทก ปะทะกัน ไปชนกัน กระแทกกัน มันเป็นทุกข์เป็นโทษ มันไม่สบาย เหมือนเราเดินไป ไปปะอะไร ไปกระทบอะไร ไปชนอะไร มันไม่สบาย

ถ้าไม่กระทบกระแทกอะไรมันสบายอะ เนี่ย ถ้าเราเข้าใจอันนี้ เราก็รักษาตรงนี้ คุมตรงนี้ เขาเรียกว่าพัฒนา หรือภาวนา พัฒนาความรู้สึกของเราอะ ทำความรู้สึกของเราอะ เนี่ย ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เรื่องมันนิดเดียวอะ มันไม่มากจังใช่มะ

แต่ถ้าเราไม่เข้าใจตรงนี้ เราไปทำตามความรู้สึกเลยเป็นเรื่องมากจัง ยืดยาว คำว่านิจจังๆ สิ่งเหล่านั้น มันไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน ทำไปแล้วมากจัง มันเกิด มันดับ ของมันอยู่อย่างนั้น เรามีหน้าที่รู้

บุญรักษานะคะ ทุกๆท่าน ขอ ต่อคราวหน้าค่ะ




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2554
26 comments
Last Update : 16 มิถุนายน 2554 1:07:40 น.
Counter : 3105 Pageviews.

 
 
 
 
อรุณสวัสดิ์ครับคุณกิ่ง

ท่านสอนเรื่องจิตอย่างละเอียดเลยนะครับ

ปล.เมื่อคืนไม่ได้ดูอะไรเลยครับ 555
ห้ามทุ่มผมก็หลับเลยครับ







 
 

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 16 มิถุนายน 2554 เวลา:5:27:04 น.  

 
 
 
ปล. ชอบรูปแรกมากเลยครับพี่
ชอบภาพถนนครับ


 
 

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 16 มิถุนายน 2554 เวลา:5:54:43 น.  

 
 
 
อนุโมทนา...เถิด

"เมื่อรู้แล้ว......ก็ละซะ...เมื่อละแล้วก็จะว่าง...
เมื่อว่างแล้ว...ก็จะสงบ (สงบจากความอยากทั้งหลาย ทั้งปวง)"
 
 

โดย: คนป่าหาธรรม วันที่: 16 มิถุนายน 2554 เวลา:8:57:17 น.  

 
 
 
ชยํ เวรํ ปสวติ ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต อุปสนฺโต ชยปราชยํ

ผู้แพ้ย่อมก่อเวร ผู้พ่ายย่อมอยู่เป็นทุกข์
ผู้ละความแพ้และความพ่ายเสีย มีใจสงบระงับ นั่นแหละเป็นสุข

มีความสุขกับการเป็นผู้ละความแพ้และความพ่าย ตลอดไป...นะคะ



คุณก๋า ชอบภาพแรก
ปอป้า ชอบภาพที่สอง ชอบมองน้ำ...ค่ะ

หลวงพ่อ สอนธรรมะได้ละเอียดดีมากเลย..นะคะ
ทุกอย่างไปลงที่ " สติ " เท่านั้น
ทุกลมหายใจเข้าออก ต้องมีสติ จึงจะพบความสุข...ค่ะ

 
 

โดย: พรหมญาณี วันที่: 16 มิถุนายน 2554 เวลา:10:21:33 น.  

 
 
 




พฤหัสสวัสดีค่ะคุณกิ่ง

คนเราก็เหมือนกับนาฬิกาที่ไขลาน
ไม่ว่าจะไขนานแค่ไหน ในที่สุดลานก็ต้องคลายออก
จนนาฬิกาหยุดเดิน

รถเมื่อหมดน้ำมันก็ต้องหยุด .... เครื่องบินเมื่อไม่มีน้ำมันก็ต้องตก

เราทุกคนไม่ว่าจะอยากอยู่หรือหยุด....ในที่สุดก็ต้องหยุดเหมือนกัน
หยุดตามธรรมชาติ..........
ธรรมชาติทำหน้าที่นั้นให้เราอยู่แล้ว โดยมิอาจหลบเลี่ยง หรือร้องขอ

“””””””””””””””””””””””””””””””””””””

เมื่อคืนป้าไม่ได้ออกไปดูจันทรุปราคาค่ะ
พอดีเห็นว่าดึกมากเลยไม่อยากเปิดประตูออกไป
คุณกิ่งได้ออกไปดูหรือคะ

“”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””

ธรรมะของหลวงพ่อป้าขอเซฟไว้เช่นเคยค่ะ

รักษาสุขภาพ และมีความสุขกับวันดีๆทุกทุกวันนะคะ

 
 

โดย: ร่มไม้เย็น วันที่: 16 มิถุนายน 2554 เวลา:15:43:05 น.  

 
 
 
ยถา วาริวโห ปูโร วเห รุกฺเข ปกูลเช
เอวํ ชราย มรเณน วุยฺ หนฺเต สพฺพปาณิโน

ห้วงน้ำที่เต็มฝั่ง พึงพัดต้นไม้ซึ่งเกิดที่ตลิ่งไปฉันใด
สัตว์มีชีวิตทั้งปวง ย่อมถูกความแก่และความตายพัดไปฉันนั้น

มีความสุขในการดำเนินชีวิต ด้วยการรู้เท่าทันกิเลสทั้งปวง ตลอดไป...นะคะ


 
 

โดย: พรหมญาณี วันที่: 17 มิถุนายน 2554 เวลา:10:09:00 น.  

 
 
 
จริงครับ
 
 

โดย: อัสติสะ วันที่: 17 มิถุนายน 2554 เวลา:11:39:47 น.  

 
 
 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่








 
 

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 มิถุนายน 2554 เวลา:6:04:07 น.  

 
 
 
สวัสดีคะ คุณกิ่ง สบายดีมัยคะ
 
 

โดย: Nita_7Uiii วันที่: 18 มิถุนายน 2554 เวลา:18:12:44 น.  

 
 
 
แวะมาโหวตธรรมมะให้คุณกิงค่ะ
 
 

โดย: เรือนเรไร วันที่: 18 มิถุนายน 2554 เวลา:23:29:15 น.  

 
 
 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่

ขอบคุณสำหรับคำชมนะครับ
ที่เห็นว่าหน้าใส
เพราะทีมงานเค้าแต่งหน้าให้ด้วยครับ 5555








 
 

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 มิถุนายน 2554 เวลา:5:43:31 น.  

 
 
 
เราเกิดมาทำไม ?
ตายแล้วไปไหน ?

.
.


แค่สองคำถามนี้ก็ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต
เพื่อค้นหาคำตอบแล้วนะครับพี่

 
 

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 มิถุนายน 2554 เวลา:7:42:46 น.  

 
 
 


สวัสดียามเช้าค่ะพี่กิ่้ง
เช้าๆพอมาอ่านอะไรแบบนี้
ทำให้ที่ทำอะไรรีบๆอยู่ ช้าลงเลยค่ะ
เพราะต้องค่อยๆอ่าน


 
 

โดย: d__d (มัชชาร ) วันที่: 19 มิถุนายน 2554 เวลา:7:46:30 น.  

 
 
 
ขอบคุณครับ ถ่ายรูปมาสวยมากเลยครับ



เอากล้วยตากดองน้ำผึ้งมาฝากด้วยครับ
 
 

โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 19 มิถุนายน 2554 เวลา:9:26:44 น.  

 
 
 




ทักทายกันวันหยุดค่ะคุณกิ่ง


เคยไหมที่คุณตื่นนอนยามเช้า ครึ่งหลับครึ่งตื่น สวมเสื้อราวกับคนไร้วิญญาณ
เมื่อกลัดกระดุมเสร็จแล้วก็พบว่า ชายเสื้อทั้งสองข้างไม่เท่ากัน
คุณกลัดกระดุมผิดทั้งแถว!


มันเริ่มจากการที่คุณไม่รู้ว่าคุณกลัดเม็ดแรกผิด แล้วกลัดต่อไปทีละเม็ดอย่างถูกต้อง
เมื่อกลัดกระดุมเสร็จสิ้น ก็ผิดทั้งหมด


กระดุมเม็ดแรกสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นรากฐานของกระดุมเม็ดที่สอง สาม สี่...
ถ้ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็ผิดหมดทั้งแถว ผิดทั้งยวง และอาจจะผิดทั้งชีวิต!


การแก้ปัญหาของการ 'กลัดกระดุมผิดเม็ด' มีทางเดียว
คือปลด 'กระดุม' ทั้งหมดออกมาก่อน แล้วกลัดใหม่


วินทร์ เลียววาริณ


 
 

โดย: ร่มไม้เย็น วันที่: 19 มิถุนายน 2554 เวลา:13:45:28 น.  

 
 
 


สวัสดีวันหยุดที่ร้อนๆค่ะคุณกิ่ง

* โคลงสาม *

~วันวาน~

วันวานฝากเรียงคำ.....................นัยลำนำสู่รู้
เพียบรอยมากอบกู้.....................หนึ่งนั้นยังหลง

ตรองอรรถรสศึกษา.....................กาลเวลามาเกื้อ
โอบการณ์บนบทเอื้อ...................ดุ่มหน้าสรรค์สมัย

เด็กเอยอ่อนเยาว์นัก.......................มิรู้จักอ่อนล้า
จิตนั้นสิ่งนำคว้า............................นึกครื้นสนุกสนาน

อารมณ์ภิรมย์แสน.........................คอยหวงแหนสิ่งแจ้ง
อิ่มหิวความเหนื่อยแล้ง.................จิตต้องนัยแถลง

เด็กเอยดังผ้าสะอาด.......................มีอำนาจแวดล้อม
ทุกสิ่งเหมือนเพียบพร้อม..............มอบให้ด้วยถวิล
 
 

โดย: ญามี่ วันที่: 19 มิถุนายน 2554 เวลา:14:46:20 น.  

 
 
 
Photobucket

ขอบคุณที่นำมาแบ่ง ปันค่ะ
..ขอบคุณที่มาเยี่ยม ด้วยค่ะ..
เอาน้ำมะพร้าว มาฝาก..
สวัสดีวันหยุด จ้า..

 
 

โดย: tifun วันที่: 19 มิถุนายน 2554 เวลา:15:25:17 น.  

 
 
 
ทักทายสวัสดียามบ่ายๆ ครับ
มาฟังธรรมะ เรื่องราวดีๆ ชวนให้ติดตามตอนต่อไปด้วยครับ

ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันกันด้วยครับ
 
 

โดย: ถปรร วันที่: 19 มิถุนายน 2554 เวลา:15:32:37 น.  

 
 
 
เข้ามาอ่านบทเทศน์ที่ให้คติดีดีครับ
จริงด้วยที่ในธรรมชาติจะมีธรรมะแฝงไว้ทั้งนั้น
 
 

โดย: ลุงแอ๊ด วันที่: 19 มิถุนายน 2554 เวลา:18:57:51 น.  

 
 
 

แวะมาเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ

 
 

โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 19 มิถุนายน 2554 เวลา:20:52:02 น.  

 
 
 
รออ่านตอนหน้านะคะ

กำลังพยายามปฏิบัติภาวนาอยู่เหมือนกันค่ะ สู้กับกิเลสและจิตอันยุ่งเหยิงของตัวเองอยู่อย่างหนักทีเดียวค่ะ
 
 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 20 มิถุนายน 2554 เวลา:8:42:22 น.  

 
 
 
มาแวะเยี่ยมค่ะ เราเป็นเพื่อนกันเดินทางสายธรรมนะค่ะ จะเข้ามาเรื่อยๆนะค่ะ
 
 

โดย: pimiya IP: 172.16.247.42, 203.113.86.141 วันที่: 20 มิถุนายน 2554 เวลา:9:03:30 น.  

 
 
 
ยถา ทณฺเฑน โคปาลา คาโว ปาเชติ โคจรํ
เอวํ ชรา จ มจฺจุ จ อายุ ปาเชนฺติ ปาณินํ

ผู้เลี้ยงโคย่อมต้อนฝูงโค ไปสู่ที่หากินด้วยพลองฉันใด
ความแก่และความตาย ย่อมต้อนอายุของสัตว์มีชีวิตไปฉันนั้น

มีความสุขกาย สุขใจ สุขภาพแข็งแรง ตลอดไป...นะคะ


 
 

โดย: พรหมญาณี วันที่: 20 มิถุนายน 2554 เวลา:10:45:33 น.  

 
 
 
นอนหลับฝันดีคะ คุณกิ่ง
 
 

โดย: Nita_7Uiii วันที่: 20 มิถุนายน 2554 เวลา:20:00:13 น.  

 
 
 


ขอบคุณมากมาย สำหรับพรวันเกิดนะคะ

ขอให้พรนั้นกลับไปสู่คุณกิ่งไม้ไทยเช่นกันค่ะ




พรใดประเสริฐเลิศล้ำ
น้อมนำความสุขสดใส
เปี่ยมล้นด้วยกำลังใจ
ดลให้เพื่อนเช่นกัน นิรันดร์เทอญ

ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณ ด้วยหัวใจค่ะ จุ๊บๆๆๆ

 
 

โดย: vistapa วันที่: 21 มิถุนายน 2554 เวลา:15:13:27 น.  

 
 
 
วันเกิดก็เหมือนทุกๆปีที่ผ่านมา
มีกิจกรรมอย่างเดียวคือ ไปทำบุญ
ปีนี้มีไปทำบุญกับพระอาพาธที่ รพ สงฆ์ 90 กว่ารูป
ตั้งแต่ต้นเดือนก่อนจะถึงวันเกิด ...
ทำให้แม่ และทำให้ตัวเองและครอบครัวด้วย
ถวายอาหารเป็นข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมู ก๋วยจั๊บ
กับ ผลไม้ นมเปรี้ยว และน้ำผลไม้ เท่านั้น
ขออานิสงส์แห่งผลบุญนี้จงเป็นของเพื่อนๆที่น่ารักทุกๆท่าน
ด้วยนะคะ จุ๊บบบๆๆๆ ขอบคุณมากมายสำหรับคำอวยพร
ที่ทำให้มีความสุข และชื่นใจ มากๆ สำหรับปีนี้ค่ะ
 
 

โดย: vistapa วันที่: 21 มิถุนายน 2554 เวลา:15:26:00 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

กิ่งไม้ไทย
 
Location :
Alberta Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เที่ยง


* สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด หรือลอกเลียน หรือนำส่วนใดๆ ของข้อความ ,หรือ ภาพ จากบล๊อคนี้ ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่ และเพื่ออ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด * Copyright @ All Rights Reserved
* * * * บุญใดๆจากการเผยแผ่ธรรม เป็นธรรมทานนี้ ขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ พระอุปชาอาจารย์ ทั้งหมด ทุกภพทุกชาติ และพ่อหลวงพระธุดงค์ผู้ชี้ทางแห่งการพ้นทุกข์ ขอผลานิสงส์นี้ จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้อยู่ดีกินดี มีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป และได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ ด้วยเทอญฯ
Creative Commons License
http://kingmaithai.bloggang.com/ โดย กิ่งไม้ไทย นี้ ใช้ สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ใช่งานดัดแปลง 2.5 แคนาดา.
[Add กิ่งไม้ไทย's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com