It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 
กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๒๑

บทที่  ๒๑

ทาฬิดาสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะอัปสรมุดเข้ามาในเต็นท์ของเธออัปสรเห็นเธอกับมารีนอนกอดกันกลมอยู่ในถุงนอน จึงรีบมุดออกไป

“งานปักษ์ใต้เมืองเลยเราได้เจอะกันฝากสัมพันธ์รักแน่น”

อัปสรแหกปากร้องเพลงผิดๆถูกๆ ไปตามประสา

“งานปักษ์ใต้อะไรของตัวไปอยู่เมืองเลย เลยไม่ได้อยู่อีสานเหรอจิ๊ด” พิมมาดาเอ่ยถามเพลงนี้เธอเคยได้ยินมาก่อน แต่เนื้อร้องไม่ใช่อย่างที่เธอได้ยินจากปากของอัปสร

“เออน่าเราอยากร้องอย่างนี้มีอะไรปะล่ะ หรือตัวจำเนื้อร้องได้ ตัวร้องเลยดิ”อัปสรโบ้ยให้อีกคนทันที

“ใครจะไปจำได้หมดเล่าเคยได้ยินพี่แม่บ้านเปิดวิทยุครั้งสองครั้งเท่านั้นแหละ” พิมมาดาว่า เธอไม่ได้โกหกแค่เคยได้ยินเพลงนี้มาสองหรือสามครั้งเท่านั้น ตอนที่เธอเดินไปในห้องครัวเพื่อช่วยคุณยายปลอกผลไม้ เธอแทบฟังภาษาไม่ออกด้วยซ้ำไปว่านักร้องร้องเพลงอะไร

“เห็นปะล่ะฉะนั้นอย่ามาว่าเรา ถ้าเราจะร้องผิดๆ ถูกๆ เพราะเราร้องไม่เป็น แต่อยากร้องเฉยๆ”อัปสรแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ เธอแค่นึกไม่ออกเท่านั้นว่าจะร้องเพลงอะไรแซวทาฬิดากับมารีคิดถึงเพลงนี้ขึ้นมาจึงร้องเท่านั้น ภาพที่เธอเห็นสองคนกอดกันกลมอยู่ในเต็นท์ยิ่งกว่าคู่รักกันเสียอีก ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าทั้งสองคนเพิ่งจะรู้จักกันเธอคงจะคิดไปว่าทั้งคู่เป็นคู่รักกันมานานแสนนาน คิดแล้วน่าอิจฉาจริงๆสักวันเธอจะต้องมีคนรักมานอนกอดยามอากาศหนาวๆ บ้าง ตอนนี้เธอคงต้องร้องเพลงต้องมีสักวันไปพลางๆ ก่อน

“ถามจริงๆเถอะร้องทำไมกัน ไม่เห็นเข้าท่าเลย” พิมมาดา ส่ายหน้า อัปสรมักทำเรื่องประหลาดๆ ให้เธอเห็นบ่อยๆ

“จะร้องแซวพี่ทามเมื่อคืนคงฝากสัมพันธ์รักกับพี่มารีมาเยอะ ดูดิ ตาโหลเลยไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าจะนอนดูดาวกันทั้งคืน” อัปสรบุ้ยปากไปทางทาฬิดาที่กำลังมุดออกมาจากเต็นท์พร้อมกับมารี

“ใครว่าล่ะหนาวจนนอนไม่หลับต่างหาก ต้องนอนซุกกันสองคน หนาวจะตายอยู่แล้ว”

“อ้าวแล้วทำไมพี่ทามไม่กลับไปนอนในบ้านพักล่ะคะ มานอนหนาวอยาแถวนี้ทำไมกัน”

“เรื่องของพี่เราอย่าถามมากเรื่องนักเลย ไปล้างหน้าก่อนดีกว่า อยากดื่มอะไรอุ่นๆ รองท้องจะแย่”

“นอนหิวกันทั้งคืนเลยเหรอพี่”

“ก็ใช่น่ะสิยะหล่อน”ทาฬิดาเขกไปที่ศีรษะของอัปสรโป๊กใหญ่ ก่อนที่จะเดินไปเข้าห้องน้ำ พร้อมกับมารี

“แปลกคนทนกันอยู่ทำไม หนาวก็กลับไปนอนในบ้าน หิวก็เดินไปโรงครัวได้นี่นาไม่มีใครห้ามเอาไว้สักหน่อย ตัวว่าปะลูกหนู พวกพี่ๆ ชอบทำอะไรประหลาดๆไม่เข้าใจเลยจริงๆ ” อัปสรพูดไปพร้อมกับเอามือจับบนศีรษะของตนเองไปด้วยโชคดีที่เธอฉลาด สวมหมวกเอาไว้ ไม่อย่างนั้นคนเจ็บกว่านี้แน่นอน

“ไม่ว่าล่ะพวกพี่ๆ ต้องมีอะไรสักอย่างที่ไม่บอกเด็กๆ อย่างเรา”

“เฝ้าสมบัติแน่ๆเลย” อัปสรคิดได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นในเวลานี้

“คืนนี้ถ้าพวกพี่ๆมานอนเต็นท์อีก พวกเราแอบย่องมาดูดีไหม” อัปสรนึกเรื่องสนุกของเธอขึ้นมาได้

“จะดีเหรอจิ๊ด”พิมมาดากึ่งกล้ากึ่งกลัว

“อย่าบอกพวกคุณอาดิเรามาเดี๋ยวเดียวเราก็กลับ คงไม่มีอะไรหรอกน่า นะๆ มากับเรานะลูกหนู”

“ก็ได้ๆไปปลุกเราด้วยก็แล้วกัน”

“ได้ๆสัญญานะ” อัปสรยกนิ้วก้อยยื่นให้กับพิมมาดา เป็นอันตกลงทำสัญญาเกี่ยวก้อยกัน

“สองคนนั่นต้องคิดทำอะไรกันอีกแน่ๆเลยมุจ”

นาลันทาเห็นท่าทางของอัปสรและพิมมาดาจึงเอ่ยกับคนรัก

“ปล่อยไปเถอะเด็กๆ จะมีอะไรนอกจากเล่นซนๆ ที่นี่ก็แปลกนะ จะสิบโมงแล้วแดดยังไม่ออกเลย”

“เขาลูกนั้นสูงมากก็อย่างนี้แหละค่ะ กว่าจะโผล่พ้นยอดเขา คงเกือบสิบเอ็ดโมง”นาลันทาชี้ไปที่ยอดเขาทาคา บนยอดนั้นสูงจนเกือบจะเสียดเมฆไม่แปลกอะไรที่พื้นดินด้านล่างจะไม่มีแสงแดดส่องผ่าน อย่าว่าแต่แสงแดดเลยเมฆบางก้อนยังปะทะกับยอดเขานั้นด้วยซ้ำ

“ถ้าไม่รู้ว่าเป็นเปรูมุจคงจินตนาการไปว่าที่นี่เป็นซัมบาลลาเลยนะคุณ ดูสิ เทือกเขาทอดยาวสุดลูกหูลูกตามองแทบไม่เห็นขอบฟ้า”

มุจลินทร์ชี้ให้นาลันทาดูเทือกเขาแห่งนี้เทือกเขาสูงลิบบนยอดเขายังมีหิมะปกคลุม แม้ฤดูนี้จะเป็นฤดูร้อน หิมะยังละลายไม่หมดและหิมะนี่แหละที่เป็นต้นกำเนิดลำน้ำสายเล็กๆ ที่กำลังไหลผ่านหมู่บ้านทาคานาลาหมู่บ้านในหุบเขาแห่งนี้

“นั่นสิถ้าที่นี่มีตำนานเหมือนเทือกเขาคุนลุนตามจินตนาการของ เจมส์ฮิลตันคงน่าสนุกพิลึกเลยแหละ”

“อย่าให้เหมือนเรื่องตำนานลึกลับใต้พิภพก็แล้วกันนั่นอะน่ากลัว”

มุจลินทร์คิดถึงภาพยนตร์ฝรั่งเรื่องหนึ่งเธอจำชื่อเรื่องได้ไม่แม่นยำนักเนื้อเรื่องนั้นพูดถึงโลกอีกโลกหนึ่งซึ่งอยู่ซ้อนกับโลกปัจจุบัน ลึกลงไป ใต้พิภพพระเอกบังเอิญร่วงลงไปในช่องเขาพร้อมกับพรรคพวกอีกสองหรือสามคน จากนั้นเขาต้องผจญภัยอยู่ในดินแดนแห่งนั้นซึ่งมีสัตว์หายสาบสูญไปจากพื้นโลกลงไปอาศัยอยู่ในดินแดนนั้นจำนวนมากเช่นสัตว์ยุคไดโนเสาครองโลก สุดท้ายเมื่อต้องผจญชะตากรรมเขาได้เพชรเม็ดเป้งกลับออกมาจากดินแดนนั้น กลายเป็นมหาเศรษฐีร่ำรวยไม่น่าเชื่อถ้าให้เธอต้องเข้าไปเสี่ยงอย่างกับพระเอกในหนังเรื่องนั้น แล้วกลับขึ้นมารวยเธอขอนั่งๆ เดินๆ ยืนๆ อยู่บนโลกนี้ดีกว่า แค่คิดยังรู้สึกปวดกระดูกขึ้นมาทันใด

“อะไรน่ากลัวคะอามุจ”

จู่ๆอัปสรโผล่ขึ้นมาทำเอามุจลินทร์อกสั่นขวัญหาย

“ไอ้บ้าจิ๊ดมาไม่บอกไม่กล่าว” มุจลินทร์ดุ

“ใครว่าล่ะจิ๊ดเดินมายืนตั้งนานแล้ว อาสองคนไม่หันหลังมาดูจิ๊ดเองต่างหาก มาโทษกันอีกแล้วนะว่าแต่หนังเรื่องอะไรเหรออามุจ จิ๊ดจะได้กลับไปดูบ้าง”

“ไม่รู้จำไม่ได้ไปถามอากลางของเราโน่น อาไม่เคยจำชื่อหนัง”

“อ้าวตกลงซัมบาลลามีจริงหรือเปล่าล่ะคะ” อัปสรเกาศีรษะพูดอยู่เมื่อสักครู่ไหงลืมได้ง่ายๆ ไม่รู้ คนแก่นี่นะ ความจำเสื่อมง่ายเหลือเกิน

“ซัมบาลลาอาจจะมีจริงหรือไม่มีก็ได้เป็นเพียงชื่อเมืองในตำนาน เท่านั้น ตำนานของชาวอาการ์ทาซึ่งอาศัยอยู่ใต้โลกตามทฤษฎีโลกกลวงลวงโลกของไซรัสรีทีดเมื่อหลายสิบปีก่อน พอมีคนอ่านเรื่องพวกนั้นบางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ นักสร้างหนังก็เลยเอาไปทำเป็นหนังออกมาฉายคนชอบเรื่องลี้ลับก็เลยชอบดู แค่นี้แหละไม่มีอะไร”

“โหอย่างนี้น่าสนใจแฮะอากลาง”

อัปสรชักรู้สึกอยากดูขึ้นมาจับใจเรื่องสนุกๆ ลุ้นๆ ระทึกไม่มีผีอย่างนี้ขอให้บอกเถอะ เธอจะไปตามล่าเอามาดูให้ได้

โกกนทและพวกหมอไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉยๆพวกเธอเข้าไปตรวจรักษาคนไข้ตั้งแต่เช้าจนถึงช่วงบ่ายของวันนั้น คนไข้ต่อคิว ทำการรักษาเริ่มบางตาลง จนเหลือคนสุดท้าย

หลังจากที่ไม่มีคนไข้แล้วโกกนทจึงไปหาภัทรมลและศรรักซึ่งนั่งพักอยู่ที่เพิงชั่วคราวไม่ไกลจากเพิงของเธอมากนัก

“หิวหรือยัง”โกกนทเอ่ยถาม จ้องไปที่ใบหน้าของศรรัก

“แกอย่ามามองฉันอย่างนี้นะไอ้นทฉันไม่ใช่กระสือนะยะหล่อน จะได้ร้องหิวข้าวตลอดเว”

“ฉันว่าอะไรแกหรือยังหือไอ้ศร”

“แกไม่ได้พูดแต่แกมองหน้าฉันอย่างนั้น หรือแกจะเถียง”

“พอเลยๆทั้งสองคน เถียงกันตั้งแต่สมัยเรียน ทำงานแต่งงาน จนจะมีลูกยังจะเถียงกันอยู่นั่นแหละ พี่ปวดหัว จะไปกินข้าวก็รีบๆ ไปซะ บ่ายนี้หัวหน้าเผ่าจะจัดงานต้อนรับพวกเราอย่างเป็นทางการจะได้เตรียมตัวไปกินข้าวก่อน เดี๋ยวจะกินไม่ลง”

“ปีที่แล้วก็จัดต้อนรับปีนี้ยังจะจัดอีกหรือคะพี่บิว”

“เขาบอกว่าต้องจัดต้อนรับ ไม่อย่างนั้นผีป่าจะรบกวนพวกเรา เขาจะช่วยปัดเป่าผีร้ายให้พี่ไม่อยากขัดใจ ก็เลยต้องยอม”

“ยังจะเชื่ออะไรงมงายอยู่อีกเนอะโลกถึงยุคสองพันเข้าไปแล้ว จัดงานแต่ละทีไก่ตาย แกะตาย ยังไม่รวมถึงสัตว์อื่นๆอีกตั้งเยอะ แกทนให้พวกนั้นทำกับสัตว์ได้ยังไงวะ ฉันไม่เข้าใจจริงๆ”

“หรือแกจะตายแทนไก่แทนแกะล่ะไอ้ศร”

“ไอ้บ้านทแกแช่งฉันหรือไง”

ศรรักส่งเสียงแหลมสูงปี๊ดจนคนรับฟังแสบแก้วหู

“เปล้าฉันแค่ถามเฉยๆ”

โกกนทเสียงสูงตามไปด้วยอีกคนเป็นการล้อเลียน

“ไปๆพี่หิวข้าว ใครจะฆ่าจะแกงกันเชิญตามสบาย ไปก่อนนะ”

ภัทรมลรีบเดินปลีกตัวออกไปจากการถกเถียงกันของรุ่นน้องเธอว่าต่อให้เถียงกันไปอีกวันเต็มๆ คงหาคนชนะได้ยาก หากจะจัดโต้วาทีให้กับรุ่นน้องทั้งสองคน เธอว่าต้องมีข้อจำกัดให้สองข้อ

ข้อแรกคือสรุปความตรงประเด็น ไม่เช่นนั้นทั้งสองจะหาข้ออ้างแถไปได้เรื่อยๆข้อที่สองคือกำหนดเวลา ห้ามโต้กันเกินห้านาที ใครเกินให้ปรับแพ้ไปโดยปริยายเธอไม่อยากฟังเสียงสูงๆ ของศรรักให้ระคายแก้วหู

ลานพิธีถูกจัดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบสัตว์ที่จะนำมาบูชายัญเพื่อขับไล่ภูตผีถูกผูกติดเอาไว้กับหลักกลางลาน

พิธีกรรมของที่นี่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นสัตว์ทั้งหมดสิบสามชนิด ถูกจับมามัดเอาไว้เมื่อถึงเวลาแสงแดดสุดท้ายส่องมายังหลักและเงาไปทาบทับที่สัตว์ตัวใดสัตว์ตัวนั้นจะถูกจับมาบูชายัญให้กับเทพเจ้า

“จะฆ่าพวกมันทั้งหมดนี่เลยหรือคะ”

ทาฬิดาเอ่ยถามเมื่อเห็นสัตว์สิบสามชนิดถูกผูกอยู่กลางลาน

“ไม่หรอกค่ะเทพเจ้าจะเป็นผู้เลือกว่าต้องการตัวไหน”

มารีหันไปตอบคำถามนั้น

“เลือกยังไงคะไม่เข้าใจ แล้วทำไมต้องมีสัตว์มากมายอย่างนี้”

“สัตว์ทั้งสิบสามตัวเป็นตัวแทนของราศีทั้งสิบสามของเผ่าเรา หากเงาสุดท้ายของหลักทาบทับไปบนสัตว์ตัวใดหมายความว่าเทพเจ้าจะเลือกสัตว์ตัวนั้น”

“แล้วถ้าเงาไม่ทาบไปบนตัวสัตว์ล่ะคะ”

“เท่ากันเทพเจ้าไม่ต้องการชีวิตพวกมันค่ะเราจะปล่อยพวกมัน”

“ขอให้ไม่มีการตายเกิดขึ้นในครั้งนี้เถอะฉันไม่อยากให้อะไร ต้องมาตายแทนพวกเราไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือคน” ทาฬิดาบอก

ใกล้จะถึงเวลาแล้วเงาสุดท้ายของหลักไม่ได้ทาบทับสัตว์ตัวใดเลยแม้แต่ตัวเดียวงานในครั้งนี้จึงไม่จำเป็นต้องฆ่าอะไรเพื่อบูชาเทพเจ้า เหมือนทุกคนจะโล่งใจต่างพากันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

สัตว์ทุกตัวโดนปล่อยให้เป็นอิสระพิธีกรรมอื่นจึงเริ่มต้นขึ้น หมอผีประจำหมู่บ้านเผากำยาน และนำมันมาวนรอบๆตัวของหมอและคนอื่นๆ

กำยานส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วลานไม่ใช่แต่เพียงกลุ่มคนต่างถิ่นเท่านั้น คนในหมู่บ้านทั้งหมดเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย

หลังจากรมกำยานเสร็จหมอผีใช้ใบโคคาทั้งกิ่ง ปัดรังควานให้กับทุกคน เป็นอันเสร็จพิธีกรรมในครั้งนี้ งานรื่นเริงจึงเริ่มต้นขึ้น

เสียงดนตรีจากนักดนตรีพื้นเมืองดังขึ้นทุกคนออกมาเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน

“ไปเต้นด้วยกันไหมคะ”มารีเอ่ยชวน คนอื่นๆ นั้นออกไปเต้นกันจนหมดเหลือเพียงทาฬิดายังนั่งปรบมือไปตามจังหวะดนตรี

“ไมดีกว่าค่ะรู้สึกเหนื่อยๆ ยังไงไม่รู้” ทาฬิดาปฏิเสธ

เธอไม่ได้หาข้ออ้างเธอเหนื่อยอย่างที่พูดจริงๆ อาการหายใจขัดๆ ราวกับหายใจไม่ทั่วปอดเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อเช้า จนถึงเวลานี้อาการนั้น ยังไม่หายไปเธอคิดว่าหากยังมีอาการนี้อยู่ในวันรุ่งขึ้น เธอคงต้องปรึกษากับหมอคนใดคนหนึ่งในทีม

“บอกอาการฉันได้ไหม”มารีถามด้วยความเป็นห่วง

“เหนื่อยค่ะเป็นอาการเดียวที่ฉันเป็น”

“คุณคงแพ้ความกดอากาศแต่ก็น่าแปลกคุณน่าจะมีอาการตั้งแต่มาถึง ทำไมถึงเพิ่งจะเป็น”

“นั่นสิคะหรือไม่เมื่อคืนคงจะหนาว ฉันอาจจะกำลังเป็นหวัดก็ได้”

“อาจจะใช่ค่ะคืนนี้คุณควรกินยากันเอาไว้ก่อน”

“เลิกงานแล้วฉันจะไปขอที่คุณหมอค่ะไม่ต้องห่วง”

ทาฬิดายิ้มให้กับความหวังดีของมารีไม่บ่อยครั้งนักที่คนแปลกหน้าจะแสดงความห่วงใยในตัวเธอ

“อย่าลืมนะคะคืนนี้เราต้องนอนที่ลานนี้กันอีกคืน ถ้าคุณเป็นหวัดคงไม่ดีแน่ๆ” มารีกำชับอีกครั้ง

“รับรองค่ะฉันกินยาง่ายอยู่แล้ว”

“ดีแล้วค่ะฉันจะได้ไม่ติดหวัดจากคุณ”

“อ้าว...”ทาฬิดาหน้าเหวอ จากที่คิดว่ามารีเป็นห่วงเธอ ที่ไหนได้กลับกลายเป็นห่วงตัวเองกลัวว่าจะติดหวัดจากเธอซะงั้น

คืนนี้มีเต็นท์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งมีกองไฟก่อเอาไว้ด้านหน้า ทาฬิดากับมารีจึงออกมานั่งผิงไฟอยู่ข้างๆ กองไฟนั้นโดยมีมุจลินทร์ นาลันทาและอัปสรนั่งถัดไป

“อามุจเล่าเรื่องโลกซ้อนโลกให้ฟังหน่อยสิคะ”

อัปสรยังคงมีความอยากรู้ในเรื่องที่มุจลินทร์เล่าค้างเอาไว้เมื่อกลางวันสบโอกาสเธอจึงเอ่ยถาม

“ไม่มีอะไรหรอกเป็นแค่ทฤษฎีลวงโลกของผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้นแหละ แต่ดันมีคนหลงเชื่อก็เลยเป็นเรื่องเล่าสนุกๆ กันเท่านั้น”

“ลวงโลกแบบไหนล่ะคะอามุจเล่าครึ่งๆ กลางๆ จิ๊ดจะไปรู้ได้ยังไงกันเล่า อามุจต้องเล่าละเอียดๆ สิคะจิ๊ดจะได้คิดเองว่าลวงโลกจริงหรือเปล่า บอกแต่ลวงโลกๆ มันลวงตรงไหนยังไง ไม่ยอมบอกแย่ชะมัด”

อัปสรบ่นกระปอดกระแปดผู้ใหญ่มันชอบสรุปความเรื่องโน้นเรื่องนี้ แล้วบอกว่า ไม่ดี แต่ไม่ยอมอธิบายเด็กสมัยใหม่อย่างเธอมีหรือจะยอมเชื่ออะไรง่ายๆ เธอชอบคำโบราณอยู่คำหนึ่งสิบปากว่าไม่เท่ามือคลำ สิบมือคลำไม่เท่าลงมือทำด้วยตัวเอง

“แรงไปไหมแม่คุณเป็นเด็กเป็นเล็ก ไปว่าอามุจอย่างนั้นได้ยังไง”

ทาฬิดารีบออกปากปรามถึงจะรู้ว่ามุจลินทร์ไม่โกรธอัปสร เธอเป็นคนนอกยังมองว่าอัปสรพูดแรงไปนิดหากคนในห้ามไม่ได้ คนนอกคงต้องเป็นคนลงมือเอง

“แรงไปเหรอพี่จิ๊ดขอโทษค่ะอามุจ จิ๊ดแค่พูดไปตามที่จิ๊ดคิด”

“ไม่เป็นไรอาชินแล้ว”

มุจลินทร์ยกมือขึ้นลูบผมของอัปสรด้วยความเอ็นดู เธอไม่เคยโกรธอัปสรเลยสักครั้งชอบด้วยซ้ำที่อัปสรเป็นเด็กช่างสงสัย

“เรื่องมันมีอยู่ว่าสมัยโบราณเราเคยเรียนมากันแล้วใช่ไหมว่ามนุษย์คิดว่าโลกเรานั้นแบนราบพระอาทิตย์พระจันทร์หมุนรอบโลก ต่อมาพอเรารู้ว่าโลกกลม เพราะมีการแล่นเรือรอบโลกได้จึงเกิดแนวความคิดขึ้นมาว่า โลกของเรานั้นไม่ได้ตันแต่มีโลกอีกโลกหนึ่งหมุนอยู่ในโลกของเราอีกทีถึงขนาดที่มีนักวิทยาศาสตร์ของโลกคนหนึ่งบอกว่า โลกเรามีสองชั้น ชั้นนอกกับชั้นในเขาให้เหตุผลว่าขั้วแม่เหล็กโลกเอียงไปทางตะวันตกปีละนิดละหน่อยจากนั้นก็มีคนเชื่อตามมาอีกมากมาย พยายามพิสูจน์ว่าโลกของเรานั้นกลวงโดยมีทางเข้าอยู่ที่ขั้วโลกเหนือทางออกอยู่ที่ขั้วโลกใต้ พอมนุษย์เรามีเครื่องบินนักบินคนหนึ่ง บินไปทางขั้วโลกเหนือ แต่พอมาอีกวันหนึ่งไปโผล่ที่ขั้วโลกใต้จึงมีคนบอกว่า เขาบินทะลุแกนกลางของโลกไปโผล่ขั้วโลกใต้หลังจากที่เขาตายไปสี่สิบกว่าปี มีคนเอาบันทึกของเขามาพิมพ์เผยแพร่ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า บางคนบอกว่าเขาโกหก ทุกอย่างในบันทึกเกี่ยวกับทางเข้าแกนกลางโลกเป็นเรื่องโกหกทั้งนั้นแต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถพูดได้ว่าโลกเรากลวงหรือตันยังไม่เคยมีใครขุดลงไปในโลกได้ถึงแกนกลางของโลกเลยสักคนหฤษฎีโลกกลวงจึงยังเป็นที่ถกเถียงกันต่อไป ต่อมาในสมัยใหม่ วิวัฒนาการก้าวหน้าสำรวจโลกด้วยการแผ่รังสีความร้อน โดยใช้ดาวเทียมถ่ายภาพ เราจึงรู้ว่าโลกของเราจริงๆ แล้วไม่ได้กลวง แต่มันเป็นเพียงแผ่นบางๆ ห่อหุ้มเอาไว้เมื่อเทียบกับปริมาณมหาศาลของแมกมาร้อนใต้แผ่นโลก พอเข้าใจหรือยัง”

“อ๋อเป็นอย่างนี้นี่เอง เข้าใจแล้วค่ะ ละเอียดยิบเลยเชียวแหละแล้วหนังที่อามุจเล่าล่ะคะ เป็นยังไง ทำไมเขาถึงได้เพชรกลับขึ้นมาได้”

“เราเคยเรียนแล้วใช่ไหมว่าเพชรคืออัญมณีล้ำค่า ซึ่งก่อนหน้านั้นมันก็คือฟอสซิล ของสัตว์ดึกดำบรรพ์เมื่อมันโดนแรงดัน ความร้อน หรืออะไรก็ตามแต่ มันจะเปลี่ยนเป็นเพชร ทีนี้พอพ่อพระเอกเดินทางเข้าไปในแกนกลางของโลกเขาบังเอิญไปเห็นไอ้เพชรพวกนี่มันผุดขึ้นมาจากพื้น พอดีกับที่เขาวิ่งหนีไดโนเสาจึงหักมันมาเป็นอาวุธ ซึ่งจริงๆ ไม่น่าทำได้ เพราะว่าเพชรแข็งมากจากนั้นก็เลยใช้แท่งเพชรแทนมีดดาบ พกติดตัวมาตลอดเวลา จนกลับขึ้นมายังผิวโลก”

“เข้าใจแล้ว”

“เข้าใจก็ไปนอนได้แล้วดึกๆ น้ำค้างแรง จะไม่สบาย” มุจลินทร์เป็นฝ่ายลุกขึ้นยืนเป็นคนแรกจากนั้นจึงหันมาบอกกับทาฬิดา

“ไปนอนก่อนนะคะฝันดีค่ะ”

“ค่ะฝันดีค่ะ”ทาฬิดาไม่อยากบอกเลยว่า เธอไม่อยากฝัน อยากจะนอนหลับโดยไม่ฝันอะไรสักวันจะได้ไหมเธอหันไปพยักหน้าให้กับมารี อีกคนเติมฟื้นไปอีกสองท่อนใหญ่จากนั้นจึงเดินตามทาฬิดาเข้าไปใน ที่พักของพวกเธอ




Create Date : 09 กันยายน 2557
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:43:49 น. 0 comments
Counter : 133 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.