Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2554
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
13 กรกฏาคม 2554
 
All Blogs
 
ผีดุกลางกรุง


ชี้แจงก่อนเริ่มเล่า



สังคมทุกยุคทุกสมัยมักจะมีคนถกเถียงกันว่า “ผีมีจริงหรือ” ผู้ที่ไม่เคยพบเห็น จะบอกว่าไม่มีผี ที่ว่ามีผี เพราะตาฝาด-ประสาทหลอนหรือพูดว่ามีเพราะอยากหลอกลวงชาวบ้าน ฯลฯ ส่วนผู้ที่เคยพบเห็นหรือถูกหลอกมาแล้ว ซึ่งเป็นคนส่วนน้อย แม้จะเถียงว่า “ผีมีจริง” แต่ก็ไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยัน

ซินแซตาทิพย์ว่าตามตำนาน“ลัทธิเต๋า” ของจีนเชื่อว่า “โลกนี้มีซำก่าย” (3 ภพ) คือ “เทียนก่าย” (แดนสวรรค์) “เอี้ยงก่าย” (แดนมนุษย์) และ “อิมก่าย” (แดนวิญญาณ) แดนสวรรค์อยู่เหนือแดนมนุษย์เพียง 3 ฟุต ปัจจุบันมนุษย์ได้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างสูงขึ้นตามลำดับ แดนสวรรค์ก็เลยเลื่อนสูงขึ้นตามไปด้วย

ผู้คนจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่ว ณ ที่แห่งใด มนุษย์ด้วยกันอาจไม่รู้ แต่ฟ้ารู้เพราะแดนสวรรค์อยู่เหนือแดนมนุษย์เพียง ๓ ฟุตเท่านั้น ส่วนเอี่ยงก่ายและอิมก่ายอยู่ในระดับเดียวกัน แต่คนละภพไม่ก้าวก่ายชนกัน โดยสถานที่แห่งใดมีมนุษย์อยู่อย่างหนาแน่น “เอี่ยงขี่เส็ง” (กลิ่นไอมนุษย์ร้อนแรง) เหล่าวิญญาณทนความร้อนแรงของกลิ่นไอมนุษย์ไม่ไหวต้องย้ายไปชุมนุมที่ถิ่นอื่น สถานที่แห่งใดที่ไม่มีมนุษย์ไปอยู่หรือมีอยู่อย่างเบาบาง “อิมขี่เส็ง” (กลิ่นไอวิญญาณแรง)

มนุษย์บางคนหลงเข้าไปจะเจอฤทธิ์เดชวิญญาณหลอกหลอนเพื่อขับไล่มิให้มนุษย์อยู่ต้องออกจากสถานที่นั้น ๆ ในขณะที่บางคนไปพร้อมกันในสถานที่เดียวกัน แต่กลับไม่ถูกหลอกหลอนรบกวนเพราะผู้คนผู้นั้นจิตหรือดวงแข็งหรือมีเครื่องลางของขลังหรือของดีติดตัว จนวิญญาณมิอาจสำแดงฤทธิ์เดชได้

วิญญาณหมดฤทธิ์ มนุษย์ก็รวมกลุ่มเข้าอยู่อาศัย ติดฟืนไฟเพิ่มความร้อนแรง วิญญาณต่าง ๆ จำต้องกระจัดกระจายย้ายไปอยู่ถิ่นอื่น ตัวอย่างเช่น ป่าช้า วัดดอน อำเภอ.ยานนาวา กรุงเทพฯ เมื่อ 1ศตวรรษก่อน ผีดุมาก (ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่า) ค่ำคืนไม่มีผู้คนกล้าย่างกรายไปป่าช้าหลุมฝังศพ ระยะหลังมีผู้คนเข้าไปอยู่อำเภอยานนาวาหนาแน่นขึ้น บุกรุกเข้าไปตั้งบ้านเรือนริมป่าช้า จนถึงปัจจุบัน บริเวณป่าช้าหนาแน่นด้วย ผู้คน เช้า ๆ มืด ๆ จะมีผู้คนไปทำกิจกรรมและออกกำลังกายทั่วสุสานวัดดอน โดยไม่พบเห็นฤทธิ์เดชวิญญาณใด ๆ ทั้งสิ้น เหล่าวิญญาณต้องไปสิงสถิตย์ ณ ที่ร้าง บ้านร้างแห่งใดแห่งหนึ่งที่ร้างผู้คน อาจอยู่ในป่าบ้านนอกคอกนาหรือบ้านร้างกลางกรุงเทพ ฯ ก็เป็นไปได้ ดังเช่น

ปี พ.ศ.๒๕๒๔ เศรษฐีรุ่นใหม่ในจังหวัดขอนแก่น คุณงาม รักความดี ได้ไปซื้อโรงงานผลิตเครื่องมือและรถไถเกี่ยวกับด้านการเกษตร ซึ่งสร้างเต็มพื้นที่ดิน 2 ไร่ครึ่ง บ้านเลขที่ 55/6 เพชรเกษม ซอย 41 (ซอยชูสังข์) บางแคเหนือ กรุงเทพมหานคร เพื่อทำการผลิตเครื่องมือด้านการเกษตร หลังจากนั้นไม่นาน คุณงามสบโอกาสซื้อที่ดินอีก 40 ไร่ ในอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เหมาะสมที่จะสร้างเป็นโรงงานทำการผลิตรถไถและเครื่องมือด้านการเกษตรมากกว่า จึงจัดการก่อสร้างโรงงานใหม่เพื่อดำเนินการผลิตในจังหวัดขอนแก่น โดยปล่อยโรงงานเก่าที่เพชรเกษม ซอย 41 ทิ้งร้างไว้ โดยจ้างยามเฝ้าเดือนละ 3,000 บาท

หลายปี คุณมั่งมี รักความดี พ่อคุณงามเสียดายเงินค่ายามเฝ้าโรงงานเก่า จึงไปชักชวนให้นายเกา โชคผอง พ่อค้าขอนแก่นที่กำลังจะขยายธุรกิจมากรุงเทพฯ มาเช่าโรงงานร้างแห่งนี้เป็นสำนักงานทำการค้า โรงงานเก่าแห่งนี้มีประตูใหญ่สองด้านถนนซอยถึง 4 บาน ประตูหน้าต่างและช่องลมหลายร้อยบานในโรงงานร้าง ล้วนติดยันต์ทุกบานไม่เว้นแม้แต่เสาเอก-เสาใหญ่ทุกต้นก็ติดยันต์ด้วย นับเป็นการรวมยันต์ทุกสำนักเทพเจ้าจีน ปะปนด้วยยันต์ หลวงพ่อไทยและของวิเศษของฤาษีแขก เหมือนหนึ่งได้จัดงานประกวดยันต์นานาสำนักเทพเจ้าในโรงงานร้างแห่งนี้

นายเกาสงสัยว่าโรงงานร้างแห่งนี้เป็นที่สิงสถิตย์ของเหล่าดวงวิญญาณจึงมียันต์เทพเจ้าต่าง ๆ เต็มโรงงาน แต่เพราะไม่เคยถูกผีหลอกก็เลยไม่เชื่อว่าจะมีผีจริง โดยเฉพาะคุณมั่งมีคิดค่าเช่าโรงงานร้างทั้งหลังเพียงเดือนละ 3,000 บาทโดยไม่ต้องมีเงินมัดจำ เงินจ่ายล่วงหน้าหรือเงินกินเปล่า นายเกาจึงตกลงเช่าโรงงานร้างแห่งนี้จากคุณงาม รักความดี ทันที

เมื่อตกลงเช่าก็ต้องมีการส่งมอบ รับมอบสถานที่ตามระเบียบ ไปถึงท้ายคูหาประตู 4 นอกกำแพงคูหาประตู 4 ขนาบด้วยทุ่งนาไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ภายในกำแพงมีบ้านพักคนงานสร้างเป็นตึก 3 ชั้น ชั้นละ 6 ห้องรวม 18 ห้อง หน้าตึกมีแท้งค์น้ำใหญ่สำหรับให้คนงานอาบน้ำ ท่อระบายน้ำทั่วไปสร้างอยู่ใต้พื้นดิน เฉพาะส่วนที่ติดแท้งค์น้ำใหญ่กลับสร้างเป็นกล่อง 4 เหลี่ยมก่ออิฐฉาบปูนยาว 2 เมตร สูง ½ เมตร ครอบท่อระบายน้ำส่วนนี้ไว้ เหมือนเอาโรงศพมาตั้งไว้บนท่อระบายน้ำปิดทับด้วยไม้อัดใหญ่เต็มแผ่นเต็มพื้นที่หน้าตึกบ้านพักคนงานมีปืนพกขึ้นสนิม ๑ กระบอกและดาบปังตอทำครัวขนาดใหญ่ 1 เล่ม ขึ้นสนิมทิ้งไว้พื้น

นายเกาพูดขึ้นว่า ถ้ามีใครถูกใช้ปังตอเล่มนี้ฆ่าตายแล้วศพมาเก็บไว้ในกล่อง 4 เหลี่ยมปูนบนท่อระบายน้ำคงจะไม่มีคนรู้ (ความจริงเวลานั้นมีศพหญิงสาวแช่อยู่ในท่อระบายน้ำนั้นแล้ว)นายมั่งมีพูดขึ้นว่า ลูกชายซื้อโรงงานเก่าแห่งนี้มาประมาณ 7 ปี ตนยังไม่เคยเดินมาถึงที่นี้ ไม่รู้ว่ามีบ้านพักคนงาน 3 ชั้น แถวนี้รู้สึกวังเวงชอบกลพูดไม่ถูก ลื้ออย่ามาพูดบ้า ๆ บอ ๆ เป็นอัปมงคล เรารีบไปจากที่นี่ดีกว่า นายเกาก็รู้สึกมีสิ่งประหลาดจ้องตนเองจนขนลุก คนทั้ง 2 จึงรีบเดินออกจากคูหาประตู 4 โดยมิได้ไปสำรวจดูแหล่งอื่น ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วนอีก

เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2530 นายเกาได้พาคนงานชาวอิสานจากจังหวัดขอนแก่น 4 ครอบครัว มีนายประเสริฐ นายพล นายหมีและตาสาพร้อมภรรยาบุคคลทั้ง 4 และหนุ่มชาวกรุง นายตี๋และนายอ๋า นายเกาและหลานชายรวม 12 ชีวิต ทำการขนย้ายจากจังหวัดขอนแก่นเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ หลังจากรับมอบกุญแจจากยามที่เฝ้าโรงงานร้างแห่งนี้แล้ว นายเกาสั่งให้นายตี๋ นำศาลเจ้าที่จีน ซึ่งตั้งวางบูชาติดพื้นตามประเพณีจีน ซึ่งเก่าแก่ทรุดโทรมมาก ให้ไปทิ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วซื้อศาลเจ้าที่จีนอันใหม่มาบูชาแทน ก่อนจากไปอยู่ที่อื่น ยามเฝ้าโรงงานร้างได้ร้องว่า “เจ้าที่จีนนี้เฮี้ยนน๊ะ ลื้อเอาไปทิ้งต้องเกิดเรื่องแน่” “ถ้าเจ้าที่เฮี้ยนจริงทำไมปกป้องคุ้มครองจนเจ้าของโรงงานแห่งนี้ต้องเจ๊ง ถูกธนาคารยึดขายให้คนอื่น” นายเกากล่าวตอบแบบไม่สนใจใยดี

ตึก 3 ชั้น A ชั้นพื้นดินช่วงติดถนนซอย 2 ด้านครึ่งหน้า สร้างเป็นสำนักงาน และห้องรับแขกกว้างใหญ่พร้อมห้องน้ำ ครึ่งหลังสร้างเป็นห้องกระจก 3 ห้อง ในห้องยังสร้างห้องอีก 5 ห้องรวมเป็น 8 ห้อง ชั้น 2 ครึ่งหน้าสำนักงานสร้างเป็นห้องนอน 5 ห้อง พร้อมห้องน้ำ และมีทางเดินเข้าไปครึ่งหลัง ด้านติดถนนซอยสร้างเป็นลานดาษฟ้าพักผ่อน ด้านชิดภายในโรงงานสร้างเป็นห้องนอน 3 ห้อง และมีบันไดขั้นชั้น 3 ซึ่งมีอีกรวม 10 ห้องและมีดาษฟ้าเป็นลานพักผ่อน นายเกาและหลานชายนอนคนละห้องบนชั้น 2 ครึ่งหน้า ตาสาพาเมียไปนอนห้องติดกับนายเกา คนงานอิสาน 3 ครอบครัวแยกย้ายกันไปนอนห้องชั้น 2 ด้านหลังต่อไปชั้น 3 นายตี๋และนายอ๋าเหน็ดเหนื่อยจากการขนย้ายและเห็นว่าดึกแล้ว ร่างกายอ่อนเพลียจึงไม่กลับบ้าน นอนค้างคืนที่ห้องรับแขกข้างสำนักงาน ซึ่งเป็นห้องที่ตั้งแท่นหิ้งบูชาศาลเจ้าที่จีนเดิม

รุ่งเช้านายตี๋และนายอ๋าหน้าตาซีดเซียวตระหนกตกใจบอกว่า เมื่อคืนนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ไม่รู้ใครมาลากขาให้หมุนไปทั่วห้องจนนายตี๋ตกจากเตียงผ้าใบที่นอน นายอ๋าโชคดีที่นอนบนพื้นดิน จึงเจ็บตัวน้อยหน่อย 2 คนร่างกายฟกช้ำดำเขียวไปตาม ๆ กัน ฝ่ายนางอ้วนเมียนายพลก็บอกว่า ตอนตี 3 มีตาคนหนึ่งหน้าตาเป็นคนใจดีแบบเศรษฐีหัวล้านได้ห้อยหัวจากช่องลมบนนอกหน้าต่างลงมาริมหน้าต่างที่เธอนอนอยู่บอกว่า “พวกเธอนี่แย่ ไม่มีสัมมาคารวะ มาอยู่เป็นสิบคน ไม่มีใครรู้จักขออนุญาตเจ้าบ้านเจ้าที่เจ้าทางกันบ้างเลย อยู่แล้วจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างใด”

นายเกาได้รับรายงานจากลูกน้องทั้ง 3 คน มองเห็นรอยเขียวช้ำตามร่างกายของหนุ่มกรุงคนอื่น ๆ ล้วนแสดงอาการตื่นกลัวกันทั่วหน้า ยอมเชื่อทันทีว่าบ้านนี้มีผีสิงอยู่จริง แต่เพราะการเตรียมงานต่าง ๆ เพื่อขนย้ายจากขอนแก่นมาขยายกิจการค้าในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ใช้จ่ายเงินทองและแรงงานไปไม่น้อย ถ้าคนงานเกิดกลัวผีหนีหมดความสูญเสียทั้งสิ้นต้องรับเละเพียงคนเดียวแน่นอน เพื่อปลอบขวัญให้กำลังใจและให้คนงานดูว่าผีไม่มีอะไรน่ากลัว นายเกาจึงร้องว่า คราวนี้เจอของจริงแล้ว พวกเราจะรวยกันทุกคนแล้วละ คนโบราณว่าไว้ บ้านไหนผีดุคนอยู่แล้วจะรวย ยิ่งดุมากเท่าไรยิ่งรวยมากเท่านั้น พวกเราทุกคนไม่ต้องกลัว ถ้าใครเจออีกบอกให้มาหาเฮียโดยตรง เฮียพร้อมจะล้อเล่นให้สนุกสนานอยู่แล้ว มีใครอยากรวย เดี๋ยวอาหารเซ่นไหว้มาแล้วตามเฮียไปไหว้ทุกคน ว่าจบสั่งให้ 2 หนุ่มกรุงรีบไปจัดซื้อศาลเจ้าที่จีนหลังใหม่ให้ใหญ่และสวยกว่าเก่าพร้อมไก่ต้ม หัวหมูเหล้าขาวและอาหารคาวหวานต่าง ๆ จากตลาดบางแคกลับมาพาทุกคนยกศาลขึ้นแท่นบูชากราบไหว้ขอขมาลาโทษ พร้อมขอศีลขอพรขอความคุ้มครองฯ

เสร็จสิ้นงานเซ่นไหว้ นางอ้วนถามนายเกาว่า “ถ้าเจออีกครั้งจะให้หนูทำอย่างใดดี” “อีนางโง่ ถ้าเจออีกก็รีบขอหวยทันทีซิวะ เธอไม่อยากรวยหรือ คนอื่นจะขอหวยต้องเดินทางไปวัดไปป่าช้าจึงจะมีโอกาส นี่อยู่แต่ในบ้านขอได้ทุกวันทุกคืน พวกเราจะรวยกันใหญ่ยังไม่รู้จักดีใจอีก ขอให้เฮียเจอจัง ๆ สักครั้ง จะตามตื้อขอหวยเสียให้เข็ดเลย” (กล้าพูดเช่นนี้ เพราะยังไม่เคยเจอผีหลอกหลอน) รุ่งเช้าเวลาตี 5 นายเกาแต่งชุดกีฬาวิ่งรอบภายในบริเวณโรงงานร้าง 3 รอบ แล้วนั่งดูข่าวรับอรุณของช่อง 9 เพื่อแสดงให้ลูกน้องดูว่าผีไม่น่ากลัว ทั้งที่ความจริงกลัวอยู่ในใจ แต่เพราะไม่ได้พบเห็นด้วยตนเองจึงกล้า ๆ กลัว ๆ และเพื่อดึงดูดให้คนงานอยู่ต่อไป จึงจำใจต้องแสดงตัวเป็นผู้กล้าหาญ

พี่สาวนายเการู้ข่าวว่าโรงงานร้างมีผี ได้พาซินแซตาทิพย์ หมอไสยศาสตร์จีนลัทธิเต๋ามาสำรวจทั่วโรงงานร้าง ซินแซบอกว่าโรงงานร้างแห่งนี้ไม่มีคนอยู่เกิน 5 ปี “เอี้ยงขี่จิ๋ง” (กลิ่นไอมนุษย์สิ้นสุดหมดเกลี้ยง) “อิมขี่เส็ง” (กลิ่นไอวิญญาณแรง) กลายเป็น “อิมก่าย” (แดนวิญญาณ) มีวิญญาณสิงสถิตย์ทุกซอกทุกมุมในสถานที่แห่งนี้ ยันต์และของวิเศษต่าง ๆ ที่ติดเต็มโรงงานร้างไม่สำแดงฤทธิ์เดช เพราะดวงวิญญาณมีมากมายรวมพลังต่อต้าน ประกอบกับโรงงานแห่งนี้สร้างรั้วรอบขอบชิด แสงอาทิตย์ส่องผ่านไม่ได้ จึงกลายเป็น “อิมก่าย” สมบูรณ์แบบ หากเราเปิดหลังคาโรงงานออกให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านเหล่ายันต์และของวิเศษในโรงงานจะเพิ่มฤทธิ์เดชมากขึ้นทันที ถ้าเอางิ้วมาแสดงที่นี่สัก 10 วันให้ผู้คนเข้ามาชมเต็มโรงงาน จะสามารถเปลี่ยน “อิมก่าย” ให้โรงงานกลับคืนมาสู่ “เอี่ยมก่าย” อีกครั้งหนึ่ง………..

นายเกาไม่สามารถทำตามคำแนะนำของซินแซ “ตาทิพย์ ”เพราะเป็นสถานที่เช่าจากผู้อื่นและต้องใช้จ่ายเพื่อทำการตามซินแซตาทิพย์แนะนำจำนวนมาก ตัดสินใจทำตามคำแนะนำของตาสา ซึ่งเคยบวชเรียนถึงขั้นมหา แต่สึกออกมาสร้างครอบครัว โดยจัดอาหารคาวหวานไหว้ศาลพระภูมิและเจ้าที่ประจำโรงงานเพิ่มลาภปากให้คนงาน ตอนเช้าก่อนเริ่มทำงาน และตอนเย็นก่อนนอน นายเกาและคนงานทั้งหมดจะมารวมตัวกันหน้าพระพุทธรูป สวดมนต์ตามตาสา 3 จบ แล้วค่อยแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของใครของมันยกเว้นนายตี๋และนายอ๋า ได้ลากลับไปนอนที่บ้านตนเอง ตอนเช้ามาไม่ทันสวดมนต์ตอนเย็นก็กลับก่อนสวดมนต์ บุคคลทั้งสองจึงไม่เคยอยู่ร่วมสวดมนต์พร้อมผู้อื่นในโรงงานร้างแห่งนี้

หลังจากนายเกาปลอบขวัญ ทำพิธีเซ่นไหว้เพื่อหลอกให้คนงานอิสานอยู่ทำงาน เกิดผลดีเกินคาด พวกคนงานถูกหวยตาม ๆ กัน สร้างความสามัคคีได้ดี ยิ่งมีทุนเพิ่ม พวกเขายิ่งเล่นหนักซื้องวดละ 30-40 เลขหมาย ถูกหวยทุกงวด แต่ก็มีเงินเหลือไม่มาก มีงวดหนึ่งถูกหวยมากหน่อย นายพลและนายมีหลบหนีเมียออกไปกินเหล้าหาความสำราญนอกบ้านจนดึกกลับมาไม่กล้าเรียกให้ใครเปิดประตู กลัวนายเกาดุว่า ใช้วิธีปีนรั้วบ้านขึ้นลานพักผ่อนชั้น 2 เพื่อเข้าห้องนอนตึกใหญ่ พอพ้นกำแพงรั้วขึ้นลานชั้น 2 มีตาแก่แต่งชุดขาวถือไม้ตะพดยืนขวางหน้าอยู่บอกว่า “มึงมีประตูไม่เข้าเสือกมาเหยียบข้ามหัวกู ต่อไปทำอีก กูจะเฆี่ยนให้ตกกำแพงไปเลย” 2 หนุ่มอิสานกลัวจนเข่าอ่อน ร้องเรียกเมียทั้งสองมาพาคลานเข้าไปห้องนอน

ภายในโรงงานร้างมีท่อระบายน้ำ 6 ท่อสามารถระบายน้ำลงคลองท้ายซอย แต่ละท่อเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 เซนติเมตร มีปลาชุกชุมมากโดยเฉพาะปลาช่อนตัวโต ๆ คนงานจับได้ง่ายมาก ปลาสดๆ ที่จับได้จากท่อระบายน้ำ ปรุงอาหารเสร็จกลับมีกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนปลาตายเน่ามาหลายวันรับประทานไม่ได้ ข้าวสารที่นายเกาสั่งซื้อเข้ามาเก็บสะสมในโรงงานเพื่อหมุนเวียนค้าขาย น้ำหนักสูญหายมากกว่าปรกติมาก ข้าวสารเก็บสะสม สถานที่แห่งอื่น ๆ 3 เดือน น้ำหนักจะสูญหายไม่เกินสอบละ 1 ก.ก. แต่เก็บสะสมที่นี่น้ำหนักจะระเหยหายไปสอบละประมาณ 5 ก.ก. ทุกกระสอบ

เพื่อนฝูงและคู่ค้าที่แวะเวียนมาติดต่อธุรกิจกับนายเกาที่โรงงานร้างแห่งนี้ กว่าครึ่งหนึ่งขับรถเข้ามาในโรงงานร้างแล้วไม่ยอมลงจากรถ ผู้ที่จำใจลงจากรถมาสนทนากับนายเกาก็มักจะใช้เวลาสั้น ๆ แล้วรีบออกจากสถานที่แห่งนี้ และไม่ยอมแวะเวียนมาอีกเป็นครั้งที่ 2 ดังเช่นครั้งหนึ่งคุณนาย ส.จ.จังหวัดกาฬสินธุ์ท่านหนึ่งได้พาเหล่าหัวคะแนนซึ่งเป็นหัวหน้าชุมชนหมอขวัญ หมอนาคอำเภอกัมลาไสยและยางตลาดไปทำธุระผ่านตำบลบางแคจึงแวะเข้าเยี่ยมนายเกา และถือโอกาสเข้าห้องน้ำ พอรถแล่นเข้ามาจอดในโรงงานร้างไม่มีคนยอมลงจากรถ เมื่อนายเก่าไปต้อนรับข้างรถ คุณนาย ส.จ. จึงลงมาเพียงคนเดียว เข้าห้องรับแขกแล้วพูดขึ้นว่า “บ้านว่าง ๆ คนไม่อยู่ ผีอยู่เต็ม” ทุกคนในรถรู้สึกว่าเหล่าวิญญาณเต็มสถานที่ จึงไม่มีใครยอมลงจากรถมาเข้าห้องน้ำ เฮียเกาอยู่ได้อย่างใด? อยู่แล้วจะมีความเจริญก้าวหน้าอย่างใด? หลังจากนั้นรีบขึ้นรถจากไปอย่างรวดเร็ว

นายประเสริฐและนางนวย 2 ผัวเมียชอบตามเก็บเศษเหล็กอะไหล่ที่ตกจากชั้นวางของหรือล้นออกกล่องเก็บของ นำไปขาย เหมือนเป็นขโมยในบ้าน วันหนึ่งนายประเสริฐมาบอกว่าจะขึ้นไปบนตึก 3 ชั้น 18 ห้องด้านหลังแดนประตู ๔ ไม่รู้มีอะไรขวางไว้จนขนหัวลุกก้าวเท้าไปไม่ได้จึงพบเห็นปืนลูกโม่ 1 กระบอกและมีดปังตอเก่าอีก 1 เล่มตกอยู่หน้าตึก ในกระบอกยังมีปลอกและกระสุนปืนคาอยู่ จะให้ทำอย่างใดดี “บนตึกไม่มีใครเก็บเงินทองไว้รอนายเสริฐไปขุด จะขึ้นไปทำไม ส่วนปืนกับมีดก็ไม่ใช่ของนายเสริฐ จะไปยุ่งกับมันทำไม ก็ปล่อยมันทิ้งไว้ตรงนั้นไม่เห็นจะหนักกบาลใครไม่ใช่หรือ” นายเกาตอบด้วยความไม่สนใจใยดี

อยู่มาวันหนึ่งนางนวยได้มาบอกว่าด้านหลังที่สำนักงานซึ่งนายเกานั่งทำงานอยู่นั้น มีห้องกระจกใหญ่ในห้องยังมีอีก 1 ห้องเล็ก เห็นมีเงาคนนั่งอยู่ในนั้นน่ากลัวมาก ว่าแล้วพานายเกาไปดู ไม่เห็นมีอะไร นายเกากลับไป พอนายตี๋กับนายอ๋าไปดูบ้างปรากฏว่ามีเงาคนแถมจ้องมองหน้าเขาด้วยตาดุ 2 คนแตกตื่นพาคนอื่น ๆ ไปดูโดยไม่รวมนายเกา

ปรากฏว่าทุกคนเห็นพร้อม มีเงานั่งก้มหน้าไม่จ้องมองเหมือน 2 หนุ่มกรุง นายเกาเห็นทุกคนกลัวจึงบอกว่าเรื่องนี้เล่นไม่ยาก รีบจัดหาอาหารคาวหวานมาเซ่นไหว้และแกะยันต์ออกจากบานประตูและหน้ากระจก สั่งให้นายหมีและนายประเสริฐพังห้องกระจก หนุ่มอิสานไม่กล้าทำ นายเกาตัดสินใจลงมือเอง ตาสาเตือนว่าต้องสวดมนต์บอกกล่าวเสียก่อนจึงจะสมควร นายเกาไม่เคยบวชเรียนจำใจพาคนงานท่อง นโม 3 จบ แล้วว่าพวกเราจะขออยู่ทำการค้าขายที่นี่ ขอให้ท่านย้ายไปอยู่ที่อื่น ทางใครทางมันอย่ามายุ่งเกี่ยวกัน ท่องจบยกฆ้อน 5 ปอนด์ฟาดไปเต็มแรง ปรากฏว่าหัวฆ้อนเหล็ก 5 ปอนด์หลุดออกจากด้ามบินพังกระจกรวดเดียว 2 ห้องทะลุในทีเดียวกัน มีค้างคาว 2 ตัวสวนทางบินออกมาทันที

2 หนุ่มกรุงเห็นดังนั้นรีบวิ่งหนีออกจากบ้าน ยอมออกจากงานตั้งแต่เวลานั้น โดยไม่ยอมเหยียบเข้ามาสถานที่แห่งนี้อีก ไม่สนใจเงินเดือนที่ทำไม่ครบเดือน แต่โชคร้ายยังตามติดตัว หนึ่งเดือนต่อมานายตี๋ขี่จักรยานยนต์เกิดอุบัติเหตุตายคาที่ คนงานอิสานเห็นนายเกาลงมือพังห้องเอง เงาคนในห้องก็กลายเป็นค้างคาว 2 ตัวบินออกไปอย่างรวดเร็ว จึงร่วมมือทำการพังห้องจนสำเร็จราบคาบ

ลูกเมียและกิจการค้าหลักนายเกายังอยู่ขอนแก่น จึงต้องกลับบ้านทุกคืนวันศุกร์ ก่อนเดินทางมีฝนตกหนัก กลัวน้ำไหลไม่สะดวกจะท่วมกองข้าวที่เก็บไว้ จึงสั่งให้คนงานขุดลอกท่อระบายน้ำในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ในพื้นที่ทั้งหมดเพื่อให้น้ำไหลได้สะดวก เช้าวันจันทร์เมื่อนายเกากลับถึงบางแครับรายงานว่าระหว่างขุดลอกท่อระบายน้ำข้างตึก 3 ชั้น 18 คูหาด้านหลังติดชายทุ่งนา ได้พบโครงกระดูกพร้อมขดเส้นลวดสายไฟฟ้าสีขาว พวกเขาจัดการเผาโครงกระดูกเหลือแต่ซากนิดหน่อย นายเกาพิจารณาขดลวดไฟฟ้ายังมีเส้นผมยาวเหมือนผู้หญิงติดอยู่เหมือนการมัดตราสังข์ศพ ถามหาปืนลูกโม่และมีดปังตอ นายประเสริฐเก็บไปขายนานแล้ว จึงตัดสินใจพาทุกคนทำการสวด นโม 3 จบ แล้วทำการแก้ตราสังออกด้วยตนเองพร้อมบอกว่า คุณคนที่ถูกมัดในตราสังข์นี้ ผมขอแก้ให้คุณแล้ว ขออย่าได้จองเวรจองกรรมจงไปสู่สุคติเทอญ ว่าแล้วเผาเส้น ลวดไฟฟ้าจนเปลือกยางละลายหมด ตัดลวดทีเหลือออกเป็น 4 ท่อน นำทิ้ง 4 ทิศทาง

2-3 วันต่อมา คุณเลิศเจ้าของโรงงานผลิตเครื่องแสตนด์เลสซึ่งอยู่ตรงกันข้ามประตูแดน ๔ ได้มาขอเช่าโกดังหน้าตึก 3 ชั้น 18 คูหา นายเกาตกลงให้เช่าเดือนละ 15,000 บาทแล้วนำเงินนี้เพิ่มให้นายมั่งมีพ่อเจ้าของบ้าน หลังจากทำการผลิตเครื่องแสตนด์เลสที่นี่ ลูกน้องนายเกาทุกคนได้ฝันว่าเจ้าที่เจ้าทางถูกรบกวนมาก อยากให้โรงงานแสตนด์เลสหยุดทำการ ซึ่งนายเกาไม่ให้ความสนใจเพราะมิได้ฝันเห็นเองไม่เปลี่ยนใจ ยอมให้โรงงานแสตนด์เลสเช่าต่อไป คืนหนึ่งคนงานตั้งวงกินเหล้าฉลองถูกหวยเหมือนเคย นางอ้วนเมาได้ที่ จะทำธุระส่วนตัวไม่เข้าห้องส้วม กลับหลบไปมุมมืดได้พบเห็นผู้หญิงผมยาวอายุประมาณ 30 ปี นางอ้วนความจำดี รีบขอหวยตามที่เถ้าแก่สอน หญิงนั้นบอกให้หวยได้แน่ แต่เธอต้องทำการแก้แค้นให้ฉันนะ นางอ้วนตอบว่าไม่มีความสามารถแก้แค้นให้ ถ้าแก้แค้นไม่ได้เธออย่ามาขออีก ว่าแล้วผู้หญิงนั้นก็มีรูปร่างใหญ่ขึ้น ๆ และมีเลือดไหลออกจากหน้าอก 3 จุด นางอ้วนกลัวจนฉี่ราดเลย

วิญญาณผีสาวร้องขอนางอ้วนช่วยล้างแค้นไม่ได้ผล ยิ่งสำแดงฤทธิ์ตามลำดับมากขึ้น เวลาตี 2 นางดำเมียตาสา ตกใจแตกตื่นเคาะประตูห้องนอนนายเกา บอกให้ไปดูตาสานอนดิ้นทั่วห้อง ปากก็ท่อง นโม พุธโธ และสวดมนต์ไม่เป็นภาษา นายเการีบคว้าพวงพระเครื่องที่แขวนบนหัวเตียงมาห้อยคอแล้วตามนางดำเปิดประตูเข้าห้องนอน เพียงก้าวพ้นธรณีประตู ตาสาหยุดดิ้นทันทีและขอนอนห้องนายเกา รุ่งเช้าจึงเล่าให้ทราบว่านอนอยู่ดี ๆ ฝันเห็นหญิงสาวผมยาวผิวขาวมาขอเข้าสิงในตัวเขาเพื่อไปทำการล้างแค้น ตาสาไม่ยอมรีบสวดมนต์ปกป้องตัวจนเป็นเหตุให้เสื้อใหม่ของตาสาฉีกขาดไปหลายจุด ได้เวลาทุกคนสวดมนต์เช้า-เย็น นายเการีบอัญเชิญพระพุทธรูปมาบูชาอีกองค์หนึ่งเพื่อปกป้องคุ้มครองภัยในโรงงานร้างแห่งนี้ หลังเหตุการณ์เกิดขึ้น ชาวอิสานเกิดการสามัคคีครั้งใหญ่ ขอนอนรวมกันที่ห้องพระโดยไม่แยกย้ายกันนอนห้องใครห้องมัน ดังอดีตที่ผ่านมา

นายเกากลุ้มใจมากเพราะคนงานจะขอกลับอิสาน จึงต้องทั้งปลอบทั้งหลอกแถมด้วยรางวัลเพื่อเหนี่ยวรั้งให้ลูกน้องยอมอยู่ ตนเองกลับถึงขอนแก่นคืนวันเสาร์จึงเดินทางไปหาคุณเล็ก หมอดูที่สามารถนั่งดูทางใน ยังไม่ทันเข้าบ้าน คุณเล็กร้องว่า “เฮียจะมาหาผม ให้ยืนอยู่กับที่ห้ามหันหลัง” นายเกาทำตาม 5 นาที คุณเล็กจึงเปิดประตูห้องพระให้เข้าแล้วพูดว่า “เฮียจะมาหาผมปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องผีใช่ไหม คุณเล็กรู้ได้อย่างใด” นายเกาชักงง “รู้ซิ” เพราะผีเธอตามหลังเฮียมาติด ๆ ที่ยังไม่เผชิญหน้า สงสัยดวงเฮียจะแข็งมาก จนผีไม่สามารถจะประจัญสู้หน้าเฮีย ที่ผมให้เฮียยืนรอก็เพื่อสอบถามความประสงค์ของผี เธอว่าชื่อ น.ส.สุพัตรา อายุ 30 ปี ผิวขาวผมยาว เธอถูกข่มขืนแล้วฆ่ามัดตราสังถ่วงท่อน้ำอยู่หลายปี โดยฝีมือจ่าคนหนึ่งอายุ 40 ปี ผมหยิกรูปร่างไม่ใหญ่ ผิวเนื้อดำแดง สักยันต์เต็มตัวมีคาถาอาคมแข็งกล้ามาก เธอไม่สามารถเข้าใกล้ตัวจ่าเพื่อทำการล้างแค้นเอง จึงติดตามมาเพื่อร้องขอให้ช่วยล้างแค้นแทนเธอ” คุณเล็กถ่ายทอดความประสงค์ของผีสาวให้ทราบ “ตัวผมไม่ใช่พระเอกในหนังจีน ไม่สามารถตามล้างแค้นให้ ถ้าเอาเรื่องการ์ตูนเพียงแค่นี้ไปแจ้งตำรวจโดยไม่มีหลักฐานมาประกอบตำรวจคงพาผมไปปากคลองสานตรวจประสาทที่บ้านหลังคาแดงแน่นอน ผมช่วยอะไรเธอไม่ได้ห้ามมายุ่งเกี่ยวกันอีก” นายเกาปฏิเสธเด็ดขาด

คุณเล็กได้เปิดประตูหน้าต่างห้องพระทั้งหมดให้โล่งกว้างแล้วพูดว่า “มันไปไกลแล้ว เราคุยได้ตามสบาย” นายเกาได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านบางแคทั้งหมดให้ทราบและถามว่า “วิญญาณผีสาวสามารถติดตามมาถึงจังหวัดขอนแก่นหรือ” “ ถูกต้อง ที่ผมต้องเปิดห้องพระเต็มที่ก็เพื่ออาศัยรังสีในห้องพระขับไล่ให้มันออกไปไกล ๆ ว่าแต่ตอนเข้าไปอยู่บางแค เฮียได้ทำบุญเลี้ยงพระหรือเปล่า” “เกิดเรื่องที ผมก็เซ่นไหว้ที ยังไม่ทันได้เลี้ยงพระทำบุญ” “เช่นนั้นเฮียไปบางแคคราวนี้รีบจัดงานทำบุญเลี้ยงพระแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้าที่เจ้าทางเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงในบ้าน โดยเฉพาะวันที่พระสวด ต้องใช้ผ้าด้ายดิบใหม่ กว้าง-ยาว-ด้านละ 1 เมตรเป็นผ้าสี่เหลี่ยมจตุรัสห่อเศษซากกระดูกเถ้าถ่านผีสาวที่เหลือแล้วนำออกไปไกล ๆ ข้อสำคัญที่สุด เฮียต้องเป็นคนเก็บเศษเถ้าถ่านกระดูกใส่ห่อผ้าเอง นำออกจากที่แล้วห้ามหันหลังกลับ ต้องเดินหน้าตรงออกจากบ้านทีเดียว แล้วเฮียอาจโชคดีได้ครองกรรมสิทธิ์กลายเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ แต่ถ้าเฮียถือห่อเศษเถ้าถ่านกระดูกแล้วหันหลังกลับเข้าบ้าน เฮียจะไม่สามารถมีโอกาสอยู่สถานที่แห่งนี้ต่อไป

เคล็ดลับแค่นี้ต้องจำให้แม่นน๊ะ และการทำพิธีทำบุญเลี้ยงพระครั้งนี้ ผมจะพาเฮียไปนิมนต์หลวงปู่อ่อนสา จังหวัดอุดรธานี ท่านเปรียบเหมือนเพชรเม็ดงามในวงการพระสงฆ์ เป็นยอดขุนพลในหมู่พระอาจารย์ที่ผมนับถือที่สุด ท่านเก่งแต่ไม่ยอมให้ดัง ถ้าท่านประทับรถยนต์ของเฮียแล้ว ต่อไปสิ่งชั่วร้ายต่างๆ จะไม่สามารถสิงสถิตย์ในรถของเฮีย ถ้าท่านไปเหยียบถึงบางแคสถานที่แห่งนี้เรียบร้อยแน่” เช้าวันอาทิตย์คุณเล็กพานายเกาไปนิมนต์หลวงปู่อ่อนสาจากจังหวัดอุดรธานีมาถึงขอนแก่นระหว่างทางท่านนั่งทางในรู้ว่าผีสาวถูกทำร้ายและถูกมัดตราสังทรมานหลายปี ไม่ควรไปปราบเธอ เมื่อรถแวะพักที่จังหวัดขอนแก่น หลวงปู่อ่อนสาไม่ยอมไปต่อตามคำนิมนต์ นายเกาไม่ยอมส่งกลับจังหวัดอุดรธานี ลูกศิษย์หลวงปู่จึงอาสาไปส่งหลวงปู่แทน ระหว่างทางรถที่โดยสารเกิดอุบัติเหตุ หลวงปู่บาดเจ็บเพียงรูปเดียว ลูกศิษย์ที่โดยสารรถคันเดียวกับปลอดภัยทุกคน

คืนวันเสาร์ก่อนไปนิมนต์หลวงปู่อ่อนสา นายเกาโทรทางไกลบอกตาสาว่า จะกลับถึงบางแคคืนวันอาทิตย์ ให้ไปนิมนต์พระ ท้ายตลาดบางแค 4 รูป เพื่อสวดทำบุญและเลี้ยงเพลในวันจันทร์ คืนนั้นคนงานรวมกลุ่มรอที่สำนักงาน เวลา 4 ทุ่มครึ่งไฟฟ้าดับหมดบ้านทั้งที่ตลอดซอยชูสังข์บ้านอื่นไม่ดับ รุ่งเช้านายเกาตามช่างไฟฟ้ามาแก้ไข หม้อแปรงไฟฟ้าและฟิวส์ทุกอย่างปรกติช่างไฟฟ้าไม่รู้จะแก้ไขอะไร รับพระสงฆ์บางแคมาแล้วยังเปิดพัดลมไม่ติด แต่พอพระสงฆ์เริ่มสวดชัยมงคลคาถา ไฟฟ้าก็ติดได้โดยไม่มีใครไปซ่อมแซม ตอนนายเกาไปเอาเศษซากเถ้าถ่านกระดูกห่อใส่ผ้าดิบเพื่อมาฟังพระสวดจัดทำพิธี ลูกค้ารายใหญ่โทรมาเจรจากิจการค้า นายเกาจำต้องหันหลังเดินกลับไปรับโทรศัพท์ที่สำนักงาน (ขณะนั้นผู้ใช้บริการโทรมือถือมีน้อยราย ไม่แพร่หลายเหมือนปัจจุบัน)

ผ่านงานทำบุญเลี้ยงพระ คนงานถูกหวยมากขึ้นเรื่องแปลกประหลาดต่าง ๆ ในบ้านสงบไปชั่วระยะหนึ่ง นายใหญ่เจ้าของโรงงานผลิตเครื่องเฟอร์นิเจอร์มาพบนายเกาว่า รู้ข่าวสถานที่ร้างแห่งนี้จากห้างทองเต็กเซ่งจังหวัดเชียงราย เขาประสงค์จะย้ายโรงงานมาทำการผลิตเฟอร์นิเจอร์ ณ ที่แห่งนี้ การพูดการจาไม่เหมือนคนทั่วไป สนทนาขาดไมตรีจากกันไม่มองหน้า หมาดใจเป็นศัตรู นายใหญ่ตรงไปขอเช่าโรงงานร้างแห่งนี้จากคุณงาม รักความดี เสนออัตราเช่าเดือนละ 50,000 บาท มากกว่าค่าเช่านายเกา 16 เท่า และเงื่อนไขหากมีคนมาเช่าโกดังประตู 3 เหมือนโรงงานแสตนเลสเช่าโกดังประตู 4 ค่าเช่าทั้งหมดต้องตกเป็นของคุณงาม เจ้าของโรงงานร้างเพียงคนเดียว นายมั่งมีมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ตัวจริง เมื่อมีรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้น 16 เท่า ย่อมยินดีปฏิบัติตามข้อตกลงของลูกชายเศรษฐี

นายเกาพาคนงานและครอบครัว 12 ชีวิตมาอาศัยอยู่โรงงานร้างแห่งนี้ 7 เดือน 10 คนงาน เจอผีหลอกรูปแบบต่าง ๆ จนไม่อยากจะอยู่ต่อ ตัวนายเกาและหลานชายไม่เคยประจัญหน้าวิญญาณ แต่ก็จนปัญญาที่จะหาวิธีเกลี้ยกล่อมให้คนงานอยู่ทำงานต่อไป เมื่อเจออำนาจเงินของนายใหญ่เข้าขับไล่อีกทางหนึ่ง จึงพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า จำต้องเลิกธุรกิจการค้าที่บางแคกลับจังหวัด ขอนแก่น

นายใหญ่ทำการผลิตเครื่องเฟอร์นิเจอร์ในโรงงานร้างแห่งนี้ไม่นาน คนงานหนีหมดและไม่สามารถหาคนงานใหม่มาทดแทน จนต้องเลิกกิจการ คุณงาม รักความดีเคยส่งนายไก่ผู้จัดการทั่วไปพาอาจารย์ทองหยู่ ข้างโรงเรียนสวนสนุกขอนแก่นไปทำพิธีเซ่นไหว้และย้ายตั้งศาลพระภูมิใหม่เพื่อบรรเทาเรื่องประหลาดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสถานที่นี้เป็นประจำ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ผู้เช่ารายอื่น ๆ ที่มาอาศัยอยู่ต่อจากนายใหญ่ ล้วนอยู่เพียงระยะสั้น ๆ แล้วก็ต้องรีบจากไป คุณงามเจ้าของกรรมสิทธิ์เลยขายโรงงานร้างแห่งนี้แก่พ่อค้าพัฒนาที่ดิน ทำการรื้อโรงงานร้างแห่งนี้ออกหมดปรับพื้นที่ทำการก่อสร้างเป็นหมู่บ้านจัดสรรมีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่เต็มหมู่บ้านจัดสรร

พ.ศ. 2545 ซินแซตาทิพย์ผ่านไปซอยชูสังข์เห็นสถานที่แห่งนี้ได้เปลี่ยนจาก “อิมก่าย” มาเป็น “เอี่ยมก่าย” อีกครั้ง วิญญาณอื่น ๆ กระจัดกระจายไปหมดแล้ว เฉพาะสถานที่ผีสาวถูกมัดตราสังแช่ท่อระบายน้ำฤทธิ์ยังแรงอยู่เป็นเหตุให้ เจ้าของบ้านจัดสรร เฉพาะหลังที่ผีสาวเคยถูกฝังในท่อน้ำนั้นอยู่อย่างขาดความสุขความเจริญ ……

6 กันยายน 2545
เลียง นาราสัจจ์
087-8671280



สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผู้เฒ่าเล่าเรื่องแปลก โดย เลียง นาราสัจจ์ อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.


Website counter






Create Date : 13 กรกฎาคม 2554
Last Update : 13 กรกฎาคม 2554 19:00:01 น. 0 comments
Counter : 1794 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
ธีรารัศมี
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Color Codes ป้ามด
New Comments
Friends' blogs
[Add ธีรารัศมี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.