สุขสรรค์ หรรษา กับคุณสามีฝรั่ง กับมิสซิสอาร์โนลด์

Happiness&Fun with my Farang Husband

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

สุขสันต์ หรรษา กับคุณสามีฝรั่ง (ตอนที่ 11: Dusit Zoo Tour)




บทที่ 11: "Dusit Zoo Tour”



(เรื่องสั้นจากกระทู้ที่W4843447ในถนนนักเขียน)
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W4843447/W4843447.html

ตอนที่ 11: Dusit Zoo Tour


แสงแดดยามเช้า ส่องผ่านผ้าม่านสีโอรส
สะท้อนให้มองเห็นเป็นสีไข่ไก่อ่อนๆ
ดิฉันปลุกคุณสามีฝรั่งให้ตื่นและเตรียมพร้อมกับการเดินทางของวันใหม่
ระยะเวลาในการขยับตัวจากที่นอนของคุณสามีวันนี้ ดูเหมือนจะสั้นกว่าทุกวัน
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า คุณฝรั่งเค้ารู้ว่าจะได้ไปเที่ยว

เราสองคนตกลงกันว่าจะไปเที่ยว สวนสัตว์ดุสิต (Dusit Zoo)
หรือที่ตอนเด็กๆ เราคุ้นหูกันว่า “เขาดิน”
ที่นี่เป็นสวนสัตว์แห่งหนึ่งใน องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์
โดยมีสโลแกนเพื่อประชาสัมพันธ์ว่า
“เขาดินวนา บ้านของสัตว์ป่า” ปอดสีเขียวกลางกรุง
A City Zoo “Green Zon; Zoo in the City”

หลายท่าน อาจไม่ทราบถึงความเป็นมาของเขาดินกันมากนัก
ว่าเขาดินนั้น เริ่มก่อตั้งขึ้นในสมัย รัชกาลที่ 5
ท่านทรงโปรดเกล้า ให้สร้างเป็นที่พักผ่อนส่วนพระองค์ก่อน
จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 8 ที่มีจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล
ได้ขอพระราชทานนำสวนสัตว์นี้พัฒนาสร้างเป็นสถานที่สำหรับประชาชนทั่วไป
และได้ชื่อว่า “สวนสัตว์ดุสิต” ในวันที่ 18 มีนาคม 2481
(อันนี้ต้องขอขอบพระคุณแผ่นพับที่ได้รับแจกจากสวนสัตว์)

ไม่น่าเชื่อว่าสวนสัตว์แห่งนี้จะมีอายุเกือบจะ 70 ปีแล้ว
บนพื้นที่ประมาณ 118 ไร่ มีสัตว์นานาชนิดที่ให้เราได้ศึกษา
ที่รู้จักกันดีเห็นจะเป็น ฮิปโป แม่มะลิ ดิฉันได้ไปเยี่ยมคุณแม่มะลิมาด้วย
เธอนอนขี้เกียจอยู่ในบ้าน แต่อาจเป็นเพราะเธออายุมากแล้วก็เป็นได้
ทำให้เธอนอนผึ่งพุงอยู่อย่างนี้
ดิฉันจำได้ว่าตัวเองรู้จักแม่มะลิมาตั้งแต่เรียนอยู่สมัยประถม
แม่เคยพาไปเดินเที่ยวในเขาดิน ตอนนั้นยังเป็นบ่อเก่าๆ เล็กๆ อยู่เลย
ตอนนี้ บ้านแม่มะลิเปลี่ยนไป ดูทันสมัย
สะอาดสะอ้าน แม่มะลิมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ตัว อยู่บ่อใกล้ๆ กัน
แต่หน้าของแม่มะลิดูเหนื่อยล้าลงไปมาก




ปัจจุบันการจัดการภายในสวนสัตว์แห่งนี้มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย
ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น มีการแบ่งส่วนของสัตว์เป็นโซนต่างๆ
โดยข้างหน้าแต่ละโซนจะมีรูปปั้น สัตว์ชนิดนั้นๆอยู่
เพื่อให้คนมาชมได้ทราบกันก่อนเข้าชมบริเวณนั้น

บริเวณสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทิน
มีสวนหย่อมเล็กๆ มีรูปปั้นไดโนเสาร์ งูน้อย
ที่ใครผ่านไปมาต้องเข้าไปถ่ายรูป
คุณสามีฝรั่งก็ไม่พลาด ต้องเข้าไปอิงแอบแนบน้องไดโน ถ่ายรูปเหมือนกัน

บริเวณที่บ้านของน้องหมีชนิดต่างๆ
ด้านหน้ามีรูปปั้นหมีอยู่ 3-4 ตัว
หน้าตาดูค่อนข้างดุร้าย ไม่เห็นเหมือนตุ๊กตา Teddy Bear อย่างที่เราเคยเห็นกัน
คุณสามีของดิฉันก็ไม่ละความพยายามอุตส่าห์ปีนป่าย
เข้าไปเป็นสมาชิกอีกหนึ่งหมี เพื่อเก็บภาพมาเป็นที่ระลึก

บริเวณหน้าบ้านของแม่มะลิ
ดิฉันประทับใจมาก เพราะมีมีรูปฮิปโปการ์ตูน
พร้อมกับหุ่นปั้น ถังขยะฮิปโปอ้าปาก
มีพวงแก้มเป็นสีชมพู ขนาดกะทัดรัด
ดูเป็นฮิปโปที่ คิกขุ โนแนะมากที่สุดที่ดิฉันเคยเห็นมา



ดิฉันทนไม่ได้ ต้องขออนุญาตกอดฮิปโปน้อยถ่ายรูปซะหน่อย
แหมก็น่ารักน่ากอดขนาดนั้นใครจะอดใจได้ล่ะ..แต่เอ๊ะ...
มานึกได้ทีหลังว่า อ้าว นี่ฉันกอดถังขยะถ่ายรูปนี่นา
ไม่น่าเชื่อ ทำไปได้....พอกันเลยทั้งสามี และภรรยา

นอกจากนั้น ใครๆ ที่เคยไปเขาดินในระยะเวลาไม่นานมานี้
คงจะจำกันได้ว่ามีร้านขายไก่ทอดแบรนด์อินเตอร์
ที่มีชื่อเสียงอยู่ในบริเวณใจกลางเขาดิน
ประจวบกับเราสองคนเริ่มเหนื่อย และพยาธิในท้องเริ่มส่งเสียงกันระงมเซ็งแซ่
เลยตัดสินใจจูงมือเดินเข้าไปในร้าน ที่เต็มไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ

คุณสามี ทำหน้าทำตา ล้อเล่นกับเด็ก โต๊ะข้างๆ ขณะดิฉันกำลังสั่งอาหารที่ เคาท์เตอร์
“เพิ่มเงินไหมคะ จะได้รับโปรโมชั่น Cheesy Fried เป็นเมนูใหม่ของร้าน”
ด้วยความเป็นคน “ชอบของแปลก” อย่างดิฉัน เสนออะไรแปลกๆ มาก็เอาหมด

พนักงานวางแก้วโค้ก กล่อง French Fried ปกติ แล้วหันไปหยิบกระปุก
Chesse ลักษณะข้น หนืดสีส้ม และกระปุกข้าวกรุบกรอบมาเป็นเครื่องเคียง
เรียกเอารอยยิ้มของดิฉันออกมา นึกในใจว่า “มันคิดกันได้อย่างไร”

แปลกดีนะคะ ร้านอาหารฝรั่งแบบ Fast Food ในเมืองไทย
รู้ว่าคนไทยเราน่ะ ยังไง๊ ก็ขาดไม่ได้กับการรับประทาน ข้าว
จึงนำเอาข้าวมาประยุกต์กับอาหารฝรั่งกันไปได้
เช่นร้านนี้ ที่มีสัญลักษณ์เป็นลุงแก่ตัวอ้วนถือไม้เท้ายืนเฝ้าหน้าร้าน
ก็เอาข้าวกรุบกรอบมาเป็นเครื่องเคียงของ French Fried
อีกร้านหนึ่ง ที่มีตัวตลกยืนแทนลุงอ้วน
ก็เอาข้าวมาดัดแปลงประกบกับชิ้นเนื้อ แทนขนมปัง
เป็นเบอร์เกอร์พันธุ์ผสม หรือลูกครึ่งแฮมเบอร์เกอร์
ก็ทำกันไปได้เนอะ นับถือจริงๆ คนไทย

แน่นอนเลยค่ะ เมื่อคุณสามีเห็น ถึงกับตะลึง
ขอถ่ายรูปเป็นหลักฐานเพื่อส่งกลับประเทศสักหน่อย
ดิฉันว่า ต่อไปอาจออกคอลเลคชั้นใหม่มา
มีแบบน้ำพริกกะปิเป็นเครื่องเคียงกันก็เป็นได้

หลังจากท้องอิ่ม จึงออกเดินทางต่อ ก่อนที่หนังตาของเราจะหย่อน
มุ่งหน้าไปยังสถานที่จำลองหลุมหลบภัย สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ด้านหน้าเป็นทางเดินลงไป เหมือนเป็นสถานที่ลับอะไรสักอย่าง
พอเข้าไปข้างในแล้ว อุณหภูมิค่อนข้างจะเย็น และชื้น
อ่านรายละเอียดดูแล้วพบว่า
ที่หลบภัยนี้จุคนได้ถึง 400 คนเลยนะคะ ไม่น่าเชื่อ
สมัยก่อนนี้ คนเราก็ลำบากเหมือนกันนะต้องคอยวิ่งหนีกระสุน
หรือต้องมาเบียดเสียดกันในที่แคบๆ แบบนี้

นอกจากนั้นบริเวณสวนสัตว์เขาดินแห่งนี้ยังมีสัตว์ป่าอีกหลายชนิด
มีทั้งสัตว์ที่ยังมีจำนวนมาก เช่นพวกลิง ชิมแพนซี นกหรือสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ
และนอกจากนั้นยังมีสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธ์อยู่อีกด้วย
ทางสวนสัตว์จัดเป็นบริเวณไว้เป็นพิเศษสำหรับ “สัตว์ป่าสงวนของไทย”

บางคนอาจยังพอจำได้ ตอนเด็กๆ ที่คุณครูเคยสอนให้ท่องจนติดปาก
“แรด กระซู่ กรูปรี (โคไพร) ควายป่า ละอง (ละมั่ง) สมัน เลียงผา กวางผา”
ตอนแรกก็คิดว่ามีแค่นี้ แต่เมื่อได้ไปศึกษาในวันนั้นจึงรู้ว่า
ณ ปัจจุบัน มีสัตว์จำนวนมากขึ้นที่ถือว่าเป็นสัตว์สงวน
เช่น “นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร นกแต้วแร้วท้องดำ นกกระเรียน แมวลายหินอ่อน
สมเสร็จ แก้งหม้อ พะยูน”

น่าแปลก ทำไมนะจำนวนสัตว์สงวนของไทยจึงเพิ่มขึ้น
นั่นก็เป็นมุมกลับที่แสดงถึงการลดลงของจำนวนสัตว์เหล่านี้
สงสัยไหมว่า ทำไมล่ะ
สัตว์ป่าจึงสูญพันธ์มากขึ้น เป็นเพราะอากาศเสียเหรอ
หรือว่าสัตว์พวกนี้ไม่มีอาหาร หรือที่อยู่อาศัย
คิดกันดูดีๆ สิ ใช่พวกเราหรือเปล่าที่เรียกตัวเองว่า “มนุษย์”
ที่เป็นปัจจัยหลักของการสูญพันธ์ของสัตว์ป่า
มนุษย์ผู้ที่ควรแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำต่างๆ เหล่านี้
หายไปไหนกันหมด...

ภาพเศร้าๆ ของอีกความรู้สึกหนึ่งของสัตว์ร่วมโลก
ที่เชื้อพันธุ์ใกล้เคียงกับมนุษย์อย่างเรา
ถูกถ่ายทอดผ่านกรงใบใหญ่ ที่มันเล็กมากเมื่อเทียบกับป่า
ตรงเข้าสู่ใจดิฉันในทันทีแรกเห็น
ลิงตัวหนึ่งนั่งทำหน้าตาเบื่อโลกอยู่ในกรง
มองดูผู้คนที่ผ่านไป ผ่านมาในชีวิตของมัน
ต่างก็ชี้ชวนกันดู หัวเราะเจ้าลิงน้อยอย่างสนุกสนาน
ทำให้ดิฉันนึกถึงการแสดงศิลปะของชาวจีนคู่หนึ่ง
ที่เคยออกข่าวเมื่อเร็วๆ นี้



มีหญิง-ชาย คู่หนึ่ง สร้างกรง ขนาดเท่าห้องๆ หนึ่ง
ตั้งอยู่ใจกลางสวนสัตว์เปิด
ทั้งคู่ใช้เวลากิน นอนในนั้นตลอดหนึ่งสัปดาห์
แสดงแง่มุมกลับ ว่ามนุษย์จะรู้สึกอย่างไร
เมื่อตนเองถูกจับมาใส่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ
วันๆ หนึ่งมีสัตว์ป่าวนเวียนมาเยี่ยมชมตลอดเวลา
สำหรับดิฉันเป็นแง่มุมที่สะท้อนสังคมได้ดีทีเดียว

จะว่าไปแล้ว ในปัจจุบันการปล่อยให้สัตว์อยู่ในป่า
ก็อาจไม่ปลอดภัยเท่ามีเจ้าหน้าที่ดูแลในสวนสัตว์แบบนี้
อย่างน้อย เขาดินวนา ก็มีส่วนในการรักษา เพาะพันธุ์สัตว์ป่าต่างๆ
ให้ปลอดภัยและมีจำนวนมากขึ้น
เห็นได้จากป้ายที่ติดไว้ว่า “โปรดอย่าให้อาหารสัตว์”
แต่...วิธีนี้..ได้ผลจริงหรือ

วันนั้น ขณะดิฉันกำลังอ่านป้ายภาษาไทยที่อยู่ตรงหน้าของดิฉัน
และแปลเป็นภาษาอังกฤษให้คุณสามีเข้าใจ
อยู่ด้านบนของกรงชิมแพนซีตัวหนึ่ง
เวลาเสี้ยววินาที ที่บริเวณเดียวกันกับป้ายนั้น
เหลือบเห็นมนุษย์มักง่าย โยนสิ่งของต่างๆ เข้าไปในกรงสัตว์
อะไรกันเนี่ยคนเรา ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ป้ายก็ภาษาไทย
อ่านกันไม่ออกหรืออย่างไร...

ดิฉันทนยืนบริเวณนั้นไม่ไหวอีกต่อไป
เพราะกลัวว่าความรู้สึกในใจจะพุ่งพรวดออกมา นำพาให้ตัวเองซวยไปด้วย
จึงย้ายจากมุมมองด้านบน ลงมาชั้นล่าง
อยู่ระดับเดียวกับเจ้าลิงน้อย มีเพียงแต่กระจกใสกั้นระหว่างเรา
เจ้าชิมแพนซีขนออกสีเหลือบแดงตัวนั้น กำลังเคี้ยวอะไรอยู่นะ
ดิฉันเริ่มสงสัย เพราะมันทำท่าเคี้ยวบางอย่างในปาก
เหมือนคนเรากำลังเคี้ยวหมากฝรั่ง
ทุกอย่างตอบความสงสัยของดิฉันทันใด
เมื่อเจ้าลิงน้อยเผลอ สิ่งที่อยู่ในปากหลุดออกมาจนเกือบร่วงหล่นลงพื้นดิน
ทำให้ดิฉันแทบไม่เชื่อสายตา สิ่งของนั้นคือเหรียญ 1 บาทไทยนี่แหละค่ะ คุณขา
ลิงจะเอามาจากไหนได้ ถ้าไม่ใช่จากมนุษย์!!




บทเรียนจากการไปเยี่ยมชมสวนสัตว์ครั้งนี้
จุดชนวนอารมณ์การเขียนเรื่องของดิฉัน
อยากให้มนุษย์อย่างพวกเรา แสดงความรับผิดชอบต่อชีวิต ทุกชีวิต..
การท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ดี ให้ความรื่นรมย์ และความรู้
แต่ทำไมเล่า เราจึงไม่มีความรับผิดชอบต่อแหล่งเรียนรู้นั้น

อยากขอร้องท่านผู้ใดที่เข้ามาอ่านเรื่องราวเหล่านี้
มีโอกาสพาลูกหลานไปเที่ยวสวนสัตว์ หรือมีคนรู้จักจะไปเที่ยว
กรุณาช่วยกันบอกต่อ สั่งสอนลูกหลานกันบ้างให้ช่วยรักษากฎระเบียบ
รู้จักอ่านกันซะบ้างป้ายต่างๆ ที่เค้าติดไว้
เพราะนั่นจะเป็นนิสัยที่ติดตัวของเขาไปตลอด
เขาจะเติบโตขึ้นเป็นประชากรที่ดีของประเทศหรือไม่
ขึ้นอยู่กับการสั่งสอนของคุณ

ทางสวนสัตว์เองน่าจะมีมาตรการใดที่เด็ดขาดมากกว่านี้
เพราะจากที่ดิฉันเห็นมานั้น ไม่ได้แสดงว่าป้าย “ห้ามให้อาหารสัตว์นั้น”
จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยค่ะ...ฝากให้ทุกคนช่วยดูแลธรรมชาติ สัตว์ป่า
หรือทรัพยากรอื่นของประเทศชาติ
ลูกหลานจะได้มีแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่มีคุณค่าแบบนี้อีกต่อไป







 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 31 มกราคม 2550 23:54:52 น.
Counter : 459 Pageviews.  

สุขสันต์ หรรษา กับคุณสามีฝรั่ง (ตอนที่ 10: สมาคมสามีฝรั่งแห่งประเทศไทย)




บทที่ 10:สมาคมสามีฝรั่งแห่งประเทศไทย


(เรื่องสั้นจากกระทู้ที่ W4843447ในถนนนักเขียน)
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W4843447/W4843447.html





ตอนที่ 10
สมาคมสามีฝรั่งแห่งประเทศไทย

เมื่อเราทั้งคู่เริ่มลงหลักปักฐานในเมืองไทย
พี่ดี้เองก็เริ่มชินกับผู้คน ภาษา ปัญหารถติด ในเมืองใหญ่แบบนี้
และเริ่มมีเพื่อนครูที่สอนในโรงเรียนเดียวกันอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อน
เริ่มเล่นกีฬาด้วยกันทุกวันพุธ และก็เริ่มชักชวนกันไปงานปาร์ตี้

เดือนๆ หนึ่งจะมีปาร์ตี้กันอย่างน้อย 1 ครั้ง
ส่วนใหญ่ก็เป็นวันเกิด สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป
คนนู้นเกิด คนนี้เกิด เพื่อนครูเกิด เพื่อนของเพื่อนครูเกิด
แฟนของเพื่อนครูเกิด ชื่อเรื่องของตอนนี้จึงผุดขึ้นมาในร่องสมองของดิฉัน

ครั้งแรกที่ไปงาน จำได้ว่าเป็นงานวันเกิดของ อาจารย์ รอน
เพื่อนครู ชาวลาติโนที่น่ารัก แกแต่งงานกับภรรยาชาวเปรูก่อน
จากนั้นย้ายมาอยู่เมืองไทยด้วยกัน
ดูแล้วอายุไม่น่าจะเกิน 30 กันทั้งคู่

เมื่อไปงานปาร์ตี้แล้วก็คงหนีไม่พ้นการพบปะ พูดจา สนทนา
จึงทำให้ดิฉันเริ่มรู้จักเพื่อนครูชาวต่างชาติของพี่ดี้มากขึ้น
และก็เป็นธรรมดา ที่เพื่อนครูของพี่ดี้ก็ต้องพาครอบครัวมาด้วย
ศรีภรรยา หรือแม้แต่แฟนที่คบหาดูใจกันอยู่ของเพื่อนพี่ดี้
มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นสาวไทยทั้งสิ้น
สาเหตุนี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ดิฉันคิดว่า
น่าจะจัดตั้งเป็นกลุ่ม “สมาคมสามีฝรั่งแห่งประเทศไทย”
ประหนึ่งดั่งสมาคมแม่บ้านทหารบก กันไปเลย

ดิฉันได้เล็งเห็นประโยชน์ในการได้พบปะ พูดคุย
แลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างสาวไทยด้วยกัน
เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง กับสมาชิกสมาคมมือใหม่อย่างดิฉัน

จากประสบการณ์ตรงในคืนนั้น
ดิฉันได้คุยกับพี่สาวคนหนึ่ง แกเป็นภรรยาของอาจารย์ แคลลี่
มีลูกสาวหนึ่งคน หน้าตาจิ้มลิ้ม น่ารักตามแบบฉบับสาวน้อยลูกครึ่ง
ดิฉันเห็นลูกแกพูดได้สองภาษา
แบบพูดกับแม่ภาษาหนึ่งกับพ่ออีกภาษาหนึ่ง
สลับกันได้ทันทีอัตโนมัติ

ดิฉันเลยถามเพื่อปูทางในอนาคตว่า “จะสอนลูกอย่างไร จึงจะเก่งทั้งสองภาษา”
แกก็ให้คำแนะนำว่า ตั้งแต่ลูกเกิดก็พยายามพูดภาษาอังกฤษกับเค้า
แต่ด้วยครอบครัว บุคคลอื่นในสังคมรอบข้างพูดภาษาไทย
เค้าก็จะเรียนรู้ไปในระหว่างที่เติบโตขึ้นเอง ไม่มีปัญหา

นอกจากเรื่อง สอนลูกอย่างไรแล้ว
ภายในสมาคมก็จะได้มีการแลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับเรื่องราวน่ารักๆ
เกี่ยวกับความรัก ว่าสองคนมาเจอกันได้อย่างไร
จัดงานแต่งงานกับคนต่างชาติต้องทำอะไรบ้าง มีกระบวนการทางกฎหมายอย่างไร
ปรับตัวอย่างไรกับวัฒนธรรมที่ต่างกัน
ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ตรงที่ดี
และมีประโยชน์ให้ซึ่งกันและกัน กับสมาชิกทุกคนของสมาคม
ในเมืองไทยของเรานี้ คงจะมีสาวไทยอีกมากมาย
ที่แต่งงาน หรือคบหากับชาวต่างชาติอยู่
ถ้าหากมีสถานที่ๆ หรือเวบไซท์ให้พวกเราได้มาพบปะ
พูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันแล้วก็คงจะดีไม่น้อย
เพราะนอกจากเรื่องราวทางครอบครัวแล้ว เรื่องราวทางการก็สำคัญ

ตัวอย่างหนึ่งที่ดิฉันได้พบก็คือ “การแจ้งอยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วัน”
โดยกระบวนการตอนเข้าประเทศมาในวันแรกที่ลงจากเครื่องบิน
ด่านตรวจคนเข้าเมือง จะประทับตราให้ มีอายุ 90 วัน
โดยบุคคลต่างชาติต้องมาแจ้งอีกครั้งหากมีการอยู่เกินวันที่กำหนด
และแน่นอนคุณสามีทั้งหลายของสมาชิกสมาคมอย่างเรา
ต้องอยู่กันเกิน 90 วันอย่างแน่นอน

สถานที่ดิฉันพาคุณสามีไปติดต่อนั้นคือตึกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
อยู่แถวดินแดง ข้างๆกระทรวงแรงงาน
จริงๆ แล้วเหตุเกิดเพราะสามีดิฉันไม่ได้ไปต่อนี่แหละค่ะ
อันนี้คงเป็นความไม่รู้หรือไม่ฉลาดของเราทั้งคู่
เนื่องจากไม่มีประสบการณ์มาก่อน ซึ่งกฎต่างๆ เหล่านี้
จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

การไปที่นั่นทำให้ดิฉันเพิ่งทราบว่า
“คนต่างด้าวผู้ใดอยู่เกินกว่า 90 วัน ไม่แจ้งที่พักอาศัยต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
หรือแจ้งช้ากว่าที่กำหนด ต้องมารายงานตัวด้วยตนเอง
และเสียค่าปรับ จำนวน 2000 บาท หรือคนต่างด้าวถูกจับกุมตัวมาไม่ว่ากรณีใดๆ
ต้องเสียค่าปรับ จำนวน 4000 บาท”

โอโห ก็ต้องจ่ายสิคะ เสียไป 2000 บาท
เตือนความจำให้ดีขึ้นมาเลยทีเดียวเชียวทั้งคุณสามีและภรรยา
ต่อไปนี้คงต้องหาทางตั้งเตือนในมือถือและตั้งเตือนในตัวบุคคล
ให้ช่วยกันจำมากกว่านี้ 2000 บาทไม่ใช่น้อยนะเนี่ย
นอกจากตึกแถวดินแดงแล้ว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยังมีสาขา
และรายละเอียดกฎเกณฑ์อีกมากมาย
ที่ผู้สนใจหรือเป็นสมาชิกร่วมสมาคมกับดิฉัน
สามารถเข้าไปศึกษาได้ที่เว็บไซท์

เดี๋ยวนี้เค้าทันสมัยค่ะ เพียงแค่ปลายนิ้วก็เข้าถึงได้โดยง่าย
เห็นไหมคะ นี่เป็นอีกหนึ่งประโยชน์สำหรับการมี
“สมาคมสามีฝรั่งแห่งประเทศไทย”
เพราะดิฉันมั่นใจว่ายังคงต้องมีรายละเอียดอีกมากมาย
ที่ดิฉันเอง และหญิงไทยหลายๆคนยังไม่รู้
เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตแต่งงานในราชอาณาจักรไทยแห่งนี้ ...
ดิฉันเองก็ได้แต่จินตนาการไปเรื่อยค่ะ
หวังว่าสักวันคงจะมีสักคนเห็นด้วยกันความคิดเห็นนี้ของดิฉัน...
ปล. ขอฝากไว้สำหรับเพื่อนร่วมสมาคมทุกท่านค่ะ

http://www.imm.police.go.th



เป็นเว็บไซท์สำหรับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
ใครมีรายละเอียดใดๆ เพิ่มเติม แวะมาแสดงความเห็นได้นะคะ




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 31 มกราคม 2550 23:40:51 น.
Counter : 202 Pageviews.  

สุขสันต์ หรรษา กับคุณสามีฝรั่ง (ตอนที่ 9: เมื่อคุณสามีฝรั่งโกอินเตอร์)




บทที่ 9: เมื่อคุณสามีฝรั่ง “โกอินเตอร์”



(เรื่องสั้นจากกระทู้ที่W4779781ในถนนนักเขียน)
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W4779781/W4779781.html





“At first I was afraid, I was petrified….
Kept thinkin’ I could never live without you by my side…”
เสียงเพลง แห่งวงการชาวสีม่วงดังขึ้นในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
มุมเล็กๆ ของวงสนทนาในงานเลี้ยงรุ่นของม. 6/2 ACSR รุ่น 4
มีร่างกายชายอวบอ้วนของคุณสามีฝรั่งของดิฉัน ลุกขึ้นยืน เยื้องกาย
ทำท่าเซ็กซี่ ริมฝีปากเผยอ ประหนึ่งดั่ง สาวใสในร่างชาย
เรียกเอาเสียงหัวเราะจากวงสนทนาให้ดังขึ้น

ไม่ทันไร เสียงหนึ่งของเพื่อนกระซิบข้างหูดิฉันว่า
“เฮ้ย! สามีแกเป็น เกย์หรือเปล่าวะ”
ดิฉันได้แต่หัวเราะ และตอบว่า “เออ ชักไม่แน่ใจเหมือนกัน”

ดิฉันก็ตอบเพื่อนไปขำๆ
จริงๆ แล้ว ท่านั้น ดิฉันเห็นมาจนชิน
แต่เห็นทีไรก็อดขำไม่ได้ทุกที
เนื่องจากคุณสามีดิฉัน เคยเป็นนักแสดงละครเวทีมาก่อน
และในวงการละคร จะหลีกหนีไม่ได้กับความสดใสของ "ชายหัวใจลูกผู้หญิง"
เพื่อนพี่ดี้ก็เหมือนกัน เกย์เล็ก เกย์น้อย เกย์ใหญ่มีมากมาย หลายประเภทเกย์
แต่ที่สนิทที่สุดเห็นจะเป็นเจ้าของท่าทางนั้น คือคุณ สก็อต

พี่ดี้มีเรื่องราวของคุณสก็อตมาเล่าให้ดิฉันฟังมากมาย
และที่เห็นบ่อยคงจะเป็นท่าที่พี่ดี้กำลังแสดงให้เพื่อนดิฉันดูอยู่
ด้วยหน้าตาเย้ายวนใจ เชิดปลายคางประมาณ 120 องศา ตาปริบๆ
ปากเผยอพอเซ็กซี่เล็กน้อย ข้อศอกสองด้านกาง 45 องศากับลำตัว
พับปลายท่อนแขนด้านบนสองข้างเข้าหาหน้าอกของตัวเอง
นิ้วมือทั้งสิบกางออกพองาม จากนั้นใช้นิ้วกลางของทั้งสองมือ
หมุนวนที่จุดสูงสุดของหน้าอกทั้งสองข้าง..

แค่นี้คิดว่าทุกคนคงจะเห็นภาพความเซ็กซี่ของคุณสก็อตรวมทั้งคุณสามีดิฉัน
และยืนยันได้เลยว่าท่านผู้อ่านคงกำลังนึกภาพ
หรือทำท่าตามท่าที่ดิฉันบรรยายอย่างแน่นอน

สาเหตุที่ดิฉันต้องพรรณนาถึงท่าทางละเอียดขนาดนั้น
เนื่องจากเป็นท่าจุดประกายให้สามีดิฉันได้ “โกอินเตอร์”

หลังจากวันงานไม่นาน โทรศัพท์มือถือของดิฉันดังขึ้น
ซึ่งเสียงเรียกเข้าเป็นเสียงที่คุ้นหู เป็นเสียงเพลงประจำกลุ่ม
ของเพื่อนสมัยเรียน ACSR ของดิฉัน

“อ้าว! กิ๊บโทรมานี่” ดิฉันบ่นกับตัวเองเมื่อเห็นชื่อเพื่อนสนิท
ขึ้นบนจอโทรศัพท์มือถือ

“ยุ่งอยู่เปล่า คุยได้ไหมครับ?” เสียงปลายสายถามคำถามแรกเข้ามา
“โทรมาแต่เช้าเลยนะ คุยได้ ว่าไง มีอะไรเปล่าจ๊ะกิ๊บ” ดิฉันตอบ
“จะโทรมาคุยกับพี่ดี้” กิ๊บตอบ
“อ้าว จะโทรหาพี่ดี้ ทำไมไม่โทรเข้าเครื่องพี่ดี้ล่ะ” ดิฉันถามกลับ
แต่นึกได้ว่า กิ๊บจะไปมีเบอร์โทรของพี่ดี้ได้อย่างไร
จึงตอบกลับทันที ไม่ทันทิ้งช่วงให้เพื่อนตอกย้ำความ โก๊ะ ของตัวเอง

“แป๊บนะ พี่ดี้อยู่ตรงนี้” ดิฉันจึงส่งโทรศัพท์ให้คุณสามีทันที
ไม่ฟังเสียงตอบรับของฝ่ายตรงข้าม

“พี่ดี้ Giff wanna talk to you.” ดิฉันแจ้งความจำนงของปลายสาย
พร้อมยื่นโทรศัพท์ให้กับคุณสามีที่กำลังเดินออกมาจากห้องน้ำในตอนเช้า

หลังจากบทสนทนาสั้นๆ จบลง
คุณสามีเดินยิ้มมาหาดิฉัน พร้อมเล่าว่ากิ๊บชวนไปถ่ายโฆษณา
เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดยี่ห้อหนึ่ง เพิ่งวางตลาด
พอดีทางครีเอทีฟ อยากได้คนที่มีบุคลิกเป็นนักวิทยาศาสตร์
แต่ไม่เครียดจนเกินไป สามารถทำอะไรต๊อง ๆ ได้

ภาพพี่ดี้ในคราบเกย์ท่าเซ็กซี่วันนั้น
วิ่งเข้าชนระบบประสาทส่วนกลางของกิ๊บทันที
เลยได้เสนอทีมครีเอทีฟ และก็ได้นัดดูตัวคุณสามีฝรั่งของดิฉัน

หลังจากพบทีมครีเอทีฟ คุยคอนเซ็ปงานที่จะทำ
ตกลงใจกันทั้งสองฝ่าย เส้นทางการ “โกอินเตอร์” ของสามีดิฉันก็เริ่มขึ้น
ดิฉันเองไม่เคยรู้เรื่องการทำงานเบื้องหลังของการถ่ายโฆษณา
หรือละครมาก่อน เพิ่งจะได้รู้ ได้เห็นจริงในวันนั้น

ทีมงานเริ่มทำงานกันตั้งแต่ สิบเอ็ดโมงเช้า
ทีมแต่งหน้าเริ่มบรรเลงเครื่องสำอางบนใบหน้าคุณสามี
ผนวกกับวิกผม แว่นตา และเครื่องแต่งกายแบบนักวิทยาศาสตร์
เปลี่ยนแปลงสามีดิฉันเป็นเหมือนใครอีกคนที่ดิฉันไม่เคยรู้จัก
ศิลปะบนใบหน้าสร้างสีสันให้กับวงการบันเทิงได้อย่างแท้จริง




เมื่อเริ่มถ่าย shot แรก ก็เป็นเวลาเที่ยงกว่าแล้ว
แต่ทีมงานไม่ได้แสดงอาการเหนื่อยอ่อน หรือหิวข้าวกันเลยแม้แต่น้อย
shot นี้เริ่มแบบง่ายๆ แต่ก็ถ่ายทำกันประมาณ 4 take
ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้จากกองถ่ายว่า ต้องฉลาดและวางแผนล่วงหน้า

การถ่ายเก็บไว้หลายๆ แบบ แล้วค่อยมาเลือก shot ที่ใช่
ในขั้นตอนการตัดต่อเป็นสิ่งที่ควรทำ
เพราะถ้าไม่ถ่ายเก็บไว้ มานัดถ่ายวันหลัง
ทางกองต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกมากมาย ไม่คุ้มกัน

ทีมงานถ่ายทำหลักๆ จะมีช่างไฟ ตากล้องภาพนิ่ง และตากล้องวีดีโอ
คนถือสเลด หรือเจ้ากระดานปากงับที่เขียนด้านหน้าว่า “shot 4 take 3”
คิดว่าคุณผู้อ่านคงนึกภาพออกกับเจ้ากระดานปากงับประจำกองถ่าย
ซึ่งในกองจะมีน้องคนหนึ่งทำหน้าที่ถือสเลด
คอยปิด-เปิดปากงับของเจ้าสเลดอยู่หน้ากล้องตอนผู้กำกับสั่ง



ส่วนตัวผู้กำกับจะนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ด้านนอก
คอยดูภาพในจอ สั่ง “Action” และสั่ง “Cut”
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดิฉันสงสัยแต่ไม่ทันถามกับทีมงาน
คือที่จอโทรทัศน์ จะมีเทปกาวติดคาดด้านบน และด้านล่างของจอ
ไม่รู้ว่ามีเพื่อจุดประสงค์อันใด แต่คิดเอาเองว่า
คงจะทำภาพให้เหมือนกับภาพบนแผ่นฟิล์มในโรงภาพยนตร์
หรือใครนึกไม่ออกให้คิดถึงภาพบนแผ่นหนังก็อบปี้
หรือที่เรียกกันว่า “แผ่นซูม” ที่มีภาพไม่เต็มจอ
เหมือนใครเอาผ้าดำคาดบน คาดล่าง ประมาณนั้น





การถ่ายทำกว่าแต่ละ shot จะผ่านได้ ถ่ายกันไม่รู้กี่ take
ฉากที่ดิฉันเห็นว่าหลาย take ที่สุดคงเป็นฉาก
ที่คุณสามีดิฉันต้องพูดภาษาไทยเนี่ยแหละค่ะ
แค่คำว่า “ผมทนไม่ได้” คุณสามีดิฉันถ่ายไปประมาณ สิบกว่า take

ไม่น่าเชื่อนะคะ โฆษณาที่เราเห็นประมาณ 3-4 นาที
เวลาถ่ายทำจริงใช้เวลานานมาก
วันนั้นกว่าจะถ่ายเสร็จ ใช้เวลาจนถึงประมาณ 2 ทุ่มกว่า
รวมเวลาทั้งหมดแล้วก็ประมาณ 8 ชั่วโมง

นอกจากฉากง่ายๆ แล้วยังมี ฉากโหดๆ
ฉากนี้คุณสามีต้องแสดงศักยภาพ ทางด้านการเต้น
จริงๆแล้วตาม story board ที่ทีมงานร่างมา ใช้เวลาประมาณ 5 วินาที



แต่ถ่ายทำจริง สามีดิฉันเต้นไปประมาณ 2 เพลงเห็นจะได้
ยิ่งเขาเป็นคนเหงื่อเยอะ แถมมีวิก เสื้อคลุม
และต้องเต้นอยู่หน้าไฟฉากร้อนๆ
ถ่ายเสร็จเสื้อแกบิดเป็นน้ำได้เลยค่ะ..น่าสงสาร..

อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุด คือได้เห็นใบหน้าคุณสามีดิฉันมีความสุข
ได้ทำงานในสิ่งที่เค้าชอบ เค้าอยากทำ แค่นี้ดิฉันก็ดีใจมากแล้ว

นอกจากนั้นทีมงานที่ร่วมงานด้วย เป็นเด็กรุ่นใหม่
หัวคิดสร้างสรรค์ ทำงานกันด้วยใจ
ถึงแม้จะมีปัจจัยด้านภาษาเล็กน้อย
แต่ก็ไม่ได้ทำให้การสื่อสารระหว่างการทำงานด้อยไปเลย

ขณะที่ดิฉันนั่งดูอยู่ด้านนอก จะได้ยินเสียงน้องตากล้อง
ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานที่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงที่สุด
จะคอยส่งเสียง “อือ.. อ้า ..yes, no..no.., และ very good” กับคุณสามี
เหมือนเป็นการให้กำลังใจนักแสดง คุณสามีบอกว่าทำให้มีกำลังใจ
ในการแสดงท่าทางต่างๆ ออกมาได้เป็นอย่างดี



ตอนนี้ดิฉันเองก็ได้เรียนรู้ว่า การเป็นนักแสดงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
นอกจากนั้นต้องอาศัยใจรัก ความพยายามและความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างยิ่ง
สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุด ดิฉันคิดว่า พรสวรรค์ ของนักแสดง
ที่จะทำให้ผู้ชม เกิดอารมณ์ร่วม ไม่ว่าจะเป็น สุข เศร้า เหงา หรือสนุก
ซึ่งดิฉันเองต้องยอมรับว่า คุณสามีดิฉัน
มีพรสวรรค์ในส่วนนั้นอย่างเต็มที่
เส้นทางการ “โกอินเตอร์” ของคุณสามีฝรั่งของดิฉันจึงเริ่มขึ้น ณ บัดนี้
ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณทีมงาน
เจ้าของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ที่มีชื่อตรงใจว่า
"2 point" ถูกจุด ถูกใจ



กิ๊บ และท่าทางจุดประกายของ คุณสก็อต
ที่มีส่วนร่วมสานฝันของสามีดิฉันในเมืองไทยให้เป็นจริง..ขอบคุณค่ะ...





 

Create Date : 11 ตุลาคม 2549    
Last Update : 31 มกราคม 2550 23:41:50 น.
Counter : 577 Pageviews.  

สุขสันต์ หรรษา กับคุณสามีฝรั่ง (ตอนที่ 8: The First Honeymoon)




บทที่ 8: The First Honeymoon



(เรื่องสั้นจากกระทู้ที่ W4736818 ในถนนนักเขียน)
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W4736818/W4736818.html





ก่อนอื่น คุณต้องสงสัยแน่นอนว่า ทำไมต้องเป็น “The First Honeymoon”
การมี First ก็ต้องมี Second, Third and so on การดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หรือ
ฝรั่งเรียกว่า Honeymoon ของบางคู่มีกันแค่ครั้งเดียว
แต่เราสองคน วางแผนกันว่า คงมีกันไปเรื่อยๆ จนกว่า จะมีใครสักคนเบื่อก่อนกัน

ด้วยความเป็นแม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ของชาติของเราทั้งคู่ ได้เรียนรู้ว่า
บุคคลใดนั้นที่ดำรงอาชีพครู จะหาเวลาเป็นส่วนตัวนั้นไม่มี
แต่ด้วยช่วงนี้เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยที่เราสังกัดอยู่มีงานรับปริญญา
จึงทำให้มีกำหนดการงดการเรียนการสอนทั้งในมหาวิทยาลัย และในโรงเรียนสาธิต
ซึ่งโอกาสนี้ถือว่าเป็นโอกาสทองที่เราควรฉกฉวย
เพราะถ้าผ่านไปแล้ว คงต้องรอปีต่อไป

ที่บอกว่าเป็นโอกาสทอง ด้วยเหตุผลนานัปการ
ประการแรกไม่ต้องเตรียมการสอน ไม่มีงานตรวจ (ซักพัก)
ประการต่อมา ชาวบ้านเค้าไม่หยุดกัน เพราะนี่ไม่ใช่วันหยุดของชาติ
จะมีก็แต่เพื่อนร่วมหาวิทยาลัย ซึ่งคิดว่าคงมีไม่เท่าไหร่
เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยนี้จะเป็นคนต่างจังหวัดซึ่ง
มาเรียนในกรุงเทพ โอกาสแบบนี้ก็เป็นโอกาสทองของเขา
ในการการกลับไปเยี่ยมบ้าน เราสองคนจึงตัดสินใจ
คว้าโอกาสนี้แหละเป็น “The First Honeymoon” ของเราทั้งสองคน

ตอนแรกตัดสินใจว่า จะไปพักผ่อนเกาะช้าง จังหวัดตราด
เนื่องจากไม่ไกลมาก และก็มีทะเลที่สวยงามตามแบบฉบับของคนทั่วไป
แต่หมอดูลมฟ้าอากาศ หรือกรมอุตุนิยมวิทยา เตือนว่า
ช่วงนี้มีพายุเข้า ฝนตกทุกวัน ถ้าเราไปเที่ยวทะเล คงไม่สนุกแน่ๆ
ไปทะเลไม่ได้เล่นน้ำ คงกร่อยน่าดู
เราเลยเริ่มต้นมองหาที่แห่งใหม่ สำหรับล่าฝัน
วัน Honeymoon ของ Newly wed อย่างเราทั้งคู่

“โตแสง” เป็นนามสกุลเพื่อนเราสมัยมัธยม ซึ่งรู้จักกันดีในเมืองอีสาน
ในเครือ Tohsang group
คืนวันหนึ่งหลังจากอาหารค่ำ ในอพาทเมนท์ชั้น 8
เราเองเริ่มต้นบทสนทนากับคุณฝรั่งสามีสุดที่รักว่า
“Honey I think about my friend’s resort”
จากนั้นจึงเริ่มต้นสนทนาไปพร้อมกับหาข้อมูลใน website ไป
และแล้วเราสองคนก็ได้ข้อสรุปว่า ไปโขงเจียมก็ดีเหมือนกัน

เราจึงตัดสินใจโทรหาเพื่อนติดต่อที่พัก ซึ่งในเมืองแห่งดอกบัว
อุบลราชธานี มีโรงแรมในเครือ Tohsang อยู่ สองแห่งคือ
Tohsang city hotel และ Tohsang khongjeim resort and spa
ซึ่งเพื่อนเราก็แนะนำว่า ถ้าจะมาพักผ่อนก็ไปที่โขงเจียมเลย
นั่งรถออกจากตัวเมืองประมาณ 1 ชั่วโมง ได้บรรยากาศติดฝั่งแม่น้ำโขง
เหมาะกับการมาพักผ่อนแบบ honeymoon เงียบสงบ
ยิ่งหน้าฝนแบบนี้จะช่วยให้อากาศเย็นขึ้น ไม่ร้อนมาก
ดังนั้น การมาเยือนเมืองชายแดนไทยลาว ของสาวไทย สามีฝรั่งก็เริ่มขึ้น

ก่อนมาเพื่อนๆ ก็เตือนด้วยความห่วงใยว่า
“ระวังนะแก! แถวนั้นเค้านิยมฝรั่ง เดินจูงให้ดีๆ ล่ะไม่อย่างนั้นละก้อ
เดี๋ยวถูกเกี่ยวไปจะหาว่าไม่เตือน”
ดิชฉันก็คิดในใจว่า แหม! อะไรมันจะขนาดนั้น
แฟนดิฉันก็ไม่ได้หน้าตาดีมากมายสักเท่าไหร่
(แค่ดูน่ารักดีในสายตาเราเท่านั้นเอง)

แต่พอมาถึงก็รู้ว่าข้อตักเตือนนั้นเริ่มพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นจริง
รอยยิ้มสาวๆ ส่งให้คุณสามีฝรั่งของดิฉันเต็มไปหมด
จากตอนแรกแค่เดินแค่ข้างๆกัน เราต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ เป็น
เกาะ กุมมือกันไว้ อุ่นใจดี...

จริงๆ แล้ว สาวๆ แถวนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวมากมายนักหรอกนะ
เพียงแต่เรารับรู้ได้ถึงกระแสนิยมฝรั่งของคนแถวนี้
มีบ้านเรือนหลายต่อหลายหลัง ร้านอาหารเหล้าบาร์
ล้วนแต่เป็นสาวไทย สามีฝรั่งกันทั้งนั้น ก็เลยกันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ

คนแถวนี้น่ะน่ารัก จริงใจดี คิดอะไร พูดอะไร ก็มาแบบซื่อๆ ตรงๆ
ไม่มีพิษ ไม่มีภัย แต่ว่าอย่าปล่อยมาเดินคนเดียวนะ
เดี๋ยวเกิดสาวๆ เค้าไม่รู้ว่าแต่งงานแล้วแย่เลย
อยู่อีสานไม่ได้กลับแน่คุณสามี

วันแรก ถือว่าเป็น city tour เพื่อนเรามารับตั้งแต่สนามบิน
พาไปพักที่โรงแรมในเมืองก่อน ซึ่งบรรยากาศในโรงแรมถือว่าโดดเด่น
แถบนี้เลย ตกแต่งสวยงาม ดูหรูหรากว่าที่อื่นๆ
บริเวณ ล็อบบี้ (lobby) ตกแต่งด้วยโซฟาแบบไทยๆ
ทำด้วยไม้สีเข้ม ตัดกับเบาะรองนั่ง และหมอนอิงที่ทำจากผ้าไหมพื้นเมือง
สีสันสะดุดตา

ซึ่งวันแรกคุณเพื่อนก็เจียดเวลาอันมีค่าของการบริหารงานโรงแรมแห่งนี้
เป็น คนนำเที่ยวในสถานที่ต่างๆรอบตัวเมือง
ซึ่งส่วนใหญ่ที่ไปก็เป็นวัด ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่เราเองไม่ได้เข้าวัด
แบบนี้เลยหลังจากกลับมาจากอเมริกา





วัดหนองป่าพง ตั้งอยู่ในอำเภอวารินชำราบ
ภายในวัดมีมีพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง และศาลาเก็บกระดูกของหลวงปู่ชา สุภัทโท
(พระโพธิญาณเถระ) เจ้าอาวาส ตั้งแต่ดังเดิม เป็นผู้ก่อตั้งวัด
ชาวบ้านแถวนี้รู้จักท่านเป็นอย่างดี เราเองถือว่าเป็นโอกาสดี
ได้มาสักการะท่าน
พี่ดี้เองก็น่ารัก เค้าเป็น Farang open คือเราเรียกเค้าแบบนั้น
เพราะว่า เค้าไม่สนใจว่าเรานับถือ ศาสนาต่างกัน
ฉันเข้าวัดกับเธอไม่ได้นะ แต่เค้าอยาก และพร้อมที่จะเรียนรู้
ในความแตกต่างของกันและกัน “We respect each other differences”
นี่แหละอีกข้อหนึ่งว่า ทำไมฝรั่งส่วนใหญ่ถึงชนะใจสาวไทยอย่างเราได้
แต่ก็ขำเค้าดีนะ เป็นฝรั่งนี่ตื่นเต้นกับทุกอย่างรอบตัว
เจอหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่ชา ก็ขอถ่ายรูป เจอผนังไม้แกะสลักก็ขอถ่ายรูป
เจอโอ่งน้ำไทยๆ ก็ขอถ่ายรูป
ไม่เว้นแม้แต่ฝูงวัว ก็ขอถ่ายรูป ไม่เสียหลายพามาแดนอีสาน ดูเค้าตื่นเต้นดี

จากนั้นเพื่อนเรายังพาไปยัง วัดป่านานาชาติ
วัดนี้ตั้งอยู่ที่บ้านบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบเหมือนกัน
เป็นสาขาของวัดหนองป่าพง แต่ที่ตั้งชื่อว่าวัดป่านานาชาติ
อาจเป็นเพราะว่า ตัววัดตั้งอยู่ในป่า และมีชาวต่างชาติมากมายมาบวช
จำพรรษาอยู่ที่นี่ ทันทีที่เราก้าวเข้าไปในวัด บรรยากาศ เงียบ สงบ
น่าเสียดาย เพราะตอนนั้นเวลาประมาณ 11 โมงครึ่ง
พระท่านขึ้นกุฏิหมดแล้วจึงไม่ได้พบ ได้แต่เดินดูรูปพระรูปต่างๆ
ซึ่งเป็นพระชาวต่างชาติทั้งสิ้น
ไม่น่าเชื่อ ศาสนาพุทธของเราจะมีชาวต่างชาติที่ให้ความสนใจ
จนกระทั่งสละทางโลงเข้าสู่ ร่มพระกาสาวพักตร์ ได้มากขนาดนี้

หลังจากออกจากที่วัดเรากลับไปพักผ่อนที่โรงแรมในเมือง
ประมาณ 2 ชั่วโมง และออกมาชมเทียนที่ชนะเลิศ
ในการแข่งขันเทศกาลเทียนเมื่อเข้าพรรษาที่เพิ่งผ่านไป
ที่เมืองอุบลราชธานี เค้ามีชื่อเสียงโด่งดังในเทศการเทียน
ซึ่งจะถูกจัดขึ้นในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาของทุกปี เป็นอะไรที่สวยงาม
น่าชื่มชม และส่งเสริมเป็นอย่างยิ่ง การแกะสลักเทียน
ให้เป็นเรือใหญ่ขนาดนี้ และเครื่องประดับต่างๆบนเรือนั้น
ชาวบ้านทำกันได้อย่างไร นับว่าเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาชาวบ้าน Amazing Thailand

ซึ่งฝรั่งมาเห็นต้องเอ่ยปากชื่นชมกันทุกคน ตัวอย่างที่เห็นชัดเลยนะคะ
คุณสามีฝรั่ง ของดิฉันเอง เพื่อนของเรา ได้อธิบายว่า
วิธีการที่ชาวบ้านทำเทียนกันมีสองแบบใหญ่ๆ คือ
แบบแกะสลักและแบบพิมพ์



แบบแรก แบบแกะสลัก ชาวบ้านจะทำการหลอมเทียน
เป็นรูปต่างๆ ขึ้นมาก่อน แล้วจึงทำการแกะสลักบนเทียนที่หลอมขึ้นมานั้น
ส่วนแบบที่สอง แบบพิมพ์ ชาวบ้านจะมีแบบพิมพ์เป็นรูปต่างๆ
เพื่อพิมพ์เทียนออกมาเป็นชิ้นเทียนเล็กๆ
จากนั้นนำมาประกอบประดับบนเทียนที่ทำการหล่อเป็นรูปร่างต่างๆ

จากการสอบถามชาวบ้านที่เป็นคนดูแล พบว่า
ชาวบ้านจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนในการทำ
โดยเกณฑ์นักเรียน ชาวบ้าน แถวๆนั้นที่มีฝีมือ มาช่วยกันทำ
รวมคนแล้วก็ประมาณ 40 กว่าคน
ดูสิกิจกรรมแบบนี้รัฐบาลควรส่งเสริมด้านทุน
และการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มากขึ้น
เพื่อเป็นประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยเรา

ช่วงเย็น เพื่อนขับรถเข้ามาส่งที่ ทอแสง โขงเจียม รีสอร์ท
ซึ่งใช้เวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง
ผ่านถนนใหญ่ แบบ 4 เลน ลดลงเหลือ 2 เลน จาก 2 เลน
ลดลงจนเหลือเลนเดียว มืดๆ ดูน่ากลัว
แต่พอมาถึงรีสอร์ทแล้ว อย่างกับสวรรค์ สวยงาม ประทับใจมาก



สไตล์การตกแต่งที่นี่ออกไทย-บาหลี
มีอ่างน้ำลอยดอกลีลาวดีอยู่ด้านหน้าข้างประตูทางเข้า
เสาหินออกสีแดง กำแพงทำด้วยอิฐก้อนใหญ่ๆ
ดูแล้วราวกับ ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง
อิฐสลักเป็นรูปต่างๆ ทำให้บรรยากาศดูคลาสสิก
โต๊ะ เกาอี้ พนักงานซึ่งแต่งตัวด้วยผ้าไทย แต่ตัดเย็บสไตล์ modern
เข้ากันได้ดีกับต้นไม้ สายน้ำ เป็นภาพซึ่งน่าประทับใจจริงๆ

สัญลักษณ์ของที่นี่คือ อุปกรณ์ที่ทำมาจากทองเหลือง
เช่นฆ้องทองเหลือง ซึ่งมีประดับอยู่กลางร้านอาหารเวินบึก
ซึ่งอยู่ภายในตัวโรงแรมทำให้บรรยากาศเหมาะกับโขงเจียมมากขึ้น
ภายในร้านอาหารถูกออกแบบให้ขนาบข้างด้วยสายน้ำโขงด้านขวา
ด้านซ้ายเป็นสระว่ายน้ำสไตล์บาหลี
มีน้ำพุพุ่งออกจากปากกบตัวน้อยที่อยู่ข้างสระ

ใจกลางระหว่างสายน้ำโขงและสระน้ำบาหลี
เป็นบาร์มุงหลังคาด้วยใบจาก ทุกอย่างผสานกันได้อย่างลงตัว
อาหารที่สั่งมาในวันแรกเป็นอาหารไทยแท้ๆ
เช่น แกงส้ม ปลาคังผัดฉ่า ไส้กรอกอีสาน แหนมซี่โครงหมู
พร้อมกับอาหารพื้นเมืองคือ หลนบักนัด (สับประรด)
บอกได้เลยว่าอร่อยทุกจานที่สั่ง
วันนั้นเราสองคนเดินกลับห้องกันแทบจะลากท้องเดิน
คืออิ่มมากๆ ทำให้หลับสบายในคืนแรก

วันที่ 2

เช้าวันที่สอง เรารีบตื่นมารับประทานอาหารเช้าริมแม่น้ำโขง
ที่ร้านอาหารเวินบึก บรรยากาศช่วงเช้า
จะมีอาหารทั้งแบบไทย และอเมริกัน ตอนประมาณ 8 โมงเช้า
เพื่อเตรียมตัวออกไปท่องเที่ยวกับรถของโรงแรมตอนเวลา 9 โมงเช้า
หลังจากอาหารเช้า ได้เดินดูรอบๆ บรรยากาศ สวย ชัดเจนขึ้น
เนื่องจากแสงสาด จากดวงอาทิตย์ แต่บรรยากาศจะเย็น
ชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝนปรอยๆ

หลังจากฝนหยุด เราได้ออกเดินทางไปเที่ยวที่แรกนั่นก็คือ
อุทยานแห่งชาติผาแต้ม
ระหว่างทาง พี่คนขับรถตามรถทัศนะศึกษาของโรงเรียนแห่งหนึ่ง
ที่มาจาก อำเภอ ตระการพืชผล
พี่ดี้รีบยื่นมือออกไปเก็บภาพประทับใจกับรถโรงเรียนแบบพื้นบ้าน
ซึ่งเจ้าหนูตัวน้อยก็แอ๊กท่ากันยกใหญ่
จนเราทนไม่ได้ กลัวจะตกรถกันลงมา
จึงบอกให้พี่ดี้เก็บมือฝรั่งเข้ามาได้แล้ว ซนจริงๆ ฝรั่งคนนี้



พอไปถึงผาแต้ม เราสองคนถ่ายรูปกันที่หน้าผาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
คือมันดูอันตรายมาก ไม่มีรั้วกั้นเลย
แต่ทางอุทยานก็ได้ทำป้ายบอกไว้ว่าอันตราย
เราสองคนจึงรีบเก็บภาพ และรีบออกมาเพื่อไปดูภาพเขียนสีโบราณต่อไป




ระหว่างทางนั้น เป็นผาหินซึ่งมีลักษณะเป็น
หินชั้นที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
จากการเรียงตัวเป็นชั้นของหิน หรือเรียกกันว่า Bedding
บ้างก็เรียงตัวในแนวขนานกับพื้น บ้างก็เรียนตัวตั้งฉากกับพื้น
ซึ่งเป็นสภาพธรรมชาติที่แสดงถึงปัจจัยทางธรรมชาติ
ที่ส่งผลต่อธรณีวิทยาได้อย่างดี แบบนี้สมควรที่ทำเป็นแหล่งศึกษา
ทางธรณีวิทยาที่สำคัญของประเทศไทยเราจริงๆ

ภาพเขียนสีโบราณนี้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
ซึ่งเราต้องเดินลงไปจากหน้าผา ทางอุทยาน
ทำทางเดินเพื่อให้คนได้เดินชม โดยทำราวบันไดไว้ตลอดทางเดิน
ซึ่งภาพเขียนกลุ่มที่ 1 เราเดินกันไม่ไกลนัก ประมาณ 300 เมตรก็ถึงป้าย
แต่ เราสองคนพยายามมองหาภาพเขียน แต่ก็ไม่พบ
สงสัยกลับกรุงเทพคราวนี้ต้องไปตรวจสภาพสายตาเป็นการใหญ่

เดินต่อไปอีกประมาณ 200 เมตร ก็พบกับภาพเขียนกลุ่มที่ 2
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความยาวมากที่สุด
คราวนี้เรามองเห็นภาพชัดเจน มีทั้งรูปคน รูปปลา รูปมือ ต่างๆ มากมาย
จึงได้เก็บภาพไว้เป็นที่ประทับใจต่อไป

หลังจากเดินผ่านภาพเขียนกลุ่มที่ 2 เราเจอป้ายสีฟ้าบอกว่า
“ทางเดินอ้อมกลับสู่ลานจอดรถ 2,500 กม.”
เราจึงสรุปร่วมกันทางสายตาทันทีตรงบริเวณหน้าป้ายนั้นว่า
กลับทางเดิมกันดีกว่านะจ๊ะที่รัก เรามากันไกลเกินไปแล้ว

เราสองคนจึงออกเดินทางต่อ โดยพี่คนขับถามว่าจะพักกันก่อนหรือไม่
เราก็ตอบว่าไปต่อเลยค่ะพี่ พี่คนขับจึงวนรถออกมาประมาณ 200 เมตร
เพื่อมาชมเสาหิน ซึ่งเสาหินอันนี้เป็นกลุ่มเสาหินทราย
ซึ่งเราเองเคยได้เห็นตัวอย่าง มาในวิชาหินและแร่บ้างแล้ว
แต่วันนี้เพิ่งจะได้เห็นตัวอย่างจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมา
ในการกระทำของลมธรรมชาติ ที่สามารถทำให้หินทรายกร่อน
จนมีรูปร่างคล้ายดอกเห็ดแบบนี้ได้ เราได้จอดรถถ่ายรูปกันพักใหญ่

เหลือบมองไปด้านขวามือเห็นป้าย “ลานหินแตก (divide rocks)”
เราสองคนจึงจูงมือกันขึ้นไปดู อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรนะ หินแตกเนี่ย
แต่ปรากฏว่าทั้งคู่งง ไหนเนี่ยหินแตก
เพราะเราเห็นเป็นลานกว้างๆ มีหินที่กระจายอยู่ทั่วไป
จึงเดาเอากันเองว่า ตรงนี้ล่ะมั้ง ลานหินแตก
จึงให้คุณฝรั่งสามีไปทำท่าแปลกๆ เก็บภาพมาเพื่อถามเพื่อนๆ ว่า
ใช่หรือเปล่าตรงนี้ “ลานหินแตก”



จากนั้น เรามุ่งหน้าต่อไปสู่ “น้ำตกสร้อยสวรรค์”
คนที่นี่เค้าบอกว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโขงเจียม
ทางเข้าต้องผ่านหมู่บ้านเล็กๆ พอมองเห็นสภาพความเป็นอยู่แบบชนบทจริงๆ
มีนากว้างๆ ซึ่งพี่คนขับได้ชี้ให้เห็นว่านาหว่าน และนาดำ
มีความแตกต่างกันอย่างไร

ถ้านาหว่าน ต้นข้าวจะกระจายกันอย่างไม่เป็นระเบียบ
ส่วนนาดำ ต้นข้าวจะกระจายอย่างเป็นระเบียบ สม่ำเสมอ
พี่เค้าบอกว่านาดำจะได้ผลที่ดีกว่า นาหว่าน
คือต้นข้าวไม่เบียดกันมากเกินไป
นี่ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งคนกรุงอย่างเราๆ ไม่รู้ว่ามีสักกี่คนที่รู้เรื่องพวกนี้

พอรถไปถึงหน้าอุทยาน ต้องจอดและเดินเข้าไปประมาณ 500 เมตร
ถึงจะเจอตัวน้ำตก น้ำตกช่วงแรก จะเป็นน้ำตกเล็กๆ ซึ่งเป็นต้นน้ำ
เราสามารถเข้าไปถ่ายรูปกันมาได้
แต่ก็จินตนาการได้เลย ถ้าพลาดไปกับน้ำละก้อ ได้ไปเที่ยวน้ำตกหน้าผาใหญ่แน่ๆ

อีกด้านของหน้าผาเป็นน้ำตกขนาดใหญ่
มีแอ่งสำหรับเล่นน้ำได้เล็กๆ
ที่รู้เพราะมองไปเห็นมีกลุ่มเด็กวัยรุ่นกำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน
ซึ่งคาดว่าคงเป็นคนพื้นที่ เพราะถ้าไม่ใช่ คงไม่กล้ากันแบบนี้
เนื่องจากจากการสำรวจด้วยสายตา
เป็นบริเวณที่อันตราย เรามองไปกลัวแทน
ไม่รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกของคนที่ย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นแล้วใช่หรือไม่

จากนั้น ก็ถึงเวลาอาหารเที่ยงพอดี
พี่คนขับพาเราสองคนกลับสู่รีสอร์ท แต่ระหว่างทางได้แวะร้านขายปลาข้างทาง
ขอแม่ค้าเปิดตู้ปลาให้ดู คนขายให้ความรู้กับเราว่า
ปลาพวกนี้เป็นปลาที่จับจากแม่น้ำโขง
มีทั้งปลาบึก ปลาอีตู๋ ปลาคัง โอโฮ ตัวใหญ่มาก
ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ทั้งคุณสามีฝรั้ง ทั้งคุณภรรยาไทย
ประทับใจกันยกใหญ่ ถ่ายรูปกันอย่างกับกดชัตเตอร์นางแบบบน แคทวอร์ค

แม่ค้าก็ได้แต่ยิ้ม คงสงสารพวกเราที่ทำท่าประหนึ่งดั่งเจอเพชร
นี่แหละหนาพวกคนกรุง ปลาพื้นเมืองเหล่านี้ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
จากนั้นเราจึงออกเดินทางต่อเพื่อกลับสู่ทอแสงโขงเจียม รีสอร์ท

ตอนบ่าย หลังจากอาหารเที่ยง เราสองคนก็พักผ่อนกันเต็มที่
ตื่นมาเดินชมรอบๆ รีสอร์ท มีส่วนของสปาที่น่าสนใจมาก
ทำเรือนนวด out door ข้างแม่น้ำโขงด้วย
เห็นแล้วบรรยากาศดีมากๆ เลย
เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยตัดสินใจอีกครั้งว่าจะมานวดดีหรือเปล่า



คืนนี้เป็น คืนที่ดีมากสำหรับ เราสองคนกินข้าวเย็นด้วยกัน
พี่ดี้อยากกินเสต็ก เราเลยสั่งเป็น สเต็กปลา เพื่อให้เข้ากับเสต๊กเนื้อที่พี่ดี้สั่งมา
หลังจากสเต๊กในท้องของเราทั้งสองสัมผัสกับน้ำย่อยได้ซักพักใหญ่
เราสองคนย้ายไปนั่งที่ บาร์ข้างสระน้ำ บรรยากาศ

โรแมนติกมาก เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้นั่งคุยกัน
หลังจาก 4 เดือนอันแสนวุ่นวาย yard sale
เก็บของใส่กระเป๋าเพื่อบินกลับกรุงเทพ
เรายังไม่เคยมีเวลาแบบนี้กันเลยสักครั้ง ทำให้นึกย้อนกลับไปถึง
บรรยากาศเงียบสงบบนชิงช้าหน้าบ้านพี่ดี้
ที่ Athens เราสองคนนั่งคุยกันเงียบๆ บ่อยๆ
ที่นั่นเป็นที่ๆ ทำให้เราสองคนรู้จักกันมากขึ้นๆ

คำพูดต่างๆ ที่พี่ดี้พูด รวมทั้งการกระทำตั้งแต่วันแรกที่เราคบกัน
เค้าทำให้เรารู้ว่า เค้าหมายความอย่างที่เค้าพูดจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็น กระดาษโน้ต หรือ ข้อความเล็กน้อยที่เราสองคน
ส่งถึงกันตลอดเวลา เป็นเหมือนอะไรบางอย่าง
ที่เชื่อมโยงให้ความสัมพันธ์ของเราทั้งสองแน่นขึ้นๆ ทุกวัน
บางทีเราเคยมานั่งนึกกับตัวเองว่า ทำไมผู้ชายไทยที่เราเคยคบมา
ไม่เคยแสดงอะไรแบบนี้ ไม่เคยใส่ใจอะไรเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้บ้างเลย
แบบนี้ละมั้งที่ทำให้ผู้หญิงไทยเสียดุลให้ชายชาวต่างชาติตลอดเวลา

วันที่ 3

เช้าวันที่สาม เราสองคนไม่ได้ออกไปเที่ยวนอกรีสอร์ทเลย
ใช้เวลาที่มีเดินเล่นทั่วรีสอร์ท ถ่ายรูป นอนดูทีวี และก็ว่ายน้ำ
วันนี้อากาศดี ไม่มีฝน เราสองคนทานอาหารเช้า และกลางวันริมแม่น้ำโขง
เนื่องจากโต๊ะที่จัดไว้กลางแจ้งไม่เปียกฝน
จึงเป็นโอกาสดีของเราทั้งสองคน กับข้าวที่ร้านอาหาร เวินบึกของโรงแรมนั้น
ราคาปกติเหมือนไปกินที่ร้านอาหาร ไม่ได้แพงจนน่าโมโห
และที่สำคัญ รสชาดเยี่ยมยอด ดีกว่าราคาเสียอีก
ถ้าเทียบกับร้านอาหารทั่วๆ ไปในกรุงเทพ
รวมทั้งการบริการซื่อๆ ของเด็กที่นี่ ประทับใจจริงๆ

และแล้วอาหารค่ำ ริมน้ำโขงของคืนสุดท้ายของการมา Honeymoon
ของเราก็เป็นไปตามคาดหมายเนื่องจากฟ้าฝนเป็นใจ
เราสองคนได้โต๊ะริมน้ำ ซึ่งทางร้านจัดให้โต๊ะเรียงรายขนาบอยู่ริมแม่น้ำโขง
บนโต๊ะ มีตะเกียงใส่เทียนไขอยู่ 2 ตัวบนโต๊ะ
ส่องแสงสลัว ทำให้บรรยากาศดูโรแมนติกยิ่งขึ้น

แหงนมองขึ้นบนฟ้า มองเห็นดาราได้ชัดแจน
น้องของเพื่อนเราอธิบายว่า ถ้าได้มาตอนช่วง 15 ค่ำนั้น
ฟ้าจะกระจ่างมาก เนื่องจากแสงของจันทร์เต็มดวง
สะท้อนกับพื้นน้ำเป็นเหมือนดังกระจกสะท้อนภาพของดวงจันทร์กลมโต
มองเห็นภาพของผืนน้ำได้ชัดเจน

แต่อย่างไรก็ตามคืนสุดท้ายนี้เราสองคนก็มีความสุขกับอาหารอร่อย
เครื่องดื่มเย็นๆ เสียงเพลงคลอ รวมทั้งบทสนทนาเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว
และการมีลูกเล็กๆ ในครอบครัวต่อไป

ก่อนเข้าไปนอนเราได้พูดกับสามีสุดที่รักว่า “Thank you for coming with me”
ในใจเราอยากขอบคุณเค้า ที่เค้าบินข้ามน้ำข้ามทะเล
จากเมืองอันสงบสุข มาอยู่กรุงเทพเมืองอันแสนวุ่นวายกับเรา

แต่อีตาคุณสามีฝรั่งดันทำหน้าตื่นเต้นตกใจ
ถามกลับมาว่า “How can you come to honeymoon by yourself”
คือ แกงง ค่ะ ว่าดิฉันเนี่ยจะมา honeymoon ได้อย่างไรคนเดียว

ปัดโธ่ ทำเอาเสียบรรยากาศหมดเลยคุณ
ก็ต้องเป็นหน้าที่ดิฉันสิคะต้องอธิบายกันยกใหญ่
จนกว่าคุณสามีจอมป่วนจะเข้าใจ
สุดท้ายของการมา honeymoon ริมแม่น้ำโขงนี้ก็จบลงอย่ามีความสุข
เป็นไปตามที่ตั้งใจ และคาดหวังไว้ ได้พักผ่อนท่ามกลาง
สายลม สายน้ำ ความสงบ และความเข้าใจของเราทั้งสองคน

ขอบคุณ คุณเพื่อน Tohsang group และคนอุบลทุกคน
ที่ทำให้การมา honeymoon นี้ประสบความสำเร็จ
และสุดท้าย” ขอบคุณนะคะคุณสามีฝรั่งที่อุตสาห์มา honeymoon
กับดิฉัน ทำให้ไม่ต้องมาhoneymoon คนเดียว”
คิดไปได้ ติงต๊องจริง ฝรั่งคนนี้....








 

Create Date : 11 ตุลาคม 2549    
Last Update : 31 มกราคม 2550 23:42:06 น.
Counter : 473 Pageviews.  

สุขสันต์ หรรษา กับคุณสามีฝรั่ง (ตอนที่ 7::ภาษาไทยง่ายนิดเดียว)




บทที่ 7:ภาษาไทยง่ายนิดเดียว


(เรื่องสั้นจากกระทู้ที่ W4723036 ในถนนนักเขียน)
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W4723036/W4723036.html



จะเริ่มเขียนตอนนี้ ดิฉันใช้เวลานั่งระลึกอดีตอยู่สักครู่หนึ่ง
เนื่องจากตลอดเวลา 6-7 เดือนที่เราสองคนย้ายมาอยู่ที่เมืองไทย
คุณสามีของดิฉันก็เริ่มหัดพูดภาษาไทยได้หลายคำแล้ว
ซึ่งกว่าจะออกเสียงและนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องอาศัยความมานะอดทน
และผ่านการถูกหัวเราะเยาะมามากมาย

ถ้าต้องเล่าเรื่องภาษา ดิฉันคงต้องขอเริ่มจากเรื่องนี้ก่อนเลย
เป็นเรื่องที่ดิฉันประทับใจมาก เพราะอยู่ในเหตุการณ์ด้วยตัวเองกับพี่ดี้
และคุณบัวไงคะ จำกันได้หรือเปล่า คุณนายแม่ของดิฉันเอง
เธอคุยกับคุณลูกเขยทางเว็บแคมค่ะ
ปกติเราสองคนจะนัดคุยกับครอบครัวของดิฉันในวันเสาร์
คือวันเสาร์ตอนเช้าที่อเมริกา ก็จะเป็นวันเสาร์กลางคืนที่เมืองไทยค่ะ
เป็นเวลาดีตอนเช้าวันรุ่งขึ้นจะเป็นวันอาทิตย์ทุกคนตื่นสายได้
ทุกคั้งที่คุยกันดิฉันยกถ้วยกาแฟขึ้นมาดื่ม
คุณนายบัวยกขวดเบียร์สังสรรค์ สนุกสนานกันไปในครอบครัว

เช้าวันเสาร์นั้น ดิฉันนั่งดื่มกาแฟกับพี่ดี้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์
ขณะเดียวกันก็ออนไลน์คุยกับพี่สาวไปด้วยพลางๆ
เนื่องจากคืวันเสาร์นั้นมี Big cinema โปรแกรมเพชรหนังพันล้าน
คุณแม่ดิฉันชอบค่ะ หนังไทยเราเองที่มีชื่อเรื่องจำง่าย คุณทุกคนคงรู้จักดี
กับหนังเรื่อง “ไอ้ฟัก” ที่มีนักแสดงนำแสดงเป็นคนสติไม่ดี



คุยกันไปได้สักพักหนึ่ง ดิฉันเริ่มรู้สึกว่าคุณบัวจะหายไป
จากวงสนทนานานผิดปกติ ก็เลยไหว้วานคุณพี่สาวให้ไปเรียกคุณนายแม่
มาคุยกันสักหน่อย ก่อนที่จะล่ำลาไปเตรียมอาหารกลางวัน

คุณบัวเธอเดินมาหน้าคอมตัวเดิมที่พี่สาวดิฉันเพิ่งลุกออกไปด้วยสายตา
ที่ยังเกาะติดสถานการณ์ในโทรทัศน์อย่างไม่ละเว้น
ดิฉันจึงร้องเรียกความสนใจบ้างว่า
“คุณบัว! ทำอะไรอยู่ รอตั้งนาน”
แม่ดิฉัน หันมาตะโกนใส่ไมค์ทันทีว่า
“ดู..ไอ้ฟัก.. อยู่”
ซึ่งคุณขา กาแฟในปากสามีดิฉันพุ่งพรวดออกมาทันทีหลังสิ้นคำว่าอยู่

ภาษาอังกฤษ คำพูดเดียวกันเลย แบบที่คุณบัวพูดมาเมื่อตะกี้
มันจะคือประโยคว่า “Do I F… you”
แถมคุณบัวขึ้นเสียงสูงท้ายประโยคซะด้วย ตรงแป๊ะ
ถูกไวยกรณ์เป็นประโยคคำถามในภาษาอังกฤษพอดี
พี่ดี้แกก็ตกใจสิคะ นึกว่าเป็นประเพณีแปลกๆ ก่อนแต่งงานของคนไทย
แต่ก็ตอบไปเบาๆว่า “I don’t think so”
(ผมไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้นนะครับ คุณแม่บัว)

ดิฉันนึกขึ้นได้ถึงกับขำน้ำหูน้ำตาไหล
แต่ก็ต้องอดทน อธิบายให้คุณสามีและคุณนายบัวเข้าใจให้ตรงกัน
ประโยคนั้นเลยทำให้คุณนายบัวต้องเขินมาจนทุกวันนี้

นี่ถ้านับกันจริงๆแล้ว พี่ดี้แกเริ่มฝึกภาษาไทยตั้งแต่อยู่ที่อเมริกา
เมื่อเรารู้ว่าจะต้องย้ายมาอยู่ที่เมืองไทย
เจอพี่คนไทยที่ Athens ทีไรจะถามพี่ดี้เสมอว่า
“พูดไทยได้หรือยัง”
ซึ่งคุณสามีดิฉันก็มีประโยคประจำตัว นั่นคือ
“พูดไทยไม่ได้ครับ”
ทำเอาพี่คนไทยยิ้มไปตามๆ กัน อาจเป็นเพราะว่ารู้สึกทะแม่งๆ ซึ่ง
ดิฉันเคยแอบได้ยินพี่คนไทยคนหนึ่งเปรยออกมาเบาๆว่า
“ อ้าว! แล้วไอ้ที่พูดออกมาน่ะ มันไม่ใช่ภาษาไทยตรงไหนฟะ”
ประโยคนี้พี่ดี้แกเห็นว่าใช้ได้ผลเลยเก็บเป็นไมล์สะสมมาเรื่อย
ใส่กระเป๋าเดินทางมาพูดในเมืองไทย ก็ดีค่ะ คนไทยชอบเวลาฝรั่งพูดไทยคำนี้
เห็นหัวเราะร่วนกันทุกทีที่ได้ยิน

ภาษาไทยวันละคำต่อๆ มาที่พี่ดี้เริ่มพูดได้คือ
“ที่รัก..น่ารัก” “สวย” “ผมรักคุณ..มาก ๆ”
ทำเอาเพื่อนๆ ต่างประณามดิฉันว่า “ดู สอนเข้าไปได้
ไม่อายดินอายฟ้า...ดูมันสอนแต่ละคำ”
ก็แหม..คุณขา คนเค้ารักกัน ก็ต้องมีแต่คำหวานๆ ที่ให้กัน
พูดกันภาษาดอกไม้ ชีวิตรักจะได้ชุ่มฉ่ำ เหมือนหญ้าหลังฝนตกไงล่ะคะ

จะให้ดิฉันไปสอนคำว่า ไอ้...อะไรต่างๆ นานา ได้อย่างไรกัน
ดิฉันระลึกอยู่เสมอว่า ภาษาไทยเรา จริงๆ ถ้าใช้อย่างถูกต้อง
จะเป็นภาษาที่สวยงาม ดังนั้น ถ้ายิ่งคุณสามีพูดภาษาไทย
ไพเราะหรือหยาบคายขนาดไหน ก็จะส่อถึงคนที่สอนว่าถูกเลี้ยงดู
เติบโตมาอย่างไร ดิฉันจึงไม่สอนค่ะ คำไม่ดี ไม่งาม แต่จะบอกบ้างถ้าเขาถาม
และต้องกำชับว่า ห้ามไปพูดโดยเด็ดขาด แค่ฟังให้รู้ความหมายเอาไว้ก็พอ

หลังจากที่มาอยู่เมืองไทยแล้ว ดิฉันก็เริ่มสอนคำ Adjective
หรือ บุพบท ง่ายๆ เพิ่มเติม เช่น คำว่า “น้อย-มาก” “เล็ก-ใหญ่”
นอกจากนั้นก็คำพื้นฐานที่คิดว่าคงต้องได้ยินในชีวิตประจำวัน เช่น
คำว่า “หิวข้าว” “กินข้าว” “เจ็บ” “ปวดท้อง” “ราคาเท่าไหร่ครับ”
หรือแม้แต่คำว่า “ฝรั่ง” ก็สอน เพราะว่าเป็นคำที่มีความหมายได้สองอย่าง คือ
อาจหมายถึง ผลไม้ชนิดหนึ่ง หรือ หมายถึงคนต่างชาติก็ได้
อย่างน้อยเค้าจะได้รู้ว่ามีคนกำลังพูดถึงเค้าอยู่ถ้าพูดคำว่า ฝรั่ง

และแล้วก็เป็นเรื่อง คือคุณสามีแกเป็นนักเรียนที่เรียนเร็ว
เนื่องจากรู้จักการประสมคำ จากคำแต่ละคำที่ได้เรียนไป
วันนั้น เราสองคนเดินตามถนนเพื่อมุ่งหน้าไปซูเปอร์มาเกตใกล้ที่พัก
แม่ค้าแถวนั้นที่เราสองคนเดินผ่าน มองแบบยิ้มและทำท่าซุบซิบๆ คุยกัน
คงจะหัวเราะและยิ้มด้วยความเอ็นดูตาฝรั่งคนนี้

คุณสามีดิฉัน แกก็น่ารักค่ะ ภูมิใจอะไรไม่รู้ เดินยิ้มแก้มปริ
พร้อมพรางพูดว่า “ฝรั่ง...ใหญ่” ทำให้แม่ค้าหัวเราะกันเป็นการใหญ่
ยิ่งเค้าหัวเราะกันมากเท่าใด คุณสามีดิฉันก็ยิ่งภาคภูมิใจในภาษาไทยของตน
เดินไปยิ้มไป ทำท่าทางเหมือนเป็นส.ส. หาเสียง
ตลอดทางก็พูดไปด้วยว่า “ฝรั่งใหญ่...ฝรั่งใหญ่”

ดิฉันคว้าแขนคุณสามีแทบไม่ทัน และต้องมาอธิบายให้ฟังว่า
ต้องพูดว่า “ฝรั่ง ตัว ใหญ่” ถึงจะถูกต้อง
เพราะถ้าพูดแค่นั้นความหมายมันออกแนว ล่อแหลมค่ะ
อะไรกันอยู่ดีดีก็บอกกันหน้าตาเฉยเลยว่า ของแกน่ะ “ใหญ่”

จากนั้นมา แกเลยได้บทเรียนว่า อย่าได้เที่ยวผสมคำ สุ่มสี่สุ่มห้า
ต้องผ่านการ editing จากภรรยาก่อนจะปลอดภัย
เห็นไหมคะ “ภาษา (อังกฤษ) ไทย....ง่ายนิดเดียว”
(อันนี้ต้องขอยืมประโยคคุณแอนดรู บิ๊กมาใช้หน่อยเถอะค่ะ...ใช่จริงๆเลย)

นอกจากเรื่องการฝึกภาษาไทยในชีวิตประจำวันแล้ว
คุณสามีที่เป็นอาจารย์อยู่ในโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
ก็ต้องเรียนรู้ชื่อไทยๆ ของนักเรียนในห้องด้วย
ซึ่งก็เป็นเหตุให้แกต้องเกิดข้อสงสัยมากมายในความหมาย
ของชื่อเด็กนักเรียนของแกเอง
เคยมีครั้งหนึ่ง ดิฉันไปอ่าน e-mail ที่พี่ดี้ เขียนถึงเพื่อนๆ ที่บ้าน
เลยต้องขออนุญาตแปลมาเล่าให้กันฟังในบางส่วน
ที่คนต่างชาติเข้าใจ เมื่อคราวแรกที่ได้ยินหรือได้เห็นชื่อไทยๆ ของเรานี้
เผื่อใครจะได้เก็บเป็นข้อคิดเวลาตั้งชื่อลูกค่ะ

เริ่มต้นชื่อแรก คงต้องขอพูดถึงคำว่า “พร” ก่อนเลย
เป็นคำที่มีความหมายดี หมายถึง “ผลประโยชน์หรือสิทธิพิเศษที่อำนวยให้ตามคำที่ขอ”
เป็นคำที่ไพเราะและดูเป็นผู้หญิงมาก ดังนั้น
คนไทยส่วนมากจะตั้งชื่อลูกสาวให้มีคำว่าพรแทรกอยู่ในชื่อ
เช่น ชุลีพร (Chuleeporn), พัชภรณ์ (Patchaporn), ธีรพร(Teraporn),
หรือแม้แต่ พรหมพร (Promporn)

ดิฉันจำได้ คุณสามีเล่าให้ดิฉันฟังในวันแรกที่ได้รับรายชื่อนักเรียน
พร้อมกับชี้ชวนให้ดูรายชื่อเด็ก ว่าทำไมคนไทยถึงชอบ Porn กันนักนะ
ในภาษาอังกฤษ คำว่า Porn เป็นคำสั้นๆ ของคำว่า Pornography
ซึ่งหมายถึง หนังสือ รูปภาพ เรื่องราว ที่เกี่ยวกับเรื่องด้าน sex
คือ ประมาณหนังโป๊ หนังสือ play boy ทำนองนั้น

คุณสามีถึงกับขอร้องดิฉันว่า ถ้ามีลูกสาว อย่าตั้งได้ไหมที่มีคำว่า “พร”
ก็น่าเห็นใจเค้านะคะ ว่าภาษาแตกต่างกัน ที่มีเสียงคล้ายกัน
ก็มีโอกาสที่จะมีความหมายตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงได้
บางทีชื่อของดิฉันเองอาจจะไปพ้องเสียงกับภาษาอื่น และมีความหมาย
ไปคนละเรื่องเลยก็ได้

จากชื่อเด็กผู้หญิง ก็มาถึงชื่อของเด็กผู้ชายกันบ้าง
ชื่อที่คุณสามีสะดุดต้องชี้ชวนให้ดิฉันดู ก็คงเป็นชื่อ แทนทอง (Tanthong)
ซึ่งวินาทีแรกที่ฝรั่งเห็นชื่อนี้ จะนึกถึงพยางค์หลังก่อน
คำว่า Thong นั้นหมายถึง กางเกงในสุดเซ็กซี่ที่เวลาสวมใส่
คุณสาวๆ นั่งแล้วจะรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งพิงพาดผ่านเข้าช่องทาง
ระหว่างก้นด้านหลัง เวลาใส่กางเกงคับๆ จะประหนึ่งดั่งไม่ได้ใส่อะไร
นั่นแหละค่ะ ความหมายของคำว่า Thong

Tan-Thong ในความเข้าใจ คุณสามีก็ทำให้นึกไปถึงกางเกงในสุดเซ็กซี่สีแทน
ซึ่งก็คงจะมีคนชื่อ Red-Thong, Black-Thong,
หรือ Pinky-Thong กันบ้างล่ะ ก็เลือกหากันตั้งชื่อกันไปได้
ตามอัธยาศัยของคุณพ่อคุณแม่นั่นแหละนะคะ

นอกจากแทนทอง ก็มาเป็นชื่อ ธิติพงศ์ (Tittipong)
ซึ่งคำนี้มีเสียงคล้ายกับคำว่า PingPong ซึ่งคือ กีฬาปิงปองนั่นแหละค่ะ
คุณสามีฝรั่งของดิฉันอธิบายว่า
เจ้าพยางค์หน้า Titti เป็นคำเรียกพ้องเสียงของ Titty
ซึ่งเป็นคำน่ารักๆ ที่ฝรั่งเค้าใช้เป็นชื่อเรียก
“หน้าอกผู้หญิง” ทุกขนาด ทุกวัย
ลองนึกภาพตามนะคะ Titti-Pong ความหมายของสามีดิฉัน
อาจเป็นกีฬาชนิดใหม่ใกล้เคียงกับปิงปอง
แต่กีฬานี้ประหยัดทรัพยากรไม่ใช้ไม้ค่ะ
ใช้แต่อุปกรณ์ขนาดพกพา(หรือเปล่า)ส่วนตัวที่นำมาแล้วใช้ตีลูกได้เลยทันที
ใครมีพื้นที่ผิวมากกว่าก็คงได้เปรียบ

นี่ถ้าเกิดมีกีฬานี้ขึ้นมาจริงๆ แล้ว ก็คงต้องแบ่งเป็นรุ่นเหมือนการชกมวย
มีตั้งแต่รุ่น A, B, C และ D เพื่อไม่ให้เกิดการได้หรือเสียเปรียบซึ่งกันและกัน
อย่างแน่นอนเลยค่ะ...

นี่ก็เป็นแค่บางตัวอย่างที่หยิบยกกันมา เล่าสู่กันฟัง
หากแต่ชื่อผู้ใดพ้อง หรือมีคำใดเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่ดิฉันได้พาดพิงถึง
ไปบ้างในเนื้อหาบทนี้ ทางผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ ที่นี้นะคะ
ไม่ได้ตั้งใจจะพาดพิงหรือดูหมิ่นประการใดเลย...เพียงแต่เล่าความจากเรื่องจริงค่ะ





 

Create Date : 11 ตุลาคม 2549    
Last Update : 31 มกราคม 2550 23:42:35 น.
Counter : 402 Pageviews.  

1  2  3  

มิสซิสอาร์โนลด์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




&dateผู้หญิงคนหนึ่ง..บนโลกกลมๆใบนี้..
ยังมีความฝันอีกหลายอย่างที่กำลังเดินหน้าตามล่าฝัน
โดยมีคุณสามีฝรั่งคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ

©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความในบล็อกนี้ไปใช้เผยแพร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด
©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©©










What's new!


บล็อกอัพเดทล่าสุด


ลูกคุณมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่...โรคข้อสะโพกเคลื่อนหรือหลุด


คุณสามี MR.Speedy มีโอกาสได้เข้าวงการแสดงแล้วจ้า


ซาอีดาเปลี่ยนเฝือกครั้งที่ 1 พร้อมภาพ x-ray @21 months



วิธีทำให้ลูกมีความสุขมากขึ้น..ในเวลาที่ต้องทนทุกข์ๆ ในเฝือกเกือบ 2 เดือน



เข้าโรงพยาบาลอีกครั้งเมื่อครบ 1 ปี 8เดือน



ซาอีดา...บนปก mother and care เดือนมิถุนายนนี้ค่ะ



ประสบการณ์ผ่าตัดครั้งแรกของน้องซาอีดา



ต้องกลับเข้าโรงพยาบาลอีกรอบ---กับข้อสะโพกหลุดแต่กำเนิด--



เสียงสะท้อนจากผู้อ่าน





Mrs. Arnold's Blog

จากบล็อกออกเป็น pocketbook

...วางแผงแล้ววันนี้..

ที่ร้านหนังสือทั่วประเทศ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add มิสซิสอาร์โนลด์'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.