โปรแกรมแน่นเอี๊ยด...!



ห่างหายการอัพบล็อกไปนาน ไม่ได้หายตัวไปทำอะไรพิเศษพิศดารแต่อย่างใด ช่วงนี้มุมานะทำงานแปล แต่กว่าจะเริ่มงานได้ก็บ่ายแล้วทุกที ทุกครั้งที่คิดว่าจะเริ่มทำงานตอนเช้าทีไร กว่าจะตื่นขึ้นมาก็ 11 โมงเข้าไปแล้ว กินกาแฟ เปลี่ยนเสื้อผ้า ออกไปซื้อขนมปัง ทำกับข้าว...กว่าจะเสร็จภาระกิจส่วนตัวก็บ่ายสองพอดี เลยกลายเป็นว่าตารางการทำงานจึงเลื่อนเป็นช่วงบ่ายถึงค่ำๆ ก็ถือว่าการทำงานค่อนข้างราบรื่นตรงตามที่กำหนดไว้

นอกจากจะหายไปทำงานแล้วก็มีปัญหาที่อัพบล็อกไม่ได้คือแบตเตอรี่โน๊ตบุ๊กเก็บพลังงานไม่อยู่ อายุเริ่มจะมาก มันจึงไม่สามารถทิ้งสายน้ำเกลือไปได้ จากปกติฉันออกไปใช้ hot spot ข้างนอก ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว แถมฉันยังไม่มุ่งมั่นพอที่จะฝ่าอุณหภูมิ 0 องศาในตอนเช้าและไม่เกิน 10 องศาในช่วงบ่ายออกไปเดินหาสัญญาณเนต เลยได้อัพบล็อกแค่ตอนมาบ้านพ่อสามีอย่างวันนี้

พอกลับเข้าเมืองมาฉันกะจะใช้เนตให้อิ่มเอม ที่ไหนได้ต้องเป็นโชเฟอร์ขับรถออกไปตะลอนๆ หาซื้อของเพื่อเอากลับไปตกแต่งเรือต่อ ตอนนี้สามีฉันเริ่มจัดการวางระบบไฟฟ้าภายในเรือทั้งแบบ 12v ซึ่งต่อจากแบตเตอรี่และแบบ 220V ซึ่งต่อจากตู้ไฟตามท่าเรือ ฉันเห็นก็ปวดหัวแทน เอาเป็นว่าตอนนี้เรามีหลอดไฟ 12V ใช้แล้ว ถ้าวันไหนไม่มีไฟฟ้าก็ยังพอมีไฟให้เห็นหน้ากันบ้าง ส่วนแท้งก์น้ำเรือก็ใช้งานได้แล้ว ไม่ต้องโยงสายยาวเข้ามาห้อยต่องแต่งเกะกะในเรือ เรือพวกฉันเริ่มจะดูดีมีฐานะขึ้นมานิดหน่อย เมื่อหลายเดือนก่อนคนมักจะมองเรือพวกฉันว่าเป็นเรือยาจก แม้แต่ชื่อเรือพวกฉันยังใช้ปากกาสีดำเขียนบนไม้เก่าๆ ห้อยท้ายเรือ

เมื่อตอนกลางวันหลังจากกินข้าวบ้านแม่สามีเสร็จ พวกเราเลยพากันไปงานหนังสือที่เมืองในชนบท La Jarrie เมืองเล็กๆ ไม่ไกลจาก La Rochelle ต้องบอกว่างานหนังสือเลยเล็กตามไปด้วย ส่วนมากจะเป็นหนังสือเก่าที่มีคนเอามาขาย แต่ที่น่าสนใจคือมีพวกบรรดานักเขียนมาขายหนังสือตัวเองและแจกลายเซ็น ฉันได้คุยกับนักวาดการ์ตูนคนหนึ่งนิดหน่อย นักเขียนพวกนี้ฉันไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยไม่แน่ใจว่าเป็นที่รู้จักในระดับประเทศมากแค่ไหน พวกฉันใช้เวลาเดินไม่ถึงสิบนาทีก็ดูครบทุกเตนท์แล้ว ถือเป็นงานหนังสือระดับหมู่บ้านให้คนมาเดินเล่นวันอาทิตย์ ส่วนฉันไม่ได้หนังสืออะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านอย่งที่ตั้งใจไว้

ระหว่างอัพบล๊อกอยู่เด็กๆ มาเดินกดกริ่งเนื่องในวันฮัลโลวีน เด็กๆ แต่งตัวกันเต็มยศเลยได้ถ่ายรูปเด็กสองคนเก็บไว้หลังจากพวกฉันสองคนค้นลูกกวาดในบ้านกันวุ่นวาย ก็สนุกสนานกันไป...

ปล.ความตั้งใจในการลดความอ้วนเกือบจะได้ผล ถ้าไม่มีข้าวกลางวันบ้านแม่สามี และข้าวเย็นบ้านพ่อสามี ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปฉันจะเริ่มลดความอ้วนอีกครั้งหลังจากเริ่มทนไม่ได้กับพุงที่กางถึงขนาดดันกระดุมกางเกงกระเด็น...



Create Date : 31 ตุลาคม 2553
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2553 5:50:14 น.
Counter : 189 Pageviews.

1 comment
วันจันทร์


เช้านี้อากาศหนาวได้ใจอีกแล้ว 3 องศา นี่มันฤดูอะไรกันแน่ นี่ขนาดยังไม่ถึงหน้าหนาวก็หนาวซะขนาดนี้ แล้วปีนี้ฉันต้องทนหนาวเหมือนปีที่แล้วมั้ยเนี่ย เมื่อวานพวกฉันพากันไปทำืห้องเก็บฟืนบ้านยายสามีเสร็จเรียบร้อย ฉันไม่ได้ไปทำกับเค้าหรอก อยู่แผนกอาหารเสียส่วนใหญ่ พวกผู้ชายช่วยกันทำเสร็จภายในหนึ่งชั่วโมง เร็วกันจริงๆ

พวกฉันยังต้องอยู่ La Rochelle อีกสองสามวันเพราะต้องไปงานศพแม่ของเพื่อน พูดแล้วฉันรู้สึกเห็นใจ เมื่อต้นปีพ่อเขาเสีย สองเดือนต่อมายายก็จากไป เมื่ออาทิตย์ที่แล้วถึงคราวแม่ ฉันว่าบางทีชีวิตก็ร้ายกาจเกินไป ฉันคิดว่าเสมอว่าชีวิตคนเราเลือกได้เสมอ อยู่ที่ว่าต้องการที่จะทำมากแค่ไหน แต่หลายครั้งฉันก็ต้องยอมรับว่าบางทีมันก็เลือกไม่ได้อย่างที่หวัง ฉันว่าการที่ฉันพยายามไม่ใส่ใจหรือยึดติดกับสิ่งรอบตัวก็เป็นผลดีอยู่เหมือนกัน มันอาจจะไม่ได้ทำให้เข้มแข็ง แต่ฉันว่ามันทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ มีชีวิตยืดหยุ่น พอฉันนึกถึงน้องสาวฉันที่บอกว่าเรือพวกฉันเล็กขนาดนั้น จะอยู่เข้าไปได้ยังไง จะว่าไปก็จริงอย่างที่น้องพูด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราอยู่กับใครและเพื่ออะไรต่างหาก ฉันว่าแค่นี้ก็มีความสุขแล้วล่ะ

ปล. งานแปลคืบหน้าไม่น้อย เริ่มเข้าที่เข้าทาง ปัญหาคือชอบไขว้เขวไปดูโน่นดูนี่ในอินเตอร์เนตอยู่เรื่อย




Create Date : 18 ตุลาคม 2553
Last Update : 18 ตุลาคม 2553 16:23:52 น.
Counter : 162 Pageviews.

0 comment
On reprends le travail
พวกฉันกลับไปที่เรือได้สองสามวันก็ต้องกลับมาที่บ้านพ่อสามีอีกครั้งเนื่องจาก สามีและเพื่อนอีกคนนึงต้องมา่ช่วยกันซ่อมห้องเก็บฟืนในสวนบ้านยายสามีวันอาทิตย์นี้ ช่วงนี้พวกเรากำลังมุ่งมั่นทำห้องครัวบนเรือที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างให้เสร็จ แม้จะใช้เวลาอีกนานแต่ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี ขณะเดียวกันสามีฉันก็เริ่มทำระบบไฟฟ้าอันยุ่งยากในเรือโดยการเดินสายไฟจากแบตเตอรี่และติดดวงไฟอันเล็กๆ เหนือหัวเตียงเป็นอันสำเร็จ สองคนผัสเมียดีอกดีใจ แกล้งแซวกันว่าไฟสวยอย่างกับไฟในปราสาท(ก็ว่ากันไป)

พวกฉันเริ่มคุยกันเรื่องว่าจะไปอยู่ไหนดีช่วงหน้าหนาวนี้ สรุปว่าโอกาสที่จะกลับไปอยู่ Rochefort มีมาก เพราะอย่างน้อยก็เป็นท่าเรือปิด แม้จะมีลมแรงเรือเราก็ปลอดภัย ที่สำคัญพวกฉันวางแผนว่าจะขับรถไปเที่ยวหาเพื่อนที่สเปนสักสองสามอาทิตย์ เราทิ้งเรือไว้ได้โดยไม่ต้องกังวล ส่วนแผนการไป Bordeaux น่าจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลปีหน้า เราจะได้ล่องเรือตามคลองไปจนถึง Lyon เพื่อให้อู่ในดวงใจของสามีฉันทำการพ่นทรายภายนอกและทำสี แล้วค่อยล่องขึ้นไปจนถึงปารีสแล้วค่อยออกทะเลย้อยกลับมา La Rochelle แผนการคร่าวๆสำหรับปีหน้าที่หวังว่าจะทำได้

ขากลับพวกฉันพากันเติมน้ำมันในรถให้เต็มถังเนื่องจากในฝรั่งเศสมีการประท้วงปิดการส่งจ่ายน้ำมัน ทำให้คนฝรั่งเศสพากันต่อคิวยาวเหยียดเพื่อเติมน้ำมันจนน้ำมันหมดไปหลายปั๊ม พวกฉันโชคดีที่ตอนเติมน้ำมันยังไม่หมดปั๊ม แต่วันนี้หลายปั๊มปิดให้บริการไปเรียบร้อยโรงเรียนฝรั่งเศสแล้ว

ตอนนี้ฉันเริ่มทำงานแปลอีกครั้งหลังจากได้รับการคอนเฟิร์มจากอมรินทร์ให้แปล La fille de papier ของพ่อหนุ่ม Guillaume Musso เริ่มแปลวันแรกอะไรๆ ยังไม่เข้าที่เข้าทาง ต้องเคาะสนิมกันอยู่พักใหญ่ พอเครื่องเริ่มติดก็เริ่มไหลลื่น โชคดีที่สามีซ่อมสายชาร์ตแบตโน๊ตบุ๊กได้รวดเร็วทันใจ โชคดีที่มีสามีซ่อมได้ทุกอย่าง พ่อกับแม่เคยแซวเขาอยู่บ่อยๆเรื่องซ่อมโน่นนี่ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ พ่อแม่ฉันมักจะกลัวก่อนทุกครั้งที่ลูกเขยเสนอตัวช่วยซ่อมคอมพ์ที่บ้านให้ ที่กลัวเนี่ยกลัวว่าจะซ่อมจนพังนั่นเอง ฉันกังวลอยู่อย่างเดียวคือตอนไปอยู่เรือไม่มีอินเตอร์เนทใช้ อาจจะมีปัญหาในหาข้อมูลสำหรับงานที่แปลอยู่ แม้จะมีแผนติดจานดาวเทียมเพื่อรับสัญญาณอินเตอร์เนท แต่เจ้า Voyage II ยังไม่พร้อม ฉันคงต้องติดเอาไว้แล้วค่อยมาหาข้อมูลทีหลังตอนมีอินเตอร์เนทใช้ละกัน

เจ้าน้องสาวตัวแสบเข้ามาแซวฉันว่าไม่ใส่เทคนิกในการทำวิดีโอหรือลงรูปให้มีสีสัน ฉันก็อยากอยู่แต่ด้วยความที่ด้อยฝีมือด้านนี้จึงต้องค่อยๆ เตาะแตะๆไปก่อน ต่อไปก็ดีขึ้นเองแหล่ะน่า



Create Date : 17 ตุลาคม 2553
Last Update : 17 ตุลาคม 2553 23:25:44 น.
Counter : 200 Pageviews.

0 comment
วันจ่าย
กลับมาบ้านพ่อสามีตั้งแต่คืนวันเสาร์ เพิ่งจะมีเวลานั่งนิ่งๆหน้าคอมพ์ก็วันนี้เอง วันอาทิตย์พบปะสังสรรค์เพื่อนๆพ่อสามี ตามด้วยไปเยี่ยมทักทายคุณยายสามีอายุ 84 ปีแล้ว แต่ยังฟิ๊ตเปรี๊ยะอยู่เลย สิ้นสิ้นภาระกิจวันอาทิตย์ด้วยการไปเจอเพื่อนรักสามีที่่อาศัยอยู่ที่สเปนแล้วกลับมาเที่ยวบ้าน ปรับทุกข์เรื่องหัวใจอยู่หลายชั่วโมง ความรักก็อย่างนี้แหล่ะ ทั้งสุขทั้งเศร้า สำหรับคู่ของฉัน เราสองคนคิดว่า ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับความรัก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีความรักให้กัน ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี ฉันไม่ได้หมายถึงความรักของคนสองเพศเท่านั้น แต่ฉันหมายถึงความรักทั่วๆไป ถ้าไม่มีความรัก ความเกลียดก็จะเข้ามาแทรก ต่อด้วยความกลัวที่จ่อเท้าเข้ามาใกล้

เมื่อเช้าฉันมีนัดเอ็กซเรย์หลังที่ปวดเมื่อยมากกว่าสิบปี สร้างความทรมานอยู่บ่อยๆ ฉันจึงตัดสินใจไปตรวจดูสักทีว่าเป็นอะไรแน่ ผลออกมาว่าปกติดีไม่มีอะไรแตกหัก บุบสลาย มีปัญหาที่กล้ามเนื้อมากกว่า หมอบอกว่าน่าจะเป็นเพราะการวางท่าทางต่างๆ ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้ปวดแถมช่วงต้นคอนูนขึ้นมาเหมือนอูฐอย่างที่สามีฉันสังเกตเห็นก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ หมอจึงเขียนใบสั่งเจาะเลือดเพื่อวินิจฉันให้ละเอียดขึ้น ตามด้วยใบสั่งไปทำการปรับบุคลิกภาพกับนักกายภาพบำบัดอาทิคย์ละครั้ง สุดท้ายสามีดีอกดีใจมากคือ สั่งให้ฉันไปออกกำลังกายบ้าง ว่ายน้ำหรือเข้ายิมฯ ทั้งหมดนี้หมดไป 118 ยูโร ต๊กใจ(ดีนะที่ฝรั่งเศสเป็นรัฐสวัสดิการ เลยได้เงินคืนจากประกันสังคม)... นอกจากจะไม่ได้มีอะไรร้ายแรงแล้ว ยังต้องไปทำการปรับบุคลิกภาพอีก คิดในใจว่ามันจะได้ผลเร้อ แต่เอาเหอะ...ลองดู เผื่อจะดีขึ้น มีอย่างนึงที่ตื่นตาตื่นใจในวิทยาการการเียนคำวินิจฉัยโรคของหมอฝรั่งเศส ฉันว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ทำแบบนี้ นั่นคือ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้ปากกาเขียนลงกระดาษหรือพิมพ์ลงในคอมพ์แล้ว เค้าใช้วิธีพูดใส่ไมค์แล้วตัวหนังสือก็ขึ้นมาบนหน้าจอเอง โอ้...อเมซิ่งมาก ฉันเคยได้ยินเรื่องโปรแกรมการใช้เสียงแบบนี้มาก่อน แต่เพิ่งจะเคยเห็นกะตาตัวเองก็วันนี้เอง ต่อไปมนุษย์คงไม่ต้องกินข้าวก็อิ่มได้แล้วล่ะ ฉันว่า




หลังจากจ่ายเงินเดินออกมาจากคลีนิก ฉันมีนัดไปลองเสื้อกันหนาว กันฝน กันลมหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ที่ฉันสั่งไว้เมื่อสองอาทิตย์ก่อน สรุปได้อุปกรณ์คุ้มกันร่างกายบนเรือสีน้ำเงินเข้มมาหนึ่งตัว จ่ายเงินแล้วเดินออกมากระเป๋าเบาขึ้นเยอะ แหะๆๆๆๆ

อ้อ...เมื่อเช้าฉันลงมือโทรฯไปอมรินทร์ตามเรื่องหนังสือที่จะแปลกับคุณติ๊ด และถือโอกาสทำความรู้จักด้วยเลย เพราะต่อไปฉันต้องทำงานกับเขา สรุปว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เหลือแค่รอคุณแอนกลับจากเยอรมันวันพุธนี้เพื่อมาคอนเฟิร์มการเริ่มแปลเท่านั้น โล่งใจไปหนึ่งงาน ตอนนี้ต้องเตรียมพร้อมสำหรับงานแปลเล่มสอง ตั้งใจเป็นมั่นเหมาะว่าจะทำให้ดีกว่าเล่มแรก ตอนแปลเล่มแรกทำงานประจำไปด้วย ชีวิตตอนนั้นเลยงงๆ ตอนนี้มีงานเดียวต้องเต็มที่หน่อย แต่ก่อนอื่นฉันคิดว่าจะอ่าน La valse lente des tortures ของ Katherin Pancol ซึ่งเหลืออีกร้อยหน้าให้จบ ฉันกะว่าจะลองทำเรื่องย่อเรื่องนี้เสนอสำนักพิมพ์ดู จริงๆแล้วเล่มนี้เป็นเล่มต่อของ Les yeux jaunes des crocodiles ฉันอ่านแล้วก็ชอบ ชีวิตผู้หญิงวัยกลางคนๆหนึ่งที่มีชีวิตเรียบง่าย มีครอบครัว มีลูก มีสามี จู่ๆก็มีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตเธอมากมาย จากคนที่อ่อนแอกลายเป็นคนเข้มแข็ง แล้วสร้างทุกอย่างขึ้นด้วยมือของเธอเอง แต่ความเป็นคนดีของเธอกลับมีแต่คนเอาเปรียบ เรื่องนี้มีทั้งความรัก ความแค้น ความชิงชัง อิจฉาริษยา ทุกอย่างที่สามารถมีอยู่ในตัวมนุษย์คนหนึ่ง ผู้แต่งใส่ซะหมดเลยทีเดียว ขนาดตัวฉันเองอ่านไปยังอินขนาดมีอารมณ์ร่วมทุกตอน ถึงขนาดหดหู่ไปเลยยังมี พอเล่มสองเริ่มมีเรื่องของความรักให้ดูกุ๊กกิ๊กมากขึ้น แต่ติดอยู่ที่แต่ละเรื่องเล่มหนามาก 600 กว่าหน้า และรู้สึกว่าจะมีเล่มสามต่ออีก ที่สำคัญฉันยังไม่รู้จะเอาดไปเสนอสำนักพิมพ์ไหน นอกจากอมรินทร์แล้วฉันยังไม่รู้จักใคร แม้จะเคยเสนองานแปลไปหลายสำนักพิมพ์ แต่ยังไม่มีที่ไหนเปิดรับฉัน ยังไงซะฉันจะท้อไม่ได้ ฉันถือคติว่า ไม่มีงานอะไรวิ่งเข้ามาหาเรา มีแต่เราที่ต้องวิ่งเข้าหางาน...




Create Date : 12 ตุลาคม 2553
Last Update : 12 ตุลาคม 2553 3:51:18 น.
Counter : 170 Pageviews.

2 comment
L'aventure continue
พวกฉันหยุดที่ Tonnay-Charente ประมาณหนึ่งอาทิตย์ ระหว่างนั้นก็พยายามเรียบๆเคียงๆ ประธานสมาคมกีฬาทางน้ำประจำเมืองเพื่อขออยู่ระยะยาว พวกฉันชอบที่นี่ด้วยหลายเหตุผล ท่าเรือเงียบสงบ คนที่นี่ก็ดูเป็นมิตร (แม้คนเมืองนี้จะพูดเสียงดังจนพวกฉันตกใจอยู่หลายครั้ง สงสัยจะเป็นเพราะเมืองนี้มีคนแก่เยอะ เลยต้องพูดเสียงดัง ไม่งั้นไม่ได้ยินแหงๆ) สะพานเทียบเรือมีน้ำไฟพร้อม แค่เสียค่าสมาชิกปีละ30ยูโรก็สามารถจอดเรือที่นี่ได้อย่างสบาย แต่คำตอบที่ได้คือ พวกเราไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ แม้เรือเราจะไม่ได้ลำใหญ่นัก แต่เมื่อเทียบกับเรือยนต์ขนาดไม่เกินสี่เมตรที่จอดเรียงรายกันอยู่แล้วละก็ เจ้า Voyage IIของเราดูจะกินพื้นที่มากไปหน่อย พวกเราจึงต้องล่องแม่น้ำขึ้นไปต่อ แต่ปัญหาคือเราต้องเอาเสากระโดงเรือลงก่อน เพราะมีสะพานรออยู่ข้างหน้าอีกหลายสะพาน ทางประธานสมาคมจึงเสนอตัวช่วยเราเอาเสาลงโดยการใช้ลอกยึดกับสะพานแขวนสูงลิบลิ่วที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า และแล้วเสากระโดงเรือที่เราติดตั้งเมื่อสองเดือนก่อนด้วยเวลาสองชั่วโมง ก็ลดยอดลงด้วยเวลาสิบนาที เอ่อ...พอจะง่ายก็เอาง่ายๆ ซะงั้น ดีเหมือนกันแฮะ




สองวันต่อมาพวกเราก็ออกเดินทางล่องขึ้นแม่น้ำ ฉันพูดว่าล่องขึ้นแม่น้ำก็จริงแต่แม่น้ำทอดลงไปทางใต้ของภาคตะวันตกค่ะ พวกเราเลือกช่วงเวลาน้ำขึ้นในการออกเดินทางเพื่อที่ว่า เมื่อไปถึงฝายกั้นน้ำจะได้เป็นช่วงน้ำขึ้นเต็มที่พอดีและที่สำคัญควรจะไปถึงก่อนหกโมงเย็น ไม่อย่างนั้นเราต้องรอกันทั้งคืน เพราะฝายนี้มีคนเปิดให้เราผ่านไป เมื่อออกเดินทางเครื่องยนต์ทำงานดีเยี่ยม ระบบระบายความร้อนทำงานอย่างดี ข้างหน้าเราเป็นสะพานแรกที่ต้องลอดผ่านไป ตอนนี้ไม่มีเสากระโดงเรือแล้วเราสามารถลอดใต้สะพานได้อย่างสบายๆ ก่อนถึงสะพานฉันเห็นสามีฉันทดลองอะไรสักอย่างที่ทำให้ฉันกังวลเล็กน้อย สะพานอยู่ห่างจากเราไปประมาณสองร้อยเมตร ฉันบอกเขาว่า “ดูข้างหน้าด้วย” เขาตอบกลับมาว่า “เธอจะมาสอนฉันเรอะ” อ้าว...สอนจระเข้ว่ายน้ำซะงั้น ฉันปิดปากเงียบ แต่ในใจกลับกังวล วันนั้นกระแสน้ำแรงมาก ฉันเห็นหัวเรือพุ่งเข้าหาสะพานแล้วท่องนะโมในใจ สามีฉันร้อง “Merde !” ซวยแล้วจริงๆนั่นแหล่ะ เขาหันหางเสือเรือไปทางขวาเต็มที่ เพื่อหลบไปทางซ้าย แต่เรือใกล้สะพานเกินไป กระแสน้ำซัดแรง แถมไอ้หางเสือเรือที่สามีฉันอ้างว่า มันแข็งและเสียงดังก็เพราะมันยังใหม่อยู่ก็ดันไม่ทำตามใจกัปตันเรือ เรือด้านขวาเฉี่ยวตีนสะพานไป เครื่องยนต์ยามาฮ่า 2 แรงม้าตกลงไปอยู่ใต้น้ำ แล้วVoyage II ก็ไปนอนเกยห่างไปสิบเมตร(นี่ฉันเอาชีวิตตัวเองมาทิ้งรึป่าววะเนี่ย) ฉันเห็นสายตาสามีที่มองไปที่ตีนสะพานจึงบอกเขาว่า “น้ำแรงขนาดนี้ อย่าคิดจะตามไปเก็บเครื่องยนต์เลย” ทริปนี้เสียเครื่องยนต์ไปหนึ่ง ด้านขวาของเรือบุบเล็กน้อย ดีที่เป็นอลูมิเนียม ถ้าเป็นไฟเบอร์ป่านนี้คงเป็นรูเบ้อเริ่มไปแล้วหล่ะ !

เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเสียหายมากไปกว่านี้พวกเราจึงเดินทางกันต่อและตัดสินใจไม่พูดถึงเครื่องยนต์ที่ตกน้ำไป พวกฉันพยายามยิงมุขกันตลอดทาง เรือล่องแม่น้ำขึ้นไปช้าๆ เราชมวิวทิศทัศน์ข้างทางไปเรื่อยๆ ด้วยความที่น้ำยังขึ้นไม่เต็มที่ เราจึงเห็นแต่โคลนในแม่น้ำ ไม่ค่อยจะงามตาเท่าไรนัก เราทักทายผู้คนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำไปตลอดทาง ก็สุขไปอีกแบบ แต่ทุกครั้งที่ลอดใต้สะพานฉันบอกให้สามีระวังทุกครั้ง อย่ามาประวัติศาสตร์ซ้ำรอยนะ... พอใกล้ถึงเมือง Saint-Savinien ซึ่งเป็นที่ตั้งของฝายกั้นน้ำ ฉันเห็นหอนาฬิกาอยู่ลิบๆ ข้างหน้ามีป้ายห้ามผ่าน หมายความว่าเราต้องเลี้ยวไปทางขวา ด้านขวาเราเห็นฝายกั้นน้ำอยู่ใกล้นิดเดียว มีสะพานเทียบเรืออยู่ด้านซ้ายมือ เราต้องเอาเรือเข้าไปจอด ดูแล้วไม่ยาก ไม่มีกระแสน้ำ ลมสงบ ทุกอย่างน่าจะเรียบร้อย พวกฉันค่อยๆ แล่นผ่านสะพานเพื่อดูลาดราวแล้วเลี้ยวกลับช้าๆ เพื่อจะเอาเรือเข้าเทียบ สามีฉันบอกให้ฉันมาคุมหางเสือ อย่าไปจับอะไร เดี๋ยวเขาจะเอาเชือกลงไปมัดเอง ครั้งแรกในชีวิตที่ต้องทำหน้าที่นี้ ทั้งๆที่ไม่รู้อะไรเลย ระหว่างที่เรือค่อยๆ เข้าใกล้สะพาน ฉันมองดูแล้วมันต้องเลยสะพานแน่ จึงหักหางเสือเล็กน้อย แล้วจู่ๆ ก็มีลมพัดพร้อมกับกระแสน้ำที่แรงขึ้น สามีฉันไม่สามาระกระโดดลงไปที่สะพานได้จึงรีบวิ่งกลับมาเพื่อหันหัวเรือกลับ เอ้า...เริ่มกันใหม่ ครั้งนี้กระแสน้ำแรงพัดเรือเราเข้าไปแทรกระหว่างสะพานเทียบเรือกับตลิ่ง ระหว่างนั้นสองคนผัวเมียเริ่มหงุดหงิด น้ำพัดเราไปติดทางเดินข้างหน้า ฉันต้องยันเรือไม่ให้ชนสุดแรง ส่วนสามีฉันลากเชือกลงไปที่สะพานเพื่อที่จะดันเรือออกมาข้างนอก ยื้อยุดดึงเข้าดึงออกกันอยู่กว่าสิบนาที ในที่สุดเราก็เอาเรือออกมาได้ พร้อมกับเชือกที่เข้าไปพันติดอยู่ที่ใบพัดเรือซึ่งเป็นสาเหตุให้เราเอาเรืออกมาอย่างยากลำบาก จากนั้นพวกเราจึงลงไปที่ออฟฟิศคนเปิดฝาย เพื่อขอให้เปิดให้เราผ่านไป แต่ต้องค่อยๆใช้เชือกลากเรือผ่านไป เพราะเชือกติดใบพัด พวกเราจึงค่อยๆลากเรือข้ามไป โดยที่ฉันอยู่บนเรือคอยดูไม่ให้เรือชนขอบซีเมนต์หนาด้านข้าง ในที่สุดเราก็สามารถผ่านไปได้ด้วยความลำบาก

พอถึงสะพานเทียบเรือ สามีฉันจึงจัดการถอดเสื้อแล้วดำลงไปเอาเชือกที่พันใบพัดออก แล้วทันใดนั้นฉันก็ได้ยินเสียงตะโกนถามขึ้นว่า “มีน้ำเข้าเรือรึป่าว”ฉันก้มลงมองด้านล่างใต้เครื่องยนต์ ฉันเห็นน้ำกำลังไหลผ่านท่อเข้ามาภายในเรือ แล้วสามีฉันก็ตะโกนขึ้นว่า “เรือกำลังจะจม” ห๊าาาาา....อะไร ยังไง จมได้ไง คำถามพร่างพรูขึ้นมาจากปากฉันอย่างตื่นตระหนก แรงดึงของเชือกทำให้ใบพัดหลุดออกจากท่อน้ำจึงไหลเข้ามาในเรือ ฉันเห็นน้ำเริ่มจะล้นช่องที่กั้นเครื่องยนต์ไว้ สามีฉันดำลงไปเพื่อต่อใบพัดเข้าที่ ส่วนฉันด้วยความเร็วที่สร้างความแปลใจให้แม้กระทั่งตัวเอง ฉันคว้าประแจปากแบนไขน๊อตตรงทางลงที่ปิดเครื่องยนต์ออก คว้าถังน้ำและกระป๋องวิดน้ำแล้วเริ่มวิดน้ำออกอย่างรวดเร็ว น้ำผสมกับน้ำมันเครื่องสีเขียวน่าแหว่ะ แต่ฉันไม่มีเวลามานั่งแหว่ะจ้วงน้ำออกอย่างเดียว สามีฉันต่อใบพัดกลับเข้าที่ น้ำหยุดไหลเข้าภายในเรือ ส่วนฉันก็วิดน้ำออกจนเกือบจะแห้งสนิทด้วยเวลาไม่ถึงห้านาที สามีฉันกลับขึ้นมาบนเรือถึงกับอึ้งในความเร็วของฉัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องมาวิดน้ำออกจากเรือเพื่อไม่ให้เรือจม ฉันเคยมาแล้วตอนต้องช่วยชีวิตเรือที่สามีฉันสร้างตอนอยู่เมืองไทย เรื่องแค่นี้ ไม่ระคายมือฉันหรอก... สรุปว่าครั้งแรกของการผ่านฝายกันน้ำใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมง(คนอื่นเค้าผ่านฝายกั้นน้ำได้อย่างยุ่งยากเหมือนพวกฉันมั้ยเนี่ย) นี่ขนาดมีคนเปิดฝายให้นะ อีกหลายฝายข้างหน้าเราต้องเป็นคนเปิดเอง แล้วมันจะยังไงเนี่ย

ปล 1.จะมีทริปที่เราล่องเรืออย่างสงบสุขมั้ยเนี่ย

ปล 2.ในที่สุดก็ใส่วิดีโอได้แล้ว แถมเปลี่ยนสีพื้นหลังก็ได้ เย้...



Create Date : 10 ตุลาคม 2553
Last Update : 10 ตุลาคม 2553 5:22:20 น.
Counter : 187 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  

Tibou
Location :
Phisanulok  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เด็กอ้วนถือกำเนิดกลางตลาดเมืองสองแคว เมื่อ 31 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ชีพจรลงเท้าไปเรียนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างชีพจรก็พาสองเท้าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเมืองน้ำหอมพร้อมกับความตั้งใจที่จะพูดภาษาฝรั่ีงเศสที่ใฝ่ฝันอยากเรียนสมัยมัธยมให้ได้ แล้วอุบัติรักกับหนุ่มเมืองน้ำหอม(สามีสุดเลิฟ)ก็เกิดขึ้น ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งพร้อมทำหน้าที่แม่บ้าน กรรมกร(บนเรือ)กับสามีอันเป็นที่รัก พร้อมกับพยายามสานฝันอาชีพนักแปลให้สำเร็จ เพื่อให้นักอ่านบ้านเราได้มีโอกาสสัมผัสวรรณกรรมฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น สองคนผัวเมียตั้งฝันเดินทางรอบโลกด้วยเรือลำน้อยของเราในอีกสามปีข้างหน้า จุดหมายไปทางยังไม่ระบุ ที่แน่ๆขั้วโลกอยู่นอกเส้นทาง