นั่งๆ นอนๆ
กลับเมืองไทยมาได้สามอาทิตย์มากิน นอน นั่ง จนน้ำหนักขึ้นมาสามกิโล ไอ้ที่เพรียวๆ ตอนกลับมาใหม่ๆ ก็อยู่ให้เชยชมแค่สองสามวันเท่านั้น (ทำไมความอ้วนจึงไม่ปราณีกันบ้างนะ) แถมกลับมานั่งดูน้ำท่วม จะไปไหนก็ไม่ได้ จะไปบางกอกถนนก็ขาด จากเดิมนั่งรถห้าชั่วโมงถึง ตอนนี้สิบชั่วโมงจะถึงมั้ยยังไม่รู้เล้ย จะขึ้นเหนือไปเชียงใหม่อย่างที่คิดไว้ตอนแรกก็ล้มเลิก เพราะแรกน้ำยังท่วมอยู่ ดินถล่มอีก ถามเพื่อนติ๊กที่นัดกันไว้ตั้งแต่อยู่ฝรั่งเศส เพื่อนว่ามาเหอะ ตอนฉันมาก็เจอดินถล่มเหมือนกัน ตอนนั้นหลับอยู่ แต่ตื่นเพราะคนเสียงดังรบกวนการนอนของหล่อน อ้าว...แล้วฉันควรจะไปมั้ยนี่ เวิ่นเว้อจนในที่สุดก็ยกเลิก ด้วยใจอยากอยู่บ้านกับพ่อแม่นั่นแหล่ะ ไม่ได้กลับมาปีกว่า อยู่กับแม่แค่สามสิบวันรู้สึกจะน้อยนิด เลยขอใชเวลาให้คุ้มค่า เพื่อนฝูงคงต้องเอาไว้ก่อน ไม่เป็นไร เฟสบุ๊คคุยกันก็ได้มั้ง...

บล็อกที่แล้วเล่าถึงเมือง Mas d’Agenais ค้างไว้ ที่ทิ้งไว้นานไม่ใช่ไม่ว่าง แต่ไม่มีอารมณ์ซะมากกว่า ตอนแรกเคยคิดว่า เฮ้ย...ต่อให้เวลาผ่านไปนานแล้วค่อยกลับมาเล่าก็คงอินเหมือนกันแหล่ะ ที่ไหนได้ อารมณ์ตอนนั้นมันไม่สามารถถ่ายถอดได้อย่างที่รู้สึก เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านมาเกือบสองเดือน บางทีก็ชักนึกไม่ออก รึฉันจะยกเลิกแล้วค่อยว่ากัน หรือจะรวบรัดตัดตอนเอาถึงตอนจบ (ก่อนกลับเมืองไทย) ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นบทเรียนว่า อัพสดๆ ใหม่ๆ ร้อนๆ แบบทันเหตุการณ์มันอินกว่ากันเยอะ คราวหน้าฉันจะเขียนใส่กระดาษไว้ก่อน ต้องเลี้ยงแบตโน๊ตบุ๊กไว้เพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ ที่เรือมีแต่ไฟจากแบตเตอรี่เครื่องยนต์ ต้องใช้ตอนติดเครื่องเท่านั้น ใฝ่ฝันอยากได้แผงโซล่าเซลล์ แต่งบประมาณยังเดินทางมาไม่ถึง เลยต้องใช้พลังงานกันแบบประหยัดที่สุด




จริงๆ แล้วช่วงหนึ่งเดือนก่อนกลับเมืองไทย ทริปคลองแสนแสบ เอ้ย....คลอง Canal de Garonne กับ Canal du Midi ไม่ได้ราบรื่นดั่งหวัง (อีกตามเคย) ช่วงสองอาทิตย์แรกทุกอย่างดูดี ค่อยๆ ล่องกันไป ชมเมืองเล็กๆ ริมคลอง กันไป มีอยู่วันกำลังเข้าประตูน้ำ เจอคนเอเชียมีอายุเข้ามาทักทาย ที่ไหนได้คนไทยด้วยกัน อะไรจะบังเอิญขนาดน๊าน ก็คุยกันไป น้ำในประตูก็เติมเข้ามาเรื่อยๆ ส่วนสามีอิฉันก็แซวว่าเจอคนไทยเม้าท์กันเมามันส์เชียวนะ แต่สุดท้ายสองหนุ่มใหญ่หนุ่มน้อยต่างหากที่เม้าท์กันสนั่นคลอง ไม่ยอมขยับ สรุปว่าใช้เวลาที่ประตูน้ำนี้เกือบชั่วโมง ตอนออกมาเห็นเรือลำนึงรออยู่ โถ...คงรอพวกฉันอยู่นาน (การจะเข้าประตูน้ำ ถ้ามีเรืออยู่ในประตู เรือที่มาทางตรงข้ามจะต้องรอให้ประกอบกิจในประตูให้เสร็จก่อน ประตูจึงจะเปิดให้เข้าได้) อ้อ...ลืมบอกไปว่าคืนก่อนหน้านั้นพวกฉันสองคนพากันดำผุดดำว่ายในคลองแบบไม่เต็มใจหน้าประตูน้ำเมือง Valence d่’Agen (ประตูนี้จะจนวันตาย) ด้วยสามีดันทำแว่นกันแดดอันโปรดของตัวเองหล่นลงไปในน้ำ อันนี้รักมาก ถึงขนาดทุ่มเทยอมโดดลงน้ำไปหาทั้งๆ ที่เท้าถูกน้ำไม่ได้ ดำหาอยู่พักใหญ่ๆ ก็หาไม่เจอ ฉันสงสารเลยยอมเสนอตัวลงไปหาอีกคน (ในใจได้แต่คิดว่า ไม่น่าเลยตรู) สรุปว่าเปียกมะร่อกมะแร่ก แถมแว่นก็หาไม่เจอ ฟ้ามืดเลยต้องตัดใจยอมขึ้นจากน้ำ คืนนั้นสามีนอนไม่หลับกระสับกระส่ายคิดถึงน้องแว่น ส่วนฉันขอนอนดีกว่า...เช้ามาสามีไม่ย่อท้อ ขอหาอีกที ไปขอยืมเสียมจากคนเฝ้าประตูน้ำมัดกับไม้ถูพื้นเอาไปแหย่ๆ แทงๆ ใต้น้ำ จนในที่สุดก็ตกแว่นอันโปรดกลับมาได้ โอ้ว...เหลือเชื่อจริงๆ ยังจะเจออีก

ค่อยๆ ไปกันต่อ จนถึงเมืองตูลูสช่วงต้นเดือน ผ่านประตูน้ำสามบานใหญ่ซึ่งเป็นประตูกั้นคลองทั้งสองคลอง ตอนนี้พวกฉันเข้าสู่คลองมิดีเรียบร้อย แต่ไอ้ประตูสามบานนี้มันอะเมซซิ่งมากมาย บานแรกก็ว่าสูงแล้ว เจอบานที่สามพวกฉันอึ้งไปเลย ปกติฉันจะเป็นคนโดลงเรือไปรอรับเชือกข้างบน แต่บานนี้ฉันมุ่งมุ่นวิ่งอ้าวขึ้นมากลัวไม่ทันสามี พอโผล่หน้าลงไป เอ่อ...นั่นน่ะไม่ต่ำกว่าห้าเมตร สามีคงโยนเชือกไม่ถึง จำต้องช่วยตัวเองแล้วล่ะ ฉันได้แต่ลุ้นอยู่ข้างบน พอออกมาก็จอดเรือหน้าสถานีรถไฟ จุดนี้สามีรีเควสมาก ดูจากคู่มืออายุสามสิบปี เค้าบอกว่าต้องจอดที่นี่เท่านั้น ใกล้ใจกลางเมือง เดินเที่ยวสะดวก แต่ลืมคิดไปว่าสามสิบปีผ่านไป มันเปลี่ยนไปแล้ว จุดนั้นมีเรือขนสินค้าลำใหญ่ที่เอามาเปลี่ยนเป็นร้านขายของที่ระลึกจอดอยู่ พอพวกฉันเตรียมจอดเจ้าของร้านก็มาบอกว่าจอดไม่ได้ เพราะจะมีเรือร้านอาหารมาจอด แต่ด้วยความหน้าด้านของพวกฉัน มีรึจะไม่จอด พวกฉันเลยจอดแอบๆ พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ ช่วงสายๆ ของวันรุ่งขึ้นเรือร้านอาหารก็เข้ามาจอดได้ พวกฉันเลยเข้าไปแย๊บๆ จนได้จอดอยู่ตรงนั้น 5 วัน



Create Date : 15 ตุลาคม 2554
Last Update : 17 ตุลาคม 2554 0:11:57 น.
Counter : 191 Pageviews.

1 comment
กลับเรือซะที
หายหน้าหายตาจากบล็อกไปเนิ่นนานจนนับไม่ถูก เนื่องด้วยไม่มีอินเตอรือยู่เป็นเดือน แถมไฟฟ้าก็หายากเลยไม่มีโอกาสอัพบล็อก เพิ่งกลับเมืองไทยมาได้หนึ่งอาทิตย์ เพิ่งมีวันนี้แหล่ะที่เริมมีเรี่ยวมีแรงมีอารมณ์มาอัพเดทเรื่องราวชีวิตช่วงที่ผ่านมา เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าไปทำอะไรถึงได้หมดเรี่ยวหมดแรง แต่คงจะต้องแบ่งเล่าเป็นเรื่องๆ ไป เรื่องมันย๊าวววววววววว


คงต้องเริ่มเรื่องต่อจากบล็อกที่แล้ว คราวที่แล้วพูดถึงเมืองที่พวกฉันจอมเรือทิ้งไว้ ตอนแรกกะว่าจะยอมพรากจากกันสองเดือน ทำไปทำมากลายเป็นว่าปาเข้าไปเกือบสามเดือน ถึงแม้จะแอบกลับไปดูสามสี่วันก็เหอะ พวกฉันกลับเรือเมื่อวันที่ 12 สิงหา เพราะเป็นวันที่สามีต้องไปตรวจแผลผ่าตัดที่บอร์กโดซ์วันนั้น เลยถือโอกาสนั่งรถฟรีแท็กซี่ฟรีอภินันทนาการจากประกันสังคมไปถึงโรงพยาบาล จากนั้นก็นั่งแกร่ว เตร่ไปเตร่มาอยู่สามชั่วโมงก่อนจะไปขึ้นรถไฟต่อไปที่เมือง Langon จากนั้นก็นั่งรอเพื่อนที่เป็นเจ้าของเรือลำข้างๆ กลับมาจากบอร์กโดซ์ แล้วนั่งรถเพื่อนกลับเรือพร้อมกัน โชคดีวันนั้นอากาศไม่ร้อน พวกฉันเลยไม่ต้องหงุดหงิดกับการแบกสัมภาระ (บ้าหอบฟางอีกตามเคย) วันนั้นเลยชิลๆ กลับเรือแบบไม่เหน็ดเหนื่อย พวกฉันอยู่ที่ Castets-en-Dorthe สองวัน เพราะเพื่อนลำข้างๆ ชวนกินข้าวเย็นวันรุ่งขึ้น คืนนั้นปะทะคารมกันไปเกือบตีสาม สองคนผัวเมียพากันเดินตุปัดตุเป๋ขึ้นเรือ




วันต่อมาพวกฉันก็เตรียมเดินทางกันต่อ แต่จะไปกันเรียบๆ ง่ายๆ ชิลๆ ก็ไม่ใช่สไตล์พวกฉัน เริ่มออกตัวกันตอนสิบโมงครึ่งท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา (ฝนตกก็ยังดันทุรังให้มันลำบาก) เสียงเครื่องทำงานฮึ่มๆ แบบช้าๆ ไม่รีบร้อน ใส่เกียร์ต่ำสุด ออกมาได้ประมาณสามร้อยเมตร เครื่องยนต์ก็ค่อยๆ ส่งเสียงกระแอมเรียกร้องความสนใจ แล้วตามด้วยอาการสำลักหนึ่งที่ ก่อนที่มันจะจากไป เอาละว้า ยังไม่ถึงไหนเล้ยก็เล่นพวกฉันซะแล้ว สามีตกอกตกใจ เครื่องเป็นอะไรรีบลงไปดู ส่วนฉัน คนมันชินชากับเหตุการณ์แบบนี้ก็เลยถือหางเสือเรือคอยประคับประคองให้เรือลอยอยู่กลางคลองให้มากที่สุดแบบชิลๆ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจไปกับสามี ในใจคิดแค่ว่า เพิ่งออกมาสองร้อยเมตร แถมคลองส่วนนั้นก็ไม่ได้กว้างมาก เลยไม่รู้จะตื่นตูมไปไหน ไปไม่ได้ก็กลับไปที่เดิม ส่วนสามีพยายามหาสาเหตุ แกเข้าแกออกอยู่พักนึงเครื่องก็ไม่ยอมติด สิบนาทีผ่านไปนึกขึ้นได้เองว่าลืมเปิดสายส่งน้ำมัน น้ำมันมันเลยไม่ไหลเข้าเครื่อง เลยมีอาการแบบน้ำมันหมดนั่นเอง เฮ้อ...ไม่อยากจะด่า พอแก้ไขเสร็จก็ไปกันต่อ จุดหมายปลายทางคือเมือง Mas d’Agenais ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณยี่สิบกว่ากิโลเมตร ต้องผ่านประตูน้ำเจ็ดประตู วันแรกก็จัดหนักเลย ระหว่างนั้นฝนก็ยังคงตกปรอยๆ ให้พอเปียกๆ อยู่อีกเกือบสองชั่วโมง ฝนที่ตกลงมาทำให้ฉันต้องระวังเพิ่มอีกหลายเท่าตอนปีนบันไดประตูน้ำที่นอกจากจะสูงชันแล้ว ยังลื่นกว่าปกติอีกหลายเท่า สำหรับการเดินทางวันแรกราบรื่นดีไม่มีปัญหา การเข้าประตูน้ำตะกุกตะกักเล็กน้อยตอนผ่านประตูแรก เพราะสามีไม่อยากเข้าพร้อมเรืออีกลำที่ขอตามมาเข้าพร้อมฉัน พี่แกเลยเร่งเครื่องเต็มที่หวังจะทิ้งห่างให้มากที่สุดเพื่อเข้าประตูคนเดียว ทิ้งห่างมาพอสมควรแต่มาตกม้าตายตอนจะเข้าประตูนั่นแหล่ะ ด้วยสามีดันรีบร้อนจะเข้าประตู ไม่ยอมรอให้น้ำในประตูน้ำระบายออกจนหมด แล้วขึ้นไฟเขียว พาเรือไปจ่อใกล้ปากประตู กระแสน้ำเลยพัดเรือขวางประตู ตอนแรกกะจะถอยกลับไปเริ่มใหม่ แต่โชคดีพาหัวเรือรอดเข้าประตูไปได้ งานนี้ขอโม้หน่อยว่าฉันเป็นคนบังคับเรือเอง กะจังหวะพอเหมาะพอดี เลยเอาหัวเรือเข้าไปได้ จากนั้นก็เป็นหน้าที่ฉันที่ต้องปีนบันไดขึ้นไปผูกเรือ ระหว่างนั้นเรือลำที่เราพยายามชิ่งหนีก็ตามมาจนทัน เลยต้องยอมรอให้เข้ามาพร้อมกัน จริงๆ แล้วที่ไม่อยากเข้าพร้อมเรือลำอื่นเพราะ พวกฉันยังไม่มีความเชี่ยวในการขับเรือเข้าประตูน้ำเท่าไหร่ กลัวเรือจะกระแทกกำแพงบ้างอะไรบ้าง ถ้ามีเรือลำอื่นเข้ามาก็ต้องเลื่อนเรือไปด้านหน้าสุด ตอนที่น้ำจากข้างบนไหลลงมาในประตูน้ำมันแรงมาก ต้องใช้แรงยื้อเรือไม่ให้ส่ายไปมา แล้วไอ้คนออกแรงมันจะใครล่ะ ก็ศรีอีกตามเคย อีกอย่างคือไม่รู้ว่าเรือที่จะเข้ามาพร้อมพวกฉันเชี่ยวชาญขนาดไหน ส่วนใหญ่ก็เป็นเรือที่เช่าเที่ยว คนขับไม่เชี่ยวชาญ ไม่มีใบขับขี่ ไม่รู้กฏการเดินเรือ พวกฉันก็กลัวจะเข้ามาชนเรือพวกฉัน ขนาดลำนี้ที่เข้ามาเป็นเรือส่วนตัว ตอนที่แกโผล่เข้าประตูน้ำมา แกทำผาดโผนหวานเสียวด้วยการเอากาบขวาเรือพุ่งชนทางเข้า ฉันเห็นแล้วปวดใจแทน ไม่อยากจะนึกถึงร่องรอยที่ทิ้งไว้ข้างกาบเรือ แถมมาถึงก็เอาเชือกผูกข้างบันไดแบบทุลักทุเล พอฉันกดปุ่มปิดประตูน้ำทางเข้า มองไปที่เรือลำนั้นก็ให้หวาดเสียวอีกรอบ เห็นเรือตะแคงตอนน้ำจากข้างบนกำลังไหลเติมอ่าง ระหว่างนั้นเจ้าของเรือก็ขอบอกขอบใจพวกฉันที่รอพวกเขา พวกฉันยิ้มแหยๆ ตอบไปว่า บ่เป็นหยัง ถ้าไม่ติดตอนเข้าเมื่อกี้พี่ก็คงไม่ได้มายืนเม้าส์กะพวกหนูแบบนี้หรอกค่ะ แต่ประตูนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี เรือสองลำล่องตามกันไปเข้าประตูอีกสองประตู เรือลำนั้นหยุดพักกินข้าว ส่วนพวกฉันชินกับการกินไปด้วย ขับเรือไปด้วย เลยไปกันต่อ


มาถึง Mas d’Agenais ตามเป้าหมายประมาณทุ่มกว่าแบบลุ้นระทึก พร้อมกับเรือเช่าสำหรับนักท่องเที่ยวอีกลำ ที่ลุ้นกันเพราะว่าก่อนถึงเมืองนี้ต้องกดปุ่มเปิดประตูน้ำก่อนหนึ่งทุ่ม ไม่งั้นต้องรอวันรุ่งขึ้น เพราะประตูน้ำจะปิดตอนหนึ่งทุ่ม แล้วเปิดตอนเก้าโมงเช้า เรือฉันไล่ตามเรือลำนั้นไปติดๆ เข้าใจว่าคงอยากผ่านประตูน้ำบานนั้นเหมือนกัน พวกฉันเลยปล่อยให้ลำนั้นนำหน้าเพื่อจะได้ไปหมุนรีโมทเปิดประตูน้ำ ใจหายใจคว่ำไปตลอดทาง แต่ก็บรรลุเป้าหมายที่เวลา 18.57 โอ้ว... พอไปถึงพวกฉันก็เข้าเทียบท่าเรือประจำเมือง ที่เลือกเมืองนี้เพราะเป็นท่าเรือเปิด ถ้าอยากใช้น้ำใช้ไฟก็ไปจ่ายตังค์กดเหรียญมาหยอด จ่าย2 ยูโร สำหรับไฟฟ้าสี่ชั่วโมง น้ำ 15 นาที อาบน้ำ 7นาที จริงๆ ไม่ได้อยากจ่ายเงิน แต่พวกฉันมีแผน เพื่อนๆ ลำข้างๆ สอนวิธีมา ก่อนเดินทางเฟรดกับเบเน่ให้มาสองเหรียญ แถมด้วยวิธีการได้เหรียญมาเพิ่ม ด้วยความที่เป็นท่าเรือเปิด ไม่มีคนคุม เลยทำอะไรสะดวกได้ด้วยการเตรียมสว่านสำหรับไขน็อตในช่องเก็บเหรียญแล้วดึงกล่องใส่เหรียญออกมา เท่านี้เราก็มีน้ำไฟใช้ฟรี แถมได้อาบน้ำสบายใจ (อันนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี แต่จ่ายแพงขนาดนี้ สามัญสำนึกก็ต้องพ่ายแพ้ไปตามระเบียบ) พวกฉันตัดสินใจอยู่ที่นี่สี่ห้าวัน เพื่อรอให้ถึงช่วงปลายเดือน นักท่องเที่ยวจะได้ลดลงหน่อย ตอนที่พวกฉันล่องเข้าคลอง Canal du Midi คลองชื่อดังมรดกโลกอายุกว่าสี่ร้อยปี ข่าวว่านักท่องเที่ยวเยอะมาก ล่องเรือกับนักท่องเที่ยวพวกนี้ไม่ไหว ขับกันเร็วเหลือเกิน ไม่รู้ควายหายหรือยังไง เขาอนุญาตความเร็วไม่เกิน 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เท่าที่เห็นแล่นกันไม่ต่ำกว่า 12 สาเหตุที่มีการกำหนดความเร็วเพราะเป็นการป้องกันตลิ่งพังจากคลื่นที่สาดเข้าตลิ่ง ถ้าผ่านท่าเรือก็ต้องลดเหลือ 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อเป็นการไม่รบกวนเรือที่จอดอยู่ตามท่า


คืนนั้นทำตัวเป็นโรบินฮู๊ดด้วยการให้เหรียญหนุ่มสาวที่ปั่นจักรยานเลียบคลองสองเหรียญ เอาไปอาบน้ำให้สดชื่น พากันดีอกดีใจไม่ต้องเสียสี่ยูโร ฉันแถมไดร์เป่าผมให้ไปใช้อีก โดยทั่วไปแล้วเราจะเห็นบรรดานักปั่นจักรยานหลากหลายวัยหากันปั่นเลียบคลอง ถ้าเห็นคันไหนมีข้าวของรุงรังก็เดาได้ว่าพวกนี้ปั่นเพื่อชาติ ปั่นกันเป็นร้อยๆ กิโลเมตร ปั่นกันข้ามเมืองข้ามแคว้นลงใต้ไปโน่น ถ้ายังหนุ่มยังสาวก็ค่ำไหนนอนนั่น กางเต้นท์กันไป ส่วนบรรดาลุงป้าก็อาจจะตั้งเป้าหมายไว้ที่เมืองต่างๆ จองที่พักล่วงหน้ากันเอาไว้ อะไรก็ว่ากันไป ส่วนจักรยานก็มีหลายรูปแบบ บางคันเกิดมาฉันก็เพิ่งเคยเห็น มีทั้งแบบสองล้อธรรมดาเหมือนวัตถุที่เราเรียกว่าจักรยาน บางคันก็เป็นแบบปั่นกันสองคนคันเดียว บางคันก็มาแบบนอนปั่น ก็จะเป็นแบบเตี้ยๆ หน่อย เอนปั่นกันไป ไม่พอ ยังมีแบบใช้มือปั่น รูปแบบสารพัดจนฉันจำไม่หมด ไอ้ที่คิดว่าแปลกแล้วก็ยังมีแปลกขึ้นไปอีก ปั่นกันจนฉันยังเหนื่อยแทน อะไรจะมุ่งมั่นขนาดนั้น แต่ฉันว่าดี ถือเป็นการเปิดโอกาสการท่องเที่ยวแบบใหม่ๆ คลองที่ฝรั่งเศสจะมีการบำรุงรักษาริมตลิ่งให้เป็นทางเดินเล็กให้ผู้คนได้มาเดินเล่น หรือจะมาปั่นเพื่อชาติก็ว่ากันไป ส่วนใหญ่ทางแบบนี้จะมีแค่ฝั่งเดียว แต่อาจจะเปลี่ยนไปอีกฝั่งเป็นแห่งๆ ไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมริมคลอง ถ้าบ้านเราทำแบบนี้ได้ก็คงจะดี ช่วงหลังมานี่ฉันเห็นคนหันมาปั่นจักรยานกันเยอะ แต่บ้านเรามียังไม่ค่อยมีช่องถนนที่ใช้สำหรับจักรยานสักเท่าไหร่ ปั่นไปก็คงจะใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เกรงว่ารถที่วิ่งไปมาจะมาสอยติดหน้ารถไปด้วย แต่บ้านเขาให้ความสำคัญเรื่องนี้สูง ใครอยากปั่นจักรยานเที่ยวแบบจากเหนือจรดใต้ก็ทำได้แบบสบายๆ ไม่ต้องเกรงกลัวบรรดารถราตามท้องถนน เพราะทางแบบนี้เขาห้ามรถยนต์ มอเตอร์ไซต์วิ่ง แถมเรายังได้เห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของผู้ที่มาใช้คลอง ไม่ว่าจะเป็นคนที่มาเดินเล่น นักตกปลา นักปั่นน่องเหล็ก หรือบรรดานักเดินเรือมืออาชีพมือสมัครเล่น ทุกครั้งที่สวนกันก็กล่าวทักทาย หยอกล้อ แซวกันราวกับรู้จักกันมานาน อยากให้บ้านเรามีแบบนี้บ้างจัง ไม่มีใครเคยคิดจะไปดูงานที่ฝรั่งเศส แล้วกลับมาศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขุดคลองในลักษณะนี้ขึ้นมาบ้างรึไงเนี่ย ฉันว่าน่าจะเป็นทางเลือกนึงสำหรับการจัดระเบียบน้ำในประเทศไทยได้ บ้านเขาคิดได้กันมาสี่ร้อยกว่าปี พี่ไทยจะทำบ้างก็ได้มั้ง เผื่อจะช่วยเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้งที่แก้กันไม่ตกได้บ้าง


ไว้บล็อกหน้าฉันจะเอาข้อมูลของเมืองนี้มาให้ดูกัน ถึงจะเป็นเพียงเมืองเล็กๆ แต่ก็มีเสน่ห์เหมือนกันเน้อ




Create Date : 01 ตุลาคม 2554
Last Update : 1 ตุลาคม 2554 20:03:20 น.
Counter : 157 Pageviews.

0 comment
Castets-en-Dorthe
อาทิตย์หน้าพวกฉันจะไปนอนเฝ้าเรือสักห้าหกวัน เพราะเพื่อนเรือลำข้างๆ ออกเรือสิบห้าวัน สามีฉันห่วงเรือ กลัวไม่มีใครดู (ก็ไม่รู้ห่วงทำไม เพราะปกติเพื่อนลำข้างๆ เขาก็ไม่ได้มานั่งเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมงสักหน่อย แถมยังมีเรือที่มีคนอาศัยอีกสองสามลำอยู่แถวนั้น) พวกฉันเลยถือโอกาสขนข้าวของสัมภาระที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวันๆ ไปลงเรือ พอกลับไปอีกครั้งจะได้ถือแต่กระเป๋ากับคอมพ์สบายๆ ไม่ต้องบ้าหอบฟางเหมือนที่ผ่านมา

ว่าแล้วก็ขอเล่าคร่าวๆ เกี่ยวกับเมืองที่พวกฉันเอาเรือไปจอดสักหน่อย

เมือง Castets-en Dorthe อยู่ในแคว้นอะกิแตน (Aquitaine) ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายตอนใต้ของแม่น้ำการอน (Garonne) ห่างจากเมืองบอร์กโดซ์ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 53 กิโลเมตร เมืองนี้เป็นจุดสิ้นสุดของคลองคู่ขนานแม่น้ำการอน เมืองนี้ก็เป็นเมืองเล็กๆ ถ้าเดินเข้าเมืองก็เจอแค่ร้านขนมปัง เขียงหมู(ร้านขายเนื้อสัตว์) คนขายใจดีจนฉันเผลอใจซื้อเนื้อไปสิบห้ายูโร พร้อมกับเดินออกมางงๆ ว่าซื้อไปได้ไงฟะ ร้านขายของชำ ร้านนี้ฉันไม่เคยเข้า เพราะมั่นใจว่าจะได้ซื้อของราคาแพงเป็นพิเศษ ด้วยอยู่ห่างไกลเมืองใหญ่ ร้านขายของชำในเมืองเล็กๆ มักจะขายของแพง ฉันก็เข้าใจ แต่จะให้ไปซื้อ ฉันก็เห็นใจกระเป๋าตังค์ตัวเองมากกว่า (นี่เป็นเหตุผลที่ซื้อของแห้ง เครื่องกระป๋องตุนไว้มากมายราวกับจะเลี้ยงช้าง) อีกร้านคือร้านเหล้าไม่ใหญ่ไม่โต มีนักดนตรีมาแสดงสดกันเดือนละครั้ง เรื่องหนักใจของฉันคือการเดินไปซื้อขนมปังในเมือง ต้องเดินจากคลองไต่ขึ้นไปในเมือง เพราะเมืองตั้งอยู่บนที่สูง การแบกพุงและขาหมูไปกลับหนึ่งชั่วโมง ฉันถือว่าตัวเองออกกำลังกายแล้วหนึ่งเดือน ฉะนั้นอย่าหาว่าฉันไม่ออกกำลังกาย...



สถานที่ๆ พอจะไปเที่ยวชมได้บ้างคือ

Château du Hamel สร้างขึ้นในศตวรรษที่สิบสี่ ปัจจุบันจัดให้เป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ ค.ศ. 1963 แต่ไม่มีการเปิดให้เข้าชม เนื่องจากเจ้าของปราสาทอาศัยอยู่เอง




L'église Saint-Romain สร้างขึ้นในศตวรรษที่สิบสอง ถูกจัดให้เป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ ค.ศ. 1925




L'église Saint-Louis ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สร้างขึ้นช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า



สะพาน Eiffel เป็นสะพานข้ามแม่น้ำการอน สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1905 โดยใช้เทคนิกการก่อสร้างของนายเอฟเฟล (ผู้สร้างหอไอเฟลนั่นเอง)



Canal latéral à la Garonne หรือคลองคู่ขนานแม่น้ำการอน เมืองนี้จะมีประตูกั้นน้ำทั้งหมดสามประตู คลองนี้เป็นคลองที่เชื่อมต่อมาจาก Canal du midi สร้างขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า

คลองในฝรั่งเศสเริ่มสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยมีนายปิแอร์-โปล ปิเก้ต์ เป็นผู้ริเริ่มความคิดนี้ ถ้าพูดถึงคลองก็อาจจะต้องนึกถึงคลองแสนแสบบ้านเรา ซึ่งในสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จเยือนประเทศฝรั่งเศส เห็นคลองก็ทรงมีพระราชดำรินำไปสร้างคลองในเมืองหลวงของเรานั่นเอง คลองในประเทศฝรั่งเศสมีการบำรุงรักษาอยู่ตลอดเวลาโดยหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งริมฝั่งคลอง หรือในคลองเอง บางช่วงจะมีการใช้แผ่นสังกะสีหรือคอนกรีตกั้นริมตลิ่ง เพื่อไม่ให้ตลิ่งทรุด นานๆ ทีก็จะมีการวิดน้ำออกจากคลองเพื่อทำความสะอาด คลองที่นี่จึงสะอาดและสวยงามเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก การที่จะล่องเรือในคลองก็ต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียม รายวัน รายเดือน รายปีก็แล้วแต่ความต้องการของเจ้าของเรือ ราคาก็ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือ คิดเป็นตารางเมตร เรือที่เป็นสี่เหลี่ยมก็เข้าใจ แต่เรือที่ไม่สามารถคำนวนเป็นตารางเมตรได้แบบพวกฉันก็ต้องจ่ายเงินเป็นตารางเมตรกะเขาเหมือนกัน โดยคิดเป็นความกว้างคูณความยาว แต่ปัญหาคือตลอดความยาวของเรือมีความกว้างไม่เท่ากันสักที่ พวกฉันก็เลยแจ้งแบบโกงๆ ไป เพื่อจะได้จ่ายถูกลงมาหน่อย (สาธุ...อย่าเอาสายเมตรมาวัดเล้ย) นอกจากนี้โดยทั่วไปแล้วก็ต้องมีใบอนุญาตเหมือนใบขับขี่นั่นแหล่ะ แต่ก็มีการอนุโลมถ้าคำนวนค่าออกมาแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ ค่าคืออะไร ค่านั้นคือการนำความยาวของเรือ กับจำนวนแรงม้าของเครื่องยนต์มาบวกลบคูณหารกันตามสูตรแล้วไม่เกินเลขมาตรฐานที่กำหนดไว้ก็ไม่ต้องมีใบขับขี่ ส่วนของพวกฉันคำนวนแล้วเกินมานิดหน่อย ต้องมีใบอนุญาต แต่ถ้าคำนวนด้วยเวอร์ชั่นของพวกฉันเอง ไม่จำเป็นต้องมี (ลดจำนวนแรงม้า และขนาดเรือลง) ค่าธรรมเนียมที่เก็บก็เพื่อเป็นการบำรุงรักษาคลอง แล้วก็ให้เจ้าหน้าที่ประจำประตูน้ำ

เมื่อก่อนประตูน้ำในส่วนของคลองคู่ขนานแม่น้ำการอนจะมีเจ้าหน้าที่ประจำประตูละหนึ่งคน พวกนี้จะมีบ้านหลวงอยู่ ก็อยู่ติดกันกับประตูน้ำนั่นแหล่ะ ใครผ่านไปผ่านมาก็มาเคาะประตูเรียกให้เปิดประตูน้ำหน่อย เจ้าหน้าที่เงินเดือนน้อยก็ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ขายไข่ ขายชีสกับเรือที่ผ่านขึ้นผ่านลง ดูแล้วได้บรรยากาศกันเอง แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป ประตูน้ำใช้ไฟฟ้าแทน ใครจะไปจะมาก็ช่วยตัวเอง เข้าไปแล้วก็กดปุ่มเอา เดี๋ยวมันก็เปิดปิดของมันเอง ถ้ามีปัญหาก็โทรเรียกเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ด่านใกล้ๆ เอา เดี๋ยวสักพักแกก็มาช่วย ทุกครั้งที่มีการผ่านประตูน้ำ ถ้าโชคร้ายมีคนแถวนั้น ผู้คนก็จะแห่กันมาดูเป็นฝรั่งมุง ตัวฉันที่ต้องเป็นคนปีนป่ายเอาเชือกไปผูกหลัก กดปุ่มเปิดประตูและคอยคอนโทรลการเคลื่อนไหวของเรือไม่ให้กระแทกกำแพงก็กดดันเพราะไม่รู้เป็นบ้าอะไรต้องมีคนมาชวนคุย ถามโน่น นี่ นั่น ทุกครั้ง (มันจะรู้มั้ยว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด) อ้อ...ลืมบอกไปว่าก่อนที่จะไปถึงประตูน้ำจะมีปุ่มเปิดประตูให้เรา ไปถึงก็จับสายยางทยาวๆ แล้วหมุน สักพักสัญญาณเหมือนไฟเขียวไฟแดงก็จะทำงาน ไฟแดงห้ามเข้า ไฟเหลือง ประตูกำลังเตรียมเปิด ไฟเขียวพร้อมแล้วไปโลด พอเข้าไปถึงก็ปีนบันไดสูงชันไปกดปุ่มให้ประตูอีกด้านเปิดออก ดูเหมือนง่าย แต่ทุกครั้งที่ต้องผ่านประตูอีเจ๊ก็หวาดเสียวทุกครั้งไป...

ปล.1 ยิ่งเขียนยิ่งมันส์ ยิ่งมันส์ก็ชักจะโม้เยอะ คงต้องหยุดก่อนละกัน...
ปล.2 รูปคลองกับประตูน้ำที่เล่าไป เคยโหลดรูปลงไปบ้างแล้ว ย้อนดูได้ค่ะ...





Create Date : 31 กรกฎาคม 2554
Last Update : 31 กรกฎาคม 2554 2:26:49 น.
Counter : 222 Pageviews.

1 comment
ชีวิตเรื่อยๆ ที่ผ่านมา
ไม่ได้อัพบล๊อกเป็นเดือน เวลาว่างเยอะแยะแต่ไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะชีวิตที่ผ่านมาก็เรื่อยๆ เฉื่อยๆ กิจวัตรซ้ำๆ ซากๆ ไร้ความหวือหวา ฉันเลยรู้สึกว่าชีวิตขาดรสชาติไปเยอะ แถมอากาศหน้าร้อนก็ไม่ได้ร้อนสมชื่อ ออกจะหนาวด้วยซ้ำ หนำซ้ำฝนก็ตกอยู่เรื่อย พลอยให้ฉันรู้สึกหดหู่ ไม่คึกคักเท่าไหร่ แถมยังมานั่งอ้วนไร้กิจกรรมละลายไขมันที่นับวันมีแต่จะพอกพูนเพิ่มปริมาณให้ปวดใจ


วันนี้ฉันส่งเมลล์สอบถามทางสำนักพิมพ์ว่าสนใจหนังสือฝรั่งเศสแนวตลกร้ายที่ฉันอ่านแล้วติดใจมั้ย คำตอบที่ได้คือ เอ่อ...ไม่มีคำตอบ แต่ถามกลับมาว่าแนวไหน ฉันเลยงงๆ ว่าตกลงได้อ่านเมลล์ฉันมั้ยนี่ ฉันก็ไม่ได้เขียนยาวอะไร ส่งไปสอบถามสามสี่ประโยคเท่านั้น ทำไมไม่มีคำตอบให้ฉันล่ะ แต่ประเด็นหลักที่ตอบกลับมาคือจะโอนค่าแปลเล่มที่แล้วให้ฉันส่วนหนึ่ง เพราะอีกนานกว่าจะออกเป็นเล่ม มีค่าแปลมาฉันก็ดีใจ ได้เงินฉันก็อยากแหล่ะ จะมาทำเชิดๆ เริ่ดๆ ก็ใช่ที่ แต่ฉันสนใจอยากให้งานที่ฉันแปลไปออกมาเป็นรูปเป็นร่างมากกว่า ฉันอยากรู้ว่าผลงานฉันเป็นยังไง มีข้อผิดพลาดมากน้อยกว่าเล่มแรกมั้ย เพื่อที่ฉันจะได้ปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น แต่ก็เอาเหอะ อย่างน้อยก็ช่วยให้ฉันรู้สึกกระชุ่มกระชวยมีแรงบันดาลใจหาหนังสือใหม่ๆ มาแปล เลยตัดสินใจจะซื้อนิยายเล่มใหม่ที่รอมาพักใหญ่ แต่ตัดใจซื้อไม่ลงสักที ฉันรอยืมห้องสมุด แต่ห้องสมุดยังไม่ยอมซื้อมาลง คราวนี้เลยต้องลงทุนเอง ที่ฉันไม่ค่อยอยากซื้อเพราะราคาไม่ได้กระจุ๋มกระจิ๋ม ถ้าซื้อแล้วคุ้มค่าก็ไม่เสียดาย แต่ถ้าซื้อมาอ่านแล้วผิดหวังมันก็เสียดายตังค์นะจ๊ะ เล่มนี้ฉันขอลงทุุนละกัน...

รูปทริปช่วงแรก



เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกฉันลงไปดูเรือที่จิดไว้ในคลอง แล้วถือโอกาสขนของบางส่วนไปเก็บ เพื่อที่ตอนกลับไปเรือคราวหน้าจะได้ไม่ต้องบ้าหอบฟางพะรุงพะรัง อีกสองอาทิตย์พวกฉันจะกลับบ้านกันสักที แค่รอให้แผลผ่าตัดของสามีเริ่มตกสะเก็ด หารองเท้าที่เหมาะสมกับเท้าสองข้างของเขา ตอนนี้เดินสองขาไม่ได้ ต้องเดินสามขา(หนึ่งขากับไม้เท้าสองข้าง) รอหาหมอนัดหน้าซึ่งอาจจะเป็นนัดสุดท้ายหรือก่อนสุดท้าย เพราะพวกฉันเริ่มหงุดหงิดที่ต้องอยู่กับที่เฉยๆ ออกเรือเดือนหน้าเส้นทางเปลี่ยนเล็กน้อย เพราะพวกฉันเสียเวลาไปสองเดือนกว่า เลยต้องเล่นทางลัดไปเลย...



Create Date : 26 กรกฎาคม 2554
Last Update : 27 กรกฎาคม 2554 0:04:10 น.
Counter : 187 Pageviews.

3 comment
กลับมาใช้ชีวิตบนบกอีกครั้ง




ฉันหายไปนานนนนนนนนนนนนน จนตัวฉันเองก็เกือบจะลืมบล็อกของตัวเองไปแล้ว บล็อกที่แล้วเมือเดือนกว่าๆ ฉันทิ้งท้ายเรื่องทริปล่องคลองฝรั่งเศสเอาไว้ แล้วก็โม้จนแมงเม้ายังอายว่าจะเอามาอวดมาเล่าในบล็อกหน้า ก็อยากจะยืดอกรับแบบลูกผู้หญิงยิงเรือว่าทริปล่ม เมื่อเดือนที่แล้วฉันกลับมาเอาวีซ่าที่ต่อไว้ที่เมืองลา โรแชล ตอนขากลับสามีนัดหมอไว้ที่โรงพยาบาลที่บอร์กโดซ์ กะให้หมอช่วยบอกหน่อยว่าจะรักษาแผลที่เท้าที่มันลุกลามจนเป็นรูเนี่ยด้วยวิธีการแบบไหนดี สามีฉันหายเข้าไปจิ๊จ๊ะกับศัลยแพทย์ประมาณสี่สิบห้านาที กลับออกมาท่าทางเบลอๆ งงๆ เดินเข้าออกแผนกโน้นแผนกนี้ อีเมียก็เดินตามงงๆ จนได้รับคำตอบที่แอบเผยเป็นเครื่องหมายคำถามในดวงตาเรียวๆ ให้สามีเห็นว่า ต้องผ่าตัดในอีกสิบวันข้างหน้า ตาเรียวๆ เมื่อสักครู่เลยกลายเป็นตาค้างไปซะ จัดการเอกสารเสร็จศัพท์ ระหว่างเดินทางลงใต้เพื่อกลับไปที่สองคนผัวเมียเริ่มมีคำถามเยอะแยะมากมายว่าจะเอายังไงดี อุตส่าห์ล่องคลองลงไปต้องร้อยกว่ากิโล ฝ่าฟันประตูน้ำมากว่าสิบประตู แผนทั้งหมดล่มไม่เป็นท่า แต่จะทำยังไงได้ มันก็สุดวิสัย เรื่องสุขภาพคงต้องมาก่อน พวกฉันเลยต้องคิดกันหัวปั่นเคร่งเครียดอยู่หลายวันว่าจะเอายังไงดี ตอนแรกก็กะว่าคงต้องล่องย้อนกลับมาบอร์กโดซ์ สิบวันก็น่าจะพอ ก็เล็งโป๊ะที่กะจอดเรือระหว่างพักฟื้น และต้องไปทำแผลที่โรงพยาบาลทุกสองวัน กลับขึ้นมาเอารถที่ลา โรแชล ก็เตรียมการกันไป แต่แล้วแม่สามีก็ยื่นข้อเสนอมาให้กลับมาพักที่อพาร์ตเม้นท์ที่แม่สามีให้เช่า พอดีว่าว่าคนเช่าออกพอดี นั่งคิดกัน หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น ทำข้อดีข้อเสียอย่างที่พวกฉันมักทำอยู่บ่อยๆ เวลาตัดสินใจอะไรลำบาก สุดท้ายก็ได้คำตอบ คือการกลับมาอยู่ลา โรแชลจะดีกว่า เพราะเขาเดินลำบาก เหลือแค่ขาเดียว จะโดดขึ้นโดดลง มุดเข้ามุดออกบนเรือก็ลำบาก แถมไปไหนไม่ได้ ไม่มีทีวี ไม่มีอินเตอร์เนต ทำได้แต่อ่านหนังสือ ระหว่างพักฟื้นเขาคงได้ไปรักษาโรคประสาทเพิ่มอีกโรค ด้วยเหตุนี้พวกฉันเลยกลับมาใช้ชีวิตอยู่บนบกอีกครั้ง จากวิวต้นไม้ น้ำ นก เป็ด ปลา กลายเป็นกำแพงรอบด้าน หน้าต่างสี่ห้าบานรอบตัว ฉันเลยเกิดความรู้สึกแปลกๆ ไม่คุ้นชิน รู้สึกเหมือนตัวเองถูกขัง แต่ก็มีข้อดีคือ มีเนตใช้ ได้อาบน้ำทุกวัน ไม่ได้ลิ้มรสน้ำฝักบัวอุ่นๆ มานาน ก็ดีอกดีใจตามประสา...ส่วนเรือของเรา พวกฉันจำใจจอดไว้ริมคลองที่เมือง Castets-en-Dorth โดยมีเพื่อนสองสามีภรรยาที่เรารู้จักระหว่างล่องเรือเป็นหูเป็นตาให้ ทั้งสองคนอาศัยอยู่บนเรือส่งสินค้าทางน้ำจืดที่เอามาดัดแปลงเป็นที่พักอาศัย อย่างที่เห็นกันเยอะแยะในแม่น้ำแซนที่ปารีส พวกฉันก็เบาใจไป

แต่ทริปนี้ก็ไม่ได้ล้มเลิกไปเลย แค่ขอหยุดพักสักสองสามเดือน เพราะเขาต้องผ่าตัดรอบสอง กว่าจะเดินได้ก็อีกเดือนนึง ส่วนเดือนสิงหาเป็นเดือนอันตราย นักท่องเที่ยวล้นคลอง คลองก็แคบนิดเดียว แต่เรือลำเบ้อเริ่ม สวนกันไปมา แถมบางคนใช้เรือเช่า ไม่ได้ประสีประสาเรื่องเรือ บางคนก็ขับเรือเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็ใส่กันเต็มที่ พวกฉันเลยขอบายไม่เอาเรือตัวเองไปเสี่ยงให้คนอื่นพุ่งเข้ามาชน เพราะแค่บาดแผลจากการผ่านประตูกั้นน้ำก็เจ็บช้ำมากพอ กระแทกซ้ายขวาจนกลัวว่าจะบุบบีเป็นกระป๋องอาหารก่อนถึงที่หมาย ขืนเจอเรือลำอื่นเข้ามาสะกิดเป็นระยะๆ คงไม่ไหว เลยขอไปต่อตอนเดือนกันยาดีกว่า แต่เส้นทางคงต้องเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย จากเดิมที่กะจะล่องทวนแม่น้ำโรนไปถึงลียง ขอเปลี่ยนแผนลงใต้ ไปจ่อรอที่ปากทะเลเมดเตอเรเนียนเลยดีกว่า ไหนอากาศจะอบอุ่นกว่า ไหนจะง่ายต่อการออกทริปมุ่งหน้าสู่สเปนครั้งต่อไป เอ้า...นี่ฉันโม้อีกแล้วนะเนี่ย ไว้ฉันค่อยเอาเรื่องล่องเรือมาเล่าสู่กันฟังใหม่ในอีกสองเดือนข้างหน้า จะเล่าเส้นทางที่ผ่านมา ความจำปลาทองอย่างฉันก็ลืมไปเยอะทีเดียว ฉันพยายามจะเขียนเก็บไว้แล้วเอามาอัพบล็อก แต่ไม่สามารถ เพราะต้องประหยัดแบตเตอรี่ในเรือ เอามาใช้ทิ้งขว้างมากไม่ได้ ยิ่งก่อนหน้านี้ไม่มีที่ชาร์ตแบตที่เสียบกับที่จุดบุหรี่แบบที่ใช้ในรถยนต์ยิ่งต้องระวังอย่าให้แบตคอมพ์หมด พอช่วงหลังมีที่ชาร์ตแบตไฮโซก็ไม่ทันได้ใช้ ต้องสละเรือแล้วยกพลขึ้นบกซะก่อน...

ฉันมานั่งคิดแล้ว ฉันว่าบางทีชีวิตคนเราก็อย่าไปวางแผนเตรียมการอะไรมากมายนักเลย เอาแค่พอเป็นเส้นทางให้เราไม่หลงทางก็พอมั้ง จะใส่รายละเอียด ติดป้ายซ้ายขวาทุกขั้นตอน มันก็ใช่ว่าจะได้เดินไปตามรายละเอียดที่วางไว้ซะทีเดียว สุดท้ายก็มานั่งตีอกชกลม ผิดหวังที่ไม่ได้ทำตามที่ตั้งใจ ทำตอนนี้ให้ดีที่สุดดีกว่า อย่างน้อยเราก็ได้ดีใจและมีความสุขกับสิ่งที่เราทำจริงๆ ส่วนไอ้ที่ยังไม่ได้ทำ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมบวกกับความตั้งใจจริง ยังไงซะเราก็ต้องได้ทำมันอยู่ดี



Create Date : 24 มิถุนายน 2554
Last Update : 24 มิถุนายน 2554 5:40:29 น.
Counter : 248 Pageviews.

5 comment
1  2  3  4  5  6  

Tibou
Location :
Phisanulok  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เด็กอ้วนถือกำเนิดกลางตลาดเมืองสองแคว เมื่อ 31 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ชีพจรลงเท้าไปเรียนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างชีพจรก็พาสองเท้าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเมืองน้ำหอมพร้อมกับความตั้งใจที่จะพูดภาษาฝรั่ีงเศสที่ใฝ่ฝันอยากเรียนสมัยมัธยมให้ได้ แล้วอุบัติรักกับหนุ่มเมืองน้ำหอม(สามีสุดเลิฟ)ก็เกิดขึ้น ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งพร้อมทำหน้าที่แม่บ้าน กรรมกร(บนเรือ)กับสามีอันเป็นที่รัก พร้อมกับพยายามสานฝันอาชีพนักแปลให้สำเร็จ เพื่อให้นักอ่านบ้านเราได้มีโอกาสสัมผัสวรรณกรรมฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น สองคนผัวเมียตั้งฝันเดินทางรอบโลกด้วยเรือลำน้อยของเราในอีกสามปีข้างหน้า จุดหมายไปทางยังไม่ระบุ ที่แน่ๆขั้วโลกอยู่นอกเส้นทาง