It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 
กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๔

บทที่  ๔

ทาฬิดานัดกับธีรัชเพื่อไปซื้อของใช้จำเป็นสำหรับการเดินทางของเธอ

“แกจะเอาไปทำอะไรวะไอ้ของพวกนี้”

ธีรัชไม่เข้าใจเหตุใด ทาฬิดาถึงได้ขนซื้อของสำหรับเดินป่าไปมากมาย ราวกับกำลังจะเข้าป่า ล่าสัตว์

“เอาไปใช้ไงเล่ามันจำเป็น”

“แกจะไปเดินป่าหรือไง”

“ไม่รู้เหมือนกันแต่จะไปต่างประเทศ”

“ไอ้บ้าไปต่างประเทศ ใครเขาให้แกเอาแก๊สใส่กระเป๋าขึ้นเครื่องวะไอ้โง่” ธีรัชโวยวาย

“อ้าวเหรอไม่ได้เหรอ”

“ไอ้บ้าขืนเอาขึ้นไป เครื่องระเบิดสิวะ ความกดอากาศมัน ไม่เหมือนกันโว้ย”

“เออๆไอ้วิดวะ อย่าโว้ยสิวะ คนไม่รู้นี่หว่า”

“เอาออกไปเลยนะไอ้นี่ก็ไม่ต้องเอาไป”

ธีรัชหยิบของออกจากรถเข็นของทาฬิดาไปเกือบครึ่ง

“เฮ้ยๆแกจะเอาออกอะไรเยอะนัก มันจำเป็นนะโว้ยไอ้ฮง”

“ไอ้เวรขืนแกขนไปมากขนาดนี้ กระเป๋าขนได้แค่ยี่สิบโล เสื้อผ้าแกไม่ต้องใส่กระเป๋ากันพอดี”

“อ้าวมีงี้ด้วยเหรอ ฉันนึกว่าเหมือนนั่งรถทัวร์ ขนไปเท่าไรก็ได้”

“ไอ้เซ่อว่าแต่แกจะไปไหนล่ะ”

“เปรู”

“น่าอิจฉาว่ะอยากไปบ้างจัง”

“แกไปได้เหรอไหนว่าต้องทำโปรเจค”

“นั่นแหละถึงบอกว่าอิจฉาไง แต่ถึงจะไม่ทำโปรเจค ก็ไปไม่ได้เหมือนกัน ไม่มีเงินไปหรอกตั้งไกล”

“น่าเสียดายเนอะที่แกไปไม่ได้ฉันต้องไปกับคนของคุณปู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง”

“ใครเหรอ”

“ไม่รู้คุณปู่ยังไม่บอกรู้แต่ว่าไปพรุ่งนี้เช้า”

“เฮ้ยจะไปพรุ่งนี้แกยังไม่ได้จัดกระเป๋าอีกหรือวะ”

“ยังไม่รู้จะจัดอะไรก่อนดี เกิดมาไม่เคยไปไกลๆ อย่างนี้สักที เขาว่านั่งเครื่องเป็นวันๆเลยนะแก”

“ก็เออสิวะไปๆ ซื้อของแล้วรีบกลับไปจัดกระเป๋า” ธีรัชรีบจัดการเข็นรถไปจ่ายเงินเพื่อพาทาฬิดากลับบ้านไปจัดกระเป๋าเสื้อผ้า

“คุณพ่อให้ทามไปไหนหรือครับ”ลูกชายของนายพลเอ่ยถาม

“ไปกับทุติจะให้ไปตามหาอะไรบางอย่างให้”

“คุณพ่ออยากได้อะไรหรือครับของตกแต่งบ้านใหม่”

“เปล่าพ่ออยากรู้คำตอบเรื่องนาฬิกาเรือนนั้นต่างหาก”

“คุณพ่อ...”เขาพูดออกมาด้วยความตกใจ

“แกอย่าห้ามพ่อเลยพ่อต้องรู้ให้ได้ว่ามันเป็นเพราะอะไร”

“แต่ผมกลัวลูกจะเป็นอันตราย”

“เชื่อพ่อสิต่อให้แกเอาทามไปซ่อนเอาไว้ สุดท้ายทามต้องออกมาพบกับความจริงอยู่ดีแกก็รู้ว่าหนีไม่ได้หรอก”

“ผม”เขาถึงกับพูดอะไรไม่ออก สิ่งที่พ่อของเขาพูดออกมานั้นเป็นจริงทุกคำพวกเขาคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่มองไม่เห็นมาเตือนเขาอยู่บ่อยๆเขาพยายามเลี่ยงทุกอย่าง สุดท้ายคนที่ตัดสินใจแทนเขาคือบิดาของเขาเอง

“เอาเถอะอะไรจะเกิดมันต้องเกิด พ่อไม่กลัวอะไรอีกแล้ว พวกเราต้องเผชิญหน้ายอมรับผลที่จะตามมาพ่ออยากรู้เหมือนกัน คนบ้านเราไปทำอะไรให้เขาเขาถึงได้จ้องเล่นงานพวกเราหนักอย่างนี้”

“ครับพ่อผมเข้าใจ” ผู้อ่อนวัยกว่าพยักหน้ารับ

“พรุ่งนี้ตื่นเช้าหน่อยพาพ่อไปส่งทามที่สนามบินด้วย ส่งเสร็จพาพ่อไปโรงพยาบาล”

“ครับผมเข้าใจแล้วคุณพ่อพักเถอะ”

“อย่าบอกเรื่องที่พ่อไม่สบายให้ทามรู้เด็ดขาด”

“ครับ”เขาก้มลงห่มผ้าให้กับบิดา ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้อง

สมองของเขาหนักอึ้งเขามีลูกสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น หากเกิดอะไรขึ้นกับลูกของเขาหัวใจของพ่อคงแหลกสลาย

ครอบครัวของทาฬิดามาส่งเธอที่สนามบินรอจนเธอเดินเข้าไปด้านในจึงเดินทางกลับ เธอได้พบกับเพื่อนใหม่จะเรียกว่าเพื่อนคงไม่ได้ เพราะเด็กผู้หญิงคนนั้นอายุอ่อนกว่าเธอหกปี

เธอกับอัปสรจึงต้องนั่งด้วยกันเพราะผู้ใหญ่ไม่ได้มานั่งกับพวกเธอ การเดินทางอันแสนจะยาวนาน เริ่มต้นขึ้นพวกเธอต้องไปต่อเครื่องถึงสองครั้ง จึงจะเดินทางไปถึงเปรูครั้งแรกคิดว่าต้องเดินทางแค่ยี่สิบกว่าชั่วโมงกว่าจะมาถึงเล่นเอาเธอปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว

“ถึงแล้วจิ๊ดขอนอนสักสองวันนะพี่ทาม จิ๊ดจะบ้าตาย”

อัปสรบ่นกับเธอเธออยากทำอย่างที่อัปสรพูดอยู่เหมือนกัน เธอ ไม่แน่ใจว่าพวกของทุติจะออกไปไหนหรือเปล่า

“เอาเลยจิ๊ดนอนเลย นอนเผื่อพี่ด้วย”

“แต่ที่นี่สวยเหมือนกันเนอะพี่อยากไปดูแมวน้ำใจจะขาด” อัปสรว่าอย่างนั้น เด็กๆ จะคิดอะไรนอกจากเรื่องเที่ยว

“เลือกเลยจะนอนเตียงไหน”

“ติดกระจกพี่จิ๊ดชอบจะได้ดูวิว”

“เฮ้อถึงเสียทีเปรู”ทาฬิดาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง หลังเธอไม่ได้สัมผัสเตียงนุ่มๆ มาเกือบสองวันพอได้นอนเธออยากจะหลับให้ตายไป ตรงนี้เลยนึกถึงคำพูดของคุณปู่ สั่งให้เธอตามหาเจ้าของนาฬิกาข้อมือที่เธอ ใส่อยู่ เธอจะไปหาได้ที่ไหน เปรูไม่ใช่แคบๆใครกันล่ะที่เป็นเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้ ครั้นจะเดินไปตามถนนไปสอบถามคงไม่มีใครพูดกับเธอรู้เรื่อง

“ตามหาเจ้าของให้ปู่ด้วย”ทรงธรรมจับข้อมือของหลานสาวเขาขึ้นมาชี้ไปยังนาฬิกาข้อมือเรือนเก่านั้น

“อ้าวไม่ใช่ของคุณปู่หรือคะ” ทาฬิดาตาโต

“ไม่ใช่หรอก”ทรงธรรมส่ายหน้า

“อย่าบอกนะว่าคุณปู่ไปขโมยเขามา”

“ฮ่าๆไม่หรอก ปู่ซื้อมาจากไอ้เฮงมันอีกที”

เขาหัวเราะกับความคิดของหลานสาวคิดได้ยังไง คนอย่างเขา น่ะหรือจะขโมยของคนอื่นมาเป็นของตัว

“แสดงว่าแป๊ะเฮงขโมยของมาขายคุณปู่อีกทีคุณปู่รับซื้อของโจรมาสิคะ”

“เปล่าๆปู่หมายถึงตามหาเจ้าของที่ทำนาฬิกาเรือนนี้ต่างหาก”

“โหป่านนี้คงตายไปแล้วไหมคะคุณปู่”

“นั่นแหละตามหาให้เจอ จะได้จบๆ เรื่องกันไปสักที”

“เฮ้ย..คุณปู่จะให้ทามไปตามหาคนตายอย่างนั้นหรือคะ คุณพ่อ ดูคุณปู่สิคะให้ทามไปทำอะไรไม่รู้”

“ทำตามที่คุณปู่บอกเถอะทาม”

“อ้าวแล้วกัน”ทาฬิดาเกาศีรษะของตัวเองด้วยความงง

“เรื่องอื่นทามคงจะรู้ในไม่ช้าถ้าไปถึงเปรูแล้ว”

“ก็ได้ค่ะเอาไงก็ได้ แต่ถ้าหาไม่เจอไม่รู้ด้วยนะ ทามไม่รับปาก”

“ปู่เชื่อว่าทามต้องพบกับเธอแน่ๆจะช้าหรือเร็วเท่านั้น ไปเถอะ เครื่องจะออกแล้ว เดี๋ยวเดินไปขึ้นเครื่องไม่ทัน” ทรงธรรมเร่งหลานสาวของเขาถึงจะรู้ว่าทาฬิดามีอันตรายรออยู่ข้างหน้า เขายังกล้าที่จะส่งหลานสาวไปเพราะเขารู้ว่าทาฬิดาสามารถเอาตัวรอดได้แน่นอน

สถานที่แปลกตาปรากฏตรงหน้าของทาฬิดาเธอไม่เคยเห็นที่แห่งนี้มาก่อน

“ข้าแต่ท่านทาฬิทำเลแห่งนี้น่าจักดีที่สุดสำหรับพวกเรา”

ชายหนุ่มหน้าตาคล้ายธีรัชเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าเธอในความฝัน

“ที่แห่งนี้และที่เราจักสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ทำเลแถบนี้ดียิ่งแล้ว เหมาะยิ่งนักที่จักเพาะปลูกแลสร้างวิหารเจ้าจงให้คนของเราสำรวจดูว่า ใต้พิภพมีหินที่เราต้องการฤาไม่ หากไม่มี เราคงต้องขนย้ายมาจากที่อื่น”

“ขอรับท่านข้าจักให้คนจัดการตามสั่งนั้น หากแต่เราต้องวางกำลังพลเอาไว้”

“มิต้องดอกนางคงมิมีเวลาตามหาพวกเรา ข้าเชื่อว่านางจักต้องทำศึกอีกยาวนานนักแลนางคงมิยอมสละเมืองไปง่ายๆ คนบ้าสงครามเช่นนาง หากต้องสูญเสียอิสรภาพข้าเชื่อว่านางคงจักยอมสละชีพเสียมากกว่า”

“ถ้านางชนะศึกเล่าท่าน”

“หากนางชนะศึกกว่านางจักตามหาเราพบ เมืองเราคงแข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่ ไปทำงานของเจ้าเถิดสหาย”

“ขอรับท่านทาฬิ”ชายหนุ่มกล้ามเป็นมัดๆ เดินจากเธอไป

“พี่ทามตื่นเถอะพี่ทาม”

เสียงคุ้นๆหูของทาฬิดาดังขึ้น ขัดจังหวะพอดิบพอดี

ทาฬิดาลืมตาขึ้นมาเมื่อรู้ว่าใครที่เป็นคนปลุกเธอขึ้นมาจาก ความฝันเธอจึงขานรับ

“ว่าไงจิ๊ดเรียกพี่ทำไม”

“เช้าแล้วพี่จิ๊ดหิว อากลางบอกว่าให้ลงไปกินข้าวที่ห้องอาหาร แต่จิ๊ดไม่กล้าไปคนเดียวพี่ทามตื่นไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วลงไปเป็นเพื่อนจิ๊ดหน่อยสิคะพี่”

“ได้ๆรอพี่เดี๋ยวนะ อยากอาบน้ำด้วย เมื่อคืนมาถึงเหนื่อยมาก ไม่ได้ทำอะไรเลยเราหิวมากไหม”

“มากสุดๆเลยค่ะพี่ จิ๊ดท้องร้องมาตั้งแต่เมื่อคืน จะกินมาม่าก็ ไม่กล้าปลุกพี่”

“ทำไมล่ะ”

“จิ๊ดต้มน้ำไม่เป็นค่ะ”อัปสรชี้ไปที่กาต้มน้ำในห้อง หน้าตาแปลกๆ ไม่เหมือนกับที่เธอเคยใช้ที่บ้านครั้นจะปลุกทาฬิดาให้ขึ้นมาต้มน้ำให้เธอ เธอยังเกรงใจ เธอทั้งคู่เพิ่งจะรู้จักกันมาไม่ถึงสามวันแค่นั่งมาบนเครื่องบินเก้าอี้ติดกันเท่านั้นส่วนเรื่องอื่นเธอไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าทาฬิดาเป็นใคร

“อ๋องั้นรอเดี๋ยวนะ สิบนาที”

ทาฬิดารีบลุกขึ้นจากเตียงแม้จะยังอยากนอนต่อ แต่คงทำไม่ได้ ขืนนอนต่อมีหวังเด็กน้อยที่อยู่กับเธอคงหิวตาลาย

ทาฬิดาพาอัปสรมาที่ห้องอาหารเธอเห็นทุติตรีทิพย์ มุจลินทร์ และนาลันทานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารพร้อมหน้ากันเธอจึงเดินเข้าไปทัก

“ตื่นแล้วเหรอเด็กๆ”นาลันทาทักหลานสาวของเธอกับทาฬิดา

“อากลางนั่นแหละไม่ยอมเรียกจิ๊ด”

“ใครว่าอาไปเคาะประตูเรียกเราสองคนตั้งนานสองนาน ไม่ยอมตื่นอาคิดว่ายังหลับกันอยู่ก็เลยลงมากินกันก่อน ใครจะรอเราสองคนไหว”

“โหอากลางไม่รู้อะไรจิ๊ดหิวตั้งแต่เมื่อคืน ไส้จะขาดอยู่แล้วเนี่ย ไหนมีอะไรกินบ้าง”ไม่ว่าเปล่าอัปสรคว้าจานของนาลันทามาเป็นของเธอ

“อ้าวๆไปตักเองดิ มาเอาของอาไปทำไม” นาลันทาบ่น

“ทามไปตักเลยลูกเดี๋ยวกรุ๊ปทัวร์ลงมา เราจะไม่มีอะไรกิน”

ตรีทิพย์บอกกับทาฬิดาเธอจึงเดินไปตักอาหารทันที แรกเธอคิดว่าไม่หิวพอได้เห็นอาหารท้องของเธอเริ่มร้องประท้วงขึ้นมาเหมือนกัน

ทาฬิดาเดินกลับมานั่งที่โต๊ะเธอเดินสวนกับอัปสร จึงทักขึ้น

“ไม่อิ่มหรือไงเรา”

“ใครจะอิ่มล่ะคะพี่อากลางกินน้อยกว่าแมวดม จิ๊ดกำลังโตต้องกินเยอะๆ สิคะ ไปก่อนนะ หิวๆ”อัปสรรีบเดินไปตักอาหารเพิ่ม ส่วนตัวเธอเอาจานไปวางที่โต๊ะ ก่อนที่จะไปเอาเครื่องดื่มมาเพิ่ม

“วันนี้เราจะไปมาชูปิกชูกันนะเดี๋ยวต้องกลับไปเก็บกระเป๋า”

ทุติบอกกับทาฬิดา

“จริงหรือคะตื่นเต้นจัง” ทาฬิดาตาโต เธอไม่คิดว่าทุติจะออกเดินทางเร็วจนเธอตั้งตัวแทบไม่ทัน

“ต้องเดินทางอีกไกลกินให้อิ่มเข้าไว้ สิบโมงรถจะมารับพวกเรา ยังมีเวลาเหลืออีกสองชั่วโมง”ทุติบอกอีกครั้ง

“ค่ะ”ทาฬิดารับคำสั้นๆ เธอรีบลงมือกับอาหารของตัวเอง

ระหว่างทางทาฬิดานั่งมองวิวสองข้างทางไปเรื่อยๆ การเดินทางไม่ได้เร็วอย่างที่เธอคิดเป็นจริงอย่างที่ทุติบอก เธอนั่งรถมาร่วมสองชั่วโมงยังมองไม่เห็นว่าไอ้เจ้ามาชูปิกชูนั้นอยู่ตรงไหน

“พี่ทามอีกไกลไหม” จู่ๆ อัปสรเอ่ยถามขึ้นมา

“ไม่รู้เหมือนกัน”ทาฬิดาหันไปตอบ

“แย่จังจิ๊ดปวดท้อง”อัปสรกุมท้องของเธอ ราวกับกำลังเกิดอาการเจ็บปวดจนสุดจะทน

“ปวดมากไหม”ทาฬิดาเห็นท่าไม่ดี จึงรีบถามกลับ

“ปวดฉี่อะพี่”

“อ้าวแล้วกัน”ทาฬิดาขำ เมื่อเช้าอัปสรกินน้ำไปหลายแก้ว ทั้งน้ำส้มคั้น นมสด โกโก้ น้ำเปล่าเธอยังคิดว่าอัปสรจะท้องเสียหรือเปล่า ไหนจะอาหารอีกตั้งหลายอย่าง

ทาฬิดาบอกความต้องการของอัปสรกับทุติเขาจึงบอกกับคนขับรถให้หาที่พักลางทางเพื่อให้อัปสรได้ทำธุระ เหมือนว่าคนอื่นๆอยากจะเข้าห้องน้ำด้วยเช่นกันแต่ไม่มีใครกล้าพูด

“ขอบใจนะทามถ้าไม่ได้ทามพวกพี่คงต้องฉี่ราดแน่ๆ เลย”

ตรีทิพย์บอกกับทาฬิดาเมื่อเธอเดินออกมาจากห้องน้ำ

“อ้าวแล้วทำไมไม่บอกกับอาจารย์ทุติล่ะคะ”

“ใครจะกล้าเห็นหน้าไหมล่ะนั่น”

ตรีทิพย์บุ้ยปากไปทางทุติเหมือนเขากำลังมีอะไรคิดอยู่ในใจ

“อ้าวแล้วกันงั้นเรารีบขึ้นรถเถอะค่ะ จะได้รีบไป”

ทาฬิดาเดินนำตรีทิพย์ไปที่รถหากไม่มีอะไรฉุกเฉินระหว่างทาง พวกเธอคงไม่ต้องแวะพักอีกแต่นี้ก็ใกล้จะบ่ายโมงแล้ว ทุติยังไม่ให้พวกเธอแวะกินอะไร หรือจะให้กินครั้งเดียวกันแน่หนอ

ทาฬิดาเลือกนั่งข้างๆทุติเพื่อให้อัปสรเอนเบาะนอนไปหลังรถตู้ได้อย่างสบายๆเธอไม่รู้จะทำอะไรจึงถามคำถามทุติไปเรื่อยเปื่อย

“เปรูนี่มีประวัตินานไหมคะจารย์ทุ”

“โหเข้าทางเลยนะนั่นถามอย่างนี้มีหวังจารย์ทุตอบยาวแน่ๆ”

ตรีทิพย์แซว

“ยาวเลยเชียวแหละ”ทุติไม่ได้ใส่ใจคำพูดของตรีทิพย์มากนัก

“เป็นยังไงคะจารย์เล่าให้ทามฟังหน่อย”

“คนที่นี่มีประวัติยาวมาตั้งแต่สองหรือสามพันปีก่อนโน่นมีอาชีพปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ สร้างคลองชลประทานได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อแต่พอมีชนเผ่าอินคาเข้ามาราวๆ ศตวรรษที่สิบสาม คนที่นี่ก็เริ่มเปลี่ยนไปเริ่มมีชนชั้นวรรณในสังคม ต้องมอบเครื่องบรรณาการ ภาษี อาหารสัตว์ให้กับกษัตริย์อินคาผู้ยิ่งใหญ่ อินคาทำให้คนที่นี่มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเองนับถือเทพเจ้าพระอาทิตย์เหมือนกับอินคา น่าเสียดายที่อินคาไม่มีอักษรเป็นของตัวเอง แต่จะใช้การผูกเชือกเป็นปม แทนการเขียนหรือวาดรูปพอสเปนเข้ามายึดในราวๆ ค.ศ.1532 ก็เผาทำลายเชือกพวกนั้นไปจนหมดคนรุ่นต่อมาก็ไม่รู้ว่าไอ้สิ่งที่เหลืออยู่มันคืออะไรมันก็เลยกลายเป็นเพียงแค่เชือกผูกเป็นปมเท่านั้น กว่าจะรู้ว่ามันมีค่ามากมายมหาศาลของมันก็พังพินาศ เสียหายไปจนแทบไม่หลงเหลืออะไรอยู่เลย”

“น่าเสียดายนะคะสเปนไม่น่าทำแบบนี้กับอินคาเลย”

“เป็นเรื่องช่วยไม่ได้นะสมัยนั้นเป็นยุคตามล่าอาณานิคม ประเทศในแถบยุโรปล่าเมืองขึ้นกันเป็นว่าเล่นอย่าว่าแต่อินคาเลย เมืองไทยเราก็เกือบจะโดนไปตั้งหลายครั้ง”

“นั่นสิคะแล้วไอ้มาชูปิกชูเนี่ย สร้างในสมัยไหนหรือคะ”

“ก็สมัยที่ชาวอินคามาปกครองในแถบนี้นั่นแหละคนของอินคาจะจ่ายภาษีด้วยการทำงานให้กับกษัตริย์จึงทำให้มีแรงงานมากมายมาทำงานพวกนี้ เชื่อไหม อินคาไม่มีเครื่องทุ่นแรงอะไรเลยนอกจากแรงงานฝีมือล้วนๆ”

“โหอะไรจะขนาดนั้น” ทาฬิดาตาโตขึ้นมาทันที

“เหมือนจะโหดแต่ไม่โหดเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ สมัยโบราณใครมีกำลังมากกว่าถือว่าเป็นฝ่ายอยู่เหนือกว่าเตรียมตัวได้แล้ว เราต้องไปต่อรถไฟกันอีกรอบ” ทุติเปลี่ยนเรื่องเมื่อรถที่พวกเขาโดยสารมาถึงยังจุดหมาย

“หาต้องต่อรถไฟหรือคะ”

อัปสรเด้งตัวขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้น

“ถ้านั่งรถไฟก็อีกสองชั่วโมงจากโอลันเททัมโบหรือจะเดินป่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องสี่วัน”

“แฮะๆนั่งรถไฟไปดีกว่าค่ะ ทามไม่ถนัดเดิน”

“งั้นก็เตรียมตัวอีกไม่ไกลเราจะถึงโอลันเททัมโบ”

ทุติหันไปบอกกับทุกคน

ทาฬิดาคิดว่าการเดินทางครั้งนี้แสนหฤโหดกับเธอเสียจริงตั้งแต่มาถึงเธอได้นอนไปไม่กี่ชั่วโมง ซ้ำยังต้องมาขึ้นรถ ต่อรถไฟหรือนี่คือการประชดของคุณปู่ ประชดที่เธอไม่ยอมเรียนให้จบจึงต้องมาทนลำบาก หลังขดหลังแข็งอยู่ในเวลานี้




Create Date : 09 กันยายน 2557
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:24:11 น. 0 comments
Counter : 91 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.