It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 
กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๒๓

บทที่  ๒๓

“ขำล่ะสิเรา”โกกนทหันไปถามมารี

“ค่ะ”มารีตอบสั้นๆ

“แบบนี้แหละลูกคนเดียวไม่มีเพื่อนเล่น พ่อกับแม่ไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยอยู่กับคุณยายก็เลยติดผ้าเน่าตั้งแต่ยังเล็กๆ”

“ค่ะ”คำตอบนั้นแม้จะสั้นแต่แฝงไปด้วยความขบขัน แววตาของมารีบอกกับโกกนทเช่นนั้น

“ต้องฝากอีกสักคืนนะคะรบกวนคุณด้วย บอกตามตรงนะคะ หมอเกรงใจคุณเหลือเกินที่ทามรบกวนคุณให้ต้องมาลำบาก”

“ด้วยความยินดีและเต็มใจค่ะที่ฉันทำยังน้อยกว่าที่คุณหมอทำให้กับเผ่าของฉัน”

“เป็นหน้าที่ของหมอค่ะที่ต้องดูแลคนเจ็บคนป่วย”

“หมอคะคืนนี้อย่าออกจากที่พักนะคะ ถ้าไม่จำเป็น”

“ทำไมหรือคะ”

“มีบางอย่างซึ่งไม่สามารถอธิบายได้กำลังคืบคลานเข้ามาในหมู่บ้านค่ะฉันและท่านหมอประจำเผ่ารวมถึงหัวหน้าเผ่ากำลังจะจัดการกับมัน”

“เสียงนกเมื่อคืนตัวนั้นหรือเปล่ามันทำร้ายคนในหมู่บ้านหรือคะ”

“มันไม่ได้ต้องการทำร้ายใครเลยค่ะนอกจากทาฬิดา”

“คุณว่าอะไรนะมันจ้องทำร้ายทามจริงหรือคะ”

“ค่ะเมื่อคืนมันสะกดทาฬิดาให้อยู่ใต้อำนาจของมัน ทั้งๆที่ฉันพาเธอไปนอนในเขตเทพเจ้าแล้ว พลังของมันแรงเกินกว่าที่จะต้านเอาไว้ได้จริงๆค่ะ”

“ทามรู้เรื่องนี้ไหมคะ”

“ไม่ค่ะฉันไม่ได้บอกเธอ แต่กว่าจะทำให้สงบลงได้ ต้องลงไม้ลงมือกันนิดหน่อย”

“หมายความว่าที่ทามปวดต้นคอเป็นฝีมือของคุณ” โกกนทเลิกคิ้วถาม แววตาขบขันของเธอนั้นพลิ้วไหวมิน่าล่ะระหว่างที่เธอสอบถามอาการของทาฬิดา มารีจึงนั่งกลั้นหัวเราะเอาไว้

“ค่ะฉันต้องขอโทษด้วยที่ทำรุนแรงเกิดกว่าเหตุ”

มารีก้มหน้ายอมรับผิดในสิ่งที่เธอทำไปโดยพละการหากไม่ทำเช่นนั้นคนที่จะได้รับอันตรายน่าจะเป็นทาฬิดา สู้ให้เจ็บตัวเพราะเธอดีกว่าไปเจ็บตัวเพราะเจ้านกกอร่าตัวนั้น

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะฉันเข้าใจคุณ แต่ครั้งหน้าเบามือลงอีกนิดก็ดีนะคะ เหมือนจะระบมไปทั้งไหล่ทั้งคอมือหนักเอาการเหมือนกันนะคุณ”

มารียิ้มและหัวเราะออกมาไม่ต้องปิดบังอีกต่อไปช่างโชคดีเหลือเกินที่หมอโกกนทเข้าใจในสิ่งที่เธอทำหากเป็นคนอื่นคงต้องอธิบายกันอีกยาว

ทุติและพรรคพวกกลับมาถึงหมู่บ้านในเวลาเกือบค่ำงานเปิดหน้าดินชั้นแรกของเขาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แถมด้วยการตัดต้นไม้รกๆให้ออกไปจากแนวการขุดสำรวจของเขา

หลังจากที่พวกเขากลับมาถึงที่พักกำลังจะเดินไปยังโรงอาหารของเผ่า ฝนตกลงมาทั้งๆ ที่ไม่มีเค้าว่าจะตกทำให้พวกเขาต้องตากฝนไปยัง โรงอาหาร

“ฝนตกหนักไม่เป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยนะ”ทุติบ่น

“นั่นสิคะทำไมตกหนักอย่างนี้ไม่รู้ น้ำจะท่วมหรือเปล่า”

“นั่นสิน่ากลัวจัง ที่นี่เคยมีน้ำท่วมไหมมารี”

มุจลินทร์หันไปถามเจ้าถิ่น

“เคยค่ะแต่ลดระดับเร็ว แถวนี้มีถ้ำใต้ดิน รองรับน้ำได้มาก หากน้ำไม่ไหลมาเร็วจนเกินไป”

“ที่นี่มีถ้ำด้วยเหรอพวกเราเข้าไปดูได้ไหม”

“ถ้ำเป็นสถานที่ต้องห้ามของคนนอกเผ่าค่ะเราไม่เคยให้ใครเข้าไป ถ้าไม่จำเป็น”

“แย่จริง”ทุติบ่น เขามักจะอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นแต่ถ้าเป็นการล่วงล้ำสิ่งที่คนในพื้นที่หวงห้ามเขาจะไม่ทำ

“นาว่าจารย์ขุดพีระมิดของจารย์ให้เสร็จก่อนดีกว่าค่ะเรื่องถ้ำค่อยว่ากันทีหลัง กว่าเราจะทำพีระมิดเสร็จน่าจะเกือบปี ไหนจะต้องขุดหน้าดินเข้าไปสำรวจด้านในแค่นี้นาว่าจารย์คงไม่มีเวลาเหลือแล้วล่ะ”

นาลันทาพยายามดึงความสนใจของทุติกลับมา

“นั่นสิแค่เดือนเดียวคงทำไม่เสร็จ”

“แล้วเราจะกลับมาใหม่ค่ะ”มุจลินทร์ว่า

“ทำไมฝนถึงได้ตกหนักอย่างนี้นะตกแบบนี้น่ากลัวจังว่าไหม”

ทุติไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องที่เขาพูดค้างเอาไว้อีกเรื่องสำคัญกว่าตรงหน้าคือ ฝนตกไม่หยุดตั้งแต่พวกเขากลับมา จนกระทั่งถึงตอนนี้

“อยู่ในหุบเขาอย่างนี้อันตรายเหมือนกันนะดินถล่มโคลนถล่ม เราไม่มีทางรู้ได้เลย”

“ปากหรือนั่นไอ้ศรพูดเรื่องดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไงแก”

“แกจะให้ฉันพูดไปทำไมล่ะในเมื่อมันเห็นๆ กันอยู่ว่าอันตราย ระวังเอาไว้ก่อนน่าจะดีรู้เขารู้เรารบร้อยชนะร้อยนะไอ้นท ถ้าเราอพยพชาวบ้านออกไปทันเราอาจจะไม่มีอันตรายอะไรก็ได้”

“จริงของหมอศรนะนทจำวันที่เรามาคืนก่อนได้ไหม วันนั้นก็ฝนตกหนักอย่างนี้ ตกไม่ลืมหูลืมตาพี่ยังกลัวว่าน้ำป่าจะไหลมาเหมือนกัน โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

“แสดงว่าเคยตกหนักอย่างนี้มาแล้วหรือคะ”นาลันทาเอ่ยถาม

“ค่ะครั้งก่อนที่พวกเราลงมาทำคลอดฝนก็ตกหนักอย่างนี้แหละค่ะคิดว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง อีกอย่างแม่น้ำอยู่ต่ำกว่าหมู่บ้านมาก ถ้าที่นี่มีถ้ำใต้ดินระบายน้ำจริงๆอย่างที่มารีบอก คิดว่าพวกเราคงไม่เป็นอะไร”

โกกนทให้กำลังใจอีกหลายๆคนที่อยู่ร่วมกับเธอ

“ถ้าเป็นอย่างนั้นพวกเราก็เบาใจค่ะคุณหมอ เรากลัวน้ำหลากมากกว่าฝนตกค่ะ”

“หมอเข้าใจค่ะบางครั้งเราก็อย่าตื่นตูมไปก่อนที่เรื่องจะเกิดค่ะ บางทีเรื่องคงไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิดอีกอย่างคือ หากเราจะเดินทางขึ้นไปที่ทาคานาคาในเวลานี้คงลำบาก ต้องรอให้ฝนซาลงอีกสักนิดเรามีเด็กมาด้วย การเดินทางน่าจะลำบากกว่า”

“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้เราก็นอนสูงๆเอาไว้ก่อน เผื่อเหลือเผื่อขาด”

“แล้วอย่างนี้พี่ทามจะไปนอนที่ไหนล่ะคะ”พิมมาดาเอ่ยถาม สองคืนมาแล้วที่ทาฬิดากางเต็นท์นอนที่ลานกลางหมู่บ้านคืนนี้ฝนตกหนัก ทาฬิดาจะไปนอนที่ไหนกันหนอ

“นั่นสิทามเราจะไปนอนที่ไหนล่ะ” โกกนทเกิดคำถามเหมือนกับพิมมาดา

“นอนเปลค่ะ”

“หือเราจะไปนอนเปลที่ไหน”

“เอาเรือมาผูกเป็นเปลมังคะ”

“บ้าน่าทามไม่คิดจะนอนปกติ เหมือนมนุษย์ทั่วไปเขาบ้างเลยหรือไง จะใช้ชีวิตพิสดารไปถึงไหนกัน”

“ทามเปล่าใช้ชีวิตพิสดารสักหน่อยมีคนบอกทามอย่างนั้นนี่คะ ว่าคืนนี้ทามต้องนอนเปลทำจากเรือ”

“ใคร”โกกนทขึ้นเสียงสูง เป็นอันรู้กันว่าเธอกำลังโกรธ

ทาฬิดาชี้ไปที่มารีอีกคนจึงก้มหน้างุด ไม่ยอมสบตากับโกกนท

“ที่คุณบอกว่าทามกำลังมีอันตรายฉันพอเข้าใจ แต่ไอ้ความคิดบ้าๆ นั่นบอกฉันหน่อยไหมมันจะเป็นถึงขนาดนั้นเลยหรือไงคะ”

“ค่ะจำเป็นมาก ถ้าคุณทาฬิดาไม่ได้อยู่ใกล้ๆ กับหินเทพเจ้าสุริยา เธอจะมีอันตรายเจ้านกกอร่าจะมาเอาชีวิตเธอ”

“นกอะไรจะบุกเข้าไปในบ้านได้”

“คุณรู้จักกอร่าน้อยเกินไปมันเป็นนกที่มีสมอง ฉลาดพอๆ กับมนุษย์ ที่สำคัญไปกว่าสิ่งอื่นใด กอร่าเป็นนกยมทูตเจ้านายของมันคือเทพรัตติกาล มันจะทำตามคำสั่งของเจ้านายมันเท่านั้น” มารีจริงจังกับสิ่งที่เธอพูดเธอไม่บังคับให้ใครเชื่อคำพูดของเธอ ความเชื่อกับความเป็นจริงบางครั้งอาจเป็นสิ่งที่สวนทางกัน ความจริงคือสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้แต่ความเชื่อไม่สามารถนำมาพิสูจน์ได้ในทันทียกเว้นว่าจะเกิดเหตุการณ์ให้เห็นกันจะๆ คาตา ความเชื่อนั้นจึงจะกลายเป็นความจริง

“หา..”อัปสรถึงกับร้องออกมาจนอ้าปากค้าง

“กอร่าไม่ได้เป็นอันตรายกับมนุษย์ทุกคนหรอกค่ะอย่างที่บอก มันจะทำตามคำสั่งของนายมันเท่านั้น กับมนุษย์คนอื่นๆ มันจะไม่สนใจหากนายของมันไม่ได้สั่ง ยกเว้นว่า...”

มารีหยุดไปนิดหนึ่งทำให้ทุกคนที่รอฟังอยู่ถึงกับลืมหายใจ

“ยกเว้นนายของมันจะสั่งให้ฆ่าทุกคนที่เกี่ยวข้องพวกเราจะต้องตายกันหมด”

“โหใจร้ายจัง” อัปสรถึงกับโอดครวญทันทีที่มารีพูดจบ

“ถ้าอย่างนั้นเราสมควรที่จะไปนอนที่ลานกันให้หมดเลยดีไหมคะเพื่อความปลอดภัย” เด็กน้อยพิมมาดาเสนอ

“ไม่ได้หรอกลูกหนูเราอย่าไปทำให้มารีเดือดร้อน พวกเรามาดี ไม่ได้มาร้ายมาเพื่อรักษาคนป่วยคนเจ็บ หากเทพเจ้าท่านรู้ ท่านคงไม่ ทำอะไรพวกเรา อีกอย่างคือ เรามาที่นี่ทุกปีเราไม่เคยทำอะไรลบหลู่ท่าน ท่านอาจจะเห็นใจเราก็ได้น้าว่าพวกเรากลับไปนอนที่บ้านพักเหมือนเดิม ส่วนทาม ทามกลับไปพร้อมกับมารีพี่ไม่รู้หรอกนะว่าทามไปทำอะไร กับใครเอาไว้พี่ว่า ทามต้องเป็นคนแก้ไขเรื่องทั้งหมดของทามเอง ทามเลือกเอาว่าจะหนีไปตลอดหรือจะเลือกเผชิญหน้ากับปัญหา”

โกกนทตัดสินใจแทนทุกคนเพื่อตัดปัญหาที่จะตามมา

ทุติพยักหน้าเห็นด้วยทุกคนจึงทยอยกันกลับไปยังบ้านพัก โดยมีผ้าพลาสติกผืนใหญ่ที่มารีเอามาแจกให้กับทุกคนใช้สำหรับคลุมตั้งแต่ศีรษะไปถึงปลายเท้าเพื่อป้องกันน้ำฝนและลมกระโชก

“ตกลงเราต้องกลับไปนอนที่นั่นจริงๆหรือคะ” ทาฬิดาเอ่ยถาม

“ค่ะแต่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันให้คนทำที่พักชั่วคราวเอาไว้ให้เราแล้วฉันคิดว่าการนอนในเต็นท์อาจจะทำให้คุณอึดอัด ที่พักชั่วคราวไม่ได้แข็งแรงอะไรมากนักแต่คิดว่าเราสองคนนอนกันได้สบายๆ และอบอุ่นด้วย”

“อยากเห็นแล้วสิคะว่าเป็นยังไง”

“มาค่ะตามมา” มารีเดินนำทาฬิดากลับไปยังลานกลางหมู่บ้าน แม้จะมืดไปสักนิดเพราะไม่มีแสงไฟส่องสว่าง แต่แสงจากตะเกียงเจ้าพายุในมือของมารีช่วยส่องทางเดินให้กับทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี

ทาฬิดาเห็นสถานที่ซึ่งเธอต้องใช้สำหรับนอนพักในคืนนี้ลักษณะนั้นคล้ายกับกระโจมของพวกอินเดียนแดง ใช้ไม้ขนาดสูงราวๆ สักสามเมตรสี่ท่อนนำมาผูกติดกันตรงปลายสุด รัดด้วยเชือก หุ้มด้วยผ้าพลาสติกอย่างหนาส่วนบนสุดนั้นมีอุปกรณ์ลักษณะคล้ายหมวก ปิดครอบเอาไว้ป้องกันน้ำฝนหยดลงไปด้านในกระโจม ที่สำคัญไปกว่านั้นคือที่นอนของพวกเธอเป็นเหมือนเปลกลมๆ ผูกเอาไว้กับไม้ด้านบนสุด ปล่อยทิ้งลงมาแต่ไม่ถึงพื้นดินมันสูงกว่าพื้นราวๆ สักฟุตกว่าๆ มันจึงสามารถแกว่งไปมาได้

บนเปลนั้นยังมีผ้านวมอย่างดีปูรองเอาไว้ชั้นหนึ่ง มีหมอนและ ผ้าห่มให้กับพวกเธอทั้งสองคน

“เป็นไงคะพอใจไหมที่พักของเรา”

“ทำไมไม่ทำแบบนี้แต่แรกล่ะคะปล่อยให้นอนในถุงนอนมาตั้ง สองคืน”

“คุณเป็นคนบอกเองว่านอนเต็นท์ฉันก็เลยต้องจัดตามที่คุณบอก แต่วันนี้ฉันคิดว่าฝนจะตก ก็เลยให้คนมาทำที่พักชั่วคราวตามแบบของ เผ่าเราเอาไว้ให้ พอจะนอนได้ไหมคะ”

“ใครว่าพอนอนได้คะนอนได้สบายเลยแหละ ว่าแต่รับน้ำหนักสองคนได้หรือเปล่าเนี่ย”

ทาฬิดาเข้าไปจับสายเชือกเปลนั้นดึงดูความแข็งแรง

“สิบคนยังไหวเลยค่ะ”

มารีนั่งลงเพื่อให้ทาฬิดาเห็นว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นแข็งแรงจริงๆ

“ลมมาแรงๆมันจะปลิวไหมคะ”

“ไม่หรอกค่ะเราทำสองชั้น อีกอย่างไม้สี่ท่อนนี้ก็หนักมาก คิดว่าคงไม่ปลิวง่ายๆเมื่อก่อนพวกเรานอนในกระโจมแบบนี้แหละค่ะแต่เราจะมุงด้วยหญ้าไม่ได้คลุมด้วยพลาสติกอย่างนี้ฝนที่นี่บทจะตกก็หนักจนน้ำเจิ่งนองไปทั่ว พวกเราจึงต้องยกที่นอนให้สูงเข้าไว้ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมบ้านของพวกเรา”

“แล้วทำไมถึงเปลี่ยนรูปแบบไปล่ะคะ”

“มีคำสั่งไม่ให้ตัดไม้จากที่เคยต้องใช้ไม้ต้นใหญ่มาทำเสา พวกเราก็เลยเปลี่ยนมาใช้หินและไม้ไผ่แทนบ้านจึงเป็นแบบที่พวกคุณเห็น”

“เห็นที่นอนชักจะง่วงแล้วสิค่ะ”

“หนาวหรือเปล่าคะจะได้เติมไฟ”

มารีหยิบท่อนไม้เล็กๆมาถือเอาไว้ในมือ

“ถ้าคุณหนาวตามสบายเลยค่ะว่าแต่ควันจะไม่รมพวกเราตายในนี้หรือคะ”

“ไม่หรอกค่ะเราทำปล่องให้ควันออกไปทางด้านนี้เห็นไหมคะ ควันจะไม่รบกวนเราเตาไฟให้ความอบอุ่นและน้ำร้อนๆ แค่นั้น ดื่มชาโคคาสักนิดดีไหมคะ”

“ดื่มแล้วไม่ตาค้างแน่นะ”

“ดื่มให้หลับสบายผ่อนคลายค่ะตาไม่ค้างหรอก”

มารีรินน้ำชาจากกาในเตาไฟยื่นให้กับทาฬิดา

น้ำชาร้อนๆช่วยให้ทาฬิดาไม่รู้สึกเย็น เหมือนครั้งแรกที่เธอเดิน ฝ่าฝนมาที่นี่ดื่มแล้วรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่มารีบอกเอาไว้จริงๆ

“ดีขึ้นจริงๆค่ะ ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าจะหนาวตายแล้วเสียอีก”

“ถ้าแค่นี้บ่นหนาวหากคุณมาฤดูหนาวคงบ่นยิ่งกว่านี้”

“ฤดูหนาวหนาวมากเลยหรือคะ”

“หนาวจับใจบนยอดเขาหนาวจนจะแข็ง บางวันมีหิมะตก”

“ที่นี่ดูไม่น่าจะหนาวได้ขนาดนั้นเลยนะคะ”

“มองดูเหมือนไม่หนาวทั้งๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากเส้นศูนย์สูตร แต่ที่นี่เป็นที่ราบสูง ภูเขาแถวๆนี้สูงจากระดับน้ำทะเลสามพันกว่าเมตร ที่ทาคานาคาสูงสามพันเมตร ส่วนที่นี่ สูงราวๆสองพันห้าร้อยเมตร ทั้งๆ ที่เป็นหุบเขา คุณก็เห็นแล้วนี่คะ ว่าแถวนี้มีช่องลมหากลมพัดมาจากทิศตะวันตก เราจะหนาวมาก ยิ่งถ้าวันไหนมีเมฆบนท้องฟ้า ปิดบังแสงแดดเรายิ่งหนาวจนต้องสวมเสื้อกันหนาวทั้งๆ ที่เป็นฤดูร้อน”

“ความสูงอย่างนี้ทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนไปได้เหมือนกันเนอะตอนแรกคิดว่าที่นี่จะเป็นเหมือนป่าฝนทั่วๆ ไป ที่เมืองไทยของฉันบนยอดดอยอินทนนท์อย่างมากก็มีแค่น้ำค้างแข็งเท่านั้น ไม่ถึงกับมีหิมะตก”

“ฉันว่าเมืองไทยของคุณมีอากาศดีที่สุดแล้วค่ะไม่ร้อนมากจนถึงกับเป็นทะเลทราย ไม่หนาวมากจนแข็ง ทางตอนใต้ของเรา เวลามีพายุทรายทุกคนจะต้องหลบอยู่แต่ในบ้าน ไม่ให้ทรายร้อนๆ พัดโดนตัว เพราะมันจะเผาเราได้”

“ถึงขนาดนั้นเลยหรือคะ”

“ใช่ค่ะคุณลองคิดดูก็แล้วกัน ไข่ยังสุก ประสาอะไรกับผิวคนจะทนความร้อนอย่างนั้นได้อย่างไร”

“พอหนาวก็หนาวจับใจพอร้อนก็ร้อนจนไหม้ว่างั้นเถอะ”

“ค่ะพร้อมที่จะนอนหรือยังคะ พรุ่งนี้ฉันคิดว่าพวกเราคงต้องมีอะไรทำกันอีกแน่ๆพักผ่อนให้มากๆ จะได้มีแรงค่ะ”

มารีรับแก้วน้ำชาจากมือของทาฬิดาไปวางเอาไว้ใกล้ๆกับเตาไฟ จากนั้นจึงมานั่งบนชิงช้าซึ่งแปรสภาพเป็นเตียงคู่กับทาฬิดา

“ขอนอนกอดอีกคืนนะคะ”

ทาฬิดาล้มตัวลงนอนพร้อมกับบอกความต้องการของเธอ

“อย่าเห็นฉันเป็นผ้าเน่าของคุณก็แล้วกันค่ะนอนน้ำลายยืดอย่างนั้น ไม่ไหวเหมือนกันนะ ฉันกลัวเป็นสิว” มารีหัวเราะกับคำพูดของเธอส่วนทาฬิดาหน้าร้อนผ่าว มารีได้ยินที่เธอพูดกับโกกนทด้วยหรือ แย่ชะมัด




Create Date : 09 กันยายน 2557
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:45:16 น. 0 comments
Counter : 84 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.