It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 

เรื่องสั้นแนวยูริ : กาลนาน บทที่ ๑๑

บทที่ ๑๑

ความสัมพันของทั้งตรีทิพย์และเรนรุดหน้าไปมากกว่าเดิม ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันจนลืมวันลืมคืน เรนเองก็เป็นเด็กช่างเอาอกเอาใจ จนตรีทิพย์หลงหลานจนเธอแอบคิดหลายๆ ครั้งว่าเธอมีเพื่อนที่ดี มีหลานที่ดี แค่นี้ก็สุขใจสำหรับคนตัวเปล่าแบบตรีทิพย์แล้ว

ส่วนตรีทิพย์เองก็สอนโน่นนี่ให้กับเรน ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหารกินกันสองคน กิจกรรมที่ทั้งสองคนชื่นชอบก็คือการวาดรูปที่ทั้งเรนและตรีทิพย์มีความชื่นชอบเหมือนๆ กัน ตรีทิพย์จะสอนเรนกี่ยวกับการลงสีและตวัดมือเพื่อให้รูปออกมาดังใจนึก ทั้งสองคนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่มีความสุข

จนวันหนึ่งนัทพรแวะมาเยี่ยมลูกสาว และเพื่อนรักของเธอ

“เป็นไงตรีหายดีหรือยังฉันจะมารับลูกกลับบ้านเพราะพ่อเค้าอยากจะกลับบ้านกลับเมืองแล้ว ฉันเองยังเสียดายอยู่เลย กลับบ้านเรามาได้ไม่กี่วัน เผลอนิดเดียวต้องกลับไปอีกแล้วเซ็งจริงๆ เพื่อนเอ๊ย” นัทพรทำสีหน้าเบื่อหน่าย

“หายดีแล้ว มีพยาบาลดีๆ ฉันก็เลยหายเร็ว แกกลับไปคราวนี้คงอีกนานกว่าเราจะได้เจอะกันอีกใช่ไหม” แม้ว่าตรีทิพย์จะใจหายอยู่บ้างเมื่อนัทพรบอกว่าเรนจะต้องจากเธอไป แต่เธอก็ทำใจไว้แล้วว่าสักวันเรนก็ต้องกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง

“ใช่สิแก คงอีกนานกว่าจะได้มาอีก แกหายดีก็ดีแล้วฉันจะได้โล่งอกที่ทำให้เพื่อนต้องไปเจ็บตัว ว่าแต่ยายเรนมากวนอะไรแกหรือเปล่าตรี”

“ไม่นี่เรนน่ารักมากแกเลี้ยงลูกได้ดีมากๆ เลยนะนัท”

“อะแน่นอนทั้งฉันทั้งยายเค้าเลี้ยงมาแบบคนไทยแท้ๆ เลยนะแกรับรองว่าตกเขียวของแกไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย” นัทพรยืดอกรับคำชมจากตรีทิพย์ด้วยความภาคภูมิแถมยังเหน็บเพื่อนรักของตัวเองในเรื่องเดิมๆ ที่เคยหยอกล้อกัน

“บ้าน่าไอ้นัทเดี๋ยวเรนได้ยินก็คิดมากหรอก เดี๋ยวจะมาหาว่ายายแก่เหนียงยานคิดเคลมหญ้าอ่อน” ตรีทิพย์ตกใจอย่างมากที่ได้ยินเพื่อนรักพูดถึงเรื่องที่เธอเองก็ลืมเลือนไปนานแล้ว

“ฉันเคยเล่าให้ลูกฟังด้วยซ้ำไป เรื่องที่เราสองคนคุยเล่นกัน” นัทพรพูดปนหัวเราะ

“ไอ้บ้านัทนี่แกจะประสาทไปถึงไหนไอ้นัท ตายๆ แบบนี้เรนก็เข้าใจผิดฉันไปกันใหญ่สิแก” ตรีทิพย์ฉุนกึกขึ้นมาทันทีเธอไม่คิดว่านัทพรจะเอาเรื่องพูดเล่นๆ ของเธอไปเล่าให้เรนฟัง

“ฉันจะบอกอะไรนะไอ้ตรี ตอนฉันท้องฉันฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมาขอเกิดในท้องของฉัน เธอบอกว่าเธอจะเกิดมาเพื่อใครบางคนที่รอเธออยู่ ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าคนๆ นั้นเป็นใครแต่ที่แน่ๆ ฉันว่าคนๆ นั้นต้องเป็นแกแน่ๆ เลยวะไอ้ตรี อิอิ” นัทพรยังพูดทีเล่นทีจริงหยอกเย้าตรีทิพย์ไปเรื่อยๆ

ตรีทิพย์ได้ยินคำบอกเล่าของนัทพรเธอถึงกับขนลุก แต่จะให้เออออไปกับนัทพรนั้นเธอคงทำไม่ได้ เพราะเรื่องความรักไม่ได้อยู่ที่ผู้เป็นแม่บงการหากแต่ขึ้นอยู่กับใจของเรนเองเท่านั้น แม้ว่าตอนนี้ตรีทิพย์จะรู้สึกว่าเรนเป็นเหมือนตัวแทนของคนรักที่เธอรอคอยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรนจะยินยอมพร้อมใจที่จะรักกับเธอ แบบที่เธอต้องการ

“แกก็เชื่อความฝันอย่างนั้นเหรองมงายจริงๆ” ตรีทิพย์บ่นนัทพร

“แล้วไอ้ที่แก งมงายรอนางในฝันของแกคนนั้นไม่บ้ายิ่งกว่าฉันเหรอไอ้ตรี” นัทพรแขวะตรีทิพย์เข้าอย่างจัง

“เออฉันผิดเองที่เล่าเรื่องความฝันของฉันให้แกได้ฟัง” ตรีทิยพ์กล่าวโทษตัวเองที่ไม่น่าเผลอเล่าเรื่องที่เธอเคยพบมาเมื่อนานมาแล้วให้กับนัทพรได้รับรู้ แถมยังเคยบอกถึงความสัมพันของเธอกับฝนวิญญาณที่เฝ้ารอคอยเธอมานานแสนนานให้กับเพื่อนรักได้รับรู้อีกด้วย

“แล้วแกไม่คิดบ้างเหรอว่าเรนก็คือนางในฝันคนนั้นของแกไอ้ตรี” นัทพรยังรุกต่อไป

“ประสาทไปแล้วไอ้นัทมันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อเรนเป็นฝรั่งไม่ใช่คนไทย”

“ไม่ใช่ไทยตรงไหนฉันก็คนไทยนะเว่ยไอ้ด๊อก แกนี่นะเรียนมาตั้งสูง เป็นถึง ศจ. ไหงโง่งี้วะ อุตส่าห์เอาลูกสาวที่ฉันรักสุดหัวใจมาประเคนให้แกถึงที่แกยังไม่รับมันน่าไหมล่ะนี่” นัทพรเหลืออดกับเพื่อนรักของเธอเอง แต่ก็ยังแอบขำกับท่าทางปฏิเสธเป็นจริงเป็นจังของตรีทิพย์ที่แสดงออกมาให้เธอได้เห็น

“แกก็บ้าไปกันใหญ่ ความรักนะแกไม่ได้เกิดขึ้นในวันสองวัน ไม่ได้เกิดเพราะการยัดเยียด มันเกิดมาจากใจนะเว่ย อีกอย่างฉันกับลูกสาวของแกมันเป็นไปไม่ได้หรอกไอ้นัท ฉันรักเรนเหมือนลูกของฉัน เรนเป็นหลานของฉัน แกจะให้ฉันโดนเด็กถอนหงอกหรือไงไอ้เพื่อนบ้า” ตรีทิพย์ฮึดฮัดตลอดการพูดกับนัทพร

“เอ๊าก็นี่ไงฉันก็บอกแกอยู่นี่ไงว่าเรนคือคนๆ นั้นของแก เอ๊ะไอ้นี่ พูดไม่รู้เรื่อง” นัทพรแสร้งไม่พอใจกับคำพูดของตรีทิพย์เช่นเคย

“แล้วใครจะยืนยันได้ว่าเรนเป็นคนที่ฉันรอจริงๆ” ตรีทิพย์เองก็เริ่มเขวเพราะนัทพรยังคงยืนยันหนักแน่นเช่นเดิม

“ไอ้กำไลข้อเท้าของแกไง เอามันออกมาสิ มันรอเจ้าของอยู่ไม่ใช่เหรอไอ้ตรี”

“นี่แกอยากได้ของเก่าถึงขนาดเอาลูกมาแลกเลยเหรอ” ตรีทิพย์พูดปนขำ กับท่าทางของนัทพร ที่ดูจะจริงจังเกินเหตุ

“เออไม่เชื่อก็ตามใจงั้นฉันจะพาลูกฉันกลับแล้วนะไม่ต้องให้มารอคนอย่างแกแล้ว แล้วจำไว้เลยนะไอ้ตรีว่าแกปฏิเสธเรนเองไม่ใช่ฉันที่เป็นคนพาเรนไป แล้วนี่ลูกฉันอยู่ไหน”

“อยู่ในครัวบ้านโน้นพี่อ้อยกำลังสอนทำกับข้าวอยู่” ตรีทิพย์บุ้ยปากไปทางบ้านใหญ่

“งั้นฉันจะรับตัวลูกสาวฉันกลับ เชิญแกหมกมุ่นรอนางในฝันของแกต่อไปเถอะไอ้ตรีเพราะถ้าเค้ามาเกิดตอนนี้ กว่าแกจะเจอเค้าแกก็แก่ใกล้ตายไปแล้ว ไอ้ด๊อกประสาท หึหึ”

ตรีทิพย์รู้สึกใจหายอีกครั้ง แม้ว่าเธออยากที่จะรั้งให้เรนอยู่กับเธอ แต่เธอก็รู้ดีว่าเธอเป็นคนแก่ที่หาอะไรดีไม่ได้สักอย่าง จะรั้งอนาคตของคนที่กำลังเติบโตและก้าวหน้าอย่างเรนไว้ไม่ได้ เรนเรียนจบถึงปริญญาโทในมหาวิทยาลัยชื่อดัง อนาคตของเรนยังอีกยาวไกลนัก จะให้มาจมปลักอยู่กับคนแก่อย่างเธอคงไม่ได้

สักวันหากเธอต้องแก่ลงไปกว่านี้ ใครจะดูแลเรนต่อจากเธอ และหากว่าเธอแก่ลงไปมากกว่านี้ เธอคงเป็นภาระให้กับเรน เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วตรีทิพย์ก็ได้แต่ข่มใจส่งเรนขึ้นรถของนัทพรและมองรถเล่นออกไปจากบ้านของเธอด้วยจิตใจที่หดหู่อย่างบอกไม่ถูก

............................

ตรีทิพย์ขอลาออกจากราชการและกลับมาอยู่ที่เวียงกุมกาม นั่งเหม่อมองไปยังต้นสารภีต้นเก่าแก่ต้นเดิม ริ้วรอยของกาลเวลาปรากฏอยู่บนใบหน้าของตรีทิพย์ อย่างมากมาย ปีนี้ตรีทิพย์อายุห้าสิบห้า การฉลองวันเกิดเป็นไปอย่างเรียบง่ายกับลูกศิษย์ลูกหาของเธอเอง

เธอรับจ้างสอนหนังสือบ้างประปรายเมื่อยามที่มีคนจ้าง แต่ไม่ได้รับทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เงินบำนาญของเธอก็ยังคงมีอยู่ แม้จะไม่มากมายแต่ก็พอที่จะเลี้ยงคนแก่อย่างเธอให้อยู่ดีกินดีไปได้ตามประสา ข้อเท้าของเธอข้างหนึ่งใส่กำไลทองฉลุลายวงนั้นเอาไว้ เธอไม่กลัวว่าจะมีใครหาว่าบ้า เพราะเธอทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าดีที่สุดสำหรับจิตใจของเธอเอง

มีชาวต่างชาติเคยมาขอซื้อกำไลของเธอแต่เธอก็ไม่เคยคิดจะขาย เมื่อต้องตายก็ขอให้กำไลนี้ตกเป็นสมบัติของแผ่นดิน ความเก่าของมัน ฝีมือของช่างทองโบราณอาจเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการเอามาเป็นความรู้และดูลวดลายการสลักเสลา

ตรีทิพย์เฝ้าคิดถึงคำพูดของนัทพรที่เคยบอกกับเธอเมื่อหลายปีก่อนมาตลอดเวลา เธอคิดว่าสิ่งที่เธอทำนั้นถูกต้องที่สุดและดีที่สุดสำหรับเรนแล้ว แม้เธอจะมีความรู้สึกลึกๆ ในใจของตัวเองว่าเรนก็คือฝนที่กลับชาติมาเกิด และคือคนๆ เดียวกันกับที่เธอเองนั้นรอมานานแสนนาน แต่หลายปีที่ผ่านมาเธอไม่ได้รับการติดต่อจากเรนเลยสักครั้ง

ตรีทิพย์เดินปล่อยใจเลื่อนลอยออกมาจากบ้านในเย็นวันนั้น และแวะดูเจดีย์เก่าๆ ที่เธอเคยทำงานขุดค้นมาก่อน และเธอก็ต้องตกใจเมื่อเธอได้เห็นเรนกำลังยืนถายรูปในมุมเดียวกับที่เธอเคยถ่ายไว้เมื่อหลายปีก่อน

ตรีทิพย์ทั้งดีใจและตกใจ เธอไม่คิดมาก่อนว่าเรนจะแวะมาที่เวียงกุมกาม และไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำไปว่าเรนจะกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกครั้ง เพราะหลังจากครั้งนั้นเธอกับเรนก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกันอักเลย จะมีก็แค่เพียงเธอและนัทพรที่ส่งเสียงตามสายถึงกันบ้างในวันสำคัญๆ เช่นวันเกิดของทั้งสองคนและวันปีใหม่ก็เท่านั้น

เรนลดกล้องที่กำลังถ่ายโบราณสถานตรงหน้าลงและหันมาเห็นตรีทิพย์ก่อนที่จะส่งยิ้มหวานให้ และทักทายตรีทิพย์ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

“สวัสดีค่ะคุณสามขา ยังแข็งแรงดีนะคะไม่ได้เจอกันเกือบสามปีดูคุณสามขาไม่เปลี่ยนไปเลย” เรนทักทายตรีทิพย์และส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับตรีทิพย์อีกด้วย

“เหรอคะ แต่ฉันว่าฉันแก่ลงไปเยอะแล้วนะคะคุณฝน”

“แก่แต่ก็ยังคงดูงดงามทั้งท่าทางและการวางตัว แบบนี้สิคะคือคนที่น่าเกรง” รอยยิ้มยังมีอยู่ที่มุมปากของเรน

ก่อนที่ตรีทิพย์จะพูดอะไรออกมาเธอก็ถูกเรนคว้าร่างทั้งร่างเข้าไปกอดเอาไว้

“ฉันคิดถึงคุณค่ะ คุณตรี ฉันคิดถึงคุณ ตลอดเวลาไม่มีเลยสักวันที่ฉันไม่คิดถึงคุณ อย่าผลักไสฉันไปไหนอีกเลยนะคะฉันรักคุณ”

ตรีทิพย์ได้แต่อึ้งกับคำพูดที่พร่างพรูออกมาจากปากของเรน เธอลูบผมยาวสีน้ำตาลของเรนไปมา

“ฉันไม่ได้ผลักไสคุณนะคะ แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรักกันคุณเป็นลูกของเพื่อนสนิทของฉันฉันรักคุณไม่ได้หรอกเรน”

“เป็นไปได้สิคะหรือคุณจะลืมคำสัญญาของเรา คุณลืมไปแล้วหรือคะว่าคุณสัญญาไว้ว่าอะไร ตอบสิคะคุณสามขา”

“ฉันไปสัญญาอะไรไว้กับคุณตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

“สามสิบปีที่แล้วคุณเคยพูดว่าอะไรคะ คุณเคยบอกว่าจะรอฉัน คุณเคยบอกว่าต่อให้กาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่คุณก็จะรอฉันนี่คะ คุณสัญญากับฉันแล้ววันนี้คุณกลับมาเปลี่ยนใจไม่รอฉันผลักไสฉันให้ไปห่างคุณ คนใจร้ายฮือๆ” เรนซบใบหน้าของเธอกับบ่าของตรีทิพย์ร้องไห้ออกมาโดยที่ไม่สามารถที่จะหยุดหรือห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาได้เลยสักนิด

จากคำพูดของเรนทำให้ตรีทิพย์รับรู้ว่าเรนก็คือฝนจริงๆ อย่างที่นัทพรบอกและเป็นจริงอย่างที่เธอเองคิดไว้ เรนก็คือคนที่เธอรอคอยมานานแสนนาน คือเจ้านางสายทิพย์ที่รอคอยเจ้านางแสงคำ และที่สำคัญไปกว่าสิ่งอื่นใดเรนก็คือคนที่เธอรักสุดหัวใจ

“กลับไปคุยกันที่บ้านเถอะนะคนดี ร้องไห้แบบนี้ไม่สวยนะ” ตรีทิพย์ผละเรนออกจากอ้อมกอดของเธอเองและใช้นิ้วเกลี่ยไปบนสองแก้มปาดรอยน้ำตาของเรนออกจากใบหน้าสวยได้รูปนั้น ก่อนที่จะจูงมือของเรนให้เดินตามเธอกลับไปยังบ้านของเธอที่อยู่ไม่ไกลนัก

“ต้นสารภียังอยู่ดีนะคะ” เรนมองต้นสารภีหน้าบ้านที่ยังแตกกิ่งก้านสาขาผลิดอกออกใบบานสพรั่ง

“ยังอยู่ดีค่ะ ฉันรดน้ำใส่ปุ๋ยอยู่เสมอ รอคอยวันที่คุณจะกลับมาชื่นชมมันกับฉัน” ตรีทิพย์บอกกับคนที่เดินจูงมืออยู่

“ดีจังคะที่คุณยังใส่ใจ”

เมื่อเดินขึ้นมาถึงบนเรือนไม้ได้ สิ่งที่ตรีทิพย์ต้องเผชิญก็คือคนตัวสูงที่เดินจูงมือของเธอ กลับกลายมาเป็นอุ้มเธอเข้าห้องน้อนและปิดประตูลงกลอนอย่างดี ก่อนที่จะวางตัวเธอลงบนที่นอน

“ทำอะไรคะ” ตรีทิพย์พยายามดิ้นรนให้หลุดจากอ้อมแขนของเรน

“หาความรักสิค่ะ ค้นหาความรักจากใจของคุณที่ปล่อยฉันให้รอคอยมาเนิ่นนาน และวันนี้ฉันจะไม่ปล่อยคุณให้หลุดมือฉันไปอีกแล้วคุณสามขา” ไม่พูดเปล่าเรนซุกไซร้ไปทุกซอกทุกมุมของลำคอตรีทิพย์

“ฉันแก่เกินกว่าที่จะมีอะไรแบบนี้แล้วนะคุณ” ตรีทิพย์ผลักไสคนตัวสูงออกจากตัวเธอด้วยท่าทีที่เขินอาย

“ไม่นะคุณยังคงหอมหวานเสมอสำหรับฉัน จริงๆ นะคะคนดี” เรนแทรกลิ้นนุ่มๆ ของเธอควานหาความหวานจะเรียวปากสวยของตรีทิพย์ ปากที่คอยแต่จะบอกว่าเธอไม่คู่ควร ปากที่แข็งไม่ตรงกับใจ ของตรีทิพย์ และปากที่มีแต่ความหวานละมุนลิ้นนี้เป็นสิ่งที่เรนต้องการที่จะครอบครองเสมอมา

พันธนาการทางเรือนร่างเสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆ ไม่ใช่สิ่งสำคัญของหญิงสาวทั้งสองคนอีกต่อไป ตลอดเจ็ดร้อยปีแห่งการรอคอยได้สิ้นสุดลง สองกายเกี่ยวกระหวัดรัดแน่นกลืนกันเป็นหนึ่งเดียว ราวกับงูสองตัวกอดรัดกันและกัน เรียวขานุ่มลื่นที่สองคนสัมผัสได้ต่างถูกันไปมา

ธารรักหลั่งรอคอยการลิ้มลอง ตรีทิพย์สะท้านไปทั้งร่างเมื่อเรนแทรกลิ้นลงไปยังแหล่งน้ำอันอุดมของเธอเพื่อลิ้มลองรสรักหลังรินของเธอ เสียงครางครวญออกมาจากเรียวปากของตรีทิพย์ไม่ขาดระยะ ส่งเสียงแข่งกับจิ้งหรีดที่ร้องระงมไปทั่วบริเวณบ้าน

สิ่งที่เรนปรนเปรอให้กับตรีทิพย์ทำให้เธอสุขสมกับที่รอคอย ตรีทิพย์ปล่อยใจไปกับการรุกรานของเรนจนกู่ไม่กลับ ไม่มีคำว่า “ไม่ได้” มีแต่คำว่า “ให้” และให้ด้วยความยินยอมพร้อมใจของเธอ มันอาจจะดูง่ายไปหากเมื่อใครต่อใครได้รับรู้ แต่จะมีใครรู้ดีเท่ากับหญิงสาวสองคนที่กำลังปรนเปรอรสรักให้แก่กันและกันอยู่ไม่ขาด

ต่างคนต่างโอบประคองกันและกันด้วยความรัก ไปยังดินแดนที่ใครหลายๆ คนใคร่อยากจะลิ้มลอง รสชาติแห่งกามกามามันช่างหอมหวานเกินกว่าที่ได้คาดคิดไว้ ต่างผลักกันรุกและรับ ผลัดกันแพ้และชนะ อยู่หลายครั้ง จนทั้งคู่เหนื่อยอ่อนไปตามๆ กัน

เรนซุกใบหน้าของเธออยู่ที่ช่วงไหล่ของตรีทิพย์ รอยยิ้มแห่งความสุขผุดพรายไปทั่วใบหน้าสวยอขงเธอ

“คุณรู้ได้ยังไงคะ คุณจำได้ยังไง” จู่ๆ ตรีทิพย์ก็เอ่ยถามขึ้นท่ามกลางเสียงร้องระงมของจั๊กจั่นเรไร

“ถ้าจะบอกว่าอยู่ๆ เรนตื่นขึ้นมาก็รู้และนึกออกทั้งหมดคุณจะเชื่อไหมคะ”

ตรีทิพย์พนักหน้ารับรู้ “เชื่อคะ”

“ว้าทำไมเชื่อคนง่ายจัง” เรนทำท่าทางเซ็งเล็กๆ กับคำตอบของตรีทิพย์แต่ฝ่ามือยังลูบไล้ไปตามเรือนร่างของตรีทิพย์อยู่ตลอดเวลา

“ฉันเชื่อในพรหมลิขิตค่ะแล้วคุณล่ะเชื่อไหม”

“เชื่อสิคะ เพราะเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วต้องรับรู้ถึงการรอคอยของใครสักคนมันทำให้เรนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เรนปรึกษากับแม่ เรนบอกแม่ และแม่ก็บอกเรน มีแต่คุณเท่านั้นที่ไม่ยอมรับ เรนพยายามมข่มใจไม่ให้คิดถึงคุณ พยายามทำใจให้ลืมคุณตามที่คุณบอกกับแม่ไว้ แต่เรนทำไม่ได้จริงๆ ค่ะเรนพยายามแล้ว ให้อภัยเรนนะคะคนดี”

“คุณรู้มานานแล้วเหรอคะว่าฉันคือใครและคุณคือใคร”

“เรนรู้ตั้งแต่อายุครบสิบแปดแล้วค่ะ แต่แม่ขอร้องไว้ว่าอย่าพึ่งรีบกลับมา ให้เรนเรียนต่อให้จบ เรนก็ทำตามที่แม่บอก และเรนก็ได้พบคุณเมื่อสามปีที่แล้ว คุณรู้ไหมคะว่าเรนอยากจะกอดอยากจะทำแบบนี้กับคุณตั้งแต่แรกพบกันครั้งแรก แต่เรนก็ทำไม่ได้ จนมาถึงวันนี้หัวใจของเรนบอกว่าอย่ารออีกเลย ชีวิตของคนเรามันสั้นมากถ้าไม่ทำตามหัวใจเรียกร้องก็จะต้องรอไปอีกกี่ภพกี่ชาติกัน ในเมื่อคุณอยู่ตรงหน้าเรน เรนคว้าคุณเอาไว้ได้ อนาคตจะเป็นยังไงเรนไม่สนหรอกนะคะคนดี เรนสนแค่ต่อจากนี้ไปเรนจะอยู่ข้างๆ คุณไม่จากไปไหน เรนมาสมัครเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยที่นี่นะคะ มาอยู่ใกล้ๆ คุณ ตื่นนอนพร้อมคุณ นอนหลับพร้อมคุณเราจะไม่พรากจากกันไปไหนอีกแล้วนะคะที่รัก”

“ค่ะเราจะไม่พรากจากกันไปไหนอีกแล้ว”

ตรีทิพย์กอดกระชับคนในอ้อมแขนให้แน่นยิ่งขึ้น ครั้งสุดท้ายที่เธอและฝนกอดกัน มันเป็นแค่ช่วงเวลาเพียงเสี้ยวนาทีและฝนก็ต้องสลายไป ต่อแต่นี้เธอจะกอดเรนได้ทุกเวลา เรนที่มีเนื้อหนังมังสาเป็นปุถุชนทั่วไปไม่ใช่กายทิพย์แบบที่ฝนเป็น

เรนที่มีเลือดมีเนื้อแตะต้องได้ และเธอก็กอดเรนอยู่ในอ้อมกอดของตัวเอง ทั้งสองคนหลับตาลงพร้อมๆ กันอย่างมีความสุข

..............................

“ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมไอ้ตรีว่าเรนคือนางในฝันของแก แกก็ไม่เคยที่จะเชื่อฉันเล๊ยไอ้ด๊อกหัวดื้อ” นัทพรบ่นตรีทิพย์เมื่อเธอมาเยี่ยมตรีทิพย์และเรนที่เชียงใหม่

“ก็แกไม่บอกให้ละเอียดนี่หว่าว่าเรนเค้ารู้ว่าเค้าเป็นใครฉันจะไปรู้ได้ไงเล่า” ตรีทิพย์แย้งนัทพร

“อ๊ะเดี๋ยวนี้กล้าเถียงแม่ยายเหรอเดี๋ยวปั๊ดแยกลูกสาวกลับเลยนี่”

“มีขู่นะแก เออจริงสินะตกลงแกเป็นแม่ยายฉันหรือว่าเป็นเพื่อนฉันกันแน่วะไอ้นัท”

“ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ หรือว่าจะแถมตำแหน่งแม่สามีไปด้วยก็ไม่เกรงใจหรอกนะเพื่อน” นัทพรกระเซ้าเพื่อนรักของเธอ

“เออดีนะ ครบเครื่องดี หนึ่งเดียวเป็นได้หลายแบบ”

“เสียดายจริงๆ เลยเชียวที่ฉันไม่ได้เป็นแฟนแก”

“เรื่องมันนานมาแล้วยังจะรื้อฟื้นขึ้นมาอีก”

“แล้วทีแกล่ะตรี เรื่องมันนานมาแล้วสมัยกาลนานแกยังรื้อขึ้นมาได้เลยไอ้ตรี”

“เออนะคนเรามันไม่เหมือนกันเว่ย”

“ไม่เหมือนตรงไหน ก็เหมือนๆ กันแหละว้า ว่าแต่ว่าบ้านหลังนี้นะเหรอ คุ้มของเจ้าแสงคำ”

“ก็ไม่เชิงหรอกนะสถานที่นะใช่แต่ตัวบ้านฉันออกแบบมาจากความทรงจำในจินตนาการของฉันเอง”

“แต่ก็ดูสวยดีนะตรี ดูไม่เหมือนใคร มันออกจะดูใหญ่โตไปสักหน่อยไหม กับการอยู่กันแค่สองคน” นัทพรมองดูบริเวณรอบๆ ตัวบ้านที่เธอนั่งอยู่

“ทำไงได้ตอนทำก็ไม่ได้คิด พอทำเสร็จแล้วคิดได้ก็บานปลายไปกันใหญ่ นี่ยังโชดดีนะที่ฉันสร้างมันมาหลายปีแล้ว ถ้ามาสร้างตอนนี้แกก็รู้ว่าไม้มันแพงมากมายขนาดไหน ฉันคงไม่มีปัญญาจะสร้างมันขึ้นมาได้หรอกแก”

“ก็จริงสมัยเมื่อตอนแกได้ทุนไปเรียนฉันยังเคยคิดเลยว่าแกจะประหยัดไปถึงไหน ถ้าเป็นคนอื่นได้เงินแบบแกก็คงใช้เปรมไปแล้วที่ไหนได้เก็บเงินเอามาสร้างบ้านในฝันเพื่อรอนางในฝันของแกนี่เองมิน่าชวนไปไหนไม่เคยจะไปตั้งหน้าตั้งตาเรียนจนจบ คนอย่างแกนี่นะ ไม่เคยมองใครเล๊ยนอกจากคนในฝันเท่านั้น”

“แล้วไม่ดีหรือไงแกฉันเก็บความรักไว้ให้ลูกของแกคนเดียวไม่เคยให้ใคร”

“ไอ้ดีมันก็ดีหรอกนะเสียอย่างเดียวมันเหมือนคนบ้ามากไปหน่อย นี่ถ้าฉันไม่ใช่เพื่อนที่คบกับแกมานานฉันก็คงคิดว่าแกบ้าไปแล้ว แกจำได้ไหมตอนอั้มตายไปใหม่ๆ แกเอาข้าวเอาน้ำไปวางไว้หน้ารูปของอั้มจนพี่อ้อยกลัวไม่กล้าเข้าบ้านแก ไหนจะเรื่องที่แกชอบพูดคนเดียว ถ้าใครไม่รู้ก็ว่าแกผีเข้า หรือไม่ก็ว่าแกมีร่างทรงแน่ๆ เลยเพื่อน” นัทพรเปิดใจคุยกับตรีทิพย์ถึงเรื่องสมัยเมื่อทั้งสองคนยังเป็นเด็กๆ

“ก็จริงของแกฉันคงบ้า แกไม่รู้หรอกว่าการที่ต้องสูญเสียคนที่เรารักไปแบบที่เราไม่ทันตั้งตัวมันทำให้ฉันเจ็บปวดรวดร้าวแค่ไหน ฉันทำใจไม่ได้ไปหลายปี ที่ฉันต้องเสียอั้มไป ทั้งๆ ที่เรากำลังเล่นกันอยู่แท้ๆ แกไม่ได้อยู่กับฉันกับอั้มแกไม่เข้าใจหรอกว่าความรู้สึกของฉันมันเป็นแบบไหน” ตรีทิพย์เองก็ระบายความรู้สึกของเธอเองให้กับนัทพรฟังเช่นกัน

“ฉันเข้าใจแกแล้วไอ้ตรี ฉันเข้าใจแกดีทุกอย่าง แล้วเรื่องลูกของฉันแกจะว่าไง จะอยู่กันไปแบบนี้หรือว่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่น”

“ฉันกับเรนตัดสินใจกันแล้วว่าเราสองคนจะอยู่ที่นี่จะตายที่นี่ และไม่จากที่นี่ไปไหนอีกแล้ว”

“ใช่ค่ะแม่ เรนกับคุณตรีจะอยู่ที่นี่ไม่ไปไหนอีกแล้ว” เรนที่ออกมาจากครัววางจานผลไม้ที่เธอปลอกเองไว้บนโต๊ะรักบแขกและมานั่งลงข้างๆ ตรีทิพย์เธอจับมือของตรีทิพย์มาวางไว้บนมือของเธอ

“อืม เอางี้เพื่อเป็นการทำให้แกมั่นใจว่าฉันจะรักลูกของแกคนเดียวและตลอดไป” ตรีทิพย์หยิบกำไลข้อเท้าอีกข้างออกมาจากกำปั่นและสวมใส่ให้กับเรน

“แกรู้ใช่ไหมว่ากำไลนี้มันมีคู่ของมันและตอนนี้กำไลอีกข้างหนึ่งได้อยู่ในการครอบครองของเจ้าของเดิมของมันแล้ว แกวางใจได้นะเพื่อนว่าฉันจะไม่มีวันทิ้งลูกของแกไปจนกว่าเราสองคนจะตายจากกัน” ตรีทิพย์ให้คำสัญญาเป็นมั่นเหมาะทั้งกับเพื่อนรักและคนรักของตน

“ขอให้แกสองคนอยู่คู่กันตลอดไปตราบนานเท่านานนะตรี และเรนด้วยนะลูก” คำอวยพรของเพื่อนรักทำให้ตรีทิพย์รู้สึกโล่งใจ

ต่อจากนี้ไปเธอและเรนจะอยู่ด้วยกันแม้ว่าใครจะมองว่าเธอทั้งสองเป็นคู่รักที่แตกต่างกันหรือไม่คู่ควรกัน หรือจะมีใครนินทาอย่างไรเธอทั้งสองจะไม่สนใจ ในเมื่อครอบครัวเห็นด้วยและไม่เคยกีดกันความรักของคนทั้งสองต่อให้ใครต่อใครต่อว่าเธอ หรือนิทาเธอ เธอเองก็จะไม่สนใจอีกต่อไป

.......................

ตรีทิพย์ในวัยเจ็ดสิบยืนมองวิวของเมืองเชียงใหม่อยู่ที่จุดชมวิวเชิงดอยสุเทพโดยมีเรนยืนอยู่ข้างกายของเธอไม่ได้ห่างไปไหน

สิบห้าปีที่ผ่านมาเรนได้พิสูจณ์ให้ตรีทิพย์ได้รับรู้แล้วว่าเรนยังคงมั่นคงในความรัก ทั้งสองหมั่นเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมตามแต่เวลาที่มีจะสามารถทำได้ ความรักของคนทั้งสองเนินนานผ่านมาตามกาลเวลา และยังคงอยู่บนโลกใบนี้

“อีกไม่นานฉันก็จะจากคุณไปแล้วนะเรน”

“อย่าพูดแบบนั้นสิคะคุณ เรนไม่อยากจะฟังเรื่องแบบนี้หรอกนะ เรนไม่อยากจะเสียคุณไปไม่ว่าจะเวลาไหนทั้งนั้น หากวันใดที่เรนเสียคุณไปเรนก็ขอตามคุณไปด้วย เพราะเรนไม่อยากจะรออะไรอีกต่อไปแล้ว”

“แต่มันเป็นเรื่องจริงที่คุณต้องรับรู้ ฉันแก่แล้ว และกำลังจะหมดแรงลงทุกที เหมือนพระอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังอ่อนล้า แต่คุณเป็นพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวันที่กำลังทอแสงแรงกล้า”

“ไม่ว่าคุณจะเป็นพระอาทิตย์ตอนไหนคุณก็คือแสงคำในใจฉันเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลงนะคะ”

“ขอบคุณค่ะฝนที่ชุ่มฉ่ำเย็นในใจของฉัน ขอบคุณที่ยังรักและห่วงใยอาทิตย์ผู้อ่อนล้าคนนี้ เสมอมา”

ตรีทิพย์และเรนกอดกันอยู่บริเวณจุดชมวิวดูวิวของเมืองเชียงใหม่ผ่านสายตาสองคู่ คู่หนึ่งพล่าเลือนลาง อีกคู่ยังมองโลกสดใสเสมอ

หากใครได้เห็นภาพนั้นคงคิดว่าแม่ลูกสองคนกำลังยืนกอดกันชมวิวทิวทัศน์ของเมืองเชียงใหม่ในยามค่ำคืน แต่ใครจะรู้ว่า ผู้หญิงสองคนที่ยืนตระกองกอดกันนั้นเป็นคู่รักที่รักกันมายาวนาน ตราบชั่วกาลนาน

................ จบ ..............




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2551    
Last Update : 13 ตุลาคม 2551 15:12:28 น.
Counter : 242 Pageviews.  

เรื่องสั้นแนวยูริ : กาลนาน บทที่ ๑๐

บทที่ ๑๐

ตรีทิพย์ยืนรออยู่ที่ปลายทางออกของผู้โดยสารขาเข้า เธอมายืนรอรับนัทพรและครอบครัว และที่ปลายทางเธอเห็นเจสันเข็นรถใส่กระเป๋าเดินเข้ามาทักทายตริพย์ก่อนเป็นคนแรก ส่วนนัทพรก็เดินตามมาติดๆ เพื่อนรักสองคนกอดกันกลม สรุปว่าครอบครัวของนัทพรมีเพียงพ่อกับแม่เท่านั้นที่เดินทางมาเพราะเด็กๆ ยังติดธุระเรื่องเรียนเรื่องงานยังไม่มีใครเดินทางมาแต่ก็อาจจะตามมาสมทบกันในภายหลัง

นัทพรอยากไปเที่ยวทะเล เธอกับเจสันตกลงกันเอาไว้ว่าจะเดินทางไปเที่ยวเกาะต่างๆ ทางภาคใต้ให้หนำใจ เพราะทั้งคู่อยากจะอาบแดดให้ตัวแดงๆ

“บ้าแล้วไอ้นัท แกนะยิ่งแก่ยิ่งเลอะเลือนใครเค้าอาบแดดกันตัวจะได้ดำปิ๊ดปี๋นะสิแก”

“นี่ไอ้ตรีแกต้องเข้าใจฉันบ้างนะ อยู่ที่โน่นมันหาแดดได้ที่ไหนกันเล่า กว่าจะมีแดดต้องรอซัมเมอร์ รอว่าวันไหนฟ้ากระจ่าง เห็นใจคนจากบ้านจากเมืองไปนานๆ แบบฉันบ้างสิแก อย่างแกตากแดดหน้าดำ ขุดโน่นขุดนี่ของแกฉันไม่เคยว่าอะไรสักคำ ทีฉันจะมาอาบแดดบ้างทำเป็นบ่น”

“ปัดโธ่เว่ย ก็คงเป็นห่วงกลัวเพื่อนจะเป็นมะเร็วผิวหนัง เกิดแกเป็นหูดเป็นฝ้าเป็นกระขึ้นมาแล้วเกิดตายไปฉันก็หมดคนรู้ใจสิเพื่อน”

“ไอ้นี่ยังปากปีจอเหมือนเดิมเลยนะเพื่อน ว่าแต่แกเอารถอะไรมารถกระป๋องของแกอีกหรือเปล่า”

“ไอ้บ้า รถคันนั้นฉันเอาไปปลูกสะระแหน่แล้วเพื่อนใครจะทนใช้ได้ตั้งเกือบสามสิปี ใช้ได้ก็เก่งแล้วแกเอ๊ย”

“เออลืมไปเลย แล้วตอนนี้แกใช้รถอะไร”

“รับรองว่าไม่ได้ใช้ทุกชีวิตวอดวายแน่ๆ แก ฉันใช้รถญี่ปุ่นธรรมดานี่แหละแต่ก็พอเอาแกกับเจสันไปส่งที่บ้านได้ก็แล้วกัน”

“เออขอให้จริงเถอะ งั้นเราไปกันเถอะแกเอ๊ยฉันล่ะเมื่อยหลังจนจะตายแล้ว นั่งหลังขดหลังแข็งมาเกือบยี่สิบชั่วโมง ไม่ตายงานนี้จะไปตายงานไหนวะ” นัทพรบ่นถึงการเดินทางอันยาวนานและสังขารของตัวเอง

“คนแก่ก็แบบนี้ล่ะนะไอ้นัทนั่งโอยลุกโอยอีกอย่างแกมีลูกตั้งสามคนไม่กระดูกพรุนก็ไม่รู้จะว่าไง เออแล้วนี่ลูกๆ ของแกจะตามมาวันไหนรู้ไหม”

“เอฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันแต่ ยังไงฉันกับเขสันก็คงไปรอที่ภูเก็ตก่อนว่าจะไปพีพี แกจะไปด้วยไหมล่ะไอ้ตรี”

“เดี๋ยวดูก่อนว่าจะตามไปด้วยได้ไหมแต่ช่วงนี้มันใกล้ปีใหม่ใกล้วันหยุดยาวจะมีที่พักหรือเปล่าก็ไม่รู้สิไอ้นัท”

“ไม่ต้องห่วงเจสันเค้ามีเพื่อนติดต่อที่พักเอาไว้แล้วที่พีพี จองไว้แล้วมีห้องพักหลายห้องพอให้นอนกันอย่างสบายๆ ไงแกก็เดินทางตามพวกฉันไปก็แล้วกัน รับรองว่ามีที่พักแน่นอนเพื่อน”

“ขอบใจนะเพื่อนไว้เคลียร์งานได้ฉันจะตามไป ว่าแต่วันนี้แกไปนอนพักที่บ้านหาคนมานวดก่อนดีกว่า ไปเถอะเจสันแล้วจะพาท่องราตรีเมืองบางกอก อิอิดีไหม” ตรีทิพย์ตบบ่านัทพร และหันไปชักชวนเจสัน ที่ยืนปิดปากเงียบ เพราะหากว่าบ่นออกมาตัวเขาเองนั่นแหละจะโดนบ่นกลับไปอีกกระบุงโกย เพราะตั้งแต่นัทพรอายุมากขึ้นก็บ่นมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

“ไอ้นี่ มาชวนสามีฉันเสียคนตอนแก่ ไปเลยไอ้ตรีเดี๋ยวปั๊ด จะตบด้วยฝ่ามือโลหิตเลยแกนี่”

นัทพรทำท่าทางจะเงื้อมือตบตรีทิพย์แต่ตรีทิพย์ไวกว่าใช้ร่างของเจสันบังตัวเธอเอาไว้ จากนั้นเพื่อนสูงวัยสองคนก็พากันออกจากสนามบินที่ตราคร่ำไปด้วยผู้คน โดยมีตรีทิพย์เป็นสารถีนำส่งสองสามีภรรยากลับไปแหล่งพำนักเก่าแก่ของตระกูล

...........................

ท้องฟ้าแสงแดดและเกลียวคลื่นที่อยู่ตรงหน้าตรีทิพย์ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายจากการทำงาน ตรีทิพย์ได้รับคำเชิญจากนัทพรอีกครั้งว่าให้มาร่วมฉลองวันคริสมาสด้วยกันเพราะตอนนี้เรนลูกสาวคนโตของนัทพรตามมาสมทบกับพ่อแม่แล้ว แต่เธอก็หาเครื่องบินมาไม่ได้ กว่าจะได้เครื่องก็ปาไปสี่ทุ่มแล้วก็ล่วงเลยเวลาที่นัดกันมานานโข ตรีทิพย์ลงเครื่องเมื่อคืนนี้และกำลังเดินทางไปเกาะพีพีเพื่อที่จะไปหาเพื่อนรักที่รออยู่

และเธอก็คงจะมาไม่ทันนัทพรกับเจสันที่จะออกเรือไปดำน้ำดูปะการัง ทั้งๆ ที่เธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะตามเพื่อนไปด้วย แต่เมื่อสะสางงานไม่เรียบร้อย งานทุกอย่างไม่ลงตัว กำหนดการต่างๆ ที่วางเอาไว้ก็ต้องล่าช้าไปถึงสองวัน จากการที่จะมาฉลองวันคริสมาสอีฟกับครอบครัวของนัทพรก็เลยต้องเปลี่ยนแผนเป็นมาฉลองวันปีใหม่แทน เพราะอีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันสิ้นปี

วันนี้เป็นวันที่ ๒๖ ธันวาคม เข้าไปแล้ว ตรีทิพย์ลงเรือเที่ยวแรกตั้งแต่ตีห้า เพื่อที่จะเดินทางไปเกาะพีพี เธอไม่อยากนั่งสปีทโบ๊ท เพราะมันกระแทกกระทั้นมากเกินไปหลังจากครั้งก่อนที่เคยนั่งแล้วก็ต้องเข็ดกับการลงเรือเร็วๆ แถมด้วยอาการหลังเคล็ดขัดยอกไปหลายวัน ตรีทิพย์ก็เลยรอเวลาให้เรือใหญ่เที่ยวแรกออกและนั่งไปในเรือใหญ่อย่างใจเย็น ทะเลกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา แสงแดดสีส้มแดงค่อยๆ สว่างขึ้นเรื่องๆ จากขอบฟ้า ตรีทิพย์สังเกตเห็นท้องฟ้าแดงกำ คนโบราณมักเรียกว่สอุกาฟ้าเหลือง เพราะฟ้าเหลืองแดงไปทั้งฟ้า ฤดุนี้คงไม่มีมรสุมง่ายๆ แต่ทำไมฟ้าถึงได้สีแปลกประหลาดแบบนี้ตรีทิพย์เองก็ไม่เข้าใจ

แม้จะได้เห็นฟ้าสีแปลก คลื่นที่สงบ แต่ในใจของตรีทิพย์กลับกระวนกระวาย ด้วยวัยที่ล่วงเลยมานานของเธอ และความกร้านต่อโลกทำให้เธอรู้ว่าโลกแห่งนี้มันช่างอ้างว้างเมื่อไม่มีคนที่อยู่ข้างกาย เธออยู่เพื่อรอใครคนนั้น รอว่าสักวันใครคนนั้นของเธอจะกลับมาหาเธอ และมายืนอยู่เคียงข้างกันและกันตราบนานเท่านาน

เรือลำนั้นพาตรีทิพย์มาถึงฝั่งอย่างปลอดภัย เธอเดินถามหาที่พักที่นัทพรบอกกับเธอว่าคือที่ไหนและเดินตามหาอยู่พักใหญ่ ตรีทิพย์สะพายเป้ใบเล็กๆ ที่ใส่เสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุดของเธออยู่ด้านหลัง ระยะหลังๆ ตรีทิพย์ไม่มีสัมภาระอะไรมากมายนักเธอมักไปไหนมาไหนตัวเปล่าด้วยซ้ำไป จะมีก็แค่ชุดใส่ทำงานสองสามชุด กับของใช้ส่วนตัวอีกนิดๆ หน่อยๆ

ตรีทิพย์มายืนอยู่หน้าบ้านพักสองชั้นที่นัทพรได้บอกเอาไว้ ตัวบ้านดูสะอาดน่าอยู่ เธอติดต่อกับเจ้าของที่พักก็รับรู้มาว่านัทพรและเจสันออกเรือไปดำน้ำดูปะการังตั้งแต่เช้าแล้ว เธอก็เลยมาไม่ทัน

ขณะที่ตรีทิพย์กำลังจะเดินเข้าไปยังบ้านพัก เธอก็ได้ยิน เสียงผู้คนโวยวายลั่น และคนเหล่านั้นก็วิ่งกรูกันมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง กระแสน้ำไหลแรง คลื่นลูกยักษ์ถาโถมเข้ามา ตรีทิพย์ที่ยังไม่ทันจะตั้งตัวก็รีบวิ่งเข้าไปในตัวบ้าน

คลื่นยักษ์โหมมาทั่วทุกสารทิศ พัดพาเอาเศษกิ่งไม้ ต้นไม้ รวมไปถึงสังกะสี และตัวบ้านบังกะโลที่ปลูกไม่แข็งแรง มาตามคลื่น ตรีทิพย์ต้องรีบวิ่งและเกาะต้นมะพร้าวเอาไว้ เธอรู้แค่เพียงว่าวินาทีนี้ต้องเอาชีวิตให้รอดเอาไว้ก่อน

เป้บนหลังของเธอเมื่อโดนน้ำเข้าไปเต็มๆ ก็อุ้มน้ำเอาไว้ แถมยังฉุดเธอให้จมลงไปในน้ำ ตรีทิพย์พยายามจะปลดล็อกสายรัดเป้ออกจากตัวเองแต่ก็ทำไม่ได้ แล้วสิ่งที่เธอปลดไม่ออกก็ได้ช่วยปกป้องเธอจากสังกะสีที่ลอยมาตามแรงน้ำที่ดุดันสังกะสีเฉีดยหลังตรีทิพย์ไปเพียงนิดหน่อย เสื้อที่ใส่อยู่ขาดเพราะแรงเฉี่ยวหลังของตรีทิพย์มีเลือดซึมออกมาโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว จะว่าโชคดีก็อาจจะใช่ ที่เธอยังมีเป้เป็นเหมือนเกราะป้องกันภัย แต่เป้ใบนี้ก็อีกเช่นกันที่ทำให้เธอต้องจมลงไปใต้น้ำ ทั้งๆ ที่ว่ายน้ำแข็งและดำน้ำเป็น

เสียงคนร้องลั่นไปหมด ทั้งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เสียงร้องตะโกนบอกให้จับต้นไม้เอาไว้ เสียงเด็กร้องไห้ เสียพ่อแม่ตะโกนหาลูก ระงมไปหมด ตรีทิพย์เห็นผู้หญิงฝรั่งวัยรุ่นคนหนึ่งกำลังเอาผ้าปูที่นอนมาผูกมัดต่อๆ กัน และโยนมาให้เธอจับเพราะระหว่างต้นมะพร้าวกับตัวบ้านไม่ได้ห่างกันมากนักกะคร่าวๆ ก็ราวๆ สองเมตรได้

เธอพยายามที่จะจับปลายผ้าปูที่นอนที่ผูกเป็นปมอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ และครั้งสุดท้ายเธอก็จับได้ เป็นการจับแบบที่ต้องปล่อยตัวทั้งตัวถาโถมเข้าไปหา และตะกายกลับมาจากต้นไม้เพื่อมายังบ้านพัก กระแสน้ำยังคงแรง ไม่หยุดและไม่มีทีท่าว่าจะลดความแรงลง

วินาทีนี้ เธอต้องอยู่รอด เมื่อตะกายกลับขึ้นมายืนบนระเบียงบ้านสองชั้นนั้นได้ตรีทิพย์ก็ขอบคุณแหม่มวัยรุ่นจากใจจริงของเธอ

“Thank you miss” ตรีทิพย์กล่าวขอบคุณจากส่วนลึกของใจเธอ หากไม่มีแหม่มคนนี้ป่านนี้เธออาจจะตายไปแล้วก็ได้ใครจะรู้

“ไม่เป็นไรค่ะ เพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะคุณ” คำตอบที่ได้กลับมาทำเอาตรีทิพย์รู้สึกสำนึกในบุญคุณของแหม่มคนนั้นและเธอก็ต้องรีบช่วยแหม่มช่วยเหลือคนที่ติดอยู่บนต้นไม้ อีกหลายๆ คนให้เข้ามาอยู่ในบ้านตึกที่แข็งแรงหลังที่เธอยืนอยู่

กว่าจะช่วยมาได้จนหมด น้ำก็ลดระดับลง เศษซากความเสียหายมีให้เห็นเกลื่อนไปหมด คนบาดเจ็บและล้มตายจากกระแสน้ำ มีให้เห็นโดยทั่วไป

เกาะพีพีที่สวยงาม บัดนี้กลายเป็นเกาะแห่งความเศร้า กลายเป็นสุสานของศพที่จมน้ำตาย เด็กๆ กลายเป็นเด็กกำพร้าในพริบตา ตรีทิพย์เห็นผู้เป็นแม่เดินหาและตะโกนเรียกลูกของตัวเองที่ถูกกระแสน้ำพัดหายไปเมื่อตอนที่เดินเล่นอยู่ริมหาด ไม่มีใครคาดคิดว่าคลื่นยักษ์สึนามิจะถล่มเกาะจนราบเป็นหน้ากลอง

ไม่มีใครเคยคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ในเกาะที่แสนสวยงาม ตรีทิพย์ช่วยแหม่มสาวรื้อค้นกองซากเท่าที่จะทำได้ โดยลืมไปด้วยซ้ำว่าเธอเองก็บาดเจ็บจากการโดนสังกะสีบาดเลือดซิบ ชีวิตคนสำคัญกว่าสิ่งใดทั้งหมด เด็กน้อยนอนจมอยู่ในกองโคลน ตรีทิพย์พยายามช่วยแต่เด็กคนนี้คงสิ้นใจไปหลายนาทีแล้ว เพราะสำลักน้ำตาย

น้ำตาของตรีทิพย์ไหลลงมาทั้งสองแก้มภาพที่เธอเห็นทำให้เธอนั้นสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก กว่าคนที่รอดชีวิตจะมาช่วยกันค้นหาคนที่สูญหายก็สายเกินไป บางคนคอหักตายเพราะแรงคลื่นที่กระแทกให้คนๆ นั้นไปปะทะกับต้นไม้ บางคนขาหัก แขนหัก

นั่นยังน้อยไปด้วยซ้ำเพราะบางคนโดนไม้เสียบเข้าไปที่ต้นขา ต้นแขน ลำตัวและอื่นๆ แม้กระทั่งคนที่จะมาช่วยเหลือก็ยังไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้หรือไม่

การช่วยเหลือผู้คนบนเกาะก็เป็นไปตามยถากรรม เท่าที่คนที่ยังมีชีวิตมีแรงจะช่วย ผู้ชายช่วยกันทำแคร่หามคนเจ็บและคนป่วยไปไว้ในที่ปลอดภัย ไม่มีน้ำสะอาดไม่มีไฟฟ้าใช้ หยูกยาก็มีเท่าที่ยังเหลืออยู่ ยาแก้ปวดในเป้ของตรีทิพย์ที่อยู่ในขวดไม่ละลายไปกับสายน้ำที่ท่วมเพราะยังไม่ทันได้เปิดซิลที่ปิดเอาไว้ ยากระปุกนั้นถูกนำมาใช้กับคนมากมายเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดแต่ก็ไม่พอที่จะช่วยเหลือคนบาดเจ็บมากมายนั้นได้

แหม่มสาวดูแลคนป่วยอยู่ไม่ห่าง ไม่ว่าใครเธอก็ช่วยปฐมพยาบาลไว้ได้ ตรีทิพย์เองก็เป็นลูกมือคอยช่วยเหลืออยู่ไม่ห่างกายแหม่มสาวคนนั้นเช่นกัน

วูบหนึ่งในห้วงความคิดของตรีทิพย์เธอคิดถึงเวียงกุมกาม เมืองที่โดนกระแสน้ำพัดรุนแรง คงไม่ได้แตกต่างกัน คลื่นน้ำคงมาแบบนี้และจบลงแบบนี้เช่นกัน เธอไม่คิดว่า เธอจะได้เห็นเหตุการณ์แบบนี้อีกครั้ง นี่ถ้าหากเธอไม่ได้มาตามคำเชิญของนัทพรเพื่อนรักเธอจะได้มาพบเจอเหตุกราณ์แบบนี้ซ้ำสองอีกหรือไม่ มันอาจจะเป็นแค่การคาดเดาหรืออะไรสักอย่างที่เธอเองก็ตอบไม่ถูก

เวลาล่วงเลยมาจนเย็นนัทพรและเจสันวิ่งหน้าตื่นกลับมายังบ้านพัก นัทพรและเพื่อนๆ ที่ดำน้ำอยู่ในทะเลไม่มีใครรู้ว่าเกิดคลื่นยักษ์ถล่มเกาะ ในทะเลราบเรียบสงบมีแค่กระแสน้ำที่ไหลแรงเท่านั้น นัทพรไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายจนเธอไม่ทันตั้งตัวแบบนี้

ในใจคิดห่วงลูกสาวคนโตและเพื่อนรักของเธอที่จะตามมาสมทบกันเมื่อคืนตรีทิพย์โทรบอกว่าจะมาเรือเที่ยวเช้าเธอภาวนาให้ตรีทิพย์ยังมาไม่ถึงตอนที่คลื่นถล่มเกาะไม่อย่างนั้นเธอจะต้องโทษตัวเองที่ทำให้เพื่อนต้องมาบาดเจ็บหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตเพราะเธอเป็นคนชักชวน

ไหนจะลูกสาวคนโตที่ไม่ได้ตามเธอมาดำน้ำเพราะพึ่งจะเดินทางมาถึงเมืองไทยและอยากจะพักผ่อนอีกเล่า มันเป็นการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่นัทพรไม่อยากจะให้เกิด น้ำตาเสียงร้องไห้คร่ำครวญปิ้มว่าจะขาดใจของแม่ที่ตามหาลูกไม่พบ สภาพเกาะที่เสียหายไปมากมาย

จากเกาะสวยงามกลายเป็นเกาะขยะ จากเกาะที่สวยงามกลายมาเป็นสุสานของคนนับร้อยนับพันชีวิต นัทพรวิ่งกลับไปยังที่พักที่อยู่กลางเกาะแบบไม่คิดชีวิตและเมื่อมาเห็นสภาพของที่พักเธอเองก็รู้สึกโล่งใจที่ยังอยู่ดี แต่เมื่อมองไปก็เห็นตรีทิพย์กับลูกสาวคนโตของเธอกำลังช่วยกันปฐมพยาบาลคนเจ็บอยู่ก็นรู้สึกโล่งอก

“เรนลูกแม่ปลอดภัยดีใช่ไหมลูก” นัทพรส่งเสียงเรียกลูกสาวของเธอมาแต่ไกล และวิ่งไปโอบกอดลูกสาวสุดที่รักของเธอ

“เรนปลอดภัยดีค่ะแม่ไม่ได้เป็นอะไร แต่คนเหล่านี้สิคะท่าทางจะแย่” เรนชี้ให้แม่ของตนดูคนเจ็บและคนป่วยที่นอนเรียงรายอันอยู่เต็มห้องด้านล่างของที่พัก

“ตรีแกไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหมเพื่อน” เมื่อทักทายลูกสาวเรียบร้อยแล้ว นัทพรก็หันไปถามเพื่อนรัก

“ไม่เป็นอะไรนัทฉันสบายดี” แต่เมื่อนัทพรเห็นรอยเลือดของตรีทิพย์ก็ต้องตกใจ เพราะด้านหลังของตรีทิพย์มีรอยเลือดไหลออกมาเป็นทาง

“นี่แกหลังแกมีเลือดออก” และเมื่อเปิดเสื้อของตรีทิพย์ออกดูก็เห็นว่าแผ่นหลังของตรีทิพย์มีรอยโดนอะไรสักอย่างบาดเป็นทางยาว โชคดีที่ไม่ลึกมากนัก จึงไม่ทำให้ตรีทิพย์ถึงกับต้องล้มหมอนนอนเสื่อแบบคนเจ็บคนอื่นๆ

“ไม่เจ็บเหรอไอ้ตรี แผลยาวมากๆ เลยนะแก” นัทพรถามเพื่อนรักด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เจ็บหรอกเพื่อนแค่นี้เล็กน้อย ว่าแต่แกเถอะเพื่อนปลอดภัยดีใช่ไหม” ตรีทิพย์ยังคงมีน้ำใจไถ่ถามเพื่อนรักที่ตามมาสมทบภายหลัง

“ปลอดภัยดีตรีอยู่ในน้ำไม่รู้เลยด้วยซ้ำไปว่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ขอโทษจริงๆ นะตรีที่ฉันชวนแกมาเจอะเจอเรื่องแบบนี้” นัทพรเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกผิดที่เธอเป็นต้นเหตุให้เพื่อนรักต้องมาเจ็บตัวโดยที่เธอไม่ได้ตั้งใจ

“ไม่เป็นไรเพื่อนฉันปลอดภัยดี ไม่ต้องห่วง ชีวิตของฉันคงถูกกำหนดให้ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้แกไม่ต้องห่วงฉันแกร่งกว่าที่แกคิดไว้ แต่ตอนนี้แกกับเจสันแข็งแรงที่สุด แกช่วยฉันพาคนเจ็บขึ้นไปนอนข้างบนหน่อยสิ เด็ก มานอนอยู่แบบนี้เสื้อผ้าเปียกปอนไปหมดจะเป็นปอดปวมเอา”

และทั้งสี่คนก็ช่วยกันทยอยอุ้มเด็กๆ ขึ้นไปยังชั้นสองของตัวตึก เพื่อให้ได้นอนพักในที่ไม่อับชื้นมากนักและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับเด็กๆ โชคดีอีกครั้งที่บ้านพักแห่งนี้ตุนน้ำสะอาดเอาไว้ด้านบนที่พัก และยังพอจะมีเตาแก๊สสำหรับต้มน้ำในชั้นบนอยู่บ้างดังนั้นการทำความสะอาดบาดแผลจึงมีอุปกรณ์ที่หาได้จากในบ้าน

ไฟฟ้าไม่มีใช้ เครื่องปั่นไฟไม่ทำงาน เทียนถูกนำมาใช้อย่างประหยัด เสียงร้องขอความช่วยเหลือยังดังออกมาเป็นระยะๆ ตรีทิพย์แทบจะหมดแรงเพราะตั้งแต่เช้าเธอยังไม่ได้กินอะไร ด้วยความที่รีบออกมาจากฝั่งและกลัวว่าจะเมาเรือก็เลยไม่ได้กินอะไรรองท้อง

ตอนนี้ท้องเริ่มร้องโครกคราก ตรีทิพย์เปิดกระเป๋าเป้ใบเล็กของเธอ ในนั้นชุ่มไปด้วยน้ำ แต่ก็ยังพอมีบางอย่างที่จะใช้ได้ เธอจัดการเอาเสื้อผ้าออกมาผึ่งลม และหยิบแครกเกอร์กับช็อกโกแลตที่เธอมักติดตัวเป็นประจำออกมา และเมื่อกำลังจะเอาเข้าปากก็นึกขึ้นได้ว่าเด็กๆ ก็ยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน เธอจึงแบ่งของเหล่านั้นให้เด็กๆ ได้กินประทังชีวิตไปก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือจากคนบนแผ่นดินใหญ่

...........................

กว่าความช่วยเหลือจะถูกส่งมา กว่าคนเจ็บจะถูกลำเลียงไปบนแผ่นดินใหญ่ก็ใช้เวลาเกือบสองวัน คนบนเกาะเริ่มหมดแรง คนเจ็บที่อาการหนักถูกส่งไปด้วยเรือท่องเที่ยวที่เหลืออยู่และคนที่เหลือก็ต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการ เรือรบถูกส่งมาลำเลียงผู้คนกลับไปแผ่นดิน ตรีทิพย์และครอบครัวของนัทพรเองก็เช่นกัน เมื่อกลับถึงฝั่งได้ สภาพของฝังก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากบนเกาะ แถมผู้คนก็ยังเจ็บและตายมากกว่าคนบนเกาะด้วยซ้ำไป จังหวัดชายทะเลทางด้านตะวันตกทุกแห่งโดนถล่มด้วยคลื่นยักษ์ทั้งสิ้น

จากเมืองที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีแต่รอยยิ้มและความสนุกสนานกลับกลายเป็นเมืองแห่งน้ำตา ของผู้คนตรีทิพย์และนัทพรกลับมากรุงเทพในวันรุ่งขึ้น

“ตรีแกจะพักที่ไหน” นัทพรเอ่ยถามขึ้นเพราะเธอเห็นว่าตรีทิพย์ยังคงบาดเจ็บอยู่แต่ก็ยังคงทำเก่งปากแข็งไม่ขอรับความช่วยเหลือจากเธอซึ่งเป็นเพื่อนสนิท

“ฉันอยากกลับบ้านอย่างน้อยที่นั่นก็เป็นบ้านฉัน”

“แกไม่มาอยู่บ้านฉันก่อนเหรอตรี ที่บ้านแกจะมีใครดูแล”

“พี่อ้อยก็ยังอยู่เดี๋ยวให้พี่อ้อยมาดูแลก็ได้”

“พี่อ้อยแกแก่แล้ว จะให้เค้ามาดูแลแกได้ไง เอางี้ดีกว่า เรนลูกไปดูแลป้าตรีหน่อยนะลูก ถือว่าทำเพื่อแม่” นัทพรหันไปบอกลูกสาวคนโตของเธอ

“ค่ะแม่” เรนตอบรับอย่างว่าง่าย

“อย่างน้อยตอนเรายังเล็กๆ ป้าเค้าก็คอยอาบน้ำอุ้มเราเดินป้อนข้าวป้อนน้ำ หากเรนไม่คิดอะไรมากก็ดูแลป้าแทนแม่เด้วยนะลูก”

“ไม่ต้องห่วงค่ะแม่ เรนจะทำตามที่แม่บอกรับรองได้ไว้ใจเรนเถอะนะคะ” เรนตอบรับคำของนัทพรเป็นมั่นเป็นเหมาะ

รถแท็กซี่นำตรีทิพย์และเรนกลับมาถึงบ้านหลังเล็กของตรีทิพย์และเรนก็พยุงตรีทิพย์ให้เดินเข้าไปยังบ้านหลังเล็กๆ หลังนั้น ก่อนที่พี่อ้อยจะวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาและถามอาการของตรีทิพย์เพราะก่อนหน้าที่ตรีทิพย์จะไปได้บอกกับพี่อ้อยไว้ว่าเธอจะไปเกาะพีพี เมื่อได้ข่าวคลื่นยักษ์ถล่มทางใต้ใจพี่อ้อยก็ไม่เป็นสุขเที่ยวโทรหาโทรตามว่ามีคนป่วยหรือบาดเจ็บที่ชื่อตรีทิพย์หรือไม่แต่ก็ไร้วี่แวว

เมื่อพี่อ้อยเห็นตรีทิพย์กลับมาด้วยความปลอดภัยเธอก็โล่งใจ

“ตามหมอไหมตรี” พี่อ้อยถาม

“ไม่เป็นไรพี่อ้อยตรีไม่ได้เป็นอะไรมากแค่เจ็บนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น อ้อนี่เรนลูกของนัทเพื่อนตรีเองไม่ต้องห่วงนะพี่อ้อยกลับไปพักผ่อนเถอะ” เมื่อตรีทิพย์แนะนำแหม่มสาวให้พี่อ้อยได้รู้จักพี่อ้อยก็เบาใจเพราะเธอไม่อยากจะฟุ๊ดฟิตฟอไฟอะไรกับฝรั่งมากนัก เพราะหากเป็นเช่นนั้นมืองของเธอก็คงเป็นระวิงเนื่องจากพี่อ้อยหูไม่กระดิกภาษาฝรั่ง ภาษาส้ม หรือมะขามอะไรใดๆ ทั้งสิ้น และยิ่งเห็นท่าทางการยกมือไหว้และคำกล่าวทักทาย

“สวัสดีค่ะ” ของแหม่มฝรั่งอย่างชัดเจนเต็มสองหูแล้ว พี่อ้อยก็ยิ่งเบาใจไปมากกว่าเดิม

เรนจัดที่นอนให้กับตรีทิพย์เสร็จแล้วก็ออกมาเดินดูรูปต่างๆ ที่แขวนอยู่ตรงข้างฝาบ้าน เธอมองรูปของแม่ตัวเองและตรีทิพย์เมื่อยังอยู่ในวัยเรียน และเธอก็รู้ว่าแม่ของเธอกับตรีทิพย์คงจะสนิทกันมากถึงขั้นเรียกได้ว่า “เพื่อนซี้” แม้ว่าแม่ของเธอจะจากไปอยู่เมืองไกลมานานแล้ว แต่ทั้งสองคนก็ยังติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ

มีรูปของเด็กน้อยสามคนนั่งขัดสมาธิเรียงกันอยู่คนหนึ่งคือแม่ของเธอ อีกคนหนึ่งคือตรีทิพย์แล้วอีกคนหนึ่งเล่าเป็นใครกัน

“คงจะเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันสินะ” เรนพึมพำกับตัวเอง

และสายตาของเรนก็ไปพบกับรูปถ่ายของเมืองโบราณเมืองหนึ่งและรูปวาดลายเส้นของเมืองนั้นติดอยู่ตรงที่ผนังอีกมุมหนึ่ง

“เมืองอะไรกันนะสวยจังเลย”

“เวียงกุมกามนะเรน” เสียงของตรีทิพย์เอ่ยบอกกับหลานสาว

“ชื่อแปลกดีนะคะเวียงกุมกามอยู่ที่ไหนคะ” เรนหันมามองต้นเสียงและยิ้มเอียงคอมองตรีทิพย์ด้วยดวงตาเปล่งประกายของความอยากรู้อยากเห็น

“เชียงใหม่คะ เมืองเก่าที่ล่มสลายหายสาบสูญมานานแล้วพึ่งจะพบได้ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา” ตรีทิพย์อธิบาย

“ดูคุณป้าจะชอบเมืองนี้มากนะคะเห็นมีรูปเยอะไปหมดเลย”

เรนมองรูปหลายๆ รูปคงเป็นฝีมือถ่ายของตรีทิพย์และก็ทุกรูปดูสวยงามแตกต่างกัน บางรูปเป็นภาพเจดีย์ บางรูปเป็นภาพบ้านเรือนไทย มีรูปที่ถ่ายไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้บูรณะปรับปรุง จนถึงการบูรณะจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว และยังเป็นภาพถ่ายทางอากาศในมุมสูง รวมไปถึงแผนผังของตัวเมืองอีกด้วย

“คุณป้าวาดเองถ่ายเองถ่ายเองหรือเปล่าคะ” เรนหันไปถามตรีทิยพ์อีกครั้ง

“ค่ะ ป้าถ่ายเองวาดเองทั้งหมด”

“คุณป้าเก่งจังเลยวันหลังสอนเรนบ้างนะคะเรนอยากวาดรูปเก่งๆ แบบนี้บ้างแต่ฝีมือเรนไม่เอาไหนเลย แม่บอกว่าแค่ให้สอบผ่านก็พอแล้ว”

“ศิลปะอยู่ที่ใจนะเรน หากเราชอบเราก็ทำได้ หากเราไม่ชอบไม่มีแรงบันดาลใจ ก็คงทำได้ยาก”

“ว้าแบบนี้เรนก็อดเป็นศิลปินเลยสิคะ แย่งจังเลยเนอะ”

“ไม่หรอกเรน ถ้าเรนทำในสิ่งที่เรนถนัดป้าว่าดีที่สุดแล้วนะ”

“แบบนี้เรนต้องขอเสนอตัวเป็นลูกศิษย์ของป้าตรีแล้วสิคะนี่” เรนเข้ามาเกาะแขนเกาะไหล่ตรีทิพย์เพื่อต้องการเอาอกเอาใจตรีทิพย์ให้สอนวิชาวาดรูปด้วยลายเส้นสวยๆ ให้กับเธอ

“ดูเข้าสิทำเป็นลูกแมวไปได้ โตแล้วยังอ้อนป้าเป็นเด็กๆ ไปได้ ไม่คิดเลยนะว่าเด็กทารกตัวน้อยๆจะกลายเป็นสาวสวยขึ้นมาได้ในเวลาไม่กี่ปี” ตรีทิพย์แอบบ่นหลานสาวของตัวเอง

“ก็แหมป้าสามขาเรนเป็นคนนะคะจะให้ตัวเท่าลูกมดลูกแมวได้ไง กินเข้าไปก็ต้องโตขึ้นบ้างสิคะ อีกอย่างเรนก็อยากเป็นเด็กบ้างสิคะป้าสามขาก็แม่ไม่ให้เรนอ้อนแบบนี้นี่นาแม่บอกว่าเรนเป็นพี่คนโตต้องดูแลน้อง แต่แม่เคยบอกเรนว่าตอนเรนเป็นเด็กๆ เรนติดแล้วก็อ้อนป้าสามขาอย่างกับอะไรดี พอเวลาป้าสามขาไม่อุ้มเรนก็จะร้องไห้งอแง แต่พอป้าสามขาอุ้มเรนก็หยุดร้องไห้ไปซะเฉยๆ อยากรู้จังว่าถ้าป้าสามขาอุ้มเรนตอนนี้จะเป็นยังไงน้อ อิอิ”

ตรีทิพย์ได้ยินสำเนียงและคำเรียกขานของเรนแล้วก็ให้นึกถึงฝน หญิงคนที่เธอรัก ที่มักจะเรียเธอว่าคุณสามขา และเธอก็สลัดความคิดออกก่อนที่จะกลับไปต่อล้อต่อเถียงกับเรนหลานรัก

“ถ้าป้าอุ้มเรนตอนนี้ป้าคงหลังหักหันมาเดินสามขาแบบที่เรนว่าแน่ๆ เลยนะ” ตรีทิพย์กระเซ้าเรนที่ตัวสูงกว่าเธอมากมายแต่กลับออดอ้อนเธอราวกับว่าเธอเป็นแม่ของเรนก็ไม่ปาน

“ถ้าอย่างนั้นเรนจะอุ้มป้าสามขาของเรนไปทุกที่เลยดีไหมคะ เวลาเรนไปไหนมาไหนก็อุ้มป้าสามขาไปด้วยคนดูดีพิลึก” เรนเงยหน้าขึ้นสบตาของตรีทิพย์

“ทำได้จริงรึ เด็กน้อย” ตรีทิพย์ขยี้ผมของเรนเล่นไปมา เพราะเรนกอดเธอและซบอยู่ที่หัวไหล่ของเธอ เหมือนลูกแมวเชื่องๆ ตัวหนึ่ง ที่คอยหยอกล้อเจ้าของของมันเอง

“ทำได้สิคะป้าสามขา เรนพูดคำไหนคำนั้นจริงๆ นะ” เรนทำท่าทางขึงขังและมาดมั่น

“ราคาคุยสิไม่ว่า” ตรีทิพย์บ่นและยังมองเรนด้วยหางตา เป็นเชิงบอกว่าเธอไม่อยากจะเชื่อคำพูดของเรน

“เอางี้เลยดีกว่าเรนอุ้มป้าสามขากลับไปนอนเลยดีกว่าไม่ยอมหลับยอมนอนออกมายืนดูรูปอยู่ได้เดี๋ยวก็ไข้ขึ้นอีกหรอก” ขาดคำเรนก็อุ้มตรีทิพย์ลอยจากพื้นและเดินไปที่ห้องนอนของตรีทิพย์ก่อนที่จะบรรจงวางตรีทิพย์ลงบนที่นอนอันแสนจะนุ่ม และคลี่ผ้าห่มคลุมให้ แถมท้ายด้วยจุมพิตที่หน้าผาก

“Good night baby” เรนทำราวกับว่าตรีทิพย์เป็นเด็กเล็กๆ ที่ต้องคอยดูแลให้หลับนอน

ตรีทิพย์เอื้อมมือไปจับมือของเรนก่อนที่จะพูดว่า

“ฝันดีนะเด็กน้อย”

“เช่นกันค่ะป้า” แล้วเรนก็เดินจากไป

..............................

คืนนั้นตรีทิพย์นอนหลับฝันดี เธอฝันเห็นพ่อกับแม่มายืนยิ้มให้กับเธอ ฝันเห็นพ่ออุ้ยหนานคำส่งรอยยิ้มมาให้ ฝันเห็นเจ้านางแสงคำที่เธอไม่เคยฝันถึงมาหลายสิบปี ทุกความฝันยังกระจ่างชัดในความทรงจำของตรีทิพย์

“การรอคอยสิ้นสุดแล้วนะคุณสามขา” เสียงของเจ้านางเปล่งดังกังวานไปทั่วในความรู้สึกของตรีทิพย์

“หมายความว่ายังไงฝน บอกตรีหน่อยเถอะ มันคืออะไร” ตรีทิพย์พยายามถามถึงความหมายที่ฝนได้บอกกับเธอ

“การรอคอยของเราสองสิ้นสุดแล้ว ยิ้มรับวันใหม่ได้แล้วนะคะคนดี” รอยยิ้มอันอบอุ่นของเจ้านางสายทิพย์ทำให้ทั่วทั้งบริเวณที่มืดมิดสว่างจ้าไปหมด

แล้วร่างของเจ้านางสายทิพย์ก็จางหายไป มันเหมือนกับหัวใจของตรีทิพย์สลายไปตามร่างที่ลางเลือนนั้น

……………………….

ตรีทิพย์สะดุ้งตื่นหลังจากที่เธอฝันถึงเจ้านางสายทิพย์ และก็ต้องตกใจเมื่อมือของเธอเกาะกุมมือของใครบางคนเอาไว้ ในความมืดเธอคิดถึงฝน คนที่พึ่งมาเข้าฝันเธอ

“ฝนเหรอ ฝนใช่ไหม” ตรีทิพย์พูดผ่านความมืดและความเงียบ

“ตื่นแล้วเหรอคะป้าสามขาเรนเองค่ะไม่ใช่ฝน” เสียงที่ส่งผ่านกลับมาทำให้สติของตรีทิพย์กลับคืนมาเช่นกัน

“ป้าสามขาเป็นไข้เรนก็เลยมาเช็ดตัวให้น่ะค่ะ แผลที่หลังคงอักเสบเลยทำให้ไข้ขึ้น” เรนบอกกับตรีทิพย์

“อ๋อค่ะ” ตรีทิพย์พยักหน้ารับ

“นอนพักต่อเถอะนะคะคนดี พรุ่งนี้จะได้หายเร็วๆ” เสียงของเรนที่ตรีทิพย์ได้ยินนั้นแผ่วเบาและบวกกับความอ่อนเพลียทำให้ตรีทิพย์หลับลงไปอย่างง่ายดายและเธอก็ยังกุมมือของเรนเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

เมื่อตรีทิพย์หลับลงอีกครั้งเรนก็ลุกจากข้างเตียงเดินออกไปเตรียมอาหารเช้าให้กับคนป่วยข้าวต้มร้อนๆ แบบที่แม่เคยทำให้เธอกินคงช่วยให้คนป่วยหายไข้ได้เร็วขึ้น แม้ไม่เคยทำแต่ก็คงไม่ยากเย็นอะไร ก็แค่ข้าวต้มแค่นั้นเอง

....................

ตรีทิพย์ตื่นขึ้นมาตอนสายๆ เธอไม่เห็นเรนอยู่ในห้องของเธอ เด็กน้อยคงไปเดินเล่นซุกซนหาอะไรทำแล้วตอนนี้ เธอเองรู้สึกถึงความผูกพันที่มีให้กับลูกของเพื่อนคนนี้มากมายนัก อาจเป็นเพราะเธอเคยเลี้ยงเรนในตอนที่พึ่งจะคลอดออกมา หรืออาจเป็นเพราะเรนคือลูกสาวแท้ๆ ของเพื่อนสนิทคนเดียวที่เธอเหลืออยู่บนโลกใบนี้

เมื่อตรีทิพย์อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เดินออกมานอกห้องเห็นเรนยังง่วนอยู่ในครัวก็เดินไปยืนมองท่าทางเก้ๆ กังๆ ของเรน

“ทำอะไรอยู่เรน”

“อุ้ยตกใจ!!! โธ่ป้าสามขามาให้ซุ่มให้เสียงกันบ้างเลยนะคะเรนตกใจหมดเลย” เรนยกมือที่ยังมีทัพพีอยู่ด้วยขึ้นมาทาบอกของตัวเองจนน้ำข้าวที่ติดอยุ่ตรงปลายทัพพีกระเด็นเลอะไปหมด

“ป้าก็มาให้เสียงก่อนแล้วนะ แล้วนี่เราทำอะไรครัวป้าถึงได้เลอะเทอะไปหมดแบบนี้” ตรีทิพย์มองดูสภาพครัวของเธอที่เลอะไปด้วยรอยน้ำข้าวที่กระเด็นเต็มไปหมด

“แฮะๆๆ เรนต้มข้าวต้มค่ะป้า”

“มานี่เถอะเดี๋ยวป้าทำเอง” ตรีทิพย์แย่งทัพพีมาจากมือของเรนและลงมือทำเอง

เรนมองท่าทางทำกับข้าวของตรีทิพย์ที่ดูเหมือนจะทำอะไรดูง่ายไปหมด เธอยืนต้มข้าวมาตั้งนานมันดูยุ่งยากมากมาย แต่ทำไมตรีทิพย์ถึงได้ทำอะไรแล้วดูง่ายดายอย่างนี้ก็ไม่รู้

“ทำไมมันดูง่ายจังคะป้าสามขา”

“ก็เราไปกวนมันเปิดไฟแรงไป น้ำข้าวก็กระเด็นออกมาหมดสิเรน แล้วนี่เราต้มข้าวต้มจะกินกับอะไร”

“แฮะๆ ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” เรนยักไหล่แบบเดียวกับที่เด็กๆ ฝรั่งทั่วไปทำกัน

“เอางี้ งั้นไปหยิบหมูสับในตู้เย็นมาให้ป้า วันนี้เราจะกินข้าวต้มหมูสับกันดีไหมเรน”

ตรีทิพย์เสนอและเรนก็ทำตามอย่างว่าง่าย จากการที่เธอตั้งใจต้มข้าวต้มให้คนป่วยกินแต่กลับกลายเป็นคนป่วยต้องมาทำข้าวต้มให้เธอกิน เรื่องเล็กๆ ก็เลยต้องรบกวนตรีทิพย์ที่พึ่งจะฟื้นจากไข้ให้มาทำกับข้าวให้เธอแทนที่เธอจะทำให้ แต่ข้าวต้มฝีมือของตรีทิพย์อร่อยถูกปากของเรนยิ่งนักเห็นได้จากการที่เธอตักเป็นถ้วยที่สามแล้วของมื้อนี้

... จบบทที่ ๑๐ …




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2551    
Last Update : 13 ตุลาคม 2551 15:10:41 น.
Counter : 187 Pageviews.  

เรื่องสั้นแนวยูริ : กาลนาน บทที่ ๙

บทที่ ๙

“ฉันกลับมาแล้วนัทถ้าแกว่างก็มาหาฉันหน่อยมีเรื่องจะปรึกษา” ตรีทิพย์กรอกเสียงตามสายไปบอกกับนัทพรเพื่อนสนิทคนเดียวบนโลกใบนี้ของเธอ

“หายไปจนฉันลืมไปแล้วว่ายังมีแกอยู่ในโลกนะไอ้ตรี ติดต่อก็ไม่ได้ ทำตัวอย่างกับขอมดำดิน” นัทพรบ่นตรีทิพย์เพราะเวลาเกือบปีที่ผ่านมาตรีทิพย์หลุดหายไปจากวงโคจรของบรรดาเพื่อนๆ และหายตัวไปจนเพื่อนๆ ตามตัวกันไม่เห็น จะมีก็แต่ข่าวหน้าหนึ่งที่ตำรวจจับคนร้ายได้และมีตรีทิพย์เป็นโจทย์ฟ้องข้อหาขโมยทรัพย์สินของแผ่นดินก็เท่านั้น

“เจะเอายังไงอีกล่ะแก โทรมาก็ด่า ไม่โทรมาก็ว่า แบบนี้ฉันไม่โทรมาจะดีกว่ามั๊ง จะได้ไม่ต้องมารับฟังคำต่อว่าจากแกไงได้นัท”

“เออตามใจแกก็แล้วกัน ว่าแต่ว่าวันนี้ทำไมโทรมาได้วะ”

“ฉันอยากไปหาหลวงตาที่คราวก่อนแกพาฉันไปดูดวง”

“คิดไงอยากเข้าวัด” นัทพรถึงกับตกใจที่ตรีทิพย์บอกให้เธอพาไปหาหลวงตาเพื่อดูดวง

“เออน่า เข้าวันนี้พรุ่งนี้ก็เหมือนกันแต่ไปวันนี้จะดีที่สุด” ตรีทิพย์ตัดความรำคาญ

“เอาวะเดี๋ยวเจอกันที่บ้านแกแล้วกันฉันจะไปรับ”

“โอเคจะรอ”

รออยู่ไม่นานนัทพรก็มาถึงบ้านของตรีทิพย์ เธอรีบปิดบ้านและวิ่งไปที่รถของนัทพรทันทีโดยไม่รอช้า

“ไปเร็วๆ เข้าไอ้นัทฉันใจร้อน” ตรีทิพย์ลุนหลังของนัทพรที่กำลังลงมาจากรถให้กลับไปนั่งประจำตำแหน่งเดิมของตัวเองเป็นสารถีให้กับเธอเพื่อไปยังวัดป่าของหลวงตาองค์นั้น

“ขึ้นๆ รถเร็วสิวะ ยืนเซ่ออยู่ได้บอกว่าคนกำลังรีบ ไม่เข้าใจหรือไง” ตรีทิพย์รีบเร่งนัทพรอีกรอบ ทำเอานัทพรงงเป็นไก่ตาแตก

“อะไรของแกว้า ไอ้เพื่อนคนนี้ ดูมันทำ” นัทพรทำตามตรีทิพย์อย่างว่าง่ายแต่ก็ไม่วายบ่นอุบกับพฤติกรรมแปลกๆ ของตรีทิพย์

“เอาน่าขึ้นรถแล้วจะเล่าให้ฟัง”

เมื่อทั้งสองนั่งประจำที่รถของนัทพรก็เล่นไปยังวัดป่าที่ทั้งสองเคยเดินทางมาเมื่อหลายเดือนก่อน วัดป่าก็ยังคงเป็นวัดป่าเช่นเดิม สภาพไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แม้ถนนหนทางที่ผ่านมาจะดีขึ้นมากกว่าที่เคยเดินทางมาครั้งก่อน อาจเป็นเพราะงบประมาณของ อบต หรืออะไรสักอย่างได้เข้ามาพัฒนาถนนให้เป็นถนนลาดยาง แต่วิวสองข้างทางก็ยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อถึงวัดตรีทิพย์แทบจะกระโดดลงจากรถวิ่งไปยังกุฏิของเจ้าอาวาส และก็ไม่พบว่าท่านได้จำวัดอยู่ที่นั่น จากนั้นตรีทิพย์ก็วิ่งไปยังโบสถ์หลังเก่า ที่เคยพบท่านเจ้าอาวาสที่นั่นและก็เป็นจริงดังคาด เจ้าอาวาสยังคงนั่งสมาธิอยู่ที่เดิม

“นมัสการค่ะหลวงตา” ตรีทิพย์ก้มลงกราบพระประธานและหลวงตาที่นั่งสมาธิอยู่

“เจริญพรโยม อาตมารอโยมอยู่พอดีเลย”

“หลวงตาคะตรีมีเรื่องจะสอบถาม เรื่องที่หลวงตาเคยบอกว่าคนที่ตามตรีมาเมื่อครั้งก่อน เธอคนนั้นคือเจ้านางใช่หรือเปล่าคะ” ตรีทิพย์ไม่พูดพล่ามทำเพลงถามขึ้นมาดื้อๆ ทำเอานัทพรที่วิ่งตามมานั่งแปะลงอยู่ข้างๆ ถึงกับตกใจ เพราะตลอดทางตรีทิพย์ที่สัญญาว่าจะเล่าให้เธอฟังก็ไม่ได้พูดอะไรกับเธอสักคำ แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าหลวงตาตรีทิพย์ก็ใส่ไม่ยั้ง และเป็นคำถามที่นัทพรเองก็ยังงงว่าใครคือเจ้านาง

หลวงตาไม่ตอบได้แต่ยิ้ม

“แสดงว่าเธอตามตรีมาโดยตลอดงั้นหรือคะ”

ยังคงเป็นเช่นเดิมมีเพียงรอยยิ้มบนใบหน้าของหลวงตาเท่านั้น

“สิ่งที่เค้าให้โยมมาจงเก็บเอาไว้ดีๆ มันเป็นความผูกพันของโยมกับเค้ามาแต่หนหลัง เรื่องแบบนี้อาตมาเองก็บอกอะไรไม่ได้ รู้แต่ว่าเวลาแห่งการรอคอยจะต้องสลับกันบ้างก็เท่านั้น”

“ค่ะ หลวงตา ตรีจะรอจนกว่าจะถึงวันนั้น”

“มันเป็นกรรมที่สร้างร่วมกันมา และเป็นสิ่งที่โยมต้องรับมันเอาไว้ด้วยความเต็มใจไม่ใช่หรือ”

“ค่ะหลวงตา ตรีเต็มใจที่จะรอและรอต่อไป”

“อีกไม่นานก็จะมีข่าวดีแล้วสิใช่ไหมคุณโยม” หลวงตาหันไปถามนัทพรที่นั่งอยู่ข้างๆ ตรีทิพย์

“ค่ะหลวงตา ฤกษ์ที่มาขอหลวงตาคราวก่อนก็สิ้นเดือนนี้แล้วล่ะค่ะ”

“ยินดีด้วยนะโยม เลี้ยงลูกให้เติบโต เป็นที่รักของทุกคน เธอมาดีและเป็นคนดี”

“แต่นัทคงต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศนะคะย้ายตามสามีไป คงอีกนานกว่าจะได้กลับมาเมืองไทย”

“อ้าวไอ้นัทแกจะแต่งงานเหรอ” ตรีทิพย์ตกใจเพราะเธอไม่เคยรู้มาก่อนว่านัทพรจะแต่งงาน

“อืมใช่ ฉันมาขอฤกษ์จากหลวงตาหลายเดือนแล้ว ช่วยไม่ได้นี่ก็แกหายหัวไปไหนก็ไม่รู้ จะบอกก็ติดต่อไม่ได้ รอแกจนฉันเหนื่อยแล้ว ไม่รอดีกว่า”

“เอ๊าไหงเป็นงั้น” ตรีทิพย์ทำหน้าเหวอ กับการโดนไปอีกลูกที่นัทพรส่งกลับมาให้

“คนที่เค้าคู่กัน อย่างไรเสียก็ยังคู่กันไม่เปลี่ยนแปลงหรอกโยม”

“ค่ะ หลวงตาเพราะอย่างนี่นะสิคะ นัทถึงไม่รอใครบางคนให้หันมาเห็นใจนัทบ้างเพราะนัทรู้ดีว่ายังไงเค้าก็ไม่เคยมองนัทเป็นอย่างอื่นนอกจากเพื่อนเท่านั้น”

“โยมฝรั่งก็เป็นคนดีไม่ใช่เหรอ หน้าที่การงานก็รุ่งเรื่องอยู่นี่ เสียแต่เป็นต่างชาติต่างภาษาก็เท่านันเอง”

“ค่ะหลวงตาเค้าดีมากๆ ถึงขนาดบอกว่าหลังแต่งงานแล้วจะขอบวชให้หนึ่งพรรษา แม่นัทชอบใหญ่เลยค่ะบอกว่าได้ลูกเขยต่างชาติดีกว่าได้ลูกเขยคนไทย”

“แล้วแกไปเจอกันตั้งแต่เมื่อไหร่วะไม่เห็นเคยรู้เรื่องมาก่อน”

“นานแล้วหลายปีอยู่แต่กว่าจะตัดสินใจได้ก็นานแล้วล่ะแก เออสิ้นเดือนนี้แกไปงานแต่งฉันด้วยนะไม่ต้องให้หรอกนะการ์ดแต่งงานฉันเชิญแกกับปากนี่เลย”

“เออก็ดีไปก็ไป แล้วไปฮันนี่มูนที่ไหน”

“ว่าจะไปเชียงใหม่ไปอยู่จนกว่าจะหมดพักร้อนของฉัน”

“แกนี่ก็แปลกนะบริษัทก็ของตัวเอง ต้องลาพักร้อนด้วย”

“ไม่ได้สิฉันไม่ทำอะไรแบบเอาแต่ใจตัวเองหรอก ยิ่งหน้านี้มันช่วงไฮต้องกอบโกยกันหน่อยพอหน้าฝนคนก็ไม่เที่ยวกันแล้ว น้ำก็ท่วม โลกมันวิปริตขึ้นทุกวันน่าเบื่อจะตายไปแกเอ๊ย”

“ก็จริง ของแก ว่าแต่หลวงตาจะทำวัดหรือเปล่าคะ พวกตรีมารบกวนหรือเปล่า”

“ไม่หรอกโยมอาตมารอพวกโยมอยู่เดี๋ยวก็จะกลับกุฏิแล้ว”

“อ๋อค่ะ งั้นพวกตรีขอลาหลวงตาก่อนนะคะ” จากนั้นตรีทิพย์และนัทพรก็กราบลาหลวงตาเดินกลับไปยังรถของนัทพรที่จอดอยู่ไม่ไกลมากนักและก็เข้านั่งประจำที่ของตัวเอง

“ไอ้ตรีใครคือเจ้านางของแกวะ” นัทพรถามระหว่างที่เธอเอื้อมมือไปจับเข็มขัดนิรภัย

“อย่ามาถามเรื่องไม่เป็นเรื่องของฉันเลยแก ว่าแต่แกเถอะแต่งงานไม่บอกไม่กล่าวเพื่อนบ้างเลยนะ”

“ก็แกหายหัวไปเฉยๆ ติดต่อก็ไม่ได้ ฉันจะต้องมาขออนุญาตแกหรือไงยะถ้าจะแต่งงาน”

“เออ ขอโทษทีวะเพื่อนพอดีมันยุ่งๆ ก็เลยไม่ได้ติดต่อกลับ แต่ฉันก็โทรมาหาแกแล้วนะแต่แม่แกบอกว่าแกไปเมกาฉันก็เลยคิดว่าแกไปนานเลยไม่ได้โทรกลับมาอีก”

“เออฉันไปเมกาจริงๆ ไปอยู่กับเจสัน จริงๆ แล้วตอนนี้ฉันท้องแล้วนะแกฉันกับเจสันแต่งงานกันได้ สามเดือนแล้วตอนที่อยู่เมกา แต่แม่อยากให้ฉันมาจัดงานแต่งที่เมืองไทยก็เลยต้องแต่งทั้งๆ ที่ท้องโย้วแบบนี้” นัทพรลูบหน้าท้องของด้วเองและยิ้มพราย

“เฮ้ยจริงดิ อะนี่แกท้องแล้วเหรอเพื่อน ขอโทษด้วยนะไอ้นัทฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้แกเดือดร้อนเลยขอโทษจริงๆ นะแก” ตรีทิพย์รู้สึกผิดที่ตัวเองไม่เคยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเพื่อนแต่กลับจิกใช้งานเพื่อนเพื่อทำเรื่องของตัวเอง

“ไม่เป็นไร ท้องแรกก็งี้มองไม่ค่อยเห็น” นัทพรยิ้มให้กับเพื่อนรักของเธอ

“ไหนๆ ดูหลานหน่อยสิว่าน่ารักไหม” ตรีทิพย์ก้มลงไปเอาใบหน้าของเธอแนบท้องของนัทพร

“เพี๊ยะ” เสียงฝ่ามือตีไปที่ไหล่ของตรีทิพย์ดังลั่นรถ

“โอ๊ย” ตีทิพย์โอดครวญ

“เล่นบ้าๆ จั๊กจี้นะไอ้ตรี” ไม่พูดเปล่านัทพรผลักตรีทิพย์ออกไปจากบริเวณท้องของเธอ

“อะไรกันแค่นี้ก็ต้องหวงด้วย แค่อยากฟังเสียงหลานแค่นั้นเอง ทำเป็นหวงไปได้โด่เอ๊ย” ตรีทิพย์บ่นก่อนที่จะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“นัทแกลุกเลยมานั่งฉันขับเองท้องไส้ขับรถเองอันตรายจะตายไปแก” ไม่พูดเปล่า ตรีทิพย์ลงจากรถและลากนัทพรให้ไปนั่งประจำที่คนโดยสารด้านข้างคนขับเมื่อลุนหลังนัทพรและคาดเจ็มขัดให้จนเรียบร้อย ตรีทิพย์ก็กลับไปนั่งประจำตำแหน่งเป็นสารถีให้กับนัทพรทันทีเช่นกัน

“นั่งประจำที่ได้เลยเพคะเจ้าหญิงของหม่อมฉัน สารถีคนนี้จะทำหน้าที่ให้เจ้าหญิงอย่างดีที่สุดเพคะ” ตรีทิพย์หยอกเย้านัทพร

“ถ้าแกดีกับฉันแบบนี้ตั้งแต่แรกฉันก็คงไม่แต่งานหรอกตรี” น้ำเสียงของนัทพรนั้นดูเศร้าลง

“แกก็รู้ว่าฉันไม่เคยคิดกับแกเกินเพื่อนเลยนะไอ้นัท”

“ก็เพราะรู้นะสิฉันถึงได้ตัดใจยังไงเล่า”

“เอางี้ไหมไอ้นัทถ้าลูกแกเป็นผู้หญิง ฉันขอแก้ตัวจะได้หรือเปล่า”

“ไอ้บ้า คิดทุเรศ ลูกฉันยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลกเลยด้วยซ้ำไป นี่แกคิดจะตกเขียวตั้งแต่ยังเป็นเอมบริโอเลยหรือไงวะเกินไปหน่อยแล้วมั๊งเพื่อน” นัทพรค้อนตรีทิพย์วงใหญ่

“เอ๊าก็แก้ตัวไงเล่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วนะ แกยกลูกสาวของแกให้ฉันเถอะ”

“ไม่เด็ดขาด กว่าลูกสาวฉันจะโตจนใช้งานได้แกมิปาไปห้าสิบกว่าแล้วเหรอทุเรศตายชัก คนแก่คราวแม่กินหญ้าอ่อนคราวลูก” นัทพรยังไม่ยินยอมเมื่อนึกถึงเรื่องที่ตรีทิพย์เสนอ

“ไม่ดีหรือไงแก ฉันนะพวกแก่ยากตายยากนะเว่ย อีกอย่างพอฉันอายุห้าสิบฉันก็คงเป็นผู้อำนวยการกอง หรือไม่ก็เป็นอธิบดี หรูเลยนะแก อิอิ” ตรีทิพย์ยังแกล้งนัทพรไม่เลิกรา เพราะเธอรู้ว่านัทพรไม่โกรธเธอกับเรื่องที่หยอกเย้ากันเล่นๆ แบบนี้

“เออ งั้นแกมารับผิดชอบตั้งแต่ตอนฉันท้องเลยก็แล้วกัน หาของบำรุง หาเงินส่งเสีย หาเสื้อผ้าตุ๊กตาให้เล่น มาป้อนนมเช็ดอึ ซักผ้าอ้อมเอาไหม”

“โอ๊ย ไม่เอาดีกว่าแค่คิดก็ขนลุกแล้วเพื่อนเอ๊ย ฉันประเภทชอบของสำเร็จเรื่องให้เลี้ยงเองชงเองกินเองสงสัยจะยากวะ” ตรีทิพย์แกล้งโอดครวญ

“งั้นแกก็เลิกคิดได้แล้วเรื่องที่จะตกเขียวลูกของฉัน ว่าแต่ว่าแถวนี้มีอะไรอร่อยๆ กินบ้างรึเปล่าน้าอยากกินอะไรก็ไม่รู้ที่อร่อยๆ แซบๆ”

“อะไรก็ไม่รู้ของแกมันอะไรวะ ใครจะไปตรัสรู้เรื่องของกิน”

“นี่ๆ แค่เรื่องหาของกินให้แฟนในอนาคตแกยังคิดไม่ออก แบบนี้ใครเค้าจะอยากยกลูกสาวให้แกวะมีหวังลูกฉันอดตายแน่ๆ ถ้าไปอยู่กับแกไอ้ตรีเอ๊ย”

“เอ๊าไม่รู้หรือไงว่าเดี๋ยวนี้เค้าเลี้ยงแฟนแบบบุฟเฟ่ต์กันแล้วเพื่อน”

“เออ ไล่ไม่เคยจนมุมเลยนะแก ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่รู้ว่าไอ้อั้มมันทนแกได้ยังไง แต่ก็นั่นแหละอั้มมันคงทนแกไม่ได้ ก็เลยรีบชิงตายไปซะก่อนโชคดีของมันไป แต่เป็นโชคร้ายของฉัน”

แต่สิ่งที่นัทพรพูดกลับทำให้ตรีทิพย์สลดไปพักใหญ่ ไม่ต่อปากต่อคำ แถมยังพานัทพรมาจอดรถอยู่ที่หน้าร้านปลาเผาเจ้าอร่อยขึ้นชื่อริมถนนไฮเวย์

เมื่อจอดรถได้ ตรีทิพย์ก็ลงจากรถและรีบวิ่งไปเปิดประตูให้กับนัทพรพร้อมกับยื่นแขนของเธอให้นัทพรจับพยุงตัวลุกขึ้นจากเบาะที่นั่ง

“เชิญคร๊าบเจ้าหญิง” ตรีทิพย์ผายมือไปยังเบื้องหน้า เพื่อให้นัทพรเดินเกาะแขนของเธอเข้าไปในร้านอาหารแห่งนั้น

“นี่อย่าบอกนะว่าทำเพื่อลูกของฉัน สาธุขอให้ลูกเป็นผู้ชายด้วยเถิดเจ้าประคู๊ณ แกจะได้แห้วรับประทาน อิอิ”

“เออนะคนเราไม่สนับสนุนแถมยังเหยียบซ้ำ เพื่อนกันจริงๆ หรือเปล่านี่” ตรีทิพยแกล้งงอนนัทพรแต่ก็ยังเลื่อนเก้าอี้ให้กับนัทพรอย่างเช่นที่เคยทำมาตลอดระยะเวลาหลายปี

ระหว่างการรออาหารทั้งสองก็พูดคุยเรื่องราวต่างๆ แต่ส่วนมากจะเป็นนัทพรเล่าเรื่องของเธอกับสามีให้ตรีทิพย์ฟังมากกว่าเพราะตรีทิพย์จะซักโน่นถามนี่เกี่ยวกับเรื่องของเพื่อนรัก ที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่แบบปุถุชนธรรมดา เมื่อนัทพรถามถึงเรื่องของตรีทิพย์บ้างคำตอบก็เป็นแบบเดิมๆ ก็คือ

“ก็ขุดๆ ไปวันๆ ไม่มีอะไรมากมาย พองานเสร็จทุกอย่างก็จบสวยสมใจอยากคนทั่วไปก็แค่นั้น”

“งั้นฉันต้องแวะไปดูงานของแกบ้างแล้วว่ามันเป็นแบบไหนถึงได้เอาเวลาของแกไปตั้งหลายเดือนจนเพื่อนฝูงไม่เคยได้เห็นหน้าค่าตา”

“ลองแวะไปดูสิ เห็นเค้าจะทำพิพิธภัณฑ์จัดแสดงด้วยนะแก แต่ไม่แน่ใจว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ ถ้ามีเวลาก็ลองแวะไปดูบ้างก็ดีนะเพื่อนจะได้ภูมิใจที่ได้ทำงานชิ้นเอก อิอิ”

“เออไอ้พวกชอบยกหางตัวเอง” นัทพรบ่นอุบ

“ไม่ยกหางตัวเองแล้วใครจะช่วยยกล่ะไอ้นัท”

สองเพื่อนรักพูดคุยสนุกสนานและจบลงที่การกินแบบไม่ยั้งปากของนัทพร ตรีทิพย์นั่งมองนัทพรกินกับข้าวมื้อนั้นแล้วก็เป็นสุขใจ อย่างน้อยเธอก็ได้รับรู้เรื่องราวของเพื่อน แม้ไม่ได้เจอะเจอกันมานาน แต่ความเป็นเพื่อนก็ยังสามารถสานต่อกันจนติด

อีกไม่นานเธอจะมีหลานตัวน้อยให้ได้เชยชม เธอก็คงเป็นป้าไปแล้ว เพราะนัทพรอายุน้อยกว่าเธอ ส่วนหลานจะเป็นชายหรือเป็นหญิงนั่นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญก็คือขอให้หลานเกิดมามีอาการครบสามสิบสองก็พอแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนหวังไว้ไม่ใช่หรอกหรือ

.............................

หลังจากนั้นไม่นานนัทพรก็เดินทางกลับไปอยู่อเมริกากับสามี มีเพียงเสียงตามสายโทรมารายงานตรีทิพย์เท่านั้นว่าเธอท้องโตขึ้นกี่เซ็นน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ อาการแพ้ท้องมีมากแค่ไหนก็เท่านั้น ตรีทิพย์รับรู้เรื่องราวต่างๆ ของเพื่อนและยิ้มรับฟังอย่างสุขใจ

เธอไม่กังวลเรื่องใดๆ เพราะตอนนี้เธอถูกเรียกเข้าประจำกรม จึงไม่ต้องโยกย้ายตัวเองไปที่ไหนอีก ที่สำคัญหน้าที่การงานของเธอก็เจริญรุดหน้าไปมาก

ทศพลโทรมาบอกเรื่องที่ญาติของพ่ออุ้ยหนานคำจะขายบ้านในราคาไม่แพงให้เขาหาคนช่วยซื้อ เพราะไม่มีใครอยากจะไปอยู่บ้านที่มีคนตายคาบ้าน

“จะซื้อเหรอคุณบ้านมันโทรมากแล้วนะคุณตรี” ทศพลค้านที่ตรีทิพย์อยากจะซื้อต่อบ้านหลังเล็กๆ แต่เนื้อที่มากมายของพ่ออุ้ยหนานคำ

“ซื้อค่ะต่อให้โทรมแค่ไหนตรีก็จะซื้อ คุณทศติดต่อให้ตรีด้วยนะคะตรีอยากได้จริงๆ เค้าขายเท่าไหร่ก็ยอมคะ” ตรีทิพย์บอกกับทศพล

“เอาไงเอากัน แต่ถ้าเค้าเรียกแพงเพราะอยากได้เงินเพิ่มผมก็ไม่รู้จะทำยังไงนะครับคุณตรี” ทศพลบอกกับตรีทิพย์

“เท่าไหร่ก็ยอมค่ะ ตรีอยากได้จริงๆ”

“ทำไมเหรอครับ หรือคุณยังรู้สึกผิดที่พ่ออุ้ยต้องมาตายลงไป ถ้าเรื่องนั้นอย่าไปคิดเลยครับผมว่านะ”

“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกค่ะ เพีย’แต่ตรีรู้สึกผูกพันกับบ้านหลังนั้นแม้จะแค่เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ตรีก็รู้สึกอยากได้ไว้ในครอบครองอย่างบอกไม่ถูก” ตรีทิพย์อธิบายให้ทศพลได้เข้าใจในความคิดของเธอ

“ตกลงครับงั้นผมจะจัดการเรื่องทั้งหมดให้คุณตรีก็แล้วกัน”

หลังจากนั้นไม่นานทศพลก็ติดต่อซื้อบ้านให้กับตรีทิพย์ด้วยราคาที่ถูกโก่งขึ้นมาอีกนิดหน่อยตรีทิพย์ตัดสินใจซื้อบ้านของพ่ออุ้ยทันทีโดยไม่ต้องคิดแม้ว่าราคาจะแพงกว่าที่เธอเคยรู้มาก่อนหน้านั้น เธอก็ยังตัดสินใจที่จะซื้อ และกู้เงินจากธนาคารมาซื้อโดยไม่รบกวนทางบ้านเพราะเธอต้องการที่จะได้บ้านหลังนั้นมาเป็นของเธอด้วยน้ำพักน้ำแรงของเธอเอง

แถมเธอยังคิดที่จะย้ายตัวเองจากกรมไปอยู่เชียงใหม่เพื่อรอคอยใครบางคนกลับมาทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเธอ การรอคอยที่ยาวนานกำลังดำเนินไปเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น

ต่อจากนี้ไปเธอจะรอและรอเพื่อให้ได้พบกับคนที่เคยรอเธอ และคนที่รักเธอสุดหัวใจ

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ตรีทิพย์ก็ขอทำเรื่องย้ายตัวเองแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะเธอต้องไปทำงานที่ภาคอีสานอีกครั้งและงานนี้ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะแล้วเสร็จลุล่วง สิ่งที่ได้ตั้งใจไว้ก็พังครึนลงมาอย่างไม่เป็นท่า คำๆ เดียวที่ได้รับจากหัวหน้าก็คือ

“ผมไม่อนุญาตเพราะตอนนี้เรากำลังต้องการกำลังคนมาทำงาน ถ้างานนี้แล้วเสร็จเมื่อไหร่คุณค่อยย้ายไปอยู่เชียงใหม่ก็แล้วกันนะคุณตรี อีกอย่างคนโสดที่ไม่มีพันธะผูกพันแบบคุณนั้นหายากมากๆ คนอื่นๆ เค้ามีครอบครัวจะไปทำงานก็ต้องพะวักพะวงห่วงหน้าพะวงหลัง ช่วยๆ กันห่อยเถอะนะคุณตรี”

เมื่อได้รับคำขอร้องแบบนี้ตรีทิพย์ก็ต้องทำตามไปโดยปริยายเธอจะขัดอะไรได้ ในเมื่อคนอื่นๆ กำลังท้องบ้างล่ะ พึ่งจะแต่งงงานข้าวใหม่ปลามันบ้างล่ะ ไหนอีกคนก็ลูกพึ่งจะเข้าโรงเรียนจิปาถะ ร้อยแปดเหตุผลที่ทุกคนจะนำมาอ้าง เธอก็เลยต้องจำใจตบปากรับคำทำงานนี้

เสร็จจากงานหนึ่งก็ถูกส่งไปทำงานอีกงานหนึ่งเรื่อยไป ชีวิตของตรีทิพย์ระหกระเหินเร่ร่อนยิ่งกว่าชนเผ่าเบดูอินเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเมืองไทย เธอกลายเป็นนักวิชาการทางด้านโบราณคดีที่หาตัวจับได้ยาก

ตรีทิพย์ทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง เธอกลับไปปรับปรุงบ้านของพ่ออุ้ยให้เป็นบ้านทรงไทยในแบบที่เธอเคยฝันและเคยเห็นมากับตาของตัวเองในวันที่เธอว่างจากงาน

ตัวบ้านไม่ได้แตกต่างไปจากจินตนาการของตรีทิพย์แม้แต่น้อย ศาสตราจารย์ด๊อกเตอร์ตรีทิพย์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโบราณคดีของไทยวันห้าสิบเศษยืนมองต้นสารภีหน้าบ้านในมือของเธอยังคงถือกำไลข้อเท้าคู่หนึ่งแน่น สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของตรีทิพย์ไว้ได้นั่นคือคำสัญญาที่ให้ไว้กับคนที่เธอรัก

พ่อกับแม่จากเธอไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ตรีทิพย์ก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียว เธอรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ตอบแทนพระคุณของพ่อกับแม่เหมือนลูกคนอื่นๆจะมีก็แต่พี่อ้อยแม่บ้านที่คอยดูแลพ่อกับแม่แทนเธอจนถึงเวลาสุดท้ายของท่าน

เธอกลับไปช้าไปด้วยซ้ำ ไม่ทันได้เห็นใจแม่ก่อนลาจาก และไม่นานพ่อก็เหงาและเศร้าซึม สุดท้ายท่านก็มาจากเธอไปอีกคน ตรีทิพย์จึงไม่มีใครอีกแล้วที่จะคอยให้คำปรึกษา

มีบางครั้งที่เธอไปหาแม่ชีจิตรา เล่าเรื่องราวต่างๆ ของเธอกับเจ้านางให้แม่ชีได้รับรู้ แม่ชีก็ยิ้มรับและบอกให้เธอรอต่อไป

“แม่ชีคะตรีคงบ้าไปแล้วแน่ๆ เลยนะคะที่รออย่างไร้ความหวัง”

“ไม่หรอกลูกแม่ว่ามีอีกหลายอย่างที่เราก็ไม่อาจคาดเดาอะไรไว้ได้”

“แต่ตรีก็แก่แล้ว หากว่าเธอมาเกิดใหม่ตรีก็คงไม่มีปัญญาจะเลี้ยงหรือดูแลเธอแล้วล่ะค่ะแม่ชี ตรีมองไม่เห็นหนทางอะไรเลยที่จะได้พบกับเธอคนนั้น”

“ความรักไม่ได้มีแค่การเสพสมไม่ใช่หรือตรี หากคนเรารักกันเพียงเพราะเรื่องแบบนั้น คนที่เค้าอยู่กันจนแก่เฒ่าก็คงจะต้องเลิกร้างกันไปหลายต่อหลายคู่แล้วสิตรี” คำพูดของแม่ชีเป็นเหมือนการเตือนความรู้สึกให้ตรีทิพย์ได้คิด

“อย่างตรีก็อาจจะไม่เป็นว่าเรื่องนั้นสำคัญแต่หากเธอคนนั้นเกิดมายังอยู่ในวัยเรียนรู้ จะหันกลับมามองตรีที่อยู่ในวัยไม้ใกล้ม้วยหรือคะแม่ชี” ตรีทิพย์ออกจะท้อเมื่อนึกถึงเรื่องนั้น

“อย่างที่แม่บอกนั่นแหละตรี ทุกคนล้วนมีชะตาของตัวเอง ชีวิตของคนเราถูกลิขิตมาแล้ว หากว่าตรีจะฝืนลิขิตก็คงทำได้ แต่ก็คงยาก”

“นั่นสินะคะแม่ชีตรีคงทำไม่ได้อย่างแน่นอน” การสนทนาในวันนั้นทำให้ตรีทิพย์ปลงกับการรอคอยอันไร้ซึ่งความจริงของเธอ

หลวงตาก็มรณภาพไปเมื่อหลายปีก่อน ตรีทิพย์ยังอยู่ได้เพราะแรงรักที่มีต่อเจ้านางสายทิพย์หรือฝนของเธอ กลับมาบ้านแต่ละครั้งก็จะมีจดหมายจากนัทพรส่งมาให้เธอได้อ่านได้ขำกับเรื่องราวของลูกที่แสนจะซุกซนของนัทพรทั้งสามคน

นัทพรมีลูกสาวสองคนและรอให้มีลูกผู้ชายสมใจอยากเมื่อลูกคนเล็กเกิดมาเป็นชายเธอก็ทำหมันปิดอู่ผลิตลูก เด็กๆ ทั้งสามมีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกัน ซุกซนไม่เหมือนกัน นัทพรเล่าว่าวันที่คลอดลูกคนโตฝนตกหนักมากพายุเข้าเจสันสามีของเธอจึงตั้งชื่อลูกว่าเรน เพราะว่าเป็นลูกสาว หากว่าเป็นลูกชายเจสันบอกว่าจะตั้งชื่อว่าสตอม พอเกิดเป็นหญิงจะให้ชื่อแข็งๆ แบบนั้นก็เป็นไปไม่ได้

ตรีทิพย์เคยไปเลี้ยงลูกสาวคนโตให้กับนัทพรเมื่อตอนที่เธอไปเรียนต่อที่อเมริกา เคยแม้กระทั่งอาบน้ำให้เด็กตัวแดงๆ เปลี่ยนผ้าอ้อม ชงนม เลี้ยงดูหลานเพื่อแลกกับที่พักและอาหาร เพราะเธอนั้นถึงแม้จะได้ทุนให้มาเรียนต่อแต่ก็ไม่ได้มีเงินถุงเงินถังมากมายนักเพราะเงินทั้งหมดเธอเก็บไว้สำหรับสร้างบ้านในฝันของเธอให้เป็นจริง

เด็กน้อยเรนเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของตรีทิพย์นั่นไม่เคยงอแงไม่เคยร้องไห้โยเย จนบางครั้งนัทพรยังแอบแซวเพื่อนว่า

“สงสัยยายเรนจะชอบตรีเห็นตรีเป็นแม่แล้วมั๊งนี่”

คำพูดของนัทพรทำเอาตรีทิพย์ถึงกับสะอึก

“นี่ๆ แม่คุณฉันเป็นได้ก็แค่ป้าแก่ๆ เท่านั้นแหละยะ คนอย่างฉันจะมีปัญญาไปเป็นแม่ใครได้ แฟนยังหาตัวตนไม่เจอเลยเพื่อน”

เด็กน้อยเรนกำลังจะมีน้องอีกคนที่อยู่ในท้องของนัทพร ตัวนัทพรเองก็แพ้ท้องเอามากๆ จึงเป็นหน้าที่ของตรีทิพย์ที่จะคอยดูแลหลานซึ่งเกิดจากเพื่อนรักของเธอเอง เพราะผู้เป็นแม่แพ้ท้องลูกอีกคนจนไม่มีเรี่ยวแรงที่จะอุ้มลูกเลยด้วยซ้ำไป ส่วนเจสันผู้เป็นพ่อก็มีงานล้นมือ จนไม่มีเวลาที่จะช่วยนัทพรเลี้ยงลูก

หน้าที่การเลี้ยงเด็กจึงตกอยู่กับตรีทิพย์ไปโดยปริยาย ตรีทิพย์อยู่เลี้ยงหลานได้ไม่นานเธอก็สำเร็จการศึกษาและไปเรียนต่อที่ประเทศอื่น การติดต่อสื่อสารของเธอกับนัทพรก็มีเพียงจดหมายถึงกันตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

ตรีทิพย์อ่านจดหมายหลายฉบับนั้นและพับเก็บอย่างดี ใบหน้าของเธอเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรับกับความสุขของเพื่อน ผู้หญิงวัยอย่างเธอจะมีอะไรมากไปกว่าการรำลึกถึงความหลัง และเฝ้ามองการเติบโตของเด็กๆ ที่เจริญวัยขึ้นมาทดแทนคนวัยไม้ใกล้ฝั่งอย่างเช่นพวกเธอ

“ตรี

อีกไม่กี่วันครอบครัวของเราก็จะกลับไปอยู่เมืองไทยแล้ว หวังว่าตรีคงจะอยู่กรุงเทพนะเพื่อนแล้วเจอกันที่กรุงเทพ เออลืมไปลูกฉันโตเป็นสาวแล้วนะจะคิดเลี้ยงต้อยอยู่อีกหรือเปล่าป้าตรี อิอิ

คิดถึงเพื่อนเสมอ

นัท”

จดหมายฉบับสุดท้ายที่ตรีทิพย์ได้อ่านทำเอาตรีทิพย์ถึงกับขำไม่ออก

“ยัยบ้าเอ๊ยเรื่องล้อเล่นยังเก็บเอามาคิดเป็นตุเป็นตะไอ้เพื่อนบ้า” ตรีทิพย์บ่นกับจดหมายที่นัทพรส่งมาให้เธอ นี่นัทพรยังคงจำเรื่องล้อเล่นที่เธอสองคนเคยพูดคุยกันอยู่ได้อีกหรือ

เธอหยิบกรอปรูปที่ตั้งเอาไว้ตรงโต๊ะเขียนหนังสือขึ้นมาดู รูปใบนั้นเธออุ้มเด็กน้อยลูกครึ่งจมูกโด่งเป็นสัน ตาสีฟ้า ผมสีน้ำตาลอ่อนรอยยิ้มของเด็กน้อยยังไม่มีฟันด้วยซ้ำไป แต่เป็นรอยยิ้มที่เธอเห็นแล้วก็รู้สึกเป็นสุขใจ ตรีทิพย์อยากมีลูกอยากมีครอบครัวเหมือนใครๆ แต่เธอก็ไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะหัวใจรักของเธอมอบให้กับหญิงคนนั้นไปจนหมด

ทศพลเพื่อนอีกคนก็แต่งงานกับลูกสาวร้านขายกาแฟสด เปิดกิจการร้านเล็กๆ สืบทอดจากรุ่นพ่อต่อมาเรื่อยๆ และตอนนี้ทศพลก็มีลูกชายสองคนในวัยกำลังเรียนรู้ เธอแวะไปเยี่ยมเยียนทศพลและครอบครัวบ่อยๆ เมื่อเดินทางไปเชียงใหม่ หลายต่อหลายครั้งที่เธอมองดูเด็กๆ และให้นึกย้อนกลับไปคิดถึงอั้มเพื่อนรักในวัยเยาว์ของตัวเอง

เด็กสองคนนั่งซ้อนจักรยานไปโรงเรียน วิ่งเล่น ลอกการบ้าน และข่มขู่กันไปมาไม่มีใครเคยยอมลงให้กับใครง่ายๆ เด็กคนหนึ่งจากไปก่อนเวลา เด็กอีกคนหนึ่งเติบโตแก่กล้าจนอายุมาถึงห้าสิบกว่าปี

ใครจะรู้บ้างว่าทุกครั้งทุกวันที่ตรีทิพย์ใส่บาตรทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลเธอไม่เคยลืมที่จะคิดถึงอั้ม และเจ้านางสายทิพย์ของเธอเสมอมา ตรีทิพย์ตัดสินใจไว้ว่าในบั้นปลายของชีวิตตัวเธอจะอยู่ที่เชียงใหม่อยู่ในเวียงกุมกาม แม้ว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไปอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ หรือเวลาแห่งการรอคอยจะเหมือนคนเพ้อฝัน

แต่เธอก็ยังคงรอเสมอมาไม่เคยเปลี่ยนใจ

... จบบที่ ๙ ...




 

Create Date : 23 กันยายน 2551    
Last Update : 23 กันยายน 2551 11:49:23 น.
Counter : 168 Pageviews.  

เรื่องสั้นแนวยูริ : กาลนาน บทที่ ๘

บทที่ ๘

ตรีทิพย์เดินออกมาส่งฝนกลับบ้านเหมือนๆ กับทุกคืนที่ผ่านมา เธอยังรู้สึกงุนงงไม่หายว่าทำไมเธอถึงได้เอามือของตัวเองไปวางไว้ที่อกของฝนได้ ทั้งๆ ที่เธอตั้งใจวางลงที่ไหล่ของฝนแท้ๆ

“หรือว่าต้องเปลี่ยนแว่นตาอันใหม่ แต่ก็ไม่นะ ในเมื่อก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยพลาด ไม่เคยทำอะไรแบบที่ต้องมาหน้าแตกแบบนี้นี่นา โชคดีนะนี่เราที่ฝนไม่เอาเรื่องไม่อย่างนั้นตายแน่ๆ เลยฉัน” ตรีทิพย์ได้แต่ครุ่นคิดอยู่คนเดียว

เมื่อสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวสมองไม่ได้ ตรีทิพย์ก็ต้องเก็บของไปคิดไป เธอต้องเก็บสัมภาระของตัวเองให้เสร็จก่อนไม่เช่นนั้นวันพรุ่งนี้คงจะวุ่นวายน่าดู การมาอยู่ต่างถิ่นนานๆ ทำให้เธอมีข้าวของมากมาย โดยเฉพาะหนังสือหรือเอกสารหลายตั้งที่วางระเกะระกะอยู่ทั้งบนพื้นและบนโต๊ะทำงาน

ทศพลหากล่องกระดาษหลายใบมาให้ตรีทิพย์เก็บของรกๆ ของเธอตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เธอยังไม่มีโอกาสที่จะได้ลงมือเก็บจริงๆ จังๆ สักครั้ง หากไม่เก็บตอนนี้ พรุ่งนี้คงวุ่นวายน่าดู เพราะเธอต้องกระจายงานที่ยังค้างอยู่ให้กับทศพลและผู้รับผิดชอบคนต่อไปทางด้านการปรับปรุงภูมิทัศน์

การขุดค้นเกือบจะสิ้นสุดลงแล้ว หากว่าพบวัตถุโบราณชิ้นใหม่ๆ อีกก็เป็นหน้าที่ของทศพล ที่ต้องรับช่วงต่อจากเธอ เพราะโดยส่วนใหญ่เมื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะต้องส่งต่อให้กับผู้รับผิดชอบในแต่ละจังหวัด จึงหมดหน้าที่ของตรีทิพย์ไปโดยปริยาย เพราะตรีทิพย์มาจากส่วนกลาง ก็ต้องกลับไปยังส่วนกลางนอกจากจะมีใครทำหนังสือขอตัวให้ตรีทิพย์ไปทำงานเธอก็จะถูกส่งตัวไปทำงานยังที่ต่างๆ ตามคำขอเหล่านั้น

ตรีทิพย์ออกมายืนดูรอบๆ บริเวณอีกครั้ง เธอมาที่นี่ตั้งแต่ยังเป็นป่าละเมาะ ไม่มีอะไรนอกจากเนินดินสูงๆ ที่มีต้นไม้รกไปหมด คนงานแถบจะถอดใจ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหน ต้นไม้หนามๆ ก็ขึ้นจนรก ไหนจะแมลงมด ปลวกจิปาถะ

ตรีทิพย์และทศพลค่อยๆ ขุดที่ละนิ้วทีละคืบ จนเมื่อเห็นอิฐหรือวัตถุอยู่ด้านใต้ก็ต้องค่อยๆ ใช้แปรงปัดออกทีละนิด ใช้เกรียงแซะที่ละหน่อย กว่าจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างแบบทุกวันนี้ ทุกคนล้วนต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจทุ่มเทให้กับงานของตัวเอง

ถึงจะเหนื่อยแต่เมื่อได้ทำงานที่ตนเองรัก ทุกคนก็มีความสุขกับการทำงาน และวันนี้ทุกอย่างก็ออกมาอย่างสมบูรณ์ไม่บกพร่อง แม้จะล่าช้าไปมากก็ตามที เพราะโดยปกติแล้วงานแบบนี้ไม่น่าจะเกินหกเดือน ก็ต้องส่งมอบต่อไป ให้กับจังหวัดหรือเขตที่รับผิดชอบ แต่เพราะบริเวณอันกว้างใหญ่ของเวียงกุมกาม ยิ่งขุดก็ยิ่งเจอ ขุดไปตรงไหนก็พบแต่ของมีค่า พบโบราณวัตถุและวัดวาอาราม ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินทั้งสิ้น

เวียงกุมกามคงเจริญมากๆ ก่อนที่กระแสน้ำจะเปลี่ยนทิศ ดูได้จากข้าวของเครื่องใช้ที่ขุดพบ บางอย่างยังอยู่ในสภาพดี ถึงดีมากๆ และทำให้ตรีทิพย์รู้ว่าเวียงแห่งนี้ ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเชียงใหม่หรือลำพูนเลยสักนิด หากยังมีอยู่จนทุกวันนี้เวียงกุมกามคงไม่เป็นรองใคร

“มายืนทำอะไรดึกดื่นป่านนี้ตรี” ตรีทิพย์สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงคนพูดขึ้น

“ตกใจหมดเลยคุณทศมาก็ไม่ให้ซุ่มให้เสียง”

“ผมนี่นะมาไม่ให้เสียง ผมเรียกชื่อคุณตั้งสองหนก่อนจะเดินมาถึงตัวคุณนะ ใจลอยไปถึงไหนคุณตรี หรือว่าอยากกลับบ้านก็เลยฟุ้งซ่าน”

“ก็ไม่เชิงหรอกคุณทศ ตรีกำลังคิดถึงวันแรกที่เรามาที่นี่ มันไม่สวยงามแบบนี้”

“นั่นก็เพราะฝีมือของคุณต่างหากที่ทำให้มันเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้”

“ไม่หรอกคุณมันมาจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเราทุกคนต่างหาก ถ้าตรีทำคนเดียวคงไม่ได้ขนาดนี้หรอก อีกอย่างคนที่เวียงนี้ก็เก่งนะ ฝีมือดีมากๆ”

“หมายถึงคนงานที่มาช่วยเราขุดเหรอคุณ”

“เปล่าค่ะ ตรีหมายถึงคนเวียงกุมกามสมัยโบราณต่างหากล่ะคะที่เก่ง สร้างสัดสร้างโน่นสร้างนี่จนออกมาสวยงามขนาดนี้”

“ใช่ครับ คนโบราณทำทุกอย่างมาจากแรงศรัทธาและมุ่งมั่นงานทุกอย่างมีฝีมือจริงๆ ผิดกับคนสมัยนี้ทำอะไรก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนมาก่อนถ้าไม่มีค่าจ้างก็ไม่มีงานออกมา”

“ทำไงได้ล่ะคะคุณทศ ทุกวันนี้อะไรก็ซื้อหามาได้ด้วยเงิน ความเอื้ออาทรกันและกันมันหมดไปจากโลกใบนี้แล้วล่ะค่ะคุณ จะมีอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้คำว่าแบ่งปัน” ตรีทิพย์รู้สึกหดหู่ในหัวใจเมื่อนึกถึงเรื่องของพ่ออุ้ยหนานคำและเรื่องของหนอนบ่อนไส้ในทีงานของเธอ

“ยกเว้นผมไว้คนก็แล้วกันนะคุณ อย่างน้อยผมก็ยังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง” ทษพลรีบออกตัวเพราะกลัวว่าตรีทิพย์จะเข้าใจในตัวเขาผิดไปด้วย

ตรีทิพย์ยิ้มกับคำพูดของทศพล เธอรู้ว่าทศพลนั้นเป็นคนดี ตลอดระยะเวลาที่คบกันมา ทศพลเป็นเพื่อนที่ดีของเธอเสมอมา แม้เธอจะรู้ว่าทศพลนั้นมีใจให้กับเธอแต่ก็ไม่เคยคิดล่วงเกินเธอเลยแม้สักครั้ง ยังคงทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีของเธอเสมอต้นเสมอปลายมาโดยตลอด

“แหมๆ ตรีไม่ได้ว่าอะไรคุณทศสักหน่อยก็แค่พูดไปตามน้ำเท่านั้นเอง อีกอย่างเราคบกันมานานจนรู้ไปถึงไหนๆ แล้วไส้กี่ขดกี่วา ยังไม่ทันอ้าปากก็เห็นไปถึงลำไส้ตรงแล้ว”

“เกินไปมั๊งคุณตรีผมนี่นะมองง่ายดูง่ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

ตรีทิพย์ไม่ได้ตอบคำถามของทศพล แต่เธอเดินนำทศพลไปยืนอยู่ตรงบริเวณฐานของเจดีย์ ก่อนที่จะเอามือลูบคลำบริเวณฐานนั้นไปมา เหมือนกำลังใช้ความคิด

ทศพลที่เดินตามตรีทิพย์ไปติดๆ ก็เอ่ยถามขึ้น

“คิดอะไรอยู่คุณตรี”

“เปล่าค่ะ แค่เพลินๆ เท่านั้นเอง”

“อืม แล้วทำไมวันนี้ไม่นอนพักเอาแรงล่ะครับพรุ่งนี้ก็ต้องส่งงานอีก เดี๋ยวก็เป็นลมตายกันพอดี”

“เวลานอนของคนเรามีอีกมากนะคะคุณทศ อีกไม่กี่ปีก็ได้นอนยาวแล้ว ไว้ตรีไปนอนตอนนั้นดีกว่า”

“พูดอะไรก็คิดถึงคนที่เค้าห่วงคุณบ้างนะครับ”

“ก็หรือไม่จริงคะ คนเราจะตายวันตายพรุ่งไม่มีใครหยั่งรู้อะไรทั้งนั้น ตลอดเวลาเราก็อยู่ในความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น ดูอย่างพ่ออุ้ยสิคะ อยู่มาได้ตั้งนานแต่กลับต้องมาตายเพราะคนใจบาป”

“คุณตรีนี่คุณยังคิดมากเรื่องพ่ออุ้ยอยู่เหรอครับ”

“ค่ะ ถ้าตรีไม่บอกใครๆ ว่าพ่ออุ้ยมีใบลานเก่าแก่นั่นพ่ออุ้ยก็คงไม่ตาย”

“ถ้าคิดแบบนั้นผมเองก็ผิดด้วยเหมือนกันที่เอาเรื่องนี้ไปบอกกับคนอื่น อย่าคิดมากเลยครับคุณ คนเราเมื่อถึงคราวก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้นไม่เว้นหน้าอืนทร์หน้าพรหมหรอกครับ”

“มันก็จริงอย่างที่คุณพูดนะคะแต่ถึงยังไงตรีก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี”

“เชื่อผมเถอะคุณตรีไปนอนพักซะพรุ่งนี้จะได้ตื่นมาหน้าตาสดใสไม่หมองคล้ำ เดี๋ยวไม่สวยไม่รู้ด้วยน้าจะหาว่าหล่อไม่เตือน”

“ฮ่าๆๆ ถ้าตรีสวยก็ไม่มีใครสวยอีกแล้วล่ะค่ะคุณทศขา” ตรีทิพย์อารมณ์ดีขึ้นหลังจากที่ทศพลมาพูดคุยด้วย และลากหางเสียงคำว่า “ขา” ยาวเฟื้อย

“ทศเฉยๆ ก็ได้ครับทศขาฟังดูเหมือนกิ้งกือไงไม่รู้สิบขาบรื้อๆ ขนลุก” ทศพลทำท่าทางขนลุกขนพอง เพราะเท่าที่ตรีทิพย์รู้จักทศพลมานั้นเธอรู้ว่าทศพลนั้นกลัวกิ้งกือยิ่งกว่าสิ่งใด เธอเคยถามทศพลว่าตัวก็โตทำไมถึงได้กลัวกิ้งกือมากมายขนาดนั้น คำตอบที่ได้รับก็คือ เมื่อหลายปีก่อนทศพลต้องไปขุดโบราณสถานที่หนึ่งแล้วบริเวณรอบๆ นั้นเต็มไปด้วยกิ้งกือจำนวนมากมายมหาศาล เรียกได้ว่าเป็นแหล่งกบดานของเหล่ากิ้งกือหรือเป็นสถานพำนักพักพิงของกิ้งกือจำนวนนับร้อยนับพันก็ว่าได้ หลังจากนั้นเมื่อทศพลเห็นกิ้งกือครั้ใดก็เกิดอาการแต๋วแตกวิ่งกระเจิดกระเจิงเพราะความขยะแขยง มันเป้นที่มาของการกลัวกิ้งกือเป็นชีวิตจิตใจของทศพลคนเก่ง

เมื่อได้ยินคำพูดของทศพลตรีทิพย์ก็นึกถึงฝน คนที่เรียกเธอว่าคุณสามขา หญิงสาวที่พึ่งจะจากเธอไปเมื่อตอนเที่ยงคื่น ใบหน้าของฝนยังคงติดอยู่ในความทรงจำของตรีทิพย์ตลอดเวลาผู้หญิงคนนี้ชั่งมีอิทธิพลกับตรีทิพย์มากมายเหลือเกิน

“คุณตรีครับคุณตรี” ตรีทิพย์สะดุ้งจากภวังค์อีกครั้ง

“เหม่ออีกแล้ว คืนนี้ทำไมเหม่อบ่อยจังคุณ ผมคุยด้วยตั้งยาวไม่ตอบรับหรือปฏิเสธอะไรเลย” ทศพลเรียกตรีทิพย์เสียงดังเพราะเขาพูดเรื่อยเปื่อยไปมากมายแต่ตรีทิพย์กลับไม่มีท่าทีที่จะตอบสนองในคำพูดติดตลกของเขาเลยสักนิด

“สงสัยตรีจะง่วงแล้วค่ะ คุณทศเลยสมองไม่แล่น”

“งั้นคุณตรีไปนอนเถอะครับผมเองก็ง่วงเหมือนกัน” ทศพลพอพูดถึงเรื่องง่วงก็รู้สึกง่วงตามที่ตรีทิพย์บอกเช่นกัน ทั้งสองหนุ่มสาวก็แยกย้ายไปนอนในเวลาเกือบฟ้าสาง

............................

ตรีทิพย์ประชุมส่งต่องานทั้งวัน เธอเตรียมข้อมูลและเอกสารทั้งหมดที่เธอมีให้กับทีมงานใหม่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอไม่ได้ให้ นั่นก็คือใบลานที่ได้มาจากพ่ออุ้ยหนานคำ เธอยังคงเก็บรักษาไว้อย่างดีในกระเป๋าใบโตของเธอเอง แม้จะเป็นการถือวิสาสะที่เธอไม่ได้นำเอาสมบัติของพ่ออุ้ยส่งคืนให้กับกรม เธอเองก็รู้ดีว่าเธอทำผิด แต่มันมีบางอย่างในใจที่เธอไม่สามารถที่จะตัดใจคืนใบลานนั้นให้กับใครได้ เธอรู้สึกผูกพันและหวงแหนใบลานเล่มเก่านั้นเป็นอย่างมาก

ตรีทิพย์กลับมาถึงที่พักในเวลาเย็น เธอให้ลุงยามช่วยกันขนของจากที่พักไปไว้หลังรถของเธอ กล่องเอกสารมากมาย รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ของเธอเอง ถูกลำเลียงไปบรรจุไว้ที่กระโปรงท้ายรถ จนรถเก๋งคันเล็กๆ ยวบลงไปมาก นี่ถ้าหากใครมาตรวจค้นรถของตรีทิพย์คงจะงงว่าทำไมถึงได้ขนของมากมายขนาดนี้ไว้ในรถที่นัทพรเพื่อนสนิทของเธอเรียกว่า “รถกระป๋อง” เพราะมันเป็นรถคันเล็กๆ กระทัดรัดไม่ใหญ่ไม่โต แต่บรรจุของรกรุงรังของตรีทิพย์ไว้มากมาย ผิดกับรถของนัทพรที่ทั้งใหญ่และโต แต่ไม่มีอะไรอยู่ในรถนั้นเลยนอกจากคนขับ

“แกกับฉันมาเปลี่ยนรถกันไหมไอ้ตรีฉันว่าแกเอารถฉันไปใช้มันจะเก็บไอ้สัมภารกของแกได้มากกว่ารถฉันนะ” นัทพรเคยแม้กระทั่งขอเปลี่ยนรถของเธอให้ตรีทิพย์ใช้เพราะนัทพรทนไม่ได้ที่จะนั่งรถกระป๋องรกๆ ของตรีทิพย์

“ไม่ล่ะฉันถัดขับคันนี้ ถ้าให้ไปขับรถหรูๆ ของแกฉันคงจ่ายค่าน้ำมันไม่ไหว เปลืองเหลือเกินกินอย่างกับซด ยุคนี้สมัยนี้เค้าใช้รถคันเล็กๆ กันแล้วไอ้นัท ใครเค้าไม่โง่ไม่มายอมจ่ายค่าน้ำมันแพงๆ แบบแกหรอก” ตรีทิพย์จำได้ถึงการต่อล้อต่อเถียงของเธอกับนัทพรได้เป็นอย่างดี

“เออระวังเถอะ ขนของรกมากๆ รถแกจะขาดเป็นสองท่อน”

“ไอ้เพื่อนปากปีจอ หนอยมาแช่งรถสุดที่รักของฉัน แกเองก็เถอะระวันนะทุกชีวิตวอดวายในวอลโว่ อิอิ”

“เดี๋ยวเถอะไอ้ปากปีจอบวกปีมะเส็งเคร็งปากแบบนี่นี่เล่าใครๆ เค้าถึงไม่อยากจะคุยด้วย” ตรีทิพย์จำได้ว่านัทพรงอนเธอไปหลายวัน และเธอเองก็ตามง้อเพื่อนรักอยู่นานสองนานกว่านัทพรจะยอมคืนดีด้วย

หลังจากที่เก็บของเรียบร้อยตรีทิพย์ก็ออกมายืนรอฝนที่นัดกันไว้เมื่อคืนวานว่าจะมาส่งเธอกลับกรุงเทพ รออยู่ไม่นานนักเธอก็เห็นฝนเดินมาจากมุมหนึ่งของเจดีย์ รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากของตรีทิพย์ เธอรู้สึกดีใจมากมายที่ได้พบกับฝนก่อนที่เธอจะจากเวีงกุมกามแห่งนี้ไป

“คุณมาจริงๆ ด้วย” ตรีทิพย์เอ่ยทักทายฝนด้วยน้ำเสียงแห่งความยินดี

“ฉันเคยโกหกคุณหรือคะ” ฝนยิ้มน้อยๆ และมองหน้าตรีทิพย์ตรงๆ

“ไม่เคยหรอกค่ะแค่ฉันกลัวว่าพอไม่มีงานแล้วคุณจะไม่มาก็เท่านั้น” ตรีทิพย์ตอบเสียงอ่อย

“มาสิคะยังไงฉันก็ต้องมาหาคุณเพราะวันนี้ฉันจะพาคุณไปที่แห่งนึง” ฝนยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอเสมอ

“ไปไหนคะ ฮั่นแน่จะหลอกเอาตรีไปขายล่ะสิรู้หรอกน่าคนเรา” ตรีทิพย์แกล้งเย้าฝนเล่นๆ เพราะเธอก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าฝนจะพาเธอไปที่ไหน

“ไปในที่ๆ คุณอยากจะไปนะสิคะคุณสามขา” ฝนยังคงตอบยียวนกวนประสาทตรีทิพย์เช่นที่เคยผ่านมา

“พูดแบบนี้ฉันชักอยากไปแล้วสิคุณฝน”

“งั้นตามมาเลยค่ะ”

ฝนเดินนำตรีทิพย์ไปยังสถานที่ๆ ฝนบอกว่าจะฟาตรีทิพย์ไป ระหว่างทางเดินตรีทิพย์สังเกตเห็นว่ามีหมอกลงจัดจนมองทางข้างหน้าแทบไม่เห็น แม้ว่าฤดูนี้จะเป็นฤดูหนาวแล้วก็ตามแต่หมอกในบริเวณนี้ก็ไม่เคยจะลงจัดมากมายขนาดนี้มาก่อน หรือว่าวันนี้จะมีความชื้นสูง ก็เลยทำให้ไอ้น้ำควบแน่นเมื่อต้องเจอกับอากาศหนาวๆ

ตรีทิพย์ลูบแขนของตัวเองเพราะไอหมอกมาจับต้องผิวกายเธอจนเย็นไปหมด ถ้าไม่คิดว่าฝนเป็นคน เธอคงคิดว่าตอนนี้เธอกำลังเดินเข้าไปยังมิติลี้ลับอะไรสักอย่างเป็นแน่

สองข้างทางเดินเป็นทางเดินที่ตรีทิพย์ไม่คุ้นตา มีเพียงทุ่งนาเวิ้งว้างและต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด กลิ่นดอกสารภี ส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล ตรีทิพย์รู้สึกว่าสถนาที่ๆ ฝนจะนำเธอไปต้องเป็นที่ๆ เธออยากจะรู้อยากจะเห็นอย่างแน่นอน

และสิ่งที่ตรีทิพย์คาดเดาไว้ก็ไม่ผิด บ้านเรือนไทนล้านนาโบราณปรากฏอยู่ตรงหน้าของตรีทิพย์ เธอยืนดูบ้านหลังนั้นด้วยความตะลึง เพราะมันเป็นบ้านที่เธอฝันถึงอยู่บ่อยครั้ง บ้านทรงไทยสองชั้นสูงจากพื้น ข้างใต้เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ รวมไปถึงรถม้า และกี่ทอผ้า

ด้านบนแบ่งเป็นปีกซ้ายและปีกขวา ความยิ่งใหญ่หากเปรียบกับบ้านไทยสมัยนี้มันต่างกันลิบลับ ปีกทั้งสองข้างคงแบ่งเป็นชายกับหญิง มีเรือนไทยหลังเล็กๆ อีกหลังอยู่ไม่ห่างกันมากนัก บ้านหลังนี้หลบเร้นสายตาของคนไปได้อย่างไร นี่ถ้าหากว่ากองถ่ายทำละครย้อนยุคมาเห็นเข้าต้องขอเอาบ้านหลังนี้เป็นโลเคชั่นถ่ายทำละครโบราณอย่างแน่นอน

“บ้านในฝันหรือนี่ มีจริงๆ ด้วย” ตรีทิพย์บ่นพึมพำกับตัวเองเมื่อได้เห็นภาพของบ้านที่เธอฝันเห็นเสมอมาตลอดระยะเวลาหลายปี บ้านหลังนี้มีจริงดังความฝันของเธอ เธอหยิกตัวเองและก็ต้องสะดุ้งเมื่อเธอนั้นเจ็บแขนที่ตัวเองหยิกลงไป

“มีสิคะนี่แหละคุมเจ้าแสนชัยพระบิดาของเจ้านางแสงคำ”

“หาอะไรนะ” ตรีทพย์ต้องตกตะลึงอีกครั้งเมื่อได้ยินคำพูดที่ฝนบอกกับเธอ

“คะที่นี่คือคุ้มของเจ้าแสงชัยเจ้าเมืองเวียงกุมกาม”

คำตอบรับอย่างหนักแน่นของฝนทำเอาตรีทิพย์ถึงกับอึ้งไปอีกครั้ง เวียงกุมกามยังเก็บรักษาคุ้มแห่งนี้ไว้เป็นอย่างดีอย่างนั้นหรือ หรือว่าฝนเล่นตลกอะไรกับเธอ แล้วน้ำที่เคยท่วมบ้านเมืองเมื่อหลายร้อยปีก่อนมันไม่ได้ทำลายคุ้มแห่งนี้ไปแล้วหรือไร ตรีทิพย์รู้สึกสับสนไปหมด

จะว่ามันไม่ใช่ของจริงก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเธอกำลังเดินขึ้นไปด้านบนของคุ้ม หัวบันไดเรียบลื่น มีโอ่งน้ำสำหรับให้ตักล้างเท้าก่อนขึ้นเรือน และแผ่นกระดานไม่สากเท้า ถูกขัดมันอย่างดี ตัวเรือนมีแสงไฟจากตะเกียงโบราณ ที่จุดด้วยน้ำมันมะพร้าวในกะลา สองข้างทางมีไต้คอยให้ความสว่าง ราวกับว่าตัวเธอนั้นหลุดเข้ามาในเมืองโบราณย้อนยุคเมื่อหลายร้อยปีก่อน

“นี่ตรีฝันไปหรือเปล่าคะ”

“คุณไม่ได้ฝันหรอกคะหากแต่อยู่ในอีกมิตินึงเท่านั้น”

“หมายความว่ายังไงคะคุณฝนที่ตรีอยู่อีกมิติหนึ่ง” คิ้วทั้งสองข้างของตรีทิพย์ขมวดเข้าหากันจนเหมือนเธอนั้นผูกโบว์ไว้บนหน้าผาก

“คนสมัยคุณเค้าเรียกกันว่าย้อนยุค”

“ย้อนยุค” ตรีทิพย์ทวนคำของฝน

“ใช่ค่ะ ย้อนยุคกลับมาในเวลาเจ็ดร้อยปีก่อน หรือที่เรียกว่าการเหลือมกันระหว่างเวลาปัจจุบันกับอดีตกาล”

“อะไรนะนี่คุณอย่าบอกนะคุณฝนว่าตรีนั่งไทม์แมชชีนมาเมืองโบราณได้ ไม่เอาน่าคุณอย่ามาอำกันหน่อยเลย สมัยนี่มันพุทธศตวรรษที่ ยี่สิบห้าแล้วนะคุณฝน อำกันแบบนี้ไม่ตลกนะคุณ”

“ฉันไม่ได้อำคุณหรอกนะคะ คุณลองดูสิคะว่าด้านนอกเป็นยังไง ผิดแผกแตกต่างไปจากที่คุณเคยเห็นหรือเปล่า”

ตรีทิพย์ทำตามที่ฝนบอกเธอมองออกไปด้านนอกก็เห็นต้นสารภีที่คุ้นตา เพียงแต่ต้นนี้ยังเล็กมากกว่าที่เธอเคยเห็นที่บ้านของพ่ออุ้ยหนานคำ แต่รูปทรงไม่ได้แตกต่างกันมากนักก็เท่านั้น

“คุณเป็นใครคุณฝน” ตรีทิพย์รู้สึกว่าเธอกำลังตกอยู่ในห้วงมิติลี้ลับอะไรสักอย่าง แต่ทำไมเธอถึงไม่ได้กลัวไรเลยสักนิด

“คุณไม่รู้เลยหรือคะว่าฉันเป็นใครคุณสามขา”

ตรีทิพย์จ้องไปที่ตาสวยของฝน ภาพในครั้งอดีตที่เธอวิ่งเล่นอยู่บนม้าก้านกล้วยและมีบริวารล้อมรอบ ภาพที่เธอกำลังนอนหนุนตักฝนและมีฝนช่วยป้อนผลไม้ ภาพที่เธอขี่ม้ากลับมายังเวียงกุมกามเพื่อมาตามสัญญาที่ให้ไว้กับใครบางคน มันเกิดขึ้นชัดเจนจนตรีทิพย์ถึงกับต้องตะลึงไปอีกครั้ง

“เจ้านางสายทิพย์” ตรีทิพย์ครางขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

“จำได้แล้วหรือคะเจ้านางแสงคำ ที่รักของข้า” ฝนยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ

“คุณคือเจ้านางสายทิพย์จริงๆ หรือคะ”

“ค่ะ ฉันคือเจ้านางสายทิพย์ที่รักของเจ้านางแสงคำในอดีตชาติ และคุณก็คือเจ้านางแสงคำเช่นกัน”

“ไม่จริงเป็นไปไม่ได้ตรีต้องฝันไปแน่ๆ เลย”

“ถ้าเช่นนั้นลองดูออะไรนี่สิคะ” ฝนหยิบกำไรข้อเท้าออกมาจ่ากำปั้นไม้แกะสลักสวยงามใบหนึ่งที่วางอยู่ตรงชานพักกลางลานบ้านขึ้นมาให้ตรีทิพย์ได้ดู

“จำได้ไหมว่าคืออะไร”

“กำไลข้อเท้าของใครกัน”

“วงหนึ่งของฉันอีกวงของคุณ”

“อะไรนะ มีของฉันด้วยเหรอ”

“ลองนึกดูดีๆ สิคะ ว่าจริงอย่างที่ฉันบอกหรือเปล่า”

ตรีทิพย์เอื้อมมือไปหยิบกำไลข้อเท้าทั้งสองอันนั้นมาไว้ในมือของเธอ พลิกดูกำไลทั้งสองอัน และภาพในอดีตก็ผุดขึ้นในหัวสมองของตรีทิพย์

เจ้านางแสงคำวิ่งขึ้นบันไดคุ้มขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว และวิ่งไปหาเจ้านางสายทิพย์ท่ำกลังนั่งร้อยพวงมาลัยดอกไม้ถวายพระอยู่ตรงชานพักกลางคุ้มแห่งนั้น

“เฮามีอะหยังจะฮื้อเน้อสายทิพย์” เจ้านางพูดอย่างลุกลี้ลุกลน

“อะหยังเจ้า” เจ้านางสายทิพย์ละมือจากการร้อยมาลัยและหันมามองใบหน้าที่ชุ่มเหงื่อของเจ้านางแสงคำ

เจ้านางแสงคำ หยิบของบางสิ่งออกจากพกที่เหน็บไว้ตรงเอวขึ้นมาให้เจ้านางสายทิพย์ได้ดู มันคือกำไลข้อเท่าที่ทำมาจากทองแกะฉลุลายสวยงาม คู่หนึ่ง เจ้านางแสงคำยื่นกำไลทั้งสองอันให้กับเจ้านางสายทิพย์

“เฮายะมาฮื้อ”

“เฮาบ่าใจ๋วัวใจ๋ควายเน้อฮื้อใส่กำไลข้อเท้าจะตีตราจองเฮาก๋า”

“บ่าไจ๋เน้อ อันนึ่งของเฮาอันนึ่งของแสยทิพย์ เอามีกั๋นคนละอัน เอาไว้คล้องเฮากับสายทิพย์กุชาติไปเข้าใจก่อล่ะ” เจ้านางสายทิพย์อธิบายถึงการทำกำไลข้อเท้าทั้งสองอันของนางให้กับหญิงที่นางรักได้รับรู้

จากนั้นก็บรรจงสวมกำลังข้างหนึ่งให้กับเจ้านางสายทิพย์ ที่ข้อเท้าข้างซ้าย ส่วนอีกอันหนึ่งเจ้านางก็ให้เจ้านางสายทิพย์สวมให้เธอที่ข้อเท้าข้างขวา

“กำไลสองอันนี่จะเป็นพย่ยฮักของเฮาเน้อสายทิพย์” เจ้านางแสงคำบรรจงจุมพิตที่หน้าผากของเจ้านางสายทิพย์อย่างรักไคร่และถนุถนอมก่อนที่ทั้งสองเจ้านางจะตระกองกอดกันด้วยความรักจากดวงใจอย่างสุดซึ้ง

“มันเป็นของคุณกับฉันจริงๆ” ตรีทิพย์บอกกับฝน

“แล้วคุณต้องเก็บมันไว้รอวันเวลาที่เราสองคนจะได้สวมมันพร้อมๆ กันอีกครั้ง”

“แล้วทำไมถึงสวมมันตอนนี้ไม่ได้”

“เพราะฉันไม่ใช่คน ฉันสวมมันไว้ไม่ได้ คุณเก็บไว้นะคะรอวันเวลานั้นมาถึง”

“หมายความว่ายังไงคะที่คุณไม่ใช่คน”

สิ้นคำถามของตรีทิพย์ร่างของฝนก็จางหายไปและกลับมาอีกครั้งในชุดแต่งกายที่ไม่เหมือนเดิม เป็นชุดโบราณห่มผ้าแถบและนุ่งผ้าซิ่น ตรีทิพย์ขยี้ตาของตัวเองแรงๆ อีกครั้ง

เธอไม่ได้ฝันไปแต่มันเกิดขึ้นจริง

“หมายความว่าคุณคือเจ้านางสายทิพย์ หรือคะคุณฝน”

“ใช่ค่ะ ฉันคือเจ้านางสายทิพย์หรือฝน คุณจะเรียกอะไรก็ได้ นั่นคือชื่อของฉัน” คำตอบของฝนทำให้ตรีทิพย์ถึงกับตัวชา

“ฉันพยายามไปอยู่ข้างๆ คุณแล้วแต่กำลังของฉันมันน้อยเกินไป อยู่ได้ไม่นานเราสองคนก็ต้องจากกัน”

“ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูด”

“ฉันพยายามแล้วจริงๆ นะคะแต่ฉันยังมีฤทธิ์แก่กล้าไม่มากพอที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้นานมากนัก อั้มก็คือฉัน และนั่นก็ทำให้เราสองคนต้องจากกันอีกครั้ง แม้จะเป็นเวลาที่แสนสั้นแต่ฉันก็สุขใจที่ได้อยู่ข้างๆ คุณ” น้ำตาของฝนไหลอาบนองไปทั้งสองแก้ม

“โถคุณ” ตรีทิพย์ครางออกมาด้วยความสงสารเหลือกำลังเธอพยายามจะไขว่คว้าฝนเข้ามากอดไว้แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะฝนเหมือนเป็นอากาศธาตุ

“อย่าพยายามเลยคุณ ฉันไม่มีตัวตนบนโลกใบนี้ ฉันเป็นเพียงแค่พลังบางอย่างที่ทำให้คุณสามารถมองเห็นได้ก็เท่านั้น

“แต่ตรีก็เคยจับต้องตัวคุณได้นี่คะ”

“ก็เพราะฉันพยายามรวบรวมพลังเพื่อให้คุณจับต้องฉันได้นะสิคะ”

“โถคุณคงหมดพลังงานไปเยอะสินะ”

“ไม่หรอกคะ เพราะคุณยังคงทำบุญมาให้ฉันอย่างสม่ำเสมอ ฉันได้รับผลบุญของคุณจึงอยู่มาได้จนทุกวันนี้ และรอเวลาที่เราสองคนจะไม่ต้องพรากจากกันอีก และวันนี้ฉันก็ต้องมาบอกลาคุณเพื่อที่จะพบกันใหม่ในเวลาอีกไม่นานนัก”

“หมายความว่าฉันจะไม่ได้พบคุณอีกแล้วเหรอคุณฝน”

“รอฉันนะคะ รอเหมือนที่ฉันเฝ้ารอคุณมานานแสนนาน เก็บกำไลข้อเท้าสองอันนี้ไว้ แล้วเราจะได้พบกัน”

“ต่อให้กาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ฉันก็จะรอคุณคะฉันสัญญา ก่อนจากกัน ฉันของอะไรคุณสักอย่างจะได้ไหม”

“ขออะไรคะ”

“ขอกอดคุณเป็นครั้งสุดท้าย”

สิ้นคำพูดของตรีทิพย์ ฝนรวบรวมพลังทั้งหมดที่เธอมีทำกายทิพย์ให้เป็นกายหยาบและกอดตรีทิพย์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากลา ตรีทิพย์ได้กลิ่นดอกสารภีจากร่างของฝน เธอบรรจงจูบลงที่ริมฝีปากนั้น และดื่มชิมความหอมหวาน ก่อนที่ร่างของฝนจะสลายไปในอ้อมกอดของตรีทิพย์ต่อหน้าต่อตา

......................

ตรีทิพย์ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็พบตัวเองนอนอยู่ใต้ถุนบ้านของพ่ออุ้ยหนานคำ เธอมองไปรอบๆ ก็เห็นต้นสารภีต้นเดิมที่อยู่หน้าบ้านของพ่ออุ้ยยังยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่เดิม ต่อจากนี้จะไม่มีฝนคนที่เคยหยอกล้อกับเธออีกต่อไปแล้ว เธอต้องรอคอยคนที่จากไป

ในมือของเธอมีกำไลข้อเท้าคู่หนึ่ง นั่นทำให้เธอรู้ว่าเรื่องเมื่อคืนไม่ใช่ความฝันหากแต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ฝนคือเจ้านางสายทิพย์ เธอน่าจะเอะใจ ในเมื่อสายทิพย์ก็แปลว่าฝน น้ำฝนหล่นลงมาจากฟากฟ้า มันคือสายทิพย์ที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า

ตรีทิพย์ชอบน้ำฝน ตรีทิพย์ชอบความฉ่ำเย็นของสายฝน แม้ว่าใครจะบอกว่าฝนคือน้ำตาของฟ้า แต่ฝนก็ให้ความฉ่ำเย็นกับพื้นพิภพ ไม่ใช่หรือ

เธอเดินออกมาจากบ้านของพ่ออุ้ยหนานคำ สถานที่ๆ เคยเป็นที่ตั้งของคุ้มเจ้าแสนชัย สถานที่พลัดพรากของเธอและสายทิพย์ และฝนผู้ที่รอเธอมาตลอดกาลนาน จิตใจของตรีทิพย์ตอนนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากคนที่อกหัก เธอต้องรอให้วันเวลานั้นมาถึง เมื่อไหร่กันเล่า เมื่อไหร่เวลานั้นจะมาถึง หรือว่าต้องรอต่อไปอีกกี่ภพกี่ชาติกันนะ

ตรีทิพย์ไม่อาจจะหยั่งรู้ เพราะเธอก็คือปุถุชนคนเดินดินธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง

... จบบทที่ ๘ …




 

Create Date : 22 กันยายน 2551    
Last Update : 22 กันยายน 2551 15:42:41 น.
Counter : 144 Pageviews.  

เรื่องสั้นแนวยูริ : กาลนาน บทที่ ๗

บทที่ ๗

รุ่งขึ้นตอนเช้าลุงยามกลับมาบอกข่าวซึ่งเป็นข้อความที่ตรีทิพย์ไม่อยากจะได้ยิน

“พ่ออุ้ยหนาคำถูกยิงตายเมื่อคืนนี้ครับ”

“อะไรนะลุงยามทำไมละใครยิง” ตรีทิพย์ตกใจถึงกับตัวชา

“ไม่ทราบเหมือนกันครับแต่ที่บ้านโดนรื้อกระจัดกระจายไปหมดเหมือนว่าจะหาอะไรบางอย่าง”

“แล้วตอนนี้ศพพ่ออุ้ยอยู่ที่ไหนลงุ”

“ตำรวจเอากลับไปครับบอกว่าจะเอาไปพิสูจน์อะไรนี่ล่ะครับ แล้วคุณตรีรู้หรือครับว่าพวกมันมาหาอะไรที่บ้านพ่ออุ้ย บ้านแกแทบไม่มีอะไรเลยนะครับผมก็ไม่เข้าใจว่าพวกมันไปหาอะไร แถมยังฆ่าพ่ออุ้ยตายอีก คนสมัยนี้จิตใจมันทำด้วยอะไรนะครับคุณ”

“ไม่รู้สิคะ ตรีเองก็งงไปหมดแล้วตอนนี้ว่าพ่ออุ้ยไปทำอะไรใครไว้ คนแก่อย่างพ่ออุ้ยเดินยังจะไม่ไหวแล้วจะไปมีเรื่องมีราวอะไรกับใครได้ พวกนี้มันบัดซบจริงๆ เลย”

“นั่นสิ ครับบ้านพ่ออุ้ยก็ไม่มีสมบัติอะไรจะให้พวกมันเอาไปมันมาค้นอะไรที่บ้านคนแก่แบบนั้น”

“สมบัติเหรอ นั่นสิพ่ออุ้ยมีสมบัติอะไร” ตรีทิพย์พยายามนึกถึงสมบัติที่พ่ออุ้ยหนานคำมี

“หรือว่า” ตรีทิพย์หยุดแค่นั้น “ลุงกลับบ้านเถอะค่ะ แล้วก็จัดเวรยามมาเพิ่มในตอนกลางวันอีกสักคนนะคะ ส่วนกลางคืนก็เพิ่มอีกสองคน ถ้าไม่รบกวนมากนัก แต่ขอคนที่ไว้ใจได้หน่อยนะคะลุง ตรีชักหวั่นๆ ใจยังไงไม่รู้สิคะ”

“ได้ครับแล้วผมจะจัดมาให้คุณตรีไม่ต้องเป็นห่วง” ลุงยามจากไปแล้ว ตรีทิพย์รีบเข้าไปยังที่ทำงานของเธอ ตรีทิพย์เปิดหีบเก็บวัตถุโบราณและหยิบสมุดใบลานเล่มเก่าที่เธอขอยืมพ่ออุ้ยมาหลังจากที่ถ่ายทำเสร็จแล้ว

“หรือจะเป็นสมุดเล่มนี้ มันมีค่ามากพอที่จะฆ่าคนเลยเหรอนี่” ตรีทิพย์รีบห่อสมุดใบลานนั้นด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อย่างดีเพราะเธอกลัวใบลานอายุหลายร้อยปีจะกรอบและเสียหายไปโดยที่เธอไม่ได้ตั้งใจเมื่อห่อเสร็จตรีทิพย์ก็จัดเก็บห่อใบลานห่อใหญ่นั้นไว้ในกระเป๋าสะพายใบโตของเธอเอง

“คุณกิติศักดิ์คะ วันนี้ตรีจะขนของทั้งหมดเข้ากรมนะคะ ขอแรงคนงานมาช่วยหน่อย” ตรีทิพย์นึกสังหรณ์ ใจเธออยากเก็บวัตถุโบราณทั้งหมดกลับเข้ากรม หากปล่อยทิ้งเอาไว้อาจจะมีขโมยหรือโจรย้อนรอยมาปล้นอีกก็เป็นได้

ดังนั้นวันนั้นทั้งวันตรีทิพย์จึงง่วนกับการเก็บวัตถุโบราณและส่งของจนเสร็จ เธอยืนมองรถบรรทุกของที่มารับวัตถุโบราณเหล่านั้นกลับไปอยู่ในที่ปลอดภัย

“ฝากด้วยนะคะคุณกิติศักดิ์ ส่งให้ถึงมือ ผอ. เลยนะคะ”

“ครับผมจะทำตามคำสั่งทุกอย่างครับ” กิติศักดิ์บอกกับตรีทิพย์และขึ้นไปนั่งคู่กับคนขับรถบรรทุก

รถบรรทุกคันนั้นค่อยๆ เคลื่อนออกไปอย่างช้าๆ และหายไปจนลับตา

“หวังว่าจะไม่ตกไปถึงมือใครก่อนนะช่วยคุ้มครองด้วยนะคะท่านทั้งหลาย” ตรีทิพย์ยกมือขึ้นพนมและขอให้สิ่งศักดิ์สิทธ์ปกป้องคุ้มครองโบราณวัตถุที่พึ่งจะขนย้ายออกไป

.................

เมื่อตรึกตรองเป็นอย่างดีแล้ว ตรีทิพย์เดินไปหาทศพลถึงบริเวณที่ทำงาน เธอตัดสินใจที่จะพูดเรื่องที่เธอค้างคาใจและอยากจะรู้เรื่องให้รู้แล้วรู้รอดไป

“คุณทศขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ” น้ำเสียงของตีทิพย์เข้มจนคนที่ถูกเรียกให้มาสนทนาด้วยถึงกับงง

“มีอะไรหรือครับคุณตรี” บนใบหน้าของทศพลมีเครื่องหมายคำถามเนื่องจากร้อยวันพันปีตรีทิพย์ไม่เคยจะมีเรื่องปรึกษากับเขา

“เรื่องที่ตรีได้ใบลานมาจากบ้านพ่ออุ้ยคุณไปพูดไปคุยไปบอกกับใครบ้าง” ตรีทิพย์เค้นเสียงออกมาจากลำคอ

“นี่คุณคิดว่าผมเป็นคนทำให้พ่ออุ้ยตายอย่างนั้นเหรอคุณตรี” ทศพลมีสีหน้าตัดพ้อตรีทิพย์ “ผมไม่เคยทำเรื่องแบบนั้นหรอกนะ คุณนั่นแหละพูดคุยกับใครบ้าง” ทศพลย้อนถามกลับไปบ้าง

“ฉันแค่ถามคุณก็ตอบมาก็แล้วกัน ฉันไม่ปล่อยคนชั่วไว้แน่ๆ พ่ออุ้ยมีความผิดอะไรถึงต้องมาตายเพราะพวกใจบาป” ท่าทางขึงขังของตรีทิพย์ทำเอาทศพลกลัวใจของตรีทิพย์จริงๆ

“ผมไม่รู้จริงๆ นะคุณตรี เท่าที่ผมคุยก็คุยกับคุณกิติศักดิ์เท่านั้น”

“อะไรนะ คุยกับใครนะ” ตรีทิพย์มีสีหน้าตกใจจากคำบอกเล่าของทศพล

“ก็คุณกิติศักดิ์ไง ผมพูดกับเค้าตอนที่มารอคุณที่รถตอนที่เราจะไปกินข้าวด้วยกัน เพราะเค้ามาถามผมว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ผมก็เลยเล่าให้เค้าฟังก็เท่านั้น”

“ตายแล้วคุณทศ ฉันให้คุณกิติศักดิ์คุมรถขนส่งกลับไปที่กรม มันจะเกิดเรื่องอะไรไหมนี่” สีหน้ากังวลของตรีทิพย์ที่แสงออกมานั้นส่งผลให้ทศพลที่ยืนคุยอยู่ด้วยกันรู้สึกกังวลตามไปด้วย

“คุณสงสัยคุณกิติศักดิ์อย่างงั้นเหรอ”

“ค่ะเพราะถ้าคุณไม่ได้พูดกับใครนอกจากคุณกิติศักดิ์ เรื่องนี้ก็ต้องปูดออกมาจากปากของคุณกิติศักดิ์อย่างแน่นอน คุณทศค่ะขอยืมโทรศัพท์โทรหา ผอ. หน่อย”

ตรีทิพย์ต่อสายตรงถึงผอ.ของเธอ และเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมกับขอกำลังสนับสนุน รถคงจะออกไปยังไม่ไกลนัก หากจะประสานงานกันคงจะหารถบรรทุกคันนั้นได้ไม่ยาก

............

รถบรรทุกคันที่ตรีทิพย์ให้ขนของกลับไปที่กรมนั้นแล่นตะบึงออกนอกเส้นทางตามคำสั่งของกิติศักดิ์

“นายนังนั่นจ้าดง่าวเนอะนาย”

“นั่นสิมันโง่มากๆ ด้วย เดี๋ยวแกจอดตรงป่าละเมาะด้านหน้าข้าจะดูว่าไอ้ใบลานมันอยู่ในนั้นหรือเปล่า แกรู้ไหมว่าราคามันเท่าไหร่” กิติศักดิ์ยิ้มกริ่มบนใบหน้า

“บ่าฮู้ครับ”

“สองล้าน ฉันได้ราคามาแล้วสองล้านเว่ย มันคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มอีกนะ เสียดายไอ้เฒ่านั่นมันต้องมาตายเพราะความหวงของ แต่ก็อย่างว่านะคนมันดวงดี ถ้ารู้ว่าจะได้มาง่ายๆ แบบนี้ไม่ต้องฆ่าไอ้เฒ่ามนั่นให้ตายมีมลทินติดมือแบบนี้หรอกฮ่าๆๆ” กิติศักดิ์หัวเราะร่วนอย่างสะใจ

รถบรรทุกจอดแอบอยู่ในป่าละเมาะข้างทาง กิติศักดิ์และลูกสมุนของเขาปีนขึ้นไปหลังรถบรรทุก และเปิดกล่องไม้ที่พวกตนบรรทุกมาทุกกล่อง แต่ก็ไม่พบสิ่งที่พวกตนต้องการค้นหา

“อะไรวะ มีแต่กระเบื้องเก่าๆ แตกๆ ไอ้ใบลานนั่นมันอยู่ที่ไหนวะ” กิติศักดิ์เหงื่อท่วมตัว เพราะเขาเปิดกล่องมาหลายใบแล้วแต่ก็ไม่พบ

“จะหาอะไรกันเหรอ” เสียงเย็นๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจาดทางด้านท้ายรถ

กิติศักดิ์และลูกน้องหันไปตามเสียงที่ทักทายพวกเขา

“เอ๊าน้องสาวมาทำอะไรค่ำๆ มืดๆ ไม่กลัวหรือไงจ๊ะน้องสาว” กิติศักดิ์เมื่อเห็นสาวสวยก็เกิดอาการหื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“ไม่กลัวหรอกพี่ พี่น่ะสิต้องกลัว” สิ้นเสียงเย็นๆ นั้นร่างของหญิงสาวตรงหน้าของกิติศักดิ์และสมุนก็สูงขึ้นและใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

“สมบัติของแผ่นดินใครหน้าไหนก็เอาไปไม่ได้ ฮ่าๆๆๆ” เสียงเย็นๆ ก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ กิติศักดิ์และสมุนรีบกระโดดลงจากหลังรถบรรทุก และวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง

แต่ดูเหมือนว่าร่างของหญิงสาวจะตามไปทุกทิศทุกทางเช่นกันเสียงของผู้ชายทั้งกลุ่มร้องตะโกนให้ลั่นแนวป่า

“ช่วยด้วยผีหลอก ช่วยด้วย”

กิติศักดิ์วิ่งไปบนถนน จนขาล้าไปหมดเขาเห็นรถตำรวจขับมาบนนถนน ในยามนี้เขาไม่กลัวตำรวจอีกแล้ว หนีผีเจอตำรวจยังดีกว่าโดนผีหลอกจนตาย กิติศักดิ์โบกรถตำรวจให้จอดรับเขา

“ตำรวจช่วยด้วยผีหลอก” เขาตบฝ่ามือรัวลงไปที่ข้างรถของตำรวจ ปากก็พร่ำบอกว่าเขานั้นถูกผีหลอก

“พาผมไปจากที่นี่เถอะผมโดนผีหลอก” กิติศักดิ์ตัวสั่นเทาไปด้วยความกลัว ผมเผ้าที่เคยหวีไว้จนหล่อเนี๊ยบ มาถึงตอนนี้ยุ่งเหยิงกระเจิงไปหมดเหงื่อไหลท่วมตัว

ตำรวจเห็นสีหน้าและท่าทางหวาดกลัวของกิติศักดิ์ก็ถึงกับงง “คนบ้าที่ไหนวะมาวิ่งกลางถนนเปลี่ยวๆ ค่ำมืดแบบนี้ ว่าไงคุณเกิดอะไรขึ้น” ตำรวจลดกระจกลงและตะโกนถามกิติศักดิ์

“ผมโดนผีหลอกครับคุณตำรวจช่วยผมด้วยครับ” กิติศักดิ์ตอบตำรวจเสียงสั่น

“ผีที่ไหนอ่ะขึ้นรถมาก่อนคุณ” กิติศักดิ์รีบขึ้นไปนั่งบนรถตำรวจแทบจะทันที เขากลัวจนทุกอณูในร่างกายของเขาสั่นไปหมดทั้งตัว

................

ตำรวจพากิติศักดิ์และลูกสมุนของเขาอีกสองคน ที่มีลักษณะท่าทางไม่ได้แตกต่างกัน ทุกคนนั่งกอดเข่าซุกใบหน้าของตัวเอง ตัวนั้นสั่นไปหมดราวกับลูกนกที่พบกับความหนาวเย็นปากก็ได้แต่พร่ำพูดว่า

“กลัวแล้วจ้าต่อไปนี้จะไม่ทำอีกแล้วจ้า”

“คุณว่าพวกนี้ไปโดนอะไรมา” ผู้กองอนลที่ยังหนุ่มแน่นถามจ่าสุขคู่หูของเขา

“ผมก็ไม่ทราบครับท่านแต่แบบนี้ท่าจะโดนผีหลอกมามังครับ” จ่าสุขมองลักษณะท่าทางของชายสามคนที่อยู่ตรงหน้าเขาแล้วก็ตอบกลับผู้บังคับบัญชาของตัวเอง

“ผีมีที่ไหนกันจ่า ตั้งแต่ผมโตมาจนป่านนี้ยังไม่เคยเห็นผีเลยสักตน”

“ไม่รู้สิครับท่านผมก็เดาเอาดูท่าทางกลัวลนลานขนาดนี้ ไม่เจอผีแล้วจะเจออะไร”

ผู้กองอลนพยักหน้ารับรู้และหันไปสั่งจ่าสุขถึงเรื่องงาน “นี่จ่าให้ใครสักคนไปขับรถคันนั้นเอามาไว้ที่โรงพักเราก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวผมจะติดต่อไปทางกรมศิลป์ว่าเค้ามีการส่งของโบราณหรือเปล่า หรือไม่คนพวกนี้ก็อาจจะไปปล้นใครมา ผมกำลังสงสัยว่าจะโดนปล้นของมันกระจัดกระจายเหลือเกิน”

“ครับท่าน” จ่าสุขตบเท้าข้ามาชิดกันเพื่อทำความเคารพแล้วก็ไปจัดการตามคำสั่งของนายตน

...................

ตรีทิพย์ได้รับการติดต่อจากตำรวจเพื่อให้มาดูรถของกลางที่ตำรวจนำไปจอดไว้ที่โรงพัก และเธอดูและตรวจสิ่งของทั้งหมดก็รู้ว่ายังอยู่ครบดีไม่มีอะไรสูญหาย จากนั้นก็ขึ้นไปบนโรงพัก เห็นกิติศักดิ์และลูกน้องนั่งสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องร้อยเวร

“คุณสองคนรู้จักสามคนนี้หรือเปล่าครับ” ผู้กองอนลถามทั้งตรีทิพย์และทศพล

“รู้จักครับคุณกิติศักดิ์เป็นผู้ช่วยของผมเอง” ทศพลตอบและมองกิติศักดิ์ด้วยสายตาสงสารปนสังเวส

“เมื่อคืนน่ะครับเค้าวิ่งมาตามถนนปากก็ร้องว่าช่วยด้วยผีหลอก ผมก็ไม่รู้จะทำอะไรดีก็เลยพามาที่นี่ทั้งสามคน แล้วก็เลยให้คนไปขับรถมาไว้ที่โรงพัก เพราะกลัวว่าของในลังจะหายไป”

“อ๋อครับขอบคุณมากนะครับผู้กองถ้าไม่ได้ผู้กองพวกผมคงหารถกันให้ควักแน่ๆ เลย เพราะจากที่สอบถามไปทางกรุงเทพ เค้าว่ารถยังไม่ถึง พวกผมก็กลัวเหลือเกินว่าวัตถุโบราณเหล่านั้นจะหายไป”

“ไม่เป็นไรครับ แต่ผมว่าคราวต่อไปถ้าจะขนอะไรพวกนี้แจ้งตำรวจหน่อยก็ดีเหมือนกันนะครับจะได้ประสานงานกันก่อนถ้าหายไประหว่างทางแล้วหาไม่พบมันจะแย่นะครับ”

“ตรีผิดเองแหละค่ะผู้กองตรีรีบมากไปหน่อยบังเอิญเมื่อคืนก่อนเกิดการปล้นกันในละแวกนั้น ตรีก็เลยอยากให้ของไปอยู่ในที่ปลอดภัยเร็วๆ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกลางทางแบบนี้ และยิ่งไม่คิดใหญ่เลยว่าเกลือจะเป็นหนอน”

“ไม่เป็นไรครับ งั้นเดี๋ยวผมจะจัดกำลังเข้าไปดูแลทีมงานของพวกคุณตอนกลางคืนนะครับ จะเอาจุดเซ็นลงเวลาไปติดตั้งไว้ให้ด้วยให้ไปทุกชั่วโมงเลยก็แล้วกัน พวกคุณจะไว้สบายใจ”

“ขอบคุณมากเลยนะครับผู้กองงั้นพวกผมต้องขอลาเลยแล้วกันนะครับ ผมคงต้องคุมรถลงไปกรุงเทพด้วยตัวเองคงไว้ใจใครไม่ได้แล้ว”

“เอางี้แล้วกันครับผมให้ตำรวจขับไปให้คุณเลยดีไหมจะได้สบายใจ จ่าๆ ขับรถไปกรุงเทพให้คุณเค้าหน่อยจ่าเคยขับรถสิบล้อไม่ใช่เหรอ”

“ครับท่าน”

“โอ้วขอบคุณครับผู้กองผมไม่รู้จะขอบคุณผู้กองยังไงดีที่กรุณาพวกผมมากมายขนาดนี้”

“ไม่เป็นไรครับตำรวจช่วยเหลือประชาชนเสมอ ด้วยความยินดีครับ”

“คุณตรีงั้นคุณกลับไปทำงานต่อเถอะ ผมวางใจแล้วเพราะผู้กองจะส่งตำรวจไปดูแลคุณ” ทศพลหันไปพูดกับตรีทิพย์ที่ยืนอยู่ข้างๆ เขา

“ตรีสิคะ จะห่วงคุณ เกิดเป็นอะไรไปกลางทางจะยุ่งเปล่าๆ”

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับจ่าสุขขับรถเก่ง” ผู้กองอลนบอกกับตรีทิพย์ที่มีสีหน้ากังวลใจ และดูเหมือนว่าตรีทิพย์เมื่อได้ฟังคำจากปากของผู้กองอลน เธอก็มีสีหน้าที่ดีขึ้น

ทศพลติดรถบรรทุกวัตถุโบราณออกไปแล้ว ตรีทิพย์ก็กลับไปยังเวียงกุมกามซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงพักมากนัก

“ความโลภไม่เข้าใครออกใครจริงๆ” ตรีทิพย์พึมพำกับตัวเอง

เธอรู้จักกับกิติศักดิ์มานานแล้วแต่ไม่เคยคิดว่ากิติศักดิ์จะเป็นคนในเป็นหนอนบ่อนไส้ที่คอยชอนไชเอาสมบัติของแผ่นดินไปเป็นสมบัติของตัวเอง ตรีทิพย์ไม่คิดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไว้ใจคนผิดมาโดยตลอด และยิ่งไม่คิดว่าคนใกล้ตัวทำงานด้วยกันมานานจะกลายเป็นโจรที่คอยขโมยสิ่งที่พวกเธอขุดพบ และเอาไปขายเพื่อความสุขสบายของตัวเอง

......................

ตอนเย็นหลังจากที่ตรีทิพย์ทำงานของเธอเรียบร้อยแล้ว ตรีทิพย์รู้สึกเหงาๆ อย่างบอกไม่ถูก หากทศพลยังอยู่เธอคงมีเพื่อนพูดคุยอยู่บ้าง แต่วันนี้ทศพลไม่อยู่เธอจึงไม่มีเพื่อนพูดคุยหรือปรับทุกข์ ตรีทิพย์เดินไปเรื่อยๆ ตามทางในหมู่บ้านและมาหยุดอยู่ที่บ้านของพ่ออุ้ยหนานคำที่เมื่อวันก่อนยังมีพ่ออุ้ยหนานคำ แต่ในวันนี้ไม่มีพ่ออุ้ยแล้ว บ้านดูเหงาอย่างบอกไม่ถูก เธอไม่เคยถามพ่ออุ้ยว่ามีลูกหลานหรือญาติที่ไหนหรือเปล่า เพราะเธอไม่คิดว่าคนสูงอายุอย่างพ่ออุ้ยจะไม่มีญาติพี่น้องอย่างน้อยๆ ก็ต้องมีบ้างสักคนหรือสองคน

ประตูรั้วบ้านปิดแต่ไม่ได้ล็อก ตรีทิพย์เปิดประตูรั้วให้กว้างออกและถือวิสาสะเดินเข้าไปในตัวบ้าน แต่ไม่ได้ขึ้นไปบนเรือนเพราะเธอรู้ดีว่าตอนนี้ไม่มีพ่ออุ้ยแล้วการที่เดินเข้ามาในบริเวณตัวบ้านก็ถือว่าบุกรุกแล้ว ตรีทิพย์ยกมือไหว้ศาลข้างรั้ว พร้อมกับพึมพำ

“ทำไมท่านไม่ช่วยพ่ออุ้ยเลยล่ะคะปล่อยให้ไอ้พวกบ้านั่นมาฆ่าพ่ออุ้ยได้ยังไง ไหนว่าศักสิทธิ์นักหนา แล้วเรื่องแค่นี้ทำไมช่วยไม่ได้”

“ก็เพราะพ่ออุ้ยถึงเวลาของเค้าแล้วนะสิคะสิ่งศักสิทธิ์ก็เลยช่วยอะไรไม่ได้” เสียงตอบมาทำให้ตรีทิพย์ถึงกับสะดุ้ง

“อ้าวคุณฝน มาได้ไงคะ”

“ค่ะฉันเอง เอ๊ะ ก็เดินมาสิคะ คุณนี่ยังไงกันนะ เห็นฉันทีไรเหมือนเห็นผีทุกทีเลยสิน่าคุณสามขา”

“ก็ถ้ามาแบบคนทั่วไปตรีก็คงไม่ตกใจหรอกคะ แล้วอีกอย่างฉันบอกไปหลายหนแล้วว่าฉันมีสองขาไม่ได้มีสามขา”

“ก็บอกแล้วว่าเดินมาไม่ได้เหาะมาก็ไม่เชื่อกันเลย แล้วไม่หยวนหน่อยเหรอคะ คุณสามขา เครียดอะไรขนาดนั้น” ฝนลอยหน้าลอยตาทำแก้มป่องแบบที่เธอชอบทำต่อหน้าของตรีทิพย์เสมอๆ

“หยวนเป็นค่าเงินของจีนคะ ฉันคนไทยอยู่เมืองไทยไม่ใช่คนจีนก็เลยใช้เงินบาท” ตรีทิพย์นึกสนุกต่อล้อต่อเถียงหญิงสาวที่ตั้งสรรพนามเธอให้กลายเป็นหญิงแก่เดินด้วยไม้เท้า

“หึหึ แถไปเรื่อยเปื่อยเลยนะคะคุณสามขา”

“เอ๊ะก็บอกแล้วไงว่ามีสองขา เรียกอยู่ได้ว่าสามขา เกิดสามขาจริงๆ จะยุ่งเพราะเดินไม่ถนัด อีกอย่างฉันไม่ได้เป็นหมาขี้เรื้อนจะได้เอาสีข้างเข้าแถต้นเสาจนเลือดซิบแบบที่คุณว่า”

“โห เล่นแรงเลยเหรอนี่ อ่ะเรียกคุณตรีก็ได้ เล่นนิดเล่นหน่อยไม่ได้เชียวนะคุณ”

“ก็เล่นให้ถูกเรื่องสิคะ เล่นในเรื่องที่ไม่ชอบก็เลยไม่อยากจะเล่นด้วย” ตรีทิพย์แกล้งงอนกลับทั้งๆ ที่ในใจของเธอตอนนี้แอบขำฝนแทบจะซ่อนสีหน้าเอาไว้ไม่ได้แล้ว

“วันนี้ไม่ไปงานศพพ่ออุ้ยเหรอคะ คนโหลงเหลงเชียว” ฝนถามตรีทิพย์ถึงเรื่องงานศพของพ่ออุ้ยหนานคำ

“อยู่วัดไหนคะคุณฝน ตรีว่าจะเหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าเค้าตั้งไว้ที่วัดไหน”

“แถวนี้แหละคะ จะไปไหมคะฉันพาไป” ฝนรีบเสนอตัวนำทางให้กับตรีทิพย์ทันที

“ไปสิคะตรีอยากไปอยู่แล้วตั้งใจว่าจะไปฟังสวดทุกคืนด้วยซ้ำไป”

“งั้นเดินตามมาเลยคะคุณสามขา”

ตรีทิพย์เดินตามฝนไปยังวัดที่อยู่ไม่ไกลนัก คนมางานโหลเหลงอย่างที่ฝนบอกกับตรีทิพย์จริงๆ แต่ระหว่างทางเธอได้ยินเสียงหามหอนตลอดทาง ตรีทิพย์คิดว่าคงเพราะใกล้เดือนสิบสองหมาจะหอนเพื่อเรียกคู่ หรืออะไรสักอย่างก็สุดแล้วแต่และอีกอย่างบริเวณนี้ก็เป็นวัดไม่แปลกอะไรที่บรรดาหมาเหล่านั้นจะหอนรับหอนส่งกันเป็นทอดๆ ตามสัญชาตญาณของหมา


“เข้าไปเถอะนะคะฉันรออยู่ข้างนอกก็แล้วกัน” ฝนบอกกับตรีทิพย์เมื่อตรีทิพย์กำลังถอดรองเท้าเดินเข้าไปในศาลาตั้งศพ

“ทำไมไม่เข้าไปด้วยกันละคะ คนน้อยออกไปนั่งฟังสวดวยกัน”

“ไม่ดีกว่าคะฉันไม่ชอบนั่งนานๆ”

“อ๋อ ร้อนสินะเข้าวัดแล้วร้อน” ตรีทิพย์แกล้งแซวโดยคิดว่าฝนจะต้องต่อปากต่อคำกับเธออย่างแน่นอน

“ก็คงจะอย่างนั้นคะ” แต่ตรีทิพย์คิดผิด ฝนกลับตอบรับแบ่งรับแบ่งสู้โดยที่ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับตรีทิพย์สักคำ ตรีทิพย์ก็เลยต้องเดินไปไหวศพของพ่ออุ้ยคนเดียว และนั่งรอฟังสวดจนจบจึงเดินกลับออกมา

ตรีทิพย์เห็นฝนยังคงยืนรออยู่ที่เดิมด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม เธอเหมือนเคยเห็นท่าทางของฝนแบบนี้มาก่อนแต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นทางทางยืนตรงก้มศีรษะเล็กน้อยและกุมมือไว้ตรงหน้าแบบนี้ที่ไหน

“ยืนสงบเป็นต้นเสาเลยนะคุณระวังนะไม่ขยับไปไหนน้องหมาจะมาฝากรัก”

“น้องหมาแถวนี้ไม่กล้ามาฝากรักฉันหรอกคะ เค้ารู้ดีว่าใครใหญ่”

“โห เป็นเจ้าแม่ฝูงก็ไม่บอก จะได้ฝากเนื้อฝากตัวกับเจ้าแม่ฝูงซะหน่อย” ตรีทิพย์นึกสนุกล้อเลียนฝนอีกตามเคย

“เจ้าแม่อย่างฝนคงให้หวยไม่แม่นหรอกคะไม่ต้องมาฝากเนื้อไว้กับเสือแบบฉันหรอก ระวังนะฝากๆ ไว้ เนื้อจะหมดไปโดยไม่รู้ตัว”

“ถ้าตรีเต็มใจฝากทั้งเนื้อและหัวใจเจ้าแม่จะว่าไงล่ะคะ”

“ดีสิคะหัวใจสาวๆ อร่อยดีเอามาต้มซุปท่าจะดี ไหน ให้ใจฉันขอกินสักคำเถอะว่าหวานไหม” ฝนแกล้งทำท่าเสือกางนิ้วและอุ้มมือของเธอทั้งสิบนิ้วเตรียมขยุ่มหัวใจของตรีทิพย์อย่างเอาจริงเอาจัง จนตรีทิพย์ต้องรีบวิ่งหนี

“โอ๊ยกลัวแล้วจ้ากลัวแล้ว” วิ่งไปปากก็ร้องไปตามทาง

“เปิ้นเป๋นผีบ้าก่อนะสู วิ่งฮ้องหยังบ่าฮู้คนเดียวก่าได้” ลุงยามที่กำลังเดินยามอยู่ไม่ไกลนักเอ่ยถามเพื่อนของตัวเอง

“บ่าฮู้เน้อ ไปสนเปิ้นยะหยังทำงานเต๊อะเปิ้นตึงเป๋นจะอี้มาเมินละ” ลุงยามอีกคนบ่นเพื่อนของตัวเอง เพราะเท่าที่เขาทำงานกับตรีทิพย์มาเขาก็เห็นตรีทิพย์พูดคนเดียว แบบนี้เสมอๆ หากจะเห็นตรีทิพย์วิ่งไปร้องไปคนเดียวอีกก็ไม่แปลกอะไร หากจะบ้าแต่ใจดีแบบตรีทิพย์เขาก็รับได้ เพราะคนดีๆ ไม่ได้บ้าแต่ใจทรามมันทำให้คนดีๆ ต้องแปดเปื้อนมานักต่อนักแล้ว

................................

“คุณสามขากลัวผีหรือเปล่าคะ” อยู่ๆ ฝนก็ถามตรีทิพย์ขึ้นมาระหว่างที่ทั้งสองกำลังนั่งทำงานกัน

ตรีทิพย์อึ้งไปพักใหญ่ ก่อนที่จะถามคำถามย้อนฝน “ถามทำไมคะ”

“ก็แค่อยากจะรู้น่ะค่ะ ว่าคุณกลัวผีบ้างหรือเปล่าเห็นมาทำงานเกี่ยวกับของโบราณแบบนี้ เลยถามดูก็แค่นั้น”

“อืม เรื่องแบบนี้ไม่เชื่อก็ไม่ลบหลู่ค่ะ แต่ฉันก็ไม่เคยจะโดนหลอกหรือโดนอำอะไรหรอกนะคะ เพราะฉันคิดว่าเมื่อฉันบริสุทธิ์ใจที่จะทำงาน ไม่ได้มีจิตแอบแฝงอะไร เจ้าที่เจ้าทางหรือคนที่เฝ้าทรัพย์สินเหล่านั้นก็คงไม่คิดจะมาทำอะไรฉันหรอกคะ ถ้าพวกฉันไม่มาทำงานนี้ หากพวกมือดีมาขุดกรุไปก่อนที่ทางกรมจะมาพบก็น่าเสียดายนะคะ”

“แสดงว่าคุณเองก็กลัวเหมือนกัน ถ้าสักวันมีคนบอกว่าฉันเป็นผีคุณจะเชื่อไหมคุณสามขา”

ตรีทิพย์จ้องหน้าฝนจริงๆ จังๆ ก่อนจะตอบคำถามนั้นแบบขำๆ “ไม่เชื่อหรอกค่ะ คุณมีเนื้อหนังมังสา แตะต้องได้ จะเป็นผีได้ยังไงกัน”

“อะเกิดฉันเป็นผีขึ้นมาจริงๆ คุณจะหนาว”

“ถ้าเป็นแบบนั้นไม่หนาวหรอกคะ หัวโกร๋นเลยล่ะค่ะคุณฝน”

“งั้นต้องทำใจแล้วคะ เพราะคุณกำลังพูดอยู่กับผี ที่เฝ้าสมบัติอยู่”

“ฮ่าๆ จริงดิ” ตรีทิพย์ขำจนตัวงอที่ได้ยินคำพูดของฝน จะให้เธอเชื่อได้อย่างไรกันในเมื่อเธอเห็นฝนเป็นตัวเป็นตน มีเลือดเนื้อ แถมยังเคยจับไม้จับมือกันมาแล้วด้วยซ้ำไป

“ถ้าคุณฝนเป็นผี ตรีก็เป็นสัมภเวสีแล้วคะคุณ” ตรีทิพย์มองหน้าฝนแล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานของเธอต่อไป ก่อนที่จะนึกถึงเรื่องบางเรื่องได้และเงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกับฝนอีกครั้ง

“อีกสองวันตรีจะต้องไปจากที่นี่แล้วนะคะคุณฝน งานของตรีเสร็จแล้ว”

“สองวันเองเหรอน้อยจังเลยนะคะ”

“ใช่ค่ะ งานของตรีเสร็จแล้วเหลือแต่งานตกแต่งภูมิทัศน์ของคุณทศแค่นั้น แล้วตรีก็คงต้องเข้ากรมหรือไม่ก็ถูกส่งไปทำงานที่อื่นต่อ”

“ดูร่อนเร่พเนจรแบบผีตองเหลืองเลยนะคะ สร้างบ้านมาแทบตายพอใบตองเหลืองก็ย้ายที่ไปอยู่ที่อื่น เคยเป็นยังไงก็ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะคะ”

“ตรีก็แบบนี้แหละคะแต่ของเป็นเบดูอินจะได้หรือเปล่าค่ะ เพราะตรีอยู่ในเต็นท์ไม่ได้มุงหลังคาด้วยใบตอง เรียกเป็นผีตองเหลืองฟังแล้วล้าสมัยยังไงก็ไม่รู้”

“แล้วคุณจะคิดถึงคนที่นี่บ้างไหมคะ” ฝนมีสีหน้าสลดลงเมื่อเริ่มคุยกันกันจริงๆ จังๆ ถึงเรื่องที่ตรีทิพย์จะต้องจากลา

“ก็คงคิดถึงค่ะ โดยเฉพาะคุณฝน เราทำงานด้วยกันมานานแล้วนี่คะ กี่เดือนแล้วนะ สองเดือนได้ไหม นี่ถ้าไม่มีคุณฝนตรีคงอยู่ที่นี่อีกนาน”

“จะให้ดีใจหรือเสียใจดีคะที่ฝนทำให้คุณทำงานได้เร็วขึ้นและจากฝนไปเร็วโดยที่ฝนไม่ทันได้ตั้งตัวแบบนี้”

“งานทุกงานย่อมมีวันสิ้นสุดนะคะคุณฝน” ตรีทิยพ์ลุกขึ้นจากที่นั่งของเธอไปยืนข้างๆ ฝน

“ถ้าตรีไปฝนคนเหงาน่าดู” ฝนเงยหน้าขึ้นสบตากับตรีทิพย์ ทั้งสองคนจ้องตากันอยู่นานก่อนที่ตรีทิพย์จะเรียกสติของตัวเองกลับมาได้

“เหงาก็มองฟ้าสิคะ ท้องฟ้าดวงดาวก็ดวงเดียวกัน ตรีก็จะมองเหมือนกันเราจะได้ส่งความคิดถึงกันผ่านดวงดาวและท้องฟ้า”

“ก็คงจะต้องเป็นแบบนั้น” ฝนตอบทั้งๆ ที่ดวงตาของเธอนั้นเศร้าจนตรีทิพย์รู้สึกเศร้าตามไปด้วย

ตรีทิพย์ยกมือขึ้นจะตบบ่าของฝนเพื่อปลอบใจ แต่ดูเหมือนว่าฝ่ามือของเธอนั้นพบกับความว่างเปล่า ตรีทิพย์ทำหน้าเหรอหรา เธอพลาดเป้าไปได้อย่างไรก็ในเมื่อฝนนั่งอยู่ตรงนี้ เธอก็ยืนไม่ได้ไกลจากตัวของฝนมากนัก การกะวางมือก็ไม่น่าจะพลาด แต่เมื่อตรีทิพย์ลองทำอีกครั้งเธอก็รู้สึกโล่งอก มือของเธอฟาดลงบนบ่าของฝนจนรู้สึกเจ็บมือตัวเองไปหมด

“โอ๊ย คุณสามขามาตีฝนทำไมกันคะ” ฝนโวยวายเมื่อโดนฝ่ามือของตรีทิพย์ฟาดไปอย่างจัง

“ขอโทษคะ ตรีไม่ได้ตั้งใจ สงสัยตรีจะต้องไปตัดแว่นแล้ว ขอโทษนะคะขอโทษจริงๆ” ตรีทิพย์ได้แต่พร่ำบอกขอโทษกับการกระทำที่ไม่ได้ตั้งใจของตนเองและยังลดมือของตัวเองลงจากบ่าของฝน

แววตาล้อเลียนของฝนที่ส่งกลับมาทำให้ตรีทิพย์รู้สึกโล่งใจกับความผิดของตัวเองที่ทำให้คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าต้องเจ็บตัว

“เต๊ะอั๋งเค้าอีกแล้วนะตะเอง”

“โอ๊ยเปล่าๆ ไม่เลยไม่ได้คิดแบบนั้น” แต่เมื่อตรีทิพย์ก้มลงมองมือของตัวเองก็ต้องพบกับฝ่ามือทั้งมือกระกบอยู่ที่เนินเนื้อเหนือหน้าอกของฝนอีกไม่ถึงนิ้วก็จะถึงอกของฝนแล้ว เธอถึงกับสะดุ้งโหยง ก็เมื่อสักครู่มันอยู่ที่ไหล่แล้วเหตุไฉนตอนนี้มันเลื่อนไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไรกัน

“พระเจ้าช่วยลูกด้วยลูกไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ” ตรีทิพย์ได้แต่บอกกับตัวเองอยู่ในใจ เพราะเธอทำหน้าไม่ถูกแล้ว นี่เธอจะมองหน้าฝนได้อย่างไรกัน อยู่ๆ ก็ตบไหล่ฝนเสียจนเจ้าตัวร้องสะดุ้ง แถมยังจะลามปามลวนลามเจ้าตัวอีกต่างหาก

... จบบทที่ ๗ …




 

Create Date : 21 กันยายน 2551    
Last Update : 21 กันยายน 2551 12:42:51 น.
Counter : 154 Pageviews.  

1  2  3  

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.