It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 
กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๘

บทที่  ๑๘

ทาฬิดาราวกับถูกมนต์สะกดเธอเห็นภาพอื่นขึ้นมาซ้อนทับภาพการนั่งสนทนาของทุติและพรรคพวก

พีระมิดนั้นทำเอาไว้สำหรับขังผู้หญิงและเด็กทั้งเป็นไม่ได้ฆ่าหรือทำให้ตายก่อนที่จะปิดปากทางเข้าด้วยซ้ำ เป็นการทรมานอันแสนร้ายกาจ

ภายในไม่มีอากาศหายใจทั้งร้อนทั้งชื้น ทั้งหิวกระหาย ผู้ที่ทนอยู่ได้ไม่นาน สิ้นใจไปก่อนถือว่าปลดทุกข์ส่วนพวกที่ทนได้ยาวนานกว่า อึดกว่ายิ่งทรมานกว่า คนเหล่านั้นสาปแช่งรัตติกาลให้ตายตกไปตามกัน ให้โดนกักขังเหมือนที่พวกเธอโดนไม่ยอมเป็นทาสวิญญาณให้กับรัตติกาล ปีศาจในคราบเทพคนนั้น

“พี่ทามๆ”เสียงของอัปสรทำให้ทาฬิดาตื่นจากภวังค์

“อะไรจิ๊ด”

“เป็นอะไรมากปะพี่นั่งเหม่ออยู่นั่นแหละ จิ๊ดเรียกตั้งนานไม่ได้ยิน คิดถึงแฟนอยู่ล่ะสิใช่ปะ”

“ทำนองนั้น”

“ทำไมไม่พามาด้วยละพี่”

“ติดเรียนมั๊งไม่ก็ไม่มีเงินมา” ทาฬิดาตามน้ำไปอย่างนั้น

“แย่เนอะต้องบอกให้แฟนพี่รีบทำงานเร็วๆ เก็บเงินพาพี่เที่ยวจะได้ไม่ต้องนั่งเหม่ออยู่คนเดียวอย่างนี้”

“กลับไปจะบอกให้ก็แล้วกัน”

“พี่ได้ยินที่จารย์ปู่ทุบอกหรือเปล่า”

“เปล่ามีอะไรเหรอ”

“จารย์ปู่บอกว่าอีกสองวันถ้าเครื่องมือพร้อมจารย์ปู่จะเปิดทางเข้านั้นอีกครั้ง”

“ไม่ได้นะ”ทาฬิดาเสียงดังขึ้นมาทันที ซ้ำยังลุกขึ้นยืนไม่บอก ไม่กล่าว จนอัปสรสะดุ้ง

“เป็นอะไรอีกล่ะพี่ละเมอเหรอ” อัปสรชักไม่แน่ใจในอาการของทาฬิดา จู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นราวกับติดสปริงจู่ๆ ก็นั่งนิ่งไม่ไหวติงเหมือนรูปแกะสลัก จะเอายังไงกันแน่ไม่รู้สิ เธอชักกลัวๆแล้วล่ะ

“อย่าเข้าไปในนั้นนะคะอันตรายมาก” ทาฬิดารีบโผล่งออกมาทันที เธอไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าคนทั้งกลุ่มกำลังสนทนากันเรื่องอะไร

“เป็นอะไรทามใครจะเข้าไปที่ไหน” ตรีทิพย์รีบถาม

“อย่าเข้าไปในสุสานนั้นค่ะมันอันตรายมาก” ทาฬิดาบอกอีกครั้ง

“สุสานอะไรเราไม่ได้ไปขุดสุสานนี่” นาลันทาเป็นอีกคนที่งงไม่กัน

“เนินดินนั้นเป็นสุสานพรหมจารีแห่งรัตติกาลวิญญาณที่นั้น ต้องการแก้แค้นกับคนที่ทำกับพวกเธอถ้าเปิดโดยไม่ได้ทำพิธีปลดปล่อยก่อน จะทำให้คนทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในอันตราย”

“พรหมจารีแห่งรัตติกาลอย่างนั้นเหรอผมเคยได้ยินแต่พรหมจารีแห่งสุริยะเทพ ทามเป็นอะไรมากหรือเปล่า ไปหาหมอไหม”

ทุติชักเคืองอยู่ๆ ทาฬิดาจะมาหยุดงานของเขา ทั้งๆ ที่กำลังจะรู้ว่าด้านในพีระมิดนั้นมีอะไรจะให้เขาหยุดกลานคันอย่างนี้คงทำไม่ได้

“เชื่อทามเถอะค่ะจารย์ทุถ้าเราขืนทำอย่างนั้น ทุกคนที่นี่จะตายกันหมด”

“จริงเหรอทาม”มุจลินทร์เริ่มรู้สึกถึงเค้าลางบางอย่าง

“จริงๆค่ะ ทามเห็นผู้หญิงและเด็กอยู่ในนั้นเป็นร้อย ถูกมอมยาให้เมาจับขังเอาไว้ในนั้นทั้งเป็น เพื่อบูชารัตติกาล ให้นางอยู่ยงคงกระพัน ทุกวิญญาณที่อยู่ในนั้นมีแต่ความโกรธแค้นชิงชังหากเราปล่อยออกมาก่อนที่จะทำพิธี จะเกิดเรื่องร้ายแรงกับที่นี่ไม่ใช่สิกับประเทศนี้ และประชากรของประเทศทั้งหมด”

“อะไรนะบ้าไปแล้วทาม ผมไม่เชื่อคุณหรอก จะมาวิญญาณอะไรทำให้คนทั้งประเทศมีอันเป็นไป”

“ว่าได้หรือคะจารย์ทุอินคาเคยมีโรคระบาด ทำให้คนล้มตายเกือบหมดแผ่นดินมาแล้วเมื่อหลายร้อยปีก่อนจนทำให้เมืองทั้งเมืองร้างผู้คน แถมยังอ่อนแอจนสเปนเข้ามาบุกยึดได้ง่ายๆ ทั้งๆที่มีคนน้อยกว่าหลายร้อยเท่า เราเชื่อเอาไว้ก่อนก็น่าจะดีนะคะจารย์”

ตรีทิพย์เริ่มเห็นด้วยกับทาฬิดาเธอเป็นพวกไม่เชื่อไม่ลบหลู่

“ผมต้องทำยังไงล่ะถึงจะเปิดประตูนั้นได้”

“ต้องทำตามพิธีกรรมโบราณค่ะ”

มารีเอ่ยขึ้นคงถึงเวลาที่เธอจะออกเสียงบ้าง

“ทำแบบไหนยังไง เมื่อไหร่ ที่ไหน” ทุติถามเป็นชุด

“หน้าเนินดินให้หมอผีของทุกเผ่ามาร่วมพิธี ในวันพระอาทิตย์

เท่ากับพระจันทร์เพื่อสร้างสมดุลให้กับวิญญาณที่เราจะส่งไปยังดินแดนแห่งใหม่”

“เมื่อไหร่ล่ะ”

“วันราตรีเสมอภาค”มารีตอบโดยไม่ต้องคิด

“วิษุวัตอย่างนั้นเหรอ”ทุติพยักหน้าเข้าใจ วันวิษุวัตในหนึ่งปีจะมีเพียงสองวันเท่านั้นคือวสันตวิษุวัตและศารทวิษุวัต นั่นเท่ากับว่าเขายัง ไม่สามารถทำอะไรในเวลานี้ได้ เพราะเดือนนี้คือเดือนธันวาคมและเปรูอยู่ทางซีกโลกใต้ ซึ่งวันต่างๆ จะสลับจากซีกโลกเหนืออย่างสิ้นเชิง

หากทางซีกโลกเหนือคือฤดูหนาวทางซีกโลกใต้นั้นจะเป็นฤดูร้อน มีกลางวันยาวกว่ากลางคืน

“ค่ะคุณเข้าใจถูกแล้ว” มารีพยักหน้าตอบ

“แย่เลยสิ”ทุติบ่นออกมาเบาๆ

“ยังไม่แย่เสมอไปหรอกค่ะเราอาจจะเลือกวันที่กลางคืนสั้นกลางวันยาวที่สุดก็ได้”

“ครีษมายันถ้าอย่างนั้นไม่กี่วันแล้วสิใช่ไหม”

ทุติพยายามคำนวณวันซึ่งตรงกันข้ามกับซีกโลกเหนือ

“ค่ะยี่สิบสองธันวาคม หากเลือกวันนั้น สุริยะเทพจะเข้าข้างเรา”

“คุณเตรียมงานของคุณได้เลยส่วนผมจะเตรียมทีมของผมเหมือนกัน คุณต้องการหมอผีกี่คนมาทำพิธี สุดแล้วแต่คุณผมต้องการเข้าไปในนั้นโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทีมอื่นจะตัดหน้าพวกเรา”

“เรื่องดื้อไม่มีใครเกิน”

ตรีทิพย์กระซิบบอกนาลันทาและหัวเราะกันสองคน

แสงสว่างทั่วท้องฟ้าทั้งๆ ที่เป็นเวลายามค่ำคืน ผู้คนต่างแตกตื่นวิ่งออกมาจากที่พักอาศัยของตน

ดาวหางดวงหนึ่งพุ่งเป็นลำยาวราวกับพลุไฟ ลำแสงของมันสว่างแต่ไม่แสบตา ปลายดาวหางพวยพุ่งเป็นทางยาวตลอดเส้นทางที่มันลอยผ่านมา สิ่งที่ปรากฏบนท้องฟ้า ไม่เคยมีผู้ใดในที่แห่งนี้เคยเห็นมาก่อน ทุกคนส่งเสียงครางออกมาจากลำคอต่างพากันคุกเข่าก้มลงเคารพสิ่งที่เขาเห็นบนท้องฟ้าในเวลานี้

“เทพเจ้าโปรดอภัยแด่พวกข้าด้วยเถิด”เสียงจากผู้นำเผ่าและหมอผีประจำเผ่าเอ่ยขึ้น ทำให้ทุกคนในที่แห่งนั้นกล่าวตามเขา

“โปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด”ทุกคนเปล่งออกมาเป็นประโยคเดียวกัน ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นไปมองดาวดวงนั้น

ท้องฟ้าจึงเหมือนมีพระอาทิตย์สองดวงดวงหนึ่งมีขึ้นในเวลากลางวัน ส่วนดวงนี้มีขึ้นในยามค่ำคืนทุกคนจินตนาการไปถึงงูยักษ์พ่นไฟ

“เทพเจ้างู”เสียงเด็กเล็กๆ คนหนึ่งตะโกนบอก เด็กน้อยคนนี้นั่งแหงนหน้ามองท้องฟ้ามาตั้งแต่ออกมาจากบ้านมีแต่พวกผู้ใหญ่เท่านั้นที่ ก้มหน้าลงกับพื้น ทำความเคารพสิ่งที่พวกเขาเห็นจากนั้นไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอีกเลย

เมื่อมีคนนำทุกคนจึงเชื่อไปในทางเดียวกันว่า สิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นคือเทพเจ้างูจริงๆเป็นงูที่อาจจะทำร้ายพวกเขา ทำร้ายเผ่าของเขา หาก ไม่ทำอะไรสักอย่าง เผ่าของเขาคงต้องจบสิ้นลงอย่างสิ้นเชิง

“บูชายัญ”ผู้นำเผ่า เอ่ยบอกกับทุกคน หากเกิดเหตุการณ์ประหลาดอย่างนี้บนท้องฟ้าสิ่งเดียวที่พวกเขาจะเอาใจเทพเจ้าของเขาได้

คือการบูชายัญด้วยชีวิตมนุษย์เท่านั้น

เผ่าของเขาขยับขยายมาจากทางตอนเหนือซึ่งกลายเป็นทะเลทรายอันแห้งแล้ง เดินทางเลาะริมทะเลมาเรื่อยๆมาจนหยุดที่คาบสมุทรยูคาทันแห่งนี้ จะว่าไปตั้งแต่ย้ายลงมาจากทางตอนเหนือ พวกเขาเห็นดวงดาวบอกทางเปลี่ยนไปเห็นเมฆสีดำบนท้องฟ้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น บัดนี้บนเมฆสีดำนั้นกลับมาเทพเจ้างูปล่อยลำแสงยาวเป็นหาง ราวกับกำลังจะพุ่งลงมายังหมู่บ้านของพวกเขาหากไม่ทำการบูชายัญ เทพเจ้าจะพิโรธเปลี่ยนดาวนำทางของพวกเขา เปลี่ยนวันเวลาของพวกเขา หากไม่มีดาวบอกเวลาเหล่านั้นพวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า เมื่อใดจะต้องเริ่มต้นการเพาะปลูกเมื่อใดจะต้องเริ่มต้นการเก็บเกี่ยว

พิธีเริ่มต้นขึ้นทันทีที่ผู้นำเผ่าพูดออกมาทาสของพวกเขาถูกจับมาตรึงกับไม้กลางลานพิธีจากนั้นผู้นำเผ่าจึงทำการสังหารเขาด้วยตนเองร่างไร้วิญญาณไม่มีทางขยับหนี ถูกสังเวยให้กับเทพเจ้างูบนท้องฟ้า

พิธีกรรมนี้เป็นพิธีที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นตามคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์โปปาวูของเผ่า พิธีนั้นทำอยู่หลายวันจนท้องฟ้าในยามค่ำคืนกลับมาสู่สภาวะปกติ ไม่มีเทพเจ้างูอยู่บนนั้นพวกเขาจึงคิดไปว่า พิธีบูชายัญทำให้พวกเขารอดพ้นจากอันตราย หากเกิดเหตุเช่นนี้อีกพวกเขาจะใช้ชีวิตมนุษย์สังเวยให้แด่เทพเจ้าของเขาและจะไม่มีวันยอมเปลี่ยนพิธีกรรมนี้อย่างเด็ดขาด

ท้องฟ้าปรากฏลูกไฟสว่างขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้มาในเวลากลางวัน ไม่มีหางพุ่งยาว เหมือนเช่นครั้งก่อนเหตุการณ์นี้ต่างจากเหตุการณ์เทพเจ้างูไปไม่ถึงขวบปีสิ่งที่เห็นนั้นราวกับมีดวงอาทิตย์สองดวง แสงนั้นส่องสว่างจนแสบตา ผู้คนที่พบเห็นเริ่มหวาดกลัว

“ไปจับทาสมาเราจักเริ่มพิธีกรรม ณ บัดนี้”

พิธีกรรมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแสงสว่างเป็นลำพุ่งตรงมายังลานทำพิธีนั้น ปรากฏร่างของหญิงสาวสามคนลงมายืนอยู่เบื้องหน้าของผู้นำเผ่า

“หยุด”เสียงจากหญิงสาวทั้งสามคนบอกอย่างนั้น ทำให้ผู้นำเผ่าหยุดการสังหารทาสของเขาทันทีรีบคุกเขาก้มลงหมอบกับพื้น เพื่อทำความเคารพผู้หญิงทั้งสามคน

“พวกเจ้าทำอันใด”เสียงอันทรงพลังเอ่ยถาม

“ข้าจักบูชายัญชายผู้นี้แด่เทพเจ้าเจ้าข้า”

“บัดซบยิ่งนักเหตุใดจึงเห็นชีวิตเป็นสิ่งไร้ค่าเช่นนี้ หยุดแลปล่อยเขาเป็นอิสระบัดเดี๋ยวนี้”

“เจ้าข้า”ผู้นำเผ่าลุกลี้ลุกลนเข้าไปแกมัดชายที่ยังไม่ถึงที่ตาย

เมื่อเขาเป็นอิสระเขารีบคุกเข่าคำนับหญิงทั้งสามทันที

“ขอบใจท่านเทพขอบใจท่านเทพ” เขาพร่ำพูดเพียงประโยคเดียว เทพทั้งสามทำให้เขาไม่ตาย

“ข้าขอชีวิตชายผู้นี้เถิดให้เขาเป็นข้ารับใช้พวกข้า จักได้หรือไม่”

“ได้สิท่านได้ๆ” ผู้นำรีบตอบกลับแทบจะทันที

“เจ้าชื่ออะไร”หนึ่งในหญิงสามคนคุกเข่าต่อหน้าชายคนนั้นเข้าไปพยุงให้เขาลุกขึ้นมายืนเพื่อที่จะได้เห็นใบหน้าของเขาชัดๆ

“นามข้าปาซกูถูกกวาดต้อนมาจากเมืองทางทิศเหนือเพื่อมาทำไร่ที่นี่”

“เจ้าเป็นทาสอย่างนั้นรึ”

“ขอรับข้าเป็นทาส”

“นับแต่นี้เจ้ามิใช่ทาสอีกต่อไปเจ้าเป็นผู้รับใช้ข้าทาฬิ”

เธอเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับแม่ปลอบประโลมลูก

“ขอบใจท่านยิ่งนักขอบใจท่าน”

ปาซกูคุกเข่าลงคำนับเทพหญิงทั้งสามของเขาอีกครั้ง

“พวกข้ามาจากเมืองฟ้ามาเพื่อปลดปล่อยพวกเจ้า จากอันตรายทั้งปวง พวกเจ้ามิต้องบูชายัญสิ่งใดอีกต่อไปบัดนี้ทุกคน ณ ที่แห่งนี้เป็นอิสระ ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ จากนี้ไปนับร้อยนับพันปีข้อขออำนวยพร”

เทพที่บอกทุกคนว่าชื่อทาฬิบอกกับทุกคนบนลานพิธีแห่งนั้น เสียงกู่ร้องสรรเสริญพระเจ้าของพวกเขาดั่งก้องไปทั่วหุบเขา

เทพทาฬิส่งสัญญาณให้กับลำแสงบนท้องฟ้าไม่นานนัก ลำแสงนั้นหายไปทันที ร่างของเทพทั้งสามค่อยๆ เดินเข้าไปในกลุ่มประชาชน

หญิงคนหนึ่งถูกตัดหูขาดไปหนึ่งข้างเทพทาฬิใช้มือของเธอประคองใบหน้านั้น เพียงพริบตาใบหูที่ขากหายไปกลับมามีเหมือนเดิม สิ่งที่ปรากฏให้คนเห็นทำให้ทุกคนเลื่อมใสศรัทธาในเทพของเขามากขึ้น

ผู้นำเผ่ายิ้มร่าจากนี้ไปเผ่าของเขาจะเป็นเผ่าที่ไม่ต้องอดอยากอีกต่อไป ในเมื่อเขามีเทพมาอยู่กับเขาถึงสามองค์แม้จะยังไม่รู้ว่าเทพทั้งสามนั้นคือเทพอะไร เขาไม่ใส่ใจเรื่องนั้นหรอกแค่เพียงเผ่าข้างๆ รับรู้ว่า เผ่าของเขามีเทพมาอยู่ด้วยคร้านจะตามเข้ามายอมสิโรราบให้กับเขาแน่นอน

“เจ้ามาจากที่ใดทางทิศเหนือรึปาซกู”

ทาฬิเอ่ยถามเมื่อเธอพาปาซกูมานั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่

“ดินแดนด้านบนขอรับเผ่าของข้าแห้งแล้งยิ่งนัก แผ่นดินกลายเป็นทะเลทรายพวกข้าจึงเร่ร่อนเดินทางมาทางใต้ หวังจักหาที่ทำกินแห่งใหม่ แต่เมื่อมาถึงที่นี่พวกข้ากลับถูกจับเป็นทาส”

“พวกเจ้ามากันมากน้อยเพียงใด”หญิงอีกคนหนึ่งถามปาซกู

“เราแบ่งกันมาหลายทางขอรับท่านบางคนไปทางตะวันออก ส่วนข้ามาทางใต้ บางคนไปทางตะวันตกก็มีขอรับ”

“เหตุใดเจ้าจึงมิขึ้นเหนือ”

“มีคนเคยไปทางเหนือแล้วขอรับแต่อยู่มิได้ มืดมิดนับแรมเดือน อากาศเย็นยิ่งนักมีเพียงบางพวกเท่านั้นที่ตัดสินใจตั้งถิ่นฐาน ณ ที่นั้น แลมีบางพวกเดินทางกลับมาขอรับ”

“ข้าลืมไปข้าชื่อทาฬิ ส่วนนี่รัตติ และนี่จันทรา ข้าเป็นคนของเมืองฟ้าลงมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ผู้ยากไร้ แลตั้งบ้านแปงเมืองใหม่ ในดินแดนรกร้าง”

“ท่านเลือกที่แห่งนี้หรือขอรับ”ปาซกูพยักหน้าเข้าใจ ในสิ่งที่เทพของเขาพูด ตำนานเกี่ยวกับเทพมีมากมายนับพัน หนึ่งในนั้นคือเมืองฟ้าหรือบางคนเรียกว่าสวรรค์ ที่แห่งนั้นจะมีเทพธิดามากมาย บางคนบอกว่าสวยหยาดฟ้ามาดินเขาเพิ่งได้เห็นในวันนี้ ผู้หญิงทั้งสามคนสวยจนเขาจ้องตาไม่กะพริบบางครั้งยังลืมหายใจ

“เจ้าช่วยข้าสร้างที่พำนักที่นี้ได้หรือไม่ล่ะปาซกู”

“ได้สิขอรับข้าจักช่วยพวกท่านสุดกำลังที่ข้ามี”

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นปาซกูเจ้าบอกแหล่งหินให้พวกข้าน่าจะพอ”

“มีขอรับท่านด้านหลังหมู่บ้านมีแหล่งหินมากมาย ท่านต้องการได้มากเพียงใดขอรับ”

“มากเท่าที่จะมากได้เจ้าพาพวกเราไปดูด้วยเถิด” น้ำเสียงแห่งไมตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมา ทำให้ปาซกูรีบเดินนำเทพทาฬิของเขาไปยังแหล่งหินที่เขาเคยเห็นเมื่อครั้งที่เขาหักล้างถางพงเพื่อปลูกพืชให้กับผู้นำเผ่า

พื้นดินแถบนั้นเต็มไปด้วยหินพวกเขาไม่สามารถใช้เครื่องมือขุดลงไปเพื่อทำการเกษตรได้จึงปล่อยที่ดินแถบนั้นให้รกร้างเช่นเดิม มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้ว่าที่แห่งใดมีหิน ที่แห่งใดมีดิน และที่แห่งใดมีน้ำ

เขาพาเทพทาฬิไปยังที่นั่นเมื่อเธอเห็น เธอกล่าวขอบใจเขา จากนั้นเพียงแค่สะบัดมือ ต้นไม้ที่เคยขึ้นรกถูกถอนออก ไปวางกองรวมกันอยู่ด้านข้าง เขาถึงกับตะลึงเมื่อเห็นภาพนั้น

ไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวที่เป็นเช่นนั้นผู้ติดตามรวมถึงผู้นำเผ่าต่างมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความตกใจ ก้อนหินค่อยๆผุดขึ้นมาจากพื้นดินเป็นแท่งๆ วางเรียงซ้อนๆ กันขึ้นไปจนสูง กลายเป็นสี่เหลี่ยมและลดขนาดลงเรื่อยๆ จนมันเรียงซ้อนกันจนเกือบจะเป็นยอดแหลม รูปแบบการก่อสร้างในลักษณะนี้ปัจจุบันเรียกว่าพีระมิด

“มายาเมืองมายา ที่แห่งนี้คือภาพมายา ชื่อของที่นี่คือมายา” ทาฬิบอกกับทุกคน

“ขอรับ”ผู้นำเผ่าโค้งคำนับให้กับทาฬิตั้งแต่เขาเกิดไม่เคยเห็นใครสร้างอะไรได้รวดเร็วเช่นนี้มาก่อนถ้าไม่ใช่เทพผู้หญิงคนนี้จะเป็นใคร




Create Date : 09 กันยายน 2557
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:41:15 น. 0 comments
Counter : 103 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.