ตะลุย Book Fair ครั้งที่ 38 ภาคสุดท้าย (จริง จริ๊ง เชื่อเถอะ)
เหมือนมีลางบอกเหตุว่า คำสัญญาที่หมายมั่นไว้กับตัวเองว่า "ครั้งสุดท้าย" แล้วจะมีอันต้องตระบัดสัตย์ การท่องคำว่า "พอแล้วๆ" "สุดท้ายแล้วๆ" ไม่ได้ทำให้ผลลัพท์ออกมาตามนั่นเลย มันเหมือนการส่งพลังจิต จริงพูดว่า "ไม่ซื้อๆๆๆ" แต่ใจลึกๆ มันแปลออกมาเป็นคำตรงกันข้ามว่า "ซื้อๆๆๆ" เฉกเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึั้นกับฉัน สารภาพว่า "อาย" นะ แต่ว่าเป็นการประจานตัวเอง ไม่อยากให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง อิอิ

เหตุมีอยู่ว่า......

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ริงโทนเพลง “รัก” ของพี่ปุ๊ก อัญชลี ก็ทำงาน เสียงหวานหยดย้อยเกินกว่าจะให้พี่ปุ๊กคอยได้ รีบวิ่งไปที่ต้นเสียง แต่ไม่ทิ้งมาดนางพญา ขอเหลือบตามองหน้าจอดูสักหน่อยว่าผู้ใดโทรมา หากเป็นคนรู้จักมักจี่จะเป็นเสียงตอบรับโทนหนึ่ง หากเป็นหมายเลขเบอร์โทรศัพท์เรียง 10 ตัว ต้องทำเสียงมีหลักมีการ ทำเสียงเหินห่าง เผื่อเป็นบุคคลที่โทรมาเสนอขายประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และบัตรเครดิต จะได้ตัดสายได้อย่างไม่ยี่หระ ลงท้ายด้วยประโยคว่า “ไม่สนใจค่ะ” ด้วยน้ำเสียงเฉือดเฉือนแบบเพชฌฆาตไร้ความปรานี

พอเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอมือถือระบุชื่อคนคุ้นเคย “แจ้ปีก” คิดขึ้นมาในใจทันทีว่า ร้อยวันพันปีมิเคยโทรมา นอกเสียจากมีธุระ เพราะปกติทิ้งข้อความไว้ใน MSN เพื่อนัดพบปะสังสรรค์กันเป็นระยะๆ ถ้าถึงขนาดรอคำตอบผ่าน MSN ไม่ได้ ต้องเป็นเรื่องด่วนอย่างแน่นอน จึงรีบกด และกรอกเสียงหวานไปว่า “ว่างายยย แจ้จ๋า มีรายยย”

แจ้ปีก: หลี... วันนี้ไปงานหนังสือหรือเปล่า
ฉัน : ไม่ไปแจ้ ไปมา 4 วันแล้ว ทำไมเหรอ
แจ้ปีก: เปล่า... นึกว่าจะฝากซื้อหนังสืออ่ะ ฮ่าๆๆ เห็นบอกว่าจะนัดกันไปงานหนังสือกับพี่หนูไม่ใช่เหรอ
ฉัน : นัดกันตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วแล้วแจ้ ตั้งแต่วันแรกๆ ของงานโน้นแล้ว เห็นแจ้บอกว่าไม่ไปเดิน ก็เลยไม่ได้ชวน ทำไมเหรอ แจ้อยากไป?
แจ้ปีก: ก็คิดๆ อยู่ว่าจะไป จะไป แต่ก็ขี้เกียจออกทุกที นึกว่าพวกเราไป จะได้ฝากซื้อ ไม่ไปจริงๆ เหรอ วันนี้วันสุดท้ายนะ
ฉัน : ฮ่าๆๆๆ (เสียงหัวเราะ กลบเกลื่อนความรู้ทัน) หลีบ่อจี๊แล้ว ไม่มีตังส์ซื้อ หมดไปตั้ง ............. บาท แจ้อยากได้หนังสือของ Bliss อ่ะสิ หนังสือเล่มใหม่ของนักเขียนที่แต่งเรื่อง Shopaholic ใช่ปะ
แจ้ปีก: ช่ายๆ ฮิฮิ แจ้อ่านจากเฟซบุ๊คคุณพลอยมา เห็นว่าไปเซ็นชื่อที่บูธ นึกว่ามันหมดแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เอามาวางขาย
ฉัน : หลีไปจองในงานมาแล้ว เพราะวันที่ไป มันยังพิมพ์ไม่เสร็จ ขี้เกียจมาใหม่ พอดีหมอนัดฉีดเชื้อมา เลยรีบๆ ไปเดินตั้งแต่วันแรกๆ รอบนี้ก็ไปตั้ง 4 หนแล้ว คงไม่ไปแล้วละแจ้ แจ้จองผ่านเว็บมันก็ได้นะ เดี๋ยวเขาส่งมาทางไปรษณีย์มา ไม่ต้องไปซื้อเอง แจ้มีเว็บของมันหรือเปล่า
แจ้ปีก: ก็ที่รู้เนี่ย ก็รู้ผ่านเว็บมันนี่แหละ แต่นึกว่าพวกเราจะไป ก็จะฝากไง แบบใจร้อน อยากได้ไวๆ งั้นก็ไม่เป็นไร เออ วันนี้นัดกันหน่อยไหม
ฉัน : วันนี้อะนะ โหย กล้านัดอะ สถานการณ์แบบนี้ แดงเต็มบ้านเต็มเมือง จะเจอกันที่ไหนละ ฮิฮิ
แจ้ปีก: ไม่รู้ว่ะ ให้ยังไงวันนี้แจ้ก็จะออก ฮิฮิ เจอกันที่ฮาจิละกัน
ฉัน : โอเค งั้นเดี๋ยวโทรไปชวนคิ้ม กับคนอื่นๆ แล้วจะ MSN ไปบอกนะ
แจ้ปีก: โอเค

ว่าแล้วก็วางสาย รีบส่งข้อความหาพี่ๆ เพื่อนๆ เพื่อจะชวนกันไปถก และออกแถลงการณ์ที่สภาชาบูแห่งกลุ่มอีแอบการเมือง คิ้มตกลงไปอย่างไม่ถามเงื่อนไข เพราะจะรีบไปเสริมสวย ตกปากรับคำแล้ว ชิ่งหนีหายไปเลย หมายเลขถัดมาคือพี่หนู แต่รายนี้กำลังตามติดสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิด พร้อมๆ กับปลูกผัก ปลูกหญ้า เลี้ยงหมู หมา กา ไก่ ในฟาร์มเฟซบุ๊ควิลล์อย่างเอาเป็นเอาตาย การสื่อสารผ่าน MSN จึงเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่นในช่วงแรก เดี๋ยวฉันหาย เดี๋ยวพี่หนูขอตัว

แทนที่จะบอกเวลานัดหมายกันเลย เผลอไผลเล่าบทสนทนาระหว่างฉันกับแจ้ปีกให้พี่หนูฟังว่า “แจ้นึกว่าพวกเรานัดกันไปงานหนังสือ เลยอยากจะฝากซื้อหนังสือสัก 2 เล่ม” พร้อมกับประโยคว่า “น่าเสียดายจริง เพราะวันก่อนได้คุยกับผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบูธ Lips Publishing พี่เขากระซิบว่าวันสุดท้ายเขาคิดจะปักป้ายลดกระหน่ำให้หนักกว่านี้อีก เพราะว่าไม่อยากขนกลับแล้ว จะลดให้สุดๆ ไปเลย น่าเสียดายเนอะ” พี่หนูอ่านแล้วก็พิมพ์ตอบมาว่า “ใช่ๆ น่าไปสอยจริงๆ ด้วย พี่ละติดใจบูธนี้จริงๆ เลย” ฉันก็เลยถือโอกาสถามต่อไปว่าวันนี้จะออกมาจอยน์กันหน่อยไหม พี่หนูบอกว่าอยากจะไปอยู่ แต่เมื่อวานเหนื่อยมาก ออกมาทั้งวันเลย อิฉันก็เลยออดอ้อนว่าออกมาเถอะ จะได้มาเม้าธ์กัน จะได้มาอัพเดทข้อมูล พี่หนูเลยว่า “พี่ติด Job Coop อยู่ค่ะ” (เออ มันคืออะไรค่ะ)

ฉัน : ออกมาเถอะค่ะ แจ้อยากเจอพวกเรามากๆ เลยนะคะ เดี๋ยวจะโทรไปเรียนเชิญป๋าให้มาเป็นประธาน เปิดอภิปราย บรรยายสรุป พร้อมอัพเดทข้อมูลข้าวสารแบบคลุกวงใน
พี่หนู : อ้าว ก็แจ้นั่นแหละ เป็นคนเริ่มก่อน ดึงพี่เข้าเป็นสมาชิกใน Job Coop

(สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดเกมส์ใน Face Book จะบอกว่าเป็นระบบการเล่นเกมส์หมู่บ้านฟาร์มขั้นต่อไปของFace Book)

ฉัน : ว้า น่าเสียดายจังเลยอ่ะ
พี่หนู : แล้วไม่ไปต่อไหนกันเหรอ

(สถานการณ์อย่างนี้ กินฮาจิมื้อเย็นเสร็จ จะให้ไปไหนต่อล่ะ? ร้านกาแฟกลางดึกก็อยู่ใจกลางเมืองเสียด้วย)

ฉัน : ไม่อะค่ะ ไม่รู้จะไปไหนต่อ
พี่หนู : พี่คิดว่าพี่ไปไม่ได้แน่ๆ เลย ต้องรีบมาทำ Job ตอน 1 ทุ่ม ดูแล้วไม่ทัน

(เกมส์อะไรว่ะเนี่ย มีเวลาปฏิบัติการเสียด้วย)

หลังจากนั้นพี่หนูก็หายไปสักพัก กลับมาอีกที ก็บอกฉันว่า

พี่หนู : หลีๆ ท่าทางพี่จะออกได้แล้วละ พี่ขอหนีบเพื่อนไปด้วยคนหนึ่งนะ
ฉัน : โอ้ ได้เลยค่ะ ใครเหรอคะ พี่กบหรือเปล่า ว่าแต่เขาอยู่ฝ่ายไหนคะ
พี่หนู : ไม่ใช่ค่ะ พี่เกศ ป๋าก็รู้จัก เขาอยู่ฝ่าย..........................

หลังจากนั้นได้สักชั่วโมง ระหว่างที่ฉันกำลังดูดข้อมูลจากท่านประธานที่บัญชาการอยู่ที่บ้านสาทรอยู่นั้น โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นอีก เอ๊ะ เป็นชื่อพี่หนูนิ หรือว่าจะโทรมายกเลิก “ขา พี่หนู ว่าไงคะ”

พี่หนู : หลีออกมาเร็วๆ ได้หรือเปล่า เดี๋ยวพี่จะไปกินก๋วยเตี๋ยวที่บางโพ
ฉัน : (พูดแทรก) อุ๊ย หลีเพิ่งกินอิ่มๆ เลยค่ะ
พี่หนู : ไม่ได้ชวนหลีกิน (อ้าว หน้าแตก) หลีกินไม่ได้หรอกค่ะ นี่มันก๋วยเตี๋ยวเนื้อ (โอ้ โล่งอก นึกว่าถูกสังคมรังเกียจ) เดี๋ยวพี่กินเสร็จแล้วจะไปรับหลีเลย หลีออกมาได้ไหม
ฉัน : (เหลือบมองดูนาฬิกา เอ๊ะ เพิ่งจะบ่ายโมงเศษๆ เอง จะไปกินอาหารเย็นแล้วเหรอ?) ออกไปไหนคะ
พี่หนู : อ้าว ก็ไปงานหนังสือไง ก็หลีบอกว่าบูธลิปส์ วันนี้ลดกระหน่ำ นี่พี่ถึงได้ชวนพี่เกศออกมาไปซื้อหนังสือกันเลยนะเนี่ย
ฉัน : (??? เงียบไปสักครู่) เรานัดไปกินฮาจิตอนเย็นไม่ใช่เหรอคะ ส่วนบูธลิปส์เนี่ย หลีเล่าให้ฟังเฉยๆ แหะๆ
พี่หนู : อ้าววว หลีไม่ได้ชวนพี่ไปงานหนังสือเหรอ ..................

สรุปว่าพี่หนูเข้าใจผิดคิดว่าชวนไปเดินงานหนังสือ มิน่าถึงได้พูดเรื่องไปที่ไหนกันต่อ

พี่หนู : แล้วหลีออกมาได้เปล่า
ฉัน : หลีเพิ่งฉีดเชื้อมาค่ะ พี่หนู หมอห้ามเดินมาก
พี่หนู : เออ จริงด้วย ลืมไป แล้วเอาไงดีหว่า พี่ก็ออกมาแล้วนะเนี่ย
ฉัน : อ่ะๆๆ โอเคๆ ก็ได้ค่ะ แต่พี่หนู (ทำเสียงสูง และซีเรียส) ต้องห้ามหนูนะ ห้ามหนูซื้อหนังสือเด็ดขาด หนูไม่มีตังส์แล้วนะเนี่ย ที่ไม่อยากไปเพราะว่าไม่อยากเสียตังส์
พี่หนู : ฮ่าๆๆ ได้ๆ เดี๋ยวเราห้ามซึ่งกันและกันนะ หลีก็ต้องห้ามพี่ด้วย
ฉัน : เดี๋ยวหนูหาที่นั่งรอที่ไหนสักแห่ง ระหว่างที่พี่หนูพาพี่เกศตระเวนรอบงาน
พี่หนู : ดีๆ หลีจะได้นั่งเป็นเพื่อนคุณคิ้ม เผื่อคุณคิ้มไม่อยากเดิน

เป็นอันตกลง เราทั้งคู่จึงจบการสนทนาด้วยปฏิญญาศูนย์การประชุมฯว่าด้วยการห้ามซื้อ ห้ามเชียร์ ห้ามยุยง ห้ามส่งเสริม!!!

ฉันรีบแจ้นโทรหาแจ้ปีกเพื่อบอกว่าตกลงจะไปงานหนังสือ และถามแจ้ว่าอยากได้หนังสืออะไร สิ่งเดียวที่อิฉันได้ยิน และวาบลงไปในทรวง ไม่ใช่ชื่อหนังสือ 2 เล่มนั้น แต่เป็นเสียงหัวเราะอันดังกึกก้องกังวาลของแจ้ พร้อมจิตใจของฉันที่หดหู่ และความปราชัยอย่างราบคาบ

ฉันกะว่าจะรอสักครู่หนึ่งค่อยโทรไปบอกสามีว่าไม่ต้องกลับบ้าน ให้ตรงไปศูนย์ประชุมฯ เลย ที่รี่ๆ รอๆ อยู่ไม่โทรไปบัดเดี๋ยวนี้ เพราะกลัวถูกสามีด่าว่าไม่เจียม กำลังอยู่ในช่วงต้องเก็บเนื้อเก็บตัว ปรากฎว่าไม่ต้องรอให้โทรหา จู่ๆ ก็โผล่หน้าเข้ามาในออฟฟิศ และบอกว่าลูกค้ายกเลิกนัด เพราะกลัวม็อบ เลยกลับเร็ว นัดเจอพรุ่งนี้แทน ฉันเลยบอกเขาด้วยเสียงขวยเขินว่า “พี่หนูกำลังจะมารับ อิอิ” สามีถามกลับมาทันทีว่าไปไหน ฉันจึงตอบเสียงอ่อยๆ “ไปงานหนังสือ แหะ แหะ แหะ”

สามี : (ส่ายหัว ทำหน้าหงุดหงิด พร้อมส่งเสียงอันดังว่า) ไม่ให้ไป!!!

แต่โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม (กับสามี) บ้านนี้ใครใหญ่ก็รู้ๆ กันอยู่ ว่าแล้วก็หอบเมียขึ้นรถ พร้อมกลายเป็นสารภีขับรถพี่หนูออกไปอย่างไร้สิ้นแนวร่วม และเสียงสนับสนุน

ระหว่างเดินทาง นอกจากการนินทา จิก กัดเพื่อนร่วมชาติไปเรื่อยๆ โดยปราศจากการเผชิญหน้า และการนองเลือด มีแต่เพียงน้ำตานองหน้าด้วยเสียงหัวเราะ พวกเราคือพลังเงียบ สงบ สันติ อหังการ เอ้ย อหิงสาตัวจริง เสียงจริง

ก่อนจะถึงศูนย์ประชุมฯ พี่หนูก็เอ่ยถามว่าจะฉันจะไปนั่งรอที่ไหน

ฉัน : เดี๋ยวหลีไปซื้อหนังสือที่แจ้ฝากซื้อ 2 เล่มก่อน และจะไปรอพี่หนูที่สตาร์บัคดีกว่าค่ะ
พี่หนู : พี่ว่าไปแบล็ค แคนยอนดีกว่าไหม กาแฟอร่อยกว่า ราคาก็ถูกกว่า แถมมีอย่างอื่นให้กินด้วย
ฉัน : หลีกินกาแฟไม่เป็นค่ะ ที่จะไปกินสตาร์บัค เพราะกินเป็นอยู่อย่างเดียว ช็อคโกแล็คปั่น
พี่หนู : งั้นก็ได้ พี่กินกาแฟ แบล็ค แคนยอนก่อน ส่วนหลีกับคุณคิ้มไปรอที่สตาร์บัคก็แล้วกัน กำลังอยากๆ กาแฟอยู่พอดีเลย

เป็นการสนทนาที่จริงใจ จริงจัง และเป็นเรื่องเป็นราวมาก เราตกปากรับคำมั่นเหมาะว่าจะรอคอยกันและกันอยู่ที่ร้านกาแฟ และหวังว่าทุกสิ่งจะเป็นไปตามนั้น

เมื่อถึงศูนย์ประชุมฯ เราเลี้ยวรถเข้าไปที่จอดประจำของเรา ปรากฏว่าเต็มเอี๊ยด สงสัยวันนี้มาแต่หัววันไปหน่อย เลยเลาะไปตามถนน กะจะเลี้ยวไปหาที่จอดด้านหลังศูนย์ประชุมฯ แต่ปรากฏว่ามีรถที่จอดเฉียงๆ อยู่ริมทางกำลังออกพอดี ว้าว ที่จอดดีมากๆ มาพร้อมดวงจริงๆ เลยพวกเรา

จะด้วยความตื่นเต้น หรือลุ้นหาที่จอดรถกันแน่ ก็หาทราบไม่ ที่ทำให้เราทั้งหมด 5 คนเคลื่อนพลลงจากรถ และเดินเข้าสู่ทางขึ้นด้านหลังศูนย์ประชุมฯ อย่างมาดมั่น จนหลงลืมอะไรบางอย่างไว้เบื้องหลัง

5 ขุนพลเดินเฉิดฉายเรียงหน้าเข้าสู่ห้องเพลนเนอรี่ฮอลล์อย่างคุ้นเคย ขาก้าวย่างเข้าเขตของฮอลล์ปุ๊บ เราก็เหยียบย่ำปฏิญญาศูนย์การประชุมฯลงสิ้น จะบอกว่าทำลายคงไม่พอ เราฉีกทึ้ง ขย้ำ ขยุ่ม และบดขยี้ปฏิญญาเสียสิ้นอย่างไร้สติ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นหนังสือ ลับ ลวง พราง ภาคพิสดารของวาสนา นาน่วม ไม่มีคำทักท้วงจากปากฉัน หรือจากปากพี่หนู ตามที่เราสัญญิงสัญญากันเอาไว้ เราพร่ำร่ำร้อง “อยากได้ๆ” ในใจ ลูบคล้ำด้วยความหลงใหลราวกับมันคือทองคำแท่งก็ไม่ปาน ไม่มีคำว่า “ไว้ก่อน” อีกแล้วชั่วโมงนี้ เราต่างพยักหน้ารับลูกกันอย่างเห็นพ้องต้องกัน

แต่... ช้าก่อน เราไม่ควรกระโจนเข้าใส่เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวเขาจะหาว่าเราใจง่าย ทำลีลาสักนิด อิดออดไปดูหนังสือของอีกสำนักพิมพ์หนึ่งก่อนเพื่อเปรียบเทียบเนื้อหา เพราะเป็นนักเขียนคนเดียวกัน ใช้ชื่อหนังสือเหมือนกัน แต่คนละภาค

หลังจัดการซื้อหนังสือตามออร์เดอร์ของแจ้แล้ว เวลาที่เหลือคือเวลาของเรา เรามุ่งตรงสู่บูธลิปส์อย่างรีบร้อน ป้ายลดราคา 3 เล่มร้อย 4 เล่มร้อยยี่สิบ ทำเอาเราตาบอด วิ่งพล่าน เหมือนแมงเม่าบินเข้าหาไฟนีออน เป็นไปตามคำท้าของผู้จัดการฝ่ายการตลาดแห่งบูธลิปส์จริงๆ ว่าเธอจะลดราคาอย่างไม่ปรานีเงินในกระเป๋าของหนอนอย่างเรา ทั้งๆ ที่รู้ แต่เราก็ยอมเป็นแมงเม่ากระพือปีกบินเข้าบูธลิปส์ ยิ่งเห็นของแถมที่ท่านเอามาล่อ เราก็ยิ่งหยิบหนังสือใส่อย่างหูหนวกตาบอด เป้าหมายคือยอดซื้อ เพื่อที่จะคว้าชัยชนะ กวาดสมุดโน้ตของแถมเล่มใหญ่นั้นมาครอบครอง แถมด้วยถุงหิ้วพลาสติกอย่างดี ตีแบรนด์หร่าว่า Lips Publishing สีส้ม สวยเก๋ ไฮโซซะไม่มี

ฉันแอบค้อนท่านผู้จัดการไม่ได้ แต่ก็หยอดคำหวานไปว่า โธ่...พี่ขา ทำไมถึงทำกับหนูได้ นี่พี่ลดราคาจริงๆ ด้วยอ่ะ พี่ผู้จัดการหัวเราะด้วยความขวยเขิน พร้อมกับยัดสมุดโน้ตเล่มยักษ์มาให้ 1 เล่ม เป็นค่าปิดปาก ในฐานะที่ฉันมาอุดหนุนเธออย่างต่อเนื่อง และสมุดโน้ตก็ดั๊นเพิ่งจะเอามาลงบูธหลังจากฉัน (ประกาศ) งดกระจายรายได้สู่ผู้ขายหนังสือ

เมื่อเราดูดหนังสือของบูธนี้จนเกลี้ยง และสิ้นสงสัยแล้ว ร่ำลาท่านผู้จัดการ และฝากความหวังถึงผู้บริหารลิปส์ให้ส่งเธอมาออกบูธอีกในคราวหน้า เราสัญญาว่าจะแวะมาสอยหนังสือของท่านผู้จัดการอย่างแน่นอน

รุดหน้าต่อไปยังบูธสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ มิใยจะยังอาลัยกับหนังสือแฉของวาสนา นาน่วมเมื่อสักครู่ จึงสะบัดหน้าหนี เปลี่ยนเส้นทาง พุ่งตรงไปช่วงชิงหนังสือราคา 20 บาทที่บูธ The Nation ดีกว่า พี่หนูคว้ามือพี่เกศมุ่งตรงไปยังฝูงชนที่กำลังยื้อแย่งหนังสือในกองกระบะลดราคา และคว้าชัยมาครอบครองตามเป้าได้อีกครั้ง

แต่ระหว่างที่ฉันและคิ้มยืนรอพี่หนูและพี่เกศอยู่ ทีมนี้ก็ไม่ได้ทำตัวให้เสียชื่อเสียง “นักซื้อ” กวาดสายตาไปทั่วบูธที่อยู่รายรอบ ฉับพลันสายตาของคิ้มก็ปะทะกับหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่ง รีบโทรหาพี่สาวให้ตัดสินใจ เพื่อจะได้ลดความรู้สึกละอายใจ และมีข้ออ้างให้ซื้อได้อย่างภาคภูมิ ส่วนฉันเล่าจะมาเป็นตัวถ่วงของทีมได้อย่างไร เหลือบตาไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งของท่านพุทธทาสที่บูธอรุณวิทยา โอ๊ยๆ ใจมันอยากได้นัก ว่าแล้วก็หลับหูหลับตา หยิบสตางค์มือสั่น เมื่อเห็นว่าหนังสือที่ดูอยู่เป็นเล่มเกือบสุดท้ายแล้ว ราวกับว่าถ้าคิดช้าไปสักวินาที อาจจะมีคนตัดหน้าไปเสียก่อน

เมื่อพี่ทั้งสองเดินกลับมาจาก เราต่างมีหลักฐาน ต่างจ้องมองถุงหนังสือในมือซึ่งกันและกัน ราวกับกำลังตรวจสอบซึ่งกันและกันว่าหากใครไม่มีถุงหนังสือในมือ ถือว่าสอบตก ตกรอบ ห้ามไปด่านต่อไป

เมื่อเช็คความพร้อม ว่าทุกคนใจถึง พวกเราก็ยาตราไปทำศึกกันต่อที่บูธสุดโปรด ที่เราตั้งชื่อให้สั้นๆ ว่าบูธส่งเสริม จะส่งเสริมอะไร หรือจะมีอะไรส่งเสริม เราก็ไม่สน รู้แต่ว่าของดีราคาถูกมักซุกอยู่ที่นี่ พี่หนูคว้ามือพี่เกศไปต่อ ฉันกับคิ้มอาสารออยู่ด้านนอก เพื่อเฝ้าของ เมื่อเห็นจำนวนผู้คนที่อยู่ในบูธไม่ใช่น้อยๆ แต่มิวายจะกำชับว่ามีอะไรเด็ดๆ ให้โบกไม้โบกมือมา ใช้เวลาไม่นานพี่ทั้งสองก็กลับออกมา บ่นว่าคนเยอะเหลือเกิน เราจึงตัดสินใจนำพี่เกศไปเสียทรัพย์ต่อที่บูธพลอยแกมเพชร งานนี้พี่หนูตั้งเป้าว่าจะไม่ยอมให้พี่เกศกลับไปมือเปล่าอย่างแน่นอน เป้าหมายของพี่หนูคือกำจัดเงินในกระเป๋าของพี่เกศให้สิ้นซาก เอ่ย ไม่ใช่ ให้พี่เกศซื้อหนังสือเด็ดๆ กลับไป กะว่าจะให้มีคนเสียเงินเป็นเพื่อน ที่ไหนได้คนแนะนำหนังสือก็พลาดท่า เพราะราคา 50 บาทที่บูธพลอยแกมเพชร มันส่องแสงแวววาวยั่วยวนเหลือกำลัง

คราวก่อนมาทีหนึ่งแล้ว ฉันกลับออกไปมือเปล่า นึกไม่ถึงว่าหนนี้จะเสียเงิน เพราะเลข 50 สวยๆ บนโต๊ะนั้น เสียงเชียร์ของพี่หนูดังกังวาล คำว่าคุ้มสุดคุ้มมันค้ำคอฉันอยู่ ไม่ซื้อตอนนี้ น่าเสียดาย จะให้ลดไปกว่านี้ และสภาพเยี่ยมด้วย ไปเสี่ยงคราวหน้า อาจพลาดได้ ตัดสินใจคว้ามา 2 เล่ม พี่เกศเหมือนจะรู้ทัน คราวนี้ไม่ยอมซื้อสักเล่ม ทำเอาพี่หนูเสียอารมณ์ โธ่ ไม่น่าพูดให้เจ้าตัวรู้ตัวเลย เอาละเป็นไงเป็นกัน งานนี้ที่บูธมติชน เวลาไล่หลังมาแล้ว บูธนี้เราต้องเล่นของให้พี่เกศหมดตัวให้จงได้

สิ่งแรกที่เราทำเมื่อถึงบูธมติชน คือเข้าไปเปรียบเทียบรายละเอียดในหนังสือลับ ลวง พราง เล่ม 3 ของวาสนา นาน่วม แต่สุดท้ายเรายังหลงเสน่ห์ในเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องพิศดารในหนังสือของผู้เขียนคนเดียวกันที่บูธ Bangkok Post มากกว่า ฉันจึงตัดสินใจรอข้างนอก พร้อมกับกองหนังสือหลายถุง

ฉันกับคิ้มนั่งรออยู่แถวๆ นั้น เวลาผ่านไปสักครู่ เพิ่งเอะใจว่าคิ้มหายไปไหน ไม่นาน ทั้ง 3 ก็เดินกลับมา คิ้มมีถุงมติชนเพิ่มมา 1 ถุง นั่นแน่ อดใจไม่ไหวไปซื้ออะไรมาละนั้น คิ้มหน้าแดง กระอ้อมกระแอ้มว่า โทรไปหาพี่สาวแล้ว อ้างว่าหลานอยากได้หนังสือชุดนิยายอิงประวัติศาสตร์จีน จริงๆ คิ้มเล็งไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาเดิน แต่ตัดใจ วันนี้จึงหาข้ออ้างหาคนมาแชร์ค่าหนังสือ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ไม่ต้องเสียเงินซื้อเอง แถมได้อ่านด้วย

ฟากพี่เกศทำเป้าได้ไม่น้อย ถึงกับได้ของแถมเป็นกระเป๋าผ้าใบใหญ่ที่ต้องมียอดซื้อสูงกว่าของแถมอันอื่นๆ ของบูธมติชน มาบัดนี้มือพี่เกศไม่ว่างอีกแล้ว ฉันแซวพี่เกศว่า พี่เกศมาแค่วันเดียว แต่คว้าหนังสือไปได้ในจำนวนพอๆ กับพวกเราที่มาตั้งหลายวัน ทันใดนั้น ขณะคิ้มกำลังพยายามแยกหนังสือที่ฝากกันหิ้ว ฝากกันรวมซื้อ ก็พบว่าถุงหนังสือของคิ้มหายไปถุงหนึ่ง พี่หนูจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “เกศ อยู่กับเกศหรือเปล่า ในถุงใหญ่นั่นนะ” พี่เกศรีบตอบปฏิเสธ แต่ก็ช่วยตรวจดูในถุงผ้าให้ ปรากฎว่าถุงหนังสือของคิ้มปนอยู่ในนั่นจริงๆ “อั้นแน่ มีแฮ็ปนะพี่เกศ” พวกเราต่างแซวหยิกแกมหยอกพี่เกศกันด้วยความรัก

ภารกิจสุดท้ายคือไปถอยหนังสือเล่มสุดท้ายที่บูธ Bangkok Post ของวาสนา นาน่วม ฉันกับพี่หนูกะจะไปสอยหนังสือเล่มนั้นเล่มเดียวให้ร่วงจากแผงเลยคอยดูสิ แต่เวรกรรมมีจริง เมื่อสายตาของฉันเหลือบไปเห็นหนังสือจัดแพ็คเป็นชุด พันด้วยยางสีสดใส อุ๊ยตาย จัดชุด 3 เล่ม 500 บาท โอ้ แม่เจ้า ถูกมากๆ 30% แน่ะ จะซื้อแค่เล่มเดียวจริงๆ นะ แต่ดันจัดคู่ทรีโอมาให้เสียแน่ะ

เราต่างสบตากัน เอาไงดี เอาไงดี ไม่มีใครกล้าตัดสินใจ ไม่มีใครกล้าพูดต่อ ไม่มีใครกล้าส่งเสริม แต่เรื่องแบบนี้ มองตาก็รู้ใจ ปากของฉันก็ระล่ำระลักว่า “ถูกๆๆๆ” พี่หนูพยายามหาข้ออ้าง จัดชุดคำถามถามพนักงานประจำบูธ ซึ่งเป็นสาวสวยหน้าหวานว่า

พี่หนู : รูดบัตรฯ ได้ไหมคะ
พนักงานสาว : ได้ค่ะ
พี่หนู : มีของแถมอะไรบ้างค่ะ
พนักงานสาว : มีค่ะ เป็นสมุดโน้ตเล่มเล็ก เมื่อซื้อครบ 1,000 บาท มีให้เลือก 2 สีนะคะ
พี่หนู : ขอ 2 เล่มไม่ได้หรือค่ะ พี่จะได้เอากันคนละชุด
พนักงานสาว : ไม่ได้ค่ะพี่ แต่หนูให้ยางรัดหนังสือพี่เพิ่มอีก 1 วง

ว่าแล้วเธอก็ส่งยางรัดสีสดมาให้ฉัน เอาแล้วไง รับของเขามาแล้ว เอาไงละเนี่ย

เมื่อพี่หนูพยายามยัดเหยียดข้ออ้างทั้งหลายแหล่ให้พนักงานสาว แต่พนักงานสาวตอบรับกลับมาด้วยคำว่า “ได้” ทุกข้อ ราวกับคำตอบถูกทุกข้อยังไงยังงั้น ด้วยความใสซื่อของคุณพนักงานสาว และด้วยความที่ไม่มีข้อกังขาใดๆ มาสกัดกั้นอีกแล้ว จนพี่หนู และฉันมีความรู้สึกว่า “มันช่างเป็นการซื้อที่มีความชอบธรรม”

อำนาจการสั่งจ่ายอยู่ในมือของเราแล้ว เรามีกองทัพบัตรเครดิตในกระเป๋าให้ดาหน้าควักออกมารูดอย่างเมามัน รูดปื้ดเดียว หนังสือที่อยู่ตรงหน้า ก็ตกเป็นของเราทันที

พนักงานสาวช่างใจดียิ่ง แอบกระซิบเบาๆ ว่าหนูแถมสมุดโน้ตเล่มเล็กให้พี่อีกเล่มก็แล้วกันนะ จุ๊ๆ อย่าบอกใครละ ต๊าย ช่างเป็นการตอกย้ำให้เรารู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเสียนี่กระไร เรากล่าวขอบคุณเธอและเดินจากบูธออกมาด้วยความรื่นรมณ์ พี่หนูถามย้ำพี่เกศว่า “เกศ ไม่เอาเหรอ น่าสนใจนะ 3 เล่ม 500 บาท ถูกมาก” พี่เกศก้มลงมองสัมภาระในมือทั้งสองข้าง พลางคิดในใจ “ไม่ไหวจะหอบ” จึงตอบเสียงอ่อยๆ ด้วยความอ่อนล้าของวงแขนว่า “ไม่อ่าววววว” แต่ฉันกลับได้ยินเสียงหัวใจพี่เกศเต้นเป็นจังหวะกระตุกเล็กน้อย และก่อนที่พี่เกศจะเปลี่ยนใจ พวกเราก็เดินออกมาจากบูธได้ทัน

รีบกระโดดขึ้นรถ หลังจากที่แยกตำแหน่งถุงหนังสือกองใครกองมันไว้ท้ายรถ รถเคลื่อนตัวออกมาจากที่จอดรถช้าๆ พลันล้อหลังก็เหยียบปฏิญญาที่เราฉีกทิ้ง เราได้ยินเสียงของมันถูกทับแบนอยู่ใต้ล้อรถ เสียงมันดังอยู่ในใจของเรา โอ้ ปฏิญญาศูนย์การประชุมฯว่าด้วยเรื่องการจะไม่ยุยงส่งเสริมให้เกิดความแตกแยก จะไม่ใช้อาวุธ หรือเงินตราอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระฉายาลักษณ์อย่างไร้สิ้นสติ จะสงบ สันติ อหิงสา ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยุเช่น ปกหนังสือที่โดนใจ ชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง ป้ายราคา 20, 30, 50 บาท เป็นต้น

แต่ท้ายที่สุดแม้แต่แกนนำของเราก็ไม่สามารถทัดท้านสมาชิกได้ เราจึงคว้าอาวุธ คือสองมือยาวๆ ยื้อแย่งหนังสือที่ดึงดูดเหล่านั้นจากหนอนหนังสือท่านอื่นๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย

เราได้แต่มองหน้ากัน พยายามลืมเรื่องปฏิญญาฉบับนั้น ทุกคนอยู่ในอาการสงบ ปลาบปลื้ม เอ้ย เศร้าโศกกับการกระทำเมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านมา มันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าใครจะยั้งใครได้ทัน ฉันจึงเอ่ยถามเพื่อทำลายความเงียบขึ้นมาว่า “เอ่อ พี่หนูคะ กาแฟแบล็ค แคนย่อน อร่อยไหมค่ะ”

พี่หนู : อืมม มันยอดมาก แล้วช็อคโกแล็ตปั่นที่สตาร์บัค รสชาติเป็นยังไงมั่งหลี
ฉัน : เอ่อ น่าเสียดายมาก หมดซะก่อนนะคะ
พี่หนู : ง่ะ .....

หมายเหตุ: คำว่า “หมด” หมายถึง “เงิน”

................................................

ส่วนรายชื่อหนังสือที่ละลายหัวใจดังหินผาของฉันให้แตกสลายก็คือ

Photobucket

PhotobucketPhotobucket
Twenties Girl: โซฟี คินเซลลา เขียน และพลอย จริยะเวช แปล
สำนักพิมพ์ Bliss Publishing จำนวน472 หน้า
ราคา 365.00 บาท ลด 30% คงเหลือ 255.00 บาท

PhotobucketPhotobucket
ชีวิตก็แค่เนี้ยะ: ผาสุก ถมยา สำนักพิมพ์ บริษัทกาย มารุต จำกัด
จำนวน 238 หน้า ราคา 140.00 บาท ลดเหลือ 33.00 บาท

PhotobucketPhotobucket

ข้างบนเป็นของกำนัลจากบูธ Lips Publishing ในฐานะที่ฉันและเพื่อนเป็นแฟนพันธุ์แท้ แวะมาอุดหนุนหลายครั้ง เล่มใหญ่นั้นมีหน้าปกหลายแบบ เป็นรูปดอกกล้วยไม้ ฉันเลือกลายนี้ เพราะเห็นว่าดูหวานดี ส่วนเล่มเล็กสีดำ เป็นสมุดปกอ่อนธรรมดา จริงๆ ได้ของแถมมามากกว่านี้ เป็นกระเป๋าผ้า ได้มาตั้งแต่คราวที่แล้ว ซีดีธรรมะ และแผ่นพับรวมบทสวดมนต์อย่างดี

PhotobucketPhotobucket
วิธีฝึกสมาธิ วิปัสสนา: ท่านพุทธทาสภิกขุ สำนักพิมพ์อรุณวิทยา
จำนวน 343 หน้า ราคา 150.00 บาท (ปกอ่อน) ลดเหลือ 130.00 บาท

PhotobucketPhotobucket
ฟ้าทะลายโจร: ศ.จินดาวงศ์ สำนักพิมพ์ศรีสารา
จำนวน 471 หน้า ราคา 250.00 บาท คงเหลือ 50.00 บาท

PhotobucketPhotobucket
รักซ้อน-ซ่อนรส: จิตราภรณ์ สำนักพิมพ์ศรีสารา
จำนวน 342 หน้า ราคา 150.00 บาท คงเหลือ 50.00 บาท

PhotobucketPhotobucket
อมตะแห่งป๋าเปรม: วาสนา นาน่วม สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์
จำนวน 334 หน้า พิมพ์ครั้งที่ 2 ราคา 250.00 บาท ลดเหลือ 173.75 บาท

PhotobucketPhotobucket
ลับ ลวง พราง ฉบับมหากาพย์ มนต์ดำ-เหลือง-แดง: วาสนา นาน่วม
สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ จำนวน 376 หน้า ราคา 240.00 บาท ลดเหลือ 166.04 บาท

PhotobucketPhotobucket
ลับ ลวง พราง ภาคพิสดาร ไสยศาสตร์ปฏิวัติ อวิชชาธิปไตย: วาสนา นาน่วม
สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ จำนวน 303 หน้า ราคา 230.00 บาท ลดเหลือ 159.85 บาท

สรุปว่างานนี้อ่วมค่ะ นับเงินที่จ่ายไม่ทันเสียแล้ว!!!



Create Date : 07 เมษายน 2553
Last Update : 30 มีนาคม 2554 22:49:14 น.
Counter : 1148 Pageviews.

1 comments
คุณชายรีวิวบุปผารัตติกาลแห่งฉางอัน - 4 เล่มจบ In Loving Memory
(14 ก.ย. 2563 19:47:04 น.)
สายลับโฉมงาม ซูเฟยอิ่ง เขียน  ออโอ
(12 ก.ย. 2563 20:11:03 น.)
ข้อความในกระดาษแทรก Insignia_Museum
(11 ก.ย. 2563 18:59:52 น.)
- รีวิว 最佳女配 ยอดนางร้ายมืออาชีพ (รีวิวทุกตอน) : กู้จื่อมู่ - marina_rain
(10 ก.ย. 2563 00:10:48 น.)
  
สวัสดีค่ะ

คือว่า ตอนนี้กำลังตามหาหนังสือ "ชีวิตก็แค่เนี้ยะ" อยู่ค่ะ

ไม่ทราบว่า ต้องการขายต่อหรือไม่คะ

อยากอ่านมากเลยค่ะ ถ้าต้องการขายต่อ รบกวน ติดต่อที่เบอร์นี้นะคะ 0896703064 หรือ ทิ้งข้อความไว้ที่นี่ก็ได้นะคะ จะเข้ามาอ่านบ่อยๆค่ะ

ขอบคุณมากๆเลยนะคะ
โดย: ชลดา IP: 115.87.111.219 วันที่: 3 กรกฎาคม 2557 เวลา:17:07:22 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Wedding.BlogGang.com

CooKiiE
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]

บทความทั้งหมด