ต่อ...
ฉันเริ่มที่จะเคยชินกับการใช้ชีวิตบนเรือที่ไม่ได้มีความสะดวกสบาย แต่ก็ไม่ได้ลำบากลำบนอะไร ไม่ได้รู้สึกทุกข์ทรมาน น้อยอกน้อยใจในโชคชะตาเหมือนเมื่อก่อน ฉันมีกิจวัตรประจำวันของฉัน เกือบสองเดือนที่ผ่านมา ฉันไปนั่งแปล La fille de papiers ของกิโยม มุสโซ นักเขียนคนแรกที่ฉันได้มีโอกาสแปลงานของเขาเป็นเล่มที่สอง ฉันใช้เวลาแปลหนังสือเกือบสี่ร้อยหน้าอยู่เดือนครึ่ง นั่งทำงานวันละแปดชั่วโมง (บางวันก็ไม่ได้แปล เพราะการเดินทางเข้าเมือง La rochelle ไปกลับทำให้เสียเวลาเป็นวันๆ) ดีหน่อยที่ฉันไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปทำงาน ตื่นมาน้ำท่าไม่อาบ กินกาแฟเสร็จแล้วพุ่งไปที่โต๊ะทำงานได้เลย


ตั้งแต่เริ่มแปลฉันไปนั่งแปลเกือบทุกมุมของเรือแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบนเตียง ตอนที่สามีจำเป็นต้องทำงานที่โซฟา ที่โซฟาตอนที่สามีต้องทำงานบนเตียง ช่วงหลังสามีเร่งทำโต๊ะทำงาน ซึ่งจริงๆ แล้วคือโต๊ะสำหรับอ่านแผนที่หรือใช้เกี่ยวกับการเดินเรือ โดยทั่วไปก็จะมีการติดตั้งอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกต่างๆ อย่างเครื่องวัดความลึกของน้ำ เรดาห์ จีพีเอส วิทยุสื่อสาร ทั้งหมดนี้บนเรือฉันไม่มีอะไรสักอย่าง มันเลยกลายเป็นโต๊ะทำงานของฉัน ตั้งแต่ฉันได้ทำงานบนโต๊ะเป็นเรื่องเป็นราว งานก็เดินหน้าอย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นเพราะระดับความสูงของโต๊ะที่เหมาะสมและกว้างพอที่จะให้ฉันวางของรกๆ ของฉันอย่างเต็มที่ แม้อาการปวดหลังเหมือนอาม่าของฉันจะยังคงมีอยู่ แต่ก็ไม่ปวดจนแทบร้องไห้อย่างที่เคยเป็น ฉันกำหนดว่างานแปลต้องเสร็จภายในสองเดือน ซึ่งก็เป็นไปตามที่วางไว้ เดือนครึ่งในการแปล และสองอาทิตย์สำหรับตรวจทานสองรอบ งานเสร็จตามกำหนดส่งสำนักพิมพ์เรียบร้อย ติดอย่างเดียวระหว่างแปล คนที่ฉันต้องส่งงานกลับไม่มีหน้าที่ตรงนี้แล้ว เลยส่งให้ฉันไปติดต่ออีกคนซึ่งฉันไม่เคยรู้จักพูดคุยมาก่อน เลยงงๆ ส่งงานให้เธอไป หวังว่าเธอจะไม่ตอบฉันว่าไม่ได้ดูแลงานตรงนี้แล้ว และส่งฉันให้คนต่อไป(ฉันไม่ใช่ลูกเมียน้อยนะ) ยังไงซะฉันก็ทำงานเสร็จตามกำหนด และเป็นที่น่าพอใจสำหรับฉัน เพราะครั้งนี้ฉันทำอย่างละเอียดรอบคอบที่สุดเท่าที่จะทำได้ หาข้อมูลแน่นเปี๊ยะ ตรวจทานสองรอบ (ฉันน่าจะตรวจอีกที แต่ในใจคิดว่า ถ้าตรวจอีก ฉันก็คงต้องแก้บางจุดไปเรื่อยๆ ไม่เสร็จไม่สิ้น งานฉันก็คงไม่เสร็จซะที สองรอบถือว่าสมเหตุสมผลดี...ตรงนี้คิดเอาเอง) สรุปฉันได้ใช้เวลาในช่วงเทศกาล(กิน)อย่างสบายใจ...


ตอนนี้พวกฉันมาอยู่บ้านแม่สามีหนึ่งอาทิตย์ เนื่องจากแม่เขาไปเที่ยวเลยทิ้งบ้านให้พวกเราได้เอาเท้าเหยียบแผ่นดินบ้าง อ้อ...ก่อนหน้านี้แม่สามีใจดีให้ของขวัญครบรอบวันแต่งงานเมื่อวันที่ 12 ที่ผ่านมาด้วยการไปนอนเล่นในปราสาท Château mouillepied หนึ่งคืน ตอนแรกพวกฉันดีอกดีใจได้นอนปราสาท ศตวรรษที่ 18 แต่น่าเสียดายที่เจ้าของซึ่งซื้อปราสาทมาเมื่อปีครึ่งตกแต่งไม่ดีเท่าไหร่ ห้องที่ฉันอยู่เป็นห้องใหญ่สุด เดิมทีเป็นห้องนั่งเล่น เพดานสูง มีเตาผิง และกระจกใหญ่สามบานยื่นไปยังสวน ห้องขาวโพลน ไม่มีสีสัน ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ มีเตียง ตู้ไม้ใหญ่เก่าแก่ โต๊ะวางทีวี เก้าอี้สามตัวที่เจ้าของพยายามเอาผ้าขาวมาคลุม แต่ฉันว่าไม่มีเลยจะดีกว่า ไม่มีความหรูหราสมฐานะปราสาท ฉันเข้าใจว่าเจ้าของคงไม่รู้จะตกแต่งยังไง ด้วยอาจจะติดขัดเรื่องงบประมาณ เพราะจะตกแต่งห้องนี้ ทั้งม่าน โต๊ะ โซฟา คงยากอยู่ แถมด้วยความที่เพดานสูง เครื่องทำความร้อนไม่สามารถทำความร้อนได้เต็มที่ พวกฉันเลยต้องเอาเครื่องทำความร้อนเคลื่อนที่ๆ ติดรถไว้มาเป่าเพิ่มความร้อน สรุป...ผิดหวังเล็กน้อย แต่แอบติดใจหมอน กะจะดูยี่ห้อไปซื้อมาใช้ แต่ตอนเช็คเอ้าท์เจ้าของเร่งพวกเราฉันเลยลืมดู ไม่ประทับใจอย่างที่หวังไว้...




Create Date : 19 ธันวาคม 2553
Last Update : 19 ธันวาคม 2553 20:36:40 น.
Counter : 212 Pageviews.

1 comments
  
จากภาพห้องดู classic มากๆ ครับ :)
กระจก โคมไฟ โดยเฉพาะเตียง ดู หรูมาก
โดย: bayesian วันที่: 19 ธันวาคม 2553 เวลา:21:01:18 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Tibou
Location :
Phisanulok  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เด็กอ้วนถือกำเนิดกลางตลาดเมืองสองแคว เมื่อ 31 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ชีพจรลงเท้าไปเรียนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างชีพจรก็พาสองเท้าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเมืองน้ำหอมพร้อมกับความตั้งใจที่จะพูดภาษาฝรั่ีงเศสที่ใฝ่ฝันอยากเรียนสมัยมัธยมให้ได้ แล้วอุบัติรักกับหนุ่มเมืองน้ำหอม(สามีสุดเลิฟ)ก็เกิดขึ้น ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งพร้อมทำหน้าที่แม่บ้าน กรรมกร(บนเรือ)กับสามีอันเป็นที่รัก พร้อมกับพยายามสานฝันอาชีพนักแปลให้สำเร็จ เพื่อให้นักอ่านบ้านเราได้มีโอกาสสัมผัสวรรณกรรมฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น สองคนผัวเมียตั้งฝันเดินทางรอบโลกด้วยเรือลำน้อยของเราในอีกสามปีข้างหน้า จุดหมายไปทางยังไม่ระบุ ที่แน่ๆขั้วโลกอยู่นอกเส้นทาง