จากโตเน่ย์-ชารองต์ (Tonnay-Charente)
ในที่สุดทริปออกทะเล ล่องแม่น้ำเข้าสู่คลอง Canal du Midi ก็เริ่มขึ้น หลังจากวางแผนกันมากว่าหลายเดือน ช่วงวันหลังๆ ออกจะยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมตัว เตรียมเรือ การเตรียมตัวก็ไม่ได้มีอะไรมาก ก็แค่ทำการกักตุนอาหาร ข้าวสาร 20 กิโล เส้นสปาเกตตี้สี่ห้ากล่อง ปลากระป๋องหลายหลายรสชาติยี่สิบกว่ากระป๋อง (กะกินกันจนว่ายน้ำแข่งกับปลาได้) ถั่วแขกกระป๋องและเครื่องกระป๋องอื่นๆ ไข่แพ็คใหญ่ แอ๊ปเปิ้ล (เป็นผลไม้ที่เก็บได้นาน และคลายกระหายได้เป็นอย่างดี) สรุปว่าตุนของกินเหมือนจะออกทะเลไม่เจอฝั่งสองอาทิตย์ หลักประจำใจของพวกฉันคือ เหลือดีกว่าขาด ยังไงซะของพวกนี้ก็เก็บไว้ได้นาน ไม่เน่าไม่เสีย ส่วนเรือนี่เตรียมกันจนวินาทีสุดท้ายจริงๆ กำหนดวันเดินทางของพวกฉันเลยขึ้นอยู่กับวันที่ได้รับของที่สั่งซื้อ ปั๊มน้ำสำหรับกรณีน้ำเข้าเรือ สั่งซื้อจากอังกฤษเนื่องจากราคาถูกกว่าซื้อที่นี่ ลูกรอกที่สั่งซื้อทางอินเตอร์เนตเช่นกัน (อันนี้มาถึงหนึ่งวันก่อนเดินทาง ลุ้นกันแทบตาย) ส่วนลูกรอกที่ใช้สำหรับขึงใบเรือด้านหน้า หาซื้อยากเหลือเกิน อาจารย์ที่เคยสอนเรื่องเรือของสามีเลยเสนอให้เอามาทำที่โรงฝึก อุปกรณ์ครบครัน โล่งอกกันไป...

วันแรกของการเดินทาง
พวกฉันเลือกวันนี้เนื่องจากดูพยากรณ์อากาศแล้ว ฟ้าเป็นใจ ไม่ร้อนไม่หนาว ดูกระแสน้ำขึ้นน้ำลง น้ำก็เป็นใจอีก และเป็นวันก่อนพระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์มาเกี่ยวอะไรน่ะรึ ก็เพราะจากที่สังเกตุกันมาหลายครั้ง หลังพระจันทร์เต็มดวง อากาศมักจะเปลี่ยนแปลง เช่นถ้าอากาศดี แดดส่อง ฟ้าโปร่ง หลังพระจันทร์เต็มดวง อาจจะฝนตก หรืออุณหภูมิลดลง สรุปว่าทุกอย่างเป็นใจ เวลาสำหรับการเดินทางคือสี่โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาน้ำลง กระแสน้ำจะได้ช่วยพาเรือออกปากแม่น้ำได้เร็วขึ้น ช่วงเช้าตระเตรียมใบ เก็บของเข้าที่เข้าทาง ตกบ่ายครอบครัวสามีพากันมาส่งครบถ้วนทั้งพ่อ แม่ ยาย น้องชาย น้องสะใภ้ บอกลากันเสร็จศัพท์ก็ชักใบขึ้นเสา ติดเครื่องยนต์ มุ่งสู่ปากแม่น้ำชารองต์ ช่วงแรกๆ เรือล่องตุปัดตุเป๋ เพราะสามียุ่งอยู่กับการเตรียมเชือก ลมไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ ล่องไปได้ห้าร้อยเมตร เห็นแม่สามียืนสังเกตุการณ์อยู่ที่โป๊ะเรือถัดไป เข้าใจว่าจะเป็นกังวล เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พวกฉันจะออกทะเลกับเรือลำนี้ อยากบอกว่าฉันเองก็แอบหวั่นๆ เล็กน้อย ครั้งแรกก็งี้แหล่ะนะ ระหว่างทางเห็นผู้หญิงผู้ชายสองคนกำลังยืนถ่ายรูปพวกฉันแล้วโบกมือให้ พอดูไปดูมาเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของบ้านสามีนั่นเอง เรือค่อยๆ ล่องไปตามทางสู่ปากแม่น้ำ ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง สามีเริ่มชักใบที่สองขึ้นแล้วดับเครื่องยนต์ ให้ลมและน้ำเป็นคนนำทางแทน ส่วนฉันแอบลุ้นแอบตื่นเต้น พยายามไม่แสดงออกให้สามีรู้ว่าแอบกลัว เกรงว่าจะทำให้เขากดดัน พอถึงปากแม่น้ำ สามีชี้ให้ดูเกาะเอ็กซ์ (Ile d’Aix)ที่พวกฉันจะทอดสมอนอนคืนนี้ แล้วจู่ๆ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เรือหมุนกลับ กระแสลมเปลี่ยนทิศทาง พอสามีหันหัวเรือกลับมาตั้งหลักใหม่ พวกฉันกลับรู้สึกว่าเรือไม่ขยับเขยื้อนเหมือนท้องเรือติดอะไรอยู่ สองคนผัวเมียพากันงง น้ำเพิ่งลงได้สองชั่วโมง ไม่น่าจะเกยตื้นได้ พวกฉันเลยจำเป็นต้องติดเครื่องเพื่อดันเรือออกจากตรงนั้นให้ได้ เพราะจะทอดสมอนอนค้างคืนตรงนั้นคงไม่สนุกเท่าไหร่ ยื้อกันอยู่ครึ่งชั่วโมงก็ออกมาได้ เฮ้อ...มันต้องมีอะไรสักอย่างอีกตามเคย จะราบรื่น เรียบง่ายดูจะไม่เหมาะกับพวกฉันสักเท่าไหร่ แล้วเราก็มุ่งหน้าสู่เกาะเอ็กซ์ พวกฉันเลาะไปทางทิศใต้ของเกาะ เพื่อจะทอดสมอในอ่าวเล็กๆ ที่สามีบอกว่ากันคลื่นลมได้ดี ฉันไม่รู้จักก็เชื่อสามีตามเคย ในอ่าวนั้นมีทุ่นลอยสามทุ่นสำหรับเรือที่ต้องการค้างคืนที่นั่นได้ลอยคอรอคอยยามค่ำคืน ส่วนพวกฉันต้องไม่เหมือนใคร ขอทอดสมอเท่านั้น ไม่ได้กลัวโขดหินใต้น้ำอะไรกับเค้าเล้ย ด้วยเห็นว่าท้องเรืออยู่ใต้น้ำแค่ห้าสิบเซนติเมตร กะว่าไม่เจออะไรแน่นอน ตลอดทางฉันไม่ได้มีอาการเมาคลื่นแต่อย่างใด แต่ดันมาเมาตอนทอดสมอนี่แหล่ะ เรือโคลงเคลงไม่หยุด ทั้งลทม ทั้งคลื่นลูกเล็กๆ ฉันกินข้าวไม่ลง ระหว่างทำกับข้าวก็โยกไปโยกมา ฉันเลยตัดสินใจขึ้นเตียงไปนอนแผ่สามสลึงหมดแรง ไมได้มีอะไรดีขึ้น ตลอดคืนนั้นพวกฉันไม่ได้หลับได้นอน โยกเยกกันทั้งคืน นี่ขนาดเป็นอ่าวที่กันคลื่นลมได้ดีนะ ถ้าไม่กันนี่ของที่กินเข้าไปคงออกมาหมด...

วันที่สองเกาะเอ็กซ์ถึงเกาะโอเลรง (Ile d’Oléron)
ตอนเช้าพากันตื่นขึ้นมาแบบมึนๆ รีบเอาเรือออกเพราะตั้งใจจะเข้าปากแม่น้ำจีรง (Gironde) ตอนช่วงน้ำขึ้น วันนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ออกทะเลจริงๆ คลื่นในมหาสมุทรแอตแลนติกเรียบชายฝั่ง เป็นคลื่นลูกใหญ่ ห่างๆ กัน ทำให้การเคลื่อนไหวของเรือค่อยๆ เป็นไปอย่างนุ่มนวล ไม่กระแทกแรงๆ เหมือนในแม่น้ำ เรือค่อยล่องไปตามกระแสลม ฉันบอกได้เลยว่าอยู่กลางทะเลน่ากลัวน้อยกว่าอยู่ในแม่น้ำ เพราะในแม่น้ำเราต้องคอยระวังสองฝั่ง เกิดลมเปลี่ยนทางเรืออาจจะหมุนกลับได้ง่ายๆ ๆ ส่วนกลางทะเลเราใช้วิธีปรับใบตามกระแสลม และทะเลก็กว้างพอที่จะเลี้ยวกลับไปกลับมาสามรอบยังได้ ฉันชอบทะเลมากกว่าแม่น้ำ ฉันมีหน้าที่ดูแผนที่แทบกับตำแหน่งที่ระบุในจีพีเอส ในแผนที่จะมีบอกละติจูด ลงจิจูด ตรงไหนมีประภาคาร ตรงไหนมีโขดหินอันตราย ถ้ามีโขดหินก็ต้องมีคลื่นแรง ด้วยความที่เราแล่นเรียบชายฝั่ง จะเห็นได้จุดน่ากลัวชัดมาก แค่เห็นก็รู้แล้วว่าไม่ควรเฉียดไปแถวนั้น เป้าหมายวันนี้คือเข้าปากแม่น้ำให้ได้ แต่ดูเวลาแล้วสรุปว่าไม่ทันแหงๆ ฉันเลยดูแผนที่หาที่ๆ สามารถทอดสมอได้ พวกฉันจึงตัดสินใจทอดสมอค้างคืนที่จุดสุดท้ายที่สามารถทอดสมอได้ของเกาะ พวกฉันค่อยๆ เอาเรือเข้าใกล้ชายฝั่งเกาะโอเลรง (เกาะใหญ่เป็นอันดับสองของฝรั่งเศส รองจากเกาะคอร์ซิก้า) เห็นอ่าวเล็กๆ อยู่ไม่ไกล ดูแล้วน่าจะเป็นจุดนี้ พวกฉันมองเห็นคนเล่นเซิร์ฟเต็มไปหมด พยายามจ่อเข้าไปที่จุดที่ว่างที่สุด แล้วก็มีคนเล่นคาตามารันเล็กลำหนึ่งเข้ามาใกล้ พวกฉันเลยสอบถามว่าใช่จุดทอดสมอรึป่าว พี่คนนั้นเลยว่าใช่ แต่เรือพวกฉันเข้าไปไม่ได้หรอก มันติ้น สามีฉันตอบกลับด้วยความภาคภูมิใจว่าท้องเรือลึกแค่ห้าสิบเซนติเมตร ยกคีบ (อันนี้ไม่รู้ภาษาไทยเรียกอะไร เลยเอาอวัยวะของปลามาใช้ไปก่อน) ขึ้นได้ พี่แกเลยบอกให้ตามเขาไป ใจง่ายอย่างพวกฉันก็พุ่งเข้าไปเลย เห็นทุ่นลอยเต็มไปหมด เลือกตามใจชอบได้เลย เพียงแต่อย่าใกล้เรือลำอื่นมากไปเท่านั้นเอง สามีฉันเป็นคนคว้าทุ่น ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยคนเล่นเซิร์ฟที่ไม่รู้ติดใจอะไรพวกฉันนักหนา คอยจะพุ่งเข้าหาเรือพวกฉันกันจริง พวกฉันเลยต้องระวังมากขึ้น แถมต้องช่วยกันเล็งทุ่นที่ถูกใจ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ในที่สุดทุ่นนั้นก็เป็นของเราจนได้ คราวนี้เป็นอ่าวที่คลื่นลมสงบจริงใจ ไม่ไก่กาเหมือนเมื่อคืน ระยะเวลาเดินเรือวันนี้แปดชั่วโมงเต็ม หน้าตาเกรียมแดดไปตามๆ กัน แม้ลมจะเย็นแต่แดดก็แรงพอที่จะเผาไหม้พวกฉันได้ คืนนั้นพวกฉันนอนหลับกันเป็นตาย พร้อมกับอาการแสบร้อนที่ใบหน้า (ซื้อของตุนมากมาย แต่ดันลืมครีมกันแดด)...

ปล. ทริปนี้ยังเหลืออีกเป็นเดือน ปกติฉันจะไม่ค่อยได้มีอินเตอร์เนตใช้ ไว้จะค่อยๆ มาอัพข้อมูลเมื่อมีโอกาส หนึ่งเดือนผ่านไปตอนนี้พวกฉันล่องเข้าคลอง Canal latéral à la Garonne มาได้ 100 กิโลเมตรแล้ว ส่วนรูปจะเอามาลงเมื่อจบทริปจ้า...



Create Date : 14 พฤษภาคม 2554
Last Update : 31 กรกฎาคม 2554 2:27:55 น.
Counter : 225 Pageviews.

2 comment
เรื่อยๆ เฉื่อยๆ





ช่วงนี้ไม่มีอะไรมากมาย ชีวิตราบเรียบ คลื่นลมสงบ คิดอีกทีก็ดีไปอย่าง แสดงว่าไม่มีปัญหาให้กลุ้มอกหนักใจ ตอนนี้เป้าหมายหลักของพวกฉันคือเตรียมเรือให้พร้อมสำหรับการเดินทางเดือนหน้า ฉันใช้ชีวิตอยู่ในเรือทุกวัน บางครั้งก็มองไม่ออกว่าภายในเรือมีความก้าวหน้ามากแค่ไหน เดือนนี้อาจจะเห็นชัดหน่อย เนื่องจากสามีฉันเปลี่ยนพื้นเรือใหม่ ทันสมัย ไฮโซกว่าพื้นไม้อัดติดแผ่นกันลื่นสีน้ำตาลอายุสามสิบปีเป็นพื้นพีวีซีหนา 19 มม. สีขาว ประดับด้วยสติกเกอร์สีเหลี่ยมสีดำที่พวกฉันนั่งตัดแปะ ทำให้ดูโมเดิร์นขึ้นเยอะ แถมสะอาดตาสบายเท้ากว่าเดิม นอกจากนี้ก็มีติดตั้งระบบไฟฟ้า 220 V ใหม่ ด้วยกล่องกันน้ำพร้อมคัทเอาท์ตัดไฟใหม่เอี่ยมอ่องสองกล่องที่ได้มาฟรี (ประหยัดงบได้เยอะ) แต่ดันมาเจอปัญหาไฟรั่วซึ่งสงสัยว่าจะมาจากเครื่องยนต์ (อันนี้รู้ได้จากเครื่องตรวจไฟรั่วที่เพิ่งซื้อมาติด) ตอนนี้ยังทำอะไรมากไม่ได้ เนื่องจากฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจ ลมแรงบ้าง ฝนตกบ้าง เลยต้องติดเอาไว้ก่อน พวกฉันค่อนข้างซีเรียสเรื่องระบบไฟฟ้ามากเป็นพิเศษ เพราะเรือทำจากอลูมิเนียม แม้จะแข็งแรงทนทาน ชนหิน ชนสะพานก็ไม่เป็นอะไรมาก แต่ถ้าเจอกระแสไฟรั่วมันจะวิ่งผ่านเข้าไปทำลายโลหะ ทำให้ตัวเรือถึงกับเป็นรูได้ อีกอย่างคือพยายามอยู่ให้ห่างเรือที่ทำจากโลหะประเภทอื่น เช่น เหล็ก โดยเฉพาะตอนจอดอยู่ในท่าเรือปิดเพราะเหล็กร้อนแรงกว่าอลูมิเนียม เรือทำจากเหล็ก อลูมิเนียมจึงมักมีโลหะ (มีหลายชนิด เหล็ก อลูมิเนียม ฯลฯ)ทั้งเป็นแท่ง กรงกลม ทรงรี แล้วแต่จะชอบจุ่มอยู่ในน้ำ โลหะที่อ่อนด้อยกว่าจะวิ่งไปหาโลหะที่แรงกว่า พอมันวิ่งออกไปบ่อยเข้าก็จะเริ่มเป็นรู พอมีไอ้นี่จุ่มอยู่ในน้ำมันจะวิ่งเข้าไปหาโลหะอื่นก่อนที่โลหะจากเรือจะวิ่งไป บางทีฉันเห็นไอ้เจ้านี่เป็นรูแหว่งๆ เบี้ยวๆ แสดงว่ามันไปวิ่งเล่น ฉอเลาะกับเรือลำอื่นโดยไม่บอกกล่าวนั่นเอง ฉันก็อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ถูก เลยต้องอธิบายแบบคนเรียนประวัติศาสตร์แทน พูดเองก็ชักจะงงเอง ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เป็นการตรวจเช็คเกี่ยวความปลอดภัยในการเดินเรือ สามีฉันปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ สองสามอย่างที่ติดอยู่โคนเสากระโดงเรือ เปลี่ยนจากเล็กให้ใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น ตรวจเลือกลูกรอกที่จำเป็นต้องใช้วางตามจุดต่างๆ ส่วนห้องน้ำของฉันยังคงไม่ค่อยได้รับการเหลียวแลสักเท่าไหร่ (พ่อฉันแซวว่า ถ้าใครถามว่าทำไมมาไม่เที่ยวฝรั่งเศส ให้ตอบว่าพ่อกับแม่กลัวไม่ได้อาบน้ำ) แต่อย่างน้อยก็มีก๊อกน้ำติดไว้รอท่าสายยางและน้ำแล้วล่ะ ที่แน่ๆ เดือนหน้าต้องเสร็จ ไม่เป็นไร สามีฉันมีแค่สองมือ ทำทีเดียวก็ไม่ได้ ยังไงศรีก็รอได้...

ส่วนเรื่องการงานของฉันยังดูหงอยๆ เหงาๆ จนน่าตกใจ ฉันเสนอหนังสือแปลให้ทางแพรวสำนักพิมพ์ไปสองเรื่อง เรื่องแรกของกีโยม มุสโซเจ้าเก่า บก.คนใหม่ที่ฉันไม่รู้จักตอบกลับมาว่าขอดูกระแสเล่มแรกก่อน (จะว่าไปก็เล่มที่สองของฉันนั่นแหล่ะ แต่คงหมายถึงเล่มแรกสำหรับเธอ) แถมข่าวคราวเล่มนี้ก็เงียบแอ้บ ไม่มีสัญญาณใดๆ ให้ฉันรับรู้ว่าหนังสือของฉันเป็นยังไงบ้าง ยังไม่เห็นส่งกลับมา เลยต้องคิดเอาเองว่าแปลดีจัดไม่มีการแก้ไขใดๆ ส่วนเล่มที่สองเสนอไปคือแนวใหม่ที่ฉันอ่านแล้วก็ชอบ เป็นของ Tatiana de Rosnay ลองเสนอไป อันนี้หนักเลย ไม่มีคำตอบใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการตอบรับ ไม่หือ ไม่อือ ฉันรู้สึกแปลกๆ กับการทำงานลักษณะนี้ ทำงานแบบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับ บก. ฉันเลยไปไม่ถูกเลย ไม่เหมือนกับ บก.คนเก่าที่มีอะไรมักจะมีการพูดคุยกันเสมอ เล่มไหนเสนอไปเธอก็รับเอาไปเสนออีกที เอาไม่เอาก็ว่ากันไป ไม่เป็นไร แต่ละคนทำงานก็ต่างกันไป ในเมื่อไม่ได้รับการตอบรับ ฉันเลยหอบไปเสนอสำนักพิมพ์อื่นๆ บ้าง เพื่อเป็นการขยายฐานที่มั่นของฉัน จะติดอยู่กับสำนักพิมพ์เดียวคงไม่ได้ ฉันเลยเสนอสำนักพิมพ์วงกลมไปตามที่คุณมิว นักแปลรุ่นพี่ที่ฉันแอบใช้เธอเป็นพลังในการทำงานแนะนำ เจ้าสำนักพิมพ์ใจดีตอบกลับมาว่า หนังสือแปลฝรั่งเศสขายยากมาก ต้องไปวางกลยุทธ์ใหม่ก่อน แป่ว ! คำตอบนี้เป็นคำตอบเดียวกับเมื่อสามสี่ปีที่แล้ว ตอนที่ฉันเริ่มเสนองานแปลใหม่ๆ สามสี่ปีผ่านไปตลาดหนังสือฝรั่งเศสก็ยังขายไม่ดีหรือเนี่ย คนแปลเศร้าใจ...
ไม่เป็นไร ฉันก็ส่งเสนอต่อไปอีกหลายสำนักพิมพ์ ท้อไม่ได้ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ถ้าอยู่เฉยๆ รอราชรถมาเกย ชาติหน้าก็คงนั่งรออยู่ที่เดิม เวลาที่ฉันท้อๆ ฉันก็กลับไปอ่านบล็อกของคุณมิว พออ่านไปก็รู้ว่าตัวเธอเองก็ใช้เวลารอคอยอยู่หลายครั้ง กำลังใจฉันก็เริ่มมา ตอนนี้ฉันก็อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ (รู้สึกเหมือนมีอาชีพอ่านหนังสือแฮะ) เจอเล่มไหนดีฉันก็เสนอไป ทำไปเรื่อยๆ สักวันต้องเกิดผลแน่นอน (มั่นอยู่คนเดียวรึป่าวเนี่ย !)

อ้อ...อีกเรื่องที่ทำให้พวกฉันดีใจยิ่งนักคือ ตอนแรกพวกฉันตั้งเป้าว่าเมื่อแต่งงานตามกฏหมายฝรั่งเศสครบสี่ปี ฉันสามารถขอสัญชาติได้ ไม่ได้ต้องการอะไรมาก เพียงแค่เพื่อความสะดวกในการเดินเรือรอบโลก คนฝรั่งเศสเข้าออกประเทศต่างๆ ได้สะดวก ไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยาก แต่พอดูแล้วนานเกินกว่าพวกฉันจะทนได้ เลยไปหาข้อมูลมาใหม่หลังจากที่เคยหาไว้บ้างแล้วว่า คนไทยยังเราไปประเทศไหนได้บ้างโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้าให้วุ่นวาย จะฟรีหรือจะจ่ายตอนมาถึงก็ว่ากันไป ผลออกมาว่าคนไทยอย่างเราไปได้เกือบเก้าสิบประเทศทั่วโลก (ดีใจโลด เข้าใจว่ามีการเปลี่ยนแปลง เพราะก่อนหน้านี้มีน้อยประเทศกว่านี้) แถมยังมีที่ๆ พวกฉันอยากไปไม่น้อย เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ละตินอเมริกา ทะเลแคริเบียน ที่สำคัญ เกาะ Cape Verde ในฝัน พอศึกษาไปเรื่อยก็เริ่มเดาระบบการเข้าออกประเทศต่างๆ ได้ว่า ในเกาะเล็กหรือประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีสถานทูตในไทย เราสามารถขอใบผ่านเข้าบ้านเขาในสถานที่ใกล้เคียงได้ ถ้าผ่านเข้ามาทางอื่นก่อน หรือไม่ก็มาเลยแล้วเดี๋ยวแจกใบผ่านอีกที บวกกับประเทศในยุโรปอีกเกือบสามสิบประเทศที่ฉันมีวีซ่าอยู่แล้ว แต่ยังไงกลับเมืองไทยคราวหน้าฉันค่อยไปคอนเฟริ์มข้อมูลจากกระทรวงต่างประเทศอีกที สรุปว่าพวกฉันไม่จำเป็นต้องรอให้ได้สัญชาติแล้ว อีกอย่างฉันไม่ได้ปรารถนาจะได้สักเท่าไหร่ ตอนนี้พวกฉันเลยเริ่มศึกษาเส้นทางสำหรับปีหน้า ที่แน่ๆ คือที่ๆ อากาศอบอุ่น ไม่หนาวแบบประเทศนี้ แถมค่าครองชีพก็แพงหูฉี่ พวกฉันพูดกันอยู่บ่อยๆ ว่า เป็นคนรวยในประเทศที่จน ดีกว่าเป็นคนจนในประเทศที่รวย แม้ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่รวย แต่ฉันก็แสนจะภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนในประเทศนี้ ไม่รู้ทำไมใครๆ ถึงอยากมาอยู่เมืองนอกเมืองนากันนัก ฉันคนนึงล่ะที่ขอฟันธงว่า ไม่มีที่ไหนดีเท่าบ้านเรา อาหารการกิน ผัก ผลไม้ก็สมบูรณ์ อากาศไม่หนาว ร้อนบ้างก็โดดลงน้ำคลายร้อนซะ ว่าไปแล้วก็คนในอยากออก คนนอกอยากเข้านั่นแหล่ะน้า...



Create Date : 21 มีนาคม 2554
Last Update : 21 มีนาคม 2554 16:29:11 น.
Counter : 230 Pageviews.

2 comment
แล้วก็เจอจนได้ซิน่า...
เมื่อวานตอนเช้ารู้สึกกระชุ่มกระชวย เลยเล่นโยคะไปพร้อมกับวิดีโอที่โหลดมาจากยูทบ ใช้เวลาฝึกครึ่งชั่วโมง เหงื่อแตกเหงื่อแตน สามีงงว่ามันได้เหงื่อขนาดนี้เลยรึ สามีฉันมักคิดว่าเป็นอะไรเบาๆ ช้าๆ ไม่ต้องออกแรงอะไรมาก พอมาเห็นฉันฝึกเลยเริ่มรู้ว่ามันถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งจริงๆ นั่นแหล่ะ พอฝึกเสร็จอาบน้ำ กินข้าว แล้วพวกฉันก็มานั่งดูข้อมูลสำหรับการล่องเรือย้ายสำมะโนครัวไปสเปน แผนการล่องเรือในแม่น้ำและคลองในฝรั่งเศสเป็นรูปเป็นร่างแล้ว กำหนดการก็เรียบร้อย ถ้าอากาศเป็นใจเราจะเริ่มช่วงก่อนกลางเดือนเมษา ดูน้ำขึ้นน้ำลงแล้วเหมาะสม ไม่ต้องหักโหมมาก เราค่อยๆ ไป เพื่อทดสอบเรือในฐานะเรือใบกลางทะเล หลังจากที่ผ่านมาแปรสภาพเป็นเรือยนต์ กำหนดไว้สามวันก่อนแล่นเข้าแม่น้ำ Gironde ระหว่างนี้พวกฉันก็เลยเริ่มดูลาดราวสถานที่ๆ เราอยากไปอยู่หลังจากสิ้นสุดโปรแกรมล่องคลอง ซึ่งไม่ปลายปีนี้ก็ต้นปีหน้า เกาะที่พวกฉันเล็งไว้คือ เกาะ Formentera ซึ่งอยู่ใกล้กับไอบีซ่าชื่อดัง แต่พวกฉันยังไม่แน่ใจนัก เพราะท่าเรือสเปนขึ้นชื่อเรื่องราคาแพงหูฉี่ เนื่องจากเป็นท่าเรือเอกชน แถมอยู่ในทะเลเมดิเตอเรเนียน (ทะเลไฮโซ) ซึ่งส่วนใหญ่ไปเกยตื้นตรงไหนก็ต้องจ่าย ถ้าไม่เข้าทางพวกฉันก็อาจจะไปจนถึงโมร็อกโค แต่ก็จะติดปัญหาเรื่องวีซ่าของฉัน เรื่องนี้อยู่ระหว่างการศึกษา

พอกินข้าวกลางวันที่บ้านยายสามีเสร็จ สามีฉันอยากไปแงะปลั๊กไฟในแคมป์ปิ้งร้างที่โดนพายุถล่มเมื่อปีที่แล้วมาใช้ในเรือ ฉันไม่ชอบการไปงัดแงะแบบนี้เท่าไหร่ แม้จะไม่ผิดอะไร ไม่ใช่การขโมย แถมคนที่นี่ก็ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน ดูจากสภาพแล้ว สามีฉันไม่ใช่รายแรกที่เข้าไปสำรวจ ฉันเลยขอรออยู่บนรถ ฉันขับไปจอดรอที่ลานจอดรถริมทะเล ไปถึงมีรถจอดอยู่แล้วสองสามคัน ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไร งัดกรรไกรมานั่งเล็มผมแตกปลาย เงยหน้ามองรอบข้างเป็นพักๆ ตอนนั้นเห็นผู้ชายคนนึงจอดรถเข้าข้างทางห่างรถฉันไปประมาณ สิบห้าเมตร ฉันหันไปเห็นคนเสื้อแดงลงจากแว็บๆ แล้วหันกลับมาดูผมฉันต่อ สักพักฉันเริ่มรู้ตัวว่าจอดอยู่คันเดียว ก็ยังเฉยๆ แล้วฉันก็เห็นตาลุงเสื้อแดงก็เริ่มวนเวียนไม่ห่างจากรถฉัน ตอนนั้นฉันก็ยังก้มหน้าก้มตาของฉันไป หางตาก็แอบมอง และคิดในใจว่ามันต้องมาโรคจิตกะฉันแน่แล้ว พยายามไม่เงยหน้ามอง ตาลุงเสื้อแดงเริ่มค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้รถฉันอีก ฉันเลยเงยหน้าขึ้น แล้วฉันก็ได้เห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น แต่ดันคิดไว้ก่อนแล้วว่าต้องเห็นแน่ๆ ฉันเลยรีบสตาร์ทรถแล้วขับออกไป ฉันชะลอรถดูป้ายทะเบียนรถตาลุงโรคจิต จำได้ขึ้นใจ ดูไว้อย่างนั้นก่อน ยังไม่รู้จะทำอะไร พอขับเลยมันออกมาไม่กี่เมตร ฉันดันคิดได้ว่า ทำไมไม่บีบแตรดังๆ หลายครั้งให้มันตกใจ และให้คนแถวนั้นได้ยินนะ แต่คิดได้ก็ช้าไปแล้ว ฉันไม่ได้ตกใจอะไร มันงงๆ มากกว่า ถึงจะไม่ใช่ครั้งแรกก็เหอะ ใครเห็นอย่างนี้ก็อึ้งเหมือนกันแหล่ะนะ สามีฉันขึ้นรถ พอขับไปได้สักพักฉันเลยเล่าให้สามีฟัง สามีฉันว่าทำไมไม่ขับเหยียบตีนมันซะเลย (ก็ว่า...ตอนนั้นไม่ทันคิด ถ้าย้อนเวลาได้ จะขับไปเหยียบตีนมัน) คุยกันไปก็เห็นตรงกันว่า ทำอะไรไปก็เท่านั้น คนโรคจิตก็คือโรคจิต อย่าไปอะไรมากมายเลย ฉันไม่ได้อะไรมากมาย แต่ภาพมันติดตาฉัน ฉันมันเป็นพวกเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นแล้วจะติดตาอยู่อีกหลายวัน ระหว่างอัพบล็อกอยู่นี่ก็ยังหลอนไม่หยุด ถ้าถามว่ารู้สึกยังไง ฉันบอกได้คำเดียวว่า รู้สึกว่าจะซวย เอาวะ...คิดซะว่า อย่างน้อยชีวิตนี้ก็เคยโดนฝรั่งจิตใส่ (เป็นเรื่องน่าภูมิใจมั้ยเนี่ย)



Create Date : 03 มีนาคม 2554
Last Update : 3 มีนาคม 2554 5:07:37 น.
Counter : 233 Pageviews.

2 comment
ได้เวลาพักใจ ขยับกาย...
ที่ผ่านมาฉันตกอยู่ในภาวะหดหู่ รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สามวันดี สี่วันบ้า เลยไม่มีอารมณ์อัพบล็อกที่ใกล้ร้างเต็มที พยายามปรับสภาพจิตใจตัวเองโดยลำพัง ฉันคิดว่าในเมื่อตัวเองเป็นคนทำร้ายสภาพจิตใจตัวเอง ฉันก็ต้องเป็นคนแก้ไขมันให้ได้ แต่มันไม่ง่ายเลย แถมยังเลวร้ายลงด้วยอาการปวดหลัง ฉันตัดสินใจไปหาหมอเพื่อตรวจดูว่ามีอะไรผิดปกติรึป่าว หมอคนนี้เป็นคนที่สาม หลังจากคนแรกเป็นหมอเชี่ยวชาญด้านไขกระดูก เอ็กซ์เรย์แล้วกระดูกไม่มีอะไรผิดปกติ หมอเพียงแค่สั่งให้ฉันออกกำลังกายและเขียนใบสั่งยาให้ไปหานักกายภาพบำบัดเพื่อทำการปรับบุคลิกภาพ อาการปวดหลังฉันน่าจะมาจากการที่ฉันมักจะก้มหน้า ทำให้กระดูกต้นคองอ เห็นเป็นก้อนหนาเหมือนอูฐ แต่ฉันก็ไม่ได้ไปหานักกายภาพบำบัด พอตรวจเลือดออกมา ผลก็บอกว่ามีอาการอักเสบ หมอประจำตัวฉันซึ่งเป็นหมอทั่วไป คิดว่าไม่มีอะไป ต่อมาหมอคนนี้เกิดเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายด้วยวัย 78 ปี ทำให้ฉันต้องเปลี่ยนหมอใหม่ บังเอิญหมอคนใหม่เป็นหมอกระดูกด้วย พอดูแล้วกระดูกไม่เป็นไร เลยบอกให้ฉันออกกำลังกาย และสั่งยาแก้ปวดให้กินสิบวัน ฉันก็ตั้งหน้าตั้งตากินไปได้สี่วัน ระหว่างนั้นก็บ้าๆ บอๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หงุดหงิด ไม่รู้เป็นอะไร หลังก็ยังปวดไม่หาย จู่ๆ เช้าวันที่ห้าระหว่างกินกาแฟ ฉันเลยเอาใบกำกับยามานั่งอ่าน อ่านได้ความว่า การกินยานี้อาจมีผลข้างเคียงคือ หลับไม่สนิท ฝันร้าย หดหู่ หงุดหงิด โมโหร้าย ถึงขนาดอาจทำร้ายตัวเองหรือคนรอบข้าง และอื่นๆ อีกมากมาย สรุปว่าอาการที่บอกคือสิ่งที่ฉันประสบอยู่ เลยบอกกับสามีว่า ยานี้ทำให้บ้ารึป่าว ฉันมีอาการเหมือนที่เขียนเป๊ะ เขาว่ารู้อยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะเป็นจริงๆ เลยไปถามเภสัชฯอีกที เพื่อนความชัวร์ว่ากินแล้วไม่บ้า เภสัชฯบอกว่าอย่าไปอ่านที่เขียนไว้ (อ้าว...ไม่ให้อ่านแล้วเขียนทำไมฟะ) ฉันก็กินต่อไปจนครบที่หมอสั่งแล้วหยุด อาการเริ่มสงบขึ้น หมอเขียนใบสั่งยาให้ไปหานักกายภาพเพื่อนวดหลังและทำกายภาพ ทำไปหลังก็ปวดเหมือนเดิม แต่ความหดหู่หายไป เริ่มมีกำลังใจขึ้นมาใหม่ ฉันไปนวดแค่อาทิตย์ละสองวัน ครั้งละครึ่งชั่วโมง (ดีนะไม่เสียตังค์ ด้วยความดีของประกันสังคมฝรั่งเศสที่ทำให้รักษาฟรี ไม่งั้น กระเป๋าคงแห้งกรัง) ช่วงนี้ฉันเลยตั้งใจว่าจะทำใจให้สบาย ไม่คิดมากให้ปวดจิต ตั้งใจคลายอาการปวดหลัง เลยหันกลับมาเล่นโยคะอีกครั้งหลังจากเลิกไปเป็นปี การเล่นโยคะที่นี่มีราคาแพง เป็นของหรูหราไฮโซ ฉันสู้ราคานี้ไม่ไหว เลยโหลดวิดีโอมาฝึกเอง ฝึกคนเดียวก็ได้ฟะ หวังว่าอาการปวดหลังจะทุเลาบ้าง แอบคิดว่าอาจได้ผลพลอยได้ทำให้โรคไขมันติดหลังทุเลาลงด้วย เวลาเห็นพุงตัวเองแล้วมันปวดใจเกินจะรับได้ (นี่ขนาดไม่เห็นหลังนะ) เอาวะ...ขยับกายวันนี้เพื่อสิ่งที่ดีในวันข้างหน้า

พอคิดได้แบบนี้ก็เริ่มสบายใจ แถมเริ่มมีแรงบันดาลใจให้กลับมาหางานแปลอีกครั้ง ตอนนี้ฉันกำลังแปลเรื่องใหม่เพื่อเสนอสำนักพิมพ์ เล่มนี้ต่างจากเล่มที่ผ่านมา ฉันขอเปลี่ยนแนวบ้าง เลยหยิบเอาเรื่อง Le Voisin ของ Tatiana de Rosnay นักเขียนเบสต์เซลเลอร์ติดอันดับหนึ่งในห้าของฝรั่งเศสมาแปล อ่านแล้วสนุกอีกแบบ เลยลองแปลเสนอสำนักพิมพ์ดู (ตอนนี้อยู่ระหว่างขัดเกลาเล็กน้อย) ในใจก็ตั้งมั่นเต็มที่ ฉันไม่ได้มีชื่อ ไม่มีคนรู้จักฉัน แถมฉันไม่รู้จักคนในแวดวงหนังสือมากนัก แต่ฉันไม่คิดถอยอยู่แล้ว เบื่อบ้าง เซ็งบ้าง ท้อบ้างไม่เป็นไร มันเป็นเรื่องธรรมดา ฉันจำคำพูดที่อาม่ามักบอกกับพวกฉันตอนที่อาม่ายังอยู่ได้เสมอ “เกิกเป็งคงต้องอกทง”เอาวะ ! ทนก็ทน...



Create Date : 02 มีนาคม 2554
Last Update : 2 มีนาคม 2554 0:09:19 น.
Counter : 177 Pageviews.

2 comment
แล้วเรือยนต์ก็แปลงร่างเป็นเรือใบ





หลังจากเรือใบของพวกฉันอยู่ในโหมดเรือยนต์มากว่าหกเดือน ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เอาเสากระโดงเรือขึ้นแปลงร่างเป็นเรือใบเรียบร้อย เปิดปฏิทินดูเวลาและระดับน้ำขึ้นอยู่สองอาทิตย์ พวกฉันจึงตัดสินใจว่าวันที่ 30 ม.ค. ประมาณบ่ายสามโมงเหมาะที่สุด น้ำขึ้นสูงสุดช่วงบ่ายสามครึ่ง ไม่สูง ไม่ต่ำเกินไป สามารถเอาเรือเทียบตลิ่งได้ไม่มีปัญหา แต่อยู่ในข้อแม้ว่า จะต้องเอาเสาขึ้นให้เสร็จก่อนน้ำลง ซึ่งก็แปลว่าประมาณชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่ง เพราะถ้าน้ำลงเราจะต้องติดแหงกอยู่ที่ตลิ่งตลอดคืน ไม่มีไฟฟ้า เครื่องทำความร้อน เรื่องนี้ศรีทนไม่ได้ ว่าแล้วก็เริ่มลงมือ พวกฉันใช้เวลาเตรียมเสา อยู่สองวันท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ต่อไฟเรือที่ยอดเสา เปลี่ยนเชือกที่ใช้งานจริง ตรวจดูสายเคเบิ้ลที่ใช้ค้ำเสาให้ตั้งตรงต่างๆ ให้เรียบร้อย ก่อนเอาเรือไปที่ใต้สะพานแขวนที่พวกเราเคยใช้เอาเสาลงเมื่อหกเดือนก่อน ว่าแล้วเวลาบ่ายสองโมงสี่สิบห้า พวกเราก็สตาร์ทเครื่องยนต์ โดยมีอองเดรเพื่อนพ่อสามีมากับเรือ พ่อสามีและฌอง-ปิแอร์เพื่อนพ่อเขาไปรอรับที่ตลิ่งใต้สะพานซึ่งอยู่ห่างไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร เมื่อเรือเทียบท่าเรียบร้อย สามีและประธานชมรมเรือก็พากันขึ้นไปบนสะพานสูงสามสิบห้าเมตร เพื่อเตรียมรอกสำหรับใช้ในการยกเสาขึ้น ส่วนฉันรอรับเชือกและรอกอยู่บนเรือ พอจับอุปกรณ์ได้ก็มัดเชือกและเอารอกเกี่ยวกับเสา โดยมีสามี ประธานชมรม และอองเดร อยู่บนเรือเพื่อคอยต่อสายเคเบิ้ลต่างๆ ตามตำแหน่งเพื่อทำให้เสาตั้งตรง อีกสองคนคอยดึงเชือกค่อยๆ ยกเสาขึ้น ส่วนฉันที่คอยมัดเชือก ถือสายเล็กๆ น้อยๆ โน่นนี่ในตอนแรกก็แปลงร่างทำหน้าที่เป็นช่างภาพ คอยเก็บภาพโดยพยายามไม่ให้เกะกะคนอื่น

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เสากระโดงเรือก็ตั้งขึ้นเรียบร้อยหน้าตาเหมือนเรือใบอย่างที่ควรเป็น วันนั้นอากาศหนาวเย็นทีเดียว ฉันต้องผลุบเข้าผลุบออกในเรืออยู่บ่อยๆ พอเสาตั้งตรงแข็งแรงเราจึงรีบเอาเรือกลับเข้าโป๊ะขณะน้ำกำลังลง ทุกอย่างเกือบจะผ่านไปด้วยดี แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกตามเคย (ทุกครั้งพวกฉันจะต้องมีเรื่องอะไรสักอย่าง น้อยครั้งจะราบรื่นเหมือนน้ำไหล...) ฉันบอกให้สามีเอาเรือเทียบคู่กับเรือใบอีกลำ แล้วเราค่อยๆ ช่วยกันขยับเรือโดยดึงเชือกเพื่อเอาเรือเขาเทียบท่าด้านในโป๊ะซึ่งมีขนาดพอให้เรือเราเข้าไปได้พอดิบพอดี แต่อองเดรบอกว่าเราถอยหลังเข้าเทียบท่าได้สบายๆ เพราะกระแสน้ำนิ่ง สามีฉันดันเห็นด้วย เลยตั้งใจเอาเรือเข้าเทียบท่าโดยการถอยหลังเข้า ระหว่างนั้นฉันอยู่ที่หัวเรือเพื่อเตรียมเชือก สามีฉันค่อยๆ ถอยเข้าไป อองเดรซึ่งอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบเก้าเท้าลงจากเรือ ตอนนั้นไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ฉันเห็นอองเดรก้าวเท้าลง แต่ไม่มั่นคงนักตะโกนให้สามีฉันโยนเชือกให้ พอสามีฉันโยนเชือกให้ อองเดรพยายามคว้าเชือก แล้วจู่ๆ อองเดรก็หงายท้องตกน้ำ ฉันและสามีตกใจ คนรีบวิ่งมาช่วยดึงอองเดรขึ้น ระหว่างนั้นพวกฉันพยายามเอาเรือถอยเข้าได้สำเร็จ อองเดรเปียกปอน ฉันรีบเอาผ้าขนหนูให้อองเดร อองเดรดูไม่เป็นอะไรมาก ยืนยันว่าโอเค แต่พวกฉันไม่คิดว่าโอเค น้ำอุณหภูมิศูนย์องศา อองเดรอายุไม่น้อย พวกฉันล่ะหนาวแทน ถ้าเป็นฉันคงตื่นตระหนก แม้จะว่ายน้ำเป็นก็เหอะ แต่น้ำเย็นขนาดนั้น แค่คิดก็หนาวถึงกระดูกแล้ว จากนั้นพ่อสามี อองเดร และฌอง-ปิแอร์ก็รีบกลับเพื่อให้อองเดรได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำร่างกายให้อบอุ่น...

สิบนาทีต่อมาเพื่อนๆ ก็มาถึง โดยไม่ตั้งตัว เบนจี้ที่กลับมาจากสเปน ซองดรีน เซบ และอานาเอ้ หนูน้อยวัยหนึ่งเดือน พากันมาอัดกันแน่นอยู่ในเรือ อานาเอ้น่ารักน่าชัง ผมดกดำ สงบจนน่าเหลือเชื่อ ไม่ร้องสักแอะ ระหว่างที่ฉันกำลังเล่นกับอานาเอ้ จู่ๆ แกก็นิ่งอึ้งไม่ขยับเขยื้อน สะกิดก็ไม่ขยับเขยื้อน ตัวแข็งทื่อ ฉันตกใจเล็กน้อย เซบบอกว่าเป็นปกติ หลังจากมีเด็กทารกมาเยือนเรือ ทำให้สามีฉันเกิดจินตนาการในแง่ดี เริ่มคิดว่ามีลูกบนเรือก็ดูดีไม่เลว ไม่ได้กินพื้นที่มากมาย สามีฉันเริ่มคิดว่าพวกเราอาจจะมีลูกเร็วขึ้น ฉันแอบดีใจ แต่ยังไงก็รอนิดนึง ให้ฉันได้มีประสบการณ์เดินเรือในทะเลให้มีความคุ้นเคยซะก่อนเพื่อความสบายใจของสามีและฉัน แต่คงไม่รอนานอย่างที่เคยคิดกันไว้...



Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2554 0:05:43 น.
Counter : 224 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  

Tibou
Location :
Phisanulok  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เด็กอ้วนถือกำเนิดกลางตลาดเมืองสองแคว เมื่อ 31 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ชีพจรลงเท้าไปเรียนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างชีพจรก็พาสองเท้าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเมืองน้ำหอมพร้อมกับความตั้งใจที่จะพูดภาษาฝรั่ีงเศสที่ใฝ่ฝันอยากเรียนสมัยมัธยมให้ได้ แล้วอุบัติรักกับหนุ่มเมืองน้ำหอม(สามีสุดเลิฟ)ก็เกิดขึ้น ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งพร้อมทำหน้าที่แม่บ้าน กรรมกร(บนเรือ)กับสามีอันเป็นที่รัก พร้อมกับพยายามสานฝันอาชีพนักแปลให้สำเร็จ เพื่อให้นักอ่านบ้านเราได้มีโอกาสสัมผัสวรรณกรรมฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น สองคนผัวเมียตั้งฝันเดินทางรอบโลกด้วยเรือลำน้อยของเราในอีกสามปีข้างหน้า จุดหมายไปทางยังไม่ระบุ ที่แน่ๆขั้วโลกอยู่นอกเส้นทาง