Après la pluie, c'est du beau temps
เมื่อวานนี้ Channiers อากาศดีมาก หลังจากที่ฝนตกเปียกแฉะอยู่สองวันสองคืน จริงๆ แล้วฉันชอบเวลาฝนตก สอดตัวเข้าไปอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ ฟังเสียงฝนกระทบหลังคาและนอนอ่านหนังสืออย่างสบายใจ แต่ครั้งนี้ฉันทำอย่างที่ชอบไม่ได้ เพราะฉันต้องช่วยสามีที่กำลังทำมุมห้องครัวบนเรือหยิบจับเครื่องมือ ถ้าฉันละเลยเดี๋ยวจะหาว่าฉันเฉยเมยไม่ช่วยกันทำงานอีก ขณะเดียวกันฝนก็สาดเข้ามาภายในเพราะถ้าเราปิดประตูจะทำให้มองไม่เห็นอะไรเลย พวกฉันเลยต้องแฉะๆ ชื้นๆ กันไปทั้งวัน ตอนนี้มุมทำครัวของพวกฉันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เราเริ่มจากการติดตั้งเตาอบก่อนจากนั้นค่อยเริ่มติดตั้งอ่างล้างจาน ทำตู้เก็บของ มุมสำหรับตู้เย็นและอื่นๆ ที่จำเป็นขึ้นรอบๆ เตาอบ การทำห้องครัวบนเรือไม่ใช่ง่ายๆ เลย เราต้องวัดขนาดให้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องคำนึงถึงการระบายน้ำจากอ่างล้างจานออกนอกเรือ มุมที่ต้องติดตั้งปั้มน้ำแบบใช้เท้าเหยียบสำหรับอ่างล้างจาน ความยากของการตกแต่งภายในเรือคือ การที่ไม่มีอะไรตรงเลยสักอย่างทำให้ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ราคาค่อนข้างสูง ถ้าพลาดก็ต้องซื้อใหม่แล้วเอาไอ้ที่เราทำพลาดไปปรับทำอย่างอื่นแทน แม้จะไม่เสียป่าวซะทีเดียว แต่ก็ทำให้เสียเวลาพอสมควร อย่างเช่นมุมครัวของเราก็พลาดไปเล็กน้อย พวกเราตัดสินใจย้ายอ่างล้างจานจากเดิมที่อยู่ใกล้ทางลงซ้ายมือของเตาอบ มาอยู่ด้านขวามือของเตาอบและห่างจากท่อระบายน้ำออกของเรือไปกว่า 20 ซม.แทน ซึ่งทางเทคนิคถือว่าไม่ถูกต้องเท่าไร เพราะอ่างล้างจานควรจะอยู่ใกล้กับเส้นกลางของเรือให้มาที่สุด เพราะถ้าขณะออกเรือเจอคลื่นหรือลมที่ทำให้เรือเอียงมากจะทำให้การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ แต่สำหรับฉันซึ่งไม่รู้เรื่องเทคนิค ฉันว่าตอนที่มีคลื่นลมแรงขนาดนั้น ฉันคงไม่มานั่งล้างจานหรือทำกับข้าวหรอกมั้ง... สรุปว่าการตกแต่งภายในเรือต้องคำนึงถึงทั้งเรื่องของเทคนิค ความปลอดภัย ความสะดวกและความสวยงามไม่ว่าจะอยู่กลางทะเล ท่าเรือ แม่น้ำ คลื่นลมแรง ฝนตก แดดออก ฯลฯ...







ตอนบ่ายฉันลงมือดูดฝุ่นทำความสะอาดตามปกติ ไม่รู้ฉันคิดอะไรจู่ๆ ก็อยากจะดูดฝุ่นในมุมที่ฉันไม่ค่อยได้ทำ เพราะมันไม่เคยสกปรก ฉันจ่อสายดูดเข้าไปดูดอย่างแรงและค้นพบแอ่งน้ำเล็กๆ ตอนแรกฉันแค่แปลกใจว่าน้ำมาจากไหน ก็ปิดเครื่องดูดฝุ่นหันมาหาฟองน้ำเช็ดน้ำแทน จากนั้นจึงทำการดูฝุ่นต่อ แต่เพียงแค่สามวินาทีกลิ่นไหม้ก็โชยมาเตะจมูก น้ำที่ฉันดูดเข้าเครื่องดูดฝุ่นเข้าไปทำปฏิกริยากับมอเตอร์และเกิดระเบิดขึ้นนั่นเอง เครื่องดูดฝุ่นเครื่องสุดท้ายที่มีอยู่จึงไปจบที่สุสานตามระเบียบ แต่ปัญหาคือพวกฉันต้องระวังไม่ให้พื้นสกปรกมากนัก จะมาเลื่อยมาเจาะอะไรข้างในไม่ได้อีกแล้วจนกว่าจะหาเครื่องดูดฝุ่นเครื่องใหม่มาแทน ถ้าจบแค่นั้นน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เวลามีอะไรร้ายๆ เกิดขึ้นอย่างนึง มีเหรอที่เจ้าโชคร้ายจะปล่อยเราไปง่ายๆ คืนเดียวกันสามีฉันทำแก้วแตก เฮอะๆๆๆ...ไม่มีเครื่องดูดฝุ่น ไม่มีแปรงกวาด แล้วเท้าฉันจะรอดเรอะ เมื่อเช้าโดนไปที่เท้าซ้ายสองทีตามระเบียบ



ฉันเขียนบล๊อกมาได้สามสี่บล๊อกแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตกแต่ง สร้างสีสันให้บล๊อกของตัวเองได้ดั่งใจ ฉันทำวิดีโอเอาไว้ ลงใน youtube เรียบร้อย แต่ไม่สามารถลิ้งก์ใส่บล๊อกได้ เอาไว้ฉันไปบ้านพ่อสามีเมื่อไหร่ค่อยใช้เวลาศึกษาอีกที ตอนนี้ใช้เนทสาธารณะเลยทำไม่ได้ อีกเรื่องที่ฉันต้องทำคือ ฉันจะต้องโทรติดต่อแพรวสำนักพิมพ์แล้วหล่ะ หลังจากได้ข่าวจากสำนักพิมพ์ที่ฝรั่งเศส ฉันก็ส่งเมลล์ไปที่เมืองไทย แต่ฉันกลับไม่ได้รับข่าวคราวแต่อย่างใด คนที่ปกติแล้วฉันต้องทำงานด้วยเป็นคนใหม่ที่มาแทนคุณแต้ซึ่งลาออกไปไม่ตอบอีเมลล์ฉันที่ส่งไปสองครั้งแล้ว ฉันเลยเริ่มกังวลว่าตกลงฉันจะเริ่มแปลหนังสือเล่มใหม่ได้เมื่อไหร่ เริ่มคิดไปเองว่าฉันจะได้เป็นคนแปลมั้ย เขาจะให้คนอื่นแปลเหรอ บางทีฉันอาจจะเซ้าซี้ไปรึป่าวหรือยังไง ด้วยความที่ฉันยังไม่มืออาชีพพอ ฉันเลยยังไม่ค่อยเข้าใจระบบของสำนักพิมพ์เท่าไหร่นัก แต่มาคิดอีกที จะให้คนอื่นแปลได้ไง ฉันเป็นคนเสนอ หนังสือของนักเขียนคนนี้ฉันก็แปลไปแล้ว คนที่จะแปลเล่มนี้ก็น่าจะเป็นฉันสิ ฉันก็แค่อยากทำงานที่อยากทำเท่านั้น เอาเป็นว่าวันจันทร์หน้าฉันจะลงทุนโทรข้ามประเทศไปถามข่าวคราวแบบสายตรง เสียดายที่คุณแต้ลาออกไปแล้ว ฉันชอบทำงานกับเธอเพราะเธอดูไฟแรง ถามอะไรหรือมีเรื่องอะไรสามารถคุยกับเธอได้ เธอตอบเสมอ ขนาดเธอลาออกไปแล้ว เธอก็ยังตอบอีเมลล์ฉันทุกครั้ง ฉันชอบทำงานกับคนแบบนี้ ทุกอย่างชัดเจน ไม่ก็ไม่ ใช่ก็ใช่ อย่างน้อยฉันก็ได้คำตอบ...









Create Date : 08 ตุลาคม 2553
Last Update : 8 ตุลาคม 2553 22:23:40 น.
Counter : 224 Pageviews.

0 comment
ทริปแรกของ Voyage II


พอรู้ข่าวร้ายว่าต้องจ่ายค่าจอดเรือในราคาที่ไม่คาดคิด สามีฉันจึงรีบจัดการให้เจ้าเครื่องยนต์ดีเซล 12 แรงม้าใช้งานได้ เพื่อที่จะล่องขึ้นแม่น้ำไป เผื่อว่าเราจะเจอท่าเรือฟรีหรือไม่ก็ไม่แพงนัก น้ำไฟพร้อมสำหรับหน้าร้อนนี้ พวกฉันปลุกปล้ำกันอยู่หลายวันจนเครื่องติด (ฉันหมายถึงเครื่องติดแต่ไม่ได้หมายความว่าใช้งานได้อย่างดี) ด้วยความที่เรือพวกฉันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงไม่สามารถใช้งานได้ปกติเหมือนชาวบ้านเค้า ตอนสตาร์ทเครื่องก็ต้องเอาสายไฟสองเส้นไปจี้ที่แบตเตอรี่ พอจะดับเครื่องก็ต้องเอามือสอดเข้าไปที่เครื่อง สำหรับทริปแรกพวกฉันวางแผนไปยังสะพานเรือเมือง Tonnay-Charente ทางรถใช้เวลาห้านาที ส่วนทางเรือใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง เนื่องจากแม่น้ำคดเคี้ยวไปมา แถมกระแสน้ำก็แรงทีเดียว จึงต้องใช้เวลามากกกว่าทางบก โดยเฉพาะความเร็วของพวกฉันน่าจะเรียกว่าความช้ามากกว่า

นี่เป็นการออกเรือครั้งแรกของฉัน แม้จะเป็นทริปใกล้ๆ แต่ก็ทำให้ใจฉันตกไปอยู่ที่ตาตุ่มหลายรอบทีเดียว พวกฉันเลือกออกเดินทางตอนน้ำกำลังขึ้น เพื่อให้กระแสน้ำและลมพาเราไปยังจุดหมายโดยที่เครื่องยนต์ไม่ต้องทำงานหนัก เหตุผลง่ายๆก็คือระบบทำความเย็นของเครื่องยนต์ทำงานได้ไม่ดีนั่นเอง น้ำไม่ยอมไหลเข้ามาในสายยางอย่างที่ควรจะเป็น พวกฉันจึงต้องเอาแท้งค์น้ำขนาดสิบลิตรผูกติดกับที่กรองเพื่อให้น้ำไหลไปยังท่อทำความเย็นเพื่อไม่ให้เครื่องยนต์ร้อนจัด แล้วเจ้า voyage II ก็ออกเดินทาง พวกเราเริ่มต้นได้อย่างสวยงามกระแสน้ำและลมพาเราล่องขึ้นแม่น้ำได้ดั่งใจ ใบเรือใช้งานได้เป็นอย่างดี อากาศก็เป็นใจเสียเหลือเกิน ทุกอย่างเรียบร้อยดี ก่อนออกเดินทางเรารู้ว่ามีสะพานสองแห่ง สะพานแรกเป็นสะพานสูงซึ่งไม่มีการใช้งานแล้ว เรือเราสามารถผ่านไปได้ไม่มีปัญหา ส่วนสะพานที่สองถ้าจะลอดผ่านไปต้องเอาเสากระโดงเรือออกเสียก่อน แน่นอนว่าสะพานที่สองเราไม่ผ่านแน่ และจุดหมายของเราก็อยู่ก่อนถึงสะพาน หนึ่งชั่วโมงผ่านไปเราก็มาถึงสะพานเรือของคลับกีฬาทางน้ำประจำเมือง แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของสามีฉัน เราจึงไปกันต่อ เพื่อดูสะพานที่สองว่าเป็นอย่างไร เราจะเอาเสากระโดงลงที่สะพานนี้ได้มั้ย ขณะนั้นกระแสน้ำก็แรงขึ้นเรื่อยๆ ฉันสังเกตว่าสามีฉันไม่มีทีท่าว่าจะเลี้ยวกลับแต่อย่างใด ตอนนั้นใจฉันตุ้มๆต่อมๆทีเดียว เพราะกลัวว่ากระแสน้ำจะพัดเรือเข้าไปใกล้สะพานจนเกินไป จนเหลือแค่ 100 เมตรก่อนถึงสะพาน สามีฉันเร่งเครื่องแล้วหันหัวเรือกลับ ฉันเกือบจะโล่งอกอยู่แล้วเชียว ทันใดนั้นเสียงเครื่องยนต์ก็สั่นแปลกๆ ทำท่าจะดับ สามีฉันเร่งเครื่องขึ้นอีก แต่เจ้าดีเซล 12 แรงม้ากลับหักหลังพวกเราได้อย่างเย็นชา นอกจากมันจะไม่ยอมเร่งฝีเท้าแล้ว มันดันปล่อยควันโขมงออกมา พร้อมส่งเสียงกึกกักๆอยู่สามสิบวินาที แล้วมันก็ตัดสินใจไม่พูดไม่จาอีกเลยซะงั้น ฉันงงทำอะไรไม่ถูก สามีมองหน้าฉันแล้วพูดว่า “ตายล่ะ...” มันทำให้ฉันรู้มั่นใจขึ้นมากกกก... ขณะเดียวกันเรือก็หันหัวเรือกลับไปทางสะพาน สามีฉันพยายามบังคับเรือเข้าไกล้ริมตลิ่งให้มากที่สุด โชคดีที่น้ำยังขึ้นไม่สูง เรือเราจึงไปนอนเกยอยู่ริมฝั่ง จากนั้นสามีฉันก็พยายามไปสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้งจนติดในที่สุด พวกเราจึงพยายามหันเรือกลับไปทางสะพานเรือซึ่งอยู่ไม่ไกลนักด้วยความโล่งอก สองคนผัวเมียยิ้มให้กัน แล้วจู่ๆ เจ้าดีเซลตัวดีก็ดับกลางแม่น้ำอีกรอบ ดับถึงสองรอบแบบนี้อาการน่าเป็นห่วง เอ้า...เริ่มกันใหม่ พวกเราลอยกลับมาเกยตื้นแบบไม่ได้ตั้งใจใกล้กับจุดเดิม ในใจฉันได้แต่คิดว่านี่แค่ทริปแรกเส้นทางง่ายๆ ยังลุ้นขนาดนี้ แล้วทริปรอบโลกของพวกฉันจะเป็นยังไงเนี่ย ยังไงซะเจ้าเครื่องยนต์อายุปาเข้าไป 30 ปีเท่าพวกฉันก็ยังพอใช้งานได้อยู่บ้าง เครื่องยนต์ติดอีกครั้ง แต่คราวนี้พวกฉันไม่มีการยิ้มให้กันแต่อย่างใด รู้แต่ว่า สายตาที่พวกเราส่งถึงกัน แปลได้ความว่า “ควรจะรีบไปที่สะพานเทียบเรือโดยตรง โดยไม่เลี้ยวไปอีกฝั่งจะดีที่สุด” แล้วพวกเราก็ค่อยเลียบริมฝั่งแม่น้ำไปจนใกล้สะพานจอดเรือ เหลืออีกเพียงห้าเมตรก็จะถึง แล้วไอ้แก่ตัวดีก็ดับลงหน้าตาเฉย ดีที่กระแสน้ำช่วยดันเราไปข้างหน้า ในที่สุดพวกเราก็พากันมาถึงที่หมายจนได้ในเวลา 19 นาฬิกาตรง...

ปล. คืนนั้นเราฉลองการมีชีวิตรอด เอ้ย...ทริปแรกด้วยการเปิดไวน์แดงปี 79 ปีเกิดของพวกเราสองคนกับหนึ่งลำ



Create Date : 06 ตุลาคม 2553
Last Update : 7 ตุลาคม 2553 19:49:38 น.
Counter : 170 Pageviews.

1 comment
กลับบ้านเรา
พวกฉันกลับมาที่ Voyage II(สามีฉันอยากเปลี่ยนชื่อเป็น หยิน-หยาง) ซึ่งจอดเทียบท่าอยู่ที่ Channiers เมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำ Charente ได้สองวันแล้ว หลังจากที่ไปพักร้อนที่บ้านพ่อสามีที่ La Rochelle สี่วัน(พวกฉันใช้คำว่าพักร้อนเพราะมีอินเตอร์เนทให้ใช้ มีห้องน้ำให้อาบน้ำ มีทีวีให้ดูแม้จะไม่ชอบดูเท่าไรนักและมีพื้นที่ส่วนตัวของใครของมันที่กว้างขวางกว่าบนเรือ )

ก่อนที่พวกฉันจะล่องเรือมาถึงเมืองนี้ก็ต้องผ่านมาหลายเมืองทีเดียว ก่อนอื่นต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน สามีฉันตัดสินใจเอาเรือลงน้ำทั้งๆที่ยังสร้างมุมต่างๆภายในเรือยังไม่เสร็จ ด้วเหตุผลว่าเขาเบื่อที่จะปีนขึ้นปีนลงเรือที่อยู่เหนือพื้นดินขึ้นมา 80 ซม.นั่นเอง เมื่อตัดสินใจแบบนี้ เขาและเพื่อนอีกคนก็ช่วยกันเอาเสากระโดงเรือยาว 10 เมตรที่นอนรอให้เราพากลับมายังสถานที่ของมันอยู่หลายเดือน ปกติแล้วที่ท่าเรือจะมีบริการติดตั้งเสากระโดงเรือด้วยอุปกรณ์ทุ่นแรง แต่ด้วยความที่ไม่ต้องการเสียเงิน พวกเราจึงใช้วิธีเอาเชือกพาดผ่านกิ่งไม้ขนาดใหญ่เหนือเรือ แล้วใช้ลอกค่อยๆชักเสาขึ้น ระหว่างที่เราสามคนกำลังงุ่มง่ามอยู่ก็มีเพื่อนชาวเรืออีกสองคนมาช่วยผ่อนแรง การติดตั้งเสากระโดงเรือฟรีจึงผ่านไปด้วยดี ไม่กี่วันต่อมาเราจึงนำเรือลงน้ำทั้งๆที่เครื่องยนต์ยังใช้งานไม่ได้ เย็นวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ท่าเรือใจดีช่วยโยงเชือกแล้วลากเราออกจากท่าเรือเมือง Rochefort ปัญหาคือเราต้องไปต่อเองให้ถึงสะพานเรือที่อยู่หน้า Corderie Royal ซึ่งห่างไปประมาณ 100 ม. เมื่อตักสินใจไปต่อ เพื่อนอีกสองคนที่มาช่วยจึงถือเชือกหัวท้ายคนละเส้น แล้วก็ช่วยกันลากไปจนถึงสะพานเรือ ระหว่างนั้นฉันทำหน้าที่อยู่เฉยๆ บนเรือรอให้พวกเขาลากไปให้ถึง แต่ระหว่างทางไม่ได้ง่ายเลย ตลิ่งแม่น้ำมีต้นไม้ใหญ่อยู่หลายต้น คนที่ถือเชือกข้างหน้าต้องคอยอ้อมเชือกรอบต้นไม้ไปมา ส่วนคนข้างหลังต้องคอยคุมเรือไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง พอไปถึงมีเรือหลายลำจอดอยู่แล้ว เพื่อนคนที่อยู่ด้านหน้าต้องแปลงร่างเป็นลิงปีนขึ้นปีนลงเรือหลายลำเพื่อพาพวกเราเข้าไปยังที่ว่างซึ่งอยู่ด้านในติดตลิ่ง ในที่สุดพวกเราก็มาถึง ตัวฉันนั้นปลอดภัยสบายดี แต่เพื่อนอีกคนต้องดำลงไปในน้ำอุณหภูมิ 15 องศาเพื่อแก้ปมเชือกของเราที่ติดใบพัดเรือลำข้างหน้า ฉันล่ะหนาวแทน...

จากนั้นพวกฉันก็ใช้ชีวิตอยู่หน้า Corderie Royal เป็นเวลาสองเดือน สามีฉันชอบที่นี่เพราะเมื่อสิบปีก่อนตอนที่เขามีเรือลำแรก เขาก็อยู่ที่นี่เป็นปี ด้วยว่าบรรยากาศรอบๆสงบเงียบ วิวสองฝั่งแม่น้ำก็สวย ตรงข้ามเป็นทุ่งกว้าง ส่วนอีกฝั่งก็เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่หลายร้อยปี เป็นอาคารหลังคาสีฟ้า ตัวอาคารทำจากหินก่อสร้างขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 18 อาคารดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อผลิดเชือกที่ใช้ในการเดินเรือ ตัวอาคารจึงมีความยาวหลายร้อยเมตร นอกจากนี้เมื่อสิบปีก่อนเราไม่ต้องเสียเงินค่าจอดเรือ น้ำไฟฟรีสบายไป แต่เวลาผ่านไป อะไรๆก็เปลี่ยนแปลง พวกเรารู้ว่าเราต้องเสียค่าจอดเหมือนๆกับจอดในท่าเรือ พอคำนวนเสร็จศัพท์พวกฉันคิดว่าไม่น่าจะแพงมาก จึงไม่ได้ไปถามที่เจ้าหน้าที่และรอรับใบเรียกเก็บค่าเช่าอย่างสบายใจ ที่ไหนได้ สองเดือนผ่านไปเซอไพรซ์ครั้งใหญ่ เนื่องจากเป็นช่วงหน้าร้อน คนเดินเรือกันมากทางท่าเรือจึงคิดค่าจอดเรือเพิ่มเป็นสองเท่า เท่านั้นแหล่ะ สองคนผัวเมียนั่งอึ้งอยู่หลายชั่วโมง(ว่าแล้วเชียว ของฟรีไม่มีในโลก) อันนี้ฉันถือเป็นความผิดของสามีฉันไปเต็มๆ เพราะประมาทคิดเอาเอง ไม่ยอมสอบถามข้อมูล ถือเป็นบทเรียนราคาค่อนข้างแพงอีกหนึ่งบนเรียน...



Create Date : 06 ตุลาคม 2553
Last Update : 6 ตุลาคม 2553 21:25:55 น.
Counter : 198 Pageviews.

0 comment
ท้องฟ้าอึมครึม แต่ใจกลับสดใส


วันนี้ฉันกับสามีฝ่าความเย็นออกไปดูเสื้อผ้าใส่กันหนาว กันลมและกันฝนในตัวเดียวกันเพื่อใช้บนเรือและออกไปเดินในเมืองได้โดยที่คนไม่มองว่าฉันเป็นมนุษย์ต่างดาวยกพลขึ้นบกมาจากไหน เสื้อผ้าที่ใช้สำหรับการเดินเรือนั้นค่อนข้างจะมีสีสันจัด ส้ม แดง เหลือง อะไรเทือกนั้น แถมมีออพชั่นมากมายดูรุงรัง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยนั่นเอง ใช้สีสดๆเพื่อที่จะได้มองเห็นหากคนใส่เกิดพลาดตกน้ำ ออพชั่นที่ว่าก็จะมีพวกตะขอเกี่ยว กระเป๋าใส่นกหวีด วิทยุอะไรสาระพัด ส่วนตัวฉันไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ อีกอย่างราคาก็แพงหูฉี่ แต่คุณภาพก็ตามราคา หลังจากที่ไปลองมาหลายที่ยังไม่เป็นที่พอใจนัก(ทั้งราคาและแบบ) พวกฉันเลยลองไปที่ร้าน Decathlon ร้านขายอุกรณ์ทุกอย่างที่ถือป็นกีฬา ทุกใจฉันหลายแบบ ใส่เดินในเมืองก็ไม่ประหลาดดูกลางๆ คุณภาพแลดูใช้ได้ เสียดายที่สีและแบบที่อยากได้ไม่มี จึงต้องสั่งของ แล้วฉันค่อยกลับมาลองอีกที ตอนวันนัดหมอเอ็กซเรย์หลังยาวๆของฉัน



อากาศวันนี้อาจจะดูเศร้าๆ แต่ฉันกลับดีใจ เพราะฉันตัดสินใจโทรศัพท์ไปยังสำนักพิมพ์ที่ปารีสเรื่องลิขสิทธิ์หนังสือที่ฉันจะแปล หลังจากรอคอยคำตอบมากว่าสองเดือน ได้ความว่าทางฝรั่งเศสคอนเฟิร์มแล้วและส่งสัญญาไปทางอมรินทร์เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ฉันดีใจที่จะได้เริ่มงานแปลเล่มสองของฉันสักที หลังจากห่างหายมาเป็นปี ด้วยเหตุผลต่างๆนานา ทุกครั้งที่ฉันมีอะไรใหม่ๆเข้ามา มันทำให้ฉันรู้สึกมีแรงบันดาลใจ มีกำลังใจที่จะทำในสิ่งที่รักขึ้นมาฉับพลันเลยทีเดียว ที่สำคัญมันเป็นแรงกระตุ้นเขย่าให้ฉันมุ่งมั่นสรรหาวรรณกรรมฝรั่งเศสดีๆเล่มใหม่มาแปลให้คนไทยได้อ่านกัน อีกอย่างงานที่ฉันรักน่าจะทำให้ชีวิตในฝรั่งเศสเป็นชีวิตที่น่าอยู่มากขึ้นล่ะนะ



ฉันพยายามจะเอารูปบ้านลอยน้ำของพวกฉันมาอวด แต่ด้วยความที่ด้อยผีมือและอ่อนประสบการณ์ในการเขียนบล๊อคของฉัน ทำให้การลงรูปหรือวิดีโอให้ได้ดั่งใจยังไม่ลื่นไหลนัก ฉันกำลังศึกษาอยู่ค่ะ ตอนนี้เลยทำได้เท่าที่ปัญญาจะเกื้อหนุน แถมโอกาสที่จะมีอินเตอร์เนทใช้ก็ไม่บ่อยนัก พวกฉันวางแผนจะติดตั้งจานดาวเทียมเพื่อรับสัญญาณอินเตอร์เนทบนเรืออยู่ค่ะ แต่คงต้องศึกษาการทำงานของจานกันนานหน่อย แถมค่าบริการก็ควรให้สมน้ำสมเนื้อกันซะหน่อย ตอนนี้ต้องอาศัยลักสัญญาณหน้าแคมป์ปิ้งติดริมแม่น้ำใช้ไปก่อน




Create Date : 29 กันยายน 2553
Last Update : 30 กันยายน 2553 5:25:23 น.
Counter : 266 Pageviews.

1 comment
หนาวอีกแล้วเมืองน้ำหอม
หลังจากที่รีรออยู่พักใหญ่ ด้วยเหตุผลขี้เกียจ ไม่มีอารมณ์ ความต้องการที่จะขีดๆเขียนๆยังไม่มา หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ฉันมักใช้เป็นข้ออ้าง
ในที่สุดฉันก็คิดว่า ฉันน่าจะเริ่มเขียนบล๊อกของตัวเองเสียที ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าตัวเองไม่มีอะไรจะเล่า วันๆผ่านไปแบบไม่ค่อยมีค่าซะเท่าไหร่
ตอนนี้ก็ใช่ว่าจะมีเรื่องราวให้เล่ามากขึ้น ฉันก็แค่อยากให้ตัวเองได้ลงมือทำอะไรบ้าง หลังจากที่ไม่ได้ทำงานทำการมาเกือบปี งานในที่นี้หมายถึงงานประจำ ฉันแต่งงานแล้วย้ายมาอยู่ฝรั่งเศสได้เกือบปีแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับเค้าหรอก นอกจากช่วยคุณสามีจับๆ จัดๆเรือใบขนาด 9 เมตรครึ่ง ที่พวกฉันใช้เป็นที่ซุกหัวนอน ใช้เป็นยานพาหนะเพื่อพาเราไปยังที่ต่างๆ ในอนาคต สามีฉันฝันอยากจะเดินทางรอบโลกด้วยเรือใบมาตั้งแต่สมัยแตกเนื้อหนุ่ม ส่วนฉันนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเรือแม้แต่น้อย ฉันจับพลัดจับพลูตามฝันไปกับคุณสามีด้วย 5 ปีที่ผ่านมาฉันได้แต่ฟังที่เค้าเล่า ในที่สุดฉันก็ได้สัมผัสด้วยตัวเอง หลายคนที่ฉันได้คุยด้วยมักจะคิดว่า เฮ้ย หรูอ่ะ... ฉันพยายามจะบอกว่าไม่ได้หรูอะไรเล้ย มันก็เหมือนเรามีสตูดิโอเล็กๆนั่นแหล่ะ แต่ดูเหมือนกลายเป็นว่าฉันถ่มตัว ฉันขอยืนยันว่ามันไม่ได้หรูจริงๆนะ

พวกฉันซื้อเรือลำนี้เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เรือใบทำจากอลูมิเนียม ยาว 9 เมตร 50 กว้าง 3 เมตร 30 ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่เหมาะสำหรับเราและกระเป๋าสตางค์ของเราสองคน ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา พวกฉันเริ่มรื้อ เลาะ งัด แงะ สิ่งที่อยู่ภายในเรือออกจนแทบจำของเก่าไม่ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อให้เหมาะกับการใช้ชีวิตคู่นั่นเอง เดิมทีเรือลำนี้ตกแต่งภายในเอาไว้สำหรับคนเดียว หรือไม่ก็เดินเรือทริปสั้นๆกับเพื่อนอีกคนหรือสองคนเท่านั้น สำหรับพวกฉันต้องทำให้เรือใช้งานได้สองแบบคือ ใช้เป็นบ้านและพาหนะที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่เกือบ 24 ชั่วโมง ดังนั้นบ้านของพวกฉันจึงอยู่ในระหว่างการตกแต่งภายนอกภายในมากว่าเก้าเดือนแล้ว และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปอีกหลายเดือน ขอสารภาพตรงๆ ว่าฉันต้องใช้ความอดทนอย่างมากในการใช้ชีวิตอยู่ในไซต์งานก่อสร้างขนาดย่อมแห่งนี้ ฉันคิดจะซื้อตั๋วเครื่องบินๆกลับเมืองไทยอาทิตย์ละครั้งด้วยซ้ำ
แค่มาอยู่ฝรั่งเศสรอบสอง ฉันก็สุดจะทนละ นี่ยังต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในเรืออีก แต่ด้วยเหตุผลมากมายทำให้ฉันต้องอยู่ที่นี่ต่อไป เหตุผลที่สำคัญคือคุณสามี สุดท้ายคือ อยู่อย่างมีความหวังว่าวันนึงเราสองคนจะได้เดินทางท่องโลกอย่างที่วางแผนกันไว้



ฉันเคยคิดว่า บางทีชีวิตคนเราเลือกเองไม่ได้ แต่พอนึกอีกที นี่ไงล่ะ ชีวิตที่ฉันเลือก ฉันเลือกที่จะอยู่กับผู้ชายคนนี้ เลือกที่จะมาอยู่ที่นี่ และเลือกที่จะมีชีวิตแบบนี้ แล้วฉันจะบ่นอะไรมากมายล่ะ ฉันพยายามคิดในแง่ดีหลายๆแง่ จะมีคนสักกี่คนเชียวที่ได้มีประสบการณ์โหด มันส์ ฮาแบบฉัน ได้ล่องเรือในแม่น้ำ Charente ผ่านเมืองเล็กๆในชนบท ได้เห็นปราสาท บ้านสวยๆ ริมแม่น้ำ และจากนี้ไปอีกสามปีคลองต่างๆในประเทศนี้เสร็จพวกฉันแน่ๆ

ปล.ไว้ฉันจะมาเล่าเรื่องโหดๆฮาๆเกี่ยวกับเรือต่อ






Create Date : 28 กันยายน 2553
Last Update : 30 กันยายน 2553 3:58:50 น.
Counter : 155 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  5  6  

Tibou
Location :
Phisanulok  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เด็กอ้วนถือกำเนิดกลางตลาดเมืองสองแคว เมื่อ 31 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ชีพจรลงเท้าไปเรียนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างชีพจรก็พาสองเท้าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเมืองน้ำหอมพร้อมกับความตั้งใจที่จะพูดภาษาฝรั่ีงเศสที่ใฝ่ฝันอยากเรียนสมัยมัธยมให้ได้ แล้วอุบัติรักกับหนุ่มเมืองน้ำหอม(สามีสุดเลิฟ)ก็เกิดขึ้น ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งพร้อมทำหน้าที่แม่บ้าน กรรมกร(บนเรือ)กับสามีอันเป็นที่รัก พร้อมกับพยายามสานฝันอาชีพนักแปลให้สำเร็จ เพื่อให้นักอ่านบ้านเราได้มีโอกาสสัมผัสวรรณกรรมฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น สองคนผัวเมียตั้งฝันเดินทางรอบโลกด้วยเรือลำน้อยของเราในอีกสามปีข้างหน้า จุดหมายไปทางยังไม่ระบุ ที่แน่ๆขั้วโลกอยู่นอกเส้นทาง