Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2548
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
5 พฤศจิกายน 2548
 
All Blogs
 
รักคงอยู่เช่นเดิม

*****รักคงอยู่เช่นเดิม***** (โดย : วาโย)




“ไง..คุณครูมานั่งโซ้ยก๋วยเตี๋ยวคนเดียวหรือจ๊ะ”

กวินาเงยหน้าจากชามบะหมี่เกี้ยวเพื่อมองหน้าคนทัก

“อ้าว..นิดเองเหรอ ไม่ได้เจอกันตั้งนานเป็นไงมั่ง นั่งสิ”

นิตยดามองบรรยากาศรอบ ๆ แล้วย่นจมูก เนื่องจากบริเวณนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นควันจากยวดยานซึ่งสัญจรบนท้องถนน แต่ก็ยอมหย่อนก้นลงนั่งตรงข้ามกับเพื่อนสาวที่ไม่ได้เจอกันมานเป็นแรมปี

“เห็นตัวเองทีแรกเราไม่อยากจะเชื่อเลย” นิตยดาพูดพลางหย่อนกระเป๋าถือลงบนโต๊ะเหล็กแบบพับได้ที่ดูไม่ค่อยมั่นคงนักหลังจากดูจนแน่ใจว่าไม่รอยน้ำหลงเหลือบนโต๊ะมาทำให้กระเป๋าราคาแพงต้องมัวหมองไป
“ทำไม? เราสวยขึ้นจนไม่น่าเชื่อหรือไง”

นิตยดาค้อนใส่เพื่อนสาวเมื่อได้ยินประโยคนั้น ข้อหาหมั่นไส้

กวินายิ้ม รู้ดีว่านิตยดากำลังคิดอะไรอยู่ ถึงจะหัวสูงไปบ้าง แต่เพื่อนของเธอคนนี้ก็เป็นคนตรงไปตรงมาคบง่าย

“ก็ใครจะไปคิดว่านักเรียนนอกจะมานั่ง กินก๋วยเตี๋ยวรมควันอยู่ข้างถนนล่ะยะ”

“แล้วคิดว่าครูเงินเดือนต่ำอย่างเราจะไปหาอะไรกินที่ไหนล่ะ”

“จะที่ไหน ก็ในภัตคารหรูกับนายอาณัติ เพื่อฉลองการกลับมาของเขาไง”

ชื่อที่หลุดออกจากปากเพื่อนสาว มีผลทำให้กวินาชะงักไป เธอพาดตะเกียบกับขอบชามก๋วยเตี๋ยว ดึงกระดาษทิษชูราคาถูกที่ร้านก๋วยเตี๋ยวมีบริการสำหรับลูกค้าขึ้นมาซับคาบมันบนริมฝีปาก

“ณัติกลับมาแล้วเหรอ?”

เสียงเรียบ ๆ บวกกับคำถามนั้น ทำเอานิตยดาต้องกระพริบตาปริบ ๆ

“เฮ้ย..! นายณัติน่ะมันแฟนเธอไม่ใช่หรือไง แล้วมาถามฉันอย่างงี้ได้ไง?”

กวินาก้มหน้า ริมฝีปากสีชมพูเม้มสนิทอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจไม่ตอบคำถามนั้น

“แล้วเธอรู้ได้ไงว่าณัติกลับมาแล้ว เขาบอกเธอเหรอ”

“ขนาดแฟนเขาอย่างเธอยังไม่รู้ แล้วฉันเป็นใคร เขาถึงจะมาบอก..” นิตยดาเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลของคู่รักคู่นี้ ในบรรดาเพื่อนฝูงไม่เห็นมีข่าวเลยว่าสองคนนี้เลิกคบกันแล้ว แต่ไหงเพื่อนสาวของเธอถึงมีท่าทางแปลก ๆ ทำอย่างกับเลิกคบกับชายหนุ่มผู้นั้นแล้วอย่างนั้นแหละ “..วันก่อนน่ะ ฉันไปดูงานที่สิงคโปร์ ขากลับนั่งเครื่องบินไฟล์เดียวกันมา แต่ฉันไม่ได้ทักหรอกนะเห็นมีเพื่อนมาด้วย” นิตยดาตัดสินใจไม่บอกว่าเพื่อนที่ว่ามาด้วยกันกับอาณัตินั้นเป็นผู้หญิง และเป็นคนที่ทั้งเธอและกวินาต่างรู้จักดี

ชมภูนุช..

เพื่อนสมัยเรียนของมหาวิทยาลัยของเธอและกวินา เจ้าหล่อนเป็นดาวคณะที่มีหนุ่ม ๆ หลายคนคอยห้อมล้อมตลอดเวลาจนกระทั่งเรียนจบ เป็นไปได้มั้ย? ว่าอาณัติและกวินามีปัญหากันเพราะชมภูนุชเข้ามาแทรก

“งั้นเหรอ” กวินาพึมพำรับคำ

“เฮ้ย..เปลี่ยนเรื่องพูดดีกว่า นี่ๆ”

นี่ของนิตยดาคือซองสีขาวข้างในบรรจุการ์ดอะไรซักอย่างไว้

“อะไรล่ะเนี่ย? ซองผ้าป่าไม่เอานะ” กวินายื่นมือออกไปรับมาเปิดดู

“ไม่ใช่ซองผ้าป่า นี่บัตรเชิญร่วมงานศิษย์เก่าย่ะ จองโต๊ะไว้แล้วจ่ายตังค์มาซะดี ๆ”

“อ๋า?? มัดมือชกนี่นา”

“ช่วยไม่ได้ ฉันจองไว้ตั้งสองโต๊ะนี่ยะ” นิตยดารับกระดาษสีม่วงจากเพื่อนสาวอย่างอารมณ์ดี “แล้วนี่เธอรู้มั้ยว่าที่ไหนเพื่อนเรามันไปรวมตัวกันเยอะ ๆ มั่ง”

“คืนวันเสาร์ลองไปคลับของนายอู๋ดูสิ น่าจะมีเหยื่อหลงมาให้เธอเชือดอีกนะ”

“ฉันก็ว่าจะไปอยู่แล้วล่ะ ไม่มีใครก็ได้อีตาอู๋น่ะแหละ”

“แล้วนี่ไม่เอาไปเผื่อณัติหรือไง?” นิตยดาลองแย็ปเรื่องอาณัติอีกทีเพื่อดูปฏิกิริยาของเพื่อนสาว

กวินาอึ้งไปเล็กน้อย

“ไม่รู้สิ..เราไม่รู้ว่าณัติจะไปหรือเปล่า ไม่อยากซื้อแทน เธอลองไปถามเขาเองแล้วกัน”

“เอางั้นเหรอ..”

วันนั้นสองสาวจากกันโดยที่คนหนึ่งเก็บงำความสงสัยไว้ในใจ ส่วนอีกคนหนึ่งหงอยเหงาเศร้าซึม

“พี่กี้..พี่กี้..พี่แนชเป็นอะไรก็ไม่รู้ กลับมาก็หน้าบูดเข้าห้องไปเลย”

กีรติกดนิ้วค้างบนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดตัวอักษรอันไม่พึงประสงค์ขึ้นมากมาย เมื่อน้องสาววัยสิบสี่ส่งเสียงแจ้ว ๆ เข้ามาในห้องเธอโดยไม่ได้รับอนุญาต กีรติถอนหายใจ ขณะลบตัวหนังสือพวกนั้นออกไปจากรายงานที่เธอต้องส่งอาทิตย์หน้า

“ต๋าไปกวนอะไรพี่แนชล่ะ”

“เปล่านะ..ต๋าแค่จะให้พี่แนชสอนการบ้านอังกฤษให้เอง” เกริตากระโดดขึ้นนั่งบนเตียงพี่สาวคนรองพร้อมทั้งคว้าเจ้าตุ๊กตาปลาโลมาตัวใหญ่บนเตียงพี่สาวมากอดเล่น

“นั่นแหละ ที่เรียกว่ากวน”

“แต่..พี่แนชเข้าห้องก่อนที่ต๋าจะพูดอะไรซะอีก จะหาว่าเป็นเพราะต๋าได้ไง สงสัยถูกแฟนทิ้งแหง”
เกริตาพูดไม่ได้คิดอะไร แต่คนฟังอึ้งขึ้นมาตะหงิด ๆ

นั่นสินะ..นานเท่าไหร่แล้วที่พี่สาวไม่ได้พูดถึงจดหมายของคนรักหนุ่ม เห็นเขาเงียบ ๆ ไป เธอก็คิดว่าทั้งสองอาจยังติดต่อกันทางอีเมล์อยู่ เพราะในห้องพี่สาวเธอก็มีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่เช่นกัน ระยะหลัง ๆ พี่สาวเธอก็แปลกไปจริง ๆ ซะด้วยหรือจะเป็นเพราะเรื่องนี้ พี่แนชเลิกกับพี่ณัติโดยไม่ได้บอกเธอหรือเปล่า?

กีรติกดเซฟข้อมูลบนหน้าจอ ตัดสินใจไปถามพี่สาวให้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันไปเลย

“ไปทำการบ้านไป ยัยต๋า”

“พี่กี้จะสอนใช่ป่ะ”

“เรื่อง! การบ้านตัวเองก็ทำเองสิ”

“เชอะ..ไม่ง้อก็ได้” เกริตาเดินสบาย ๆ ออกจากห้อง แต่ก่อนที่ประตูจะถูกปิดอย่างรวดเร็ว เกริตาก็ตะโกนเสียงดังออกมา “ผีเสื้อสมุทรกีรติ!!!!!!!!!”

กีรติปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ตามปกติไม่คิดสนใจเสียงตะโกนของน้องสาว เพราะชินแล้วกับความห่ามบ้า ๆ บอ ๆ ของวัยรุ่นนั้น และเธอก็มีวิธีแก้เผ็ดอยู่แล้วด้วย กีรติกดโทรศัพท์ตามเบอร์ที่คุ้นเคย

“เมฆ มาสอนภาษาอังกฤษให้ต๋ามันหน่อย”

“….”
“เออ..ชั่วโมงละห้าสิบ เหมือนเดิม..”

เมื่อปลายสายวางหูแล้ว กีรติจึงวางบ้าง ห้องพี่สาวของเธอคือจุดหมายต่อไป


กวินาสลัดกระเป๋าสะพายอย่างไม่แยแส ทิ้งตัวลงนอนลงบนเตียง หัวสมองเธอเต้นตุบ ๆ หวนคิดถึงความหลัง สองปีกว่าแล้วที่เธอกลับมาที่เมืองไทย ขณะที่อาณัติคนรักของเธอยังเรียนปริญญาเอกต่อที่อเมริกา

อาณัติกับเธอเริ่มคบกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เริ่มแรกก็เป็นแค่เพื่อนที่เรียนร่วมคณะกัน พอขึ้นปีสามก็เริ่มคบกันจริงจัง และพอเรียนมหาวิทยาลัยจบก็ไปเรียนปริญญาโทต่อด้วยกัน

เมื่อไหร่กันนะที่เขาและเธอเริ่มห่างกันไป..

มันคงเริ่มต้นจากที่เธอจะกลับเมืองไทยแต่เขาตั้งใจจะเรียนต่อใช่หรือเปล่า ก่อนที่จะแยกจากกันเธอกับอาณัติต่างก็เศร้าซึม อาณัติพยายามหน่วงเหนี่ยวเธอไว้เพื่อให้เรียนต่อด้วยกัน เพราะทางบ้านของเขาเห็นว่าเขาควรเรียนต่อให้ถึงระดับปริญญาเอก เพื่อเป็นใบเบิกทางในอนาคตการทำงานในเมื่อทางบ้านเขาก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินทอง ในเมื่ออาณัติไม่ได้ใช้เงินของทางบ้านในการเรียนต่อเมืองนอกอีกต่อไป ตั้งแต่เขาหางานให้ตัวเองทำขณะเรียนหนังสือไปด้วยได้

แต่มันเป็นไปไม่ได้สำหรับเธอ ครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีแม่เป็นเสาหลักของบ้านเพียงคนเดียวที่ต้องเลี้ยงลูกสาวถึงสามคนด้วยอาชีพตัดเสื้อผ้า การที่เธอไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ถือเป็นความเห็นแก่ตัวที่สุดเท่าที่เคยทำมาแล้ว จะให้ยืดเวลาออกไปอีก 2-3 ปีได้อย่างไรกัน

แม้ในใจจะโหยหาซึ่งกันและกัน แต่เมื่อสองปีก่อนเธอกับอาณัติก็จากกันด้วยความเข้าใจ เมื่อเธอกลับมาแรก ๆ เธอและอาณัติติดต่อกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นทางจดหมาย อีเมล์ หรือโทรศัพท์

เธอยังเคยบ่นกับอาณัติด้วยซ้ำว่าน่าจะเรียนต่อกับเขา เพราะเมื่อเธอกลับมานั้น ทางบ้านไม่ได้ลำบากอย่างที่คิด แม่ยังตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นปกติ แต่ได้เกริตาน้องสาวคนเล็กเป็นลูกมือชั้นดีแม้จะอายุเพียงสิบสองปีก็ตาม หนำซ้ำกีรติน้องสาวคนรองของเธอยังได้รายได้พิเศษเป็นกอบเป็นกำกับการติดตั้งเครื่องพีซีที่บูมอย่างมากในช่วงนั้น แม้จะไม่ใช่งานที่ทำรายได้ให้เป็นประจำ แต่ก็มากพอที่ทางบ้านเธอจะอยู่ได้อย่างสบาย ๆ

วันเวลาผ่านไป จากเดือนเป็นปี การติดต่อของเธอกับอาณัติก็เริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะเขาเรียนหนักขึ้น และเธอก็ต้องทำงานที่ยังไม่ใคร่จะลงตัวนักในช่วงแรก

พองานเริ่มลงตัว เธอก็เพิ่งรู้สึกว่าอาณัติหายไปเสียแล้ว เธอเคยส่งอีเมล์ไปถึงเขา แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับกลับมา โทรศัพท์ไปก็ได้ยินแต่เสียงเครื่องตอบรับเท่านั้น ครึ่งปีแล้วที่เธอกับเขาไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย

เมื่อก่อนเธอรู้สึกเสมอว่าใจของเขาอยู่กับเธอเสมอ เหมือนว่าเธอกับอาณัติมีสื่อบางอย่างที่ส่งถึงกันและกัน แต่ว่าตอนนี้กลับมีความว่างเปล่าเข้ามาแทนที่ ทำไมนะ..เธอถึงไม่รู้สึกถึงเขาในใจของเธอเลย…

หรือจะจริงที่ว่า..เวลาเปลี่ยน ใจคนก็เปลี่ยนไป แล้วไฉนใจเธอยังคงเดิม ยังคงผูกพันอยู่กับชายคนเดิมที่ชื่ออาณัติเล่า…

เธอกับเขาเลิกกันหรือยังนะ..เลิกกันโดยธรรมชาติใช่หรือเปล่า? ความห่างเหินทำให้ต่างคนต่างมีทางเดินของตัวเอง และไม่มีทางมาบรรจบกันได้อีก
ก๊อก..ก๊อก

“พี่แนชทำอะไรอยู่ กี้เข้าไปได้มั้ย”

กวินนาผุดลุกขึ้นจากเตียง ปัดเผ้าปัดผมให้เรียบร้อยก่อนตะโกนออกไป

“เข้ามาสิยัยกี้”

ใบหน้านวลเนียนผุดผาดค่อย ๆ โผล่จากรอยแง้มของบานประตู พอเห็นพี่สาวส่งยิ้มให้จากบนเตียงนอนก็เดินเข้าไปหาโดยไม่ลืมปิดประตูให้เรียบร้อย

“เมื่อกี๊คุยกับต๋า เห็นว่าพี่อารมณ์ไม่ดีเหรอ”

“เปล่านี่” กวินาตอบเบา ๆ พยายามซ่อนรอยหม่นหมองจากน้ำเสียง ทว่าไม่พ้นการจับสังเกตของน้องสาวไปได้

“พี่แนชมีอะไรกับพี่ณัติหรือเปล่า?”

คำถามนั้นราวกับตีเข้ามาที่แสกหน้าของกวินา เธอมึนงงไปชั่วครู่ก่อนจะฝืนยิ้มออกไป

“ทำไมกี้คิดอย่างนั้นล่ะ”

“ก็หมู่นี้กี้ไม่เห็นพี่แนชติดต่อกับพี่ณัติตั้งนานแล้วนี่ ทะเลาะกันหรือคะ?”

“เปล่า..ไม่ได้ทะเลาะกัน”

“ถ้างั้น แล้วทำไมพี่ณัติถึงหายไป แล้วพี่แนชก็มานั่งหน้าซีดหน้าเซียวอยู่อย่างนี้ล่ะ”

กวินนาเมินหน้าไปนอกหน้าต่าง กีรติเปลี่ยนอิริยาบทจากยืนพิงประตู มานั่งบนเตียงกับพี่สาว แต่ยังคงสงบปากสงบคำเมื่อเห็นพี่สาวเงียบไป

“ไม่รู้สินะ..” ในที่สุดกวินาก็สามารถเอื้อนเอ่ยคำพูดออกมาได้ หลังจากนิ่งไปพักใหญ่ “..บางทีพี่กับณัติอาจเลิกกันแล้วก็ได้มั้ง”

กีรติงงเป็นไก่ตาแตก

“บางที..? แปลว่าอะไรอ่ะพี่แนช กี้ไม่เข้าใจ??”

“พี่ก็ไม่เข้าใจ อยู่ดี ๆ พี่กับณัติก็ขาดการติดต่อกันซะเฉย ๆ ตอนนี้เขากลับเมืองไทยแล้วพี่ก็ไม่รู้”

“หา!! พี่ณัติกลับเมืองไทยแล้วเนี่ยนะ” กีรติอึ้งไป เป็นไปได้อย่างไรที่อาณัติจะไม่บอกพี่สาวเธอว่าเขากลับมาแล้ว ก็ทั้งสองคนออกจะรักใคร่ชอบพอกันออกปานนั้น “บางทีพี่ณัติอาจตั้งใจมาเซอไพรส์พี่แนชก็ได้นะ..แล้วพี่แนชรู้ได้ไงว่าพี่ณัติกลับมาแล้วจริง ๆ อาจเป็นข่าวโคมลอยก็ได้นะ”

กวินาส่ายหน้า

“เพื่อนพี่คนนึงบังเอิญกลับเครื่องบินลำเดียวกับณัติน่ะ”

“งั้นพี่แนชจะมัวรออะไรก็โทรไปบ้านพี่ณัติเลยสิ” กีรติหยิบสมุดโทรศัพท์ที่หัวเตียงพี่สาวขึ้นมาแล้วยื่นให้

กวินายิ้มปลง ๆ แล้วส่ายหน้าอีกครั้ง

“ทำไมล่ะพี่แนช พี่กลัวอะไรหรือไง?”

“ใช่..พี่กลัว..กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวว่าณัติจะเปลี่ยนไป แล้วความรู้สึกดี ๆ ที่พี่เคยมีให้เขาจะพลอยหายไปด้วย”

“พี่แนช!! พี่จะบ้าไปแล้วหรือไง ยังไงพี่ณัติก็แฟนพี่นะ จะคบจะเลิกก็พูดกันให้รู้เรื่องไปเลยปล่อยให้มันยืดเยื้อเรื้อรังคาราคาซังแบบนี้ได้ไง” กีรติเอ็ดพี่สาวเสียงดัง

“ช่างเถอะ..ถ้าเขาอยากคบพี่ต่อ เขาก็คงติดต่อมาเอง”

“บ้าแล้ว!!”

กีรติผุดลุกขึ้นพร้อมสมุดโทรศัพท์ในมือ ตั้งใจจะเป็นคนโทรไปหาอาณัติเสียเอง กวินารู้เท่าทันน้องสาวจึงคว้าแขนกีรติไว้

“อย่านะกี้!” กวินาเอ่ยเสียงแข็ง ก่อนจะอ่อนลงในนาทีถัดมา “ถือว่าพี่ขอร้อง..”

กีรติพ่นลมหายใจอย่างไม่เห็นด้วย

อ๊าคคคคคคคคคคคคคคค……..!!!!!!!!!!!!!!!!

เสียงดังโหยหวนของน้องสาวคนเล็กทำให้สองสาวสะดุ้ง

“เกิดอะไรขึ้นกับต๋าน่ะ?” กวินาถามเสียงร้อนรน ในขณะที่กีรติยิ้มเผล่

“สงสัยไอ้เมฆมันมาแล้ว กี้ให้มันมาสอนภาษาอังกฤษต๋าน่ะ”

“งั้นเหรอ” กวินาขมวดคิ้ว “นี่กี้ เมฆน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ?” ถามอย่างสงสัย

กีรติยักไหล่

“เพื่อนกี้ก็ธรรมดานะ แต่..น้องเรามันบ้า!!”

เมื่อกีรติพูดจบ สองสาวพี่น้องต่างก็หัวเราะขำความบ๊องของน้องสาวคนเล็ก เป็นรอยยิ้มสดใสจากใจจริงครั้งแรกของกวินาตั้งแต่ได้ยินเรื่องคนรักหนุ่มจากเพื่อนสาวเมื่อกลางวัน

คืนนั้นก่อนเข้านอน..กวินาเหม่อมองดวงดาวจากบานหน้าต่างในห้องเธอ ครั้งหนึ่งเคยมีใครอีกคนยืนเคียงข้างมองดวงดาวเหล่านี้ด้วยกัน แต่นับจากนี้ไป เธอคงต้องแหงนหน้ามองมันเพียงลำพัง

..ณัติคะ แนชขอเก็บความทรงจำดี ๆ ของเราไว้นะคะ ไม่ว่าตอนนี้ณัติจะเป็นยังไง ณัติคนเดิมยังอยู่ในใจแนชเสมอค่ะ..


กีรติเงยหน้ามองอาคารสำนักงานหลังมหึมา ที่ไม่ว่าดูยังไงก็ไม่ต่ำกว่าห้าสิบชั้นไปได้

“เฮ้ยไอ้กี้ มัวอึ้งอยู่ได้ร้อนนะโว้ย”

เสียงเอะอะที่ดังมาจากด้านหลังทำให้กีรติต้องหันไปมองค้อนชายหนุ่มผมยาวร่างสูงคล้ำเข้มที่ยังคงนั่งคร่อมอยู่บนมอเตอร์ไซด์

“เงียบไปเลยไอ้เมฆ ซีเรียสนะเว้ย”

“ก็เรารีบ เวลาเป็นเงินเป็นทองไม่รู้เหรือไง”

“เออ! งั้นจะไปไหนก็เชิญเลยคร้าบไอ้คุณเมฆา” กีรติแกล้งโค้งลำตัวนิด ๆ ผายมือออกกว้างในลักษณะเชิญชวนให้ไสหัวไป

“ดี! งั้นไปล่ะ”

กีรติอ้าปากหวอเมื่อเพื่อนหนุ่มสวมหมวกกันน็อคแล้วบิดมอเตอร์ไซด์ออกไปจากลานจอดทันที

“เพื่อนทรยศ” กีรติพึมพำอุบอิบในลำคอ ก่อนหันไปมองประตูกระจกบานใหญ่อย่างหวาด ๆ อยู่บ้าง ถ้าไม่นึกถึงพี่สาวเธอคงไม่มายืนที่นี่เป็นแน่

ตั้งแต่วันนั้น วันที่เธอคุยกับพี่สาวก็ผ่านมาเดือนนึงเข้าไปแล้ว พี่สาวเธอก็ไม่ลงมือทำอะไรกับชีวิตรักของตัวเองซักที หนำซ้ำเวลายิ่งผ่านไป พี่สาวเธอก็มีแต่เศร้าซึมลงทุกวี่ทุกวันจนเธอทนดูต่อไปไม่ได้

ในที่สุดเธอก็อาศัยช่วงมาเรียนมหาวิทยาลัยแอบโทรศัพท์ไปที่บ้านอาณัติจนได้

“ขอสายพี่ณัติค่ะ”

“คุณณัติไม่อยู่ค่ะ ไปทำงาน จากใครคะ”

“เอ่อ..กี้เป็นรุ่นน้องพี่ณัติน่ะค่ะ ได้ข่าวว่าพี่ณัติกลับมาแล้วก็เลยอยากเจอตัวหน่อยน่ะค่ะ” กีรติพยายมปั้นเสียงหวานหน่อมแน้มจะได้ฟังไม่มีพิษมีภัย

“ลองโทรเข้ามือถือคุณณัติสิคะเบอร์…”

กีรติจดเบอร์อย่างรวดเร็วบนกระดาษที่เตรียมมาเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ

“กี้ขอที่อยู่ที่ทำงานด้วยได้มั้ยเอ่ย” กีรติลองขอที่อยู่ที่ทำงานของอาณัติดูเผื่อฟลุ๊ค

ผู้หญิงที่รับโทรศัพท์ก็ดีใจหายรีบหามาให้ทันที นั่นทำให้เธอมายืนอยู่ตรงนี้หน้าตึกหลังใหญ่ซึ่งเป็นอาคารสำหรับเช่าของสำนักงานใหญ่ ๆ หลายแห่ง

กีรติตัดสินใจผลักประตูกระจกเข้าไปในอาคารอย่างมุ่งมั่น มุ่งมั่นไปที่ไหนน่ะเหรอก็เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ไงล่ะ ก็เธอน่ะรู้ซะที่ไหนว่าอาณัติแฟนพี่สาว (หรืออดีตแฟนก็ไม่รู้ล่ะ) ทำงานอยู่ชั้นไหน รู้แต่ทำงานที่ตึกนี้กับชื่อบริษัทที่เขาทำงานเท่านั้น

รู้แค่นี้ก็แทบอยากจะไหว้งาม ๆ ให้ผู้หญิงที่รับโทรศัพท์นั่นแล้ว คนกำลังประหม่า ๆ ได้แค่นี้ก็บุญถมไปแล้ว คิดแล้วกีรติก็อยากจะเขกหัวความไม่รอบคอบของตัวเอง ที่นึกอยากจะโทรก็โทรเลยไม่ทันเตรียมว่าจะพูดยังไง ก็เหมือนที่เธอมายืนอยู่ตรงนี้น่ะแหละ นึกจะมาก็มาแล้วค่อยมาคิดได้ว่าน่าจะนัดอาณัติออกมาคุยกันมากกว่า เพราะการที่เธอมาที่ทำงานเขา ก็เท่ากับมาถิ่นเขาเสียเปรียบน่าดูชม

แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว จะให้กลับไปมือเปล่าได้ไง..เอ...? แต่ประชาสัมพันธ์หายไปไหนหมดหว่า?? จะว่าพักกลางวันก็ไม่น่าใช่ ก็มันปาเข้าไปตั้งบ่ายสองแล้วนี่นา ถ้ามีคนเดินผ่านไปผ่านมามั่งเธอคงไม่หวังพึ่ง คนที่น่าจะนั่งประจำเคาน์เตอร์นี่หรอก

กีรติระรออย่างกระสับกระส่ายประมาณครึ่งนาที่ก็ชักทนไม่ไหว ลองชะโงกเข้าไปดูหลังเคาน์เตอร์ เผื่อจะเจอประชาสัมพันธ์นอนแอ้งแม้งอยู่มั่ง


เธอไม่รู้ตัวหรอกว่าไอ้ท่าทางแบบนั้นมันไปสะดุดตาคนที่กำลังเดินผ่านมาเข้า ก็มันน่าสงสัยน้อยอยู่หรือไง

รามันขมวดคิ้วมองหญิงสาวในชุดนักศึกษาชะโงกผ่านเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์โดยใช้ลำแขนช่วงศอกจนถึงมือทั้งสองข้างค้ำร่างตัวเองจนปลายเท้านั้นลอยพ้นจากพื้นเหมือนกำลังหาของอะไรสักอย่างอยู่ ผมยาวเคลียไหล่นั้นล่วงลงมาปิดบังใบหน้าจนหมด เขาตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ ๆ แต่ดูเหมือนนักศึกษาสาวผู้นั้นจะยังไม่รู้ตัว เพราะยังชะเง้อคอยืดคอยาวจนเขากลัวคอจะเคล็ดแทน

“มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ”

“อุ๊ยแม่ล่วง!!”

รามันผงะไปข้างหลังด้วยความตกใจ ก่อนจะเปลี่ยนอาการตกใจนั้นเป็นรอยยิ้มขำขันบนใบหน้า ก็ที่เขาตกใจน่ะไม่ได้ตกใจเพราะเสียงอุทานอันดังสะหนั่นของหญิงสาวเท่านั้น แต่ตกใจที่ไอ้คำอุทานนั่นเป็นจริงด้วยต่างหาก

ก็แม่เจ้าประคุณตกใจที่ถูกเขาทักจนแขนที่ท้าวไว้กับเคาน์เตอร์กระตุกลื่นปรืดลงมาตามสันเคาน์เตอร์จนร่างบาง ๆ นั้นล่วงตุ๊บลงมาอยู่บนพื้น ท่าทางเขาจะทำบุญได้บาปเข้าซะแล้ว เฮ้อ...

“ขอโทษครับที่ทำให้ตกใจ เป็นอะไรมากมั้ยครับ?” รามันถามพร้อมกับโค้งตัวลงยื่นมือให้หญิงสาว แต่หญิงสาวผู้นั้นกลับไม่เหลียวแลความปรารถนาดีของเขาเสียนี่

กีรติยังไม่พร้อมที่จะตอบคำถามของชายแปลกหน้า รู้สึกอับอายขายหน้าเป็นที่สุดที่มาล้มแผละต่อหน้าคนไม่รู้จัก ก็ใครใข้ให้เขาโผล่มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงล่ะ อ๊ะ..ความจริงเขาก็ให้ซุ่มให้เสียงนี่นา นั่นแหละ ๆ ใครใช้ให้เขามาพูดใกล้ ๆ เธอล่ะ คนไม่ทันตั้งตัวก็ตกใจหมดน่ะสิ

เธอเอามือเสยผมที่หล่นมาระใบหน้าแล้วต้องขมวดคิ้วเมื่อมีมือใหญ่ ๆ ถูกยื่นมาตรงหน้าเธอ กีรติตวัดสายตาดุ ๆ กะว่าจะพ่นไฟออกมาให้คนที่ทำเธอตกใจหน้าหงายจนล่วงลงมานั่งกับเธอเสียเลย

แต่ทว่าเมื่อตาเธอดันไปสบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลเข้มเธอกลับทำได้แค่กระพริบตาปริบ ๆ จนเขาเลิกคิ้วมองเธอน่ะแหละ กีรติถึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรลงไป เธอกำลังมองเขาอย่างกับไม่เคยเห็นมนุษย์ผู้ชายมาก่อน น่าอายชะมัด น่าอายกว่าล่วงลงมาจากเคาน์เตอร์ซะอีก

กีรติทะลึ่งตัวพรุ่งพราดขึ้นลุกขึ้นยืน ไม่กล้าแม้แต่จะอาศัยมือของผู้ชายร่างสูงนัยน์ตาคมที่ยื่นมาหวังช่วยพยุงตัวเธอขึ้น พอเห็นรอยยิ้มน้อย ๆ หายไปจากมุมปากเขา เธอก็รีบส่งยิ้มแหย ๆ ให้ กลัวว่าเขาจะเข้าใจผิดว่าเธอรังเกียจจนไม่อยากจับมือเขา โอ๊ย...ใครจะไปกล้า คนอะไรหล่อเป็นบ้า

“เอ่อ..ฉันไม่เป็นไรค่ะ แค่ตกใจนิดหน่อย” กีรติปัดแข้งปัดขาจัดเสื้อผ้าให้เข้ารูปแก้เขิน

รามันอมยิ้มอีกครั้ง ใบหน้าแดงแป๊ดของหญิงสาวบอกได้ดีว่าเจ้าหล่อนกำลังรู้สึกอย่างไรโดยที่เจ้าตัวไม่ต้องอธิบายสักนิด น่ารักดี..

“ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณตกใจ เห็นคุณทำท่าเหมือนหาอะไรอยู่ ก็เลยอยากช่วย”

“อ๋อ..ใช่แล้ว ฉันกำลังหาประชาสัมพันธ์อยู่ค่ะ รอมาพักนึงแล้วก็ยังไม่เห็นน่ะค่ะ คุณพอเห็นบ้างมั้ยคะ?” กีรตินึกถึงจุดประสงค์ของตัวเองขึ้นมาได้เลยรีบประกาศเสียงแจ๋วลืมความกระดากเมื่อครู่ก่อนไปเกือบหมด ก็แค่เกือบอ่ะนะ

รามันมองรอบ ๆ ชั้นล่างเพื่อมองหาสองสาวประชาสัมพันธ์ซึ่งควรอยู่ที่เคาน์เตอร์นี่เป็นประจำ แล้วก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เห็นทีเขาต้องคุยกับแม่สองสาวนั่นซักหน่อยแล้ว ที่เล่นหายไปในเวลางานแบบนี้ถ้ามีใครมาติดต่อธุระสำคัญจะทำยังไง

“คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ เห็นทีคุณคงพึ่งประชาสัมพันธ์ของที่นี่ไม่ได้ซะแล้ว”

“ถ้างั้นฉันพอจะหวังพึ่งคุณได้หรือเปล่าคะ?”

รอยยิ้มอ่อนหวานจากริมฝีปากหญิงสาวบวกกับดวงตาซุกซนทำให้เขาสะดุดใจ เธอคนนี้ใช่คนเดียวกับที่เขินจนน่าแดงเมื่อครู่จริงหรือ ทำไมอยู่ดี ๆ กลายเป็นหญิงสาวท่าทางแก่น ๆ ไปได้

“ก็คงต้องดูก่อนว่าเรื่องที่คุณหวังพึ่งผมน่ะคืออะไร” รามันยิ้มใส่ตาหญิงสาวอยากดูปฏิกิริยาเธอดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แย่หน่อยที่ดูแล้วหญิงสาวผู้นี้จะไม่ใส่ใจรอยยิ้มของเขาเท่าไหร่ เพราะเธอรีบบอกวัตถุประสงค์ทันที

“ฉันมาหาคุณอาณัติ ที่เพิ่งเข้ามาทำงานให้บริษัท...น่ะค่ะ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ชั้นไหนกันแน่”

เป็นอีกครั้งที่รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าคมเข้ม กีรติไม่ค่อยเข้าใจนัก ผู้ชายคนนี้เดี๋ยวก็ทำหน้าเคร่ง ๆ อีกเดี๋ยวก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน นี่ก็ทำหน้าเคร่งอีกละ แปลกดี (แต่ก็ยังดูดีอยู่นะ)

“บริษัทนั้นอยู่ชั้นสิบแปดน่ะครับ คุณต้องขึ้นลิฟต์ทางด้านขวามันจะหยุดชั้นที่เป็นเลขคู่”

“ขอบคุณมากค่ะ”

กีรติส่งยิ้มขอบคุณให้ชายหนุ่มก่อนจะเดินตัวปลิวไปที่ลิฟต์ซึ่งอยู่ในสุดของตัวอาคาร ทิ้งให้ชายหนุ่มผู้ช่วยเหลือเธอในครั้งนี้มองตามหลังด้วยสายตาเคร่งขรึม

เสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ ด้านหลังทำให้รามันหันไปมอง

แม่ประชาสัมพันธ์สองสาวนั่นเอง พอสองสาวเห็นชายหนุ่มก็ยิ้มเข้าใส่

“มีอะไรให้ช่วยคะคุณรามัน” พัชรีส่งเสียงหวาน

อรทัยซึ่งพูดไม่ทันเพื่อนก็รีบส่งยิ้มหวานให้ชายหนุ่ม

“คุณสองคนหายไปไหนมา”

รามันกล่าวเสียงดุทำให้สองสาวหุบยิ้มฉับ รู้ตัวทันทีว่าฟ้าผ่าตอนบ่าย ๆ แดดเปรี้ยง ๆ นี่แหละ

“เอ่อ..ห้องน้ำค่ะ” พัชรีตอบเสียงอ่อย

“ดีนี่! ไปห้องน้ำพร้อมกันทั้งสองคน แล้วผมจะมีประชาสัมพันธ์ไว้สองคนเพื่ออะไร ในเมื่อมีคนเดียวหรือสองคนก็มีค่าเท่ากัน”

สองสาวจ๋อยสนิทเพราะรู้ตัวดีว่าทำผิดที่ทิ้งเคาน์เตอร์ไปทั้งคู่

“อย่าให้มีอย่างนี้อีก ไม่งั้นพวกคุณต้องจับไม้สั้นไม้ยาวว่าใครจะออก”

พอคล้อยหลังชายหนุ่มที่ออกไปจากอาคารสองสาวก็ซุบซิบกันทันที

“ซวยแล้วมั้ยล่ะ ไม่รู้คุณรามันอารมณ์เสียมาจากไหนเลยโดนเต็ม ๆ เลย”

“เมื่อตอนบ่ายเข้ามายังอารมณ์ดีอยู่แท้ ๆ”

“นั่นสิ”


กีรติรีบเข้าไปในลิฟต์ทันทีที่ประตูเปิดเหลือบเห็นนิด ๆ ว่าประชาสัมพันธ์กลับมาแล้ว และได้ยินคนหนึ่งทักชายหนุ่มคนนั้นว่ารามัน แต่ไม่ทันที่จะได้ยินอะไรมากกว่านั้นประตูลิฟต์ก็ปิดซะก่อน

เธอตบหน้าอกด้านซ้ายของตัวเองเบา ๆ หวังให้มันเลิกเต้นแรง ๆ อย่างนี้ซักที แค่นี้ก็เกร็งจะแย่อยู่แล้วขืนอยู่กับเขานานอีกหน่อยมีหวังอกระเบิดแหง ๆ

เฮ้อ..เพิ่งเคยเป็นแบบนี้ตอนเจอผู้ชายเป็นครั้งแรก สงสัยจะตกหลุมรักแล้วล่ะมั้งเรา

กีรติคิดเล่น ๆ อย่างครึ้มใจ ไม่คิดเป็นเรื่องจริงจังแต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้นรอยยิ้มก็ติดอยู่ที่ริมฝีปากเธอเป็นนาน ก็นานจนเจอหน้าอาณัติแฟนพี่สาวเธอน่ะแหละ


บุหรี่ในมือเขาหมดไปครึ่งมวนแล้วโดยที่ควันพิษพวกนั้นยังไม่ผ่านปอดเขาสักนิด อาณัติถอนหายใจเลิกมองบุหรี่ในมือหันไปสนใจทิวทัศน์ของเมืองหลวงที่มองได้จากระเบียงตึกชั้นสิบแปด แม้ลมอันร้อนอบอ้าวกับเสียงดังของเครื่องปรับอากาศที่ถูกติดไว้ที่ผนังด้านนี้ของตึกก็ไม่อาจรบกวนสมาธิของเขาได้

“พี่ณัติยังรักพี่แนชอยู่หรือเปล่ากันแน่?”

อาณัติหลับตาคำถามของกีรติยังก้องอยู่ในโสตประสาท แล้วยังเสียงหัวเราะของเจ้าหล่อนอีกเล่า มันทั้งเยาะเย้ยและถากถางหลังจากเขาถามคำถานนั้นออกไป

“มันจะมีอะไรประโยชน์อะไรอีกหรือกี้ ในเมื่อแนชเขาหมั้นไปแล้วไม่ใช่หรือไง”

“พี่ณัติ! พี่พูดอย่างนี้ออกมาได้ยังไง ถ้าอยากเลิกกับพี่แนชก็บอกพี่แนชเขาไปตรง ๆ สิ อย่าเอาเรื่องทุเรศ ๆ อย่างนี้เป็นข้ออ้าง ในเมื่อพี่ก็รู้ตลอดเวลาว่าพี่แนชน่ะรอพี่อยู่ตลอดเวลา”

“หมายความว่า..แนชไม่ได้หมั้น” อาณัติจำได้ว่าเสียงของเขาตอนนั้นติดจะเครียดและสั่นเล็กน้อย และแม่น้องสาวของกวินาก็คงได้ยินด้วย เพราะเจ้าหล่อนมองเขาแปลก ๆ

“นี่พี่ณัติเชื่อจริง ๆ นี่นาว่าพี่แนชหมั้นแล้ว”

เมื่อเขาพยักหน้ากีรติก็รีบถามต่อ

“พี่ณัติบ้า!! ไปเอาข่าวมาจากไหน? โดนหลอกแล้วรู้ตัวหรือเปล่า?”

คำถามนั้นทำให้เขาอึ้งไป เป็นไปได้หรือที่เพื่อนเขาจะหลอกเขา ประมาณครึ่งปีก่อนหน้านี้ เขาพบชมภูนุชโดยบังเอิญ คำพูดของชมภูนุชยังเสียดแทงในใจเขาอยู่

“ณัติ ณัติทำใจดี ๆ ไว้นะ แนชมีคนอื่นแล้ว ก่อนที่เราจะบินมาได้ข่าวว่าจะหมั้นเดือนหน้านี่แหละ”

หลังจากนั้นเขาก็หลบไปเลียแผลใจกับเพื่อนที่อยู่เมืองอื่น ตัดขาดการติดต่อจากกวินา ด้วยเกรงว่าจดหมายและอีเมล์ที่เธอส่งมาจะมาเพื่อตัดสัมพันธ์กับเขา ดีที่ตอนนั้นวิทยานิพนธ์ของเขาเรียบร้อยแล้ว ไม่เช่นนั้นวันนี้เขาคงยังไม่ได้กลับมา

“เท่าที่กี้ฟังดู กี้ว่าพี่ณัติกับพี่แนชมีเรื่องเข้าใจผิดกันนะ พี่ณัติรีบไปเคลียร์เลย ก่อนที่พี่แนชจะตัดใจจากพี่ณัติซะก่อน”

กีรติพูดทิ้งท้ายไว้เท่านั้น สิ่งที่เขาทำเป็นอย่างแรกหลังจากที่น้องสาวของกวินาจากไปคือนั่งแปะกับโต๊ะทำงาน แต่เมื่อแลเห็นคอมฯ บนโต๊ะเขาก็เข้าไปค้นจดหมายในอีเมล์แอ็ดเดรสของตัวเอง อีเมล์ทุกฉบับที่กวินาส่งมายังและเขาไม่ได้ตอบกลับไปยังอยู่ครบ

มันมีมากหลายต่อหลายฉบับ เนื้อถ้อยกระทงความล้วนคล้ายคลึงกัน คือตัดพ้อต่อว่าที่เขาหายไป และลงท้ายด้วยจะรอการติดต่อจากเขา แต่มันก็นานแล้วนับตั้งแต่อีเมล์ฉบับสุดท้ายส่งมา นี่เขาทำร้ายเธอโดยไม่รู้ตัวสินะ จะโทษใครได้ ในเมื่อเขามัวแต่กลัวความผิดหวัง จนไม่ยอมเผชิญหน้ากับหญิงสาว

สุดท้ายกลายเป็นว่าหกเดือนแห่งความทุกข์ทรมานเป็นความทรมานที่สูญเปล่า มันเกิดขึ้นเพราะจิตใจที่อ่อนไหวไม่มั่นคงของเขาเอง ความหวั่นกลัวจากความห่างไกลของระยะทางทำให้ความเชื่อใจในคนรักคลอนแคลนไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

และตอนนี้เขาคงทำอะไรไม่ได้นอกจากไปขอโทษเธอ กวินา..ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่อยู่กลางใจเขา

“สีหน้าดีนี่ ด๊อกเตอร์ เหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างได้”

อาณัติไหวกายเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป

“คุณรามัน”

“เรื่องที่คิดไม่ตก คิดตกแล้วล่ะสิ”

อาณัติหัวเราะเบา ๆ

“นี่คุณยืนอยู่นี่นานเท่าแล้วเนี่ย” เมื่อาณัติมองบุหรี่ในมือรามันเขาก็รู้ว่าชายผู้นี้มาอยู่ในพักนึงแล้ว

“ก็นานพอจะเห็นหน้าบูด ๆ ของคุณก่อนหน้านี้ล่ะ แต่ที่นี่ร้อนเป็นบ้า”

“ทำไงได้ล่ะครับ ก็คนสูบบุหรี่มันน่ารังเกียจ เขาก็เลยจัดที่น่ารังเกียจแบบนี้ให้น่ะแหละครับ” อาณัติตอบ พลางมองชายหนุ่มเจ้าของอาคารเช่าหลังนี้ ความจริงเขารู้จักรามันเพียงผิวเผินเท่านั้น ไม่คิดว่าชายหนุ่มผู้นี้จะมาทักเขาก่อนด้วยซ้ำ

“แล้วคุณรามันนึกยังไงถึงมาแวะสูบบุหรี่ชั้นนี้ล่ะครับ”

รามันยักไหล่ก่อนตอบ

“พอดีประตูลิฟต์มันเปิด เห็นด๊อกเตอร์ยืนหน้าบูดทั้งที่มีสาวมาหาก็เลยสงสัยน่ะ”

“สาว? อ๋อ..ยัยกี้ นี่คุณรามันรู้จักกี้ด้วยหรือครับ”

“ก็ผมเป็นคนบอกทางให้เขาขึ้นมาหาคุณเองนี่”

“งั้นก็ต้องขอบคุณครับ”

อาณัติยิ้ม ไม่คิดขยายความ ผู้ชายเหมือนกันทำไมจะดูไม่ออก ท่าทางน้องน้อยของกวินาจะมีผู้ชายมาติดพันก็งานนี้แหละ แต่เขาไม่คิดจะทำให้มันง่ายนักสำหรับรามันหรอก

รามันมองอาณัติด้วยสายตาหยั่งเชิง ก่อนจะก้มศีรษะให้นิด ๆ แล้วจากไป รอยยิ้มของอาณัติหมดไปตามหลังรามัน ขณะนี้มีเรื่องที่เขาต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนอยู่ นั่นคือความผิดพลาดของเขาเมื่อครึ่งปีก่อน...ขอให้ยังทันทีเถอะ..


กวินาเดินเรื่อย ๆ แม้จะเย็นมากแล้วแต่ดวงอาทิตย์ยังคงทอแสง เธอคิดว่าตัวเองคงบ้าไปแล้วเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไร เธอลงจากรถประจำทางแต่ป้ายที่เธอลงดันไม่ใช่ป้ายรถที่เธอลงประจำเพื่อกลับบ้านของเธอ เมื่อเท้าเธอหยุดยืนอยู่ที่แห่งนั้นแล้ว เธอก็รู้ทันทีว่าที่แห่งใดที่หัวใจเธออยากก้าวไป

เสียงยวดยานพาหนะที่ดังอยู่รอบตัวไม่มีความหมาย เมื่อเธอหยุดเดิน แม่น้ำเจ้าพระยากำลังสะท้อนแสงแดดยามเย็นจนกลายเป็นแม่น้ำสีทองอร่ามตา ทิวทัศน์ที่คุ้นเคยจากสะพานกรุงเทพฯ แม้บ้านเมืองจะเปลี่ยนไป แต่แม่น้ำแห่งนี้ยังไหลรินไม่เปลี่ยนแปลง

ที่นี่เป็นสถานที่ที่เธอและอาณัติมักมาเดินเล่นด้วยกันเสมอ โดยเฉพาะตอนเย็น ๆ อย่างนี้ กวินาหลับตาคิดถึงอดีตที่ผ่านมาของเธอและอาณัติ ตั้งแต่ที่รู้จักกันครั้งแรก เรียนด้วยกัน เล่นด้วยกัน ความทุกข์และความสุขที่ทั้งคู่ผ่านมาด้วยกัน

เธอลืมตาขึ้นพร้อมกับความสงสัยว่า เธอจบเรื่องของเธอกับอาณัติเร็วไปหรือเปล่า เธอพร้อมแล้วหรือที่จะตัดใจจากเขา เธอจะแน่ใจได้อย่างไรในเมื่อเธอยังไม่มีโอกาสพบเขาเลยสักครั้งตั้งแต่เขากลับมา มีอะไรอีกตั้งหลายอย่างที่ตัวเธอคาใจ แล้วอาณัติเล่า เขาจะไม่มีสิ่งใดติดค้างในใจเกี่ยวกับเธอบ้างเลยหรือ

สักครั้งหนึ่ง..ขอแค่อีกครั้งหนึ่งเท่านั้นที่ได้พบกับอาณัติ แล้วเธอจะได้ตัดสินใจจริง ๆ เสียทีว่าชีวิตเธอจะก้าวต่อไปทางใด

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำมากแล้ว คงถึงเวลาที่เธอต้องกลับเสียที

กวินนากำสายกระเป๋าสะพายที่คล้องอยู่บนไหล่แน่นขึ้น ดวงตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว หันตัวเพื่อเดินกลับ ลมหายใจของเธอชะงักเมื่อเห็นร่างอันคุ้นเคยห่างไปไม่ถึงห้าเมตร

อาณัติ..

เวลาสองปีเขาไม่เปลี่ยนไปเลย เขายังดูเหมือนอาณัติคนเดิมที่เธอจากมาเมื่อสองปีก่อน ภายนอกเปลี่ยนไปหรือไม่ไม่สำคัญ สำคัญที่ในใจเขายังเหมือนเดิมหรือไม่ต่างหาก

กวินายืนนิ่งขณะที่อาณัติค่อย ๆ สาวเท้าเข้ามา เมื่อทั้งสองสบตากัน ราวกับเวลาหยุดนิ่ง ราวกับเวลาสองปีไม่เคยผ่านไป ไม่ต้องมีวาจาเอื้อนเอ่ย เพียงแค่สบตาทั้งคู่ก็รู้ทันทีว่าความรักยักไม่หายไปไหน ดวงใจของทั้งสองยังคงเกี่ยวกระหวัดรัดร้อยกันอยู่เช่นเดิม

กวินายกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดริมฝีปากเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นในลำคอ น้ำตาเริ่มคลอหน่วยตาจนเห็นภาพอาณัติเลือนลางไป แต่ไม่เป็นไร เธอรู้ว่าเขายังอยู่ตรงนั้น ตรงหน้าเธอนี่ไง

“แนช เรากลับมาแล้วนะ” อาณัติกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเขิน ๆ เขาไม่กลัวอีกแล้วว่าเรื่องของเขากับหญิงสาวอาจสายเกินไป เพราะตอนนี้เขามั่นใจว่าเธอยังคงมีเขาในใจเช่นเดียวกับที่เขามีเธอ

มือของกวินาค่อย ๆ ลดลง เผยให้เห็นรอยยิ้มบนริมฝีปากสั่น ๆ นั้น

“ณัติ นายมาสายนะ”

พระอาทิตย์ลับจากขอบฟ้า แต่คนที่สัญจรผ่านสะพานกรุงเทพฯ ในวันนั้นต่างเห็นร่างของสองหนุ่มสาวโอบกอดเป็นเงาทาบแม่น้ำที่เปรียบประดุจสายโลหิตของชาวไทย


“เฮ้ย ๆ ไอ้ณัติกับไอ้แนชมันมาด้วยกันนี่หว่า ไอ้นิดข่าวแกโคมลอยนี่หว่า”

เสียงแซวจากเพื่อนร่วมโต๊ะนิตยดามองไปที่ต้นตอของเสียงแซวเซ็งแซ่ เธอถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอกที่อาณัติ และกวินา สามารถเคลียร์กันได้ ถึงตัวเธอจะเป็นคนโกหกในสายตาเพื่อน ๆ ก็ไม่เป็นไร ขอให้คู่นี้คืนดีกันได้เป็นพอ

กวินาและอาณัติยิ้มให้เพื่อนร่วมรุ่นที่นั่งกันหน้าสลอนไม่ใช่แค่สองโต๊ะอย่างที่นิตยดาบอกไว้ตอนแรก แต่มันแตกเป็นสี่ห้าโต๊ะทีเดียว

“แนชมานั่งนี่สิ” นิตยดาตะโกนโหวกเหวกเรียกกวินามานั่งเก้าอี้ใกล้ ๆ ตัวเองที่ยังว่างอยู่ (เพราะเจ้าของเดิมมันหายไปคุยกับเพื่อนอีกโต๊ะนึงแล้ว)

“นิดเราฝากแนชแป๊บนึง ขอไปทักพวกไอ้จ้อนมันก่อน” อาณัติเอ่ยฝากฝังกวินากับนิตยดา

กวินาและอาณัติต่างยิ้มให้แก่กันก่อนที่อาณัติจะผละไปที่โต๊ะของเพื่อนซี้สมัยเรียน นิตยาดาเห็นรอยยิ้มหวานซึ่งที่คนทั้งสองมีให้แก่กันก็อดปลื้มใจไม่ได้ที่คู่รักประจำรุ่นยังหวานแหววกันเหมือนเดิม แต่เธอมีเรื่องคันปากอยากถามอยู่นี่นาถามเลยแล้วกัน

“เรื่องยัยชมภูนุชจัดการยังไงน่ะแนช”

“ชมภูนุช??” กวินาขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่าชมภูนุชมาเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย

“โธ่เอ๊ย! ไม่ต้องมาปิดเราหรอก เราพอเดาออกหรอกว่าแม่นั่นกะจะเป็นยาดำแทรกกลางชีวิตรักเธอ วันนั้นฉันเห็นว่ายัยนั่นกลับมาพร้อมกับนายณัติด้วย เพราะเรื่องนี้ใช่มั้ยพวกเธอถึงทะเลาะกัน”

ในหัวของกวินาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้ลาง ๆ อาณัติเล่าเรื่องที่เข้าใจผิดว่าเธอมีคนรักใหม่ให้เธอฟังแล้ว แต่เขายังไม่ยอมบอกว่าใครเป็นคนทำให้เขาเข้าใจผิด ที่แท้ก็ชมภูนุชนี่เอง ใช่สิ..ช่วงก่อนเธอก็ได้ยินว่าชมภูนุชจะไปออสเตรเลียนี่นา

“ณัติไม่อยากให้แนชไปมีเรื่องกับเขา ยังไงเราก็กลับมาเข้าใจกันได้เหมือนเดิมแล้ว”

นั่นและอาณัติ คนที่เธอรักใจดี รักสงบ เพราะเขาเป็นคนดีอย่างนี้ไงเล่าเธอถึงรักเขาจนหมดหัวใจ

กวินาขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าชมภูนุชจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร จนเธอได้ยินเสียงของนิตยดาตอบมานั่นแหละเธอถึงได้รู้ตัวว่า ความคิดเธอดันหลุดเป็นคำพูดซะแล้ว

“เพื่ออะไร?? นี่เธอไม่รู้หรือไง ว่ายัยนั่นเล็งณัติมาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว แต่เธอกับณัติดันประกาศเป็นแฟนกันซะก่อนยัยนั่นเลยแห้วตามระเบียบ”

“เป็นไปได้ยังไง ก็ชมภูนุชควงเดือนมหาลัยอยู่นี่นา”

“ไอ้นายพี่กฤษณะน่ะนะ ยัยนั่นก็แค่ควงเล่นเท่านั้นแหละ ถึงพี่เขาจะหล่อจะรวย แต่ก็เป็นคนบ้านนอก น้องชมภูนุชขา น่ะเหรอจะจริงจังด้วย ไม่มีทาง!!”

กวินาสะกิดเพื่อนสาวเบา ๆ เมื่อเห็นผู้ชายที่นั่งอยู่ด้านหลังนิตยดาหันมามองเพื่อนสาวที่ยังเม้าท์อย่างเมามัน

“มีอะไรหรือแนช” นิตยดายังไม่รู้ตัว แต่พอเห็นว่ากวินาไม่ยอมพูดอะไรเลยเม้าท์ต่อ “นี่นะ เรายังได้ข่าวมาว่าพี่กฤษณะน่ะ...”

นิตยดายังร่ายประวัติเดือนมหาลัยสมัยที่พวกเธอยังเรียนอยู่ต่อไปอีกยาวเหยียด กระทั่งกวินาอายจนทนไม่ไหวน่ะแหละ เลยทะลุกลางปล้องขึ้นมา

“สวัสดีค่ะพี่กฤษณะ สบายดีมั้ยคะ”

นั่นแหละ นิตยดาจึงหุบปากฉับ

“ความจริงไม่ต้องทักผมก็ได้นะ เพื่อนคุณเม้าส์ได้มีสีสันดีออก” กฤษณะพูดเท่านั้นก่อนจะหันกลับไปยังกลุ่มเพื่อนของเขาที่ล้วนยิ้มขำกับคำวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกฤษณะของนิตยดากันถ้วนหน้า

เสียงทุ้มที่ดังเบื้องหลังแบบกระชั้นชิดของกฤษณะทำให้นิตยดาหน้าถอดสีจ๋อยสนิท คงอ้าปากไม่ออกอีกเลย ถึงจะสงสารแต่กวินาก็อดขำไม่ได้ด้วย ต้องเกร็งหน้าแทบแย่ ดีที่อาณัติโผล่มาทัน เรียกได้ว่าช่วยชีวิตเชียวล่ะ ไม่งั้นเธอต้องกลั้นยิ้มไม่อยู่แน่

“แนช เขาเปิดฟลอร์ด้วยไปเต้นรำกันเถอะ” อาณัติเข้ามากระซิบข้างหูสาวคนรักเมื่อท่วงทำนองเพลงเบา ๆ สบาย ๆ ถูกเล่นขึ้นในบรรยากาศสนุกสนานนี้

“ไปสิ..” กวินนายื่นมือของตัวเองออกไปสัมผัสกับมืออันอบอุ่นที่ยื่นมารอเธออยู่แล้ว

เสียงวี๊ดวิ้วเฮฮาจากเพื่อนฝูงที่ส่งมาแซวเป็นระยะก่อนถึงฟลอร์เต้นรำทำให้กวินาหน้าแดง แต่อาณัติยิ้มรับสบาย ๆ บ้างก็สวนกลับไป

กวินายิ้มบาง ๆ ให้อาณัติเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของเขาบนฟลอร์เต้นรำ ทั้งสองส่งสายตาหวานซึ้งให้กันแทนคำบอกรัก

ชื่อชมภูนุชไม่มีความหมายอะไรกับกวินาอีกต่อไป ถึงเธอคนนั้นจะทำให้ความรักของเธอและอาณัติเกิดบาดแผลขึ้นมา แต่เธอและอาณัติก็ซ่อมแซมมันจนได้ และความรักนั้นก็แข็งแรงยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ถึงอะไรต่าง ๆ จะไม่แน่นอน แต่เธอเชื่อว่าความรักของเธอและอาณัติจะคงอยู่เช่นนี้ตลอดไป..


…..จบ.....


Create Date : 05 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2548 6:12:46 น. 2 comments
Counter : 344 Pageviews.

 
เรื่องนี้อ่านแล้วค่ะ น่ารักดี อ่านมานานแล้วด้วยแหละค่ะ แต่ยังไม่ได้อ่านอีกหลายเรื่องของพี่เลย สงสัยต้องตามหามาอ่านซะแล้ว


โดย: lovekalo (lovekalo ) วันที่: 5 พฤศจิกายน 2548 เวลา:22:00:59 น.  

 
ค่อยๆ เอาเรื่องสั้นมาทะยอยแปะค่ะ
lovekalo ก็รออีกสักพักนะคะ คงจะมาแปะจนครบค่ะ


โดย: wayo วันที่: 9 พฤศจิกายน 2548 เวลา:2:39:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

wayo
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เอ่อ...ไม่เข้าใจว่า
ทำไมถึงคลิกกล่องคอมเม้นต์ไม่ได้
กดไม่ติดเลยอะค่ะ
ตอบคอมเม้นไม่ได้
เดี๋ยวขอหาทางแก้ก่อนนะคะ

ยังไงก็ขอบคุณทุกคน
ที่แวะมานะคะ
(Y)(^O^")(Y)
My books
Friends' blogs
[Add wayo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.