แล้วเรือยนต์ก็แปลงร่างเป็นเรือใบ





หลังจากเรือใบของพวกฉันอยู่ในโหมดเรือยนต์มากว่าหกเดือน ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เอาเสากระโดงเรือขึ้นแปลงร่างเป็นเรือใบเรียบร้อย เปิดปฏิทินดูเวลาและระดับน้ำขึ้นอยู่สองอาทิตย์ พวกฉันจึงตัดสินใจว่าวันที่ 30 ม.ค. ประมาณบ่ายสามโมงเหมาะที่สุด น้ำขึ้นสูงสุดช่วงบ่ายสามครึ่ง ไม่สูง ไม่ต่ำเกินไป สามารถเอาเรือเทียบตลิ่งได้ไม่มีปัญหา แต่อยู่ในข้อแม้ว่า จะต้องเอาเสาขึ้นให้เสร็จก่อนน้ำลง ซึ่งก็แปลว่าประมาณชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่ง เพราะถ้าน้ำลงเราจะต้องติดแหงกอยู่ที่ตลิ่งตลอดคืน ไม่มีไฟฟ้า เครื่องทำความร้อน เรื่องนี้ศรีทนไม่ได้ ว่าแล้วก็เริ่มลงมือ พวกฉันใช้เวลาเตรียมเสา อยู่สองวันท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ต่อไฟเรือที่ยอดเสา เปลี่ยนเชือกที่ใช้งานจริง ตรวจดูสายเคเบิ้ลที่ใช้ค้ำเสาให้ตั้งตรงต่างๆ ให้เรียบร้อย ก่อนเอาเรือไปที่ใต้สะพานแขวนที่พวกเราเคยใช้เอาเสาลงเมื่อหกเดือนก่อน ว่าแล้วเวลาบ่ายสองโมงสี่สิบห้า พวกเราก็สตาร์ทเครื่องยนต์ โดยมีอองเดรเพื่อนพ่อสามีมากับเรือ พ่อสามีและฌอง-ปิแอร์เพื่อนพ่อเขาไปรอรับที่ตลิ่งใต้สะพานซึ่งอยู่ห่างไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร เมื่อเรือเทียบท่าเรียบร้อย สามีและประธานชมรมเรือก็พากันขึ้นไปบนสะพานสูงสามสิบห้าเมตร เพื่อเตรียมรอกสำหรับใช้ในการยกเสาขึ้น ส่วนฉันรอรับเชือกและรอกอยู่บนเรือ พอจับอุปกรณ์ได้ก็มัดเชือกและเอารอกเกี่ยวกับเสา โดยมีสามี ประธานชมรม และอองเดร อยู่บนเรือเพื่อคอยต่อสายเคเบิ้ลต่างๆ ตามตำแหน่งเพื่อทำให้เสาตั้งตรง อีกสองคนคอยดึงเชือกค่อยๆ ยกเสาขึ้น ส่วนฉันที่คอยมัดเชือก ถือสายเล็กๆ น้อยๆ โน่นนี่ในตอนแรกก็แปลงร่างทำหน้าที่เป็นช่างภาพ คอยเก็บภาพโดยพยายามไม่ให้เกะกะคนอื่น

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เสากระโดงเรือก็ตั้งขึ้นเรียบร้อยหน้าตาเหมือนเรือใบอย่างที่ควรเป็น วันนั้นอากาศหนาวเย็นทีเดียว ฉันต้องผลุบเข้าผลุบออกในเรืออยู่บ่อยๆ พอเสาตั้งตรงแข็งแรงเราจึงรีบเอาเรือกลับเข้าโป๊ะขณะน้ำกำลังลง ทุกอย่างเกือบจะผ่านไปด้วยดี แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกตามเคย (ทุกครั้งพวกฉันจะต้องมีเรื่องอะไรสักอย่าง น้อยครั้งจะราบรื่นเหมือนน้ำไหล...) ฉันบอกให้สามีเอาเรือเทียบคู่กับเรือใบอีกลำ แล้วเราค่อยๆ ช่วยกันขยับเรือโดยดึงเชือกเพื่อเอาเรือเขาเทียบท่าด้านในโป๊ะซึ่งมีขนาดพอให้เรือเราเข้าไปได้พอดิบพอดี แต่อองเดรบอกว่าเราถอยหลังเข้าเทียบท่าได้สบายๆ เพราะกระแสน้ำนิ่ง สามีฉันดันเห็นด้วย เลยตั้งใจเอาเรือเข้าเทียบท่าโดยการถอยหลังเข้า ระหว่างนั้นฉันอยู่ที่หัวเรือเพื่อเตรียมเชือก สามีฉันค่อยๆ ถอยเข้าไป อองเดรซึ่งอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบเก้าเท้าลงจากเรือ ตอนนั้นไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ฉันเห็นอองเดรก้าวเท้าลง แต่ไม่มั่นคงนักตะโกนให้สามีฉันโยนเชือกให้ พอสามีฉันโยนเชือกให้ อองเดรพยายามคว้าเชือก แล้วจู่ๆ อองเดรก็หงายท้องตกน้ำ ฉันและสามีตกใจ คนรีบวิ่งมาช่วยดึงอองเดรขึ้น ระหว่างนั้นพวกฉันพยายามเอาเรือถอยเข้าได้สำเร็จ อองเดรเปียกปอน ฉันรีบเอาผ้าขนหนูให้อองเดร อองเดรดูไม่เป็นอะไรมาก ยืนยันว่าโอเค แต่พวกฉันไม่คิดว่าโอเค น้ำอุณหภูมิศูนย์องศา อองเดรอายุไม่น้อย พวกฉันล่ะหนาวแทน ถ้าเป็นฉันคงตื่นตระหนก แม้จะว่ายน้ำเป็นก็เหอะ แต่น้ำเย็นขนาดนั้น แค่คิดก็หนาวถึงกระดูกแล้ว จากนั้นพ่อสามี อองเดร และฌอง-ปิแอร์ก็รีบกลับเพื่อให้อองเดรได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำร่างกายให้อบอุ่น...

สิบนาทีต่อมาเพื่อนๆ ก็มาถึง โดยไม่ตั้งตัว เบนจี้ที่กลับมาจากสเปน ซองดรีน เซบ และอานาเอ้ หนูน้อยวัยหนึ่งเดือน พากันมาอัดกันแน่นอยู่ในเรือ อานาเอ้น่ารักน่าชัง ผมดกดำ สงบจนน่าเหลือเชื่อ ไม่ร้องสักแอะ ระหว่างที่ฉันกำลังเล่นกับอานาเอ้ จู่ๆ แกก็นิ่งอึ้งไม่ขยับเขยื้อน สะกิดก็ไม่ขยับเขยื้อน ตัวแข็งทื่อ ฉันตกใจเล็กน้อย เซบบอกว่าเป็นปกติ หลังจากมีเด็กทารกมาเยือนเรือ ทำให้สามีฉันเกิดจินตนาการในแง่ดี เริ่มคิดว่ามีลูกบนเรือก็ดูดีไม่เลว ไม่ได้กินพื้นที่มากมาย สามีฉันเริ่มคิดว่าพวกเราอาจจะมีลูกเร็วขึ้น ฉันแอบดีใจ แต่ยังไงก็รอนิดนึง ให้ฉันได้มีประสบการณ์เดินเรือในทะเลให้มีความคุ้นเคยซะก่อนเพื่อความสบายใจของสามีและฉัน แต่คงไม่รอนานอย่างที่เคยคิดกันไว้...



Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2554 0:05:43 น.
Counter : 221 Pageviews.

1 comments
  
" เรื่องนี้ศรีทนไม่ได้" คงลำบากน่าดูครับ

"เริ่มคิดว่ามีลูกบนเรือก็ดูดีไม่เลว"

โชคดีที่อองเดรไม่เป็นอะไรนะครับ
โดย: bayesian วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:11:57:23 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Tibou
Location :
Phisanulok  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เด็กอ้วนถือกำเนิดกลางตลาดเมืองสองแคว เมื่อ 31 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ชีพจรลงเท้าไปเรียนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างชีพจรก็พาสองเท้าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเมืองน้ำหอมพร้อมกับความตั้งใจที่จะพูดภาษาฝรั่ีงเศสที่ใฝ่ฝันอยากเรียนสมัยมัธยมให้ได้ แล้วอุบัติรักกับหนุ่มเมืองน้ำหอม(สามีสุดเลิฟ)ก็เกิดขึ้น ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งพร้อมทำหน้าที่แม่บ้าน กรรมกร(บนเรือ)กับสามีอันเป็นที่รัก พร้อมกับพยายามสานฝันอาชีพนักแปลให้สำเร็จ เพื่อให้นักอ่านบ้านเราได้มีโอกาสสัมผัสวรรณกรรมฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น สองคนผัวเมียตั้งฝันเดินทางรอบโลกด้วยเรือลำน้อยของเราในอีกสามปีข้างหน้า จุดหมายไปทางยังไม่ระบุ ที่แน่ๆขั้วโลกอยู่นอกเส้นทาง