Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2549
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
29 พฤษภาคม 2549
 
All Blogs
 

จุดที่หัวใจเริ่มนับหนึ่ง

สมมุติว่าเป็นรักฯ (ตอนพิเศษ)จุดที่หัวใจเริ่มนับหนึ่ง...



มธุรินหรืออีกชื่อก็คือน้ำตาลชื่อเล่นที่เพื่อนๆ แสนจะคุ้นเคย จนเกือบลืมชื่อจริงกันไปแล้ว ขณะนี้เจ้าของนามกำลังอยู่ในอารมณ์ไม่ปกตินัก หากเพื่อนๆ มาเห็นก็คงได้ล้อว่า หญิงสาวขณะนี้ได้แปลงร่างกลาย น้ำตาลไหม้ดำปี๋ที่กำลังปล่อยควันโขมงออกมา เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงปี๊ดของอารมณ์เจ้าหล่อนนั่นเอง

แม้มธุรินเป็นหญิงสาวที่หน้าตารูปร่างเข้าขั้นดีคนหนึ่ง ทว่าเพื่อนๆ มักตีตัวออกห่างเธอเป็นพักๆ โดยเฉพาะตอนที่หญิงสาวโกรธหรืออารมณ์เข้าขั้นเสียสุดๆ เพราะมธุรินมักแสดงอารมณ์ตัวเองอย่างตรงไปตรงมา บางครั้งตรงจนคนรอบข้างพลอยอึดอัดไปด้วย

แต่เวลาดีมธุรินก็นับว่าเป็นผู้หญิงที่น่ารักคนหนึ่งทีเดียว ความร่าเริงสดใสของเธอทำให้มีเพื่อนทั้งชายหญิงคบหาอยู่ไม่น้อย

ทว่าหลังๆ มานี้เพื่อนๆ ได้ทำการตกลงกันอย่างลับๆ ว่าจะไม่โผล่หน้าไปให้เจ้าหล่อนเห็นสักพักหนึ่ง อย่างน้อยก็จนกว่าข่าว ‘งานหมั้น’ ของมธุรินจะหายไปนั่นแหละ

เรื่องมันมีอยู่ว่าประมาณสามเดือนก่อน มธุรินมีข่าวว่าจะหมั้นกับหนุ่มทายาทนักธุรกิจคนหนึ่งซึ่งเจ้าตัวเห็นว่าเป็น “คู่กัด” เพราะหมอนั่นจะเรียกได้ว่าเป็นเสือผู้หญิงก็คงไม่ผิด และข่าวนั้นก็ยังคอยหลอกหลอนมธุรินตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาในรูปของคนที่เจ้าหล่อนเรียกว่า ‘เสือผู้หญิง’ หรือ “เรวินทร์” นั่นเอง

อย่าได้เข้าใจผิด เรวินทร์ หรือหนุ่มทายาทนักธุรกิจผู้นั้นไม่ได้เห็นเธอเป็นเหยื่อที่จ้องจะตะคลุบแต่ประการใด หมอนั่นคอยวนเวียนเข้ามาอยู่ในชีวิตหญิงสาวอยู่เสมอเป็นเพราะเพื่อนสาวคนสวยของมธุรินที่เป็นหุ้นส่วนในการเปิดร้านเบเกอรี่ต่างหาก

มธุรินรู้สึกว่าช่อม่วงเพื่อนของเธอนั้นอ่อนโยน ใจดี และสนิทกับหมอนั่นมากเกินไป เธอจึงคอยเหน็บแนมเป็นการไล่เรวินทร์ให้ไปพ้นๆ แต่หมอนั่นก็ดูเหมือนจะหน้าด้านเหลือหลาย เขายังคอยเวียนเข้าเวียนออกร้าน สวีทไวโอเล็ต อยู่เป็นประจำ วันนี้ก็เช่นกัน มธุรินมองชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาในร้านตาขวางรู้สึกว่าหมู่นี้เขาจะมาที่นี่ถี่กว่าเมื่อก่อนมาก ตั้งแต่ญาติของเขาซึ่งเคยมีข่าวว่าคบหาอยู่กับช่อม่วงได้หมั้นไปกับสาวอื่นนั่นแหละ

“จะมาทำไมทุกวี่ทุกวันเนี่ย?” มธุรินกัดฟันกดเสียงให้เหลือเพียงเสียงกระซิบเพื่อไม่ให้รบกวนลูกค้าคนอื่นที่นั่งอยู่ในร้านเมื่อเรวินทร์มาหยุดยืนตรงหน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์ซึ่งเธอกำลังประจำตำแหน่งอยู่ในตอนนี้

“มาเยี่ยมว่าที่คู่หมั้นไง” เรวินทร์ตอบพร้อมส่งยิ้มกวนๆ กลับไปให้ และรอยยิ้มยิ่งกว้างขึ้นเมื่อได้รับสายตาขุ่นขวางตอบกลับมา

“อ้าว...คุณเร หมู่นี้มาบ่อยจังนะคะ”

เสียงหวานใสดังขึ้นด้านหลังของมธุริน เธอเอี้ยวตัวนิด ๆ เพื่อนเหลือบตามองเพื่อนสาวที่ก้าวออกมาจากห้องด้านหลัง

“สวัสดียามบ่ายครับคุณม่วง ผมต้องมาเยี่ยมคุณน้ำตาลเขาบ่อยๆ หน่อย ไม่งั้นเขาจะคิดถึง” เรวินทร์ทอดเสียงคำว่า ‘คิดถึง’ เพื่อยั่วอารมณ์ใครบางคนโดยเฉพาะ

ช่อม่วงหัวเราะคิกคัก เพราะรู้ว่าเรวินทร์ตั้งใจกวนอารมณ์เพื่อนของเธอ แต่พอเห็นว่ามธุรินเริ่มอาการหน้าบูดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เธอต้องเบี่ยงประเด็นอย่างเร่งด่วน

“วันนี้จะรับอะไรดีคะคุณเร”

“ผมอยากดื่มชาร้อนสักถ้วย เอาเป็นว่าคุณม่วงแนะนำหน่อยแล้วกันครับ”

ช่อม่วงยิ้มอย่างอ่อนหวานเริ่มอธิบายถึงชาต่างๆ ที่มีอยู่ในเมนู ในขณะที่มธุรินขมวดคิ้วมองเรวินทร์อย่างสงสัย เพราะปกติเรวินทร์เป็นพวกชอบดื่มกาแฟมากกว่าชา ทำให้เธอต้องมองเขาอย่างจับผิด และยิ่งสงสัยยิ่งขึ้นเมื่อชายหนุ่มดื่มชาที่ช่อม่วงแนะนำโดยไม่ใส่น้ำตาลสักนิด ปกติหมอนี่ชอบหวานจะตาย

“น้ำตาลทำไมไปมองคุณเรอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้ออย่างนั้นล่ะ” ช่อม่วงกระซิบกับมธุรินเมื่อเห็นว่าเพื่อนยังจับตามองเรวินทร์แม้ว่าอีกฝ่ายจะเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำของเขาแล้วก็ตาม

“ม่วงรู้สึกไหมว่าวันนี้หมอนี่แปลกๆ” มธุรินหันมาพูดกับช่อม่วงโดยยังไม่คลายคิ้วที่ขมวดเป็นโบอยู่กลางหน้าผาก

“แปลกยังไง ก็เห็นคุยเล่นเหมือนเดิม ท่าทางก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร”

“เหรอ?...แต่เราว่าแปลกๆ”

ช่อม่วงถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อมธุรินหันไปจับผิดเรวินทร์อีกครั้ง “ฉันว่าที่แปลกน่ะแกมากกว่ายายน้ำตาล จะจ้องหาเรื่องเขาไปถึงไหน”

“เปล่าสักหน่อย หมอนั่นต่างหากที่คอยมาหาเรื่องเราน่ะ” มธุรินเถียงเพื่อนสาวเสียงแข็ง

“ก็เพราะแกมันยั่วขึ้นอย่างนี้น่ะสิ คุณเรเขาถึงคอยมาตอแยน่ะ ก็รู้อยู่ว่าเขาชอบแกล้งแกไปต่อล้อต่อเถียงเขาก็ชอบใจน่ะสิ”

มธุรินเบ้ปาก “ม่วงก็รู้เหมือนกันนี่ว่าหมอนั่นเป็นพวกโรคจิต ยังไปพูดดีด้วยอีก”

“โรคจิตหรือเปล่าม่วงไม่รู้หรอก ม่วงรู้แต่ว่าเขาเป็นลูกค้าฉะนั้นยายน้ำตาลยิ้มรับลูกค้าซะ” ช่อม่วงแกล้งทำหน้าขึงขังสั่งมธุริน ขณะที่มธุรินทำหน้าไม่เห็นด้วยนัก

“เอาเป็นว่าจะพยายามแล้วกันนะ” มธุรินรับปากส่งเดชแต่ก็ทำให้ช่อม่วงพอใจและลับหายไปทำงานหลังร้านต่อ ในขณะที่มธุรินหันกลับไปมองเรวินทร์อย่างเพ่งพิศอีกครั้ง ราวกับจะหาให้เจอว่าอะไรทำให้เขาดูแปลกไปในความรู้สึกของเธอ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่พบ...

บ่ายวันต่อมา...หลายต่อหลายครั้งที่มธุรินคอยสอดส่องมองไปที่ประตูร้านอย่างระแวง จนแม้แต่ช่อม่วงยังแอบขำอยู่ในใจ เย็นวันศุกร์แบบนี้เรวินทร์มักโผล่มาชักชวนมธุรินไปราชบุรีซึ่งเป็นบ้านเกิดของมธุรินอยู่เสมอ จะมียกเว้นบ้างก็ช่วงที่เรวินทร์งานยุ่งจริงๆ เท่านั้น

ซึ่งก็แปลกดีทั้งๆ ที่เรวินทร์กับมธุรินเป็นคู่กัดกัน แต่ดูเหมือนเรวินทร์กับพ่อของมธุรินจะถูกคอกันเป็นพิเศษ ขนาดที่เรวินทร์ไปสัญยิงสัญญาว่าจะพามธุรินกลับบ้านทุกอาทิตย์ถ้าเป็นไปได้ จากที่มธุรินเป็นคนไม่ค่อยกลับบ้านที่ต่างจังหวัด เลยกลายเป็นว่าได้กลับบ้านอยู่เป็นประจำ

รอยยิ้มกริ่มแต้มอยู่บนใบหน้าหวานละมุนของช่อม่วง ความจริงเธอมีข่าวเกี่ยวกับเรวินทร์ที่ต้องบอกให้มธุรินรู้ แต่ที่ถ่วงเวลาไว้เพราะอยากเห็นปฏิกิริยาของมธุรินตอนนี้นี่แหละ และเมื่อได้เห็นแล้วก็ถึงเวลาต้องบอกเสียที

“มองหาใครเหรอน้ำตาล” ช่อม่วงแกล้งตีหน้าซื่อถามเพื่อน และมธุรินก็หันกลับมาปฏิเสธทันควัน

“เปล่านี่... ไม่ได้มองหาใคร”

“อ้าวเหรอ...นึกว่ามองหาคุณเร”

“เรื่องอะไรฉันต้องมองหาตานั่นมิทราบ” มธุรินกระชากเสียงตอบอย่างหงุดหงิด

“ไม่ได้รอคุณเรก็ดีแล้ว” ช่อม่วงยิ้มเฉย ไม่ใส่ใจอารมณ์ของมธุริน เพราะเริ่มชินกับความหงุดหงิดของมธุรินในระยะหลังแล้ว ยิ่งเป็นตอนที่พูดถึงเรื่องเรวินทร์ด้วยแล้วล่ะก็ มันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย และเมื่อเห็นสายตามองอย่างสงสัยของมธุริน เธอจึงแกล้งทำเป็นพูดต่อด้วยน้ำเสียงไม่สนใจมากนัก “วันนี้คุณเรเขาคงมาไม่ได้หรอก เห็นคุยไอยบอกว่าลาป่วยน่ะ รู้สึกจะเป็นหวัดหรือไงนี่แหละ”

“เป็นหวัดหน้าร้อนเนี่ยนะ!” มธุรินอุทานเบาๆ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นยิ้มเยาะ “มิน่า...เมื่อวานถึงได้ดูแปลกๆ ที่ก็เปื่อยนี่เอง”

“คุณเรเขาแค่ป่วยย่ะ ยังไม่ตายเสียหน่อยจะได้เปื่อยได้น่ะ” ช่อม่วงค้อนใส่เพื่อนสาว

“ฮิฮิฮิ ถึงว่าเมื่อวานถึงได้สั่งชาแถมไม่ใส่น้ำตาลด้วยปกติติดหวานจะตายหมอนี่” มธุรินพูดหน้าระรื่นพอใจหาคำตอบกับท่าทางแปลกไปของชายหนุ่มได้ แต่ใบหน้าที่กำลังบานแฉ่งก็เป็นอันต้องหุบฉับเมื่อเจอคำพูดของช่อม่วงเข้า

“หึหึหึ รู้สึกว่าจะสังเกตคุณเรเป็นพิเศษเชียวนะ ทำอะไรผิดปกติหน่อยเดียวรู้หมด เอ...หรือว่าที่สังเกตเป็นพิเศษเนี่ยเพราะเป็นคนพิเศษกันแน่หนอ...”

“เงียบไปเลยยายม่วง!” มธุรินเอ็ดช่อม่วงหน้าแดงก่ำไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรืออะไรอย่างอื่นกันแน่ “ถ้าหมอนั่นจะพิเศษน่ะ ก็เพราะฉันเกลียดเป็นพิเศษหรอกย่ะ”

“จริงเหรอ?” ช่อม่วงเลิกคิ้วขึ้น แต่ยังมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ติดอยู่บนใบหน้า

“จริงสิ”

“แหม...ยืนยันหนักแน่นขนาดนี้ไม่เชื่อก็ไม่ได้แล้วสินะ ฮะๆๆ”

มธุรินขมวดคิ้วใส่แผ่นหลังเพื่อนสาวที่บัดนี้ให้ไปทำงานต่อแล้ว แต่ยังทิ้งเสียงหัวเราะเบาๆ ให้บาดหูคนฟังเล่น ทำให้มธุรินต้องขบฟันแน่น

ที่เธอต้องมาโดนล้อแบบนี้ เป็นเพราะนายเรวินทร์นั่นแหละ คราวหน้าอย่าให้เจอเชียวจะ...

เสียงเพลงคุ้นหูดังขึ้นขัดความคิดเจ้าคิดเจ้าแค้นของมธุริน เสียงเพลงดังมาจากโทรศัพท์มือถือของมธุรินนั่นเอง เธอควานหาโทรศัพท์ของตัวเองทันที และด้วยเสียงเพลงที่ตั้งเฉพาะไว้ทำให้รู้ว่าใครเป็นคนโทรมา

ไอ้อย่างนี้ต้องเรียกว่า พูดถึงผีเสียงของผีก็มาเชียว...

“ว่าไง โทรมาทำไม?”

“หึหึ แค่โทรมาบอกว่าไปรับกลับบ้านไม่ได้เท่านั้นเอง”

มธุรินขมวดคิ้วเพราะน้ำเสียงทุ้มๆ แฝงแววร่าเริงอยู่เสมอของชายหนุ่มคู่กัดบัดนี้แหบเครือและอ่อนระโหยจนเธอเกือบสงสาร แต่ก็แค่เกือบ...

“แล้วมาบอกฉันทำไม ไปบอกป๊ะป๋าฉันสิถึงจะถูกเป็นคนโปรดไม่ใช่หรือไง”

“มาประชดผมทำไมเนี่ย ใจคอจะไม่ถามเหตุผลหน่อยหรือไงว่าทำไมไม่ไปรับ”

“ก็ฉันไม่ได้โง่นิ แค่ได้ยินเสียงแหบๆ ของนายก็รู้แล้วว่าหวัดรับประทาน เอ...ถ้าฉันจำไม่ผิดเนี่ยคนเขาว่า คนเป็นหวัดหน้าร้อนเนี่ยสติไม่ดีนี่นา ฮิฮิ”

“อ่า...น่าปลื้มจังนะ อย่างน้อยการป่วยของผมก็ทำให้คนบางคนอารมณ์ดี”

“พูดงี้แปลว่าอะไร จะหาเรื่องกันหรือไง?”

“โธ่...ไม่ได้หาเรื่องสักหน่อย แค่น้อยใจเท่านั้นเอง”

“แหวะ อย่างนายเนี่ยนะรู้จักน้อยใจ อย่ามาทำขำแถวนี้น่า”

“ไม่เชื่อก็ตามใจ...”

มธุรินนิ่งรอฟังอีกฝ่าย เพราะรู้สึกว่าเขาเหมือนมีอะไรจะพูดต่อ แต่ก็ยังเขาก็ยังเงียบไปพักหนึ่งก่อนเอ่ยออกมา

“แค่นี้นะ”

“อ้าว...เดี๋ยวสิ!” มธุรินโวย แต่ไม่ทันเพราะสายตัดไปเสียก่อน “ตาบ้านี่ จะพูดอะไรก็ไม่พูดยังมาตัดสายอีก” เธอรีบโทรกลับทันที แต่อีกฝ่ายไม่ยอมรับเสียนี่ มธุรินจึงกดโทรศัพท์ปิดอย่างหงุดหงิด

อีตาบ้า...ขอให้เป็นหวัดไปทั้งอาทิตย์เลย เพี้ยง!






วันต่อมา...

มธุรินขยับตัวอย่างหงุดหงิดหลังจากลงจากรถแท็กซี่พร้อมปิ่นโตขนาดย่อมกับถุงพลาสติกบรรจุกล่องขนม เธอมองผ่านประตูรั้วเข้าไปเห็นตัวบ้านที่เธอเคยมาครั้งหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน ถอนหายใจเบาๆ แล้วจึงกดกริ่งหน้าประตู เพียงครู่เดียวก็มีเด็กสาวท่าทางทะมัดทะแมงมาเปิดประตูให้พร้อมตั้งคำถาม

“คุณน้ำตาลใช่มั้ยคะ?”

“ใช่จ้ะ”
“คุณเรรออยู่เลยค่ะ เดี๋ยวหนูช่วยถือของให้ค่ะ”

มธุรินพยักหน้าพร้อมยื่นของในมือให้เด็กสาวที่เห็นชัดว่าเป็นเด็กรับใช้ในบ้าน มธุรินแอบเบ้ปากกับตัวเองเมื่อคิดว่าสาวน้อยคนนั้นไม่เห็น ไม่ใช่ไม่พอใจเด็กสาวคนนั้น แต่นึกถึงคนที่เธอถูกบังคับให้มาเยี่ยม กับ คนที่บังคับให้เธอมาเยี่ยมเขาต่างหาก

การที่เด็กในบ้านรู้ว่าเธอจะมาบ้านนี้เป็นการบอกได้อย่างดีว่าป๊ะป๋าของเธอรายงานอีตาบ้าเรวินทร์ไว้เรียบร้อยแล้วว่าเธอจะมาเยี่ยมไข้

ป๊ะป๋าเธอก็เหลือเกินมีอย่างที่ไหนมาขู่เธอว่าถ้าเธอไม่มาเยี่ยมนายเรวินทร์ ป๊ะป๋าเธอจะขึ้นมาจากราชบุรีมาเยี่ยมเอง แล้วลูกสาวที่น่ารักอย่างเธอจะยอมให้พ่อลำบากเพราะอีตาบ้านั่นได้ยังไงล่ะ ก็ต้องมาเยี่ยมแทนตามระเบียบ

มธุรินแปลกใจเมื่อเด็กสาวนำเธอเลยห้องรับแขกไปหยุดตรงหน้าบันไดเพื่อขึ้นไปชั้นสองของบ้าน

“เดี๋ยวหนูถ่ายของพวกนี้เสร็จแล้วจะจัดตามขึ้นไปนะคะ” เด็กสาวหันมาบอกมธุริน และคงเห็นว่าหน้าตาของแขกสาวติดจะงงๆ อยู่จึงพูดต่อ “ห้องคุณเรอยู่ขวามือห้องริมสุดค่ะ” ว่าแล้วสาวน้อยคนนั้นก็เดินหายอีกฟากของบันได ปล่อยให้ผู้มาเยือนยืนกระพริบตามองบันไดเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน

นี่หมอนั่นป่วยหนักขนาดต้องขึ้นไปเยี่ยมกันถึงบนห้องเลยหรือเนี่ย?

มธุรินก้าวขึ้นบันไดไม้ขนาดใหญ่อย่างเกร็งๆ อยู่บ้าง ไม่รู้ว่าอุปทานไปเองหรือไม่ที่ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวขึ้น แต่ก็คงไม่แปลกกระมังที่เธอจะรู้สึกตื่นเต้นไปบ้าง ก็เป็นครั้งแรกนี่นาที่เธอจะได้เข้าห้องนอนของผู้ชายน่ะ ถึงแม้ว่าเขาจะป่วยก็เถอะ

เธอเดินมาหยุดที่หน้าห้องตามที่เด็กสาวรับใช้บอก ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงยกมือขึ้นเคาะประตู เสียงไอเบาๆ ดังขึ้นตามด้วยเสียงแหบเครือ

“เข้ามาสิ”

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายอนุญาตมธุรินจึงค่อยๆ แง้มประตูเข้าไป ภายในห้องสีควันบุหรี่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนแบบเรียบๆ ไม่ค่อยมีของจุกจิกมากนัก ม่านสีเขียวหม่นถูกรวบเปิดเพื่อให้ภายในห้องดูสว่างไสวขึ้น เธอเดินมาหยุดที่ข้างเตียงของเจ้าของห้องที่ยังนอนหลับตาอยู่แม้ว่าจะรู้ว่ามีคนเข้ามาในห้องก็ตาม

แหม...ถึงตัวง่ายขนาดนี้ ถ้าผู้ร้ายบุกเข้ามาหมอนี่คงไม่รอดแน่

มธุรินคิดอย่างหมั่นไส้ แต่พูดไม่ออกเมื่อมาเห็นเรวินทร์ในชุดนอนสีน้ำเงินนอนหมดสภาพอยู่แบบนี้ ใบหน้าที่มักมีรอยยิ้มกวนๆ อยู่เสมอ ดีซีดเผือด ริมฝีปากที่แห้งแตกของเจ้าตัวบอกได้อย่างดีถึงความเลวร้ายของพิษไข้

ชักสงสารหน่อยๆ แฮะ

เรวินทร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นเมื่อคนที่เข้ามาในห้องเขาไม่ยอมพูดอะไรแต่เดินมาหยุดที่ริมเตียงอยู่นานแล้ว พอเห็นว่าเป็นใครรอยยิ้มเพลียๆ ก็จุดที่ริมฝีปาก

“นึกว่าไม่มาเสียอีก”

“ก็ไม่ได้อยากมานักหรอกน่า แล้วนี่เป็นไงบ้างล่ะ ท่าทางดูแย่นะ”

“คนเป็นหวัดเป็นไงผมก็เป็นแบบนั้นแหละ”

มธุรินพ่นลมหายใจออกมาเสียงดังเพราะต้องการให้คนป่วยได้ยินนั่นแหละ “ขนาดไม่สบายแล้วยังกวนชาวบ้านเขาอีก งั้นก็อยู่คนเดียวไปแล้วกัน” เธอสะบัดหน้าหนีตั้งใจจะเดินออกจากห้อง

“เดี๋ยวสิคุณ”

ไม่ใช่เพราะคำพูดของเขาที่ทำให้เธอชะงักฝีเท้าแต่เป็นเสียงขยับตัวลุกอย่างรวดเร็วของชายหนุ่มต่างหากที่รั้งเธอไว้ มธุรินรีบหันไปมองคนบนเตียงอย่างตกใจทันเห็นเขาซวนเซกำลังจะตกจากเตียงจึงรีบผวาเข้าไปช่วยประคองเรวินทร์ไว้ สัมผัสแรกที่เธอรู้สึกคือความร้อน ตัวเขาร้อนจัดจนน่าตกใจทีเดียว คนไม่สบายตัวร้อนได้ขนาดนี้เชียวหรือ มธุรินถามตัวเองอยู่ในใจ ศีรษะของเขาค่อยๆ เอนมาซบบ่าของเธอเหมือนไม่สามารถทำให้มันตั้งตรงได้ ตอนนั้นเองที่เธอรู้สึกตัวว่าเธอแทบจะโอบกอดชายหนุ่มอยู่บนเตียงก็ว่าได้ จึงรีบผลักเขาลงไปนอนบนเตียงส่วนตัวเธอรีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วเท่าที่ตัวเองจะสามารถทำได้

“ใจร้าย...ทำกับคนป่วยอย่างนี้ได้ไง”

“ใครใช้ให้ไม่เจียมตัวล่ะ รู้ว่าตัวเองป่วยยังลุกขึ้นมาอีกเกิดร่วงจากเตียงหัวร้างข้างแตกจะทำยังไง” มธุรินพูดรัวจนแทบไม่มีจังหวะหายใจ แต่กระนั้นเธอก็รู้สึกถึงใบหน้าผะผ่าวของตัวเองจากสัมผัสใกล้ชิดกับชายหนุ่มเมื่อครู่

“ก็คุณจะไปนี่...”

พอได้ฟังน้ำเสียงออดอ้อนของเรวินทร์ มธุรินก็รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นในจังหวะแปลกๆ แต่ยังไม่วายมองเขาอย่างระแวง ไม่แน่ใจว่าไอ้ที่เขาพูดออกมาเนี่ยมีแผนอะไรอยู่ในใจหรือเปล่าก็เขาน่ะเจ้าเล่ห์จะตาย

“ก็ฉันมาเยี่ยมแล้วไง ยังจะเอาอะไรอีก” มธุรินตัวเกร็งเมื่อเรวินทร์ทรงตัวลุกขึ้นนั่ง โดยพิงหลังกับหัวเตียงพร้อมกับยื่นมือมาหาเธอ มธุรินถอนหายใจเบาๆ เมื่อมือของเขาเพียงยื่นมาเพื่อกระตุกชายเสื้อเธอเบาๆ

“อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน เหงา”

ชายหนุ่มทอดเสียงคำสุดท้ายอย่างน่าสงสาร ทำให้หญิงสาวชักแกว่งๆ ไปเหมือนกันจึงรีบแหวออกไปเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวของตัวเอง

“บ้าเหรอ ฉันไม่ใช่เพื่อนแก้เหงานะ”

“ไม่รู้ล่ะ ก็เห็นหน้าคุณแล้วผมหายเหงานี่ อยู่คุยกันก่อนก็ได้นะ ถ้าคุณไปแล้วผมก็ต้องนอนอยู่คนเดียวอีก น่าเบื่อจะตาย”

“แล้วเมื่อวานอยู่มาได้ยังไง วันนี้ก็อยู่ไปอย่างนั้นสิ”

“ก็เมื่อวานแม่ผมอยู่คุยด้วยนี่ วันนี้ท่านไปสัมมนาอะไรก็ไม่รู้ กว่าจะกลับก็เย็นๆ อยู่คุยเป็นเพื่อนกันก่อนนะ น่าแป๊บเดียวก็ได้ รับรองผมไม่ดื้อ ไม่ซน”

มธุรินตวัดตาค้อนใส่คนพูดทันที ทำอย่างกับตัวเองเป็นเด็ก พูดมาได้ ไม่ดื้อ ไม่ซน

ริมฝีปากบางของหญิงสาวเม้มเข้าหากันอย่างครุ่นคิด แต่พอถูกชายหนุ่มคะยั้นคะยอหนักๆ เขาก็เลยเผลอพยักหน้าตกปากรับคำกลับไปโดยไม่รู้ตัว

“ก็ได้ แต่แป็บเดียวนะ”

เสียงเคาะประตูเบาๆ ทำให้ความสนใจของทั้งสองคนในห้องไปรวมที่จุดเดียวกัน ร่างที่โผล่มาจากประตูคือสาวน้อยที่มธุรินเจอก่อนหน้านี่เอง เจ้าหล่อนเข็นรถเข็นที่ด้านบนบรรจุถาดอาหารซึ่งมธุรินเดาได้ทันทีว่าเป็นของที่เธอเอามาด้วยแม้จะมีฝาครอบอาหารต่างๆ อยู่ก็ตาม แต่ที่เธอนึกสงสัยอยู่ครามครันก็คือเจ้ารถเข็นนี่มันขึ้นบันไดมาได้ยังไงทั้งๆ ที่มีถาดอาหารมาด้วย

พอเห็นสายตาของเด็กสาวที่มองเธอแปลกๆ เธอจึงรู้ตัวว่าเรวินทร์ยังรั้งชายเสื้อเธอไว้ จึงหยิกหมับเข้าที่มือข้างนั้น และได้ผลตามความคาดหวังเมื่อชายหนุ่มปล่อยชายเสื้อทันทีแถมสะบัดมือข้างนั้นไปมาเหมือนกับต้องการบรรเทาความเจ็บ เธอทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับสายตาอาฆาตของเขาแต่ยิ้มให้เด็กสาวผู้เข้ามาใหม่แทนและได้รอยยิ้มเขินๆ กลับมา

“นั่นเอาอะไรมาน่ะ” เรวินทร์ถามขึ้นอย่างหงุดหงิดเมื่อไม่สามารถทำอะไรแม่สาวน้ำตาลไหม้ข้างๆ ตัวได้

“ของที่คุณผู้หญิงเอามาเยี่ยมคุณเรค่ะ ยังร้อนๆ อยู่เลยหนูเห็นใกล้เที่ยงแล้วด้วยเลยยกขึ้นมาเลยไม่ได้อุ่นใหม่ค่ะ”

มธุรินเห็นสีหน้าประหลาดใจของชายหนุ่มที่มองอาหารในรถเข็นแล้วหันมามองหน้าเธอสลับกันไปมาทำให้เธอนึกอยากบิดเนื้อเขาอีกสักรอบ นี่นึกว่าเธอมาเยี่ยมมือเปล่าหรือไงกัน

เรวินทร์เหมือนจะอ่านสายตาดุๆ ของเธอออกเขารีบเบนความสนใจโดยหันไปขอบใจเด็กรับใช้ซึ่งเท่ากับเป็นการไล่กลายๆ ทำให้สาวน้อยผู้นั้นผละไปอย่างรู้หน้าที่ เขาแสร้งทำเป็นเปิดดูอาหารต่างๆ แต่แค่เปิดฝาชามแรกเขาก็หันไปมองหญิงสาวเหมือนจะถามว่าของในชามคืออะไรทำให้มธุรินที่เพิ่งจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ริมเตียงต้องลุกขึ้นมาชะโงกดู

“อะไรกัน ไม่เคยกินสาคูหรือไง ทำเป็นไม่เคยเห็นไปได้”

เรวินทร์ก้มกลับไปมองที่ชามต้มจืด เม็ดสาคูใสๆ ที่ยังคงมีจุดสีขาวเล็กๆแต้มทำให้ดูสวยงาม เขาเคยกินเจ้านี่แต่เป็นของหวานเพิ่งเคยเห็นเป็นของคาวก็คราวนี้แหละ

“กินได้...จริงๆ เหรอ?” เรวินทร์ถามแล้วต้องหยุดเพื่อปิดปากไอเล็กน้อย ก่อนหันไปสนใจหญิงสาวอีกครั้ง

“นี่ไม่เคยกินจริงๆ เหรอ” มธุรินเอ่ยอย่างสงสัย และอีกฝ่ายก็พยักหน้ากลับมา “มันก็เหมือนต้มจืดวุ้นเส้นน่ะแหละ เพียงแต่นี่มันเป็นเม็ด กินตอนป่วยนี่แหละดี คล่องคอดี” เธอไม่อยากจะเชื่อว่าเขาไม่เคยกินมาก่อน เพราะขนาดเด็กในบ้านเขายังรู้เลยว่าต้มจืดกับสาคูที่เธอจัดแยกกันไว้ในปิ่นโตต้องนำมาเทรวมกัน

ของหวานอย่างพายมะนาวชิ้นเล็กกับเค้กช็อกโกแลตที่เธอเอามาด้วยดูไม่เป็นที่สนใจของเขานักไม่เหมือนเจ้าสาคูชามแรก แต่เขาก็เพ่งมันอยู่อย่างนั้นไม่ลงมือกินเสียที

“ไม่หิวเหรอ? หรือกลัวฉันวางยาพิษล่ะ”

เรวินทร์กระตุกยิ้มเซ็งๆ “ไม่ต้องวางยาหรอก แค่นี้ก็ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว”

“แล้วไง? ตกลงไม่หิว?”

“หิว แต่...”

“อืม...คนป่วยก็งี้แหละ หิวแต่กินไม่ลงใช่มั้ยล่ะ”

“ก็ไม่ใช่”

“อ้าวแล้วตกลงยังไงกันแน่เนี่ย?” เสียงมธุรินเริ่มเข้มขึ้นเมื่อเดาใจอีกฝ่ายไม่ถูก

“ก็ผมปวดหัวมันเลยมึนๆ ไม่กล้ายกช้อน กลัวทำหก”

มธุรินอึ้ง...อย่าบอกนะว่า...

“จะให้ฉันป้อนให้หรือไง?” เธอพูดเสียงหลงเหมือนเพลงบรรเลงผิดคีย์

“ถ้าเป็นไปได้ก็ขอบคุณ” เรวินทร์มองหญิงสาวที่หน้าตูมขึ้นเรื่อยๆ ริมฝีปากอิ่มเคลือบสีชมพูแวววาวยื่นนิดๆ บอกถึงความไม่พอใจเของเจ้าหล่อนซึ่งเขาเห็นว่าน่าขันมากๆ จนเกือบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ต้องพยายามเก็กหน้าขรึมสุดชีวิต เพื่อดูว่าเจ้าหล่อนจะทำหน้ายังไงต่อ

“งั้นฉันลงไปเรียกเด็กข้างล่างขึ้นมาป้อนให้แล้วกัน” มธุรินเชิดหน้าขึ้น

“ก็ได้ ขอบคุณอีกครั้ง” เรวินทร์พูดเสียงเบาอย่างถ่อมเนื้อถ่อมตัว

มธุรินขมวดคิ้วอย่างแปลกใจที่เห็นเขายอมรับข้อเสนอของเธอดีๆ หรือเขาจะไม่ได้แกล้งให้เธอป้อนเขาแต่ปวดหัวจริงๆ อย่างที่บอก

เรวินทร์เห็นหญิงสาวหยิบชามต้มจืดสาคูพร้อมช้อนแล้วขึ้นมานั่งบนเตียงข้างๆ เขา เขาเตรียมจะล้อเธออยู่แล้วแต่เมื่อสบตากับดวงตาที่ฉายแววห่วงใยเข้าก็รู้สึกเหมือนลิ้นมันพองคับปากไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้นอกจากอ้าปากรับอาหารที่หญิงสาวป้อนมาถึงปากไปเงียบๆ

ทั้งสองคนดูจะพอใจกับความเงียบที่เกิดขึ้นเพราะต่างคนต่างไม่พูดอะไร แม้เรวินทร์บางครั้งอยากทำลายบรรยากาศแปลกๆ ที่อบอุ่นชวนใจระทึกชอบกลที่รายล้อมทั้งคู่ไปเสียแต่สุดท้ายก็นิ่งเฉยปล่อยให้มันอบอวลอยู่ต่อไป

ยาหลังอาหารที่เพิ่งกินเข้าไปออกฤทธิ์อย่างรวดเร็วจนทำให้เรวินทร์ตาปรือเพราะความง่วงงุนแต่ก็ยังฝืนไว้เพื่อมองมธุรินที่ย้ายตัวเองไปนั่งที่เก้าอี้ที่ถูกลากมาไว้ข้างเตียงเขาตั้งแต่เขาไม่สบายนั่นแหละ

“อ้าวง่วงแล้วก็นอนนี่คุณ จะมานั่งตาปรืออยู่ทำไม”

“ถ้าผมหลับคุณก็กลับน่ะสิ”

“ก็แหงล่ะ จะให้ฉันนั่งดูคนหลับทำไม”

มธุรินมองหน้ามุ่ยๆ ของอีกฝ่ายที่ทำท่าเหมือนเด็กเอาแต่ใจขึ้นมากะทันหัน

“เดี๋ยวผมก็ตื่นขึ้นมาอยู่คนเดียวอยู่ดี”

“ไม่เป็นไรก่อนกลับฉันเปิดทีวีทิ้งไว้ให้ก็ได้ คุณจะได้ไม่เหงา” มธุรินตอบหน้าตาเฉยทำให้ใบหน้าคมเข้มของเรวินทร์เริ่มตั้งเค้าพายุรำไร

“คุณจะให้ทีวีอยู่เป็นเพื่อนผมเนี่ยนะ”

“งั้นสิ ไม่อย่างนั้นคุณจะให้ทำยังไงล่ะ”

“อยู่รอจนผมตื่นไม่ได้เหรอ?” เขาถามเสียงอ่อนลงจากเมื่อครู่

“ยี้...ไม่เอาหรอกไม่มีอะไรทำน่าเบื่อจะตาย”

“ก็ดูทีวีไง”

มธุรินตาโตเมื่อคำว่า ‘ทีวี’ ย้อนกลับมาหาเธอเอง

“ไม่งั้นผมก็ไม่นอนหรอก คุณจะได้กลับไม่ได้”

“ไม่นอนแล้วจะหายได้ยังไง นี่คุณอย่าทำดื้อเป็นเด็กๆ สิ คุณทำแล้วไม่น่ารักหรอกนะ แล้วอีกอย่างทีแรกคุณบอกเองว่าฉันอยู่แป๊บเดียวก็ได้ไม่ใช่หรือไง”

“คุณรู้มั้ยเวลาไม่สบายแบบนี้ ผมไม่ชอบเลยที่ต้องตื่นขึ้นมาอยู่ในห้องคนเดียวน่ะ”

“ทำไมล่ะ?” มธุรินยื่นหน้ามาฟังอย่างสนใจ เห็นเขายกมือขึ้นมาปิดปากทำท่าเหมือนจะกลั้นหาวแล้วอยากจะส่ายหน้ากับความดื้อดึงของเขาจริงๆ

“อยู่รอผมตื่นสิ แล้วจะบอก”

ถึงรอยยิ้มที่ชายหนุ่มส่งมาให้เธอจะดูเพลียๆ ไปบ้างแต่ก็เป็นรอยยิ้มของเรวินทร์คนเดิมที่เธอรู้จักมาหลายปีไม่ผิดเพี้ยน

“ฉันไม่ได้อยากรู้อยากเห็นขนาดนั้นหรอกนะ แต่นี่เห็นว่าคุณป่วยอยู่หรอกนะ จะอยู่เป็นเพื่อนอีกสักพักก็ได้”

เรวินทร์แอบดีใจที่หญิงสาวบอกไม่อยากรู้ เพราะความจริงเขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรหรอก แค่อยากให้เธอเธออยู่ก็เท่านั้น “พักเดียวไม่เอา สัญญามาก่อนว่าจะอยู่รอจนกว่าผมจะตื่น”

“ก็ได้ๆ เรื่องมากจริงเชียว ฉันจะอยู่จนกว่าคุณจะตื่น ทีนี้พอใจแล้วใช่มะ นอนได้แล้ว” พอพูดจบมธุรินก็ตกใจที่มือข้างหนึ่งของตัวเองถูกมือใหญ่ร้อนผ่าวเพราะพิษไข้ของอีกฝ่ายคว้าไว้ “นี่คุณทำอะไรน่ะปล่อยนะ” เธอพยายามบิดมือตัวเองออกแต่อีกฝ่ายก็กุมมือเธอไว้อย่างเหนียวแน่น

“เผื่อคุณหนีกลับผมจะได้รู้ไง”

“จะบ้าเหรอ ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะ” แทนที่เรวินทร์จะปล่อยเขากลับขยับมาที่ริมเตียงล้มตัวลงนอนโดยเอามือเธอไปแนบที่อกเขาแล้วหลับตาพริ้ม ทำให้มธุรินนั่งตัวแข็งทำอะไรไม่ถูก

ชายหนุ่มเข้าสู่ห้วงนิทรารมย์อย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ว่าเขาหลับแล้วมธุรินจึงค่อยผ่อนคลายลงไปบ้าง เธอค่อยๆ ขยับนิ้วเบาๆ เพื่อให้มือตัวเองสามารถเล็ดลอดจากอุ้งมือของอีกฝ่าย แต่แค่เธอขยับเท่านั้นเรวินทร์ก็ส่ายหน้าไปมาเหมือนจะตื่นทำเธอต้องหยุดการเคลื่อนไหวชั่วคราว เขาพึมพำอะไรเบาๆ ไม่ทราบ มธุรินโน้มตัวไปข้างหน้าหมายจะฟังว่าเขาพูดอะไร แต่เขาก็นิ่งหลับไปอีกครั้ง

มธุรินไม่ได้ถอยกลับไปทันที แต่กลับพิศใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างสนใจ จะอุปทานไปเองหรือไม่เธอก็ไม่แน่ใจ สีหน้าของเขาดูสดใสกว่าตอนที่เธอเข้ามาเห็นเขานอนตอนแรกมาก เธอรู้ว่าคงไม่เกี่ยวกับอาหารที่เธอทำมาให้เขาแต่ก็อดเข้าข้างตัวเองหน่อยๆ ไม่ได้ว่าเพราะฝีมือทำอาหารของเธอทำให้เขาดูดีขึ้น

เธอไล่สายตาจากคิ้วหนาเป็นปื้นของอีกฝ่าย ไปที่ดวงตาซึ่งบัดนี้ปิดสนิทมันทำให้เห็นว่าเขามีขนตายาวมาก ยาวจนน่าอิจฉา ผู้หญิงเราคงยอมทำอะไรหลายๆ อย่างเพื่อให้ได้ขนตาแบบนี้ แล้วเธอก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อสังเกตว่าจมูกโด่งเป็นสันของเขาเหมือนจะเบี้ยวนิดๆ นี่คงไปพูดจากวนประสาทใครทำให้คนเขาทนไม่ไหวจนชกหน้าหงายกลับมาเป็นแน่ ส่วนริมฝีปากที่เผยอน้อยๆ บอกอาการหลับของเจ้าของก็ดูได้รูปดี มันดูดีตราบเท่าที่เขาไม่พูดกวนประสาทเธอนั่นแหละ

มธุรินไม่รู้ตัวว่าระหว่างที่สำรวจใบหน้าอีกฝ่ายเธอเผลอหลับไปตอนไหน แต่มาตื่นอีกทีก็ตอนที่มีเสียงแหลมๆ ดังกรี๊ดๆ อยู่ในห้องและอาการสะดุ้งน้อยๆ ของคนที่มือเธอไปแปะทับที่อกอยู่บอกได้อย่างดีว่าเขาก็ตื่นเพราะเสียงนั้นเช่นกัน แน่ล่ะว่ามันไม่ใช่เสียงนาฬิกาปลุกแต่เป็นเสียงผู้หญิง และน้ำเสียงนั้นก็ใสเกินกว่าจะเป็นแม่ของเรวินทร์แน่นอน มธุรินลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียพบว่าเมื่อครู่เธอหลับโดยที่ใบหน้าของเธอฟุบอยู่บนเตียงข้างๆ ไหล่ของชายหนุ่ม

เสียงดังแหวๆ จับใจความไม่ได้เรียกความสนใจให้เธอทรงตัวลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปที่ต้นเสียง เธอรู้สึกว่าเรวินทร์ขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงเช่นกัน

คนที่ตะโกนอยู่หน้าห้องเป็นหญิงสาวร่างสูงโปร่งราวกับนางแบบอยู่ในเดรสยาวสีส้ม ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีตซึ่งบัดนี้ดูบึ้งตึง เจ้าหล่อนกำลังตะคอกใส่สาวใช้คนที่เธอเคยเจอก่อนหน้ากับหญิงวัยกลางคนที่เธอไม่รู้จัก

“ไหนบอกว่าคุณเรไม่สบายเยี่ยมไม่ได้ไง แล้วนี่อะไรทำไมมีผู้หญิงมานอนบนห้องกับคุณเรได้หา!!”

“แต่คุณคะคุณน้ำตาลเป็นคู่หมายของคุณเร เธอเป็นกรณียกเว้นนะคะ”

“บ้าน่ะสิ คุณเรมีคู่หมั้นคู่หมายที่ไหนล่ะ อุ๊ย! คุณเร คุณเรตื่นพอดีเลย แม่สองคนนี้ไม่ยอมให้อ้อนขึ้นมาเยี่ยมคุณเรค่ะ”

หญิงสาวที่เรียกตัวเองว่า ‘อ้อน’ โผเข้ามาหาเรวินทร์ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงโดยปรายหางตามาค้อนมธุรินแวบหนึ่งก่อนหันไปส่งสายตาหวานฉ่ำให้ชายหนุ่ม

“น้าชื่นกับเล็กเขาทำตามหน้าที่ครับ เพราะผมบอกไว้เองว่าอยากพักผ่อน”

“อ้าว...แล้วทีแม่นี่ เอ๊ย...คุณคนนี้ทำไมคุณเรให้ขึ้นมาได้ล่ะคะ” หญิงสาวผู้มาใหม่มองมาที่มธุรินแล้วทำตาโตแทบถลนเมื่อเห็นว่ามือของมธุรินกับเรวินทร์ยังกุมกันไว้ “ต๊าย!! ถึงเนื้อถึงตัวในห้องนอนแบบนี้ คุณเรจะให้อ้อนคิดยังไงคะเนี่ย”

มธุรินหน้าร้อนผ่าวเมื่อด้วยความอับอายเมื่อเจอสายตาดูหมิ่นของหญิงสาวผู้นั้น เธอรีบดึงมือตัวเองกลับ แต่เรวินทร์ไม่ยอมปล่อย แถมยังยกมือข้างนั้นขึ้นจรดริมฝีปากทำให้ทั้งเธอและผู้หญิงคนนั้นมองตาค้างแต่ด้วยความรู้สึกที่ต่างกัน

เรวินทร์ยิ้มปลอบใจให้มธุรินที่ยังตาโตอ้าปากค้างแล้วจึงเบือนหน้าไปพูดกับผู้มาใหม่

“ก็อย่างที่น้าชื่นแกบอกนั่นแหละครับ น้ำตาลเขาเป็นกรณีพิเศษครับ เพราะว่าเราจะหมั้นกันเร็วๆ นี้”

“ไม่จริง!!” เจ้าของเสียงผลุนผันลุกขึ้นยืนตัวสั่นเทาเห็นชัดว่าโกรธจัด “ถ้าคุณมีคนรักแล้วคุณมาหลอกอ้อนทำไม?”

“หลอกคุณ?”

มธุรินมองเรวินทร์อย่างจับผิด แต่เห็นเพียงความงุนงงอย่างแท้จริงบนใบหน้าเขา

“ก็เมื่อเดือนที่แล้วตอนอ้อนแสดงละครเวทีการกุศล คุณหอบดอกไม้มาให้อ้อนใครๆ ก็เห็น”

“อ้าวก็คุณอ้อนบอกผมว่าอยากได้นี่ครับ บอกให้ผมซื้อไปให้ตอนแสดงละครจบเอง”

“นี่...นี่...คุณจะบอกอ้อนว่าที่คุณซื้อดอกไม้ให้เพราะอ้อนบอกให้คุณซื้อให้เองงั้นเหรอคะ?”

แม้ชายหนุ่มจะไม่ตอบรับออกมาแต่คำตอบนั้นชัดเจนในความรู้สึกของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เสียงกรีดร้องแสบหูจากหญิงสาวชุดส้มทำให้คนในห้องสะดุ้งไปตามๆ กัน เจ้าหล่อนฟาดกระเป๋าสะพายเข้าที่ใบหน้าของเรวินทร์แต่ดูเหมือนมันจะไม่ระคายผิวเขาสักเท่าไร ก่อนจะวิ่งออกจากห้องไปด้วยความโกรธ




 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2549
14 comments
Last Update : 29 พฤษภาคม 2549 21:48:14 น.
Counter : 533 Pageviews.

 

(ต่อจ้า)

เรวินทร์บอกให้ชื่นแม่บ้านวัยกลางคนกับเล็กเด็กสาวใช้ให้ไปส่งแขกให้เรียบร้อย แล้วจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่พอเขาหันมาตั้งใจจะพูดเรื่องหญิงสาวเมื่อครู่กับมธุรินก็รู้สึกถึงแรงปะทะที่แก้มข้างหนึ่ง เขายังไม่ทันอ้าปากถามว่าอยู่ดีๆ เธอมาตบเขาทำไม มือข้างที่เขาไม่ได้กุมไว้ก็ระดมหมัดมาทุบเขาจนเขาต้องหลบเป็นพัลวัน เขาต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะรวบมือของหญิงสาวไว้ได้ทั้งสองข้าง

“นี่คุณเกิดคลั่งอะไรขึ้นมา ผมไม่ใช่กระสอบทรายนะ มาต่อยเอาทุบเอาแบบนี้น่ะ”

“ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ไอ้คนทุเรศ ! เจ้าชู้! เสือผู้หญิง! บอกปล่อย!!” มธุรินดิ้นรนหวังสลัดมือตัวเองให้หลุดจากมือเรวินทร์ แต่อีท่าไหนไม่ทราบมันดันกลายเป็นว่าเธอโดนรั้งแขนทั้งสองข้างจนลงไปคลุกกับเขาบนเตียงได้

เรวินทร์รีบฉวยโอกาสพลิกตัวหญิงสาวจอมโหดลงไปอยู่ใต้ร่างเขาทันทีกดขาตัวเองทับขาของหญิงสาวไว้ก่อนที่มันจะมีโอกาสทำร้ายเขา และรวบข้อมือทั้งสองข้างของมธุรินไปไว้เหนือศีรษะเจ้าหล่อน

มธุรินซึ่งหมดทางดิ้นรนทำได้เพียงหอบหายใจด้วยความเหนื่อยและถลึงตาใส่คนป่วยที่ดูเหมือนจะหายป่วยขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน

“น้ำตาลคุณเป็นอะไรเนี่ย?”

“ยังมีหน้ามาถามอีก ทำไมชอบทำนิสัยเลวๆ จีบผู้หญิงไปทั่วอย่างนี้ หา!?”

เรวินทร์เบิกตากว้างมองหญิงสาวที่อยู่ใต้ร่างเขาอย่างอัศจรรย์ใจก่อนเปลี่ยนเป็นยินดีซึ่งทำให้เกิดรอยยิ้มกว้างขวางบนใบหน้าเขา

“นี่คุณหึงเหรอ?”

ร่างของหญิงสาวที่ดิ้นยุกยิกเพื่อหาทางหลบหนีจากร่างใหญ่ที่ทาบทับอยู่เมื่อครู่นิ่งแข็งทันทีที่ได้ยินประโยคที่หลุดออกมาจากปากชายหนุ่ม ใบหน้าของเธอชาไร้ความรู้สึกไปชั่วครู่ราวกับคำพูดนั้นกระแทกใส่หน้าเธอทำให้เธอมึนงง ก่อนที่มันจะค่อยๆ แดงขึ้นเรื่อยๆ จนลามไปถึงลำคอ

“พ..พูด..อะไรน่ะ..” มธุรินต้องใช้แรงใจอย่างมากมายเพื่อเค้นคำพูดออกมาจากริมฝีปากที่เริ่มสั่นระริก

เรวินทร์โน้มใบหน้าลงมาจนห่างจากใบหน้าหญิงสาวเพียงสองสามนิ้ว

“หึงไง แบบเห็นผมกับผู้หญิงคนอื่นแล้วโกรธน่ะ”

“ไม่มีทาง!!”

“จริงเหรอ?” เรวินทร์ถามเสียงสูงยังคงยิ้มกริ่ม

“คน..คนอย่างคุณน่ะ ฉัน ฉัน...”

“ฉันอะไรครับคุณน้ำตาล พูดตะกุกตะกักแบบนี้ผมฟังไม่รู้เรื่องหรอกนะ”

มธุรินโกรธจนหูอื้อ เมื่อถูกชายหนุ่มหยอกล้อจึงตะโกนใส่หน้าชายหนุ่ม

“คนเจ้าชู้ มักมากอย่างคุณน่ะ ฉันเกลียดที่สุด เกลียด! เกลียด! เกลียด! ได้ยินมั้ย?” มธุรินสูดหายใจลึกเมื่อเห็นดวงตาของเรวินทร์กร้าวขึ้นทั้งๆ ที่ยังมีรอยยิ้มติดอยู่บนริมฝีปาก

“ได้ยินสิ ได้ยินชัดแจ๋วเลย ก็อยู่ใกล้กันแค่นี้...” เรวินทร์ขยับตัวเบาๆ เพื่อให้หญิงสาวสำเหนียกถึงความใกล้ชิดของเขาและเธอ เขาเห็นเธอนิ่งขึงไปจึงใช้ปลายนิ้วเกลี่ยที่ผิวเนื้อเนียนบางที่แก้มของเธอ มธุรินเหลือบตามองตามนิ้วของเขาอย่างระแวงครู่นึ่งแล้วกลับมาสบตากับเขา

นัยน์ตาคู่สวยนั้นบอกความรู้สึกของเธออย่างชัดเจน ชัดเจนจนเรวินทร์เกือบเสียใจที่ทำให้เธอกลัว แต่ถ้าเธอเลือกที่จะเกลียดเขาแล้วล่ะก็เขาควรมีโอกาสบอกความรู้สึกของเขาที่ค้างคาอยู่ในใจไม่ใช่หรือไร “ผมอยากจะบอกคุณไว้ ถึงคุณจะเกลียดผม แต่ผมก็ยังรักคุณอยู่ดี”

มธุรินตกตะลึงกับคำสารภาพรักของเขา ตะลึงจนเผลอปล่อยให้เขาแนบริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากเธอ ทว่าเธอคงไม่มีคำแก้ตัวอื่นใดที่เผลอไผลและตอบสนองจุมพิตนั้นกลับไป เขาถอนจุมพิตแต่ริมฝีปากยังสัมผัสไปตามแนวแก้มแล้วไปหยุดที่ใบหูเล็กเมื่อกระซิบถามเธอ

“น้ำตาลคุณเกลียดผมจริงๆ หรือ เกลียดผมยังไง ถ้าคุณเกลียดผมแล้วยอมให้ผมกอดจูบคุณได้แบบนี้ คุณอยากเกลียดผมแค่ไหนก็เชิญเลย”

คำพูดของเรวินทร์ดึงมธุรินออกมาจากความเคลิบเคลิ้มแห่งรสสัมผัสที่เขามอบให้ เธอผุดลุกขึ้นผลักเรวินทร์ซึ่งอาจเป็นเพราะเขาพลิกตัวเพื่อปล่อยเธอด้วยก็เป็นได้ ทำให้เธอเป็นอิสระอย่างง่ายดาย เธอตะลีตะลานลงจากเตียงของเขาถอยหลังจนไปชนเข้ากับหน้าต่างมือทั้งสองกดอยู่ที่อกราวกับกลัวว่าหัวใจของตัวเองจะเต้นโลดทะลุออกมา

ใช่! เธอเกลียดเขานี่นา แล้วทำไม ทำไม?

มธุรินไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ เธอจึงได้แต่พูดปากคอสั่นไปหมด

“ฉัน...จะกลับ...”

“ผมรักคุณ”

เสียงแหบเครือแผ่วเบา ทว่าหนักแน่น ดังอยู่ในห้องอันเงียบสงบ เขาพูดจริง...เธอรู้...และเธอไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไป เธอวิ่งออกจากห้องเร็วที่สุดเท่าที่ขาสั่นๆ ของเธอจะพาไปได้ ไม่สนใจสาวใช้ชื่อเล็กที่มองเธออย่างสงสัยใคร่รู้ เธอมารู้ตัวว่าลืมกระเป๋าถือของตัวเองไว้ที่ห้องของชายหนุ่มเมื่อขึ้นไปนั่งบนรถแท็กซี่ เธอไม่คิดจะกลับไปเอามันสักนิด

มธุรินก้มหน้าคอตกมองมือสั่นๆ ของตัวเอง...มันแย่พออยู่แล้วที่เขารักเธอ

น้ำตาหยดโตไหลรินจากดวงตาลงสู่มือที่สั่นระริก

แต่มันแย่ที่สุดที่เธอก็รักเขาเช่นกัน...รักผู้ชายเจ้าชู้อย่างเรวินทร์


.....................................................



เรวินทร์นั่งนิ่งอยู่บนเตียงตาหลุบต่ำคิ้วขมวดน้อยๆ เหมือนกำลังใช้ความคิด เขากำลังทบทวนสิ่งที่พ่อจักร พ่อของมธุรินเคยพูดไว้กับเขา พ่อของหญิงสาวเคยหมั้นเธอกับชายหนุ่มในละแวกบ้านเดียวกันโดยไม่ได้ถามถึงความสมัครใจของลูกสาวแต่การที่มธุรินไม่ได้ปฏิเสธทำให้พ่อจักรคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะชายหนุ่มอดีตคู่หมั้นของมธุรินเป็นคนฐานะดี ความรู้ดี และหน้าตาก็อยู่ในขั้นใช้ได้

แต่ที่พ่อของมธุรินไม่เคยรู้คือชายหนุ่มผู้นั้นคบหากับเด็กสาวอีกคนในหมู่บ้านถึงขั้นอยู่กินกันแล้วด้วยซ้ำ เรื่องมาแดงก็ตอนที่มีผู้หญิงจากหมู่บ้านอื่นมาโวยวายอ้างสิทธิ์ความเป็นภรรยาถึงบ้านของมธุริน คนที่บ้านของมธุรินและหญิงต่างหมู่บ้านจึงไปบ้านของชายต้นเหตุ ภาพที่ทุกคนเห็นเมื่อไปถึงบ้านชายคนนั้นคือเขากำลังกอดจูบกับเด็กสาวในหมู่บ้าน เรื่องหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก มธุรินถอนหมั้นพร้อมกับเพิ่มนิสัยเกลียดผู้ชายเจ้าชู้เข้ากระดูกดำมา ส่วนตัวพ่อจักรเองก็ไม่กล้าพูดถึงเรื่องหมั้นหมายมธุรินกับใครอีกเลยเพราะรู้สึกผิดที่ตนเองมองคนพลาดไปทำให้ลูกสาวต้องเสียใจ เสียชื่อเสียง

ดังนั้นเมื่อเห็นข่าวของเขากับหญิงสาวบนหน้าหนังสือพิมพ์พ่อจักรจึงประหลาดใจมาก เขาไม่รู้ว่าเมื่อพ่อจักรรู้จักเขาได้เห็นอะไรในตัวเขาถึงยินดีต้อนรับเขาเข้าสู่ครอบครัว เขามานั่งคิดหลายตลบสิ่งเดียวที่พอเป็นไปได้ก็คือพ่อของมธุรินเห็นอะไรบางอย่างในตัวเขาที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีจนกระทั่งไม่กี่เดือนก่อนมานี้เอง

บางทีตอนที่เรารู้จักกับพ่อจักรเขาก็อาจรักมธุรินอยู่แล้วและคงรักมานานกว่านั้นมาก เขานึกย้อนไปถึงช่วงที่สวีทไวโอเล็ตเปิดใหม่ๆ ครั้งแรกที่เขาไปที่นั่นเพราะต้องการรู้จักคนรักของรามันญาติของเขาและเห็นว่าช่อม่วงเป็นคนน่ารักและอัธยาศัยดี ซ้ำยังไม่ถือสาที่บางครั้งเขาพูดจาลามปามไปบ้างเลยชอบแวะไปคุยด้วยบ่อยๆ และนั่นทำให้เขารู้จักมธุรินเพื่อนสาวตัวแสบของช่อม่วงที่มักทำหน้าบูดบึ้งใส่เขาเป็นประจำ

เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจุดประสงค์ในการไปสวีทไวโอเล็ตเปลี่ยนจากคุยกับช่อม่วงเป็นเพื่อไปยั่วโมโหมธุรินตั้งแต่เมื่อไหร่ แม่น้ำตาลไหม้ของเขาเป็นคนยั่วขึ้นโกรธง่ายเป็นที่สุดทำให้เขาอดสนุกทุกครั้งไม่ได้ที่เห็นเจ้าหล่อนกระฟัดกระเฟียดใส่เขา

เรวินทร์บีบขมับเบาๆ หวังว่ามันจะช่วยคลายอาการปวดตุบๆ ในหัวเขาได้ แย่ที่นอกจากเขาจะรู้สึกปวดหัวแล้วยังรู้สึกเหมือนจะตัวร้อนรุมๆ ขึ้นมาอีกทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองดีขึ้นแล้ว

เขาทิ้งตัวลงนอนหลับตาลงอย่างยากลำบากเพราะความกังวล เขาได้ทำให้ตัวเองและมธุรินมาถึงทางแยกเสียแล้วและมีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าทั้งเขาและเธอต้องแยกกันเดินคนละเส้นทาง แม้เมื่อครู่เธอจะเผลอปล่อยให้เขาได้กอดจูบแต่เขาก็ไม่รู้สึกว่าโอกาสของเขาจะเพิ่มขึ้นเลยสักนิด เรวินทร์ขมวดคิ้วมุ่นความรู้สึกหนักหน่วงเหมือนมีหินขนาดใหญ่ถ่วงเกิดขึ้นในอกแล้วคิ้วของเขาก็คลายออกฉับพลัน

ไม่สิ! เขายังเพิ่มโอกาสให้ตัวเองได้นี่นา...

เรวินทร์ลืมตาขึ้นแววตาสดใสกว่าเดิม

ใช่...เขาต้องทำอะไรสักอย่างที่ทำให้เธอเชื่อให้ได้ว่าเขารักเธอจริงๆ และไม่คิดมีผู้หญิงอื่นนอกจากเธอ ถ้าเขาทำได้มันจะเปิดโอกาสอันกว้างขวางให้เขาในชีวิตของเธอ เขาทำได้แน่...

น้ำตาลรอก่อนเถอะ รอให้ผมหายดีกว่านี้ แล้วผมจะไปหาคุณเอง

เรวินทร์หลับตาลงอีกครั้งคราวนี้มีรอยยิ้มติดที่มุมปากเขาแม้ว่าเขาจะหลับไปแล้วก็ตาม...

...........................................

“ฮัดชิ้ว...”

เสียงจามของมธุรินเล็ดรอดออกมาจนได้แม้เจ้าตัวพยายามจะสกัดกั้นเสียงนั้นสักเพียงใดก็ตาม เสียงเล็กๆ เบาๆ นั้นทำให้ช่อม่วงเงยหน้าจากงานที่ทำอยู่

“ตั้งสามวันแล้วยังไม่หายอีกเหรอน้ำตาล” ช่อม่วงมองมธุรินตาพราว ไอ้ห่วงเธอก็ห่วงเพื่อนอยู่หรอกนะ แต่จะไม่ให้ขำได้ยังไงในเมื่อมธุรินเล่นเอาผ้าปิดปากซึ่งเป็นรูปริมฝีปากหนาเตอะแดงแจ๋อย่างนั้นมาปิดปาก “ก็รู้อยู่ว่าร้อนมากๆ อย่างนี้อากาศมันแปรปรวนยังไม่รู้จักระวังสุขภาพอีก”

“หายแล้วนะ แต่มันคัดจมูกสงสัยมีคนนินทา แล้วที่เป็นหวัดนี่ก็ไม่เกี่ยวกับอากาศสักหน่อย”

“ไม่เกี่ยวกับอากาศ แล้วเกี่ยวกับอะไรล่ะ?” ช่อม่วงเลิกคิ้วถาม แต่พอเห็นท่าทีอึกอัก และใบหน้าของมธุรินส่วนที่พ้นผ้าปิดปากผืนใหญ่ออกมาแดงจัด ก็เปลี่ยนเป็นมองอย่างสงสัย

“มะ ไม่มีอะไรหรอกน่า ก็คงเป็นเพราะอากาศนั่นแหละ” มธุรินก้มหน้างุดทำเป็นเช็คสมุดบัญชี

ช่อม่วงมองพฤติกรรมแปลกๆ ของเพื่อน ในเมื่อมธุรินไม่อยากบอกเธอก็ไม่อยากซัก แต่สมองเธอกำลังทำงานอย่างหนักว่าโรคหวัดติดต่อกันได้ทางไหนบ้าง และคนรอบตัวเธอกับเพื่อนสาวใครบ้างที่กำลังเป็นหวัด เมื่อหาคำตอบได้ช่อม่วงคิดว่ามันเป็นคำตอบที่น่าสนใจทีเดียว...

“หายแล้วก็ดี แล้วทำไมยังเอาผ้ามาปิดปากอยู่อีกล่ะ เดี๋ยวลูกค้าก็ตกใจหมดหรอก”

“ก็ติดใจ...มันน่ารักดี”

มธุรินเงยหน้าขึ้นทำตาบ้องแบ๊วกระพริบตาถี่ๆ ทำให้ช่อม่วงได้แต่ส่ายหน้าไปมา

“เอาออกซะ เดี๋ยวคนก็เขานึกว่าเป็นหวัดอยู่ไม่กล้าเข้าร้านหรอก” ช่อม่วงได้ยินเสียงบ่นอุบของเพื่อนสาวทำให้ต้องหันไปทำหน้าเคร่งใส่อีกฝ่ายมธุรินจึงยอมดึงผ้าปิดปากผืนนั้นออกจากใบหน้า

เสียงกระดิ่งเล็กๆ ที่แขวนไว้หน้าร้านดังขึ้นช่อม่วงส่งเสียงทักทายทันที เวลาใกล้เที่ยงเช่นนี้ลูกค้ามักเริ่มทยอยเข้ามาเรื่อยๆ จนสองสาวไม่มีโอกาสได้คุยกันอีก แต่เมื่อมีมธุรินเห็นใบหน้าคุ้นเคยของใครคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาที่ร้าน เธอก็รีบเข้าไปสะกิดช่อม่วงทันที

“คุณไอยมาแน่ะ ตรงเวลาเป๊ะทุกวันเชียวนะ”

“ไม่ต้องมาล้อเลย”

มธุรินอมยิ้ม เธอชอบแซวช่อม่วงเพราะอย่างนี้แหละ แซวทีไรได้เห็นแก้มของเพื่อนเธอเป็นสีอมชมพูทุกที ไม่รู้จะเขินอะไรกันนักหนา มธุรินส่งยิ้มให้ไอยราเมื่อเขาเปิดประตูร้านเข้ามา แล้วต้องเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วน้อยๆ เมื่อมองเลยไปเห็นหญิงสาวที่เดินตามหลังชายหนุ่มเข้ามา

เธอจำได้แม่นยำแม้จะผ่านไปหลายเดือนแล้วก็ตาม ผู้หญิงคนนี้เป็นหนึ่งในหลายๆ คนที่มาที่ร้านเพื่อ “ดูหน้า” ว่าที่คู่หมั้นของเรวินทร์ งานก็คืองานมธุรินจำใจฝืนยิ้มออกไปจนได้เมื่อหญิงสาวผู้นั้นเดินตรงดิ่งมายังเธอ แต่รอยยิ้มของเธอก็หายไปเมื่อเจอรอยยิ้มเยาะๆ กับคำถามของหญิงสาวผู้นั้นเข้า
“ฉันนัดคุณเรวินทร์ไว้ที่นี่ เขามาหรือยัง?”

มธุรินตาลุกวาบที่รู้ว่าเรวินทร์กล้านัดผู้หญิงถึงในร้านของเธอ สงสัยหมอนั่นต้องอยากตายอนาถแน่ๆ

“คุณเรวินทร์ยังไม่มาค่ะ แต่จองโต๊ะไว้แล้วเชิญทางนี้สิคะ” ช่อม่วงรีบเข้ามาแทรกทันทีเมื่อได้ยินชื่อเรวินทร์ และพาลูกค้าสาวไปนั่งที่โต๊ะซึ่งวางป้ายจองไว้ซึ่งค่อนไปทางด้านหลังร้าน

เมื่อช่อม่วงเดินกลับมามธุรินก็กัดฟันถามเพื่อนสาวทันที

“อีตาเรวินทร์จองโต๊ะไว้ทำไมฉันไม่รู้”

“ก็ฉันรู้ว่าเธอจะไม่ชอบใจน่ะสิ เฉยๆ ไว้เถอะน่าน้ำตาลท่องไว้ ลูกค้าๆๆๆๆ”

มธุรินคิดว่าเธอคงพอทำใจท่องคำนั้นได้อยู่หรอกถ้าไม่มีหญิงสาวอีกสามคนตามมาติดๆ โดยอ้างว่านัดเรวินทร์ไว้เช่นกัน ผู้หญิงสี่คนมานั่งจ้องกันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อในร้านของเธอสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตโดยที่เจ้าตัวต้นเหตุยังไม่ยอมโผล่หางออกมาเสียที

เมื่อเรวินทร์โผล่มาจริงๆ มธุรินก็อยู่ในอารมณ์จวนจะระเบิดอยู่แล้ว เธอโกรธเกินกว่าจะพูดกับเขาเมื่อเขายิ้มร่าเข้ามาในร้านเธอก็หยิบผ้าปิดปากที่เก็บไปแล้วเมื่อครู่ออกมาสวมเป็นการประกาศว่าเธอจะไม่พูดกับเขาแน่นอน ทำให้ช่อม่วงต้องออกมารับหน้าแทน

“คุณเรมาแล้วเหรอคะ”

“สวัสดีครับคุณม่วง” เรวินทร์ทักช่อม่วงแล้วหันไปทักมธุรินขำกับผ้าปิดปากลายประหลาดของเจ้าหล่อน “สวัสดีครับคุณน้ำตาล นี่กระเป๋าที่คุณลืมไว้” เขาหัวเราะเมื่อหญิงสาวถลึงตากลับมาให้แล้วรีบคว้ากระเป๋าถือของตัวเองกลับไป

“น้ำตาลเขาไปลืมกระเป๋าไว้ที่ไหนล่ะคะ คุณเรถึงเอามาคืนได้”

“วันก่อนคุณน้ำตาลไปเยี่ยมผมที่บ้านน่ะครับ”

“อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง” ช่อม่วงเหลือบตาล้อเลียนให้เพื่อนสาว

“แล้วนี่คุณน้ำตาลนึกยังไงเอาผ้ามาคาดหน้าแบบนี้น่ะ”

“ยายน้ำตาลเพิ่งหายหวัดน่ะค่ะ แต่ยังติดใจผ้านี่อยู่บอกว่าน่ารักดี”

“เป็นหวัด?” เรวินทร์งึมงำถามในลำคอ


“ค่ะ หยุดมาสามวันแล้วเพิ่งมาทำงานได้วันนี้แหละค่ะ” ช่อม่วงมองเรวินทร์ที่ทำหน้าประหลาดๆ หันไปมองมธุริน เมื่อเห็นว่าเพื่อนเธอหน้าแดงก่ำเขาก็ทำตาระยับขึ้นมาทันที สองคนนี้มีอะไรกันแน่นะหวัดของมธุรินต้องเป็นความลับระหว่างสองคนนี้แน่ แต่เวลานี้ไม่เหมาะกับการซักไซ้ “คุณเรคะ เพื่อนๆ ของคุณนั่งรออยู่ด้านในน่ะค่ะ”

“อ้อ...มากันครบแล้วเหรอครับงั้นก็ดี ยืมตัวเพื่อนคุณแป๊บสิครับ”

“ฝันไปเถอะ!!” มธุรินแหวใส่ลืมความตั้งใจที่จะไม่พูดกับเขาไป แล้วก็รีบหุบปากเมื่อมีหลายคนหันมาเมียงมอง

“ถ้าไม่ไปด้วยกันผมจะประกาศล่ะนะว่าคุณไปติดหวัดมาได้ยังไง” เรวินทร์กระซิบให้เธอและเขาได้ยินกับเพียงสองคนพร้อมกับหลุบตาลงมองที่ริมฝีปากหญิงสาวที่มีผ้าปิดคาดไว้อยู่

“อย่านะ” มธุรินรีบห้าม

“งั้นไปด้วยกันสิ แป๊บเดียวเองนะ”

มธุรินพ่นลมหายใจมองรอยยิ้มอย่างเป็นต่อของอีกแล้วกระชากผ้าปิดปากของตัวเองออกมาปาใส่หน้าเขาแต่เรวินทร์คว้าไว้ได้ก่อนพร้อมทั้งงหลิ่วตาให้หญิงสาว มธุรินสะบัดหน้าหนีทันที

“จะไปก็ไปสิ ให้มันจบๆ ไป”

เรวินทร์เดินตามมธุรินซึ่งออกมาจากเคาน์เตอร์เดินนำเขาไปยังโต๊ะที่เขานัด “เพื่อนๆ” เอาไว้

มธุรินไม่ชอบบรรยากาศอึมครึมของโต๊ะที่เรวินทร์จองไว้อยู่แล้วจึงพยายามเตรียมใจไว้ก่อน แต่ก็ยังสะดุ้งในใจเมื่อความอึมครึมและสายตาประสงค์ร้ายสี่คู่ที่เคยมองกันเองอยู่เปลี่ยนเป็นพุ่งตรงมาที่เธอจุดเดียว

“สวัสดีครับทุกคน”

เรวินทร์ทักทั้งสี่สาวอย่างร่าเริงแต่ทั้งสี่คนนั่งเงียบๆ โดยไม่ทักตอบ ทั้งสี่สาวและมธุรินเริ่มจะเดาออกว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น มธุรินเหลือบตาค้อน คนอะไรช่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวเอาเสียเลยนี่กะจะเขี่ยผู้หญิงทิ้งโดยใช้เธอเป็นเครื่องมือล่ะสิ

“น้ำตาลครับ นี่คุณทิพย์ คุณบี คุณนี แล้วก็คุณปลา ทุกคนครับนี่...”

“ไม่ต้องแนะนำแล้วล่ะค่ะ แค่คุณนัดพวกเราหลังจากหายหน้าไปหลายเดือนมาพร้อมกันก็พอจะรู้แล้ว”

มธุรินมองหน้าผู้หญิงชื่อทิพย์ที่พูดขัดเรวินทร์ขึ้นมา ระหว่างที่รอเรวินทร์อยู่หญิงสาวทั้งสี่คนคงคาดการณ์กันไปต่างๆ นานาแล้ว อย่างน้อยเรวินทร์ก็เลือกคบผู้หญิงทั้งสวยและฉลาดมธุรินคิด เพราะทั้งสี่คนไม่ได้ลุกขึ้นมาตบกับหรือพร้อมใจกันเข้ามารุมตบเธอกลางร้านทั้งๆ ที่ส่อเค้าว่าจะยกทีมกันถูกบอกเลิก

“สวัสดีและลาขาดเลยนะคะคุณเรวินทร์”

คราวนี้ผู้หญิงที่ชื่อปลาพูดขึ้นก่อนพร้อมสาดน้ำส้มใส่หน้าเรวินทร์ ในร้านเงียบกริบไปชั่วครู่ ก่อนจะตามด้วยเสียงฮือฮาเมื่อน้ำแดง มะพร้าวปั่น และกาแฟเย็นปิดท้าย จากนี ทิพย์และบี ตามลำดับสาดเข้าใส่เรวินทร์อีกหลายระลอก มธุรินซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ เรวินทร์กระโดดหลบแทบไม่ทัน ตะลึงกับสภาพของเรวินทร์และสารพัดน้ำที่ไหลจากตัวเขาไปนองอยู่บนพื้น

มธุรินก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัวเมื่อหญิงสาวชื่อบีหันมามองหน้าเธอ

“คุณมธุรินสินะคะ ค่าเครื่องดื่มของพวกเราคิดกับคุณเรวินทร์นะคะ เพราะเขาเป็นคนเลี้ยง” คนพูดหันไปเย้ยเรวินทร์แล้วเชิดหน้าขึ้นเดินออกจากร้านไป หญิงสาวที่เหลือก็ทยอยเดินตามกันออกไป

เรวินทร์และมธุรินยังยืนอึ้งอยู่ที่เดิมจวบจนได้ยินเสียงกระแอมของคนๆ หนึ่ง

“เอ่อ...คุณเรครับ ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องพักบอสก่อนดีมั้ยครับ?”

เรวินทร์เพิ่งสังเกตเห็นไอยราผู้ช่วยของรามันญาติเขาซึ่งทำงานอยู่ชั้นบนของตึกนี้เขากำลังจะกล่าวตกลงแต่มธุรินโวยวายขึ้นมา

“ไม่ได้นะ! เละเทะขนาดนี้ย่ำไปทั่วร้านฉันไม่ได้นะโน่นเดินเข้าไปด้านในโน่นเลย คุยไอยไปยืมเสื้อคุณไลฟ์ลงมาให้หน่อยแล้วกันค่ะ”

“ครับคุณน้ำตาล” ไอยรารับคำพร้อมกับหายตัวไปอย่ารวดเร็ว

ห้องน้ำหลังร้านเป็นสถานที่เรวินทร์ถูกมธุรินกักบริเวณเอาไว้ เขาอยากจะโอดครวญเพราะกว่าไอยราจะลงมาคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบนาทีแน่ แต่พอเห็นสายตาดุๆ ของเจ้าหล่อนบวกกับเพิ่งทำเรื่องมาหมาดๆ จึงต้องกลืนคำพูดลงคอไป

เมื่อมธุรินออกมาหน้าร้านอีกครั้งปรากฏว่าคราบน้ำต่างๆ บนพื้นหายไปแล้วด้วยฝีมือของเด็กสาวที่มาทำงานพิเศษในร้าน

“น้ำตาลออกมาทำไมล่ะ ทำไมไม่อยู่เป็นเพื่อนคุณเรก่อน” ช่อม่วงรีบเข้ามาหามธุรินแล้วกระซิบถาม
“แล้วทำไมฉันต้องไปอยู่เฝ้าตานั่นด้วยล่ะ อยากก่อเรื่องเอง”

“คุณเรเขาบอกเลิกกับสาวๆ พวกนั้นต่อหน้าเธอนะ เขาทำเพื่อเธอ เธอจะไม่เห็นใจเขาหน่อยหรือไง?”

“ยายม่วงอย่าบ้าจี้ไปหน่อยเลยน่า อย่างหมอนั่นคงคิดแค่อยากบอกเลิกกับพวกนั้นเพื่อหาสาวหน้าใหม่เลยใช้ฉันเป็นหนังหน้าไฟเท่านั้นแหละ”

“เธออคติกับคุณเรมากเลยนะเนี่ย เขาอุตส่าห์วางแผนทำเรื่องนี้ต่อหน้าเธอเพื่อพิสูจน์ตัวเองนะ”

“พิสูจน์ตัว? นี่เธอกำลังจะบอกอะไรฉัน เธอช่วยอีตาเรวินทร์บ้านั่นวางแผนงั้นเหรอ?”

“เปล่านะ! ฉันแค่รู้เรื่องที่เขาจะทำ แต่ไม่ได้บอกเธอก็เท่านั้น”

มธุรินถอนหายใจ “ม่วง ถึงเขาจะเลิกกับผู้หญิงพวกนั้นมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันเลยนะ”

“เรื่องแค่นี้เธอมองไม่ออกจริงๆ หรือน้ำตาล นี่เป็นการบอกไม่ใช่หรือไงว่าหลังจากนี้เขาจะมีเธอแค่คนเดียวน่ะ”

“เธอก็แค่เดา มันอาจไม่ใช่ก็ได้” มธุรินเริ่มลังเล เรวินทร์อยากเลิกกับผู้หญิงพวกนั้นเพื่อเธอ จะเป็นไปได้อย่างนั้นหรือ

“งั้นก็ไปถามเขาสิ” ช่อม่วงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง เธอเห็นว่าเรื่องของมธุรินกับเรวินทร์ดูจะคาราคาซังนานเกินไปแล้ว “ไปถามเขาให้รู้เรื่องว่าที่เขาทำมาทั้งหมดเพื่ออะไร แต่ฉันว่าเธอก็น่าจะเดาออกอยู่แล้วนะในเมื่อเขามาวนเวียนอยู่รอบตัวทุกวี่ทุกวันแบบนี้”

มธุรินอยากจะเถียงว่าที่เขามาทุกวันเพราะมาแจกขนมจีบให้ช่อม่วงต่างหาก แต่สายตาของช่อม่วงทำให้เธอต้องเบือนหน้าหนี เพราะสิ่งที่ช่อม่วงพูดมันเป็นความจริง...ความจริงที่เธอปฏิเสธที่จะยอมรับเสมอมา

...ผมรักคุณ...

คำพูดของเรวินทร์ที่ตามหลอกหลอนเธอครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่เธอไปบ้านเขาในวันนั้น ทำไมเธอต้องเป็นอย่างนี้นะ ทำไมต้องไปรักไปชอบคนที่เธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะเกลียด

“ม่วง...ฉัน..ฉัน...” มธุรินไม่รู้ว่าตัวเองอยากจะบอกอะไรช่อม่วง

“ไปสิน้ำตาล ไปลองค้นหาคำตอบดู ให้โอกาสทั้งเขาและเธอได้เริ่มหรือไม่ก็จบมันไปเลย” ช่อม่วงดันเพื่อนสาวให้กลับไปหลังร้าน ส่งสายตาให้กำลังใจเมื่อมธุรินหันมามองอย่างไม่แน่ใจ มธุรินหายไปหลังร้านจังหวะเดียวกับที่ไอยรากลับลงมาที่ร้านสวีทไวโอเล็ตทำให้ช่อม่วงต้องรั้งตัวเขาไว้ก่อนเพื่อเปิดโอกาสให้มธุรินกับเรวินทร์ได้คุยกัน

เสียงน้ำจากห้องน้ำทำให้มธุรินมองเข้าไปอย่างหวาด เพราะเห็นว่าเรวินทร์ไม่ได้ปิดประตู้ห้องน้ำ เขาแค่ถอดเสื้อสูทกับเสื้อเชิ้ตออกและใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กที่เธอโยนส่งๆ ไปให้ลูบเนื้อตัวอย่างลวกๆ ยังมิได้อาบน้ำคงรอเสื้อผ้าจากไอยราอยู่ เมื่อเขาปิดก๊อกน้ำมธุรินจึงส่งเสียงขึ้นท่ามกลางความเงียบ

“คุณทำอย่างนี้คุณต้องการอะไรคะ?”

เรวินทร์สะดุ้งเล็กน้อยอย่างตกใจสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนปล่อยออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นมธุริน

“คุณไม่เข้าใจหรอกหรือน้ำตาล”

น้ำเสียงและสายตาลึกซึ้งที่เรวินทร์ส่งมาให้ทำให้มธุรินต้องก้มหน้าลงส่ายหน้าไปมา “ฉันไม่รู้ และไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้นนอกจากคุณใช้ฉันเพื่อบอกเลิกผู้หญิงพวกนั้น” ความเงีบบชวนอึดอัดเกิดขึ้นชั่วครู่จนกระทั่งมธุรินเห็นปลายเท้าเปลือยปราศจากรองเท้าและถุงเท้าในสายตาของเธอ เธอจึงเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจและพบว่าเรวินทร์อยู่ใกล้เธอมากจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน เธอถอยหลังอย่างไม่ตั้งใจและเขาก็ก้าวตามมาเรื่อยๆ จนแผ่นหลังของเธอไปติดอยู่กับผนังด้านหนึ่ง เรวินทร์ยื่นมือทั้งสองข้างออกมาทาบบนผนังขนาบอยู่กับไหล่ทั้งสองข้างของเธอ

มธุรินเพยอปากน้อยๆ เพื่อช่วยในการหายใจที่ดูเหมือนจะยากขึ้นทุกขณะเมื่อเวลาผ่านไป

“จริงอยู่ที่ผมใช้คุณบอกเลิกคนอื่นแต่...” เรวินทร์เกลี่ยปอยผมของหญิงสาวที่หลุดมาจากยางรัดผมที่มธุรินรวบไว้ง่ายๆ ขึ้นมาพันกับนิ้วตัวเอง “...ผมก็ใช้เธอเหล่านั้นเพื่อบอกความตั้งใจของผมที่มีต่อคุณด้วย”

“ความตั้งใจ?” มธุรินมองเขาอย่างไม่แน่ใจ

“ผมบอกความรู้สึกของผมที่มีต่อคุณไปแล้วไม่ใช่หรือไง ในเมื่อผมเคลียร์ตัวเองแล้วผมก็จะเริ่มจีบคุณจริงๆ เสียที”

“จีบฉันเนี่ยนะ!?” มธุรินร้องเสียงหลง มองเรวินทร์อย่างไม่เชื่อสายตาเมื่อเขาพยักหน้ากลับมา

“คุณเพียงแต่อย่าเพิ่งตัดสินใจตัดผมไปจากชีวิต ขอโอกาสให้ผมได้เริ่มนับหนึ่งกับคุณก่อนได้มั้ย?”

มธุรินประสานสายตากับเรวินทร์ เธออยากจะเชื่อว่าเขาจริงใจและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนไหนอีก แต่เธอควรให้โอกาสเขาจริงๆ น่ะหรือควรให้โอกาสเขาได้มีสิทธิ์ทำร้ายจิตใจเธอน่ะหรือ

ให้โอกาสเขากับเธอได้เริ่มหรือไม่ก็จบมันไปเลย...

สิ่งที่ช่อม่วงพูดเข้ามากระทบใจเธอ ถ้าเธอไม่เริ่มความรู้สึกของเขาและเธอก็จะจบลงแค่ตรงนี้สินะ เธอจะมีความกล้าพอที่จะตกลงหรือ?

แล้วมธุรินก็พบว่าตัวเองมีความกล้ามากพอเมื่อเธอพยักหน้าออกไป แล้วเธอก็ต้องตกใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันนี้แล้วก็ไม่รู้เมื่อจู่ๆ ก็ถูกเรวินทร์รวบเข้าไปในวงแขน เธอกำลังจะโวยวายอยู่แล้วเชียวว่าคนที่เพิ่งจีบกันน่ะไม่ควรถึงเนื้อถึงตัวอย่างนี้แต่ไม่มีโอกาสได้พูด เมื่อริมฝีปากของเธอไม่ว่างเสียแล้วเพราะมันถูกปิดสนิทด้วยริมฝีปากของคนที่สวมกอดเธออยู่...




“นี่คุณม่วง”

“มีอะไรคะ...คุณไอย?” ช่อม่วงถามไอยราเมื่อเขาเรียกชื่อเธอเสียงเบา

“ผมว่าทางที่ดีคุณเตรียมเสื้อผ้าให้คุณน้ำตาลสักชุดก็ดีนะ”

“คุณพูดแบบนี้จะให้ฉันเข้าใจว่ายังไงล่ะเนี่ย” ช่อม่วงตวัดตาค้อนใส่ใบหน้ายิ้มกริ่มของไอยรา

“ก็เท่าที่ผมรู้จักคุณเร ผมว่าเสื้อผ้าคุณน้ำตาลอาจเปื้อนสารพัดเครื่องดื่มที่คุณเรโดนแล้วก็ได้”

“พูดเป็นเล่นไป” ช่อม่วงขมวดคิ้วมองไปทางหลังร้านอย่างไม่แน่ใจ แล้วหันกลับมามองใบหน้ายิ้มๆ ของไอยรา เสียงถอนหายใจเบาๆ จึงดังตามมา

ไม่มีเสียงตะโกน ไม่มีเสียงทะเลาะ และเพื่อนสาวของเธอก็ไม่ได้รีบเผ่นออกมาหลังจากคุยกับเรวินทร์มาพักหนึ่ง มันก็น่าคิดอยู่ไม่ใช่หรือไง

“กาแฟอีกถ้วยสิครับคุณม่วง”

“ได้สิคะ” ช่อม่วงยิ้มหวานให้ชายหนุ่มตรงหน้า พร้อมกับคิดว่าเธอพอจะหาเสื้อจากที่ไหนมาให้เพื่อนของเธอเปลี่ยนได้บ้างนะ



ลึกเข้าไปที่ด้านหลังร้านสวีทไวโอเล็ต ที่แห่งนี้มีคู่รักคู่ใหม่เกิดขึ้นอีกคู่บนโลก แม้ความรักของทั้งสองยังต้องเดินทางต่อไปอีกไกล แต่ก้าวแรกก้าวที่ยากที่สุดของทั้งสองก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว ณ บัดนี้...


..................จบแล้วค่ะ..................

 

โดย: wayo 29 พฤษภาคม 2549 21:50:14 น.  

 

อ๋อย...ไม่ได้มาอัฟบล็อกซะนานเลย
ขอโทษทุกคนด้วยค่ะที่ไม่ได้ตอบคอมเม้นต์คราวก่อนที่ทิ้งไว้ใน จับให้มั่นคั้นให้รัก ตอนที่ 7


ตอนนี้จับให้มั่นฯ ในถนนนักเขียนก็ถึงตอนที่ 12 แล้ว ก็คิดเอาแล้วกันว่าไม่ได้อัพบล็อกมานานขนาดไหน

ช่วงนี้กำลังพยายามทำตัวเป็นคนขยันอีกครั้งหลังจากทำตัวขี้เกียจ (ทำงานไปวันๆ) ให้เจ้านายด่าในใจมาพักใหญ่ เลยมีเวลาแต่งแค่เรื่องจับให้มั่นคั้นให้รักเอก...

คงอีกพักใหญ่เลยจะได้มาแต่งเรื่องใบไม้เปลี่ยนสีต่อ (จับให้มั่นเรื่องเดียวก็จวนตัวสุดๆ แล้วค่ะ)

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมบล็อกค่ะ

 

โดย: wayo 29 พฤษภาคม 2549 21:56:11 น.  

 

ดีใจค่ะ วาโยมาอัพบล๊อกสักที (ทิ้งร้างมานานแล้ว ฮ่า........) มาบ่อยๆนะคะจะรออ่านค่ะ

 

โดย: pinkwitch IP: 124.120.166.48 2 มิถุนายน 2549 15:15:59 น.  

 

สนุกค่ะ น้ำตาลน่ารักมาก

 

โดย: ชนกมล IP: 168.120.103.55 5 มิถุนายน 2549 11:02:24 น.  

 

ไม่เห็นพี่วาโยอัพบล็อกมานานแล้ว ดีใจที่อัพนะคะ พื้นหลังสวยดีค่ะ รอตอนต่อไปนะคะ (ของเรื่องอะไรบ้างหว่า)

 

โดย: lily <lovekalo> (lovekalo ) 7 มิถุนายน 2549 20:32:43 น.  

 

เข้ามาตอบ หน่อยนึง อิอิ

pinkwitch...
ฮะๆๆ จะพยายามมาอัพให้บ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อนค่ะ เดี๋ยวต้องอัพจับให้มั่นคั้นให้รักให้ทันในถนนก่อน

ชนกมล...
ดีใจค่ะที่ชอบ เห็นคนอ่าน อ่านสนุกคนเขียนก็ชื่นใจค่ะ

lovekalo...
พี่มาอัพเพราะหนูลี่ทวงเลยนะเนี่ย แหะๆ
เหลวไหลมาหลายเดือน ต้องมาเก็บกวาดบ้านขนานใหญ่เลยเนี่ย

จะขยันมาอัพบ่อยขึ้นจ้า...

 

โดย: wayo IP: 203.156.48.37 9 มิถุนายน 2549 0:54:57 น.  

 

อุปทานไปเองหรือเปล่าคะว่าจน
สำหรับเราคนจนคือคนที่มีเงินใช้ไม่พอ
แม้รายได้เป็นหมื่นเป็นแสน ใช้เงินไม่เป็น นั่นก็คือ "จน"

ถ้ารายได้ของคุณพอใช้แถมมีเหลือเก็บ
จะเรียกว่าจนได้ยังไงล่ะคะ


^^ชอบจัง

 

โดย: ตี๋สีชมพู 15 มิถุนายน 2549 15:04:51 น.  

 

สวัสดีค่ะ คุณตี๋สีชมพู ขอบคุณนะคะที่แวะมาเยี่ยมกัน

เอาข้อความที่วาโยเขียนในโต๊ะสวนลุมมาแปะด้วยเขินจัง

 

โดย: wayo (wayo ) 18 มิถุนายน 2549 0:15:45 น.  

 

เป็นเรื่องราวความรักที่น่ารักดีจังเลยค่ะ

 

โดย: Whanmeister^^ IP: 61.90.252.13 27 มิถุนายน 2549 16:09:07 น.  

 

ไม่ได้เข้าบอร์ดเป็นเดือน ขอบคุณ Whanmeister ค่ะที่เข้ามาเยี่ยมกัน

นิยายที่ถนนฯ จบ คงมีเวลามอัพบล็อกต่อ

 

โดย: wayo IP: 203.156.43.160 21 กรกฎาคม 2549 3:24:04 น.  

 

 

โดย: สายลมอิสระ 23 กรกฎาคม 2549 10:21:11 น.  

 

A-Ha, Surprise! Surprise!

Your novels in the blog are slower than Pantip.

 

โดย: Rata IP: 130.220.79.98 25 กรกฎาคม 2549 13:57:07 น.  

 

แหะๆ ตอนนี้เริ่มขี้เกียจอัพบล็อกค่ะ
คาดว่าจบเรื่อง จับให้มัน...คั้นให้รักในถนนฯ แล้วคง ได้ฤกษ์อัพบล็อกใหม่เสียทีค่ะ

 

โดย: wayo 9 สิงหาคม 2549 1:58:22 น.  

 

อืมก็น่ารักดี

 

โดย: นทีกานต์ IP: 222.123.183.145 14 พฤษภาคม 2551 17:42:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Valentine's Month


 
wayo
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เอ่อ...ไม่เข้าใจว่า
ทำไมถึงคลิกกล่องคอมเม้นต์ไม่ได้
กดไม่ติดเลยอะค่ะ
ตอบคอมเม้นไม่ได้
เดี๋ยวขอหาทางแก้ก่อนนะคะ

ยังไงก็ขอบคุณทุกคน
ที่แวะมานะคะ
(Y)(^O^")(Y)
My books
Friends' blogs
[Add wayo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.