Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2548
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
8 พฤศจิกายน 2548
 
All Blogs
 
รักสุด..สะดุดภู

รักสุด..สะดุดภู

(โดย: วาโย)




“ไอ้กฤษเดินช้า ๆ หน่อยโว้ย..น้องนิดยังนั่งอยู่นั่นเลย”

เสียงแซวจากดนัย หรือที่เพื่อน ๆ เรียกกันว่า “ไอ้หนึ่ง” ลอยขึ้นมาทัก ทำให้กฤษณะชะงักฝีเท้า ขมวดคิ้วมุ่น

ชื่อผู้หญิงคนนี้ทำให้เขาเป็นที่เฮฮาปาจิงโกะมากในหมู่เพื่อนฝูงนับตั้งแต่วันงานเลี้ยงศิษย์เก่าที่มหาวิทยาลัยจัด ทำไมน่ะเหรอ ก็นิตยดา หรือน้องนิดที่ดนัยเรียกนั่นน่ะ นินทาเขาเสียยับกลางงานเลี้ยงรุ่น

ความจริงเสียงเจ้าหล่อนก็ไม่ได้ดังเท่าไหร่ค่าที่มีเสียงดนตรีจากเวทีคอยกลบอยู่ แต่ดวงเขามันซวยเองที่บังเอิญเพื่อนกลุ่มเขาดันจองโต๊ะติดกับโต๊ะที่เจ้าหล่อนนั่งพอดี (อย่าคิดมากคุณพี่ขา ก็แม่เจ้าประคุณน่ะ จองตั้ง 5-6 โต๊ะ ไปจ๊ะกะโต๊ะคุณพี่มั่งก็ไม่แปลกหรอกเจ้าค่ะ หุหุ)

ตอนแรกเขาก็ฟังนิตยดาพูดอยู่บ้างเพราะออกสนใจว่าเธอพูดเกี่ยวกับชื่อคนที่เขารู้จัก แต่ไป ๆ มา ๆ ดันมีชื่อเขาเข้าไปติดบอร์ดสนทนาด้วยซะนี่

ทีนี้ล่ะ..แทนที่เขาจะฟังอยู่คนเดียว เพื่อน ๆ ที่นั่งโต๊ะนั้นก็พลอยหูผึ่งไปกันหมด และดนัยก็เป็นหนึ่งในใครกลุ่มนั้นด้วย

เขายังจำเหตุการณ์เมื่อเดือนที่แล้วได้ดี

“ไอ้นายพี่กฤษณะน่ะนะ ยัยนั่นก็แค่ควงเล่นเท่านั้นแหละ ถึงพี่เขาจะหล่อจะรวย แต่ก็เป็นคนบ้านนอก น้องชมภูนุชขา น่ะเหรอจะจริงจังด้วย ไม่มีทาง!!”

นั่นหนึ่งล่ะ..

“ตอนเราอยู่ปีสองได้ยินว่า พี่แกหักหน้าพวกปีสองคณะเดียวกันตอนรับน้องซะเละเลย เรียกพวกปีสองมาว๊ากต่อหน้าเด็กปีหนึ่ง น้อง ๆ หดไปตามกัน พวกปีสองไม่ต้องพูดถึง ซีดเป็นไก่ต้มไปเลย..”

ข้อสองนี่มีความจริงอยู่บ้าง แต่เล่าไม่ยักหมด ใครฟังคงไม่ได้มองเขาในแง่ดีแน่

“รถของพี่กฤษสังเกตง่ายมั่กๆ สีแดงแปร๊ด....สงสัยกลัวโดนขโมยจากฝั่งไทยไปเขมร”

นั่นแน่ะ รู้สีรถเขาซะอีก

“พี่กฤษแกแปลก ๆ ด้วย คนอะไรจบมาได้เกียรตินิยมแท้ ๆ แต่ไม่ยักเรียนโทต่อ ต้องมีความลับอะไรแน่ ๆ คนมีเงินที่ไหนเรียนดีแล้วไม่เรียนต่อ จริงมะ?”

การเรียนเป็นสิทธิส่วนบุคคลไม่ใช่หรือไงนะ เขาจะเรียนต่อหรือไม่เรียนเจ้าหล่อนจะมาหนักแทนเขาทำไมกัน

“วันก่อนเห็นพี่เขาที่ห้างฯ ด้วยนะ เดินกับพี่ออ ที่เป็นเกย์น่ะ สงสัยอกหักเลยเปลี่ยนรสนิยม”

ข้อนี้สิรับไม่ได้จริง ๆ เพื่อนที่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะด้วยพากันไอแค่ก ๆ ไปตาม ๆ กัน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากำลังพยายามเกลื่อนเสียงหัวเราะกันเต็มที่

และเขาคิดว่าคงตามมาอีก ฯลฯ ถ้าเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ นิตยดาไม่หันมาทักทายเขาซะก่อน ตอนที่เจ้าหล่อนทราบว่าเขาได้ยินทุกประโยคที่ตัวเองพูดนั้น สะใจเขาพิลึก

เพราะนิตยดานั่งหลังตรงตัวแข็งทื่อ แถมเงียบกริบอีกต่างหาก สาวช่างเจ๊าะแจ๊ะเมื่อครู่หายไปได้ยังไงก็ไม่รู้
เหตุการณ์คงจบแค่นั้นถ้าเพื่อนคนหนึ่งของเขาไม่ดันไปรู้จักเพื่อนของนิตยดาเข้า และชวนมาภูกระดึงต้อนรับปีใหม่ด้วยกัน

“ไม่ไปดูน้องเขาหน่อยวะ ไอ้กฤษ ท่าทางเหนื่อยน่าดู”

“เอ็งเป็นคนชวนก็ไปดูเองสิวะ”

“อะฮ้า...ไม่ต้องมามั่วเลยไอ้กฤษ ข้าน่ะชวนแค่อาณัติกับแฟนเขาโว้ย น้องนิดน่ะฝีปากเอ็งไม่ใช่เหรอถึงต้องมานั่งจุ้มปุ๊กอยู่โน่น ไปเทคแคร์น้องเขาเลย หลอกให้เขามาก็เห็นใจเขาหน่อยสิวะ”

กฤษณะถอนหายใจแรงๆ อยากจะบอกอยู่หรอก ว่าไม่เกี่ยวกับเขา แต่ก็พูดไม่เต็มปากนัก ก็จริง ๆ แล้วน่ะ เขาก็จงใจพูดยั่วให้นิตยดา มาภูกระดึงด้วยจริง ๆน่ะแหละ อยากให้เจ้าหล่อนตกหลุมพราง มาลำบากซะบ้าง ท่าทางเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อออกอย่างนั้น (เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อมีที่ไหน เหยียบขี้ไก่ก็ต้องเละดิ อิอิ / คนเขียน)

แล้วผิดจากที่คิดที่ไหน เดินมาไม่ถึงห้าร้อยเมตรด้วยซ้ำ ก็ทำท่าว่าจะจอดอยู่ตรงนั้นเสียแล้ว...


“ไหวหรือเปล่านิด นี่ยังไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่เลยนะอย่าเพิ่งมาจอดสิ”

เสียงหัวเราะคิกคักของเพื่อนสาวทำเอานิตยดาตวัดสายตาขึ้นมองค้อน ทั้งๆ ที่ยังหอบเพราะความเหนื่อย
“ก็ฉันไม่ได้มาเป็นครั้งที่สาม ที่สี่ เหมือนเธอกะแฟนเธอนี่ จะได้ชินชาซะเหลือเกิน”

กวินายิ้มกว้าง รับคำกระทบของเพื่อนสาว อาณัติคนรักของกวินาเดินมาสมทบหลังจากซื้อน้ำเย็นให้นิตยดาเพื่อคลายเหนื่อย ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ได้ช่วยเกี่ยวกับอาการเหนื่อยแทบขาดใจของนิตยดาซักเท่าไหร่ ก็เหนื่อยกับกระหายน้ำน่ะ มันเรื่องเดียวกันที่ไหนล่ะ อากาศก็เย็นอยู่แล้วยังเอาน้ำเย็นมาให้อีกไม่รู้อีตาณัติแกล้งเธอหรือเปล่า

“ยัยนิด ฉันน่ะเตือนเธอแล้วนะ ว่ามันลำบาก อยากมาเองนี่ นี่คิดจะพิสูจน์อะไรอยู่รึเปล่า” อาณัติพูดขึ้นพร้อมกับยื่นขวดซึ่งบรรจุน้ำเย็นใสสะอาดอยู่ข้างในให้เพื่อนสาว

“ฮึ!!” นิตยดาไม่รับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธด้วย เพราะเรื่องราวเป็นยังไงทั้งอาณัติและกวินาต่างก็รู้ดี เพราะอยู่ในเหตุการณ์ทั้งคู่

“พี่ดนัยชวนไปภูกระดึง นิดไปมั้ยจ๊ะ”

นิตยดาจำคำเอ่ยชวนของกวินาได้ดี ในงานศิษย์เก่า เมื่อเดือนที่แล้ว ใครจะไปคาดคิดว่าคนที่เธอนั่งนินทาอยู่น่ะ นั่งอยู่ใกล้เธอแบบที่เรียกว่าหลังพิงกันก็คงจะได้ แถมรุ่นพี่ทั้งโต๊ะนั่นยังสนิทกับอาณัติซะอีก หมอนี่ก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าเธอกำลังลำบากใจ พอเจอหน้าคนรู้จักก็เม้าส์แตกกระจุย ถึงบรรยากาศจะหายเครียดไปแล้วแต่เธอก็ยังไม่กล้ามองหน้า “พี่กฤษณะ” ที่ถูกเธอนินทาซะยับเยิน

พอถูกเพื่อนสาวชวนไปเที่ยวภู ก็เลยลังเล เพราะรู้ว่าพี่กฤษจะไปด้วยนั่นเอง

“ไม่ไหวมั้งครับน้องแนช ก็น้องนิดน่ะตัวบางอย่างกับอะไร คงเหมาะจะไปเดินชอปปิ้ง ต่างประเทศมากกว่า จะมาลุยเขาลุยภูแบบพวกพี่”

เธอตวัดสายตาขึ้นมองคนพูดทันที เป็นครั้งแรกในคืนนั้นที่เธอกล้าสบตาพี่กฤษแบบตรงๆ และพบสายตาคมเข้มนั้นมองเธออยู่ก่อนแล้ว แปลกมากๆ ทั้งๆ สายตาเขาไม่บ่งบอกความรู้สึกอะไรแท้ๆ แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกว่า ที่เขาพูดน่ะ กำลังดูถูกเธออยู่กลายๆ นะ


หลังจากนั้นเธอก็ไม่รู้ว่าตัวเองหลุดปากตกลงมาเที่ยวภูกระดึงได้ยังไง เลยต้องรีบไปแคนเซิลตั๋วเครื่องบินไปฮ่องกงในเทศกาลปีใหม่แทบไม่ทัน (วางแผนไปชอปปิ้งต่างประเทศจริงๆ ด้วย >__<)

แต่ถ้ารู้ว่าจะต้องมาทนตกระกำลำบากแบบนี้ยอมเสียหน้าไม่มาดีกว่า ฮือๆ คนก็เยอะยังกะมด แถมต้องแบกของเองอีก จะจ้างลูกหาบเขาก็บอกว่า ต้องรอพรุ่งนี้ของถึงจะถึงยอดภู ใครจะไปรอไหว ลำบากๆๆๆๆ โค-ตร

“เป็นไง..ไหวมั้ยเนี่ย”

เสียงทุ้มที่ในยามยากเช่นนี้นิตยดาไม่มีทางลืมเด็ดขาดดังขึ้น (ก็เพราะเขาแหละเธอถึงมาลำบากอยู่ตรงนี้)

“อ้าว..พี่กฤษเดินไปตั้งไกลแล้วย้อนกลับลงมาทำไมล่ะฮะ เดี๋ยวพวกผมค่อยๆ เดินไปเจอกันข้างบนก็ได้” อาณัติทักอย่างแปลกใจที่เห็นหนุ่มรุ่นพี่เดินกลับมา

“ได้ไงล่ะ มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกันสิ นี่ไอ้หนึ่งกับไอ้การณ์มันไปนั่งรออยู่ซำหน้าแล้วมั้ง?” กฤษณะมองนิตยดาอยากจะขำอยู่หรอกแต่สงสารมากกว่า ไม่น่าเชื่อหลังจากเดินขึ้นเขามาได้ไม่ถึงห้าร้อยเมตรดีด้วยซ้ำจะเปลี่ยนหญิงสาวสวยอย่างกับนางแบบแมกกาซีน เป็นเด็กซนๆ คนนึงได้

ผมยาวสลวยเคลียไหล่ถูกเจ้าของรวบอยากลวก ๆ เป็นหางม้าที่ดูไม่ค่อยเรียบร้อยนัก เสื้อยีนส์แขนยาวที่เคยดูเก๋ไก๋ อยู่บนตัวหญิงสาวก็ถูกถอดมาผูกเอว เหลือเพียงเสื้อกล้ามสีเขียวมะนาว

“น้องนิด” กฤษณะเอ่ยเรียกหญิงสาวที่ทำท่าว่าจะรากงอกอยู่ที่เก้าอี้ “ไหวรึเปล่า เพิ่งเดินมาไม่ไกลจะกลับก็ได้นะ”

หญิงสาวหันขวับมองชายหนุ่มด้วยตาวาวโรจน์

“แนช ไปกันเถอะ นิดเดินต่อไหวละ”

นิตยดาฮึดฮัดลุกขึ้น แล้วฉวยแขนเพื่อนสาวให้ออกเดินไปด้วยกัน ทิ้งสองหนุ่มไว้เบื้องหลัง

“ฮะๆๆๆๆ พี่กฤษเจ๋งเป็นบ้า ผมนึกว่าจะต้องเอาชะแลงมางัดยัยนิดออกจากเก้าอี้ตัวนี้ซะแล้ว”

กฤษณะหัวเราะเบาๆ กับเพื่อนรุ่นน้อง

“ก็จับทางได้ ตั้งแต่งานเลี้ยงศิษย์เก่าน่ะแหละ” ปากก็บอกอาณัติไปเช่นนั้น แต่จริงๆ แล้วเขาออกเป็นห่วงหญิงสาวร่างบาง ที่เขาเรียกตามเพื่อนๆ ว่า “น้องนิด” อยู่มาก ท่าทางเคยลำบากสุดก็คงตอนเข้าค่ายเนตรนารีกระมัง
“ยัยนิดมันไม่เคยลำบากครับ จับมาลำบากมั่งก็ดี ชวนไปไหนบ่ายเบี่ยงตลอดบ่นแต่ว่ากลัวลำบาก จริงๆ แล้วผมก็ไม่รู้ว่าทำไมหนนี้เขาถึงฮึดขึ้นมาได้”

อยู่ดีๆ อาณัติก็พูดขึ้นมา ราวกับรู้ว่ากฤษณะคิดอะไรอยู่

“คงอยากลองอะไรใหม่ๆ ละมั้ง?” กฤษณะพูด แล้วออกเดินบ้าง
อาณัติ เลิกคิ้วมองตามหลังรุ่นพี่ไป

“ผมว่าเพราะพี่กฤษมากกว่า” เขาพึมพำเบาๆ กับตัวเองแล้วจึงสาวเท้าขึ้นเนินที่ชักจะชินแล้วหลังจากมาเป็นรอบที่สาม





อยากกลับบ้าน...
นิตยดาคิดอย่างอ่อนระโหย เมื่อเดินมาสองชั่วโมงกว่าแล้วทุกคนพร้อมใจกันบอกว่าเพิ่งครึ่งทางเท่านั้น คนก็เยอะ แดดก็ร้อน อากาศก็เย็น ฮือๆๆ เหนื่อยก็เหนื่อย เมื่อยก็เมื่อย

เธอรู้สึกว่าตัวเองหวิว ๆ ชอบกล ตัวเบาๆ ยังไงก็ไม่รู้ กันดารแบบนี้ทำไมถึงมีคนแห่กันมาทุกปีๆ นะ

เพราะไม่มีแรงหรือเพราะบ่นอยู่ในใจเพลินก็ไม่ทราบได้ ทำให้นิตยดาก้าวเท้าไม่มั่นคงนัก แทนที่จะได้ก้าวไปข้างหน้า แต่ดันลื่นถอยหลังซะนี่

ถ้าไม่ใช่เพราะมือแข็งแรงของใครคนหนึ่งมาคว้าเข้าที่ต้นแขนเธออย่างมั่นคง มีหวังเธอหน้าทิ่มไปตะคลุบดินแดงๆ พวกนั้นแน่

“ไม่ไหวก็บอกสิ ทำเป็นเก่งไปได้”

เสียงดุๆ จากคนที่เธอแอบนินทาในใจตลอดทางดังขึ้น ก็จะไม่ให้แอบนินทายังไงไหว คนอะไรขาก็ยาวออก ไหงสปีดในการเดินพอๆ กะเธอได้ (- _--I เขาก็เดินรอหล่อนน่ะแหละย่ะ)

พริบตาเดียวนิตยดาก็มานั่งจุ้มปุ๊ก อยู่ตรงเนินหญ้าข้างทาง โดยมีเสียงทุ้ม เตือนอย่างดุ ๆ ไม่ให้ลุกไปไหน แต่เจ้าตัวคนเตือน ดันเดินลิ่วๆ ขึ้นภูไป

เฮ้ย!! จาปล่อยกันทิ้งงี้เหรอ เอ..แต่เขาไปตัวเปล่านี่ กระเป๋าเป้ใบใหญ่เบ้อเริ่มของเขายังปลดวางไว้ตรงนี้ แปลว่าเดี๋ยวเจ้าตัวคงต้องกลับมา (ฉลาดเหมือนกันนี่) แต่พี่กฤษวิ่งขึ้นไปทำอะไรอ่ะ หรือไปขอยาดมยาหม่องมาให้เธอ แหม...น่าจะถามกันก่อน ก็เธอพกมาด้วยนี่นา

ว่าแล้วนิตยดาก็ค้นยาดมจากกระเป๋าใบเล็กที่แยกของใช้จุกจิกออกมาจากกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่แบกอยู่ กว่ากฤษณะจะกลับมาก็ปาเข้าไปเกือบห้านาที เล่นเอานิตยดานึกว่าถูกปล่อยทิ้งจริงๆ ถ้าไปมีกระเป๋าของเขาช่วยปลอบใจล่ะก็ เธอต้องคิดว่าเธอถูกทิ้งให้เป็นผีเฝ้าทางแหงมๆ

“น้องนิดแข็งใจเดินหน่อยนะ อีกแค่ครึ่งทาง”

ต๊าย...พูดออกมาได้แค่ครึ่งทาง

หญิงสาวค้อนใส่ชายหนุ่ม ทำเอากฤษณะหัวเราะออกมาเมื่อเห็นเข้า

“น่า..อีกครึ่งทางเอง คนเก่ง”

เอ๋...พี่กฤษพูดแบบนี้เป็นด้วยเหรอ ฮึ..แต่เค้าไม่ใช่เด็กซักหน่อยไม่ต้องมาพูดชมหรอก

ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่คำว่า “คนเก่ง” ที่กฤษณะพูด กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีแรงขึ้นมาอีกครั้ง นิตยดาลุกขึ้นมาบิดเนื้อบิดตัว พยายามจะไล่ความปวดเมื่อยออกจากร่างกาย ซึ่งดูจะไม่ได้ผลนัก ขณะที่กฤษณะ ยกเป้ของเขากลับขึ้นมาสะพายแบกใส่หลังเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือเขาหยิบเป้สีชาใบค่อนโตของนิตยดาขึ้นมา ดึงสายให้ยาวขึ้น แล้วสอดแขนแข็งแรงเข้าไปจนกระเป๋าของนิตยดาไปอยู่ด้านหน้าของลำตัวเขา

“พี่กฤษ?” นิตยดาอุทานออกมา งงเล็กน้อยกับการกระทำของเขา มารู้สึกตัวก็ตอนเขาจับต้นแขนเธอ ช่วยพยุงเดินขึ้นเขา “พี่กฤษ กระเป๋านิด นิดแบกเองได้ค่ะ” ไม่ได้อวดเก่งนะ แต่เกรงใจอ่ะ

แต่พี่กฤษไม่ยักสนใจ เขาดันไปดึงกิ่งไม้อะไรไม่รู้ออกมาจากข้างทางยื่นให้เธอซะอีก

ง่า...ไม้เท้า ไม่เอาได้ป่าว เสียบุคลิกหมด (นี่หล่อนรู้ตัวรึเปล่าว่าตัวเองอ่ะหมดสภาพแย้ว) แต่เธอก็รับไว้ ระหว่างทางเห็นคนใช้กิ่งไม้เป็นไม้เท้าจำเป็นอยู่หลายคน คนอื่นเค้าใช้กันได้เราใช้มั่งก็ไม่เห็นแปลกเลย

แหม..ไม่ต้องแบกของเองนี่สบายจัง

พอตัวเองสบายนิตยดาก็เริ่มเห็นใจความลำบากของ “พี่กฤษ” ขึ้นมาทันที ระหว่างทางเริ่มมีถามพี่กฤษเหนื่อยมั้ย? พี่กฤษหิวมั้ย? พี่กฤษน้ำมั้ย? จน “พี่กฤษ” ชักขำกับความห่วงใยจนออกนอกหน้าของหญิงสาว
แค่ความห่วงใยเล็กๆ น้อยๆ นั้น กลับสร้างความรู้สึกดีๆ ให้เกิดขึ้นมาได้

ไอ้ที่ตะบึงตะบอนกันก่อนหน้าไม่รู้หายไปไหนหมด ทั้งคู่เริ่มคุยเล่นกัน นิตยดาคงไม่อยากเชื่อแน่ถ้าก่อนหน้านี้ มีคนบอกว่าเธอจะให้ผู้ชายจับมือถือแขนได้หน้าตาเฉย (ก็ลองเขาไม่จับสิ หล่อนจะได้มาเดินอยู่อย่างงี้เร๊อะ ป่านนี้อาจจะไปนั่งอยู่ข้างทางตรงไหนซักที่)

“ทำไมพี่กฤษดูไม่เห็นเหนื่อยเลย นิดเหนื่อยจะแย่”

“ฮะๆๆ ก็พี่ออกไร่ทุกวัน บางวันเดินตั้งแต่หน้าไร่ยันท้ายไร่แค่นี้น่ะสบายๆ”

“อ๋อ...ที่พี่กฤษไม่เรียนต่อเพราะกลับไปทำไร่ที่ลำปางนี่เอง”

ด้วยไม้เท้า บวกแรงพยุงของคนข้างตัวทำให้นิตยดาเดินเพลิน ไม่ได้สังเกตว่ากฤษณะหันมามองเธอด้วยแววตาขำขัน

“ถามจริงเถอะ ..ทำไมรู้เรื่องพี่เยอะจัง”

หญิงสาวหัวเราะเบาๆ

“ใครบอกว่านิดรู้แต่เรื่องพี่กฤษ พี่กฤษลองพูดชื่อคนที่เรียนรุ่นเดียวกับพี่มาซักคนสิคะ”

กฤษณะ เลือกชื่อเพื่อนตัวเองออกมาคนนึง งงอยู่บ้างว่าสาวรุ่นน้องคิดจะทำอะไรกันแน่ แต่พอเจ้าหล่อนเล่าเรื่องซุบซิบของเพื่อนคนนั้นให้ฟังก็ตาโต ลองเลือกชื่อเพื่อนมาอีก 2-3 คน เจ้าหล่อนก็ร่ายยาวต่อไปอีก เรื่องที่เจ้าหล่อนพูดมีจริงบ้างไม่จริงบ้าง ตามกระแสข่าวลือ

ถึงจะทึ่งกับความสามารถที่ไม่เหมือนใครของนิตยดา แต่ก็รู้สึกเซ็งขึ้นมาพร้อมๆ กันด้วย ทำไมเขาต้องเซ็ง เซ็งเพราะไม่ใช่เฉพาะเรื่องของเขาที่เธอสนใจอย่างนั้นหรือ

กฤษณะส่ายหน้าไปมา ชักจะบ้าไปกันใหญ่ละ นิตยดาจะสนใจเรื่องของใครไม่เห็นเกี่ยวกับเขาซักหน่อยนี่นา..

...............

“หกชั่วโมง..”

เสียงดนัยดังขึ้นทันทีที่กฤษณะและนิตยดามาถึงจุดที่นัดกันไว้

“เอ็งเปลี่ยนไปใช้น้ำมันตราเต่าเหรอวะ ทำได้ไง หกชั่วโมง”

“พี่กฤษไม่ได้ใช้น้ำมันตราเต่าซักหน่อย แต่ลากรถเสียต้องซ่อมแบบนิดขึ้นมาต่างหากล่ะคะถึงช้า แล้วพอขึ้นมาถึงนิดยังนั่งพักอีกตั้งนาน” นิตยดาแก้แทนกฤษณะก่อนที่ชายหนุ่มจะอ้าปากซะอีก

ดนัยมองเพื่อนตัวเองกับสาวรุ่นน้องอย่างทึ่งในฝีมือกฤษณะ

มันร้ายโว้ย..ทำให้น้องนิดเปลี่ยนไป แค่สามชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นสองคนนี้สนิทกันขนาดออกรับแทนกันเลย น่าสนใจ...

“แล้วนี่รอนานมั้ย คนอื่นล่ะ”

“ไม่ได้รอโว๊ย..นี่กางเต็นท์เรียบร้อยแล้วถึงเดินมาดูแกอีกที เห็นนานเกิน กะว่าอีกครึ่งชม. ถ้ายังไม่ขึ้นมาจะลงไปตามแล้ว ส่วนคนอื่นกางเต็นท์เสร็จก็นอนพักกันหมดแล้ว ใครจะบ้ามารอเอ็งเหมือนข้าไม่มีอีกแล้ว”

“คนเยอะมั้ยคะ?” นิตยดาถามดนัย

ดนัยกรอกตาไปมา

“มหาศาล...กว่าพี่ ไอ้การณ์ ไอ้ณัติ จะช่วงชิงทำเลได้เกือบแย่ ช้าอีกก้าวเดียวเสร็จคนอื่นไปแล้ว”

“อะไรจะขนาดนั้น” กฤษณะหัวเราะเบาๆ

“พูดไม่เชื่อ...ก็ไปดูเองแล้วกัน เดินขึ้นมาคนยังกะมดไม่เห็นรึไง มีที่ให้นอนก็ดีถมไปแล้ว”

นิตยดากระพริบตาปริบๆ ตอนเดินขึ้นภูเธอว่าคนแยะแล้ว แต่พอมาถึงจุดพักแล้ว เธอต้องยอมรับว่าที่ดนัยพูดมาถูกทุกอย่าง คนที่อยู่บนภูกระดึงนี่ “มหาศาล” จริงๆ

“ไอ้กฤษเดี๋ยวนี้ที่นี่เขาห้ามไม่ให้เก็บเศษไม้มาจุดไฟเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะโว้ย เขามีเตาถ่านให้เช่า”

“เออ..รู้แล้ว ก่อนมาข้าเข้าเว็บไซด์ไปดูมาแล้ว ไม่เหมือนเอ็งนี่ เพิ่งรู้ล่ะสิเนี่ย”

“ก็ใช่อ่ะดิ” ดนัยยิ้ม ยักคิ้วรับหน้าเป็น

“เอ็งไม่ต้องอุตริหุงข้าวเองอีกนะ ข้ายังเข็ดไม่หาย ไอ้ข้าวไหม้ๆ ของเอ็งอ่ะ”

“ถึงจะไหม้ แต่ก็หุงด้วยใจคร๊าบบบ”

ความจริง ก็อยากหัวเราะร่วมไปกับสองหนุ่มนี่อยู่หรอก แต่ตอนนี้นิตยดาไม่มีอารมณ์ขันสักนิด อยากแต่จะนอนยืดแข้งยืนขา เพราะกล้ามเนื้อทุกส่วนระบมไปหมด

“พี่คะ เต็นท์อยู่ไหนคะ”

กฤษณะและดนัยหันมามองนิตยดาพร้อมกันเมื่อได้ยินเสียงอ่อนระโหยลอยมา พอเห็นสีหน้าอิดโรยของหญิงสาวดนัยก็รีบชี้ไปจุดที่ กลุ่มของพวกเขากางเต็นท์อยู่ทันที

“ทางนี้เลยน้องนิด”

เป็นอีกครั้งเสียงคิกคักของเพื่อนสาวทำให้นิตยดาตวัดตาค้อนใส่ต้นเสียงด้วยความหมั่นไส้
“หมดสภาพเลยเหรอนิด”

“ก็บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าลำบาก ไม่ต้องมาก็ไม่เชื่อนี่น้า...” อาณัติอดสำทับไม่ได้

นิตยดาเลยค้อนใส่อาณัติซะอีกคน พอกันทั้งคู่สมแล้วที่เป็นแฟนกัน นิตยดาคิดแต่ไม่โต้ตอบเพื่อนทั้งสอง รีบทรุดตัวลงนั่งบนผ้าที่ใครสักคนเอามาปูไว้หน้าเต็นท์ ถอดรองเท้าแล้วบีบนวดไปมา

กฤษณะยืนคุยกับดนัยและการณ์อยู่ซักพักหนึ่ง รู้สึกตัวอีกที สายตาเขาก็มองไปที่หญิงสาวที่นั่งนวดขาตัวเองอยู่ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจ แปลกดีเหมือนกันเมื่อเช้าเขายังไม่อยากจะเสวนากับเจ้าหล่อนอยู่แท้ๆ ตอนนี้กลับรู้สึกสนิทเป็นพี่เป็นน้องกันไปได้

เขายกนาฬิกาขึ้นมาดู เลยรู้ตัวว่ากระเป๋าเป้ของนิตยดายังอยู่ที่เขา

“เฮ้ย..เดี๋ยวมานะ” กฤษณะบอกเพื่อนทั้งสองที่ยังคุยกันอย่างออกรส

“เราว่าเธอสองคนอาบน้ำตอนนี้เลยก็ดีนะ เพิ่งสี่โมงกว่าๆ ยังไม่ห้าโมง เดี๋ยวเย็นกว่านี้ ห้องน้ำจะแน่น” อาณัติบอกสองสาว

“บรื๋อ...หนาวไม่อยากอาบน้ำเลย” กวินาบ่น

“หนาวก็ต้องอาบ เลอะเทอะออกขนาดนี้ จะหมกไว้ได้ไงยะ” นิตยดาพูด พลางหันไปมองหากระเป๋าตัวเอง

“อุ๊ย!!”

“มีอะไรเหรอ” กวินาถาม

“กระเป๋าเราอยู่ที่พี่กฤษณะนี่นา ไปเอาก่อนนะ” นิตยดาขยับตัวเตรียมลุก ไม่เห็นสายตาแปลกๆ ของเพื่อนสาวที่มองมา

“ไม่ทันแล้ว มาโน่นแล้ว” อาณัติบอกเมื่อเห็นร่างของรุ่นพี่เดินเข้ามาหา

นิตยดาและกวินามองตามสายตาอาณัติและเห็นกฤษณะเดินมาจนเกือบถึงเต็นท์พวกเธอแล้ว

“กระเป๋าครับ น้องนิด” กฤษณะยิ้มนิดๆ พร้อมวางกระเป๋าเป้ไว้ข้างตัวหญิงสาว

นิตยดากระโดดลุกขึ้น (ลืมสังขารตัวเองไปชั่วขณะ) พลางส่งยิ้มหวานจ๋อยให้ชายหนุ่ม เล่นเอากวินาและอาณัติ หันมาสบตากันยิ้มๆ

“ขอบคุณค่ะพี่กฤษ นิดกำลังจะไปเอาพอดีเลยค่ะ”

“พี่ว่า รีบอาบน้ำกันหน่อยก็ดีนะ ยิ่งเย็นมากคนจะแย่งห้องน้ำกัน”

“รับทราบค่ะ” นิตยดารับคำแข็งขัน จนกฤษณะหัวเราะออกมา

“พี่กฤษ นอนเต็นท์เดียวกับผมนะครับ เต็นนั้น พี่ดนัยกับพี่การณ์จองเรียบร้อยแล้ว”

“โอเค” กฤษณะรับคำ แล้วโยนกระเป๋าเข้าไปในเต็นท์ที่อยู่ด้านหลังอาณัติ







“เป็นไงยัยนิด เจออาถรรพ์ภูกระดึงหรือไงถึงดีกับพี่กฤษได้”

“อาถรรพ์อะไรของเธอยะ คุณครู”

สองสาวเดินคุยกันระหว่างทางกลับจากห้องอาบน้ำ

“อ้าว...นี่ไม่รู้เหรอไงว่าที่ภูกระดึงอ่ะ เขามาพิสูจน์รักกันนะ”

นิตยดาตาเหลือก

“จะบ้าเหรอ! ฉันกับพี่กฤษไม่ใช่แฟนกันนะ จะได้มาพิสูจน์รัก”

กวินาเลิกคิ้ว

“แล้วฉันบอกเหรอว่าเธอกับพี่กฤษเป็นคนรักมาพิสูจน์รักกันน่ะ”

นิตยดาหน้าแดงแปร๊ด..เมื่อเจอเพื่อนย้อนเข้า

“ฉันแค่จะบอกต่อว่า นอกจากพิสูจน์รักแล้วที่นี่ยังพิสูจน์คนด้วย อยากรู้ว่าคนเรานิสัยยังไงก็ต้องดูกันตอนลำบากนี่แหละ เธอกับพี่กฤษดีกันอย่างนี้ แปลว่าพี่กฤษเป็นคนดีใช่มั้ยล่ะ”

“ไม่รู้” นิตยดากระแทกเสียงตอบเพื่อนสาว “รู้แต่ว่าเมื่อย เหนื่อย จะไปนอน” ว่าแล้วก็จ้ำอ้าวกลับเต็นท์ ไม่สนใจกวินาที่เดินเอื่อยๆ ตามมา

กวินายิ้มมองตามหลังเพื่อนสาว พึมพำเสียงเบา

“ยัยนิดเอ๊ยหน้าแดงขนาดนั้นน่ะ มันแปลว่ามีพิรุดในใจรู้รึเปล่า”


“สาวๆ ตื่นได้แล้ว”

เสียงของกฤษณะบวกกับเต็นท์ที่สั่นไปมา ทำเอาสองสาวที่นอนอยู่ในเต็นท์สะดุ้งตื่น

“อะไรกันคะ ยังมืดอยู่เลย” นิตยดาถามเสียงงัวเงียซุกตัวลงใต้ผ้านวม ซึ่งจริงๆ แล้วคืนถุงนอน ของอาณัติที่กวินายึดมากางทำเป็นผ้านวมนอนกับเธอ


“ห้าทุ่มกว่า แต่ตื่นมาดูดาวกันเหอะ ฟ้าโปร่งเห็นดาวเพียบเลยฟ้าเปิดแบบนี้ไม่ใช่จะมีง่ายๆ นะ”

อ๊ะ..ทะเลดาวที่ภูกระดึง รู้สึกจะใช่ที่ ททท. เคยโฆษณาไง

นิตยดาลุกนั่งค่อยๆ คลานออกไปเปิดเต็นท์โดนลากเอาเจ้าผ้านวมจำเป็นไปด้วย กวินาที่ลุกขึ้นมานั่งตั้งแต่โดนเรียกพยายามจะดึงผ้าไว้แต่นิตยดาไม่ยอมปล่อยง่ายๆ กวินาเลยขยับไปทางหน้าเต็นท์ด้วย

อากาศเย็นเฉียบยามค่ำคืนของยอดภู เล่นเอานิตยดาตาสว่างทันทีที่โผล่หน้าออกไป แต่ภาพแรกที่เธอเห็นดันเป็นภาพอาณัตินั่งผูกเชือกรองเท้าอยู่ซะนี่เพราะหมอนั่นเปิดไฟฉายส่องไปทีตัวเองอยู่ แต่เธอก็รู้ว่าใครคนหนึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของเต็นท์เธอกำลังนั่งคุกเข่าอยู่

เธอหันเบี่ยงหน้าไปมองร่างทะมึน เพราะความมืดของราตรีกาล แม้จะเห็นใบหน้าเขาได้ไม่ชัดแต่นิตยดาแน่ใจว่าเขากำลังยิ้มอยู่ เธอเห็นเขาขยับชี้นิ้วขี้นไปด้านบนจึงมองตาม

นิตยดาตาค้างกับภาพดวงดาวมากมายส่องประกายระยิบระยับเต็มท้องฟ้าราวกับมีใครเอาเพชรนิลจินดามาโปรยไว้บนผืนกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม

“ว้าว...สวยจังเลย” กวินาอุทานหลังจากโผล่หน้าออกมาแล้วเห็นเพื่อนสาวมองท้องฟ้าตาค้างอยู่เลยมองขึ้นไปมั่ง

“อะไร..มาตั้งหลายครั้งทำเป็นไม่เคยเห็นไปได้” นิตยดาล้อเพื่อนสาว

“ก็มาทุกครั้งฟ้ามันไม่เคยเปิดขนาดนี้นี่นา ส่วนใหญ่มีเมฆตลอด ดาวโผล่ออกมาวับๆแวมๆ นิดโชคดีจังมาครั้งแรกฟ้าก็เปิดให้ดูทะเลดาวเลย”

“เหรอ..” นิตยดาเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง

“ลุกไปดูตรงที่มืดกว่านี้กันดีว่า ตรงนี้คนพักเยอะแสงไฟเยอะเกินไป” กฤษณะเอ่ยชวนสองสาวพร้อมกับโชว์แผนที่ดาวในมือโดยการส่องไฟฉายไปที่มัน “ไปดูกันว่า วันนี้มีดาวอะไรออกมาให้เห็นมั่ง”

กวินาและนิตยดารีบลุกทันทีไม่ต้องรอให้ชวนซ้ำสอง จะทุลักทุเลอยู่บ้างก็ตรงที่ต้องถอดถุงเท้าที่พวกเธอสวมอยู่ถึงสามชั้นออกก่อนจึงจะใส่รองเท้าได้นั่นแหละ


นิตยดาได้ความรู้เกี่ยวกับดาวมาเยอะแยะในคืนนี้ เพราะรู้สึกสามสหายเพื่อนซี้ กฤษณะ ดนัย และการณ์จะมีความรู้กว้างขวางด้านนี้ โดยเฉพาะการณ์บางทีเขายังเล่าตำนานของกลุ่มดาวบางกลุ่มให้ฟังเพลินๆ อีกต่างหาก แต่เธอรู้สึกว่าเธอชอบเสียงทุ้มๆ ของพี่กฤษที่คอยชี้ชวนให้เธอดูดาวมากกว่า

“อุ้ย!” มัวแต่มองฟ้าเพลิน จนเผลอสะดุดท่อนไม้เข้า นิตยดาเลยคว้าของที่ใกล้ที่สุดไว้เป็นหลัก ซึ่งจะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากแขนของกฤษณะนั่นเอง (หุหุ เดินเป็นกลุ่มแต่โผไปเกาะตากฤษ น่าคิดๆ)

“เป็นอะไรรึเปล่านิด” กฤษณะชะงักเท้า ถามหญิงสาวด้วยความห่วงใย

นิตยดาเหลือบตามองกฤษณะแวบนึง แล้วรีบปล่อยมือจากท่อนแขนแข็งแรงนั้นหลังจากทรงตัวได้

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“มืดๆ แบบนี้ต้องเดินระวังๆ หน่อยนะ รู้มั้ย?”

“ค่ะ”

นิตยดารับคำหงอยๆ ก็พี่กฤษเล่นทำเสียงดุใส่นี่ เห็นเธอเป็นเด็กไม่รู้จักระวังไปได้ (แล้วได้ระวังมั้ย? ) แล้วเธอก็ต้องตกใจเมื่อมือตัวเองถูกดึงไปกุมไว้ เลยตัวแข็งไปชั่วครู่

“อะไรอีกล่ะ ชักช้าอยู่ได้พวกนั้นเดินไปไกลแล้วนะ”

ว่าแล้วกฤษณะก็ออกเดินโดยมีนิตยดาเดินตามไปด้วย ด้วยกิริยากึ่งลากกึ่งจูง

แม้จะสวมถุงมือแต่นิตยดากลับรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไหลผ่านจากมือกฤษณะมาถึงมือเธอ เอ..รู้สึกไปเองว่าความร้อนนั้นมันแผ่มาถึงใบหน้าเธอด้วย

นี่เธอหน้าแดงอย่างนั้นเหรอ

นิตยดาแตะแก้มตัวเอง พลางมองไปที่ตัวต้นเหตุ

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เธอรู้สึกใจเต้นแปลกๆ ชอบกลเวลาอยู่ใกล้ๆ กฤษณะ ถ้าจำไม่ผิดก็คงหลังจากที่กวินาพูดเรื่องอาถรรพ์ภูกระดึงอะไรนั่นขึ้นมานั่นแหละ ก่อนหน้านั้นเป็นยังไงเธอไม่รู้เพราะไม่เคยได้สำรวจใจตัวเอง
แต่ถ้าเป็นตอนนี้เธอคงพอจะตอบได้ว่าคงเริ่มชอบพี่กฤษซะแล้ว

นิตยดาทอดถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม แล้วชีวิตฉันจะเป็นยังไงต่อไปล่ะทีนี้..






เที่ยงคืนกว่า..ทุกคนลงความเห็นว่าควรกลับไปนอนได้แล้วเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นอีก...

นิตยดากับกวินารีบซุกตัวเข้าไปนอนในผ้านวมจำเป็นอีกครั้งซึ่งตอนนี้มันเย็นเฉียบพอๆ กับอากาศข้างนอกทีเดียว

“ไอ้กฤษดาวเต็มฟ้าแบบนี้โรแมนติกดีนะ แกน่าจะพาคู่หมั้นแกมาด้วยว่ะ คงโรแมนติกพิลึก”

“เงียบๆ ไปเลยไอ้การณ์ ไม่ขำโว้ย”

เสียงกลั้วหัวเราะขณะตอบเพื่อนของกฤษณะบอกให้รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดกับความคิดนั้นตรงข้ามกัน เขาไม่รู้หรอกว่าทำให้ใครคนหนึ่งที่ยังไม่หลับลืมตานิ่งอยู่ครู่ใหญ่ แม้เสียงข้างนอกจะเงียบไปแล้ว แค่คำพูดของพวกเขาราวกับก้องอยู่ในโสตประสาทของนิตยดา “แกน่าจะชวนคู่หมั้นแกมาด้วยว่ะ” กฤษณะมีคู่หมั้นแล้ว

นิตยดาไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง พอรู้ว่าตัวเองชอบใคร ใครคนนั้นกลับมีเจ้าของเสียแล้ว

ยังไม่ทันได้เริ่มต้นก็อกหักซะแล้ว

นิตยดาหลับตาลงและผล็อยหลับในเวลาต่อมาเพราะความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจผสมกัน






“ดูสินิด น้ำใสแจ๋วเลย”

“อือ”

นิตยดาตอบน้ำเสียงสดใสของเพื่อนสาวโดยการพยักหน้านิดๆ กับเสียงเบาๆในลำคอ

“สมชื่อเน๊อะ สระแก้ว ก็ใสเหมือนแก้ว”

“อือ”

“นิด”

“อือ...โอ๊ยๆๆๆ” นิตยดาร้องเสียงหลงเมื่อเจ็บจี๊ดที่ต้นแขน “มาหยิกฉันทำไมอ่ะ มันเจ็บนะ”

“ก็เรียกสติกลับมาไง ทำตาลอยๆ ชอบกล นึกว่าผีเข้า”

“บ้าเหรอ เธอสิผีเข้า”

นิตยดาบ่นอุบอิบ ถึงแม้จะทำตัวแสนปกติแค่ไหนแต่ถ้าทางที่ระมัดระวังตัวจนผิดปกติของนิตยดาตอนคุยกับกฤษณะก็หาได้รอดพ้นสายตาจับผิดของกวินาไปได้ดังนั้นพอพักกินข้าวกลางวัน กวินาจึงกระซิบกับคนรักให้ไปกินข้าวกับพวกรุ่นพี่ พลางพยักเพยิดไปทางนิตยดา

อาณัติเข้าใจทันทีว่าแฟนสาวต้องการจะคุยกับเพื่อนตามลำพัง จึงแยกไปแต่โดยดี

“นิดมานี่ไปกินข้าวตรงโน้นกัน”

นิตยดาเดินตามแรงฉุดของกวินาไปแบบงงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องกินแยกกับคนอื่นด้วย กวินาไม่พูดพล่ามทำเพลง หลังจากทั้งสองทิ้งตัวลงนั่งก็เปิดฉากถามทันที

“ยัยนิดเป็นอะไรรึเปล่าน่ะ ทำไมทำท่าแปลกๆ ตั้งแต่เช้าละ”

“หือ” นิตยดาชี้หน้าตัวเอง “ฉันเนี่ยนะ แปลก ไม่นี่”

“แปลกสิ..โดยเฉพาะตอนที่พี่กฤษพูดด้วยน่ะ”

กวินานึกแล้วไม่มีผิด พี่กฤษเป็นต้นเหตุจริงๆ ด้วย พอพูดชื่อพี่กฤษเท่านั้นเพื่อนสาวเธอก็หน้าเผือดสีไปทันที แต่มีเรื่องอะไรกัน เมื่อคืนก็ยังเห็นดีๆ กันอยู่นี่ จูงมือกันกระหนุงกระหนิงด้วยซ้ำ

“อะไร? ฉันก็พูดคุยกับพี่เค้าตามปกติ เธอน่ะตาหาเรื่องแล้ว” นิตยดายังปฏิเสธเสียงแข็ง

“ไม่เอาน่า เล่ามาซะดีๆ เธอมีอะไรกับพี่กฤษกันแน่”

นิตยดาเชิดหน้าคอแข็งมองเพื่อนสาวเขม็ง ก่อนตอบออกไป

“ฉันเนี่ยนะจะไปมีอะไรกับพี่กฤษ เข้าใจผิดแล้วมั้งพี่เค้าน่ะมีคู่หมั้นอยู่แล้วเธอไม่รู้หรือไง”

“หา!!” กวินาร้องเสียงหลง แต่พอเห็นพวกผู้ชายหันมามองก็รีบเก็บอาการ ถามเพื่อนสาวเสียงแผ่ว “นี่ยัยนิดจริงเหรอ?”

“จริงสิ ฉันได้ยินพี่การณ์พูดเมื่อคืนนี้ สงสัยตอนนั้นเธอหลับไปแล้วมั้ง”

“ฉันไม่ยักรู้แฮะ..”

จากนั้นสองสาวก็กินข้าวกันไปเงียบๆ เพราะต่างฝ่ายต่างมีเรื่องต้องครุ่นคิด

ขณะที่การณ์ประกาศว่าจะพักต่ออีกสิบนาทีค่อยออกเดินทางชมธรรมชาติกันต่อกวินาก็คิดอะไรบางอย่างได้

“นี่นิดหมายความว่าก่อนที่พี่การณ์จะพูดเมื่อคืนเธอไม่รู้เหรอว่าพี่กฤษเค้ามีคู่หมั้นแล้ว?”

นิตยดามองเพื่อนอย่างหงุดหงิด

“ก็ไม่รู้น่ะสิ” พอพูดออกไปนิตยดาก็เหมือนจะนึกอะไรออก “ฉันไม่รู้..ฉันเนี่ยนะไม่รู้..เป็นไปได้ไงอ่ะ”

“เออ..ก็นั่นน่ะสิ พี่กฤษหมั้นแล้วทำไมเธอถึงไม่รู้”

“อืม...พี่การณ์ก็พูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องปิดบัง แต่ทำไมฉันไม่รู้”

“ใช่..ต้องมีอะไรแน่ๆ เลยนิด ไม่งั้นคนสอดรู้สอดเห็นอย่างเธอทำไมถึงไม่รู้”

นิตยดาขมวดคิ้วกับคำพูดสนับสนุนของเพื่อน

“นี่ยัยแนช เธอกำลังชมหรือด่าฉันอยู่กันแน่ยะ”

“เรื่องนั้นช่างมันเหอะ” กวินารีบเฉไฉ “ที่สำคัญตอนนี้เราต้องสืบเรื่องนี้กันซะก่อน”

บ่ายวันนั้นสองสาวซุบซิบกันหาทางจะรู้ความจริงเกี่ยวกับคู่หมั้นของกฤษณะให้ได้

ถึงยังไงวันนั้นนิตยดาก็ยังวางตัวห่างเหินกับกฤษณะอยู่ดี ก็การที่เธอไม่รู้ว่ากฤษณะมีคู่หมั้นไม่ได้หมายความว่ากฤษณะไม่มีคู่หมั้นไม่ใช่หรือไง แม้กวินาจะพูดเหมือนว่าพี่กฤษณะไม่น่ามีคนรักที่ไหนโดยที่เธอเองยังไม่รู้ และเธอควรหาความจริงในข้อนี้

ตอนนี้ความรู้สึกที่เธอมีต่อพี่กฤษ ยังคงอยู่ที่คำว่า “ชอบ” เธอต้องการรู้ให้แน่ชัดว่ากฤษณะมีคนรักหรือไม่เพื่อที่เธอจะได้เลือกว่าควร “ถลำลึก” หรือ “ถอนตัวถอนใจ” กันแน่

แต่ที่แน่ๆ ในชีวิตนี้เธอไม่เคยคิดอยากเป็นมือที่สาม ยอมตัดมือตัวเองทิ้งดีกว่าสร้างปัญหาให้คนอื่น

นิตยดาไม่รู้หรอกว่าท่าทางเครียดๆ ของเธอทำให้กฤษณะที่แปลกใจมาตั้งแต่เช้า เปลี่ยนเป็นห่วงใยยิ่งขึ้นเมื่อเวลาเริ่มผ่านไป




ผาหล่มสัก 16.40 น.
“คิวยาวจัง อย่างงี้เมื่อไหร่จะได้ถ่ายรูปตรงป้ายล่ะเนี่ย” นิตยดาบ่น พวกเธอมาเข้าคิวถ่ายรูปที่เขียนว่า ผาหล่มสัก และเธอไม่มีความคิดจะไปถ่ายรูปตรงชะง่อนหินที่ยื่นออกไปของหน้าผาที่เป็นจุดชมวิว และจุดขายของหน้าผานี้แต่อย่างใด เพราะคนจ่อคิวรอถ่ายรูปเยอะยิ่งกว่าตรงป้ายนี่เสียอีก

“เอาน่าทนหน่อย มาช่วงเทศกาลนี่นา ป้ายนี่ป้ายใหม่นะ เรายังไม่เคยถ่ายรูปเลย”

“ถึงแล้วค่อยเรียกได้มั้ย เราไปนั่งเล่นตรงนั้นก่อน” ตรงนั้นที่ว่าคือบริเวณใกล้หน้าผา จุดที่ไม่ค่อยมีคนมากนัก

“เอาสิ ใกล้ถึงแล้วเดี๋ยวให้ณัติไปเรียก”

นิตยดาลงไปนั่งแหมะได้ซักพักหนึ่ง กฤษณะก็ขอตัวกับเพื่อนๆ ตรงมาที่หญิงสาว

“ไง..เมื่อยล่ะสิ เห็นหน้าบูดตั้งแต่เช้า คนไม่เคยออกกำลังก็อย่างงี้แหละน้า”

นิตยดาเงยหน้ามองเจ้าของเสียงคุ้นหู ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงมานั่งข้างๆ เธอ

“ก็ปวดๆ อ่ะค่ะ ยืดขาแล้วทรมานน่าดู” นิตยดาเออออไปกับเขา

กฤษณะขมวดคิ้ว

“งั้นนั่งพักมากๆ หน่อยแล้วกัน เพราะตอนกลับต้องจ้ำกลับ กลับหลังพระอาทิตย์ตกน่ะ มืดเร็วมาก”

“ค่ะ”

นั่งเงียบกันสักพัก

“นิด..กำลังคิดอะไรอยู่ ตาลอยๆ”

“อ๋อ..กำลังคิดว่าคู่หมั้นพี่กฤษเป็นคนยังไงน่ะค่ะ?” พูดแล้วก็สะดุ้ง นิตยดาก็คงลอยๆ เบลอๆ อยู่จริงๆ ก็เลยตอบตามที่คิดออกมา เอาล่ะสิพูดออกมาแล้วทำไงได้

แต่ปฏิกิริยาของพี่กฤษณะไม่ใช่อย่างที่เธอคิดไว้แน่

“กรรมๆๆ นี่เมื่อคืนได้ยินไอ้การณ์มันพูดล่ะสิเนี่ย เวรแท้ๆ”

นิตยดาชักฉุนนิดๆ ที่กฤษณะพูดอะไรไม่รู้เรื่อง เวรๆ กรรมๆ แต่หัวเราะซะร่วนเชียว

“คู่หมั้นพี่กฤษตลกขนาดนั้นเลยเหรอคะ?” นิตยดากระแทกเสียงถาม เป็นไงเป็นกัน ไหนๆ ก็หลุดปากพูดกันมาขนาดนี้แล้ว

“ก็ขำสิ พี่ไม่ใช่เกย์นี่ จะให้ไปหมั้นกับหมอนั่นได้ไง” กฤษณะพูดเสียงกลั้วหัวเราะ

เห?...งงอ่ะ

พอเห็นหน้าเอ๋อๆ ของหญิงสาวกฤษณะก็ยิ่งขำใหญ่

“นี่จำละครเวทีก่อนจบของคณะพี่ได้รึเปล่า”

พอกฤษณะพูดขึ้น สมองของนิตยดาก็นึกย้อนไปฉับไว ถึงละครตลกก่อนจบที่มีกฤษณะเล่นเป็นตัวเอกคู่กับ...พี่ออ

“ก็เรื่องนั้นไอ้ออ มันโดนจับแต่งหญิง แล้วในเรื่องพี่ก็ดันเป็นคู่หมั้นกับมัน เลยโดนพวกเพื่อนๆ ล้อมาถึงทุกวันนี้”

“พี่ออ..คนที่เป็นเกย์นั่นน่ะนะคะคู่หมั้นพี่” นิตยดาทำหน้าปูเลี่ยนๆ

“ใช่ไอ้ออที่นิดเห็นพี่เดินกับมันที่ห้างฯ แล้วสงสัยพี่เปลี่ยนรสนิยมนั่นแหละ”

นิตยดาตีหน้าแหยเมื่อโดนเท้าความถึงเรื่องที่เธอนินทากฤษณะในงานเลี้ยงศิษย์เก่า แต่พอคิดว่าคู่หมั้นกำมะลอของกฤษณะเป็นใครก็อดหัวเราะคิกคักขึ้นมาไม่ได้

เสียงหัวเราะประสานกันของนิตยดาและกฤษณะทำให้กวินาที่ลอบมองอยู่ยิ้มอย่างโล่งอก คิดในใจว่าคืนนี้ต้องซักเพื่อนสาวให้ละเอียด

“ไงยัยนิด หัวเราะร่าเชียว สบายใจแล้วล่ะสิ” อาณัติกระซิบข้างหูแฟนสาวแถมเป่าหูให้เป็นของแถมอีกเลยโดนฝ่ามือซัดผัวะเข้าให้ที่ต้นแขน

“บ้า..เล่นอะไรไม่รู้”

“ณัติว่ารีบเรียกพวกเขาก่อนดีกว่า หรือจะให้คนข้างหลังแซงไปก่อนล่ะ”

ความจริงกวินาอยากปล่อยให้สองคนนั้นได้ทำความรู้จักกันอีกซักนิด แต่ถ้าเธอปล่อยให้คนข้างหลังแซงไปถ่ายรูปก่อน อาจดูจงใจเกินไปจนหน้าเกลียด จึงตะโกนเรียกกฤษณะและนิตยดามาถ่ายรูปทั้งที่ไม่เต็มใจนัก



ผาหล่มสัก17.59 น.
“ลาก่อนพระอาทิตย์ เจอกันใหม่ปีหน้านะคร๊าบบบบบบบบบ”

ดนัยตะโกนเสียงลั่นขณะพระอาทิตย์กำลังจะตก เรียกเสียงหัวเราะจากคนที่อยู่ทั่วบริเวณนั้น แต่ทุกคนก็คงคิดเช่นกัน เพราะวันนี้เป็นวันสิ้นปี พอพระอาทิตย์ขึ้นอีกทีก็เป็นปีหน้าซะแล้ว..

ขณะที่ทุกคนกำลังชมความงามของพระอาทิตย์ยามเย็น เสียงชัตเตอร์กดกันรัวไปหมด นิตยดารู้สึกถึงแรงสะกิดของคนที่ยืนข้างๆ

กฤษณะสบตาเธอด้วยรอยยิ้ม

“นิดขอเมมเบอร์มือถือหน่อย คราวหน้าพี่ลงไปกรุงเทพจะได้ชวนกินข้าวได้”

นั่นเองเธอจึงเห็นว่าพี่กฤษณะถือโทรศัพท์ของเขาในมือแล้ว การที่เขายังต้องการติดต่อเธออยู่ หมายความว่าเธอหวังได้ใช่มั้ย

“ไว้ปีหน้า จะเอารถสีแดงเหมือนกลัวโดนขโมยข้ามฝั่งไปเขมรไปรับ”

คำพูดประโยคนั้นของพี่กฤษทำให้ทั้งสองหัวเราะไปด้วยกันอีกครั้ง

นอกจากเธอจะให้เบอร์พี่กฤษแล้ว เธอก็ยังขอเบอร์ของเขาด้วยเช่นกัน มิตรภาพของทั้งสองคนเริ่มขึ้นโดยมีพระอาทิตย์ยามเย็นที่ผาหล่มสักเป็นพยาน

ไม่ว่าเรื่องราวของเธอและพี่กฤษจะเป็นยังไงต่อไป คงต้องให้เวลาและความรู้สึกของเธอและเขาเป็นผู้ตัดสิน แต่เธอก็แอบหวังว่าความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้จะเป็น “รัก” ได้ในอนาคต
.........................................................
(จบแล้วค่ะ)





Create Date : 08 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2548 12:56:59 น. 7 comments
Counter : 339 Pageviews.

 
หวัดดีจ่ะ แวะมาทักทายนะคะ


โดย: ตะวันสีชมพู วันที่: 8 พฤศจิกายน 2548 เวลา:1:33:54 น.  

 
wow แต่งเรื่องได้น่ารักดีคะ


โดย: กิ่งไม้ไทย วันที่: 8 พฤศจิกายน 2548 เวลา:3:11:43 น.  

 
**ตะวันสีชมพู** ขอบคุณมากค่ะที่แวะมาเยี่ยม ว่างๆ ก็แวะมาอีกนะคะจะอัฟเรื่องสั้นไว้รอค่ะ

**กิ่งไม้ไทย** ขอบคุณมากค่ะที่ชม เรื่องนี้ก็แต่งมาประมาณปีนึงแล้ว ได้เวียนบรรจบกลับมาหน้าหนาวอีกครั้ง อาจทำให้หลายๆ คนเกิดอยากไปเที่ยวภูกระดึงก็ได้ค่ะ


โดย: wayo วันที่: 9 พฤศจิกายน 2548 เวลา:2:46:34 น.  

 
ใช่ค่ะ อ่านแล้วอยากไปเหมือนกาน อยากไปดูทะเลดาว คงสวยน่าดู


โดย: คอเล่า IP: 203.172.116.62 วันที่: 13 พฤศจิกายน 2548 เวลา:12:41:43 น.  

 
**คอเล่า** ที่ภูกระดึงดาวสวยมากค่ะ ต้องไปลองดูให้ได้นะคะ


โดย: wayo IP: 203.156.43.150 วันที่: 15 พฤศจิกายน 2548 เวลา:2:45:01 น.  

 
อยากไปภูกระดึงง่ะ


โดย: xyz IP: 203.154.145.10 วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:15:53:19 น.  

 
ขออภัยมาตอบช้าหลายเดือนค่ะ xyz
แนะนำให้ไปเที่ยวปีใหม่นี้แล้วกันค่ะอิอิอิ

แต่ตั้งแต่ภูกระดึงปรับปรุงใหม่ วาโยยังไม่เคยไปเลยนะคะ
เคยไปตอนอายุ 18 ทางขึ้นยังเป็นเนินดินอยู่เลย
แล้วก็อย่างในเรื่อง คือต้องหาฟืนมาก่อไฟผิงกันเอง
และได้เข้าป่าปิดด้วย

ล่าสุดน้องชายไปก็เลยได้ข้อมูลใหม่มาเขียนเรื่องนี้อะค่ะ


โดย: wayo วันที่: 26 พฤศจิกายน 2550 เวลา:22:00:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

wayo
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เอ่อ...ไม่เข้าใจว่า
ทำไมถึงคลิกกล่องคอมเม้นต์ไม่ได้
กดไม่ติดเลยอะค่ะ
ตอบคอมเม้นไม่ได้
เดี๋ยวขอหาทางแก้ก่อนนะคะ

ยังไงก็ขอบคุณทุกคน
ที่แวะมานะคะ
(Y)(^O^")(Y)
My books
Friends' blogs
[Add wayo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.