Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2548
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
11 พฤศจิกายน 2548
 
All Blogs
 
สืบหัวใจด้วยไอรัก

สืบหัวใจด้วยไอรัก

(โดย: วาโย)



สวัสดีค่ะทุกคน ฉันชื่อรุ้งแก้วค่ะ ตอนนี้กำลังคุยโทรศัพท์ข้ามทวีปกับเพื่อนอยู่ เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าการมีเพื่อนเรียนอยู่เมืองนอกนี่ความจริงก็โก้ดีเหมือนกัน ถึงไม่ได้ไปเองแต่ก็มีคนคอยเล่าเรื่องในประเทศที่ฉันไม่เคยไปให้ได้ฟังตลอด เวลาเพื่อนกลับมาทีไรก็มักจะได้ของฝากแปลกๆ แต่การที่ต้องมานั่งฟังเจ้าเพื่อนตัวแสบบ่นว่ายังทำอะไรค้างคาอยู่ที่เมืองไทยมันอีกเรื่องหนึ่ง

“แกคิดดูฉันหน้าด้านขนาดไหน ขนาดขอเขาลองคบกับฉันดูแล้วนะ”

“อืม...ด้านมากเลยเพื่อน แล้วเขาปฏิเสธแกด้วยประโยคยอดฮิตประโยคไหนล่ะ”

“ก็...พี่เจเขาก็พูดเป็นเหตุเป็นผลนะ เขาว่าคนรักกันต้องมีเวลาอยู่ด้วยกัน เพื่อศึกษานิสัยใจคอกันแต่ฉันยังต้องเรียนต่อที่นี่อีกสองสามปี เขาเลยบอกว่ายังไงซะถ้าฉันกลับมาแล้วทั้งเขาทั้งฉันยังไม่มีใครค่อยลองคบกันดู”
เอ๊ะ...นายพี่เจพูดเข้าท่าแฮะ ยัยน้ำหรือน้ำฝนเพื่อนเธอกำลังเรียนต่อโทที่อเมริกามาผูกมัดกันมันก็ดูไม่ค่อยดีต่อทั้งสองฝ่าย

“ก็ดีนี่...เผื่อแกหาแฟนทางโน้นได้ จะได้ไม่ต้องกังวลไง”

“ฮื้อ...แกไม่เข้าใจ ฉันมองของฉันปลื้มของฉันมาตั้งแต่ตอนเรียนพิเศษบ้านครูโต สมัยป.หก แล้วนะ เขาเป็นคนแรกที่ให้ของขวัญวันวาเลนไทม์ฉัน”

“เฮ้ยๆๆ ยัยน้ำพี่เขาแจกทุกคนนะยะ วันนั้นฉันก็ได้ช็อคโกแลตรูปหัวใจจากเขาเหมือนกัน”

“มันไม่เหมือนกันนะ ฉันน่ะปลื้มพี่เขามากเลยจำเขาฝังใจมาตลอด ผิดกับแก...”

อ้าวทำไมท้ายประโยคเสียงยัยน้ำมันแข็งๆ พิลึก

“...แกน่ะถ้าฉันไม่พูดเรื่องที่พี่เขาเป็นคนแจกช็อคโกแลตแกก็จำพี่เขาไม่ได้หรอก ฉันยังสงสัยอยู่นะว่าตอนนี้แกจำหน้าพี่เขาสมัยนั้นได้หรือเปล่า”

“ไม่ได้จ้า.....” ฉันตอบรับเสียงชื่น ก็จริงๆ แล้วฉันจำพี่เจของยัยน้ำไม่ได้จริงๆ นี่ ฉันก็ไม่รู้ยัยน้ำมันพกต่อมความจำมาจากไหนมากมาย เพื่อนสมัยเรียนพิเศษตอน ป. หก ฉันยังจำได้ไม่กี่คนเอง นี่ยัยน้ำถึงขั้นจำรุ่นพี่ ม. สาม ที่มาเรียนพิเศษสมัยนั้นได้เลย นี่ตกลงฉันความจำสั้นหรือต่อมความจำมันดีกันแน่เนี่ย

อย่างเรื่องที่พี่เจแจกช็อคโกแลต ตอนวันวาเลนไทม์ เรื่องมันตั้งสิบกว่าปีแล้วแท้ๆ ฉันนึกย้อนไปย้อนมาก็จำได้แค่มีเด็กผู้ชายมายืนแจกช็อคโกแลตตามห้องในโรงเรียนสอนพิเศษเล็กๆ นั่น ส่วนหน้าตาจำไม่ได้ซักนิด

“เออๆ จำไม่ได้ก็เรื่องของแก แต่วันอาทิตย์ฉันนัดพี่เจไว้ให้แกแล้ว”

“เฮ้ย!!” ฉันสะดุ้งโหยงไหนว่ารักนักรักหนาปลื้มจะเป็นจะตายอยู่ดีๆ มานัดบอดให้ฉันได้ยังไงเนี่ย ยังไม่ทันได้โวยวายอะไรก็ต้องขมวดคิ้วเพราะยัยน้ำพูดแทรกขึ้นมา

“อย่าเพิ่งตกใจแกฟังแผนฉันดีๆ นะยัยรุ้ง”

สายไปแล้วย่ะฉันน่ะตกใจไปแล้ว แต่เสียงลึกลับของเพื่อนทำให้ฉันสนใจอยู่ไม่น้อยว่ามันเรื่องอะไรมานัดฉันให้ไปกับพี่เจ ตั้งแต่โตมาเคยเห็นหน้ากันที่ไหน หน้าสมัยเด็กก็จำไม่ได้เลย

“พี่เจเขาจะส่งของมาให้พี่เอ็มที่นี่ แกจำกางเกงยีนที่ฉันเอาไปย้อมตอนกลับไปคราวก่อนได้ใช่มั้ย?”

ฉันพยักหน้านึกออกว่าอีกฝ่ายคงไม่เห็นเพราะคุยโทรศัพท์กันอยู่ เลยทำเสียงอือออไปตามสาย กางเกงยีนกะพี่เจมันเกี่ยวอะไรกัน แล้วนี่พี่เอ็มไหนอีกเนี่ย...

“แกช่วยไปหยิบกางเกงตัวนั้นกับเสื้อเชิ้ตสีขาวให้ฉันซักสองตัว แล้วเอาไปให้พี่เจเขาจะส่งพร้อมกับของที่เขาจะส่งให้พี่เอ็ม แล้วฉันก็จะไปเอากับพี่เอ็มอีกที”

คราวนี้ฉันเกาหัวเริ่มงงๆ เลยถามออกไป “ฉันส่งไปให้แกเองไม่ง่ายกว่าเหรอไง ทำไมต้องฝากพี่เขาให้ยุ่งยาก”

เจ้าเพื่อนตัวยุ่งทำเสียงจิ๊จ๊ะมาตามสาย “ก็เพื่อให้แกรู้จักกับพี่เจน่ะสิยัยเบื๊อก!”

“เวรกรรม...แล้วแกจะให้ฉันรู้จักพี่เขาทำม๊ายยยยยย! แกจะให้ฉันจีบพี่เจเป็นแฟนหรือไง”

“ไอ้รุ้งแกอย่าได้บังอาจเชียวนะ!!”

เสียงน้ำฝนแว๊ดมาตามสาย จนฉันต้องงงอีกรอบ มันยังไงกันแน่ทำไมไม่เก็ตซักทียัยน้ำมันต้องการให้ฉันทำอะไรกันแน่

“อะไรของแกวะ แกช่วยบอกประเด็กหลักหน่อยว่าแกจะให้ฉันรู้จักกับพี่เจไปทำซากอะไร” ฉันก็ฉุนเป็นเหมือนกันนะ เห็นตัวเล็กๆ อย่าคิดว่าจะยอมคน คนอย่างรุ้งแก้ว ถ้าไม่เคลียร์มีวีนใส่แน่

“ฉันน่ะอยากให้แกเข้าไปสนิทสนมเป็นน้องสาวพี่เขา ช่วยสืบหน่อยว่าพี่เจเล็งใครเป็นแฟนระหว่างที่ฉันเรียนอยู่ที่นี่หรือเปล่า”

“อ่ะนะ แล้วทำไมไม่บอกประโยคนี้ก่อน ก่อนที่จะบอกว่านัดนายพี่เจไว้ให้ฉันน่ะ”

“ใครจะไปรู้ล่ะว่าแกจะคิดว่าฉันให้แกไปงาบพี่เจแทนฉัน”

ฉันกรอกตามองเพดาน ให้ตายเถอะอย่างกับฉันอยากงาบเด็กมันนักนี่ถึงจะอายุย่างยี่สิบสามแล้ว แต่ฉันก็ไม่คิดอยากมีแฟนหรอกนะ มีไปทำไม เสียเวลา จุกจิก น่ารำคาญจะตาย

“โนเค เรื่องอะไรฉันต้องไปทำตัวสนิทชิดเชื้อกับผู้ชายด้วย ธุระไม่ใช่”

ปลายสายเงียบไป จนฉันต้องเรียก “น้ำ น้ำ ยัยน้ำ นี่เธอยังอยู่หรือเปล่านั่น” เสียงยัยน้ำที่ตอบกลับมาทำเอาฉันอึ้งไป เพราะมันสั่นเครือราวกับว่าเจ้าตัวพยายามกลั้นน้ำตาไม่ไหลออกมา ไหนจะเสียงสูดจมูกฟืดฟาดอีกล่ะ

“ฉันสงสัยเพื่อนพี่เจคนหนึ่งน่ะ ว่าเขาชอบพี่เจ ฉัน..ฉัน...ฉันกลัวว่าเขาจะเป็นแฟนกัน ถึงพี่เจเขาบอกว่าไม่ได้คบใครอยู่ แต่ฉันมีเซ้นท์นะเรื่องอย่างนี้น่ะ แค่เห็นพี่วิวมองพี่เจฉันก็รู้แล้วว่าพี่วิวคิดกับพี่เจเกินเพื่อนแน่”

เอาล่ะสิพี่วิวโผล่มาจากไหนอีกคนล่ะนั่น...

“แกต้องช่วยฉันไปกันยัยพี่วิวจากพี่เจ แล้วก็กันสาวคนอื่นๆ ออกไปจากชีวิตพี่เจด้วยนะระหว่างที่ฉันอยู่ที่นี่”

“เหอๆๆ” ฉันหัวเราะเสียงทุเรศออกไปเพราะจริงๆ มันไม่ได้ขำสักนิด “ขอถามแกหน่อยเหอะถ้าฉันเข้าไปสนิทกับพี่เจของแกแล้ว ฉันต้องกันตัวเองออกจากพี่เขาด้วยไม่ใช่หรือไง หรือแกเห็นว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิง” ฉันชี้หน้าตัวเองทั้งที่ก็รู้อยู่หรอกว่ามันไม่เห็นแอ็คติ้งของฉัน

“แกน่ะกรณียกเว้น ฉันรู้ว่าแกไม่ทรยศเพื่อนหรอก อีกอย่างผู้หญิงรอบๆ ตัวพี่เจน่ะสวยๆ เยอะแยะ มันเรื่องอะไรที่เขาจะมองแกล่ะ”

เอากะแม่คนนี้ นี่มันหลอกด่าหรือเปล่าเนี่ย ไม่รู้ว่าฉันผีเข้าหรือไงตอนคุยโทรศัพท์กับยัยน้ำ แต่ฉันก็รับเบอร์พี่เจจากมันมา ฉันรีบกดเบอร์พี่เจก่อนที่จะได้มีโอกาสลังเล ทันทีที่ปลายสายกดรับโทรศัพท์ ฉันก็กรอกเสียงหวานใสลงไปทันที

“พี่เจใช่มั้ยคะ?” ปลายสายเงียบไปพักหนึ่งเหมือนกำลังคิดอยู่ว่าเสียงใครกันหนอ โถๆๆๆ รุ้งเพิ่งโทรหาเป็นครั้งแรกคุณพี่คิดไปก็คิดไม่ออกหรอกเจ้าค่ะ

“ครับ..เจครับ” อื้อหือ พูดสุภาพเชียว

“รุ้งแก้วค่ะ รุ้งเพื่อนน้ำน่ะค่ะ โทรมาคอนเฟิร์มนัดวันอาทิตย์ค่ะ”

“อ๋อ...ครับ”

ฉันรีบโทรนัดแนะ จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากสยามฯ ซึ่งสะดวกมากสำหรับฉันเพราะบ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า หุหุ ฉันส่งรูปที่คิดว่าเก็กสวยที่สุดไปให้เขาทางมือถือ พร้อมบอกว่าวันนั้นฉันจะใส่เสื้อขาวกางเกงยีน (เพราะตู้เสื้อผ้าฉันเต็มไปด้วยเสื้อขาวหลายแบบกับกางเกงยีนนั่นเอง) แต่พี่เขาไม่ยักส่งรูปกลับมาให้ดูแฮะ สงสัยกลัวฉันไปปริ๊นออกมาเผาพริกเผาเกลือ

พอถึงวันอาทิตย์ฉันเลยได้มานั่งกินบะหมี่รอพี่เจที่สยามฯ พร้อมกับจินตนาการไปว่าพี่เจหน้าตาจะออกมาแนวไหน ถึงฉันจะจำไม่ได้ว่าคนที่แจกช็อคโกแลตหน้าตาเป็นยังไง แต่ก็พอจะจำได้หรอกว่าไม่ได้หน้าตาขี้ริ้ว (เพราะถ้าหน้าตาไม่ดีฉันคงจำได้ว่าได้รับขนมจากคนที่เห็นหน้าแล้วต้องร้อง ยี้...)

ฉันนั่งหม่ำชาชูราเมนของโปรดไม่ได้สังเกตว่าใครน่าจะเป็นพี่เจ ก็ฉันให้รูปไปแล้วนี่ เดี๋ยวเขาก็เข้ามาทักเองน่ะแหละ

“น้องรุ้งใช่มั้ยครับ?”

ฉันแอบยิ้ม นั่นไงนึกแล้ว ถึงตัวจริงฉันจะสวยกว่าในรูปแยะก็เถอะ แต่ใครเห็นก็คงจำได้

“ค่ะ...รุ้งค่ะ” ฉันหยิบกระดาษทิชชูมาแตะริมฝีปากที่ออกจะมันเล็กน้อยเพราะน้ำซุปจากชามบะหมี่ขณะพูดกับพี่เขา แล้วจึงค่อยเงยหน้ามองพี่เขาทั้งที่กระดาษยังปิดปากตัวเองอยู่

กรี๊ดดดดดด!! สูง ขาว ใส่แว่น หน้าตาดี สเป็คไอ้น้ำมันเลย มิน่ามันถึงหวงนักหวงหนา

ฉันคงมองพี่เจนานไปหน่อยเพราะเขาเริ่มขยับตัวเป็นอาการที่บอกได้เลยว่ากำลังอึดอัดอยู่ ฉันเลยนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังเงยหน้ามองพี่เขาอยู่นี่นา

“พี่เจใช่มั้ยคะ นั่งสิคะ” พี่เจนั่งทันทีไม่ต้องรอให้ชวนซ้ำ อ่อ ก่อนชวนพี่เขานั่ง ฉันเอาทิชชูเหน็บไว้ข้างชามบะหมี่แล้วนะ “ทานอะไรมาหรือยังคะ?”

ฉันยังไม่รีบส่งของยัยน้ำให้พี่เขา ตามแผนแล้วฉันต้องตีซี้กับพี่เจก่อน ขืนรีบให้ของ เขารับไปก็จบอ่ะสิ

“ทานข้าวเช้ามาจากบ้านแล้วครับ”

คำตอบของพี่เจทำให้ฉันเหลือมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง

“แต่นี่มันจะเที่ยง แล้วนี่คะ กินบะหมี่หน่อยดีกว่าค่ะ รุ้งเลี้ยงเอง” ว่าแล้วฉันก็หันไปพยักเพยิดกับพนักงาน เป็นการบังคับให้พี่เจต้องสั่งบะหมี่ราเมนมากินด้วย ฉันอมยิ้มเมื่อเห็นพี่เจสั่งชาชูเหมือนฉัน ต่างตรงที่พี่เขาสั่งเกี๊ยวซ่าอีกชุดหนึ่งด้วย หลังจากที่น้ำแข็งเปล่าถูกนำมาวางที่โต๊ะ ฉันก็จัดแจงรินน้ำเปล่าใส่แก้วพี่เจ และแล้วแผนปฏิบัติการตีซี้ก็เริ่มขึ้น

“ไม่ได้เจอพี่เจนานเลยนะคะ ตั้งแต่สมัยเรียนพิเศษบ้านครูโต” ฉันพูดทั้งๆ ที่ก็จำพี่เขาไม่ค่อยได้หรอก ถ้าไม่ได้ยินเสียงพร่ำพูดถึงพี่เจตั้งแต่รู้จักกับน้ำฝนอย่างเป็นทางการตอน ม.1 เพราะสมัยเรียนพิเศษตอน ป.6 เราอยู่คนละโรงเรียนกัน มาสนิทกันได้เพราะเข้าเรียนมัธยมที่เดียวกัน

“อ้าว...เรียนบ้านครูโตเหมือนกันเหรอ ’โทษนะพี่จำไม่ได้” แผนหนึ่งผ่าน ดูเหมือนเขาจะผ่อนคลายขึ้นเมื่อรู้ว่าเคยเจอกันมาก่อน (แม้จะจำกันไม่ได้)

“โอ๊ย...ถ้าพี่เจไม่ได้แจกช็อคโกแลตตอนวันวาเลนไทม์ปีนั้น รับรองว่ารุ้งก็จำพี่ไม่ได้หรอกค่ะ” ฉันยิ้มร่า โดยมีตะเกียบคีบเส้นบะหมี่มาใส่ช้อนก่อนส่งเข้าปาก ฉันกินบะหมี่ไปตามปกติ จากการทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่าพบว่าเวลากินจงกินซะ ไม่ต้องอายแม้อยู่ต่อหน้าเพศตรงข้ามคนเราสนิทกันง่ายที่สุดเวลากินนี่แหละ ขืนยักท่ากระมิดกระเมี้ยนมากมันจะทำให้อึดอัดทั้งสองฝ่าย

“เป็นงั้นไป” พี่เจส่งเสียงหัวเราะแผ่วๆ กลับมา ทำให้ฉันรู้ว่าแผนสองลุล่วงไปด้วยดี หลังจากนั้นฉันก็ชวนพี่เจคุยเรื่องสมัยเรียนพิเศษเท่าที่จะจำได้ ผลที่ได้คือนอกจากจะได้กินบะหมี่ด้วยกันแล้ว ฉันยังไม่ต้องเลี้ยงพี่เจ เพราะพี่เขายืนยันความเป็นสุภาพบุรุษต้องเลี้ยงสุภาพสตรี (ทั้งที่ฉันก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่ แต่ก็ยอมให้พี่เจเลี้ยง) แถมเรายังได้ไปดูหนังสือด้วยกันต่อ แวะกินขนมอีกเล็กน้อย ก่อนจะแยกกันนอกจากจะฝากของให้ยัยน้ำแล้วฉันก็ได้ฝากตัวเป็นน้องสาวพี่เจเรียบร้อย

ขนาดขู่ไปด้วยว่าจะใช้พี่เขาดะเหมือนใช้พี่ชายแท้ๆ เลย พี่เจก็ยังยิ้มเฉย โฮ่ๆๆ แผนตีสนิทเป็นอันจบลงอย่างสวยงาม ต่อไปก็เป็นแผนสืบราชการลับตามคำสั่งของแม่เพื่อนสาวสุดเลิฟ

จากวันนั้นฉันก็คอยวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวพี่เจ (เหมือนผีรังควาน) คุยโทรศัพท์ นัดเจอ บางวันถึงกับไปรอพี่เจที่ออฟฟิศเพื่อไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน เนื่องจากบริษัทที่ฉันทำงานพักกลางวันชั่วโมงครึ่งทำให้มีเวลาค่อนข้างเหลือเฟือ และอีกอย่างที่ทำงานฉันกับพี่เจก็ไม่ได้ห่างอะไรกันมากมาย ถนนเส้นเดียวกันเลยล่ะ อิอิ

การที่ฉันเข้าไปแทรกเป็นยาดำในชีวิตพี่เจแม้จะเข้าไปแบบน้องสาว แต่ก็ชวนให้สาวๆ หลายคนเข้าใจผิดและเลิกสนใจพี่เจโดยปริยาย (กันสาวๆ ออกจากชีวิตพี่เจสำเร็จ) คงเหลือก็แต่พี่วิวที่น้ำฝนเคยพูดถึง เพราะหลายๆ ครั้งที่ฉันไปไหนกับพี่เจมักจะมีพี่วิวพ่วงไปด้วยบ่อยๆ

และเวลาไปกันสามคนทีไร มักจะมีคำพูดทำนอง... “เดี๋ยวคุยกันนอกรอบ” หรือ “น้องเขาอยู่ไว้คุยกันทีหลัง” หรือไม่ก็ “ส่งน้องเขาก่อนเดี๋ยวเราไปต่อกัน” ออกมาเป็นประจำ พูดง่ายๆ เวลานัดกับพี่เจไปดูงานตามศูนย์ประชุม หรือไม่ก็ไปซื้อของด้วยกัน ถ้าพี่วิวไปด้วย ฉันจะกลายเป็นธาตุอากาศไปทันที พี่วิวช่างสร้างโลกของคนสองคน ตอนอยู่สามคนได้เก่งเสียนี่กระไร

ฉันมักรู้สึกเหมือนมีกระดาษแปะอยู่กลางหน้าผากทุกที มันเขียนว่า “ส่วนเกิน”เวลาที่ ฉัน พี่เจ พี่วิว ไปด้วยกัน งึมงำๆ สงสัยว่าที่ยัยน้ำสงสัยจะเป็นจริง พี่วิวคงไม่ได้คิดกับพี่เจเป็นแค่เพื่อนแน่ แต่พี่เจนี่ฉันยังมองไม่ออก เขาก็ดูปกติดี คือเทคแคร์ทั้งฉันทั้งพี่วิวพอๆ กัน ดูๆ แล้วเหมือนกับว่าพี่วิวมีฐานนะพอๆ กับฉัน คือไม่เพื่อนก็น้องสาว

ว้า...ผู้ชายดูยากจัง เล่นดีกับผู้หญิงไปหมดแบบนี้ จะไปรู้ได้ยังไงว่าในใจคิดอะไร

ถึงกระนั้นฉันก็โทรรายงานน้ำฝนทุกย่างก้าวตั้งแต่ฉันรู้จักพี่เจ ยัยน้ำรู้เหตุการณ์ความเป็นไปโดยตลอด บางทียัยน้ำยังแนะให้ด้วยซ้ำว่าควรทำอะไรยังไงดี ก็ที่ไปรอกินข้าวที่ออฟฟิศพี่เจ ก็ความคิดยัยน้ำน่ะแหละ เป็นฉันล่ะความคิดนี้ไม่เคยผ่านเข้าหัว ฉันชอบมากนะเวลาเล่าเรื่องเกี่ยวกับพี่เจให้น้ำฝนฟัง โดยเฉพาะเรื่องพี่เจที่มีพี่วิวเข้ามาเกี่ยวข้องฉันจะเล่าแบบมันปากมาก เพราะจะมีเสียงแหลมๆ ของเพื่อนซี้ดังแทรก ประมาณว่าทนไม่ได้ ขึ้นมาเนืองๆ ทำให้ได้อรรถรสเป็นพิเศษในการเล่า

และแล้ววันแจ็กพ็อตแตกก็มาถึง ฉันนัดพี่เจเที่ยวอีกตามเคย โปรแกรมวันนี้คือ...ตลาดดอนหวาย สวนจตุจักร ตบท้ายด้วยไปดูงานที่เมืองทองธานี ฉันแสดงความบริสุทธิ์ใจในความเป็นน้องสาวโดยการบอกพี่เจให้ชวนพี่วิวไปด้วย (อนึ่งเพื่อจับผิดพฤติกรรมของทั้งคู่) ฉันรับอาสาพี่เจว่าจะโทรไปชวนพี่วิวเอง และเมื่อฉันโทรชวนพี่วิว แน่นอนพี่วิวตอบรับทันที

ฉัน พี่เจ และพี่วิว มาถึงตลาดดอนหวายตอนสาย (แน่ล่ะสารถีจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่เจ) ฉันเลือกกินก๋วยเตี๋ยวปลาอย่างไม่ลังเล เพราะว่าไม่ได้กินมานานแล้ว พี่ๆ ทั้งสองก็เป็นผู้ตามที่ดียอมตามใจน้องสาวสุดน่ารักอย่างฉัน

พวกเรามาค่อนข้างเช้าอยู่มากในร้านจึงมีที่ว่างมากเลยมีโต๊ะที่อยู่ติดริมน้ำเหลือ ระหว่างรอก๋วยเตี๋ยวแสนอร่อยเลยได้ดูปลาตัวใหญ่ๆ แหวกว่ายไปมาอย่างสนุกสนาน จะว่าดูปลาอย่างเดียวก็ไม่ถูกเพราะฉันเหลือบมองคนนั่งโต๊ะตรงข้ามกับฉันเป็นระยะๆ พี่เจกับพี่วิว เลือกนั่งฝั่งเดียวกัน ส่วนฉันเลยนั่งโด่เด่คนเดียวฝั่งนี้

แต่ก็ดีสองคนนั้นนั่งฝั่งตรงข้ามมองง่ายดี เห็นฉันว่ามีเรื่องคุยกันเยอะเหลือเกินแล้วก็เลือกคุยเบาๆ เหมือนกลัวฉันจะไปได้ยินเข้า (ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ได้ยิน ก็อยู่ใกล้ๆ กันแค่เนี้ยะ) ดูยังไงสองคนนี้ก็ไม่น่าใช่เพื่อนธรรมดา แต่ก็อย่างว่าฉันดูพี่เจไม่ออก เขาเฉยมากทำให้ฉันจะด่วนสรุปก็ใช่ที่

พอใกล้เที่ยงฉันก็ลาจากตลาดดอนหวายอย่างอาลัยอาวรณ์ ถึงแม้จะกินจนอิ่มหน่ำแต่ด้วยโปรแกรมเที่ยวที่เหลือทำให้ไม่อาจซื้อของกินอะไรกลับไปได้ ไม่งั้นจะเน่าจะบูดเสียเปล่า แต่ไม่วายซื้อขนมตาลมาจนได้ โดยใช้คำว่า “เอาไว้รองท้องตอนนั่งรถน่ะค่ะ” เป็นข้ออ้าง ลาก่อนเป็ดพะโล้ ลาก่อนปลาเผา ลาก่อนขนมใส่ไส้ ลาก่อนห่อหมก ฮือๆๆ T-T

พวกเรานั่งประจำที่เหมือนตอนมา คือพี่เจกับพี่วิวนั่งคู่กันด้านหน้า ฉันนั่งอยู่ด้านหลังคอยนั่งฟังพี่ๆ เขาคุยกัน ส่วนใหญ่บทสนาไม่ค่อยจะมาถึงฉันเท่าไหร่ฉันเลยคว้าหมอนสี่เหลี่ยมขนาดย่อมที่วางอยู่ตรงเบาะด้านหลังนั่นแหละมาจัดวางไว้ริมประตูด้านหนึ่ง พร้อมกับส่งเสียง

“ถึงแล้วปลุกรุ้งด้วยนะคะ” โดยไม่รอให้ท่านพี่ทั้งสองมีโอกาสตอบ (หรือเขาไม่คิดจะพูดกับฉันอยู่แล้วก็ไม่รู้ เห็นคุยกันอยู่สองคน) ฉันก็ล้มลงนอน โดยตะแคงหันหน้าไปทางเบาะหน้ารถเลยปะทะเข้ากับสายตายิ้มๆ ของพี่เจจากกระจกหน้ารถเข้าอย่างจัง ฉันเลยต้องยิ้มหวานตอบกลับไป แล้วรีบหลับตาโดยด่วนใครจะไปทันนึกว่าล้มตัวมาฝั่งนี้แล้วคนขับจะเห็นล่ะ อับอายๆ ถึงหลับตาหูก็ยังกระดิกฟัง เพื่อคาบข่าว ไปรายงานน้ำฝน เป็นไงมาไงไม่รู้ฉันเลยหลับมันจริงๆ ไม่ใช่นอนเล่นๆ อย่างที่คิดแต่แรก

แล้วเราก็มาถึงสถานที่ยอดฮิตประจำวันหยุดสุดสัปดาห์ซันเดย์มาเก็ต ตลาดนัดสวนจตุจักนั่นเอง งานนี้ฉันและพี่วิวเดินทะลุทะลวงอย่างเมามัน โดยที่พี่เจได้แต่เดินตามเราสองคน ฉันไม่ได้มัวดูของเพลินจนลืมสังเกตหรอกนะว่าถึงแม้พี่เจจะเดินตามพวกเราแต่พอพี่วิวถูกใจอะไรก็จะเรียกพี่เจไปดูด้วยตลอด

ส่วนฉันด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าพี่วิวชวนพี่เจดูอะไรก็มักจะเสนอหน้าเข้าไปดูด้วยเสมอ (ฉันไม่ได้จะเป็น กขค นะแต่คนมันอยากรู้นี่นา) อาจเพราะหมั่นไส้พี่วิวด้วยก็ได้ที่ชอบสร้างโลกสีชมพูของเราสองคนดีนัก ฉันยื่นหน้ายื่นตาเข้าไปเผื่อพี่แกจะได้รู้ว่ายังมีฉันอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอีกคน

เอ...แต่จะว่าไปฉันก็มีเรียกพี่เจมาช่วยดูของเหมือนกันนี่นา มีครั้งหนึ่ง ฉันยืนลังเลระหว่างเสื้อสองตัวเป็นเสื้อแขนกุดสีขาว กับสีชมพูมีลายดอกไม้ปักด้วยมือแถวคอเสื้อ เอาตัวนั้นตัวนี้มาทาบกับตัวอยู่หลายตลบ คงจะนานไปหน่อยพี่วิวเลยไปดูของร้านตรงข้าม ส่วนพี่เจก็ยืนรออยู่หน้าร้านน่ะแหละ

ฉันกลัวว่าถ้าทำตัวรักพี่เสียดายน้องอยู่อย่างนี้พี่ๆ เขาจะเบื่อเอา แต่ครั้นจะซื้อทั้งสองตัวแบบมันก็ซ้ำกัน แหม...คุณพี่คนขายแกก็ช่างเชียร์ให้เอาไปทั้งสองตัว ฉันเลยตัดสินใจหันไปถามพี่เจ

“พี่เจคะ พี่ว่าตัวไหนดี” ฉันว่าพลางทาบทั้งสองตัวสลับไปมาให้พี่เจดู แล้วพี่เจก็ชี้มาที่ตัวสีชมพูอ่อน

“สีชมพูดีกว่า สีขาวรุ้งมีเยอะแล้ว เปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดี”

แน่ล่ะวันนี้ฉันก็ใส่สีขาวมาเสียด้วย สงสัยคนมองอย่างพี่เจจะเบื่อ เพราะฉันเจอพี่เขากี่ครั้งก็ขาวตลอด ฉันยื่นเสื้อสีชมพูให้คุณพี่คนขาย แม้จะเสียดายเจ้าสีขาวอยู่บ้างแต่ก็วางมันพาดไว้ไม้แขวน (พาดไว้จริงๆ เดี๋ยวพี่คนขายก็มาจัดเองน่ะแหละ)

จากนั้นพวกเราก็เดินลุยกันต่อไป คราวนี้แปลกๆ คือแบบว่า...ฉันกับพี่เจเดินตามพี่วิวไม่ค่อยจะทันน่ะ พี่เขาเดินดุ่มๆ (พูดกันตามภาษาชาวบ้านก็เดินเหมือนควายหายต้องรีบไปตามน่ะแหละ) เหมือนของสองข้างทางนี่ไม่ถูกใจเขาสักอย่าง ทั้งๆ ที่เมื่อครู่นี้เองพี่วิวแวะเข้าเกือบทุกร้าน จนคนถือของอย่างพี่เจมีถุงอยู่ในมือเต็มไปหมด (ความจริงก็มีของฉันอยู่สี่ห้าถุงน่ะรวมทั้งถุงเสื้อสีชมพูตัวตะกี้ด้วย อิอิ)

ฉันสบตาพี่เจ แล้วบุ้ยใบ้ไปที่ (หลัง) พี่วิวซึ่งเดินนำเราสองคนไปอย่างไม่คิดหันกลับมามอง พี่เจส่ายหน้างงๆ ประมาณว่าไม่รู้เหมือนกันว่าพี่วิวเป็นอะไรไป ฉันกับพี่เจเดินไปทันกับพี่วิวที่หน้าสถานีรถไฟใต้ดิน (กำแพงเพชร) ที่พวกเราตามพี่วิวทันน่าจะเป็นเพราะพี่วิวหยุดยืนรอมากกว่า

พี่วิวบอกเหนื่อย แล้วก็ปวดหัวขอกลับบ้านก่อน พอได้ยินคำว่ากลับบ้านเท่านั้น โครงการตอนเย็นที่เมืองทองธานีที่ฉันวางแผนอย่างดิบดีก็เป็นอันพับเก็บเข้ากรุได้ ทำไมน่ะเหรอ ก็บ้านพี่วิวน่ะอยู่ตั้งไกล ถ้าพี่เจไม่ไปส่งจะกลับยังไงล่ะ ถึงพี่วิวจะบอกว่ากลับเองได้ก็เถอะ ของที่พี่วิวซื้อวันนี้น้อยเสียเมื่อไหร่

ฉันได้แต่มองพี่วิวกับพี่เจคุยกันหรอกนะ ไม่กล้าเสนอหน้าออกความคิดเห็นอะไร ก็หน้าพี่วิวบึ้งซะขนาดนั้นใครจะไปกล้า ฉันแอบมองสีหน้าพี่เจ คิดว่าคงรู้สึกเหมือนฉัน คือวันนี้หมดสนุกเสียแล้ว พอพี่เจหันมามองฉันเหมือนจะถามฉันว่าจะเอายังไง ฉันก็รีบพูดทันที

“กลับก็ดีค่ะ รุ้งก็เหนื่อยแล้วเหมือนกัน” ความจริงฉันยังไม่เหนื่อยเลย แค่ร้อนเท่านั้นเอง ทำไงได้หมดอารมณ์เดินแล้วนี่อยู่ไปก็ใช่ว่าจะสนุก

พอมาถึงรถของพี่เจ พี่วิวไม่ยักจะรีบเข้าไปนั่งในรถ กลับยืนเฉยอยู่ข้างรถจนฉันอดคิดไม่ได้ว่าพี่เค้าจะรอให้พี่เจไปเปิดประตูให้หรือไง เนื่องจากฉันก็หวังดีกลัวว่าพี่วิวจะรอนาน (เพราะพี่เจไม่ได้สังเกตเลย หรือแกล้งไม่สนนะ) ฉันเลยเปิดประตูให้พี่วิวเสียเลย แต่พี่วิวก็ปิดประตูที่ฉันหวังดีเปิดให้ต่อหน้าต่อตา ทำเอาฉันอึ้งไป

“ขอโทษนะ พี่นึกขึ้นได้ว่าแม่พี่ฝากซื้อผ้าม่าน เจกับรุ้งรอที่นี่ก่อนแล้วกัน พี่ขอตัวไปซื้อก่อน”

ว่าแล้วพี่วิวก็เดินลิ่วๆ ไป ไม่เห็นเหมือนคนเหนื่อยหรือปวดหัวสักนิด เฮ้อ...มันอะไรกันเนี่ย

ผ่านไปสิบนาที...

พี่เจกดโทรศัพท์มือถือ ปลายสายจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่วิว...พี่วิวยังเลือกผ้าม่านอยู่

ผ่านไปอีกสิบนาที...

คราวนี้ฉันเป็นคนกดโทรศัพท์ไปที่เบอร์พี่วิวบ้าง คำตอบยังเหมือนเดิม พี่วิวยังเลือกผ้าม่านไม่เสร็จ

ฉันกลับพี่เจสลับกันโทรหาพี่วิวจนเกือบชั่วโมงผ่านไปพี่วิวก็ยังไม่กลับมา ฉันโทรเข้าเบอร์พี่วิวอีกครั้ง ตอนกดเบอร์ฉันกดปุ่มหนักเป็นพิเศษ แถมเม้มปากไปด้วย ก็ฉันชักเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้วนี่นา พอปลายสายรับปุ๊บ...

“พอ!! พอกันซะที! เลิกโทรกันมาได้แล้ว มันน่ารำคาญไม่เข้าใจหรือไง”

ฉันตกใจมากลืมหงุดหงิดไปหมด ไม่คิดว่าพี่วิวจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา ฉันรีบยื่นโทรศัพท์ของฉันให้พี่เจ พี่เจรับไปทันทีเอาเจ้าเครื่องสื่อสารขนาดบางเฉียบของฉันแนบกับหู พร้อมเรียกชื่อพี่วิวไปด้วย แต่เรียกได้แค่สองสามครั้งพี่เจก็ต้องกดปุ่มตัดสาย พี่วิวคงวางไปแล้ว พี่เจสบตากับฉัน ท่าทางเขากังวลมาก...

“พี่เจคะ ไปรับพี่วิวหน่อยสิคะ น้อยใจอะไรหรือเปล่าไม่รู้”

“พี่ว่าปล่อยเขาสักพักเดี๋ยวก็ดีขึ้นมั้ง?”

พี่เจทำท่าว่าไม่เต็มใจไปตามพี่วิว แต่พอฉันอ้อนหนักๆ เข้าเขาก็ถอนหายใจ เดินออกจากรถไปตามหาพี่วิว

ฉันมองตามหลังพี่เจ บอกไม่ถูกว่าตอนนี้ฉันรู้สึกยังไงกันแน่ มันกึ่งๆ ระหว่างอยากให้พี่เจไปตามพี่วิว กับอยากให้พี่เจนั่งรอพี่วิวอยู่กับฉันที่นี่ แต่ยังไงฉันก็ว่าฉันตัดสินใจไม่ผิดหรอกน่าที่ให้พี่เจไปตามพี่วิว ถึงแม้พี่วิวจะตะคอกผ่านโทรศัพท์มา แต่ฉันว่าฉันได้ยินเสียงเครือๆ เหมือนร้องไห้ในน้ำเสียงนั้นด้วย

พี่วิวกลับมากับพี่เจจนได้ หลังจากหายกันไปกว่าสิบนาที ฉันเห็นตาพี่วิวแดงๆ คงร้องไห้จริงๆ ส่วนพี่เจน่ะหน้าเคร่งเชียว มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?...คำถามนี้ยังอยู่ในใจถึงแม้ฉันจะถึงบ้านแล้วก็ตาม

ไอ้ความไม่เคลียร์ ค้างๆ คาๆ นี่ทำเอาฉันกินข้าวไม่อร่อยไปเลย สุดท้ายฉันก็อดไม่ได้ โทรศัพท์ไปที่บ้านพี่วิว รอสายพี่วิวอยู่ครู่ใหญ่พี่วิวถึงมารับ

“พี่วิว วันนี้พี่เป็นอะไรคะ เกิดอะไรขึ้น”

“ช่างเถอะ พี่ขอโทษที่ทำให้หมดสนุกกัน พี่แค่เหนื่อยมากไปหน่อยน่ะ”

แค่เนี้ยะ...มีหรือฉันจะเชื่อ

“รุ้งไม่เชื่อหรอก ต้องมีอะไรแน่ๆ พี่วิวปรึกษารุ้งได้นะ”

“เอ๊...! อยากรู้ไปทำไมน่ะ ...” เสียงพี่วิวเริ่มหงุดหงิด “อยากรู้พี่จะบอกก็ได้ พี่ไม่ชอบใจที่ถูกทิ้งไว้คนเดียว ก็อย่างว่าแหละ เวลาคนเรามีอยู่กันสองคนอะไรๆ ก็ลงตัวไปหมด แต่เป็นสามเมื่อไหร่ อะไรๆ มันก็เกิน คนที่สามมันก็ส่วนเกินดีๆ นี่เอง”

พี่วิวใส่มาไม่ยั้ง...พี่วิวเนี่ยนะส่วนเกิน พี่วิวเนี่ยนะ ถูกทิ้งไว้คนเดียว เดี๋ยวๆ พี่เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ถ้าจะเป็นใครที่สมควรโกรธด้วยเหตุผลอันนั้น มันน่าจะเป็นฉันมากกว่า ตลอดเวลาฉันก็เห็นแต่ว่าพี่วิวกับพี่เจน่ะแหละที่ชอบคุยกันสองคน โดยที่ฉันได้แต่ฟังตาปริบๆ เพราะเป็นเรื่องที่ฉันไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ หรือไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็น

“ทำไมพี่วิวพูดแบบนี้ล่ะคะ ถ้าพี่จะพูดแบบนั้น รุ้งมากกว่ามั้งคะที่น่าจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินเวลาพวกเราไปเที่ยวด้วยกัน และพี่วิวก็น่าจะรู้นะคะว่าทำไมรุ้งถึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน” แน่ล่ะพี่วิวต้องรู้แน่ว่าฉันกระทบพี่เขา ก็พี่เขาต่างหากที่เป็นคนชอบสร้างโลกส่วนตัวระหว่างตัวเองกับพี่เจต่อหน้าฉัน

“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีหรอก เจมันห่วงรุ้งจะตาย รู้มั้ยวันนี้ตอนมันไปตามพี่มันพูดว่าอะไร เจไม่สนหรอกนะว่าวิวจะคบเจเป็นเพื่อนอีกหรือเปล่า มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวของวิวเอง แต่วิวต้องคิดนะว่าน้องเขามาด้วยเขาไม่รู้เรื่อง น้องเขาจะรู้สึกยังไง เชอะ! อวดดีที่สุด ทำอย่างกับพี่ไม่รู้จักคิด”

ฉันได้ยินเสียงสูดหายใจดังมาตามสาย

“เอาเถอะ...เรื่องมันแล้วไปแล้ว แล้วพี่ก็คุยกับเจเรียบร้อยแล้วด้วย แต่พี่ไม่บอกหรอนะว่าคุยอะไรกัน อยากรู้ก็ไปถามเจเองแล้วกัน”

อ๊ะ...มีกั๊ก ทำไมไม่บอกล่ะคุณพี่

“เรื่องวันนี้ขอให้จบแค่นี้แล้วกัน พี่เวียนหัวอยากนอน แค่นี้นะ”

แล้วฉันจะทำอะไรได้นอกจากบอกลาแล้ววางสาย เรื่องมันจบแล้วเหรอ...คิ้วของฉันเริ่มขมวดเข้าหากัน ไม่เห็นเคลียร์เลยอ่ะ แล้วตกลงอะไรเป็นอะไรงง โอ๊ย...ถ้าไม่รู้เรื่องต้องนอนไม่หลับแน่ๆ โทรหาพี่เจต่อดีกว่า

“พี่เจ พี่เจ ตะกี้รุ้งโทรคุยกับพี่วิว งงอ่ะค่ะ ตกลงพี่เขาน้อยใจอะไรกันแน่”

“แล้ววิวเขาว่าไงล่ะ” พี่เจตอบกลับมาแบบถนอมเสียง แถมยังเลี่ยงให้ฉันเล่าก่อนอีก

“ก็ไม่เห็นมีอะไรเลย นอกจากบอกว่าไม่มีใครดูแล ไปเที่ยวก็ไปเป็นส่วนเกิน ต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ ถ้าเรื่องแค่นี้ไม่เห็นน่าโกรธ รุ้งไปเป็นส่วนเกินชาวบ้านประจำ ไม่เห็นเคยงอนเลยอ่ะ”

พี่เจหัวเราะแผ่วๆ มาตามสายคงขำฉันมั้ง? ที่ยอมรับว่าไปเป็นส่วนเกินชาวบ้านเป็นประจำ

“เอาน่า...วิวเขาว่าไงก็ตามนั้นแหละ”

“แต่พี่วิว เขาว่าเคลียร์กับพี่เจแล้ว ให้เรื่องวันนี้จบแค่นี้ เคลียร์อะไรกันคะ เล่าให้รุ้งฟังมั่งสิ” พี่เจขาช่วยเล่าทีสิคะ รุ้งอยากรู้ (อยากเห็น) จะแย่อยู่แล้ว
“อ้าว...วิวเขาก็บอกจบแล้วไม่ใช่เหรอ อย่าคิดอะไรมากไม่มีอะไรหรอก ดึกแล้วนอนได้แล้ว”

“แต่...” ฉันหมายจะเค้นความจริงออกมาให้ได้

“แค่นี้นะ...ฝันดีจ้ะ”

ไม่ทัน...พี่เจวางหูไปซะแล้ว เฮ้อ...พี่สองคนนี้เขาอะไรกันนักหนาเนี่ย ไม่เห็นรู้เรื่องเลย เอาเว้ย...รายงานยายน้ำทั้งที่ไม่รู้เรื่องนี่แหละ ให้มันตีความหมายเอาเอง...

ฉันไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่หลังจากวันนั้น ฉันไม่ค่อยเห็นพี่วิวแวะเวียนเข้าใกล้พี่เจเหมือนเคย ทำท่าเหมือนจะหลีกห่างด้วยซ้ำ แปลกดี...สรุปแล้วตอนนี้ฐานะของพี่วิวในชีวิตของพี่เจ คงตกไปเป็นเพื่อนหรือไม่ก็คนรู้จัก แทนที่จะเป็นเพื่อนหรือไม่ก็คนรักอย่างที่เคยเป็นมา ฉันพยามจะสืบเรื่องของสองคนนี้ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะรู้กันอยู่แค่สองคน คนหนึ่งไม่พูด อีกคนก็ไม่พูด มันก็เลยเป็นความลับที่ฉันสืบไม่ได้

ดังนั้นข่าวที่พี่เจกับพี่วิวห่างๆ กันไปแล้วจึงถูกส่งไปถึงน้ำฝนโดยไม่มีสาเหตุของอาการห่างเหินนี้แนบไปด้วย

แล้ววันเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยรอใคร บางทีคงเป็นข่าวของน้ำฝนที่บอกว่าจะกลับมาช่วงปิดเทอมล่ะมั้งที่ทำให้ฉันพิ่งนึกออกว่ารู้จักกับพี่เจมาจะครบปีแล้ว และเป็นเพราะข่าวว่าเพื่อนสาวจะกลับมานี่แหละทำให้ฉันได้สำนึกว่า ความรู้สึกที่ฉันมีต่อพี่เจในวันนี้ช่างห่างไกลจากหลายเดือนก่อนนี้มากมายนัก

คำว่า “น้องสาว” กลับฟังแล้วเจ็บปวด และยิ่งเจ็บปวดยิ่งกว่าเมื่อต้องยิ้มรับเมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่ฉันไม่คิดว่าเขาเป็นแค่ “พี่ชาย” อีกต่อไป

ฉันคิดว่าฉันคงบ้าไปแล้วที่ดันไปหลงรักผู้ชายคนเดียวกับเพื่อน มันเหมือนการ์ตูนที่อ่านสมัยเด็กไม่มีผิด รักคนคนนั้นทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีสิทธิ์

ใครจะว่าฉันหลบหน้าฉันก็ยอมรับล่ะ ตั้งแต่ยัยน้ำกลับมาร่วมอาทิตย์ฉันยังไม่ไปเจอหน้าแม่เพื่อนซี้คนนี้เลย เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง เลี่ยงไม่ได้...ก็จะเลี่ยงล่ะใครจะทำไม แม้แต่กับพี่เจฉันก็ไม่ค่อยติดต่อกับเขาในช่วงเดือนที่ผ่านมา เวลาได้ยินเสียงหรือเห็นหน้าพี่เขาทีไร คำว่า “เพื่อนทรยศ” มันคอยมาวิ่งวนเวียนในหัวฉันตลอด ฉันก็เลยตัดการติดต่อกับพี่เขาดื้อๆ พี่เจโทรมาฉันก็จะคุยสั้นๆ แล้วก็ตัดบทจบอย่างรวดเร็ว แต่พี่เจก็ยังโทรมาทุกวันเหมือนปกติ

“นี่ใจคอจะไม่มาเจอหน้ากันเลยหรือไง นานทีปีหนนะฉันจะกลับมาที” เสียงน้ำฝนดังแว๊ดออกมาทันทีเมื่อฉันกดรับโทรศัพท์มือถือ

“โธ่...ก็ช่วงนี้งานมันยุ่งนี่ยะ ให้ทำไงล่ะ”

“ไม่รู้ล่ะ อาทิตย์นี้แกต้องออกมาช็อปปิ้งกับฉัน ใครๆ ก็ไม่ว่าง พี่เจก็ไม่ว่าง ดังนั้นแกต้องโผล่หน้ามาให้ฉันเห็นซะ”

คงเพราะคำว่าพี่เจไม่ว่างนั่นแหละ ทำให้ฉันตกปากรรับคำยัยน้ำไป และหลังจากนั้นตลอดช่วงที่ยัยน้ำอยู่ฉันจะเช็คตลอดว่าพี่เจไม่ได้ไปด้วย ฉันถึงจะยอมไปกับยัยน้ำ

วันนี้ฉันก็ออกมาช็อปปิ้งกับยัยน้ำนัดกันที่สยามตามเคย ฉันมาถึงก่อนเวลานัดเล็กน้อย ฉันก็เป็นคนไม่ชอบรอใครเฉยๆ เสียด้วย เลยออกเดินเล่น ขาอยู่ไม่สุขของฉันพามาหยุดที่หน้าร้านบะหมี่ที่ฉันเคยมากินกับพี่เจเมื่อปีก่อน

ฉันยืนตัวแข็งค่อนข้างช็อคเพราะฉันต้องเรียกว่ามันเคยเป็นร้านบะหมี่ที่ฉันกับพี่เจเคยมากินด้วยกันเสียแล้ว ก็ตอนนี้ป้ายกำลังปรับปรุงติดหลาอยู่ทั่วบริเวณนั้น และแล้วสถานที่แห่งความทรงจำ ก็กลายเป็นแค่ความทรงจำ

ฉันกลับไปยืนรอยัยน้ำตรงจุดนัด หมดเรี่ยวแรงจะทำตัวอยู่ไม่สุขอีกต่อไป ฉันรอเฉยๆ อยู่ตรงนั้นแม้ว่ายัยน้ำจะมาสายกว่าเวลานัดถึงครึ่งชั่วโมง ยัยน้ำคงว่าฉันแปลกแน่ๆ ที่ไม่ว่าอะไรมันเลยที่มาสาย ตอนนั้นฉันสลดหดหู่เกินกว่าจะนึกสรรหาคำอะไรมาด่ามันที่ให้ฉันยืนรอขาแข็งได้

วันนี้ยัยน้ำจะบินกลับไปเรียนต่อแล้ว ฉันกำลังจะไปสนามบินเพื่อส่งยัยน้ำฉันยังคงหลบหน้าพี่เจเหมือนเคย ฉันรู้ว่าพี่เจไม่ไปส่งยัยน้ำหรอก ก็วันนี้วันทำงานนี่นา พูดง่ายๆ ก็ฉันโดดงานมาส่งเพื่อนน่ะแหละ

ขณะที่ฉันกำลังยืนรอแท็กซี่เพื่อไปสนามบิน ฉันก็เหลือบไปเห็นหน้าปกการ์ตูนเรื่องหนึ่งเข้า มองแล้วมันคุ้นตาพิลึก มองไม่มองมาเลยนึกออกว่าเป็นเรื่องที่ฉันเคยอ่านสมัยเรียนนี่นา มันถูกนำมาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้ง ตัวเอกเป็นผู้หญิงที่มีผู้ชายมาชอบหลายคน แต่ดันหลงรักแฟนเพื่อน พอเห็นแล้วทำให้นึกถึงคำถามที่ฉันเคยถามน้ำฝนสมัยเรียน

“นี่ยัยน้ำ ถ้าสมมุติว่าแกกับฉันหลงรักผู้ชายคนเดียวกันแกจะทำไงอ่ะ”


“ฉันก็จะยกให้แก เพราะสำหรับฉัน เพื่อนสำคัญที่สุด”

“ถามจริง?”

“ชัวร์”

“ผิดกับฉัน ฉันจะบอกแกแล้วเราก็มาแข่งกันว่าใครจะได้ใจผู้ชายคนนั้นไป”

“ฮะๆๆ ยัยบ้าเอ๊ยก็ฉันบอกแล้วไงจะยกให้แก แล้วแกจะแข่งกับใคร”

“ไม่ยอมรับเว้ย...ต้องมาแข่งกันแบบเสมอภาคสิ คนกลางเป็นคนตัดสิน”

“เออๆ แกจะเอายังไงก็ตามใจแกแล้วกัน”

เสียงหัวเราะของฉันกับน้ำฝนยังดังประสานกันในความทรงจำแม้ช่วงเวลานั้นได้ผ่านมาเกือบสิบปีแล้วก็ตาม

นี่ฉันมัวทำบ้าอะไรอยู่ ใช่แล้ว...ฉันชอบพี่เจ ฉันต้องบอกยัยน้ำสิ การที่ฉันไม่บอกยัยน้ำต่างหากที่จะทำให้ฉันเป็นเพื่อนทรยศในสายตามัน

เมื่อตัดสินใจได้ ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเบาขึ้นจนแทบจะลอยได้ นี่ฉันเผลอไปแบกเรื่องนี้ให้หนักไปเปล่าๆ แท้ๆ คำว่าเพื่อนสำหรับฉันกับยัยน้ำมันหมายถึงความจริงใจที่มีให้แก่กันต่างหาก

ฉันจ่ายค่าแท็กซี่แล้วรีบสาวเท้าเข้าไปในตัวอาคารสนามบิน สายตาคอยสอดส่ายหาเพื่อนสาวสุดที่รัก แล้วก็เห็นว่าน้ำนั่งรอฉันที่ร้านแฮมเบอร์เกอร์อย่างที่ตกลงกันไว้ตอนแรก

“โห...เครื่องออกวันนี้นะยะไม่ใช่พรุ่งนี้ มาซะช้าเชียวยัยรุ้ง” นี่แหละคำทักของยัยน้ำ มันน่ามาส่งมั้ยเนี่ย

ฉันนั่งลงตรงข้ามกับยัยน้ำ มือเริ่มเย็นขึ้นมากะทันหัน แถมยังเปียกเหงื่ออีกด้วย ไอ้ความกล้าตะกี้มันหายไปไหนหมดน่ะเนี่ย

“ฉัน...ฉัน...มีเรื่องจะบอกแก” ฉันคงทำหน้าพิลึกมากเพราะยัยน้ำมองมาด้วยสายตาสงสัยเต็มที่ ฉันเลือกจะก้มหน้าหลบสายตาจับผิดของมัน “ฉัน...ชอบพี่เจ”

“อะไรนะ?”

ฉันรู้ตัวอยู่หรอกว่าพูดออกไปไม่เต็มเสียงนัก แต่จำเป็นด้วยเหรอที่มันต้องถามฉันเสียงดังคับร้านขนาดนั้น คราวนี้ฉันเงยหน้าขึ้นมองหน้ายัยน้ำพูดด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ “ฉันชอบพี่เจ ฉันเลยมาสารภาพกับแก” เอพอพูดออกไปครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งที่สองมันง่ายขึ้นราวกับคนละเรื่อง

แน่นอน...การที่คุณสารภาพกับเพื่อนว่าชอบผู้ชายคนเดียวกับเพื่อน คุณต้องหวังไว้ว่าจะได้เจอความโกรธเกรี้ยวกราด หรือไม่ก็ได้มาพบกับความเย็นชาสุดขั้ว ไม่ใช่มาพบว่าแม่เพื่อนตัวแสบนั่งอมยิ้มเป็นแมวอิ่มครีมอยู่แบบนี้

“แกชอบพี่เขา แกก็ไปสารภาพกับเขาสิ มาบอกฉันทำไม”

ฉันอ้าปากค้าง มองท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อนของยัยน้ำ “ก็...แกชอบพี่เจไม่ใช่หรือไง? ฉันก็เลย...”

“นี่แกอย่าบอกนะว่าเพราะฉัน แกก็เลยเล่นซ่อนแอบกับพี่เจมาเป็นเดือนๆ เนี่ย”

หน้าฉันคงแดงเถือกแน่ๆ เลย เพราะรู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าวไปหมด โดยเฉพาะตรงแก้มมันร้อนเป็นพิเศษเชียวล่ะ แต่ก็กลั้นใจตอบออกไป “ก็ใช่น่ะสิ”

“เวรกรรม...ฉันแค่ปลื้มเขาแบบคลั่งไคล้ดาราน่ะ ฉันกรี๊ดกร๊าดคนหล่อไปเรื่อยแกก็น่าจะรู้นี่”

อันนั้นฉันก็รู้อยู่หรอก แต่นี่มันพี่เจนะ ฉันก็รู้อยู่ว่ายัยน้ำปลื้มมาหลายปีแล้ว และไม่มีท่าว่าจะเลิกปลื้มง่ายๆ ด้วย ขนาดลงทุนให้ฉันสืบความเป็นไปโดยละเอียดข้ามประเทศ

“แต่...” ฉันยังรู้สึกกังวลใจอยู่ เหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง

น้ำฝนชะโงกหน้ามากระซิบเสียงเบากับฉัน “อีกอย่างฉันรู้มานานแล้วว่าแกชอบพี่เจ มีเวลาทำใจเหลือเฟือ”

คำพูดของน้ำฝนเล่นเอาฉันตาเหลือก มันจะเป็นไปได้ยังไงที่ยัยเพื่อนของฉันจะรู้มานานแล้วว่าฉันชอบพี่เจ ก็ขนาดฉันยังเพิ่งรู้ตัวก่อนหน้ามันกลับเมืองไทยไม่กี่วัน

“รู้มานานของแกนี่ นานแค่ไหนยะยัยน้ำ” พูดไปแล้วฉันถึงรู้ตัวว่าลดเสียงลงเหลือแค่กระซิบเท่ายัยน้ำ

“ครึ่งปีแล้วมั้ง? ถ้าจำไม่ผิด หรือไม่ก็กว่านั้น”

“เป็นไปได้ไง ตอนนั้นแกเรียนอยู่เมืองนอก มาสู่รู้เรื่องแถวนี้ได้ไง โมเมละ”

ฉันไม่เชื่อสุดขีด ยัยเพื่อนฉันโม้แหงๆ แน่ะแค่ว่าโมเม ทำมาค้อนใส่

“ฉันจะไม่สู่รู้เรื่องแถวนี้ได้ไงในเมื่อมีตัวชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านมันคอยคาบข่าวไปบอกตลอดน่ะ”

อุ๋ย...เรานี่หว่า แหะๆ แต่ไม่เห็นเกี่ยวกับที่มันรู้ว่าฉันชอบพี่เจเลยนี่

“ไม่ต้องมาทำหน้าไม่เชื่อ เดี๋ยวกลับไปคราวนี้ฉันจะส่งอีเมล์ที่แกส่งให้ฉันตั้งแต่ปีที่แล้วกลับมาให้แกให้หมด แกจะได้รู้ว่าทำไมฉันถึงรู้ว่าแกชอบพี่เจ ถ้าแกได้อ่าน แกจะรู้ว่าคำบรรยายของแกเกี่ยวกับพี่เจน่ะมันมีความรู้สึกส่วนตัวเกี่ยวข้องมากแค่ไหน”

“ไม่ต้องก็ได้จ้ะ เชื่อแล้วๆ เฮ้อ...” ฉันรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก รู้งี้สารภาพกันยัยน้ำแต่แรกดีกว่า

“อะไร มาถอนหายใจ แล้วยังทำตาลอยอีก มีเรื่องอะไรต้องคิดอีกยะ”

“ก็ไม่รู้ว่าพี่เจคิดยังไงกับฉันบ้าง สงสัยคงมองฉันเป็นแค่น้องสาวแน่เลย แล้วไหนจะเรื่องพี่วิวที่มันคาใจอีก”
พอฉันพูดไปแทนที่ยัยน้ำจะเห็นใจกลับยิ้มแปลกๆ เสียงเก้าอี้ด้านหลังของฉันดังขึ้น คนที่นั่งข้างหลังฉันคงลุกออกไปแล้ว ก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องถนอมเสียงมากนัก แต่เสียงที่ดังหลังจากเสียงเก้าอี้นี่สิ ทำเอาฉันสะดุ้งโหยง ตาคงโตแทบพลัดออกจากเบ้าได้

“วิวกับพี่เป็นแค่เพื่อนกัน แล้วพี่ก็ไม่ได้เห็นรุ้งเป็นน้องสาวมาแต่แรกแล้วด้วย”

ฉันนั่งตัวแข็งทื่อ ผิดกับแม่เพื่อนตัวแสบที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

“พระเอกนั่งฟังมานานแล้วได้เวลาออกโรงสักที เคลียร์กันให้เรียบร้อยล่ะฉันรออยู่ตรงนู้นนะ”

ตรงนู้น ของยัยน้ำคือเก้าอี้ที่ทางสนามบินจัดให้ผู้ที่ใช้บริการได้นั่งรอ แต่เอ๊ะ เมื่อกี้ยัยน้ำว่าพี่เจนั่งฟังอยู่นานแล้วงั้นเหรอหมายความว่าไงน่ะ

ฉันโกรธมากที่รู้ว่าพี่เจแอบฟังฉันกับยัยน้ำคุยกัน แอบมาฟังตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้แหละ แต่มันทั้งโกรธทั้งอาย ฉันเลยใช้ความโกรธนี่แหละมาเกลื่อนความอายซะ

“พี่เจแอบฟังน้ำกับรุ้งคุยกันเหรอคะ?”

“พี่ไม่ได้ตั้งใจแอบฟังนะมันได้ยินเอง”

ดูเถอะ...สีหน้าพี่เจไม่มีแววสำนึกผิดสักนิด พ่อเจ้าประคุณแอบฟังคนอื่นคุยกันแล้วยังทำหน้าชื่นอีกว่าได้ยิน เชื่อเขาเลย ฉันเลยทำตาขวางใส่พี่เขาซะเลย

“แล้วพี่เจมานานหรือยังคะ” ฉันมองพี่เจแบบไม่ไว้ใจสุดๆ มาตอนไหนก็ไม่รู้ ได้ยินอะไรไปบ้างก็ไม่รู้อีกน่ะแหละ

“ก็มาก่อนรุ้งพักใหญ่แล้วล่ะ”

หา!! มาก่อน หมายความว่าพี่เจอยู่ที่นี่ก่อนฉันเข้ามาอย่างนั้นเหรอ ทำไมฉันไม่เห็นล่ะ อย่างน้อยยัยน้ำก็น่าจะ...อืม...ตะกี้มันพูดว่าพระเอกนั่งฟังมานานแล้ว แปลว่ามันรู้แต่แรกน่ะสิว่าพี่เจนั่งฟังที่ฉันคุยกับมันอยู่

“มาแล้วทำไมไม่ทัก” ฉันพูดห้วนๆ ตั้งใจหาเรื่องเต็มที่

“ก็พี่ไปซื้อน้ำแดงให้น้ำน่ะสิ พอเดินกลับมาก็เห็นรุ้งนั่งอยู่แล้ว กำลังจะทักน้ำก็ทำมือชี้ให้พี่นั่งโต๊ะนั้นก่อน”

ต๊าย...นังเพื่อนตัวแสบ ยัยน้ำต้องส่งซิกให้พี่เจตอนที่ฉันกำลังก้มหน้ารวบรวมความกล้าสารภาพกับมันอยู่แน่ๆ เพื่อนหนอเพื่อนทำกันได้

“งั้นพี่ก็ได้ยิน ได้ยิน...” ฉันไม่กล้าพูดต่อให้จบ คราวนี้ฉันไม่กล้าโกรธพี่เจแล้ว น้ำหนักความอายมันมีมากกว่า แบบนี้เขาก็ได้ยินที่ฉันสารภาพว่ารักเขากับยัยน้ำน่ะสิ

“ครับพี่ได้ยิน” ไม่ต้องพูดให้จบพี่เจเข้าใจทันทีว่าที่ฉันถามหมายถึงอะไร แล้วเขาก็ไม่ได้แกล้งถามว่าเรื่องอะไรด้วย แม้การรับคำตรงๆ ของเขาจะช่วยไม่ให้ฉันต้องอึดอัดกับการยกหัวข้อนั้นขึ้นมาพูดใหม่ แต่มันก็ทำให้หน้าฉันร้อนฉ่าทีเดียว

โอ๊ย...ทำไมพี่เจไม่เฉไฉไปนะ ทำไมต้องรับตรงๆ ด้วยว่าได้ยิน นี่พี่เขาคิดว่าฉันอายไม่เป็นหรือไงนะ

พี่เจยกมือข้างซ้ายของฉันขึ้นมากุม ฉันมองหน้าพี่เขาทันทีหลังจากก้มหน้างุดด้วยความอาย แต่พอเห็นตาซึ้งๆ ของพี่เจฉันก็เลยหลบหน้าหลบตาเป็นนางอายต่อ มือของฉันดูเล็กไปถนัดเมื่ออยู่ในอุ้งมือใหญ่ๆ ทั้งสองข้างของพี่เจ

“พี่อยากบอกรุ้งมาตั้งนานแล้ว สำหรับพี่ รุ้งไม่ใช่น้องสาวนะ รุ้งเป็นคนสำคัญของพี่ตั้งแต่พี่พบรุ้งแล้ว”

“โกหก” ฉันเงยหน้าขึ้นค้อนใส่พี่เจ “จะเป็นไปได้ยังไง พี่เจบอกเองว่าสมัยเรียนบ้านครูโตจำรุ้งไม่ได้ แล้วจะมาชอบรุ้งตั้งแต่รู้จักได้ไง”

ผลของคำพูดนั้นทำให้พี่โจเอามือของเขาที่กุมมือฉันไว้ออกข้างหนึ่ง แล้วเจ้ามือข้างนั้นแหล่ะที่เขกลงมาเบาๆ บนหัวฉัน

“แบบนั้นน่ะ เขาเรียกว่าเคยเจอจ้ะไม่ใช่รู้จักกัน”

อ๋อ...แล้วก็ไม่บอก เอ๋...บอกแล้วนี่ แต่บอกดีๆ ก็ได้ไม่เห็นต้องเขกหัวฉันเลย ผู้ใหญ่รังแกเด็ก

เป็นครั้งแรกที่ฉันกล้าสบตาพี่เจตรงๆ แบบนี้แปลว่าฉันกับพี่เจใจตรงกันใช่มั้ย? ฉันดีใจได้ใช่มั้ย? หัวใจที่กำลังพองโตของฉันคงไม่ไดถูกเป่าลมเข้าไปเพื่อถูกปล่อยให้ฟีบลงใช่หรือเปล่า?

“แล้วเรื่องพี่วิว...”

พี่เจเดาะลิ้นเบาๆ คงไม่เข้าใจมั้ง? ว่าฉันติดใจอะไรกับเรื่องพี่วิวนักหนา ก็มันชวนคิดน้อยอยู่หรอกเหรอ แล้วยิ่งมาได้รู้ได้เห็นเหตุการณ์แปลกๆ ในวันนั้นเข้าอีก

“พี่ขอร้องรุ้งเรื่องวิวได้มั้ย มันเป็นอดีตไปแล้วพี่ไม่อยากพูดถึงนักมันไม่ดีกับวิว พี่อยากให้รุ้งรู้ว่าตั้งแต่พี่รู้จักกับวิวมา พี่เห็นวิวเป็นเพื่อนมาตลอดรุ้งรับรู้แค่ส่วนที่เป็นความรู้สึกของพี่จะได้มั้ย”

ฉันพยักหน้ารับทันที ฉันก็พอรู้อยู่หรอกว่าพี่วิวน่ะชอบพี่เจ แต่สำหรับที่พี่เจเห็นว่าพี่วิวเป็นเพื่อนน่ะเพิ่งรู้จากปากเขานี่แหละ ก็คนอะไรไม่รู้เฉยได้ตลอด ตอนที่เจอพี่วิวกับพี่เจด้วยกันครั้งแรก ฉันตราหน้าไว้เลยว่าสองคนนี้เป็นแฟนกันหรือไม่ใช่ก็ใกล้เคียงเพราะพี่วิวแสดงออกมาก แต่ฉันก็ไม่อาจรายงานความคิดเห็นของฉันให้ยัยน้ำรู้ได้ ในเมื่อพี่ทั้งสองคนไม่ประกาศแล้วฉันเป็นใครถึงไปสู่รู้เรื่องส่วนตัวของพวกเขา แล้วพี่เจก็มาบอกว่าชอบฉัน หรือเหตุการณ์ที่ฉันพี่เจและพี่วิวไปเที่ยวกันครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นเพราะพี่วิวรู้อย่างนั้นหรือว่าพี่เจคิดกับฉันเกินน้องสาว

แล้วคงเป็นช่วงไหนสักช่วงหลังจากที่ฉันแน่ใจว่าพี่วิวไม่ใช่คนคนนั้นของพี่เจนั่นแหละ ที่ทำให้ฉันเผลอเปิดประตูรับพี่เจเข้ามาในหัวใจ

“แต่พี่ยังไม่เข้าใจนะ ทำไมรุ้งต้องหลบหน้าพี่ด้วย ถ้ารุ้งชอบพี่บ้างก็น่าจะอยากเห็นหน้าพี่สิ นี่อะไรหลบหน้าพี่เป็นเดือน โทรไปก็คุยบ้างไม่คุยบ้าง”

เอ๊ะ...หูฉันฝาดหรือป่าว เหมือนได้ยินเสียงตัดพ้อต่อว่าในน้ำเสียงเคร่งขรึมของพี่เจด้วย

“อ้าว...ไหนว่าได้ยินที่รุ้งกับน้ำคุยกันไงคะ?”

“ก็ได้ยิน แต่คุยกันเสียงเบาจะตายพี่ก็ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้างสิ เนี่ยอุตส่าห์ให้น้ำช่วยสืบว่ารุ้งเป็นอะไรไป น้ำก็ไม่ยอมบอกอะไรพี่เลยบอกแต่ว่าไปช็อปปิ้งที่ไหนกับรุ้งบ้างซื้ออะไรบ้าง พี่จะกลุ้มตาย น้ำน่ะจงใจแกล้งพี่ชัดๆ”

พอเห็นพี่เจส่งสายตาเศร้าๆ แกมออดอ้อนมาให้ ฉันก็ใจอ่อนยวบสงสารเขา อยากจะบอกอยู่หรอกนะว่าเพราะอะไร แต่ก็จนใจไหนๆ เขาก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมฉันจะต้องบอกออกไปแล้วทำให้เพื่อนซี้อย่างน้ำฝนต้องอายด้วยเล่า ฉันเลยยกมืออีกข้างที่ไม่ได้ถูกกุมไว้ ขึ้นมาลูบมือใหญ่ๆ เป็นการปลอบใจ

“ตอนนั้นรุ้งคงเพี้ยนมั้งคะ? เพี้ยนเพราะไปรักใครคนหนึ่งแค่ข้างเดียว แล้วก็กลัวว่าใครคนนั้นจะไม่รักตอบ”

“งั้นพี่ก็คงเพี้ยนกว่า เพราะพี่รักใครคนหนึ่งข้างเดียวมาเกือบปีแล้ว แต่ใครคนนั้นน่ะไม่ยอมรับรู้เอาซะเลย หนำซ้ำยังมาหนีหน้าพี่อีก”

ฉันยิ้มออกไป รู้สึกว่าปากตัวเองค่อนข้างสั่นเหมือนกัน และฉันก็เห็นรอยยิ้มที่สวยที่สุดตั้งแต่รู้จักพี่เจมาประดับอยู่บนใบหน้าพี่เขา ฉันแอบสัญญาเงียบๆ กับตัวเองว่าจะทำให้รอยยิ้มนั่นคงอยู่ตลอดไป

“งั้นเราสองคนก็เพี้ยนกันทั้งคู่สิคะ”


“ไม่เห็นต้องทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เลย เดี๋ยวปีหน้าฉันก็โผล่มาอีก แกคิดหรือว่ามีแฟนแล้วแกจะสลัดฉันทิ้งไปได้ง่ายๆ”

ฉันกำลังอยู่ในอารมณ์ซึ้งเต็มที่เชียวนะ ทำไมยัยน้ำต้องพูดให้เสียบรรยากาศด้วยก็ไม่รู้ หมดมู้ดกันพอดี

“ยัยน้ำ แกไม่สวยยังปากเสียอีกนะ”

“น้อยๆ หน่อยถ้าอย่างฉันเรียกไม่สวย แกก็ขี้เหร่แล้วยัยรุ้ง พี่เจฝากดูแลยัยลูกเป็ดขี้เหร่นี่ดีๆ ด้วยนะคะ อย่าให้ไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านอีก มีชาวบ้านรายงานมาว่าเดือดร้อน”

เอ๊ะ...ฝากแบบนี้อย่าฝากดีกว่ามั้ง แล้วดูเถอะแทนที่พี่เจจะปกป้องฉันจากความปากร้ายของยัยน้ำ กลับหัวเราะร่วนเชียว ฉันเลยค้อนพี่เจเข้าให้ แล้วเลยมาเผื่อแผ่ยัยน้ำด้วย

ฉันชะงักกึก...แม้จะแค่แวบเดียว แต่ฉันก็เห็นสายตาชื่นชมพี่เจอยู่ในแววตายัยน้ำ น้ำคงรู้สึกว่าฉันมองอยู่ จึงหันมามองฉันด้วยรอยยิ้ม น้ำคงรู้แล้วว่าฉันรู้ว่าน้ำยังชอบพี่เจอยู่ น้ำยื่นกระดาษใบหนึ่งให้ฉันแล้วเราสองคนก็กอดกันกลม ถ้าไม่มีพี่เจยืนอยู่ด้วยคนอื่นอาจมองว่าเราเป็นเลสเปี้ยนก็ได้ พอเราผละออกจากกัน ฉันก็เห็นว่าน้ำตาแดงๆ ซึ่งตัวฉันคงไม่ผิดอะไรกับเพื่อนสาวคนนี้นัก

พอน้ำลับสายตา ฉันก็คลี่กระดาษที่น้ำยัดใส่มือมาดู

To…รุ้ง
ยกเลิกคำสั่งสืบราชการลับได้ ว่าแต่แกยังจำคำพูดพวกนี้ได้มั้ย
รุ้ง: เราต้องแข่งกันแบบเสมอภาคสิ แล้วให้คนกลางตัดสิน
น้ำ: จะเอายังไงก็ตามใจแกแล้วกัน
(หัวเราะ)
น้ำ: แล้วหลังจากที่คนกลางเลือกแล้วล่ะ
รุ้ง: ???

นึกให้ออกนะยะ แล้วฉันจะโทรมาถามคำตอบ

From…น้ำ (สุดสวย)

ฉันหัวเราะทั้งน้ำตาเมื่ออ่านจดหมายของน้ำจบ เลยเป็นเหตุให้พี่เจต้องหาผ้าเช็ดหน้าให้วุ่น (ก็ฉันมันคนไม่พกผ้าเช็ดหน้านี่นาพกแต่ทิชชู) ฉันเลยได้ผ้าเช็ดหน้าสีเข้มๆ ของพี่เจมาซับน้ำตา พี่เจเลิกคิ้วให้ฉันเหมือนอยากรู้ข้อความในจดหมาย แต่ฉันส่งยิ้มแล้วส่ายหน้าให้แทนคำตอบ พี่เจเลยกรอกตามองเพดานแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ บ่นอะไรพึมพำๆ เกี่ยวกับผู้หญิงก็ไม่รู้ ฉันไม่ได้ถามหรอก แต่เอื้อมมือไปจับมือพี่เจเบาๆ แล้วเขาก็กระชับมือที่ฉันจับให้แน่นขึ้น เราสองคนเดินออกจากอาคารสนามบินด้วยรอยยิ้ม...

ภาพเด็กหญิงสองคนนั่งที่โต๊ะม้าหินใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ผุดขึ้นในใจฉัน

“แล้วหลังจากที่คนกลางเลือกแล้วล่ะ เราสองคนจะเป็นยังไง?”

“เราสองคนก็จะเป็นเพื่อนกันตลอดไปน่ะสิ ยัยโง่!”

************************************


(จบแล้วค่ะ)






Create Date : 11 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2548 17:33:09 น. 12 comments
Counter : 255 Pageviews.

 
น่ารักจังค่ะ อ่านแล้วคิดถึงเพื่อนงะ ชอบตรงที่บอกว่าสุดท้ายเราก้อยังเปงเพื่อนกันต่อไป มันแอบซึ้งอะค่ะ เหมือว่าว่ายังงัยๆ มิตรภาพระหว่างเพื่อนก้อจะเดินต่อไป ถึงแม้ว่าจะแอบชอบผู้ชายคนเดียวกานก้อตามอะ

แต่ถ้าใครชอบปู้ชายคนเดียวก่าเพื่อนรักนี่คงทามใจลำบากเหมือนกานนะเนี่ยะ


โดย: คอเล่า IP: 203.172.116.62 วันที่: 13 พฤศจิกายน 2548 เวลา:12:01:43 น.  

 
^_________^ ดีใจที่ชอบค่ะ
ไว้แวะมาอีกนะคะ คุณคอเล่า


โดย: wayo IP: 203.156.43.150 วันที่: 15 พฤศจิกายน 2548 เวลา:2:43:10 น.  

 
ถ้าชอบผู้ชายคนเดียวกะเพื่อนคงลำบากใจน่าดูเนาะ

ชอบประโยคสุดท้ายที่ว่า "เราสองคนก็จะเป็นเพื่อนกันตลอดไปน่ะสิ ยัยโง่!” มันดึมากๆเลยล่ะ


โดย: salami girl IP: 210.203.186.182 วันที่: 15 พฤศจิกายน 2548 เวลา:7:35:15 น.  

 
ชอบประโยคสุดท้ายเหมือนกันค่ะ ^^

เขียนเรื่องนี้อารมณ์ประมาณว่าหมั่นไส้การ์ตูนที่อ่านอยู่
แล้วรู้สึกว่าเพื่อนกันน่าจะพูดกันตรงๆ ได้น่ะ

ผลออกมายังไงนี่ อีกเรื่องนะ แหะๆ ^^"


โดย: wayo วันที่: 16 พฤศจิกายน 2548 เวลา:16:09:55 น.  

 
แวะมาทักทายจ้า หนูฝุน หวังว่าคงสบายดีน้า ว่าแต่อยากแอบทวงอะไรสักอย่างจัง ไม่รู้ว่าฝุนจะจำได้หรือเปล่าหนอ อิอิ (เริ่มทำหน้า... )


โดย: คีตภา วันที่: 17 พฤศจิกายน 2548 เวลา:20:25:38 น.  

 
ทวงตังค์เหรอพี่...ไม่มีให้หรอก
แต่ถ้าให้นู๋ไถตังค์ล่ะก็ ได้เล้ย!!
(แค่ไม่ทวงเรื่องของยัยเจเนวี่เป็นใช้ได้ อิอิอิของดองอีกหนึ่งชิ้น)

^____________^


โดย: wayo IP: 203.156.48.77 วันที่: 17 พฤศจิกายน 2548 เวลา:20:31:16 น.  

 
แล้วจะมาอ่านนะคะ ตอนนี้ยุ่งกับการบ้านค่ะ ชอบบล็อกของพี่มากเลยค่ะ สวยน่ารักดีนะคะ


โดย: lovekalo (lovekalo ) วันที่: 19 พฤศจิกายน 2548 เวลา:14:25:03 น.  

 
ไม่ได้เล่นเล่นเนตมาสามวันแล้วอ่ะ เลยตอบช้าหน่อย
สงสัยlovekaloคงทำการบ้านเสร็จแล้วล่ะมั้งเนี่ย
อิอิอิ
บล็อกพี่ค่อนข้างโล่งหน่อยเพราะทำอะไรไม่ค่อยเป็น
แบบว่ากะเอามาเก็บนิยายอย่างเดียวเลย มันก็เลยดูโล่งกว่าคนอื่น

แต่จริงๆ ตัวพี่เองก็คิดว่าแบบนี้สบายตาดีนะ ดูหวานๆ ดี


โดย: wayo วันที่: 22 พฤศจิกายน 2548 เวลา:2:36:41 น.  

 
บล็อกไม่โล่งหรอกค่ะ ดูหวานๆดีค่ะพี่ ขอแวะเข้ามาทักมั่งค่ะเห็นพี่มาทักที่บล็อกขอบคุณมากเลย บล็อกนู๋ไม่ค่อยได้ทำอะไรเลยมัวแต่ไปทำ speace(แฮะๆ) แล้วก็พึ่งเข้ามาพันทิพไม่นานก็เลยไม่ค่อยรู้จักใครยังไงฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ


โดย: nuejum (nuejum ) วันที่: 25 พฤศจิกายน 2548 เวลา:9:24:30 น.  

 
แวะมาเยี่ยมบล๊อกพี่วาโยค่ะ เดี๋ยวกลับมาอ่านนะคะ
ตอนนี้ต้องไปเรียนก่อน(แอบเล่นเวลาเรียนอะคะ)


โดย: หนูยี (หนูยี ) วันที่: 30 พฤศจิกายน 2548 เวลา:11:28:30 น.  

 
มาทักทายจ้า โฮ่ๆๆ


โดย: หวัสสา IP: 58.11.39.176 วันที่: 2 ธันวาคม 2548 เวลา:20:49:51 น.  

 
OOnuejumOO หุหุ วาโยเป็นพวกเห็นคนที่บล็อกต่อท้ายไม่ได้ ต้องคลิกเข้าไปดูสักหน่อย ไว้จะไปเยี่ยมอีกจ้า

OOหนูยีOO ยังไม่มีอะไรมากเลยบล็อกวาโยมีแต่เรื่องสั้นเก่าๆ อ่ะจ้ะ เอามาเก็บนิยายไว้ดูเล่น ^^

OOหวัสสาOO หวัสสาทำบล็อกสิคะ วาโยจะได้เข้าไปทักทายมั่ง หุหุหุ




โดย: wayo วันที่: 5 ธันวาคม 2548 เวลา:17:34:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

wayo
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เอ่อ...ไม่เข้าใจว่า
ทำไมถึงคลิกกล่องคอมเม้นต์ไม่ได้
กดไม่ติดเลยอะค่ะ
ตอบคอมเม้นไม่ได้
เดี๋ยวขอหาทางแก้ก่อนนะคะ

ยังไงก็ขอบคุณทุกคน
ที่แวะมานะคะ
(Y)(^O^")(Y)
My books
Friends' blogs
[Add wayo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.