เรื่อยๆ เฉื่อยๆ





ช่วงนี้ไม่มีอะไรมากมาย ชีวิตราบเรียบ คลื่นลมสงบ คิดอีกทีก็ดีไปอย่าง แสดงว่าไม่มีปัญหาให้กลุ้มอกหนักใจ ตอนนี้เป้าหมายหลักของพวกฉันคือเตรียมเรือให้พร้อมสำหรับการเดินทางเดือนหน้า ฉันใช้ชีวิตอยู่ในเรือทุกวัน บางครั้งก็มองไม่ออกว่าภายในเรือมีความก้าวหน้ามากแค่ไหน เดือนนี้อาจจะเห็นชัดหน่อย เนื่องจากสามีฉันเปลี่ยนพื้นเรือใหม่ ทันสมัย ไฮโซกว่าพื้นไม้อัดติดแผ่นกันลื่นสีน้ำตาลอายุสามสิบปีเป็นพื้นพีวีซีหนา 19 มม. สีขาว ประดับด้วยสติกเกอร์สีเหลี่ยมสีดำที่พวกฉันนั่งตัดแปะ ทำให้ดูโมเดิร์นขึ้นเยอะ แถมสะอาดตาสบายเท้ากว่าเดิม นอกจากนี้ก็มีติดตั้งระบบไฟฟ้า 220 V ใหม่ ด้วยกล่องกันน้ำพร้อมคัทเอาท์ตัดไฟใหม่เอี่ยมอ่องสองกล่องที่ได้มาฟรี (ประหยัดงบได้เยอะ) แต่ดันมาเจอปัญหาไฟรั่วซึ่งสงสัยว่าจะมาจากเครื่องยนต์ (อันนี้รู้ได้จากเครื่องตรวจไฟรั่วที่เพิ่งซื้อมาติด) ตอนนี้ยังทำอะไรมากไม่ได้ เนื่องจากฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจ ลมแรงบ้าง ฝนตกบ้าง เลยต้องติดเอาไว้ก่อน พวกฉันค่อนข้างซีเรียสเรื่องระบบไฟฟ้ามากเป็นพิเศษ เพราะเรือทำจากอลูมิเนียม แม้จะแข็งแรงทนทาน ชนหิน ชนสะพานก็ไม่เป็นอะไรมาก แต่ถ้าเจอกระแสไฟรั่วมันจะวิ่งผ่านเข้าไปทำลายโลหะ ทำให้ตัวเรือถึงกับเป็นรูได้ อีกอย่างคือพยายามอยู่ให้ห่างเรือที่ทำจากโลหะประเภทอื่น เช่น เหล็ก โดยเฉพาะตอนจอดอยู่ในท่าเรือปิดเพราะเหล็กร้อนแรงกว่าอลูมิเนียม เรือทำจากเหล็ก อลูมิเนียมจึงมักมีโลหะ (มีหลายชนิด เหล็ก อลูมิเนียม ฯลฯ)ทั้งเป็นแท่ง กรงกลม ทรงรี แล้วแต่จะชอบจุ่มอยู่ในน้ำ โลหะที่อ่อนด้อยกว่าจะวิ่งไปหาโลหะที่แรงกว่า พอมันวิ่งออกไปบ่อยเข้าก็จะเริ่มเป็นรู พอมีไอ้นี่จุ่มอยู่ในน้ำมันจะวิ่งเข้าไปหาโลหะอื่นก่อนที่โลหะจากเรือจะวิ่งไป บางทีฉันเห็นไอ้เจ้านี่เป็นรูแหว่งๆ เบี้ยวๆ แสดงว่ามันไปวิ่งเล่น ฉอเลาะกับเรือลำอื่นโดยไม่บอกกล่าวนั่นเอง ฉันก็อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ถูก เลยต้องอธิบายแบบคนเรียนประวัติศาสตร์แทน พูดเองก็ชักจะงงเอง ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เป็นการตรวจเช็คเกี่ยวความปลอดภัยในการเดินเรือ สามีฉันปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ สองสามอย่างที่ติดอยู่โคนเสากระโดงเรือ เปลี่ยนจากเล็กให้ใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น ตรวจเลือกลูกรอกที่จำเป็นต้องใช้วางตามจุดต่างๆ ส่วนห้องน้ำของฉันยังคงไม่ค่อยได้รับการเหลียวแลสักเท่าไหร่ (พ่อฉันแซวว่า ถ้าใครถามว่าทำไมมาไม่เที่ยวฝรั่งเศส ให้ตอบว่าพ่อกับแม่กลัวไม่ได้อาบน้ำ) แต่อย่างน้อยก็มีก๊อกน้ำติดไว้รอท่าสายยางและน้ำแล้วล่ะ ที่แน่ๆ เดือนหน้าต้องเสร็จ ไม่เป็นไร สามีฉันมีแค่สองมือ ทำทีเดียวก็ไม่ได้ ยังไงศรีก็รอได้...

ส่วนเรื่องการงานของฉันยังดูหงอยๆ เหงาๆ จนน่าตกใจ ฉันเสนอหนังสือแปลให้ทางแพรวสำนักพิมพ์ไปสองเรื่อง เรื่องแรกของกีโยม มุสโซเจ้าเก่า บก.คนใหม่ที่ฉันไม่รู้จักตอบกลับมาว่าขอดูกระแสเล่มแรกก่อน (จะว่าไปก็เล่มที่สองของฉันนั่นแหล่ะ แต่คงหมายถึงเล่มแรกสำหรับเธอ) แถมข่าวคราวเล่มนี้ก็เงียบแอ้บ ไม่มีสัญญาณใดๆ ให้ฉันรับรู้ว่าหนังสือของฉันเป็นยังไงบ้าง ยังไม่เห็นส่งกลับมา เลยต้องคิดเอาเองว่าแปลดีจัดไม่มีการแก้ไขใดๆ ส่วนเล่มที่สองเสนอไปคือแนวใหม่ที่ฉันอ่านแล้วก็ชอบ เป็นของ Tatiana de Rosnay ลองเสนอไป อันนี้หนักเลย ไม่มีคำตอบใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการตอบรับ ไม่หือ ไม่อือ ฉันรู้สึกแปลกๆ กับการทำงานลักษณะนี้ ทำงานแบบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับ บก. ฉันเลยไปไม่ถูกเลย ไม่เหมือนกับ บก.คนเก่าที่มีอะไรมักจะมีการพูดคุยกันเสมอ เล่มไหนเสนอไปเธอก็รับเอาไปเสนออีกที เอาไม่เอาก็ว่ากันไป ไม่เป็นไร แต่ละคนทำงานก็ต่างกันไป ในเมื่อไม่ได้รับการตอบรับ ฉันเลยหอบไปเสนอสำนักพิมพ์อื่นๆ บ้าง เพื่อเป็นการขยายฐานที่มั่นของฉัน จะติดอยู่กับสำนักพิมพ์เดียวคงไม่ได้ ฉันเลยเสนอสำนักพิมพ์วงกลมไปตามที่คุณมิว นักแปลรุ่นพี่ที่ฉันแอบใช้เธอเป็นพลังในการทำงานแนะนำ เจ้าสำนักพิมพ์ใจดีตอบกลับมาว่า หนังสือแปลฝรั่งเศสขายยากมาก ต้องไปวางกลยุทธ์ใหม่ก่อน แป่ว ! คำตอบนี้เป็นคำตอบเดียวกับเมื่อสามสี่ปีที่แล้ว ตอนที่ฉันเริ่มเสนองานแปลใหม่ๆ สามสี่ปีผ่านไปตลาดหนังสือฝรั่งเศสก็ยังขายไม่ดีหรือเนี่ย คนแปลเศร้าใจ...
ไม่เป็นไร ฉันก็ส่งเสนอต่อไปอีกหลายสำนักพิมพ์ ท้อไม่ได้ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ถ้าอยู่เฉยๆ รอราชรถมาเกย ชาติหน้าก็คงนั่งรออยู่ที่เดิม เวลาที่ฉันท้อๆ ฉันก็กลับไปอ่านบล็อกของคุณมิว พออ่านไปก็รู้ว่าตัวเธอเองก็ใช้เวลารอคอยอยู่หลายครั้ง กำลังใจฉันก็เริ่มมา ตอนนี้ฉันก็อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ (รู้สึกเหมือนมีอาชีพอ่านหนังสือแฮะ) เจอเล่มไหนดีฉันก็เสนอไป ทำไปเรื่อยๆ สักวันต้องเกิดผลแน่นอน (มั่นอยู่คนเดียวรึป่าวเนี่ย !)

อ้อ...อีกเรื่องที่ทำให้พวกฉันดีใจยิ่งนักคือ ตอนแรกพวกฉันตั้งเป้าว่าเมื่อแต่งงานตามกฏหมายฝรั่งเศสครบสี่ปี ฉันสามารถขอสัญชาติได้ ไม่ได้ต้องการอะไรมาก เพียงแค่เพื่อความสะดวกในการเดินเรือรอบโลก คนฝรั่งเศสเข้าออกประเทศต่างๆ ได้สะดวก ไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยาก แต่พอดูแล้วนานเกินกว่าพวกฉันจะทนได้ เลยไปหาข้อมูลมาใหม่หลังจากที่เคยหาไว้บ้างแล้วว่า คนไทยยังเราไปประเทศไหนได้บ้างโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้าให้วุ่นวาย จะฟรีหรือจะจ่ายตอนมาถึงก็ว่ากันไป ผลออกมาว่าคนไทยอย่างเราไปได้เกือบเก้าสิบประเทศทั่วโลก (ดีใจโลด เข้าใจว่ามีการเปลี่ยนแปลง เพราะก่อนหน้านี้มีน้อยประเทศกว่านี้) แถมยังมีที่ๆ พวกฉันอยากไปไม่น้อย เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ละตินอเมริกา ทะเลแคริเบียน ที่สำคัญ เกาะ Cape Verde ในฝัน พอศึกษาไปเรื่อยก็เริ่มเดาระบบการเข้าออกประเทศต่างๆ ได้ว่า ในเกาะเล็กหรือประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีสถานทูตในไทย เราสามารถขอใบผ่านเข้าบ้านเขาในสถานที่ใกล้เคียงได้ ถ้าผ่านเข้ามาทางอื่นก่อน หรือไม่ก็มาเลยแล้วเดี๋ยวแจกใบผ่านอีกที บวกกับประเทศในยุโรปอีกเกือบสามสิบประเทศที่ฉันมีวีซ่าอยู่แล้ว แต่ยังไงกลับเมืองไทยคราวหน้าฉันค่อยไปคอนเฟริ์มข้อมูลจากกระทรวงต่างประเทศอีกที สรุปว่าพวกฉันไม่จำเป็นต้องรอให้ได้สัญชาติแล้ว อีกอย่างฉันไม่ได้ปรารถนาจะได้สักเท่าไหร่ ตอนนี้พวกฉันเลยเริ่มศึกษาเส้นทางสำหรับปีหน้า ที่แน่ๆ คือที่ๆ อากาศอบอุ่น ไม่หนาวแบบประเทศนี้ แถมค่าครองชีพก็แพงหูฉี่ พวกฉันพูดกันอยู่บ่อยๆ ว่า เป็นคนรวยในประเทศที่จน ดีกว่าเป็นคนจนในประเทศที่รวย แม้ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่รวย แต่ฉันก็แสนจะภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนในประเทศนี้ ไม่รู้ทำไมใครๆ ถึงอยากมาอยู่เมืองนอกเมืองนากันนัก ฉันคนนึงล่ะที่ขอฟันธงว่า ไม่มีที่ไหนดีเท่าบ้านเรา อาหารการกิน ผัก ผลไม้ก็สมบูรณ์ อากาศไม่หนาว ร้อนบ้างก็โดดลงน้ำคลายร้อนซะ ว่าไปแล้วก็คนในอยากออก คนนอกอยากเข้านั่นแหล่ะน้า...



Create Date : 21 มีนาคม 2554
Last Update : 21 มีนาคม 2554 16:29:11 น.
Counter : 227 Pageviews.

2 comments
  
"ยังไงศรีก็รอได้..." ขำครับ

"สักวันต้องเกิดผลแน่นอน (มั่นอยู่คนเดียวรึป่าวเนี่ย !)"
เป็นกำลังใจให้นะครับ

"เป็นคนรวยในประเทศที่จน ดีกว่าเป็นคนจนในประเทศที่รวย" จริงครับ

อ่านเรื่องนี้ได้อะไรดีๆ เยอะเลยครับ
โดย: bayesian วันที่: 21 มีนาคม 2554 เวลา:19:29:26 น.
  
สวัสดีปีใหม่ไทยครับ
โดย: bayesian วันที่: 14 เมษายน 2554 เวลา:22:00:40 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Tibou
Location :
Phisanulok  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เด็กอ้วนถือกำเนิดกลางตลาดเมืองสองแคว เมื่อ 31 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ชีพจรลงเท้าไปเรียนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างชีพจรก็พาสองเท้าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเมืองน้ำหอมพร้อมกับความตั้งใจที่จะพูดภาษาฝรั่ีงเศสที่ใฝ่ฝันอยากเรียนสมัยมัธยมให้ได้ แล้วอุบัติรักกับหนุ่มเมืองน้ำหอม(สามีสุดเลิฟ)ก็เกิดขึ้น ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งพร้อมทำหน้าที่แม่บ้าน กรรมกร(บนเรือ)กับสามีอันเป็นที่รัก พร้อมกับพยายามสานฝันอาชีพนักแปลให้สำเร็จ เพื่อให้นักอ่านบ้านเราได้มีโอกาสสัมผัสวรรณกรรมฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น สองคนผัวเมียตั้งฝันเดินทางรอบโลกด้วยเรือลำน้อยของเราในอีกสามปีข้างหน้า จุดหมายไปทางยังไม่ระบุ ที่แน่ๆขั้วโลกอยู่นอกเส้นทาง