It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 
กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๒๐

บทที่  ๒๐

อากาศภายในเต็นท์ไม่ได้อบอุ่นอย่างที่คิดเอาไว้ทาฬิดานอนซุกตัวอยู่ในถุงนอน โดยมีมารีนอนหันหลังชนกับเธอยิ่งดึกอากาศยิ่งเย็นเธอจึงตัดสินใจเอ่ยถามคนที่นอนหันหลังชนกัน

“มานอนในถุงนอนกับฉันไหมมารีนอนอย่างนั้นหนาวตาย”

“จะดีหรือคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะนอนซุกในนี้คงดีกว่านอนขดตัวอย่างนั้น”

“ทำเป็นผ้าห่มไม่ดีกว่าหรือคะ”

“พื้นเย็นมากเลยนะฉันว่าถุงนอนใบนี้ใหญ่พอให้เราสองคนนอนด้วยกันได้ มาสิคะ มาเถอะ”ทาฬิดารูดซิบถุงนอนของเธอออก ให้อีกคนเขยิบร่างเข้ามานอนด้วยกัน

ร่างของมารีโดนตัวของทาฬิดาเธอรู้ว่าเธอคิดถูกแล้วที่ตัดสินใจอย่างนั้น เนื้อตัวของมารีเย็นไปหมดเย็นจนเหมือนน้ำแข็ง ขืนปล่อยให้นอนขดตัวอยู่คนเดียวพรุ่งนี้เช้าเธออาจจะต้องนอนกับร่างไร้วิญญาณของมารีก็ได้ ทาฬิดาโอบกอดมารีจากด้านหลังความอบอุ่นจากร่างกายของเธอแผ่ไปยังแผ่นหลังเย็นเฉียบของมารี ร่างเย็นๆนั้นสั่นนิดๆ แล้วจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง

“เดี๋ยวก็ดีขึ้นค่ะ”ทาฬิดากระซิบบอกข้างใบหูเย็นๆ ของมารี เธอกอดกระชับอ้อมแขนให้แน่นยิ่งขึ้นเพื่อให้เธอทั้งคู่นอนอยู่ในถุงนอนได้

“ช่วยรูดซิบถุงนอนด้วยค่ะ”ทาฬิดาไม่สามารถทำได้เธอจึงบอกกับมารีให้ทำแทน หลังจากที่ถุงนอนถูกรุดซิบปิดมิดชิดร่างของเธอทั้งคู่จึงอบอุ่นขึ้นความร้อนจากร่างกายของทั้งคู่ช่วยให้อากาศในถุงนอนอุ่นกว่าอากาศด้านนอก

“หวังว่าคืนนี้คงหลับสบายนะคะ”

ทาฬิดาบอกอย่างนั้นก่อนที่เธอจะหลับตาลงด้วยความง่วงงุน

“ท่านมาได้อย่างไรกัน”จันทราตกใจเมื่อเห็นทาฬิมายืนต่อหน้าเธอในดินแดนที่เธอย้ายมาบุกเบิกใหม่

“ข้าตามท่านมามาเพื่ออยู่กับท่านจันทรา”

ทาฬิเดินเข้ามายืนจนเกือบจะชิดร่างของจันทรา

“ท่านพี่ล่ะเจ้าคะ”

“นางอยู่ในที่ของนางที่แห่งนั้นไม่ใช่ที่ของข้าอีกต่อไป ข้าจึงตามเจ้ามาพร้อมกับปาซกูดินแดนแห่งนี้สงบสุขยิ่งนัก ข้าชอบจริงๆ”

“ใช่แล้วนายท่านดินแดนแห่งนี้ช่างสงบสุขยิ่ง ไม่มีอันตรายใดๆ ท่านช่างเก่งยิ่งนักนายท่าน”ปาซกูเอ่ยขึ้น ดินแดนสูงสุดเหนือขุนเขา ดินแดนในฝันของใครหลายๆ คนมีเพียงนักบวชและวิหาร พื้นดินด้านล่างถูกทำเป็นขั้นบันไดเพื่อเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ แม้จะมีพื้นที่เพียงน้อยนิด แต่เพียงพอสำหรับเลี้ยงประชากรบนวิหารแห่งนี้ได้อย่างสบาย

“สถานที่ฝั่งโน้นเจ้าทำอันใดรึจันทรา”

ทาฬิเอ่ยถามถึงสถานที่แห่งหนึ่งเธอกับปาซกูเดินทางผ่านมาที่แห่งนั้นทำให้ภูเขาทั้งลูกเป็นขั้นบันได สูงขั้นละหนึ่งเมตรจำนวนนักพันขั้นจนถึงหุบเขาเบื้องล่าง ซึ่งทำเป็นรูปวงกลม ขั้นบันไดแต่ละขั้น มีขนาดกว้างราวๆหนึ่งเมตร

“ที่แห่งนั้นข้าทดลองเพาะปลูกพืชเพื่อที่จะดูว่า พืชชนิดใดให้ผลดีในระดับความสูงเท่าใด”

“ผลเป็นเช่นใด”ทาฬิตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าจันทราไม่เคยหยุดที่จะคิดทดลองในสิ่งที่ยังไม่เคยรู้

“พืชบางชนิดชอบพื้นที่สูงบางชนิดชอบพื้นที่ต่ำ บางชนิดชอบน้ำ บ้างชนิดไม่ชอบยามนี้พวกข้าได้ผลการทดลองมาแล้ว จึงเผยแพร่บอกต่อไปยังประชาชนในดินแดนใกล้ๆ กันประชาชนของเราจึงมิอดอยาก ประกอบกับข้าสั่งห้ามพวกเขาตัดไม้ต้นใหญ่เพื่อให้ต้นไม้ดูดความชุ่มชื้นจากอากาศ เราจึงมีพื้นที่ป่าเป็นแหล่งต้นน้ำ”

“ที่แห่งใดกัน”

“เทือกเขาทาคาคือสถานที่ซึ่งเราเลือกแล้วว่าจะไม่แตะต้อง ที่แห่งนั้นจึงเป็นป่าต้องห้าม”

“เจ้าทำถูกต้องแล้วจันทรามีพื้นที่เพาะปลูกต้องมีพื้นที่ซับน้ำ จึงจักมิแห้งแล้งดังเช่นมายาเคยเป็นเจ้าฉลาดยิ่งเพื่อนข้า”

“ข้ามีบทเรียนจากมายาข้าจักมิยอมให้ดินแดนแห่งใหม่เป็นเช่นนั้นอีกอย่างเด็ดขาด”

“สมแล้วที่เป็นเจ้าจันทรา ข้าสิมิได้เรื่องอันใดเลยสักนิด ทำการอันใดต้องพึ่งพาพวกเจ้าเพลานี้หากข้ามิได้ปาซกู ข้าคงเดินทางหาเจ้ามิพบ

ขอบใจเจ้านักปาซกูที่ช่วยข้า”

“มิเป็นไรดอกท่านทาฬิหากมิได้ท่านต่างหากเล่า ข้าคงมิมีวันนี้”

“หากมิมีพวกข้าพำนักอยู่ที่แห่งนี้เจ้ายังจักอยากเป็นอมตะอยู่หรือไม่”

“หากมิมีท่านข้าขอกลับเป็นคนธรรมดาเถิด”

“ได้หากข้าสองคนมิอยู่ที่นี่ ข้าจักให้เจ้ากลับเป็นคนธรรมดาวิญญาณเจ้าจักเวียนว่ายตายเกิดดังเช่นมนุษย์ทั่วไป หากแต่ร่างเดิมของเจ้าจักเป็นอมตะตลอดกาล”ทาฬิดาตบบ่าของปาซกู

“ข้าแต่งตั้งเจ้าให้เป็นผู้ปกครองอินคานับแต่นี้เป็นต้นไปปาซกู”

จันทราจับบ่าอีกข้างของปาซกูประกาศให้ทุกคนบนดินแดนนี้รับรู้ คำประกาศิตของเทพจันทรา คือคำสั่งเด็ดขาดร่างของปาซกูสั่นนิดๆ ความเป็นอมตะของเขาถูกดูดคืนกลับไปยังร่างของทาฬิดานับแต่นี้เขาจะเป็นคนธรรมดา ไม่ได้เป็นชายผู้มีชีวิตชั่วนิจนิรันดรอีกต่อไป

ไม่มีใครรู้ว่าดินแดนในแถบทาคามีผู้มาเยือนคนใหม่ที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ต้องห้าม คนของอินคาจึงไม่มีใครเข้าไปด้านใน ทุกคน มีความสุขอยู่กับดินแดนของตน ทุกวันก่อนพระอาทิตย์ขึ้นประชาชนจะพร้อมใจกันออกมาสวดให้กับเทพสุริยาของพวกเขา และหลังพระอาทิตย์ตกดินพวกเขาจะสวดให้กับเทพจันทราผู้มีเมตตา สร้างชีวิตใหม่ให้กับ พวกเขา

เวลากลางวันพวกเขาจะมุ่งมั่นในการทำการเกษตร ทดน้ำ เข้าแปลงปลูกพืช หรือไม่ก็มีการละเล่นระหว่างรอการเก็บเกี่ยวชีวิตของผู้คนดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่รู้เลยด้วยซ้ำไปว่ากำลังมีอันตรายแอบแฝงอยู่ไม่ไกลนัก

“นอนใจกันไปเถิดอีกมินาน หากข้ารวมพลังชีวิตมนุษย์จนอิ่ม ข้าจักทวงคืนทาฬิจากเจ้า จันทรา”สายตาแห่งความชั่วร้ายแอบเร้นแฝงอยู่หลังก้อนเมฆดำทะมึน

รัตติถูกครอบงำด้วยจิตฝ่ายดำจนยากที่จะถอนตัวคืนเพียงเพราะคำว่า รัก เพียงคำเดียว บวกรวมกับความทะยานอยาก และต้องการเอาชนะไม่ว่าจะเป็นหนทางใด หากนำพามาซึ่งชัยชนะ รัตติยอมทำทุกสิ่งทาฬิคือผู้ครอบครองหัวใจของเธอ แต่ผู้ที่ครอบครองหัวใจของทาฬิหาใช่เธอไม่ กลับเป็นจันทราหนามยอกอกคนเดียวที่เธอมีเหตุใดหนอ มีรัตติจึงต้องมีจันทรา เมื่อเมืองฟ้าเล่นตลกกับเธอเธอจะเล่นตลกกับเมืองฟ้าบ้าง ใครจะทำไม

“ออเซาะกันนักนะรอก่อนเถอะ ข้าจักทำให้เมืองของพวกเจ้าต้องสูญสิ้น ดังเช่นมายา หากอินคายังอยู่ข้าจักยอมตาย”

รัตติมองเห็นทาฬิและจันทราเดินจับมือกันเพื่อชื่นชมธรรมชาติที่แสนจะรื่นรมย์ในอาณาจักรที่จันทราได้สร้างขึ้นมาโดยมีปาซกูตามประกบคอยอารักขาอยู่มิได้ห่างจนไม่มีช่องว่างให้คนของเธอเข้าไปทำร้ายได้โดยง่าย

“กอร่าเจ้าจงเฝ้าดูพวกมันเอาไว้ให้ดี พวกมันเผลอเมื่อใดบอกข้า ข้าจักจัดการกับพวกมันโดยเฉพาะไอ้ปาซกู”

น้ำเสียงนั้นจริงจังและโหดเหี้ยม นกใหญ่ตัวนั้นผงกหัวของมันเพื่อบอกกับนายของมันว่ามันรับรู้ในสิ่งที่นายของมันสั่ง

ปาซกูเริ่มระแคะระคายถึงการมาเยือนของคนที่พวกเขาระแวงในดินแดนด้านล่างของเผ่าทาคาเขาเคยเตือนทาฬิหลายครั้ง รัตติเงียบเกินไป คนอย่างรัตติอย่างน้อยๆ ต้องให้นกยักษ์ที่ชื่อกอร่าเจ้านกดุร้ายผู้ติดตามออกมาตามหาเขากับทาฬิบ้าง แต่นี่กลับเงียบหาย

เขาได้ยินมาว่ามีดินแดนแห่งอื่นๆ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของดินแดนแถบนี้ เกิดเหตุภัยแล้งเหมือนกับมายาเขาไม่อยากจะคาดเดาว่าจะเป็นคนของมายาหรือเปล่า ผู้คนที่อพยพขึ้นมาทางตอนเหนือบอกกับเขาว่า ผู้ที่ปกครองเมืองนั้นเป็นราชินีหญิงผู้แสนจะโหดร้ายหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ตามที่เขาคิด รัตติกับเขาอยู่กันไม่ไกลเขายิ่งต้องระแวดระวังภัยให้กับทาฬิและจันทราเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

ดินแดนทาคาเบื้องล่างเหมาะยิ่งนักหากรัตติจะแฝงกาย ดินแดนมืดมิดแม้เป็นเวลากลางวันเช่นนั้นไม่มีที่ใดจะเหมาะเจาะเท่ากับหุบเขา ทาคาอีกแล้ว

“หากเจ้าเป็นกังวลข้าจักทำให้ดินแดนแถบนั้นได้รับแสงสว่างบ้าง เอาเถอะปาซกูข้าไม่อยากให้เจ้าระวังภัยจนเกินไปนัก เจ้ามิใช่อมตะดังแต่ก่อน พักผ่อนบ้างเถอะนะสหายข้า”ทาฬิบอกอย่างนั้น เพื่อให้ปาซกูเบาใจ หลังจากที่เธอถอนความเป็นอมตะให้กับเขาปาซกูดูชราลงไปกว่าก่อนมาก มีเพียงพวกเธอเท่านั้นที่ยังคงความสาวอยู่เช่นเดิมเวลาผ่านไปหลายสิบปี พวกเธอลืมไปด้วยซ้ำว่ามาอยู่ที่อินคานานเท่าใดมองไปยังปาซกูเธอจึงรู้ว่า เวลาบนโลกมนุษย์ผันผ่านไปอย่างรวดเร็วนับสิบๆ ปีเธอเลือกคนไม่ผิด ปาซกูเป็นคนดี ปกครองประชาชนของเขาเป็นอย่างดีไม่เคยมีเรื่องเดือดร้อนอะไร ไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย

ทุกคนอิ่มหนำสำราญเบิกบานใจด้วยกันทั้งนั้น

“ไปเพลานี้เถิดนายข้า”ปาซกูยังไม่นิ่งนอนใจ ข่าวที่เขาได้รับมาจากคนของเขามีผู้ลอบเข้าไปอยู่ในป่าต้องห้าม ทำบางอย่างในป่านั้นเพื่อบดบังตาพวกเขาคนผู้นั้นต้องมีเวทย์มนต์ มองจากที่แห่งนี้หุบเขาทาคายังอุดมสมบูรณ์หากแต่เมื่อเดินทางลงไปเบื้องล่าง ต้นไม้ไม่มีเหลือสักต้น ลำน้ำเริ่มแห้งเหือด หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอาจจะส่งผลกระทบกับอินคาในอีกไม่ช้าไม่นาน

ทาฬิรีบไปยังยอดเขาทาคาเธอโบกมือทำการเปิดช่องเพื่อให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงผ่านเข้าไปยังหุบเขาทาคายกภูเขาทางทิศตะวันออกและตะวันตกออก เพื่อให้ปาซกูเบาใจ หลังจากที่ทำเสร็จเธอไม่ได้ลงไปดูที่หุบเขาด้านล่างเธอกลับไปยังอินคาทันที จึงไม่รู้ว่าเบื้องล่างนั้นกำลังเกิดเรื่องชุลมุนเป็นการใหญ่

“เกิดอะไรขึ้น”รัตติเอ่ยถาม อยู่ๆ แผ่นดินเคลื่อนที่ได้ วิหารใต้ดินของเธอกำลังเป็นรูปเป็นร่างมันกลับโดนเคลื่อนย้ายจากที่เดิมไปยังที่แห่งใหม่

“ท่านทาฬิขอรับ”กอร่าบอกกับนายของมัน

“ทาฬิมาที่นี่รึ”

“ขอรับย้ายภูเขาด้านตะวันออกและตะวันตกไปจากที่เดิมนำมันไปเติมบนยอดเขาทิศเหนือแลทิศใต้ขอรับ”

“แปลกจริง”รัตติขมวดคิ้วเข้าหากัน ปกติทาฬิไม่เคยจะย่างกรายเข้ามาที่ทาคาแห่งนี้คงต้องมีอะไรบางอย่าง ทำให้ทาฬิจู่ๆ ย้ายภูเขาทั้งลูกออกไปจากทิศตะวันออก และทิศตะวันตก

หรือทาฬิรู้แล้วว่าเธออยู่ในหุบเขาแห่งนี้

“เป็นไปไม่ได้พวกเจ้าไปสืบมาด้วย นางรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่หรือไม่”

“ขอรับนายท่าน”ร่างชายสูงใหญ่แปลงกายเป็นนกกายักษ์สีดำตัวเขื่อง เพียงแค่มันขยับปีกร่างนั้นหายไปในความมืดทันที

กอร่าบินสูงขึ้นสู่ท้องฟ้าร่างกายสีดำของมันไม่สามารถปกปิดสายตาผู้ใดได้ในเวลากลางวันมันจึงบินให้สูงเสียดฟ้าเสียดเมฆ เพื่อพรางตาจากผู้คน

บนยอดเขามันเห็นร่างสามร่างกำลังยืนดูคนงานทำไร่ ปลูกพืช จากยอดเขาแห่งนั้น มองลงไปยังเบื้องล่างเห็นทุ่งข้าวโพด ข้าว แปลงผัก ปลูกลดหลั่นกันไปบนขั้นบันไดลงสู่เบื้องล่างจากมุมมองของมัน สถานที่แห่งนี้ช่างสวยงามยิ่งนัก ไม่เหมือนกับเมืองของนายมันมีแต่ความมืดมิด

หากเป็นเมื่อก่อนมันคงจะบินลงไปชื่นชมความงดงามของเมืองแห่งนี้แต่บัดนี้นายของมันกับเจ้าของเมืองแห่งนี้กลายเป็นศัตรูกันมันจึงทำได้แค่เพียงเฝ้ามองอยู่ห่างๆ สิ่งที่มันเห็นคือนายหญิงจันทรากำลังเผลอคำสั่งของนายมันคือลอบทำร้ายจันทราให้ได้

กอร่าหุบปีกของมันลงปักหัวดิ่งลงมาจากเบื้องบนอย่างรวดเร็ว ราวกับลูกธนูพุ่งทะยานออกจากคันธนูมันหมายจะพุ่งให้ตรงกับร่างของจันทรา เสียงลมผ่านตัวของมันดังหวีดๆ

ฉับพลันนั้นเองลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งตรงมายังร่างของมัน ปักเข้าที่เหนือปีกด้านขวาทำให้ร่างของมันร่วงลงไปกองกับพื้น เสียงดังตุบ

“บังอาจนักกอร่าท่านเทพทำอันใดแก่เจ้า เจ้าจึงลอบทำร้ายนาง”

ปาซกูตะโกนถามร่างของกอร่าที่กำลังพยายามขยับร่างกายของมัน ความปวดร้าวแทรกซึมไปทุกอณูในร่างสีดำของมัน

“พอแล้วอย่าทำร้ายเขาอีกเลยปาซกู”

ทาฬิร้องห้ามคนของเธอเธอเดินเข้าไปหากอร่า จับร่างบาดเจ็บของมัน เพียงครู่เดียวความเจ็บพลันมะลายหายไป

กอร่าแปลงกายกลับคืนมาเป็นมนุษย์คุกเข่าอยู่ต่อหน้าทาฬิ มันรู้ว่าความผิดของมันนั้นยากเกินกว่าคำว่าให้อภัย

“กลับไปเถิดกอร่าบอกนางด้วยว่า ข้ารอนางอยู่” ทาฬิบอกกับมันอย่างนั้น เมื่อเห็นกอร่าเธอรู้ว่ารัตติคงอยู่ไม่ไกล

“นายท่านปล่อยไปไปเช่นนี้ มันจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเราอีกนะท่าน”ปาซกูไม่พอใจทาฬิเป็นอย่างมาก

หากเขาไม่เห็นว่ากอร่าพุ่งลงมาหมายจะทำร้ายเจ้านายของเขาป่านนี้ไม่ทาฬิเกิดอันตรายคงต้องเป็นจันทรา

“ทำร้ายกันไปมาไม่มีวันสิ้นสุดอย่างนั้นหรือปาซกู ทาฬิทำถูกแล้ว ปล่อยกอร่าไปเถอะ หากนายของมันรู้ว่ามันทำงานผิดพลาดมันคงโดนนายของมันลงโทษอยู่ดี”

“เจ้ารู้จริงยิ่งนักนะจันทรา”

“ข้ารู้นิสัยพี่ข้าดีเจ้าไม่ต้องกลับไปก็ได้นะ พวกเข้าไม่ว่าอันใด”

“ทั้งชีพนี้ข้ามีนายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นขออภัยท่านด้วย”

“เจ้าเลือกนายผิดคิดจนตัวตายเถิดเจ้าโง่กอร่า” ปาซกูไม่พอใจ ยิ่งนักกอร่าไม่ยอมเปลี่ยนความภัคดีจากนายของมันไม่ว่ารัตติจะทำเรื่องชั่วช้าเลวทรามเพียงใด มันไม่เคยทักท้วงมีแต่พยักหน้ารับคำสั่ง และทำ

ตามเท่านั้น

“ไอ้กระแอกไม่เจียมกะลาหัวตัวยังจะเอาไม่รอดคร้านจะทำร้ายผู้อื่น กลับไปบอกนายของเจ้าหากยังมีข้าปาซกูอยู่บนโลกใบนี้ ไม่มีใคร ทำร้ายนายข้าได้เช่นกันข้าขอมอบชีวิตของข้าเพื่อปกป้องเทพทาฬิและเทพจันทราของข้าจนสุดความสามารถ”ปาซกูประกาศกร้าว เขารู้ว่ากอร่าไม่จำเป็นต้องนำความที่เขาพูดไปบอกนายของมันสิ่งที่เขาพูดคงได้ยินไปถึงหูของรัตติ คนอย่างรัตติ ไม่เคยปล่อยให้ลูกน้องออกมาทำงานให้โดย ไม่สอดส่องตาทิพย์ตามมา

“ปาซกูเจ้าท้าทายผู้อื่นทำไมกัน”ทาฬิเอ่ยเตือน เวลานี้ปาซกูไม่ได้มีร่างอมตะอีกต่อไปหากรัตติคิดจะทำร้ายเขาง่ายยิ่งกว่าดีดนิ้วเธอเชื่อว่าเวลานี้รัตติคงฝึกมนต์จนถึงขั้นสูงสุดแล้ว ถึงได้ส่งกอร่ามาลอบทำร้าย พวกเธอ ต่อให้พวกเธอร่วมมือกันใช่ว่าจะสามารถต่อกรกับรัตติได้โดยง่าย

หากเป็นไปตามที่เธอคิดเอาไว้พลังของเธอและจันทรารวมกัน ยังไม่เท่ากึ่งหนึ่งที่รัตติมี ถึงเวลานั้นพวกเธอคงแพ้อย่างราบคาบ ไม่ต้องส่งคนมาลอบทำร้ายหรือตัดกำลัง สู้กันซึ่งๆ หน้ายังหาทางเอาชนะได้ยาก

มนต์ดำกับมนต์ขาวนั้นต่างกันมนต์ดำฝึกแล้วได้ผลเร็ว แต่จะกัดกินจิตใจฝ่ายดีของผู้ฝึก จนกลายเป็นปีศาจและไม่สามารถกลับมาเป็นเทพได้อีก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานกี่กัปกี่กัลป์ 




Create Date : 09 กันยายน 2557
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:42:55 น. 0 comments
Counter : 94 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.