Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2548
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
17 พฤศจิกายน 2548
 
All Blogs
 

เรื่องเล่าที่...สอง

เรื่องเล่าที่2
เจ้าชายแห่งนัวร์ (อีกครั้ง)


หลังเคารพธงชาติตามปกติ นักเรียนชั้นม. 1 ห้อง 8-10 มีเวลาเล็กน้อยก่อนเข้าเรียน เนื่องมาจากกันความผิดปกติถ้านักเรียนถึงสามห้องหายไปจากระเบียงทางเดินชั้นห้าในสายตาของมนุษย์ปกติ เวลาเรียนของนักเรียนชาวปีศาจจึงเริ่มช้ากว่าห้องอื่นถึงยี่สิบนาที

ชนุดมและชวนากรซึ่งอยู่ห้องสิบ จึงยังคงเตร็ดเตร่อยู่ในสวนขนาดใหญ่ของโรงเรียนปรานศาสตร์ พวกเขาไม่ต้องเกรงว่าพวกมนุษย์จะเห็นว่าพวกเขาผิดปกติเพราะสีตาแบบไม่ธรรมดาของทั้งสองที่ไม่ควรมีหากเป็นคนเอเชียโดยกำเนิด เนื่องมาจากเมื่อชาวปีศาจถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ทารกทุกคนจะถูกร่ายเวทพรางเนตร ดังนั้นสิ่งที่มนุษย์เห็นคือสภาพภายนอกที่เหมือนชนพื้นเมืองทุกประการ ชวนากรและชนุดมก็ไม่ยกเว้น เมื่อใคร ๆ มองมาจะเห็นเพียงนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเช่นเดียวกับสีผม ซึ่งเป็นลักษณะของคนส่วนใหญ่ที่อาศัยในประเทศไทย

ตอนนี้พวกเขากำลังพิจารณาไม้กายสิทธิ์ที่เพิ่งได้รับจากห้องพักอาจารย์ก่อนเคารพธงชาติเมื่อเช้านี้ เป็นอุปกรณ์การเรียนซึ่งจัดโดยทางโรงเรียน เป็นมาตรฐานในนักเรียนปีหนึ่งใช้แบบเดียวกัน

“ไม้มาตรฐานสำหรับนักเรียน” ชวนากรเพ่งมองไม้ในมือ เป็นไม้สนสีน้ำตาลยาวหนึ่งฟุตพอดี นักเรียนชั้นปีที่ 1 ถึง ปีที่ 3 จะใช้ไม้กายสิทธิ์ในการเรียนเวทมนตร์ พอขึ้นปีที่ 4 ถึงปีที่ 6 จึงจะใช้คทามหัศจรรย์ได้ ส่วนไม้เท้ามหาเวทไม่มีในหลักสูตรการเรียนการสอน จอมเวทผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้นจึงสามารถใช้ไม้เท้ามหาเวทได้

และนักเรียนที่เข้าเรียนในชั่วโมงเวทมนตร์โดยใช้ไม้เท้ากายสิทธิ์นั้น ปีศาจทุกเผ่าพันธุ์สามารถเรียนได้เพราะเป็นวิชาพื้นฐาน ทว่าคทามหัศจรรย์และไม้เท้ามหาเวทผู้ที่ใช้ได้มีเพียงพ่อมดแม่มดเท่านั้น แม้ปีศาจเผ่าอื่นได้ครอบครองก็ไม่สามารถใช้มันได้

“ไม่มีเอกลักษณ์ซะเลย ใคร ๆ ก็ใช้ได้” ชนุดมบ่นโบกไม้ไปมา แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเนื่องจากเขาไม่รู้คาถาดี ๆ ที่ใช้กับไม้กายสิทธิ์สักคาถา “เป็นแค่เครื่องมืออำนวยความสะดวกให้เผ่าปีศาจ”

“อย่าบ่นเลยน่า..ยังไงเราก็ได้เรียนเวทมนตร์กันสักที ฉันไม่เข้าใจเลยทำไมต้องรอตั้งเดือนกว่าจะเริ่มเรียนวิชานี้ได้”

“ไม้กายสิทธิ์มีตั้งหลายแบบ แต่ที่นี่ให้เราใช้แบบห่วยสุด น่าจะเอาของแม่มาใช้นักถึงจะเก่าหน่อยแต่มันก็ฝังทับทิมด้วย” ชนุดมยังบ่นเรื่องไม้เท้ากายสิทธิ์ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวแรกที่เห็น

ชวนากรค่อย ๆ ทิ้งตัวลงตามฝาแฝดของเขา ทั้งสองเดินมาถึงดงราชพฤกษ์ บริเวณนี้มีแต่ต้นราชพฤกษ์ปลูกไว้ ช่อดอกไม้สีเหลืองทองทอดตัวล้อหลอกกับแสงอาทิตย์ยามเช้า มีเพียงทางเดินแคบ ๆ เส้นเดียวเท่านั้นที่พาดตัดผ่านดงดอกไม้สีเหลืองนี้เท่านั้น จะเรียกมันว่าป่าราชพฤกษ์ตามป้ายที่ติดไว้ตรงทางเข้าก็คงไม่ผิดนักหรอก ติดตรงที่ว่ามันน่าจะกว้างกว่านี้ แล้วมีอะไรสนุก ๆ ในนี้บ้าง

ความคิดของชวนากรมาหยุดตรงร่างสองร่างที่กำลังคุยกันด้วยท่าทางเคร่งเครียด คนหนึ่งดูอายุไล่เลี่ยกับเขา แต่อีกคนหนึ่งน่าจะเรียนอยู่ปีสี่ขึ้นไป เขาสะกิดฝาแฝดให้ดูในสิ่งที่เขาเห็น

“คุยกันเครียดน่าดู” ชนุดมพูดเสียงเบาด้วยเกรงว่าผู้ที่ถูกหมายตาจะได้ยินเสียงเขาเข้า
“ต้องเป็นความลับแน่” ชวนากรเสริม

“ความลับหรือ!! ฉันไม่เคยอดใจกับความลับได้ซักที”

ชวนากรก็รู้สึกเช่นนั้น แต่ป่าราชพฤกษ์แห่งนี้มันโปร่งเกินกว่าจะซุ่มแอบฟังได้

“ถ้าเราเดินไปโต้ง ๆ พวกนั้นต้องเห็นแน่ ชินหยิบหนังสือเวทมนตร์ในกระเป๋ามาดูหน่อยมันต้องมีอะไรเด็ด ๆ เข้ากับสถานการณ์แบบนี้บ้างสิน่า”

“ช่าย…ฉันจะได้ลองไม้ห่วย ๆ อันนี้ด้วย” ชนุดมใช้ปลายไม้กายสิทธิ์เคาะตรงหางคิ้วเมื่อพลิกตำราหาคาถาอะไรก็ได้ที่ทำให้แอบฟังพวกนั้นได้

“หน้า 56 บทที่ 7 ว่าด้วยการแปลงร่าง มีแปลงเป็นแมลงวัน แมว นก ฯลฯ” ชวนากรเสนอ

“ไหนลองเปิดสิ” ชนุดมเห็นด้วย ทั้งสองเปิดไปหน้า 56 แล้วก็ต้องผิดหวัง “มีแต่ทฤษฎี ไม่มีคาถาซักประโยค กลับไปสารบัญอีกทีสิ เร็วเข้า!! เดี๋ยวพวกนั้นก็ไปเสียก่อนหรอก”

ชนุดมเขย่าแขนเร่งชวนากรให้รีบหาคาถา แต่ ชวนากรไม่ได้เตรียมตัวกับแรงเขย่านั้น หนังสือหลุดมือไถลไปตามท่อนขายาวเก้งก้างเกินเด็กรุ่นเดียวกัน ลงไปกองกับพื้น

“นายทำอะไรน่ะชิน หนังสือตกเลย เห็นมั้ย?” ชวนากรหันไปดุฝาแฝดของเขา แต่ชนุดมไม่ได้สนใจเขา คู่เหมือนของเขากำลังเบิกตากว้างไปที่หนังสือซึ่งบัดนี้ยังคงกองอยู่ที่พื้น

อาการผิดปกติของชนุดมเรียกให้ชวนากรหันขวับไปที่หนังสือเวทมนตร์เช่นกัน หนังสือปกสีน้ำเงินเปิดกางอ้าออก ตัวอักษรในหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนั้นส่องประกายสีทองวับวาม นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ชนุดมและชวนากรมองอย่างตื่นใจ หากเป็นถ้อยคำตัวอักษรในหน้านั้น “เวทมนตร์หายตัว”

“ไอ้นี่ใช้ได้เลย” ชนุดมเอ่ยเสียงแผ่ว เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองกลั้นหายใจอยู่จนกระทั่งได้ยินเสียงถอนหายใจดังเฮือกของตนเอง

“มันไม่ควรมีในหนังสือเล่มนี้” ชวนากรพึมพำในลำคอ

แรงลมโกรกจนผมดำสนิทบนศีรษะเด็กทั้งสองยุ่งเหยิง ดวงตาสีอำพันคู่หนึ่ง สบกับดวงตาสีน้ำเงินคู่หนึ่ง พวกเขารับรู้ถึงความประหลาดล้ำของเรื่องนี้ คาถาเวทมนตร์หายตัวเป็นคาถาของบรรดาเหล่าพ่อมดแม่มด ไม่ใช่คาถาที่ใช้ได้ดาษดื่นทั่วไปจึงไม่น่าเป็นไปได้ที่มันจะอยู่ในตำราขั้นพื้นฐานของเด็กปีหนึ่งอย่างพวกเขา
“เอาล่ะ!! ไม่ว่ามันจะมาจากไหนมันก็ดูเข้ากับสถานการณ์ดี” ชนุดมกล่าวงึมงำ

ฝาแฝดพยักหน้าให้กัน หยิบหนังสือขึ้นมาแล้วเริ่มร่ายคาถาตามนั้น ไม้กายสิทธิ์โบกไหวเหนือร่างเด็กทั้งสองปลายไม้ต่างชี้เข้าหาตนเอง และฝาแฝดก็ได้เห็นข้อแตกต่างของพวกเขาอีกข้อจนได้ แม้พวกเขาจะถนัดซ้ายเหมือนกัน กระนั้นเมื่อมีไม้เท้ากายสิทธิ์อยู่ในมือชนุดมถือมันด้วยมือซ้าย ชวนากรกลับกลายเป็นขวา เมื่อหันหน้าเข้าหากันท่าร่ายเวทของคนทั้งคู่จึงเป็นดังเงาในกระจกของกันและกัน ข้อสงสัยอันใดเก็บไว้ก่อนได้ แต่ความตื่นเต้นเฉพาะหน้าอย่าให้มันหลุดลอย ถือเป็นคติพจน์สำคัญของพวกเขาเชียว

“โอม…ไอหมอกบดบัง อาทิตย์เลือนหาย กายาจงลับไป!!”

แล้วฝาแฝดก็หายไป พวกเขาหายไปจริง ๆ แต่หายไปแค่ครึ่งเดียว คือต่างคนต่างเหลืออยู่ครึ่งเดียวเท่านั้น ชนุดมเหลือซีกซ้าย ชวนากรเหลือซีกขวา ต่างคนต่างเหลือซีกที่ถือไม้กายสิทธิ์ไว้

“เฮ้!! ได้ผล ชิวนายหายไปครึ่งนึงแล้ว” ชนุดมตื่นเต้นกับสิ่งที่เขาค้นพบ เขาลองแตะร่างกายที่หายไป มันยังอยู่เพียงแต่มองไม่เห็นเท่านั้น

“นายก็เหมือนกันชิน คราวนี้ถ้าเราลองอีกที คงหายได้ทั้งตัว”

“โอม...ไอหมอกบดบัง อาทิตย์เลือนหาย กายาจงลับไป!!” ฝาแฝดประสานเสียงกันอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่เป็นอย่างที่คิดเสียแล้ว พวกเขาไม่ได้หายไป ยังมีซีกเดียวเหมือนเดิม

“ทำไมล่ะ!!??” ชวนากรร้อง

“ลองดูอีกทีสิชิว” ชนุดมเร้า พวกเขาลองกันอีกหลายรอบแต่ผลก็ปรากฏเหมือนเดิม ชนุดมเริ่มหัวเสีย “คาถาเส็งเคร็ง!! ชิวเรากลับไปเป็นเหมือนเดิมเหอะ เปิดหนังสือดูคาถาแก้หน่อย”

ชวนากรทำตาม เขาเปิดหนังสือไปหน้าสุดท้ายว่าด้วยเวทมนตร์หายตัว

“ชิน…”

ชนุดมเผยใบหน้าหงุดหงิดไปทางชวนากร ใบหน้าซีดเผือดของฝาแฝดทำให้เขางุนงง

“ชิวนายเป็นอะไรน่ะ ทำหน้าอย่างกับเห็นผีแน่ะ”

ชวนากรไม่เอ่ยอะไร เขาหันหนังสือให้ชนุดมดู ความว่างเปล่าคือสิ่งที่เขาเห็น

“บ้าน่า!!! มันหายไปได้ไง?” ชนุดมแผดเสียงลั่น “เราจะทำไงล่ะทีนี้ เรามิเหลือครึ่งเดียวไปจนตายหรือไง”

ฝาแฝดไม่ระวังเรื่องเสียงอีกต่อไป เรื่องของคนอื่นไม่สำคัญอีกแล้วเมื่อต้องหาทางรอดให้ตัวเอง ฝ่ายถูกจับตากลายเป็นฝ่ายจับตาแทน เสียงแผ่วเบาแต่มั่นคงเคร่งขรึมดังขึ้น

“ลองท่อง ลาลา อายาอามา เซ ดูสิครับ”

ชนุดมและชวนากรหันไปทางต้นกำเนิดเสียง เด็กผู้ชายอายุไล่เลี่ยกับพวกเขา หนึ่งในสองของคนที่ฝาแฝดจับสังเกตอยู่นั่นเอง เด็กชายคนนั้นพยักหน้าให้ ชวนากรและชนุดมมองหน้ากัน พวกเขาไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วนี่ ลองหน่อยก็ไม่เห็นแปลก พวกเขาไกวไม้ในมืออีกครั้งพร้อมท่องคาถา แม้ไม่แน่ใจว่าไม้กายสิทธิ์จะเข้าใจหรือไม่เมื่อมันฟังดูเหมือนเป็นภาษาต่างชาติเช่นนี้

นับได้ว่าไม้กายสิทธิ์ฉลาดกว่าที่พวกเขาคิด ส่วนขาของเด็กชายทั้งสองเริ่มกลับมา พวกเขาท่องอีกสามรอบ ในที่สุดก็กลับไปเป็นดังเดิมจนได้

“โอย..นึกว่าไม่รอดซะแล้ว” ชวนากรทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นดิน

“ขอบใจนายมาก ถ้าไม่ได้นายเราคงแย่” ชนุดมเข้าไปตบบ่าขอบใจผู้เข้ามาใหม่ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มสบกับดวงตาสีฟ้าใส ชนุดมยังไม่เคยเห็นใครมีดวงตาเหมือนท้องฟ้ายามหน้าร้อนมาก่อน นี่เป็นครั้งแรก ผมสีทองที่ล้อมกรอบใบหน้าของเด็กชายผู้นี้ทำให้เขาดูเหมือนเทวดาที่ออกมาจากนิทานพื้นบ้านของพวกยุโรปมากกว่า เด็กชายตรงหน้าเขาจัดได้ว่าสูงเอาการถ้าอายุเท่าเขาอย่างที่เขาเดาไว้ แต่ก็ยังสูงแค่ปลายคางของเขาเท่านั้น

เด็กชายผมทองมองเขาอย่างประเมินเช่นกัน ชนุดมรู้สึกอึดอัดเมื่อหมอนั่นไล่สายตามองเขาตั้งแต่ศีรษะลงไปมาหยุดนิ่งที่ข้อมือซ้ายของเขา กำไลทองคำขาวขนาดใหญ่สลักลวดลายอักษรโบราณฝังอัญมณีสีน้ำเงินเข้มเม็ดโต ซึ่งเข้ากันกับดวงตาเขานั้น มันแปลกเกินธรรมดาที่เด็ก ๆ จะใส่เครื่องประดับมีค่าเช่นนี้ ชวนากรก็มีกำไลแบบเดียวกับเขาเพียงแต่อัญมณีที่ประดับเป็นอำพันสุกสกาวและชวนากรสวมมันที่ข้อมือขวา ตั้งแต่จำความได้พวกเขาก็ใส่มันติดข้อมือมาตลอด พวกเขาเคยพยายามถอดมันทว่าไม่เคยประสบความสำเร็จ มันไม่เคยคับแม้เขากับคู่แฝดจะโตขึ้นราวกับว่ามันก็เติบโตเช่นกัน

“ไม่เป็นไรครับ..เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น” เด็กชายผมทองตอบคำขอบคุณของชนุดมอย่างสุภาพ รอยยิ้มน้อย ๆ จุดที่มุมปาก สร้างความพอใจให้ชนุดม เขาชักชอบเด็กชายผมทองนัยน์ตาฟ้าคนนี้เสียแล้ว ดูจริงใจ ใบหน้ายามยิ้มแฝงด้วยความอ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ และอะไรบางอย่างบอกชนุดมว่าเด็กชายผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย แต่จะให้บอกว่าความไม่ธรรมดานั้นคืออะไรก็คงบอกไม่ถูกอีกน่ะแหละ

“ฉันชนุดม นี่น้องชายฉันชวนากร” เสียง “เฮอะ..” เบา ๆ ออกมาจากปากคนที่นั่งฟังอยู่ เป็นที่รู้กันว่าฝาแฝดยังไม่ได้ตกลงกันว่าใครเป็นพี่ใครเป็นน้อง “แล้วคนที่อยู่กับนายเมื่อกี้ล่ะ?? ไปเรียนแล้วเหรอ”

เด็กชายผมทองเลิกคิ้วขึ้น “ผมชื่อเฟรย์ เพิ่งย้ายมาเรียนปีหนึ่งที่นี่วันนี้เอง คนที่คุณเห็นคงหมายถึง คุณอัชวิน คิง ออฟ เมจิค ของที่นี่ใช่มั้ยครับ”

คิง ออฟ เมจิค หรือ ประธานนักเรียนของโรงเรียนนี้นั่นเอง

“ไม่ใช่! ไม่ใช่พี่อัชวิน คนตะกี้ไง ที่ผมสีเงินยาว ๆ น่ะ” ชวนากรร้องบอก

“ผมไม่รู้ว่าพวกคุณพูดอะไรกัน แต่เมื่อสักครู่ผมยืนอยู่คนเดียวจนกระทั่งได้ยินเสียงพวกคุณ”

ใบหน้าของเฟรย์ยังยิ้มอยู่ ดวงตากับน้ำเสียงของเขากลับตรงข้ามมันดุดันเคร่งขรึมจนฝาแฝดสังเกตเห็นอย่างชัดเจน ชนุดมจับตามองเด็กชายผมทองอย่างครุ่นคิด

“ก็ได้..ถ้านายว่างั้นนะ” ในที่สุดชนุดมก็เอ่ยขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ ทั้งที่สีหน้าของเขาบอกว่า ฝากไว้ก่อนมากกว่า อีกฝ่ายพยักหน้าขรึม ๆ “ใกล้เวลาเรียนแล้วฉันคงต้องไปก่อน ชิวไปกันเถอะ” ฝาแฝดทั้งสองเดินจากไปทิ้งเด็กชายผมทองไว้เบื้องหลัง

ก่อนที่เฟรย์จะออกเดินไปทิศทางตรงข้ามเสียงของหนึ่งในฝาแฝดที่ชื่อชวนากรก็ดังขึ้น “หวังว่าคงอยู่ห้องเดียวกันนะเฟรย์” นั่นทำให้เฟรย์ได้รู้ว่าฝาแฝดทั้งสองอยู่ปีหนึ่งเช่นกัน เขาแปลกใจเมื่อรู้ตัวว่ารอยยิ้มยั้งคงติดที่ริมฝีปาก เขาไม่ได้ยิ้มมานานเท่าไรแล้วนะ ครั้งสุดท้ายมันนานเหลือเกิน สามเดือน..เอ..หรือว่านานกว่านั้น

ลางสังหรณ์อันค่อนข้างแม่นยำของเขาบอกด้วยว่าเขาคงหนีฝาแฝดคู่นี้ไม่พ้นเป็นแน่ น่าแปลกที่รอยยิ้มของขยายกว้างขึ้นไปอีก คนทั้งคู่เห็นบางอย่างที่เขาไม่ต้องการให้เห็นไปเสียแล้ว เขากลับไร้ซึ่งความกังวลใจใด ๆ


%%%%%%%%%%%%

สายลมแห่งโชคชะตาพัดมาเร็วกว่าใครจะคาดได้ ชวนากรและชนุดมส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับกงล้อแห่งโชคเมื่อเห็นเด็กชายผมทองนัยน์ตาสีฟ้าใส เจ้าของนามเฟรย์ มายืนอยู่หน้าชั้นเรียนของพวกเขา สิ่งใดที่ฝาแฝดโกสินทร์สนใจ มักถูกหยิบยื่นโอกาสให้เสมอ และความสนใจคราวนี้ก็คือเฟรย์กับชายผมเงินปริศนา

วิชาแรกของวัน คือวิชาเวทมนตร์พื้นฐาน 1 เมื่ออาจารย์โขมพัสตร์อาจารย์สาวสวยร่างสะโอดสะองนำนักเรียนใหม่มาแนะนำ สองฝาแฝดรีบทักทายจัดแจงหาที่นั่งให้อย่างเร่งด่วน และที่นั่งนั้นอยู่ใกล้กับพวกเขาอย่างไม่ค่อยบังเอิญเลย

“นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเธอจะได้ใช้เวทมนตร์ อาจารย์ขอให้พวกเธอทำความรู้จักกับอาวุธที่พวกเธอมีเสียก่อน ปีหนึ่งเราจะใช้ไม้กายสิทธิ์ ทำจากไม้สนยาวหนึ่งฟุต หวังว่าคงไม่มีใครผิดระเบียบนะ” สายตาคมเข้มของอาจารย์โขมพัสตร์กวาดไปทั่ว พยักหน้ายิ้มอย่างพอใจที่นักเรียนทุกคนหยิบไม้กายสิทธิ์ที่ถูกระเบียบทุกประการขึ้นมา รอยยิ้มของอาจารย์โขมพัสตร์มาหยุดที่ไม้กายสิทธิ์สีทองในมือเฟรย์ แต่ไม่ได้ว่าอะไร ทุกคนต่างได้ขอสรุปเหมือนกันตรงที่ว่า “เด็กใหม่ก็ดีอย่างนี้แหละ”

“ทำไมอาจารย์ต้องทำอะไรพิลึกอย่างนี้ด้วย ก็หล่อนน่ะเพิ่งแจกเราเมื่อเช้าแท้ ๆ” ชนุดมเอ่ยเบา ๆ กับชวนากร ที่ย้ายไปนั่งด้านหลังกับฟ้าลั่น ส่วนตัวเขานั่งคู่กับเฟรย์แทน

“น่านสิ..เราไม่มีเวลาพอจะไปผิดระเบียบร๊อก..” ความจริงพวกเขาก็ได้แอบร่ายเวทไปแล้วล่ะ
การโต้ตอบของชนุดมและชวนากรอยู่ในสายตาเฟรย์ตลอด “อาจารย์คงมั่นใจในฝีมือพวกคุณนะครับ ในการใช้เวลาน้อยนิดให้เป็นประโยชน์” เขาพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย

คำพูดของเฟรย์สร้างความชอบใจให้ฝาแฝดยิ่งนักโดยไม่สนใจว่าความหมายในคำพูดนั้นกึ่งประชดประชันอยู่ในที

“เฟรย์ นายน่ะยังไม่รู้อะไร ฉันยังไม่เคยเห็นใครใช้เวลาน้อยนิดทำให้เกิดเรื่องได้มากมายเท่าพวกเขามาก่อนเลยแหละ” ฟ้าลั่นอดไม่ได้ต้องขอร่วมวงด้วยคน

“ถ้านายยังขืนพูดมาก เราอาจใช้เวลาน้อยนิดนั่นกับนายก็ได้นะฟ้าลั่น” ชวนากรกระซิบด้วยความสนุกสนาน

“ข้าแต่ดวงจันทร์ขอจงช่วยให้พวกเขาวุ่นวายกับสิ่งอื่นแทนข้าด้วยเถิด” ฟ้าลั่นสร้างความครื้นเครงด้วยการแกล้งทำท่าสวดภาวนาด้วยความกลัว ทั้งยังทำตัวสั่นเกินความเป็นจริงอีกด้วย

“เปิดหนังสือหน้า 3 เราจะเริ่มที่คาถาง่าย ๆ กันก่อน”

ชวนากรหยิบหนังสือปกสีน้ำเงินเล่มหนาขึ้นมา เขาพลิกหนังสือเปิดจากด้านหลัง ที่หน้าสุดท้ายไม่มีสิ่งที่เขาค้นหา ตัวหนังสือสีทองหายไปราวกับมันไม่เคยอยู่ตรงนั้น หากเป็นแค่อุปทานร่างกายของเขาและชนุดมคงไม่สามารถหายได้เป็นแน่อย่าว่าแต่เพียงครึ่งเดียวเลย

ความสนใจของเขาถูกเรียกกลับมาเมื่อมีอ่างน้ำขนาดย่อมปรากฏขึ้นบนโต๊ะของเขา ชวนากรมองไปทางผู้อื่น บนโต๊ะของคนอื่น ๆ ก็ปรากฏอ่างน้ำนี้เช่นกัน

“ทำให้สสารเคลื่อนไหว เป็นสิ่งง่ายสุด เราจะมาลองทำให้น้ำกระเพื่อมดูก่อน”

นับว่าเป็นคาถาง่าย ๆ อย่างที่อาจารย์โขมพัสตร์กล่าวอ้าง เพียงแค่โบกไม้กายสิทธิ์ ท่องมนตร์ตามตำรา น้ำในอ่างก็กระเพื่อมโดยง่าย บางคนถึงกับตกใจเพราะน้ำที่พุ่งกระฉอกออกมาจากอ่าง

ชวนากรยิ้มกริ่มร่ายคาถาครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเพ่งสมาธิมากขึ้นน้ำก็ไหวเพิ่มขึ้น ชนุดมก็ร่ายคาถาครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกัน ทว่าผลของมันตรงข้ามกับฝาแฝดของเขาโดยสิ้นเชิง กับคนทั้งห้องด้วยซ้ำ ในตอนนี้มีเขาคนเดียวที่ทำให้นำในอ่างกระเพื่อมไม่ได้เลยแม้แต่ระลอกเดียว

ชนุดมยิ่งหัวฟัดหัวเหวี่ยงหนักเข้าไปอีกเมื่อ เห็นเฟรย์มองเขานิ่งอย่างประเมิน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหมอนี่กำลังดูถูกเขาอยู่เวทมนตร์ง่าย ๆ เขายังใช้ไม่ได้เลย อาจารย์โขมพัสตร์ก็เวียนมาดูอยู่เรื่อย พอถึงท้ายชั่วโมงก็ส่ายหน้าอย่างหมดหวังในตัวเขา

ไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิตที่ชนุดมรู้สึกนอกคอก แตกแยกแปลกกว่าคนอื่นเพราะเขาแหกกฎมามากมายตั้งแต่เริ่มจำความได้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกต่ำต้อย ไม่สามารถทำสิ่งที่ง่ายที่สุดให้ลุล่วงไปได้

“ไม่เอาน่า..!! ชินไม่ต้องคิดมากไปหรอก ไม้กายสิทธิ์อาจจะเสีย หรือยังไม่ชินมือก็ได้”

“งั้นนายลองดูสิ!!” ชนุดมเน้นประโยคที่พูดเป็นพิเศษเพื่อแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของเขา อีกทั้งยังโยนไม้กายสิทธิ์ไปทางชวนากรอย่างไม่ใยดี

ชวนากรร้องลั่นรับไม้กายสิทธิ์ได้หวุดหวิด แต่ไม้ของเขากลับหล่นเสียเองค่าที่ตกใจรับไม้ของชนุดมนั่นเอง ชวนากรใช้ไม้กายสิทธิ์ของชนุดมร่ายคาถาในใจภาวนาให้ไม่เกิดอะไรขึ้นจะได้อ้างได้ว่าไม้กายสิทธิ์เสีย
“นั่นไง!! ไม้ไม่ได้เสียซักหน่อยใช่มั้ย” ไม่ใช่ประโยคคำถามเป็นประโยคบอกเล่าติดจะเยาะหยันจากชนุดมที่เห็นน้ำในอ่างตรงหน้าชวนากรกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นลูกเล็ก ๆ

เมื่อเห็นใบหน้าผิดหวังของฝาแฝดชวนากรจึงซึมไปกับชนุดมด้วย ฟ้าลั่นรีบยกมือขึ้นอุดปากหันหน้าออกนอกหน้าต่างไอแค่ก ๆ ไม่ยอมหยุด ความจริงเขากำลังขบขันกับท่า “จ๋อง” ของพี่น้องโกสินทร์ต่างหาก มันไม่ใช่ภาพที่เห็นกันง่าย ๆ ไม่ง่ายเลย...

“อาจไม่เป็นอย่างที่คุณคิดก็ได้นะครับคุณชนุดม”

น้ำเสียงเคร่งขรึมของเฟรย์เรียกความสนใจของ ชวนากรและชนุดมให้หลุดจากโลกส่วนตัวที่พวกเขาสร้างขึ้น ฟ้าลั่นถึงกับเลิกไอเสียงแปลก ๆ หันมามองเฟรย์เช่นกัน

“หมายความว่าไง..??” ชนุดมมองเฟรย์ด้วยความสงสัย

เฟรย์สบดวงตาสีฟ้าของเขากับดวงตาสีน้ำเงินของ ชนุดม โดยมีชวนากรและฟ้าลั่นหูผึ่งอยู่ด้านหลัง
“น้ำในอ่างไม่กระเพื่อมก็ไม่ได้หมายความว่าคุณใช้เวทมนตร์นี้ไม่ได้นี่ครับ ถ้าคุณจำที่เราพบกันเมื่อเช้าได้ คุณไม่ได้มีปัญหาในการใช้เวทมนตร์สักหน่อยนี่ครับ”

“จริงด้วยชิน เราใช้เวทมนตร์หายตัวกันไง” ชวนากรไม่ได้พูดเสียงดังเลยแต่ฟ้าลั่นนั้นนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ได้ยิน

“พวกนายใช้เวทมนตร์...”

ชวนากรใช้มือตะปบปากของฟ้าลั่นเมื่อหมอนั่นก่อนจะส่งเสียงดังถึงขั้นโวยวายออกมา “เงียบน่า!! เราทำไม่สำเร็จสักหน่อยแค่เกือบ ๆ เอง จริงมั้ยชิน” เมื่อฟ้าลั่นพยักหน้ารับเขาจึงละมือ

ชนุดมยังนั่งเงียบ เขายังตะลึงกับสิ่งที่ค้นพบ และคาดหวังให้มันเป็นความจริง เขายังจับจ้องใบหน้าของเฟรย์

“ลองร่ายคาถาไปที่อย่างอื่นที่ไม่ใช่น้ำในอ่างดูมั้ยครับ”

“เป็นความคิดที่เข้าท่า นายลองดูอีกทีสิชิน” ชวนากรโยนไม้กายสิทธิ์กลับไปให้ชนุดม

ชนุดมกำไม้กายสิทธิ์ไว้แน่น “ถ้ามันเกิดไม่สำเร็จ...อนาคตการเป็นจอมเวทของฉันมีหวังพับไปแหง ๆ..พวกนายแน่ใจนะว่า..”

“โอ้เอ้..อยู่ได้ลองเร็ว ๆ เข้าเถอะ ไม่งั้นอย่าว่าแต่จอมเวทเลยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับเรานายยังหมดสิทธิ์” ฟ้าลั่นกระตุ้นเมื่อเห็นว่าชนุดมไม่เริ่มเสียที “นายลองขยับอ่างน้ำแทนแล้วกัน”

ชนุดมหันไปรอบ ๆ เมื่อทุกคนต่างพยักหน้าให้ เขาจึงเพ่งสมาธิไปที่อ่างน้ำใบย่อม ริมฝีปากเริ่มขยับขึ้นลงเปล่งอักขระโบราณซึ่งถูกสืบทอดมานับพัน ๆ ปี

ทันใดนั้นอ่างน้ำก็ขยับอย่างรวดเร็วเลื่อนไปชนกับอ่างน้ำของเฟรย์จนดังกึก จากนั้นก็หยุดลง ชวนากรและฟ้าลั่นโห่ร้องอย่างยินดี ชนุดมอ้าปากค้างชั่วครู่ก่อนจะยืนขึ้นแผดเสียงออกมา “ฉันทำได้ ฉันทำได้ พวกนายเห็นมั้ย ฉันทำได้!!”

“ยินดีด้วยชนุดม โกสินทร์ แต่ถ้าพวกเธอยังส่งเสียงดังกันอยู่ฉันคงต้องแสดงความเสียใจที่พวกเธอต้องออกไปยืนนอกห้องเพราะรบกวนเพื่อนคนอื่น” เสียงอาจารย์โขมพัสตร์ดังขึ้นทำเอาบรรดาเด็กผู้ชายต่างเงียบไปตามกัน แต่รอยยิ้มยังติดอยู่บนริมฝีปาก โดยเฉพาะชนุดมรอยยิ้มของเขากว้างขวางเป็นพิเศษ

“ต้องขอบใจนายนะเนี่ยเฟรย์” ชนุดมกระซิบกับเฟรย์จับมือเพื่อนใหม่ขึ้นมาเขย่าเมื่ออาจารย์เดินผ่านไป ต้องขอบใจดาราวลีที่ช่วยเรียกร้องความสนใจจากอาจารย์ไปได้

“ไม่เป็นไรครับ เรื่องเล็กน้อย” เฟรย์ยิ้มตอบอย่างสุภาพ แต่ชนุดมเห็นว่ามันเป็นปริศนาชอบกล ไว้คืนนี้ก่อนเถอะ เขามีเรื่องที่ต้องปรึกษาชวนากรเพียบเชียว

เด็กที่ย้ายเรียนกลางเทอมไม่ใช่เรื่องปกติ แถมชายผมเงินลึกลับอีก เฟรย์ อาร์คชอปกับชายปริศนา


%%%%%%%%%%%%

ยามดึกคืนนั้นชนุดมตื่นขึ้นพร้อมกับเสียงดังบอกเวลาสองยามของนาฬิกาลูกตุ้มไม้ขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่กลางบ้านนับแต่เขาจำความได้ เสียงพลิกกระดาษแม้แผ่วเบาทว่าชัดเจนท่ามกลางความเงียบสงัดกลางดึกนี้

ชนุดมใช้ศอกยันกายขึ้น เห็นฝาแฝดของเขา ชวนากร นั่งดูหนังสือเล่มใหญ่อยู่ที่โต๊ะหนังสือ มีเพียงไฟสำหรับอ่านหนังสือเท่านั้นที่ให้แสงสว่างในห้องนี้ แต่นั่นก็เพียงพอที่จะให้ชนุดมเห็นทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้อง เขาเหลือบมองเตียงนอนของชวนากรซึ่งตั้งคู่กับเตียงของเขา ผ้าปูที่นอนยังเรียบตึง หมอนใบใหญ่ไร้ร่องรอยการนอน สิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวที่อยู่บนเตียงนั้นคือสัตว์ขนปุกปุยสีขาว มันนอนขดตัวดูราวกับพรมขนาดย่อมบนผ้าปูที่นอนสีลูกพลับสุกของชวนากร

ลูกหมาป่าหิมะ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เขาและชวนากรได้พบเมื่อปิดเทอมที่ผ่านมาตอนไปเที่ยวอินเดียกับพ่อ พร้อมคณะสำรวจซากดึกดำบรรพ์บริเวณเทือกเขาหิมาลัย

ดาโกต้า คือชื่อที่พวกเขาช่วยกันตั้งให้มัน ชวนากรและชนุดมพบมันนอนนิ่งอยู่ใต้โพรงรากไม้ขนาดใหญ่ เมื่อ ชวนากรอุ้มมันขึ้นมาเด็กทั้งสองจึงได้รู้ว่ามันผอมแห้งแทบเหลือแต่กระดูก ดีที่มันยังไม่ตาย พวกเขารีบนำมันไปให้บิดา หลังจากนั้นมันก็กลายเป็นสัตว์เลี้ยงของครอบครัวโกสินทร์

พ่อของเขาเล่าว่ามันเป็น สัญชาตญาณของสัตว์ป่าที่จะทิ้งลูกที่อ่อนแอไว้ให้ตายไปเอง มันเป็นเรื่องเมื่อสองเดือนก่อน ตอนนี้ดาโกต้าอายุสามเดือนแล้ว และมันก็ตัวใหญ่กว่าลูกสุนัขหลาย ๆ ตัวในละแวกนี้ ไม่มีเค้าลูกสุนัขป่าอายุหนึ่งเดือนที่เขาและชวนากรต้องคอยป้อนนมอย่างระมัดระวังเพื่อให้รอดชีวิตอีกเลย

ชนุดมปล่อยเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ออกมาเมื่อเจ้าดาโกต้าแกว่งหางไปมาอย่างสบายอารมณ์ ราวกับรู้ว่าถูกมองอยู่มันผงกหัวเห่าเป็นเชิงทักทายชนุดมทีหนึ่งแล้วกลับไปนอนดังเดิม

“นายตื่นอยู่เหรอชิน” ชวนากรพูดโดยไม่ละสายตาจากหนังสือในมือ

“ฮื่อ.. นายล่ะทำไมป่านนี้ยังไม่นอนอีก?”

“ฉันอยากลองสำรวจข้อมูลนิดหน่อย”

ชนุดมเหวี่ยงเท้าลงจากเตียง เดินไปหาชวนากร เมื่อเดินผ่านลูกสุนัขป่าเขาก็ลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู จึงได้รับเสียงครางอย่างมีความสุขของมันเป็นการตอบแทน

“ข้อมูลอะไรที่นายอยากรู้จนรอถึงพรุ่งนี้ไม่ได้ล่ะ ฉันล่ะสงสัยจริง ๆ” ชนุดมทำเสียงไม่เห็นด้วย

ชวนากรหันมามองชนุดม ดวงตาสีอำพันเรืองรองเป็นสีทองท่ามกลางความมืดสลัว “ตอนเจอเฟรย์กับผู้ชายอีกคนที่อยู่กับเขาฉันไม่ทันเอะใจ แต่เมื่อหัวค่ำฉันเห็นหนังสือพิมพ์เมื่อเช้าทำให้ฉันนึกออก..” ชวนากรหยิบหนังสือพิมพ์ที่เขาวางไว้ข้างตัวขึ้นมาโบก

“นายนึกอะไรออก??”

ชวนากรชี้ไปที่รูปรูปหนึ่ง เป็นภาพขาวดำกรอบเล็ก ๆ ผู้ชายผมสีอ่อนยาวถึงกลางหลังอยู่ในชุดเสื้อผ้าหรูหรา

“นี่มัน...”
“เจ้าชายรัชทายาทแห่งนัวล์ ฟิลลิป เฟรย์ ออฟ นัวล์”

“ผู้ชายที่เราเห็นเมื่อเช้า” ชนุดมมองชวนากรอย่าตื่นตะลึง “เป็นเจ้าชาย!!”

“ใช่” ชวนากรพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “และเฟรย์ต้องรู้เรื่องด้วยแน่ ถ้าดูจากอาการบ่ายเบี่ยงของเขานะ”

“อาจจะไม่ใช่เจ้าชายก็ได้ เราไม่ได้เห็นชัด ๆ อาจจะแค่คล้าย ๆ กันกัน ภาพข่าวเป็นขาวดำนะ ผมเจ้าชายอาจไม่ใช่สีเงินก็ได้”

“นายคิดอย่างนั้นเหรอ”

ชนุดมยักไหล่

“ฉันก็ไม่ได้ปักใจเชื่อแต่แรกหรอก หลังจากแม่เข้านอนแล้วฉันเลยเข้าไปห้องทำงานพ่อ กะว่าจะหาหนังสือเกี่ยวกับราชวงศ์นัวล์ แล้วก็เจอนี่..” ชวนากรตบหนังสือปกสีเงินยวงซึ่งเปิดกางอยู่บนโต๊ะ “มันเป็นประวัติของราชวงศ์นัวล์ รูปภาพรัชกาลต่าง ๆ รวมทั้งรัชกาลปัจจุบัน แล้วนี่เจ้าชาย รัชทายาท”

ภาพที่ชวนากรกางให้ชนุดมดูนั้นเป็นเป็นภาพสีเต็มตัวของเจ้าชายฟิลลิป ดูอ่อนวัยกว่าภาพในหนังสือพิมพ์แต่เป็นคนคนเดียวกันไม่ผิดแน่ ผมสีเงินถูกรวบไว้ตรงท้ายทอยใบหน้างดงามเกรี้ยงเกลา จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาสีควันบุหรี่ ริมฝีปากบางเม้มเล็กน้อย คางเชิดขึ้นอย่างทระนง

“เด็กกว่า..แต่ก็คล้ายกันมาก” ชนุดมกล่าวเสียงกระตือรือร้น “ข่าวใหญ่เลยชิว..ถ้าเราเอาไปบอกพวกผู้ใหญ่...”

ชวนากรยกมือขึ้นปรามคู่แฝดไว้ “ท่าทางพวกเขาไม่อยากให้ใครรู้ ถ้าเราไปบอกคนอื่นพวกเขาอาจลำบากก็ได้นะ”

ชนุดมเห็นด้วย “แต่..พวกเขามาเมืองไทยกันทำไม มันน่าสงสัย?? เราจะปล่อยมันไปเฉยๆ รึไง”

เด็กชายนัยน์ตาสีอำพันยิ้ม ล่วงรู้ความคิดของคู่แฝดดี เพราะพวกเขาไม่เคยปล่อยเรื่องอะไรที่มันน่าสนใจไปเลยสักเรื่องเดียว “เราไม่บอกเรื่องนี้กับใคร แต่มีทางให้เลือก หนึ่งอยู่เฉย ๆ แล้วดูต่อไป สองเข้าไปสอดให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย”

“ข้อสองอยู่แล้ว !!” ชนุดมโผล่งออกมา แล้วทั้งสองก็หัวเราะประสานเสียงกัน

ยามราตรีอันวุ่นวายของเมืองหลวง ณ บ้านไม้สองชั้นอันแสนอบอุ่น ในห้องเล็ก ๆ ซึ่งมีเพียงแสงสลัวจากไฟอ่านหนังสือ คืนนี้เป็นจุดเริ่มต้น ชีวิตแสนสงบ (ถ้าพวกเขาจะไม่ก่อเรื่อง) ของเด็กชายสองคนกำลังจะจบลง อนาคตอันไม่แน่นอนรอคอยพวกเขาอยู่


%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%


โปรดติดตามเรื่องเล่าต่อไปเร็วๆ นี้ค่ะ




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2548
3 comments
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2548 20:47:04 น.
Counter : 554 Pageviews.

 

ตามมาอ่านแล้ว ลงตอนใหม่เร็วนะๆชอบมาก

 

โดย: ธรารินทร์ IP: 203.156.48.226 28 ธันวาคม 2548 20:20:53 น.  

 

มาเล่าต่อเร็ว ๆ นะว่าเจ้าแฝดจะทำอะไรต่อไป แต่มีเรื่องนึงอยากเดาจังว่าความจริงเจ้าแฝดน่าจะมีแค่คนเดียว แต่ก็ไม่รู้ว่าคนเล่าจะให้เป็นแฝดหรือมีแค่คนเดียวกันแน่ อิ อิ เพราะไม่ว่าจะแค่คนเดียว หรือสองคนก็น่ายุ่งทั้งนั้น

 

โดย: mommam IP: 203.154.77.9 17 มกราคม 2549 14:45:35 น.  

 

มาต่อเถอะนะ ท่าทางน่าสนุกออก

 

โดย: river (ริเวอร์ ) 24 กันยายน 2550 18:27:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


wayo
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เอ่อ...ไม่เข้าใจว่า
ทำไมถึงคลิกกล่องคอมเม้นต์ไม่ได้
กดไม่ติดเลยอะค่ะ
ตอบคอมเม้นไม่ได้
เดี๋ยวขอหาทางแก้ก่อนนะคะ

ยังไงก็ขอบคุณทุกคน
ที่แวะมานะคะ
(Y)(^O^")(Y)
My books
Friends' blogs
[Add wayo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.