Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
18 กุมภาพันธ์ 2549
 
All Blogs
 
ด้วยสัมผัสแห่งรัก




ด้วยสัมผัสแห่งรัก
โดย: วาโย


ย่างเข้าหน้าร้อนภาพต้นราชพฤกษ์ที่ผลิดอกสีเหลืองสดใสไปทั้งต้นเป็นแนวยาวริมถนนหน้ามหาวิทยาลัยเป็นประกอบกับหญิงสาวผมยาวสลวยยืนเดียวดายท่ามกลางกลีบดอกไม้ที่พลิ้วร่วงลงมาเป็นภาพที่สวยงามเกินบรรยายในความรู้สึกของฉัน ดูทั้งงดงามและเงียบเหงาปนเปกัน

แต่...มันก็แค่ตอนนั้นเท่านั้นที่ฉันคิดว่าภาพที่เห็นงดงาม

“นี่ๆ เธอตั้งใจหน่อยสิ ฉันรีบอยู่นะ”

เสียงแปร๋นแสบหูทำเอาฉันต้องเบือนหน้าจากวิวสนามบาสฯ ที่มองผ่านได้จากหน้าต่างห้องสมุดแห่งนี้มามองต้นเสียงแทน ชีวิตตอนเรียนซัมเมอร์ของฉันคงดูดีกว่านี้มากถ้าไม่มีเสียงนี้คอยกรอกหูอยู่ตลอด

“ถ้ารีบก็น่าจะมาหาเองนี่” ถึงฉันจะพูดแบบนั้นแต่ฉันก็กลับมามองหน้าจอคอมฯ ซึ่งปรากฏภาพหนังสือพิมพ์ย้อนหลังไปแล้วสามอาทิตย์ และฉันก็คงต้องดูถอยหลังไปเรื่อยๆ เพราะฉันยังไม่ได้ข้อมูลที่เกี่ยวโยงกับเรื่องที่ฉันต้องการเลย

“แล้วถ้าฉันทำเองได้ฉันจะง้อเธอมั้ยล่ะ”

ฉันถอนหายใจกับความเอาแต่ใจของคนพูด ฉันอยากจะกระแทกเสียงใส่เจ้าหล่อนเสียนัก ติดแต่ว่าคนอื่นอาจสงสัยได้ว่าฉันกำลังพูดกับใคร

เอ...ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวเองเลยใช่มั้ยคะ ฉันนริศรา อิทธิรัตน์ค่ะ เป็นคนที่มีสัมผัสวิญญาณค่ะ ส่วนผู้หญิงที่ส่งเสียงแปร๋นๆ อยู่ข้างๆ ฉันความจริงเป็นวิญญาณที่หลุดออกจากร่างทั้งๆ ที่ยังไม่ตาย เห็นเจ้าหล่อนบอกว่าตัวเองชื่ออิน ส่วนเรื่องอื่นคุณอินเธอแทบจำไม่ได้เลยค่ะ คุณอินเป็นวิญญาณที่ตามติดฉันมาสามวันแล้ว

เป็นเรื่องธรรมดาของวิญญาณที่ฉันเคยพบมาค่ะ ที่ส่วนมากความทรงจำมักจะขาดๆ หายๆ แต่วิญญาณที่ฉับเคยพบน่ะส่วนใหญ่เป็นวิญญาณของคนที่ตายแล้วมีเรื่องติดค้างจนไม่ยอมไปสู่สุคติ เพิ่งจะเคยเจอวิญญาณคนเป็นก็หนนี้แหละค่ะ

คุณอินดูเหมือนคนธรรมดามากจนฉันเผลอทักเข้า ฉันถึงได้มาติดแหง็กอยู่กับคุณเธอ เพราะพอคุณอินรู้ว่าฉันมองเห็นเท่านั้นก็ตามติดฉันทันที อ้อนวอนแกมขู่ให้ฉันช่วยตามหาร่างให้ เพราะเธอลืมเสียแล้วว่าทิ้งร่างตัวเองเอาไว้ที่ไหน กลายมาเป็นวิบากกรรมของฉันเสียอย่างนั้น

และนั่นคือสาเหตุที่ฉันต้องมาเปิดคอมฯ ค้นหาข้อมูลเก่าๆ ตามหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ว่าพอมีอุบัติเหตุอะไรบ้างที่พอจะเกี่ยวเนื่องถึงคุณอิน แต่ดูท่าว่าคงไม่เป็นผลนัก บางทีฉันอาจต้องไล่ตามโรงพยาบาลก็ได้ว่ามีใครที่นอนโคม่าแล้วชื่ออินอยู่บ้าง ไม่อยากจะคิดถึงจำนวนโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เลยให้ตายเถอะ

เสียงเฮจากสนามบาสฯ ดึงดูดความสนใจของฉันอีกจนได้ แม้ว่าฉันจะพยายามแล้วที่จะไม่สนใจ

“นี่เธอต้องแอบชอบใครที่กำลังแข่งบาสฯ อยู่แน่เลยใช่มั้ย?”

คราวนี้คุณอินไม่ยักเรียกฉันให้กลับไปสนใจข่าวรายวัน แต่ทำท่าอยากรู้อยากเห็นมากว่าฉันสนใจใครเป็นพิเศษ เชื่อเขาเลยเรื่องของตัวเองยังเอาไม่รอดยังอุตส่าห์มีน้ำใจมาอยากรู้เรื่องของคนอื่นอีก

“เปล่านี่...แค่เห็นว่าน่าสนุกดี” ฉันยักไหล่ เบือนหน้าหนีจากสายตาที่มองมาอย่างไม่เชื่อถือของคุณอิน หันมาอ่านข่าวต่อ

ก็อย่างที่ว่าฉันมันเป็นคนมีสัมผัสที่หก และฉันก็ค่อนข้างรู้อะไรต่อมิอะไรล่วงหน้าเกี่ยวกับตัวเองนิดหน่อย ฉันคิดว่าใครหลายๆ คนก็คงเป็นเหมือนกับฉันในบางโอกาส อะไรที่เรารู้ว่าถูกกำหนดไว้แล้ว บางครั้งมันก็อดไม่ได้ที่จะขัดขืน หรือลองพยายามเปลี่ยนมันดู ถึงพอจะรู้อยู่ว่าผลมันอาจไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลยก็ตาม

ทันทีที่ฉันเห็นพี่จิน ตอนเข้าเรียนที่นี่ปีแรกและพี่เขาอยู่ปีสามฉันก็รู้ทันทีว่าคนนี้แหละเนื้อคู่ของฉัน หลังจากนั้นฉันก็พยายามมาตลอดที่จะไม่ทำความรู้จักพี่จิน จนเขาจบไปฉันก็แอบดีใจว่าฉันสามารถฝ่าผืนชะตาชีวิตตัวเองจนได้ แม้ว่าจะรู้สึกโหวงๆ ในใจก็ตาม แต่ดูเหมือนเส้นด้ายแห่งชะตากรรมจะไม่อยากให้ฉันโห่ร้องดีใจเร็วเกินไปนัก เมื่อในเทอมถัดมาฉันได้เห็นพี่จินอีกครั้ง คราวนี้พี่จินมาเรียนปริญญาโทต่อแถมยังเป็นนักกีฬาบาสฯ ของมหาวิทยาลัยที่วันๆ ซ้อมอยู่ที่สนาม และสนามบาสฯ เจ้ากรรมก็ดันมาอยู่ติดกับตึกคณะฉันเสียอีก

ถึงจะอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันมาถึงสามปี จนปีนี้ย่างปีที่สี่ ฉันก็ยังไม่รู้จักพี่จินอย่างเป็นทางการเสียที ถือ ได้ว่าเป็นลางดี เพราะอีกแค่ปีเดียวทั้งเขาและฉันก็จะเรียนจบ แล้วเราก็จะแยกย้ายกันไป

ฉันจะพิสูจน์ให้ได้ว่าชีวิตเขาเรานั้น เราจะต้องเป็นผู้ขีดเขียนเอง ไม่ใช่เดินตามที่ใครก็ไม่รู้เขียนให้

“ว้าว...ผู้ชายคนนั้นเก่งเป็นบ้า แถมยังหล่ออีกด้วย”

ฉันตั้งใจว่าจะไม่สนใจแล้วเชียว ถ้าคุณอินจะไม่พูดต่อว่า

“น่าแกล้งดี นักกีฬาแบบนี้ถ้าขาแพลงไปจะเป็นยังไงนะ”

เฮ้ย...! เจ๊จะเล่นอะไรน่ะ

ฉันรีบหันไปที่คุณอิน ซึ่งก่อนหน้านี้ยังเกาะหน้าต่างบานที่เห็นสนามบาสฯ อยู่เลย แต่ตอนนี้คุณเธอหายไปแล้ว ฉันลุกพรวดไปที่หน้าต่างบานนั้นทันที เสียงเก้าอี้ครูดกับพื้นดังมาก อาจมีสายตาตำหนิตามหลังฉัน แต่ฉันไม่สนใจ แล้วฉันก็เห็นคุณอินลอยละลิ่วไปที่สนามบาสฯ ดูๆ ไปก็เหมือนวิชาตัวเบาในหนังจีนอยู่หรอกเพราะคุณอินเธอโพสต์ท่าสวยไม่ใช่เล่น (ถึงแม้จะไม่มีคนเห็น)

แล้วตัวฉันจะทำอะไรได้นอกจาก รีบคว้ากระเป๋าสะพายของตัวเองจากโต๊ะ แล้ววิ่งออกจากห้องสมุดแบบเร็วจี๋ ตรงไปที่สนามบาสฯ ฉันไม่รู้หรอกว่าใครที่คุณอินหมายตาไว้ แต่ถ้าเป็นนักกีฬาแล้วโดนผีแกล้งถึงขั้นขาแพลงไปคงไม่ดีแน่ ต้องหาทางห้ามยัยวิญญาณเอาแต่ใจนี่ให้ได้เสียก่อน

สนามบาสฯ อาจดูเหมือนใกล้ๆ แต่ถ้าวิ่งมาจากห้องสมุดโดยไม่หยุดพักนี่มันก็เหนื่อยเอาการอยู่ ฉันเบียดผู้คนที่กำลังเชียร์บาสฯ กันอย่างเมามัน จนทันเห็นคุณอินผลักร่างชายหนุ่มคนหนึ่งจนหกล้มกลิ้งไปกับพื้นสนาม ถ้าดูกันตามปกติโดยไม่เห็นคุณอิน มันก็คือคนๆ นั้นวิ่งแล้วสะดุดกลิ้งลงไปเอง แล้วลูกบาสฯ ก็หลุดมือเข้าฝ่ายตรงข้ามอย่างง่ายดาย ทำให้ฝ่ายของผู้ชายที่โดนคุณอินแกล้งเสียแต้มไปสองแต้ม

ฉันห่วงผู้ชายคนนั้นมากกว่าว่าจะเป็นยังไง แต่พอเขาลุกขึ้นมาทำท่างงๆ ฉันก็รู้สึกว่าเลือดบนหน้ามันหายไปจนหมด พี่จิน นั่นเอง

ราวกับเรื่องยังเลวร้ายไม่พอ วิญญาณไร้ร่างของคุณอิน ยังคอยนัวเนียกับพี่จิน ทำท่าว่าจะแกล้งต่อเสียอย่างนั้น ดีแต่ว่าเสียงนกหวีดดังขึ้น ฝ่ายพี่จินขอเวลานอก เพื่อนๆ นักกีฬาของพี่จินช่วยกันพยุงพี่จินออกจากสนาม

แน่นอนเมื่อเริ่มแข่งอีกครั้งก็มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นในตำแหน่งของพี่จิน ฉันอยากเข้าไปเรียกวิญญาณคุณอินอยู่หรอก แต่คุณอินไม่ยอมห่างจากพี่จินเลยนี่สิ แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย

ฉันมองอย่างกระวนวาย และดูเหมือนคุณอินจะรู้ เจ้าหล่อนไม่ยอมออกห่างพี่จินเลย ก็จะให้ฉันเข้าไปพูดกับคุณอินได้ยังไงล่ะ คนออกจะเยอะแยะเต็มสนาม เขาจะได้เห็นว่าฉันบ้าพูดอยู่คนเดียวน่ะสิ โหย...ยุ่งๆ ยุ่งจริงๆ เดี๋ยวก็ไม่ช่วยเสียหรอก เอ๋...ไม่ช่วยงั้นเหรอ ถ้าฉันทำเป็นเดินหนี เดี๋ยวคุณอินก็ต้องมาง้อแน่ๆ

คิดได้แล้วฉันเลยทำท่าโบกมือให้คุณอิน ฉันตั้งท่าจะออกจากบริเวณสนามอยู่แล้วเชียวถ้าคุณอินไม่ยิ้มมา แล้วทำท่าจะบีบคอพี่จินอวดฉัน เล่นเอาฉันต้องหยุดกึก โอ้ย...ทำไงล่ะทีนี้จะไปก็ไปไม่ได้ จะอยู่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เวรกรรมๆๆ

จนแข่งบาสฯ กันจนจบคนเริ่มทยอยออกจากบริเวณสนาม ฉันก็ยังเห็นพี่จินนั่งคุยอยู่กับอาจารย์และเพื่อนร่วมทีม ท่าทางพี่จินจะไม่เป็นอะไรมากเพราะไม่มีท่าทีว่าจะต้องปฐมพยาบาลอะไรมากมายนัก และคุณอินก็ยังวนเวียนอยู่ตรงนั้นด้วย ฉันจะทำอะไรได้ ก็เลยเลือกนั่งที่ม้าหินริมสนาม คอยสังเกตพฤติกรรมคุณอินต่อไป

มาคิดมาคิดไปฉันก็ได้คิดว่าคุณอินคงแกล้งฉันเล่นๆ มากกว่า ถ้าคุณอินตายไปแล้วก็น่าห่วงว่าอยากพาพี่จินไปอยู่เป็นเพื่อนด้วย แต่นี่คุณอินก็ยังไม่ตายสักหน่อย ทำได้อย่างมากก็แค่แกล้งคนเล่น คิดแบบนี้ทำให้ฉันโล่งใจขึ้นมาก โล่งใจมากพอที่จะเอาหนังสือนิยายที่เพิ่งซื้อมาเมื่อเช้าขึ้นมาอ่าน

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานขนาดไหน แต่ฉันคิดว่าคงไม่ถึงสิบห้านาทีแน่ตั้งแต่ฉันนั่งอ่านหนังสือนิยายเล่มนี้ ฉันต้องเงยหน้าขึ้นจากตัวหนังสือที่กำลังสื่อถึงอารมณ์อันแสนเศร้าของนางเอก

“ขอโทษครับน้อง”

ฉันเงยหน้ามองเจ้าของเสียงทุ้มอย่างแปลกใจ ฉันรู้สึกได้ว่าตัวฉันแข็งทื่อไปหมด พี่จินนั่นเอง พี่จินที่มีคุณอินเกาะไหล่มาด้วย (สยอง)

“คะ?”

“คือ...กระเป๋าพี่...”

พี่จิน พูดไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกค่ะ แต่ฉันเข้าใจทันทีว่าเหตุใดเขาถึงได้ทักฉัน เพราะสายตาของพี่จินที่มองไปยังที่นั่งข้างตัวฉัน ทำให้ฉันต้องมองตาม กระเป๋าเป้ใบหนึ่งนอนเค้เก้อยู่ข้างตัวฉัน และส่วนหนึ่งของสายกระเป๋า ถูกฉันนั่งทับอยู่ ฉันรีบดึงสายกระเป๋าที่ฉันนั่งทับอยู่ออก พร้อมกับหยิบกระเป๋าตัวเองแล้วเดินหนีไปทันทีโดยไม่สนใจคุณอินว่าจะทำอะไรพี่จินหรือไม่

“นี่เธอจะรีบไปไหนน่ะ”

เสียงคุณอินแว่วมาหลอกหลอนฉันจนได้ รู้งี้เดินหนีแต่แรกก็ดี

“มีหนุ่มหล่อๆ เข้ามาทักทำไมไม่ทำความรู้จักล่ะ โง่หรือเปล่า นี่ๆ ฟังฉันอยู่หรือเปล่ายะ”
ฉันสูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนพ่นลมที่หายใจเข้าไปออกมาอย่างแรง แต่เท้าฉันยังคงเร่งสปีดต่อไป

“ฟังอยู่”

“อ๋อ...เหรอ...ฉันว่าเธอพิลึกมากเลยนะ แต่ทำแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ท่าทางผู้ชายคนนั้นจะสนใจเธอมากเลยนะ มองตามมาตาไม่กระพริบเลย”

หัวใจฉันเต้นแรงขึ้นผิดจังหวะ หรือฉันจะเดินเร็วเกินไปนะเลยเหนื่อย

“ทำอะไรประหลาดๆ แบบนี้น่ะมักเป็นที่สนใจ แผนอ่อยหนุ่มของเธอใช้ได้เหมือนกันนี่นา”

ฉันอยากจะหาอะไรมาอุดปากยัยวิญญาณนี่จริงๆ แต่จนใจเพราะคงเป็นไปไม่ได้ และฉันก็อยากจะบอกคุณอินไปด้วยว่าฉันไม่ได้ตั้งใจทำอะไรเด่นให้พี่จินสะดุดใจสักนิด ที่ฉันต้องการคือหนีไปให้พ้นๆ จากพี่จินต่างหาก

วันนี้ฉันไม่ได้ตรงกลับบ้านทันที เพราะตั้งใจแวะไปหาเมริสาญาติของฉันที่ตอนนี้กำลังทำงานพิเศษอยู่ที่ร้านขายดอกไม้ นึกดีใจว่าไม่ต้องกลับไปนั่งคุยกับคุณอินที่บ้านเพียงลำพังตั้งแต่เย็นแบบนี้ เจ้าหล่อนคงพล่ามเรื่องพี่จินไม่เลิกแน่ ไม่รู้ติดอกติดใจอะไรนักหนา

“มาแล้วเหรอนริศ ช่วยถือนี่แป๊บนะ”

ทันทีที่ฉันเปิดประตูร้านดอกไม้ที่เมริสาทำงานอยู่เข้าไปเท่านั้นยัยเมก็ใช้งานฉันให้ถือช่อดอกคาร์เนชั่นช่อโตที่ถูกมัดรวมกันไว้ ไม่รู้ว่าฉันช่วยงานจะมีอะไรตอบแทนมั้ย

ประตูร้านถูกเปิดอีกครั้งตามหลังฉันพร้อมเสียงกระดิ่งเล็กๆ ที่เจ้าของร้านติดไว้ที่ประตูเพื่อจะได้รู้ว่ามีคนเข้ามาในร้าน ฉันไม่ใส่ใจว่าใครจะเข้ามาในร้านนี้ เพราะฉันกำลังพิจารณาช่อคาร์เนชั่นสีชมพูในอ้อมแขน ก็มันน่ารักมากๆ เลยนี่นา

“คุณจินสวัสดีค่ะ วันนี้รับดอกไม้อะไรดีคะ”

ชื่อที่ถูกเรียกออกมาจากปากเมริสาทำให้ฉันช็อคไม่เท่ากับเสียงทุ้มที่ตอบกลับ และเสียงทุ้มๆ นั้นอยู่ข้างหลังฉันนี่เอง

“ขอเลือกสักครู่นะครับ”

“ตามสบายเลยค่ะ”

ฉันมองตามหลังพี่จินที่เดินเฉียดตัวฉันไปโดยมีคุณอินตามเขาไปด้วย ฉันหันหน้าออกไปนอกร้านเพื่อที่จะไม่ต้องเห็นหน้าพี่จิน คงเป็นเพราะในร้านนี้เปิดแอร์แรงไปแน่ๆ มือฉันถึงได้เย็นเฉียบขนาดนี้ ฉันลองขยับมือตัวเองเล่นๆ รู้สึกว่ามันขยับไม่ถนัดนักแข็งๆ ทื่อๆ ชอบกล

“ไม่มีคาร์เนชั่นหรือครับคุณเม”

ฉันตาโตมองคาร์เนชั่นสีชมพูในอ้อมแขนตัวเอง หวังว่าคงไม่ใช่เจ้าสีนี้หรอกนะที่เขาอยากได้

“ทางนี้เลยค่ะ อุ๊ย...สีชมพู นริศๆ มานี่หน่อย”

หมดทางเลี่ยงเอาไงดี เดินถอยหลังไปให้ได้มั้ยเนี่ย อย่าดีกว่าต้องไม่ทำตัวแปลกๆ อย่างที่คุณอินว่า ยิ่งแปลกคนอื่นก็ยิ่งจำได้ ฉันเลยต้องจำใจเดินก้มหน้าก้มตาไปหาเมริสากับพี่จินที่กำลังคุยกันอยู่มุมหนึ่งของร้าน

“นี่ค่ะ...สีชมพู คุณจินชอบสีไหนคะ”

“สีชมพูก็...น่ารักดีครับ”

กระแสบางอย่างในน้ำเสียงของพี่จินทำให้ฉันขมวดคิ้วมันเหมือนกับว่าเขาไม่ได้ชมดอกไม้ แต่ชม...ฉันเงยหน้าขึ้นมองพี่จินอย่างสงสัย ดูเหมือนฉันจะทำพลาดที่ทำแบบนั้น สายตาฉันปะทะเข้ากับพี่จินเต็มๆ ฉันเลยต้องรีบก้มหน้ามองดอกคาร์เนชั่นเหมือนเดิม

“เอ...นริศอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกับคุณจินนี่คะ รู้จักกันหรือเปล่าเอ่ย?”

ฉันอยากจะเหยียบยัยเมให้แบนแต๊ดแต๋ไปเลยโทษฐานพูดมาก ปล่อยให้มันเงียบๆ ก็ดีแล้ว
“ไม่รู้จักกันหรอกครับ แต่จำได้ว่าเคยเห็นกันบ้าง”

“งั้นเหรอคะ งั้นเมขอเป็นคนแนะนำเองค่ะ นี่นริศราญาติเมเองค่ะ นริศนี่คุณจินลูกค้าประจำของร้านนี้เลยล่ะช่วงนี้”

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ฉันยิ้มแหยๆ พูดไปตามมารยาท

“เช่นกันครับ”

พอสิ้นเสียงพี่จินฉันก็เห็นมือใหญ่สีคล้ำยื่นมาตรงหน้า เขาไม่ได้ยื่นมาจับมือทักทายกับฉันแบบฝรั่งหรอกค่ะ ที่ยื่นมาหยิบเจ้าดอกไม้สีชมพูในอ้อมแขนฉันต่างหาก หลังจากที่เขาเลือกจนพอใจก็ยื่นดอกไม้ที่เขาเลือกแล้วไปทางเมริสา


“เข้าช่อให้ด้วยครับคุณเม”


หมดหน้าที่ฉัน ฉันจะอยู่ทำไม รีบเดินรี่ตามหลังยัยเมไป ถามว่าจะให้ทำยังไงกับดอกไม้พวกนี้ถ้าฉันไปบอกไปว่าฉันอยากเข้าห้องน้ำสงสัยยัยเมจะรอจนจัดดอกไม้ให้พี่จินเรียบร้อยก่อนถึงค่อยมาจัดการดอกไม้ที่ให้ฉันถือแน่ พอดอกไม้หายไปจากแขนฉันก็แจ้นเข้าห้องน้ำทันที ถ่วงเวลานานที่สุดเท่าที่จะทำได้ กว่าฉันจะออกมากพี่จินก็หายไปจากร้านตามคาด แต่ฉันต้องมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยจากคำพูดของเมริสาที่กัดงับมาที่ฉัน ว่านึกว่าฉันตกส้วมตายไปเสียแล้ว

คุณอินเห็นฉันก็เลิกวนเวียนดูดอกไม้ มาอยู่ข้างๆ ฉันแทน ไม่รู้ทำไมต้องคอยตามด้วยทีตะกี้ทำเป็นไม่ยอมห่างจากพี่จินเลย ฉันไม่ได้หึงนะ แค่หมั่นไส้คุณอินเห็นหนุ่มหล่อหน่อยทำเป็นตามติด

“นริศราเธอมีพิรุธ!”

ฉันไม่สนใจน้ำเสียงกล่าวหาของคุณอิน แต่บอกลาเมริสาเพื่อกลับบ้านหลังจากส่งข่าวที่ทางบ้านของเมริสาฝากมา เสียงเล็กๆ ในใจฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าพี่จินซื้อดอกไม้ไปให้ใคร เพราะเมริสาบอกว่าพี่จินเป็นลูกค้าประจำของที่นี่

“ฉันว่าเธอต้องชอบนายคนนั้นแน่ๆ ยอมรับมาเสียดีๆ เถอะนริศรา”
“คุณอิน ฉันจะทำรายงานกรุณางดใช้เสียงหน่อย”

ดึกวันนั้นฉันกำลังทำรายงานที่ได้รับมอบหมายมาจากอาจารย์ มันไม่ค่อยคีบหน้าไปเท่าไรนัก เพราะต้องคอยฟังคุณอินเธอพูดไปด้วย ขืนไม่ฟัง เจ้าหล่อนก็จะตะโกนซ้ำประโยคเดิมๆ จนกว่าฉันจะตอบกลับไป

“เวลาเธอเห็นหน้าเขาทีไรก็หนีทุกที เธอเขินใช่มั้ยล่ะ?”

“เอาเหอะ...แล้วแต่จะคิด”

“งั้นดีเลย อีกสองอาทิตย์ ก็จะวันเกิดนายจินเธอหาของขวัญเก๋ๆ ไปให้เขาสิ”

นิ้วมือของฉันแข็งทื่ออยู่บนแป้นคีย์บอร์ดทันที ฉันมองใบหน้ากระตือรือร้นของคุณอินด้วยความแปลกใจ

“คุณอินคุณรู้ได้ยังไงว่าพี่จินเกิดวันไหน?”

“ก็...ฉัน...ฉัน...ฉันไม่รู้”
ฉันเห็นใบหน้าคุณอินเปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตา จากใบหน้าที่แสดงความเจ้ากี้เจ้าการ เป็นสับสน แล้วก็เป็น เอ...อืม แตกตื่นคงได้มั้ง? กับสีหน้าคุณอินในตอนนี้

“แต่ฉันรู้” ฉันลุกขึ้นยืนหันไปทางคุณอินทั้งตัว ถ้าคุณอินไม่รู้ความเป็นไปได้มีอยู่อย่างเดียว คุณอินดูสงสัยกับความมั่นใจของฉัน นั่นทำให้ฉันต้องเฉลยออกไป “คุณต้องรู้จักพี่จินมาก่อนแน่”

คุณอินทำท่าครุ่นคิดกับคำพูดของฉัน เธอลอยวนไปวนมาอยู่สามรอบก่อนจะพุ่งจี๋มาที่ฉันด้วยรอยยิ้ม

“นั่นสิ เป็นไปได้ ฉันอาจรู้จักหมอนั่นก่อนที่ฉันจะเป็นแบบนี้ หาร่างฉันสิ เริ่มจากนายจินอะไรนี่เลย”

ซวยล่ะสิ...
ฉันหลับตาอย่างอ่อนแรง ดูเหมือนว่าฉันจะต้องเข้าไปพัวพันกับพี่จินเกินกว่าที่อยากทำเสียแล้ว...




ภาพพื้นคอนกรีตที่ทางเดินมหาวิทยาลัยเป็นภาพสายตาฉันโฟกัสได้ในขณะนี้ เหตุนั้นเนื่องมาจากอาการคอตกจากการอดนอน (เพราะฉันมัวคิดนั่นคิดนี่จนไม่เป็นอันนอน) และอาการระบมเล็กน้อยที่แก้วหู (เพราะฉันโทรไปหาเมริสาเพื่อเค้นข้อมูลพี่จินแต่ดันลืมดูเวลาว่าปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้ว เจ๊แกเลยสวดกลับมา)

ข้อมูลที่ได้จากเมริสาทำให้ฉันสะดุดใจทันที ตอนที่เมริสาบอกว่าดอกไม้ที่จินซื้อทุกวันเพื่อไปเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาลซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับร้าน ไม่ต้องมีใครบอกสัมผัสพิเศษของฉันบอกทันที คนที่พี่จินไปเยี่ยมคือคุณอิน

ถึงฉันจะแน่ใจแต่ฉันก็ไม่ได้บอกคุณอิน ฉันต้องการไปเห็นด้วยตาตัวเองก่อนมากกว่าจะระบุอะไรลงไปจริงจัง

การที่ฉันได้รู้ว่าร่างคุณอินอยู่ที่ไหนแทนที่มันจะโล่งใจ แต่มันกลับกลายเป็นกระวนกระวายใจจนนอนไม่ค่อยหลับ ในที่สุดฉันก็ยอมรับด้วยใจที่หนักอึ้งข้อความที่วนเวียนอยู่ในหัวฉันก็คือ คุณอินเป็นอะไรกับพี่จินกัน? ทำไมฉันจะต้องสนใจทั้งที่ฉันพยายามเลี่ยงเขามาตลอด เป็นใครใครจะไม่สนใจ คนที่ฉันแน่ใจมาตลอดว่าเป็นว่าที่สามีในอนาคตของฉันเที่ยวเอาดอกไม้ไปเยี่ยมผู้หญิงอีกคนทุกวันจะให้ฉันคิดยังไง หรือว่า...

อาการปวดแปลบเกิดขึ้นที่หัวใจฉัน ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบมันเข้าอย่างรุนแรง

...หรือว่าฉันทำสำเร็จแล้ว วาสนาของฉันกับพี่จินได้เลยผ่านไปแล้ว ฉันทำสำเร็จแล้วใช่มั้ย?

เวลาที่คนเราทำอะไรสำเร็จ เราควรดีใจใช่หรือไม่? แล้วทำไมฉันถึง...ช่างเถอะ ถ้ามันเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว

ฉันมัวแต่มองพื้น และคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนไม่เห็นร่างของใครคนหนึ่งยืนขวางทางอยู่ ฉันจึงชนคนๆ นั้นเข้าอย่างจัง คนถูกฉันชนอุทานเบาๆ และเซไปเล็กน้อย แต่ฉันซึ่งเป็นคนชนเสียหลักอย่างแรง ฉันทิ้งหนังสือที่กอดมา ผวาเพื่อไขว่คว้าอะไรก็ได้ที่จะช่วยไม่ให้ฉันหงายหลังไปนอนแหงแก๋บนพื้น

ฉันหลับตาปี๋ เพราะมือที่ยื่นออกไปของฉันไขว่คว้าได้เพียงอากาศเท่านั้น แรงฉุดมหาศาลกระชากท่อนแขนของฉัน ทำให้ฉันไม่ต้องลงไปนอนกลิ้งบนพื้น แต่ไปปะทะกับอะไรบางอย่างที่คล้ายผนังเพียงแต่ยืดหยุ่นและอบอุ่นกว่า ฉันกอดผนังที่ว่านั่นอย่างแรงด้วยอารามตกใจ เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่านานจนฉันหายตกใจน่ะแหละ ฉันจึงได้รู้ว่าสิ่งที่ฉันกอดอยู่คือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์ผู้ชาย”

เมื่อเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเข้ม ที่มีฉากหลังเป็นดอกไม้สีเหลืองระย้า ฉันก็ได้แต่ครางอยู่ในใจ “พี่จิน”

“ขอบคุณค่ะ” ฉันพูดงุบงิบในลำคอ ค่อยๆ ดันตัวเองจากอ้อมแขนของผู้ชายตัวใหญ่ตรงหน้า พี่จินก็คลายวงแขนที่รัดฉันอยู่พร้อมกับคำถามอย่างห่วงใย

“ไม่เป็นไรนะ”

ฉันพยักหน้าตอบคำถามนั้น จากนั้นเราสองคนก็ยืนนิ่งเหมือนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี จนฉันสังเกตเห็นหนังสือที่กระจายเกลื่อนพื้นจึงนึกได้ว่าพวกนี้มันหนังสือกับสมุดของฉัน ฉันจึงก้มต้วลงไปเก็บ พี่จินย่อตัวมาช่วยเก็บหนังสือให้ฉันด้วย จนถึงสมุดปกอ่อนเล่มสุดท้ายฉันเอื้อมมือไปหยิบ แล้วหัวฉันก็โขกเบาๆ กับคนที่มีความคิดจะหยิบเจ้าสมุดเล่มนั้นเช่นกัน ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่จิน พอรู้ตัวอีกทีฉันกับพี่จินก็กำลังหัวเราะขำกันเองอยู่เสียแล้ว

พี่จินหยิบสมุดปกสีฟ้าของฉันขึ้นมายื่นให้พร้อมกับเล่มอื่นๆ ที่เขาช่วยเก็บ ฉันขอบคุณเขาอีกครั้งหนึ่งก่อนรับเจ้าหนังสือสมุดพวกนั้น ฉันต้องยอมรับว่าฉันลืมคุณอินไปเสียสนิทจนกระทั่งขนคอฉันลุกชันกับคำพูดพยางค์เดียวที่ถูกกล่าวกันซ้ำๆ จากด้านหลัง

“ถาม ถาม ถาม ถาม ถาม ถาม ถาม ถาม ถาม ถาม ถามสิ นริศรา ถามสิ”
กรี๊ดดดดด...น่ากลัว

“เป็นอะไรหรือเปล่านริศราหน้าซีดๆ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันยิ้มแหยตอบคำถามแสดงความห่วงใยของพี่จิน
“ถ้า...ไม่เป็นไรพี่ขอตัวก่อนแล้วกัน”

พี่จินทำท่าจะผละไป รังสีอำมหิตของคุณอินที่ส่งมาถึงฉันทำให้ฉันต้องส่งเสียงรั้งพี่จินไว้
“เดี๋ยวค่ะ พี่จิน ขอคุยด้วยหน่อยค่ะ”

พี่จินพยักหน้านิดๆ แต่เห็นชัดว่าคงงงอยยู่บ้าง ที่ฉันขอคุยด้วยทั้งที่เพิ่งได้รู้จักกันเมื่อวานเอง
เอ...แล้วจะเริ่มเรื่องยังไงดีล่ะ

“งั้นเดินคุยแล้วกัน” พี่จินสรุปเมื่อเห็นฉันอ้ำอึ้ง

จากนั้นเราก็ค่อยๆ เดินผ่านแนวต้นราชพฤกษ์ที่ปลูกเป็นแนวยาวข้างถนนหน้ามหาวิทยาลัย ถ้าฉันบอกว่าเห็นวิญญาณคุณอิน พี่จินคงว่าฉันบ้าแน่ๆ อืม...เริ่มง่ายๆ หน่อยดีกว่า
“พี่จินคะ”

“ครับ”
น้ำเสียงของพี่จินแสดงความสนใจอย่างมาก ฉันว่าพี่เขาคงอยากรู้เต็มแก่แล้วเรื่องอะไรที่ฉันอยากคุยด้วย

“พี่รู้จักใครที่ชื่ออิน บ้างมั้ยคะ?”

เพราะฉันสังเกตสีหน้าพี่จินอยู่ เลยเห็นว่าเขาชะงักนิดหน่อย นัยน์ตาฉายแววระแวงวูบหนึ่งก่อนจะกลับอบอุ่นอ่อนโยนแฝงแววขันเหมือนก่อนหน้า
“ก็หลายคนนะ นายอินทร์ที่อยู่ปีสามคณะวิทย์ อินทุอรน้องรหัสพี่ อ้อมีน้องปีหนึ่งชื่อเล่นลูกอินเหมือนกัน”

ง่า...สามอิน อืม...คงต้องตัดนายอินทร์ทิ้งเพราเป็นชื่อผู้ชาย เหลืออินทุอรกับลูกอิน
ฉันมองคุณอิน ที่ทำปากยื่นขมวดคิ้วมุ่น ดูท่าจะไม่คุ้นกับชื่อที่พี่จินพูดมาสักชื่อ ฉันก้มหน้ามองพื้นแล้วถามพี่จินต่อ

“เอ่อ...แล้ว...มีอินไหนที่...นอนสลบไม่รู้สึกตัวบ้างมั้ยคะ?”
คราวนี้พี่จินหยุดเดิน ฉันซึ่งเดินเลยจากจุดที่พี่เขายืนมาแล้วต้องหันหลังกลับไปมองพี่เขาด้วยความแปลกใจ ใบหน้าซีดเผือดแฝงแววเครียดของพี่จินทำให้ฉันค่อนข้างตกใจ เพราะภาพพี่จินที่อยู่ในใจฉันเสมอ เป็นภาพรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยน นี่เป็นอีกด้านหนึ่งของพี่จินที่ฉันไม่เคยรู้จัก

“พี่ไม่รู้หรอกนะ เธอไปได้ยินอะไรมาแต่พี่ไม่ชอบให้ใครมาล้อเล่นเรื่องแบบนี้ ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้วพี่ขอตัว”

ฉันอ้าปากค้าง เมื่อพี่จินเดินดุ่มๆ ไปที่ตึกคณะโดยไม่หันมามองฉันสักนิด ฉันยืนนิ่งสับสนไปหมดคำถามของฉันมีอะไรผิดอย่างนั้นหรือ

“รู้สึกจะจี้ใจดำหมอนั่นพอดีนะ สงสัยฉันจะรู้จักนายจินนั่นจริงๆ เสียแล้ว”

ฉันสะดุ้งเมื่อเสียงของวิญญาณสาว ซึ่งกำลังติดตามฉันอยู่ลอยมาเข้าหู ฉันตวัดตาค้อนคุณอิน แต่คุณเธอไม่ได้สนใจเพราะกำลังมองตามแผ่นหลังพี่จินไป

วูบหนึ่งที่ได้เห็นใบหน้าของคุณอินในยามนี้ ฉันก็รู้สึกว่าบางทีเธออาจมีอายุมากกว่าที่ฉันคิดแม้รูปร่างหน้าตาที่ฉันเห็นในตอนนี้จะดูอายุไล่เลี่ยกับฉัน แต่สีหน้าและแววตาของคุณอินดูราวกับผ่านการมีชีวิตมาแล้วกว่าครึ่ง

เรื่องนี้อยู่ในสมองของฉันไม่นานนัก เพราะถึงเวลาที่ฉันต้องเข้าเรียนแล้ว ฉันเห็นคุณอินยังเหม่ออยู่จึงไม่กล้าเรียก คิดว่ายังไงเสียเดี๋ยวคุณอินก็คงตามฉันเจอ ฉันรีบสาวเท้าเร็วขึ้นเพื่อไปให้ทันชั่วโมงเรียน แต่ระหว่างที่ฉันนั่งเรียนฉันก็มานั่งเหม่อคิดถึงเรื่องพี่จินกับท่าทางแปลกๆ คิดถึงคุณอินว่าเป็นใครกันแน่ คิดถึงพ่อแม่ที่ต้องเสียเงินค่าเทอมให้มหาวิทยาลัยฟรีๆ หนึ่งวันเพราะฉันเรียนไม่รู้เรื่องเลย เฮ้อ...

พอเลิกเรียนฉันก็ลงไปที่สนามบาสฯ คิดว่ายังไงเสียก็ต้องเค้นเรื่องคุณอินจากปากพี่จินให้ได้ เป็นโชคดีของฉันที่ฉันรีบลงมา เพราะแค่เห็นว่าเสื้อที่พี่จินใส่อยู่ตอนนี้เป็นตัวเดียวกับเมื่อเช้าไม่ใช่ชุดที่ใส่ซ้อมกีฬาซึ่งก็หมายความว่าพี่จินจะไม่อยู่ซ้อม ฉันรอจนพี่จินคุยกับอาจารย์เสร็จ ออกหวาดๆ อยู่ ก็เมื่อเช้าไม่ใช่เช้าที่ดีระว่างฉันกับพี่จินเสียหน่อย

ตัวฉันเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อสายตาของพี่จินบังเอิญมองผ่านมาที่ฉัน สีหน้าเครียดๆ ของพี่จินดูจะเครียดหนักขึ้น เมื่อพี่จินจบการสนทนากับอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมบาสฯ พี่จินก็เดินดิ่งมาทางฉัน ยิ่งพี่เขาเดินมาใกล้เท่าไหร่ฉันก็ยิ่งเห็นสีหน้าบึ้งตึงของพี่เขาชัดเท่านั้น

ฉันอ้าปากจะเอ่ยทักพี่จินตามมารยาท แต่มือใหญ่ของพี่จินคว้าเข้าที่ข้อมือของฉันแล้วดึงกึ่งลากกึ่งจูงให้เดินตามเขาไปด้วย

“มาด้วยกันหน่อย”

นั่นเป็นคำพูดของพี่จินทันทีที่คว้าข้อมือฉันไว้ได้ ผ่านมาได้สักพักฉันก็รู้ว่าพี่จินกำลังลากฉันไปด้านที่ประตูรั้วด้านข้างของมหาวิทยาลัยซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่จะอาศัยเป็นที่จอดรถ ถ้าจะให้เดาฉันก็คงต้องเดาว่าเรากำลังไปที่รถของพี่จินกัน

และก็ใช่จริงๆ ด้วย ฉันจิกเท้ากับพื้นถนนพยายามยื้อตัวเองไม่ให้ไปตามแรงฉุดของพี่จิน

“เดี๋ยวค่ะพี่จิน จะพานริศไปที่ไหนคะ”
พี่จินหยุดเดิน หันมามองฉัน หัวใจฉันเต้นแรงขึ้นเมื่อสบตากับพี่เขา แม้แววตาจะฉายแววเครียด แต่ไม่มีความโกรธรุนแรงเหมือนเมื่อเช้า

“อยากพบคนชื่ออินไม่ใช่เหรอ พี่กำลังจะพาไปพบไง”

คำพูดง่ายๆ แต่ทำเอาฉันตะลึงไป ฉันรีบหันไปสำรวจรอบตัว ไม่มีคุณอินอยู่แถวนั้น บ้าจริง ตอนสำคัญๆ แบบนี้ดันไม่อยู่

“เป็นอะไรนริศราหาอะไรเหรอ?”

ฉันเงยหน้ามองพี่จินเห็นว่าทำท่าเหมือนหาอะไรราวกับจะช่วยฉันหาทั้งที่ไม่รู้ว่า “อะไร” คือสิ่งที่ฉันหาอยู่

“ไม่มีอะไรค่ะ คุณอินคือใครกันคะพี่จิน?”

พี่จินค่อยๆ คลายมือที่กุมข้อมือฉันไว้ แล้วมือข้างนั้นก็ตกลงอยู่ข้างกายฉันเมื่อพี่จินปล่อยมัน ระหว่างนั้นสายตาของเราไม่ได้คลาดจากกันเลย

“ไปกับพี่สิ ไปให้เห็นกับตาเอง”

ฉันเดินไปขึ้นรถที่พี่จินเปิดประตูรอไว้ ถึงภายนอกพี่จินจะดูสงบ หากความเคร่งเครียดบนใบหน้าบอกได้ดีว่าแท้จริงแล้วพี่จินไม่ได้สงบอย่างแท้จริง เมื่อถึงโรงพยาบาลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านดอกไม้ที่เมริสาทำงานอยู่ ฉันเดินตามพี่จินไป

เสียงอึกทึกหน้าห้องผู้ป่วยห้องหนึ่งเรียกความสนใจจากฉันและพี่จินเป็นอย่างดี ฉันตกใจเมื่อเห็นพี่จินวิ่งไปยังเตียงที่กำลังถูกเข็นจากห้องนั้น

“เกิดอะไรขึ้นครับ”

ฉันวิ่งตามพี่จินไปติดๆ และได้ยินคำถามนั้นของเขา

“ผู้ป่วยโคม่าครับ”

เสียงบุรุษพยาบาลตอบกลับมา เมื่อเตียงถูกเข็นผ่านหน้าฉันไปแม้เพียบแวบเดียวที่ฉันได้เห็นใบหน้านั้น ฉันก็รู้ว่านี่คือร่างของคุณอิน

หลังจากที่พี่จินโทรศัพท์แจ้งอาการของคุณอินให้ทางบ้านได้ทราบ พี่จินกับฉันก็มานั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ต่างคนต่างไม่มีคำพูด ฉันได้แค่นั่งเคียงข้างเขาและได้แต่หวังว่ากำลังใจของฉันจะสื่อไปถึงพี่จินได้บ้าง ฉันไม่อยากเห็นใบหน้าของพี่เขาซีดเซียวแบบนี้เลย

ทันทีที่ครอบครัวของพี่จินมาถึง ฉันได้รับการแต่นำกับพ่อแม่และญาติๆ ของพี่จินในฐานะรุ่นน้องคนหนึ่ง แล้วพวกเขาก็ลืมฉัน ในเวลาที่ไม่รู้ว่าต้องเสียคนที่รักไปหรือไม่ครอบครัวของพี่จินจับตัวกันเหนียวแน่น ความผูกพันของพวกเขาแผ่มาจนคนนอกอย่างฉันยังรับรู้ได้แม้ไม่ต้องมีสัมผัสพิเศษอะไร

ฉันค่อยๆ เดินจากมา ฉันควรตรงไปเพื่อหาทางออกจากโรงพยาบาลแห่งนี้ แต่แยกแรกทางซ้ายมือฉันเห็นร่างที่เป็นเงาตามตัวฉันมาหลายวัน

คุณอิน กำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ชิดริมผนังด้านหนึ่ง ถ้าฉันไม่บังเอิญหันมาฉันคงไม่เห็นคุณอินแน่ๆ คุณอินเงยหน้าพิงศีรษะเข้ากับผนังห้อง ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท แต่ฉันรู้ว่าคุณอินรู้ว่าฉันมานั่งอยู่ข้างๆ เธอ

“คุณจะตายเหรอคะ?” ฉันถามออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แม้จะไม่ใช่เวลายาวนานอะไร แต่ฉันก็รู้สึกผูกพันกับคุณอิน บางครั้งฉันยังเผลอคิดว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวด้วยซ้ำ
“ไม่รู้สิ...ฉันกำลังคิดอยู่”

คุณอินยังอยู่ในท่าเดิม มีแววลังเลในน้ำเสียงของเธอ

“อยากคุยอะไรมั้ยคะ? อย่างน้อยเราก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งหลายวัน”

คุณอินผงกศีรษะ ลืมตาขึ้นมองฉัน

“ฉันอยากไปนะ...แต่อีกใจหนึ่งฉันก็ไม่อยากไป”

“อะไรทำให้คุณอยากไป หรือไม่อยากไปล่ะคะ” คุณอินยิ้มบางๆ ให้ฉันเมื่อฉันถามประโยคนี้

“ฉันอยากไปเพราะเพื่อนๆ ของฉันก็ไปกันหมดแล้ว แม้แต่สามีสุดที่รักของฉันก็ไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน”

“แต่...” ฉันต่อให้ เป็นการกระตุ้นให้คุณอินพูดต่อ

“ใช่...แต่...ฉันก็ห่วงลูกๆ ของฉัน ฉันรู้ว่าถ้าฉันจากไปทุกคนจะเสียใจ”

“นี่ทำให้คุณสับสนเหรอคะ ทำให้คุณไม่ยอมตื่นขึ้นใช่มั้ยคะ?”

“ฉันว่าคงใช่” คุณอินเบ้ปาก “วันหนึ่งฉันหน้ามืดแล้วก็ล้มลง แล้วจากนั้นฉันก็ไปโผล่ตรงที่เธอเห็นน่ะแหละ”

“กับความทรงจำที่หายไป แล้วอะไรทำให้คุณไปอยู่ที่นั่นล่ะคะ หน้ามหาวิทยาลัย”

คุณอินยิ้มกว้าง “ก็ที่นั่นเป็นสถานที่แห่งความทรงจำนี่นา ฉันพบสามีครั้งแรกที่นั่น”

เอ...ฉันกำลังได้ฟังเรื่องรักโรแมนติกหรือเปล่านะ

“ว่าแต่คุณจำเรื่องทั้งหมดได้เมื่อไหร่ล่ะคะ ไม่เห็นบอกฉันเลย”

“ฉันเพิ่งจำได้เมื่อกี้เองแหละ พอจำได้หมดฉันก็โคม่าทันที” คุณอินหัวเราะเสียงขื่น

“แล้วคุณก็มานั่งลังเลว่าจะฟื้นดีหรือไม่ฟื้นดีน่ะเหรอคะ? ฉันว่าเสียเวลาเปล่า”

“เธอจะรู้อะไรล่ะ!” คุณอินตวัดเสียงใส่ฉันทำท่าว่าไม่พอใจเต็มที่ที่ฉันก้าวก่าย

“ฉันรู้สิคะ ฉันรู้ว่ายังไม่ถึงเวลาที่คุณจะไปพบเพื่อนๆ หรือสามีคุณหรอกค่ะ”

คุณอินมองฉันอย่างสงสัย ฉันเลยต้องอธิบายเพิ่มนิดหน่อย

“คุณลืมไปหรือเปล่าว่าฉันเห็นผีมาแยะนะคะ และฉันก็บอกได้เลยว่าคุณยังไม่ได้เป็นผีหรอก คุณมานั่งลังเลไปก็ไม่มีประโยชน์ ยังไงเวลานี้ก็ไม่ใช่เวลาตายของคุณ”

“แต่สักวันถ้าฉันไม่ฟื้น พวกเขาก็จะปล่อยให้ฉันตายไปเองแหละ”

น้ำเสียงดื้อดึงของคุณอินทำให้ฉันต้องส่ายหน้า ฉันรู้ว่าเพราะฉันพยายามจะให้คุณอินลืมตาตื่นขึ้นมาพบความจริง ทำให้คุณอินยิ่งมุ่งมั่นที่จะตายมากขึ้น

“แล้วคุณจะเสียเวลารอให้เวลานั้นมาถึงใช่มั้ยคะ คุณลืมไปหรือเปล่าว่าขณะที่คุณกำลังนอนรอความตายน่ะ โลกยังหมุนอยู่นะคะ และลูกๆ หลานๆ ของคุณก็กำลังดำเนินชีวิตต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีคุณ คุณไม่อยากรู้หรือคะว่าคนที่คุณรักกำลังทำอะไรอยู่ คุณอาจกำลังมีหลานคนใหม่ หรืออาจจะมีเหลนคนแรก นั่นหมายความว่าคุณไม่มีอยู่แล้วนะ”

ประโยคสุดท้ายฉันพยายามพูดติดตลก ดูไม่ค่อยได้ผลนัก และคุณอินยังทำสีหน้าดื้อดึง ถึงฉันจะมองออกจากสายตาของคุณอินว่าเธอเริ่มลังเลที่จะจากไป แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันโน้มน้าวใจคุณอินได้เสียหน่อย

“คุณอิน ลองคิดดูอีกทีเถอะค่ะ คุณยังมีคนที่คุณรักรออยู่นะคะ”

“ถ้าเธอกำลังพยายามกล่อมย่าพี่อยู่ล่ะก็ ขอบอกว่าท่านดื้อมาก”

เสียงแผ่วๆ ของพี่จินทำให้ทั้งฉันและคุณอินต่างสะดุ้งเฮือก เชื่อเขาเลย มาเงียบขนาดผียังสะดุ้ง ฉันไม่รู้ว่าพี่จินยืนฟังฉันพล่ามอยู่นานแค่ไหน

“พี่จิน พูดอะไรคะ นริศไม่เข้าใจ” ฉันยิ้มแหยพยายามกลบเกลื่อนเรื่องที่ฉันพูดคนเดียว ถึงความจริงฉันจะคุยกับวิญญาณคุณอินก็ตาม แต่ใครจะเห็นล่ะ

พี่จินทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ฉัน แน่ล่ะ มันเป็นคนละด้านกับที่คุณอินนั่ง ฉันเบี่ยงตัวเพื่อที่จะได้หันไปมองพี่จินได้ถนัด

“ไม่ต้องมาทำเหมือนไม่เข้าใจหรอก พี่เดินตามนริศมาติดๆ น่ะแหละ และพี่ก็ได้ยินเธอพูดตั้งแต่เธอนั่งตรงนี้แล้ว”

ฉันหลับตาปี๋ ก่อนลืมตามองพี่เขาแบบเกรงๆ ความลับท่าทางจะไม่เป็นความลับเสียแล้ว

“พี่มาย้อนคิดเรื่องเมื่อเช้าตั้งแต่เราจากกันตอนนั้น พี่ค่อนแปลกใจที่นริศรู้ว่าคุณย่าพี่นอนป่วยอยู่โรงพยาบาล แต่มาคิดอีกทีเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัว และพี่ก็ไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร แม้แต่เพื่อนๆ ยังไม่รู้กันเลย แล้วพี่ก็คิดถึงข่าวลือเกี่ยวกับนริศ”

ฉันหลบตาพี่จิน ใช่ว่าฉันจะไม่รู้เรื่องข่าวลือนั่นเสียหน่อย มีคนสงสัยความสามารถพิเศษของฉันอยู่ไม่น้อย ก็นี่มันสังคมของปัญญาชนช่างสังเกตนี่นา เพียงแต่ไม่มีใครรู้ความจริงเท่านั้น จึงได้แต่คาดเดากันไปเอง

“นริศ” พี่จินเรียกชื่อฉันเสียงแผ่วเบา “ช่วยบอกพี่ทีว่าข่าวลือเป็นจริง และเธอก็เห็นย่าของพี่ ท่านอยู่ที่นี่ใช่มั้ย?”

ฉันเหลือบไปมองคุณอิน เห็นว่าคุณอินนั่งนิ่งขึง มองหลานชายตัวเองราวกับไม่เคยพบเคยเห็น

“พี่จินจะอยากรู้ไปทำไมล่ะคะ ว่าคุณอิน เอ่อ...หมายถึงคุณย่าพี่จินน่ะค่ะ ว่าอยู่ตรงนี้หรือเปล่า”

“เพื่อพี่จะได้บอกไงว่าพี่รักท่าน และอยากให้ท่านกลับมาอยู่กับพวกเรา”

“บางทีท่านอาจเห็นว่าพวกพี่สามารถอยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุขแม้จะไม่มีท่านก็ได้นะคะ”

พี่จินตวัดสายตาเกรี้ยวกราดไปที่ว่างข้างตัวฉัน ฉันรู้ว่าพี่จินไม่เห็นคุณอินหรอก แต่พี่จินคงคาดเดาได้ถ้าพี่จินยืนฟังฉันนานแล้วอย่างที่เอ่ยอ้าง พี่จินเป็นผู้ชายที่แปลกจริงๆ ฉันคิดว่าถ้าเป็นคนอื่นมาเห็นฉันคุยคนเดียวคงคิดว่าฉันบ้า และไม่อยากเข้าใกล้ แต่นี่พี่จินทำราวกับเป็นเรื่องธรรมดา และยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็นได้ง่ายๆ

“ถ้าย่าพี่คิดอย่างนั้น พี่คงต้องเอาคำพูดของท่านมายัดปากท่านเสียหน่อยแล้ว”

“อะไรเหรอคะ?” ฉันคิดว่าตาตัวเองต้องโตมากแน่ๆ เลย เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะฉันอยากรู้อยากเห็นมากๆ เลยค่ะ

“ท่านสัญญาว่าจะอายุยืนจนได้เช็ดอึลูกของพี่น่ะสิ”

ถ้าฉันคิดว่าเมื่อครู่ตาฉันโตแล้ว ฉันต้องบอกเลยว่าฉันตาโตกว่าเก่าแน่ๆ ฉันน่ะรู้สึกได้เลยว่าเปลือกตาตัวเองเบิกกว้างขึ้นอีกนิดหน่อย

“นั่นฟังเหมือนคำพูดของคุณย่าจอมแสบเลยนะคะ”

พี่จินถอนหายใจ ก่อนจะยิ้มแบบไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่อย่างน้อยเขาก็ยิ้ม

เสียงถามอาการคนป่วยดังมาจากหน้าห้องฉุกเฉิน ทำให้พี่จินลุกพรวดขึ้น ขณะที่ฉันมองหาคุณอินทันที ไม่มีคุณอินนั่งอยู่ และ...คำพูดของนายแพทย์ที่ประกาศให้คนที่อยู่บริเวณนั้นได้ทราบ
“ขอแสดงความยินดีด้วย คุณอินทิราฟื้นแล้ว”

ก่อนที่พี่จินจะเดินไปสมทบกับครอบครัวของเขา ฉันกระตุกแขนเสื้อพี่เขาเบาๆ พี่จินหันมาทางฉัน รอยเครียดขึงที่ฉันเห็นมาตลอดวันหายไปเกือบหมด นั่นดีแล้วสำหรับเขา

“ท่านได้ยินค่ะ”

คำพูดสั้นๆ แต่ทำให้ดวงตาของพี่จินเบิกกว้างขึ้น ฉันยิ้มให้พี่จินขยิบตาให้เขา ฉันปล่อยให้พี่จินเข้าไปมีส่วนในบรรยากาศแห่งความยินดีของครอบครัว

ส่วนฉัน...ถอยออกไปเป็นคนนอกเหมือนที่เคยเป็นมาเสมอ...


ชีวิตฉันกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง แต่คราวนี้ฉันสังเกตทุกอย่างรอบตัวมากกว่าเคย เพราะฉันไม่อยากได้วิญญาณคนเป็นติดตัวกลับบ้านอีก

เวลาผ่านมาอาทิตย์กว่าแล้ว ฉันอยากรู้ใจจะขาดว่าคุณอินเป็นยังไงบ้าง แต่ยังลังเลที่จะไปเยี่ยม ส่วนหลานของคุณอิน ฉันก็เห็นแค่แวบๆ เท่านั้น คือฉันเห็นพี่จินแค่แวบเดียวฉันก็แวบหลบไง มันก็เหมือนที่ฉันทำมาตลอดสามปีน่ะแหละ แต่ฉันคิดว่ามีบางอย่างแปลกไปนิดหน่อย ถึงฉันไม่อยากยอมรับ แต่มันก็เป็นความจริง ทุกครั้งที่ฉันเห็นพี่จิน แม้จะเป็นแค่แวบเดียวก็ตามแต่ใจฉันจะเต้นแรงมากๆ แล้วหน้าก็ร้อนหน่อยๆ ด้วย

พอผ่านมาอีกสามวัน ฉันคิดว่ายังไงๆ ก็ต้องแอบไปดูคุณอินให้ได้ว่าเป็นยังไงบ้าง ฉันรู้ว่าคุณอินยังไม่ออกจากโรงพยาบาลเพราะเมริสาบอกว่าพี่จินยังไปซื้อดอกไม้ที่ร้านอยู่เลย ฉันซื้อดอกกุหลาบสีเหลืองที่เมริสาจัดให้เป็นช่อเล็กๆ น่ารัก ติดมือมาด้วย

ฉันถามเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ว่าคุณอินทิราพักอยู่ห้องไหน แต่พอมาอยู่หน้าห้องคุณอินฉันก็ปอดนิดหน่อย แต่ก็เคาะประตูก่อนจะบิดลูกบิดประตูเข้าไป

สายตาสองคู่เพ่งมาที่ฉันเมื่อเปิดประตูเดินเข้าไป คู่หนึ่งคือคุณอิน ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่สาวน้อยน่ารักเหมือนตอนเป็นวิญญาณอีกแล้ว แต่เป็นหญิงชราร่างผอมบาง แววตาฉายแววทรหดนั้นทำให้ผู้คนที่ได้พบเห็นรู้ว่าจิตใจเธอแกร่งกว่าร่างกายที่บอบบางมาก ส่วนอีกคู่หนึ่งคือพี่จิน กับรอยยิ้มยินดี หวังว่าฉันคงตาไม่ฝาดที่เห็นพี่จินยิ้มแบบนั้น ถึงตอนนี้ฉันก็ยังคิดอยู่ดีว่ามันยากที่จะมีใครสักคนยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็น ไม่ได้เห็นฉันเป็นตัวประหลาด

“ฉันมาเยี่ยมค่ะ” ฉันโบกช่อกุหลาบเล็กๆ พร้อมกับพูดในสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะของมันเห็นๆ กันอยู่แล้ว

“แฟนแกเหรอตาจิน”

“รุ่นน้องผมที่มหาวิทยาลัยครับ นริศราเคยมาเยี่ยมคุณย่าแล้วครั้งหนึ่งก่อนคุณย่าฟื้นครับ”
ฉันยกมือไหว้คุณอินแล้วส่งช่อดอกไม้ให้ คุณอินรับแล้วส่งต่อให้พี่จิน เฮ้อ...เคยอายุไล่เลี่ยกันแท้ๆ อยู่ดีๆ ก็อายุเยอะขึ้นมากะทันหัน แต่ว่าการที่คุณอินทักฉันแบบนั้นก็หมายความว่าคุณอินจำเรื่องระหว่างที่วิญญาณออกจากร่างไม่ได้ ดีใจหรือเสียใจดีเนี่ย

“พูดไม่รู้เรื่อง ฉันถามว่าแม่หนูคนนี้น่ะแฟนแกหรือเปล่าต่างหาก”

ตายแล้ว...คุณอินนี่ยังแสบเหมือนเดิมไม่มีผิด เป็นคุณย่าจอมแสบของแท้เลย

พี่จินหัวเราะเบาๆ กับคำถามที่ย้ำแบบหนักแน่นของคุณอิน ในขณะที่ฉันหน้าร้อนผ่าวไปหมด

“อันนี้ต้องถามนริศแล้วล่ะครับว่าอยากเป็นหลานสะใภ้ย่าหรือเปล่า”

นั่น...พี่จินพูดแบบนี้ได้ไง ฉันทำตัวไม่ถูกนะ

“อ๋อ...หมายความว่าแกจีบแม่หนูนี่อยู่ แต่ยังไม่ติดงั้นสิ”

เฮ้ๆ ฉันยังมีตัวตนอยู่ในห้องนี้นะ อย่างน้อยพี่จินก็ไม่ตอบคำถามนี้ของคุณอิน แต่ไอ้รอยยิ้มมีเลศนัยนั่นน่ะมันเหมือนเป็นคำตอบกลายๆ อยู่ดีน่ะแหละ

“งั้นฉันอนุญาตให้แกไม่ต้องเฝ้าฉันวันนี้ ถ้าแกทำให้แม่หนูนี่เป็นแฟนแกได้ แต่ถ้าไม่ได้ฉันจะตัดชื่อแกออกจากกองมรดก”

“รับทราบครับ”

พี่จินหัวเราะร่วนรับปากแข็งขัน ไม่เห็นท่าทีเดือดร้อนว่าตัวเองอาจถูกตัดออกจากกองมรดกเลย

เป็นอีกครั้งที่ฉันถูกพี่จินจับข้อมือถูลู่ถูกังออกจากห้อง แถมมีเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจของคนที่ฉันมาเยี่ยมประกอบการกระทำนั้นอีก โล่งใจอยู่หรอกนะที่คุณอินดูแข็งแรงดี แต่นี่คิดจะจับคู่ให้ฉันกับพี่จินจริงๆ น่ะเหรอ หรือว่าคุณอินจำเรื่องทั้งหมดได้แล้วแกล้งอำฉันกันแน่

ฉันเดินตามพี่จินไปจนถึงบริเวณสวนด้านหลังโรงพยาบาล เราได้ที่นั่งเหมาะ ใต้ต้นราชพฤกษ์ที่กำลังออกดอกสะพรั่งจนแทบไม่เหลือใบต้นหนึ่ง

“อาทิตย์ที่ผ่านมานริศจงใจหลบพี่ใช่มั้ย?”

ถ้าฉันไม่นั่งอยู่แล้ว ฉันต้องเข่าอ่อนแน่กับคำถามของพี่จิน

“ทำไมล่ะ?”
เป็นคำถามดาษดื่นทั่วไป แต่ตอบยากชะมัด แต่ฉันก็ตอบออกไปตามที่ฉันคิด

“เพราะนริศไม่อยากให้พี่อึดอัดน่ะค่ะ พี่จินก็รู้แล้วว่าเรื่องที่เขาลือกันน่ะเป็นความจริงหรือเปล่า”

“ก็เลยคิดว่าพี่ไม่อยากคบด้วยงั้นสิ”

เอ...เสียงของพี่จินออกแววเยาะหน่อยๆ นะ แต่ช่างเถอะ ฉันมองนางพยาบาลเข็นรถที่มีคุณยายนั่งอยู่ผ่านไป

“ค่ะ”

“นริศเคยคิดว่าการที่นริศคิดว่าตัวเองแปลกจากคนอื่น มันเลยทำให้นริศแปลกจริงๆน่ะ”

ฉันมองพี่จินตาโต ฉันไม่เคยคิดในแง่นี้มาก่อน ฉันทำตัวแปลกไม่ค่อยคบใครก็เพราะคิดว่าทุกคนไม่อยากคบฉัน จริงหรือที่ว่าการที่ฉันไม่คบใครเลยทำให้มีข่าวลือแปลกๆ ออกไป

“ก็...อาจจะ” ฉันยักไหล่ ก็ไม่รู้ว่าจะตอบอะไรดีไปกว่านี้

“นริศ พี่เฝ้าดูเธอตั้งแต่เข้าปีหนึ่ง พี่เป็นห่วงมากนะที่นริศปิดกั้นตัวเอง ห่วงทั้งๆ ที่ตอนนั้นเราแทบไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ”

ฉันล่ะแปลกใจจริง ๆ ฉันคิดว่าทำตัวไม่ให้พี่จินสังเกตได้ดีแล้วเชียว นี่กลับกลายเป็นว่าพี่จินรู้จักฉันมาตลอด แต่ฉันก็อดซาบซึ้งไม่ได้ฉันมีตัวตนมาตลอดในสายตาพี่จิน ฉันเคยคิดว่านอกจากครอบครัวแล้วจะไม่มีใครเข้าใจฉันได้อีก แต่นี่ฉันได้พบอีกคนหนึ่งแล้ว

“ขอบคุณนะคะ”

“สำหรับอะไร?” พี่จินสงสัยคำขอบคุณของฉัน และฉันเป็นหนี้คำอธิบาย

“ขอบคุณที่ห่วงนริศค่ะ แต่ถ้าพี่จินไม่สังเกต นริศไม่ได้ปิดกั้นตัวเองแล้วค่ะ เปิดมาพักหนึ่งแล้วด้วยซ้ำ” ใช่แล้วฉันเปิดหัวใจตัวเองมาได้พักหนึ่งแล้ว เพราะถ้าฉันยังปิดกั้นตัวเองอยู่คงไม่มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาเดินป้วนเปี้ยนในหัวใจฉันได้

“จริงเหรอ” พี่จินยิ้มให้ฉันด้วยรอยยิ้มอบอุ่นที่ฉันชอบนักชอบหนา “งั้นพี่ขออนุญาตเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของนริศจะได้มั้ย”

“ฟังเหมือนคำสารภาพรักนะคะ” ฉันรู้ว่าตัวเองคงหน้าแดงแจ๋แน่ๆ ตอนที่พูดประโยคนั้นออกไป แต่ฉันก็ยังไม่วายส่งยิ้มท้าทายไปให้พี่จิน นี่ฉันกล้าเกินไปหรือเปล่านะ

“พี่ก็นึกว่ากำลังทำอย่างนั้นอยู่เสียอีก”

พี่จินบีบจมูกตัวเอง หูแดงๆ ของเขาบอกได้ว่าเขาคงเขินไม่แพ้ฉัน ฉันหัวเราะเบาๆ แต่พี่จินไม่หัวเราะด้วย

“คำตอบล่ะ?”

ฉันรู้ล่ะว่าพี่จินจริงจัง แต่ฉันยังอยากเบี่ยงเบนประเด็นไปอีกนิดนี่นา

“นริศไม่กล้าตอบหรอกค่ะ ไม่แน่ใจว่าพี่จินอยากคบกับนริศจริงๆ หรือเพราะกลัวถูกตัดจากกองมรดกกันแน่”

“ซวยล่ะสิ” พี่จินทำปากขมุบขมิบในลำคอ แต่ฉันก็ได้ยินค่ะ ก็อยู่ใกล้กันเสียขนาดนี้ “โดนคุณย่าหย่อนระเบิดเข้าให้แล้วมั้ยล่ะ” น้ำเสียงพี่จินฟังเจ็บใจอยู่ไม่น้อย

ฉันยังหัวเราะคิกคักจนอดสงสัยตัวเองไม่ได้ว่าเมากัญชาหรือเปล่า แต่ฉันหยุดไม่ได้จริงๆ ดูเหมือนมีความสุขมากมายในตัวฉันพยายามดิ้นรนออกไปพบโลกภายนอก

“ไม่ต้องมาขำเลย ขอบอกไว้เลยนะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณย่า พี่อยากคบนริศเพราะพี่ชอบนริศ”

“หนักแน่นจัง” ฉันล้อ

“แล้วก็จริงใจที่สุดด้วย” พี่จินต่อ “ถ้านริศใจตรงกับพี่บ้างก็พยักหน้าสักนิดก็ยังดี”

แล้วแบบนี้ฉันจะทำอะไรได้ล่ะคะนอกจากพยักหน้า ฉันยิ้มอายๆ เมื่อพี่จินกุมมือทั้งสองข้างของฉันไว้ในอุ้งมือใหญ่ๆ ของเขา

“นริศรู้มั้ยนี่เป็นของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดของพี่เลยนะ”

ฉันมองพี่จินตาโต เพิ่งนึกออกว่าคุณอินเคยบอกเมื่อสองอาทิตย์ก่อนว่าใกล้วันเกิดพี่จินแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะเป็นวันนี้

“ตายจริง...นริศไม่มีของขวัญให้พี่เลยค่ะ” ฉันพึมพำพูดออกไปอย่างกังวล แต่พี่จินกลับหัวเราะเสียงแผ่ว แล้วกระชับมือของฉันแน่นขึ้น

“ก็อย่างที่พี่บอกการที่นริศมาอยู่ข้างๆ พี่แบบนี้ถือว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุดแล้ว”

ฉันก้มหน้าหลบสายตาพี่จิน รู้สึกถึงแก้มที่ร้อนผ่าวของตัวเองได้เป็นอย่างดี สรุปแล้วไอ้การที่ฉันหลบหนีชะตาตัวเองมาแต่ต้นนี่ ไม่มีผลแต่ประการใดไม่ใช่เพราะเลี่ยงไม่ได้ แต่เพราะหัวใจฉันมันไม่ยอมห่างไปจากเขาคนนี้ต่างหาก

ฉันรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังจ้องมองฉันกับพี่จินอยู่ ไม่ใช่มองอย่างประสงค์ร้าย แต่มองมาด้วยความยินดี ฉันหันไปทางที่ความรู้สึกของฉันจับได้ถึงสายตานั้น

คุณอินกำลังมองพวกเราอยู่จากระเบียงห้องคนไข้ แล้วเวลานี้ฉันก็ได้รู้ความจริง คุณอินจำฉันได้จำได้มาตลอด และไอ้รอยยิ้มกับนิ้วหัวแม่มือที่โชว์หรามาทางเราสองคนบอกได้เป็นอย่างดีว่า ฉันกับพี่จินตกอยู่ในแผนการจับคู่ของเธอแบบดิ้นไม่หลุดทีเดียว

“คุณย่าจอมแสบ!!”

ฉันกับพี่จินพูดขึ้นพร้อมกัน และต่างคนก็ต่างมองซึ่งกันและกันเมื่อพบว่าตัวเองพูดประโยคเดียวกัน

เราสองคนหัวเราะขำกันเอง พี่จินโบกมือให้คุณอินก่อน ฉันเลยโบกมั่ง

ฉันอาจรู้มาตลอดว่าฉันกับพี่จิน เราเป็นเนื้อคู่กัน แต่ถ้าฉันรู้ก่อนหน้านั้นว่าเนื้อคู่มีแพ็กเกจเป็นคุณย่าจอมแสบติดมาด้วย ฉันอาจไม่หนีให้วุ่นแต่แรกก็ได้ใครจะรู้

.......................................
(จบแล้วค่ะ)






Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2549
Last Update : 2 มีนาคม 2549 22:38:34 น. 13 comments
Counter : 520 Pageviews.

 
ตอบผู้มีอุปการะคุณจาก จับให้มั่นฯ 4 เด๋วไม่เห็นกัน หุหุหุ (^O^)V


คีตภา...
ขอบคุณค่าพี่กุ๊กที่มาเยี่ยม แต่ยังไม่หายหวัดเลยอ่ะค่ะ

donutty...
มารับการ์ดสวยๆ ค่ะ

นู๋ปัณณ์...
มารับดอกไม้ในเดือนแห่งความรัก อิอิ
เรื่องสั้นเรื่องที่เพิ่งเอามาลง เขียนนานแล้วนะ ส่วนเรื่องใหม่คงอีกพักนึงจ้า...


โดย: wayo วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:15:02:00 น.  

 
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
แหะๆ กรี๊ดดดด ให้สนั่นบล็อกเลย ทำไม่นะพี่จินถึงได้น่ารักอย่างนี้ นี่ถ้าปัณณ์ขอเป็นตัวร้ายแย่งพี่จินมาจาก นริศได้ป่าวอะค่ะ พี่วาโย ก๊ากกก

เขิลลล อ่ะ ตอนที่พี่จินบอกคุณย่าให้ถามนริศว่าเป็นแฟนกันป่าว อ๊ายยย เป็นปัณณ์เขินตายเลย (แต่บังเอิญหล่อนไม่ใช่ย่ะ ไม่ต้องเว่อร์)

อิอิ รู้ไหมค่ะที่เข้ามาตอนแรก จะมาบอกว่าเพิ่งมีโอกาสอ่านเรื่องพระจันทร์เต็มใจ เลยจะเข้ามา....

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ค่ะ อิอิ แสบแก้วหูยังอ่ะค่ะ

น่ารักมากๆ เลยค่ะ ชอบๆ นางเอกตื้อดี มันต้องให้ได้อย่างนี้สิ ก๊ากกก น่ารักๆๆๆ แต่รู้ไหมค่ะ ว่าจริงๆ แล้วปัณณ์แอบชอบไรภีต่างหาก อิอิ คนอะไรอารมณ์ดีน่ารัก แต่ขี้หึงชะมัด อิอิ

คิดถึงพี่วาโยจัง ไม่สบายหรือค่ะ หายเร็วๆ น้า เขียนน่ารักจัง ปัณณ์เริ่มติดนิยายพี่วาโยแล้วสิ อิอิ

แล้วจะแวะมาคุยใหม่นะคะ


โดย: นู๋ปัณณ์ (LonelySeason ) วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:15:58:13 น.  

 
เข้ามาตอบตอนดึกๆ เหมือนเคย

นู๋ปัณณ์...

หลังจากที่ได้บอกว่าวันอาทิตย์จะเขียนนิยายต่อ แต่ดันหลับทั้งวันแทน 555
วันจันทร์เลยเอาครึ่งตอนแรกมาลงไม่ทัน คริๆ
ผลัดไปอีกวันแล้วกันเน้อ...

ดีใจค่ะที่คนอ่านมีความสุข เห็นแล้วมีกำลังใจเขียนต่อ

แม้ว่าความจริงตัวเองเป็นคนขี้เกียจก็ตาม


โดย: wayo IP: 203.156.48.64 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:3:11:21 น.  

 
เรื่องนี้มีตัวละครต่อเนื่องกับเรื่องไหนบ้างคะพี่วาโย



โดย: lovekalo IP: 58.10.237.91 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:18:14:03 น.  

 
พี่วาโยคะ บรรทัดที่ 2 ของเรื่องอ่านแล้วงงๆ ค่ะ

เป็นแนวยาวริมถนนหน้ามหาวิทยาลัยเป็นประกอบกับหญิงสาวผมยาวสลวย

เป็นคำแรกเข้าใจค่ะ แต่เป็นคำหลังหมายความว่าไงคะ

อ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ เลยถามค่ะ


โดย: lily <lovekalo> IP: 58.10.237.91 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:18:37:50 น.  

 
หมดหน้าที่ฉัน ฉันจะอยู่ทำไม รับเดินรี่ตามหลังยัยเมไป

รีบ ไม่ใช่รับ ค่ะ พี่วาโย

ตามมาแก้คำผิดค่ะ


โดย: lily <lovekalo> IP: 58.10.237.91 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:18:47:37 น.  

 
“นริศราเธอมีพิรุจ!”


ลี่ว่าพิรุธของพี่วาโยเขียนแปลกๆ นะคะ


โดย: lily <lovekalo> IP: 58.10.237.91 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:18:49:44 น.  

 
ฉันได้รับการแต่นำกับพ่อแม่และญาติๆ

แนะนำค่ะพี่วาโย


โดย: lovekalo IP: 58.10.237.91 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:18:58:09 น.  

 
ออกดอกสะพรั่งจำแทบไม่เหลือใบต้นหนึ่ง

จึงแทบไม่เหลือใบ ค่ะพี่วาโย


โดย: lovekalo IP: 58.10.237.91 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:19:07:04 น.  

 
นารักจัง


โดย: pinkwitch IP: 58.10.220.162 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:19:13:42 น.  

 
ทำไมนริศไม่บอกพี่จินบ้างอ่ะว่าแอบรักมานานแล้วเหมือนกัน อิอิ

น่ารักมากๆ เลยค่ะ ปกติอ่านของพี่วาโยจะเครียดไปด้วยนิดหน่อย แต่เรื่องนี้รู้สึกมีความสุขมากๆ เลยค่ะ ดีแล้วแหละค่ะเอามาลงคั่นเรื่องของตาพระเอกมาร์โคนั่น ยังไม่อยากอ่านเจอเป็นอย่างยิ่ง

พี่จินน่ารักมากๆ เลยค่ะ ตอนแรกอ่านชื่อพี่จิน แล้วคิดว่าพี่เจ เลยต๊กกะใจค่ะ ชื่อคล้ายกันก็สับสนอย่างนี้แหละค่ะ

คุณย่าสื่อรักได้แสบสันต์มากๆ เลยค่ะ

แถมพี่จินชื่อออกเสียงคล้าย ท่านมินจุงโฮ ที่แสนจะน่ารักอ่ะค่ะ

ปรากฏว่ามีเม้นท์จากลี่ในเรื่องนี้ประมาณ 7 คอมเม้นท์แล้วค่ะ อิอิ

แล้วจะรอให้พี่วาโยแต่งเรื่องน่ารักน่ารักอย่างนี้อีกนะคะ


โดย: lily <lovekalo> IP: 58.10.237.91 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:19:16:14 น.  

 
lovekalo...

แต๊งค์จ้านู๋ลี่ ผิดหลายที่จริงๆ ด้วย ขอบคุณมากๆ ที่มาช่วยเช็กคำผิดให้ ส่วนที่แปลก ๆ เด๋ววาโยดูอีกทีนึงแล้วกันนะคะ

pink wicth...
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ ดีใจที่ชอบนะคะ


โดย: wayo วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:18:00:12 น.  

 
อ่านแล้วอยากมีคุณย่าแบบนี้จังเลย

ขอแก้นิดนึงนะ ตรงนี้อ่ะค่ะ น่าจะเป็นแนะนำนะ

"ทันทีที่ครอบครัวของพี่จินมาถึง ฉันได้รับการแต่นำกับพ่อแม่และญาติๆ ของพี่จินในฐานะรุ่นน้องคนหนึ่ง "


โดย: นู๋Poopy (นู๋Poopy ) วันที่: 28 พฤษภาคม 2549 เวลา:19:53:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

wayo
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เอ่อ...ไม่เข้าใจว่า
ทำไมถึงคลิกกล่องคอมเม้นต์ไม่ได้
กดไม่ติดเลยอะค่ะ
ตอบคอมเม้นไม่ได้
เดี๋ยวขอหาทางแก้ก่อนนะคะ

ยังไงก็ขอบคุณทุกคน
ที่แวะมานะคะ
(Y)(^O^")(Y)
My books
Friends' blogs
[Add wayo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.