Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
8 พฤศจิกายน 2549
 
All Blogs
 
เอาเพลงมาฝาก

ไม่ได้ฟังเพลงมานาน
เลือกเพลง
ที่ชอบ

มาให้ฟังกัน




Create Date : 08 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2549 18:17:01 น. 7 comments
Counter : 537 Pageviews.

 
เพลงอะไรวะ? ฟังไม่รู้เรื่อง

เมาเหรอป๋า?


โดย: rintana วันที่: 8 พฤศจิกายน 2549 เวลา:19:56:03 น.  

 
มาฟังเพลงค่ะ ขอบคุณ


โดย: ป่ามืด วันที่: 8 พฤศจิกายน 2549 เวลา:21:46:10 น.  

 
ท่านป๋าที่เคารพ

วันนี้ข้าพเจ้าจับกุ้ง
ยุ่งนิดหน่อย
เดี๋ยวออกไปตากแดดต่อ !!

จากค่ำคืนนี้ไป โลกของข้าพเจ้าจะได้กลับสู่ความสงบเสียที นอนฟังเสียงเครื่องตีน้ำมา เกือบสี่เดือนแล้วท่าน ไม่เคยหลับสนิทตา สนิทใจ (คงต้องปรับตัวอีกเป็นอาทิตย์)

สืบเนื่องจากที่ท่านเคยคุยถึงไว้ เอามาแปะไว้ก่อน (จะได้ไม่ต้องจำ) พรุ่งนี้เจอกัลล์ "ขุนทอง เจ้าจะกลับมาเมื่อฟ้าสาง"

อย่ารอคอย แต่โปรดติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน!!

'ศิษย์น้องเมาแล้วชอบร้องเพลง'



โดย: ธุลีดิน IP: 203.146.63.187 วันที่: 9 พฤศจิกายน 2549 เวลา:10:50:44 น.  

 
หวัดดีป๋า

ไปแระ...


โดย: ป๋าเอง IP: 58.9.193.164 วันที่: 9 พฤศจิกายน 2549 เวลา:20:57:39 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านป๋า

ฟ้าสว่างเรื่อ สักพักแล้ว
วันนี้มาเยี่ยมคฤหาสน์ท่านแต่เช้า (อย่างน่าดีใจ)
แต่...ไม่ใช่ตื่นเองนะท่าน ฝนมาปลุก!! ละอองฝนกระเด็นใส่หน้า ฮา ฮา ฮา

เก็บมุ้งเสร็จ ซดน้ำอุ่น แล้วมานั่งโม้นี่แหละ
ต่อไป(หากฝึกตื่นแต่เช้าได้) แล้วนั่งเขียน ตอนเช้าตรู่สักรอบ น่าดีไม่หยอก ข้าพเจ้ารู้สึกว่า หากต้องการฝึกอะไร ให้ฝึกแต่เช้าจะชำนาญ แคล่วคล่องกว่าเวลาอื่น (ท่านว่า ความรู้สึกข้าพเจ้ามั่วเปล่า?)

เอาล่ะ!

เกริ่นนำ แต่เมื่อวาน "ขุนทอง เจ้าจะกลับมาเมื่อฟ้าสาง"
(เวลาช่างเหมาะเหม็ง) ไม่มีอะไรขอรับ เกริ่นชื่อนี้ เพราะมันคล้องจอง เพราะดี อิ อิ หนังสือน่ะ จำอะไรไม่ได้แล้ว นมนานกาเล

ความรู้สึกแว่บแรกตอนท่านกล่าวถึง "ขุนทองฯ"
ประมาณว่า "อืมม์....นี่สิ!!"

ทำไมรำพึงอย่างนั้น ?

คำตอบคือความเห็นที่จะนำมา ตรรกวิพากษ์ กับท่าน
หากท่านเดาว่า เป็นเรื่องเนื้อหาเรื่องสั้นใน "ขุนทองฯ" ล่ะก็ ขอเรียนก่อน ม่ายช่ายยยย

ก็ข้าพเจ้าจำอะไรไม่ได้เลย อ่านเมื่อ...หากจะเปรียบก็ ฟันข้าพเจ้ายังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม (แต่หากได้อ่านอีกครั้ง แล้วนำเรื่องสั้นแต่ละเรื่องมาถกความคิดเห็น แลกกันไปแลกกันมาล่ะก็...อันนี้น่าสนุก!! อย่า!! อย่าได้คิดส่งมาให้อ่านเชียวนา...ข้าพเจ้ายังต้องมุดหัวอยู่ในยุทธภพ จนกว่าจะหลุดออกมา...ให้ได้!!~)

ประเด็นแว่บแรกที่คิดถึง ก็คือ รูปแบบการตัดสินของซีไรท์ !!

หากข้าพเจ้ามั่วไม่ผิดพลาด "ขุนทองฯ" อยู่ในอันดับต้น ๆ ของราววัลวรรณเวร เอ้ย! วรรณกรรมหัวนี้ เป็นอันดับต้น ๆ ที่ข้าพเจ้านิยมชมชื่น ก็เหมือนคนอ่านหนังสือทั่ว ๆ ไป เป็นรากฐานที่สร้าง ความชอบธรรมให้ซีไรท์ปัจจุบัน ครองคำว่า วรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม!!

ก่อนจะเข้าลึกไปกว่านี้ ขออนุญาตเรียนท่านก่อนขอรับ
แยกความเป็นซีไรท์ออกจาก นักเขียนที่ได้รับรางวัลไว้ให้ข้าพเจ้าด้วย

ด้วยความรู้สึกของปุถุชน มักจะผูกโยงเกี่ยวพันจนเกิดปมยากจะแก้ การกล่าวถึงซีไรท์จะทำให้รู้สึกพาดพิงไปถึงผู้ได้รับรางวัล แล้วจะคิดพาดผ่านไปถึง ท่านเจ้าสำนักผู้เป็นที่เคารพยิ่ง ซึ่งข้าพเจ้าหาได้มาดหมายให้เป็นเช่นนั้น แยกออกให้ก่อนนะขอรับ!!

รางวัลซีไรท์เล่มแรก "ลูกอีสาน" ท่าน "คำพูนฯ"ผู้ล่วงลับ
และอีกไม่ทราบกี่เล่มถัดมา ใช้วิธี 'สรรหา' ขอรับ (หากท่านทราบแล้ว ให้ถือเสียว่า ข้าพเจ้าเอามะพร้าวห้าวมาขายเอสกิโม(อีกครั้ง))

เป็นวิธีเดียวกับ 'โนเบล'

เป็นวิธีที่ข้าพเจ้าเห็นว่า นี่สิ จึงเป็นหนทางที่ใช่สำหรับการมอบอะไรสักอย่างให้ 'คนทำงานศิลปะ'

ตรวจสอบ คัดสรร ไม่ใช่ส่งเข้าประกวด!!
อันเป็นการครอบงำของลัทธิประกวดประชันขันแข่ง จนใช้กันให้มั่วหมดแล้ว ประกวดทุกอย่าง เอาทุกอย่างมาแข่งกัน

แต่นั่นล่ะ ! วิธีนี้ คณะกรรมการต้องเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส ต้องอ่านต่อเนื่องตลอดเวลา ต้องเป็นนักอ่านตัวจริง ทั้งยังต้องอ่านซ้ำ ควานหาที่เห็นว่าดีที่สุด เหมาะสมที่สุด

ซีไรท์ยุคแรก ๆ จึงน่าชื่นชม น่าศรัทธา

แต่เกิดอะไรขึ้นไม่ทราบ! ซีไรท์เปลี่ยนวิธีการ
กลายเป็นให้ส่งเข้าพิจารณา
จากนั้น น้ำเน่าที่ส่งกลิ่นโชยฉิวจนทุกวันนี้ก็บังเกิด

สำนักพิมพ์ไม่เป็นอันทำอะไรกันแล้ว ปีหนึ่ง ๆ วางแผนพิมพ์เรื่องที่จะเข้ารอบซีไรท์ ผ่านด่านนี้เมื่อไร มั่นใจ ได้ขาย

คนอ่านแห่ซื้อแต่เล่มที่ได้ซีไรท์
กลายเป็นปีหนึ่ง ประเทศนี้มีวรรณกรรมที่ขายได้เรื่องหนึ่ง

ไม่ต้องพูดถึงคุณภาพงาน ! (เกินความสามารถข้าพเจ้า )

แต่มีให้อ้างอิง ข้าพเจ้าเลิกอ่านซีไรท์ หลังจาก งานของ 'อัญชัน' ได้รับการแปะ งานนั้น ท่านวานิชฯ (ที่ข้าพเจ้าชื่นชมนักหนา (ขออนุญาตเพิ่มคำนิยมสักเล็กน้อย)) ได้วิพากษ์วิจารณ์ลง ไม่แน่ใจนะ น่าจะมติชนสุดฯ
เป็นชุด ๆ ต่อเนื่อง ข้าพเจ้าอ่านแล้วหูตาสว่าง บทวิเคราะห์ครั้งนั้น น่าจะบรรจุไว้เป็นแบบเรียน วิชาเขียนไทยด้วยซ้ำ ข้าพเจ้าจำได้เพียงไม่กี่ประเด็น (ก็เพราะตอนนั้น ให้ตายสิท่านป๋า ข้าพเจ้าไม่คิดนี่นา ว่าจะมานั่งจิ้มตัวอักษรอย่างนี้)

เจ็ดโมงแล้ว !!

และเพื่อไม่ให้ยาวเป็นหางว่าวปักเป้า
เห็นจะต้องเอาไว้ต่อพรุ่งนี้
แล้วเจอกัลล์ขอรับ

(โปรดติดตามตอนต่อไปขอรับ)

'ศิษย์น้อง ชอบร้องชาย เมืองสิงห์'(เสียงกวนโอ้ยสุด ๆ )




โดย: ธุลีดิน IP: 203.146.63.187 วันที่: 10 พฤศจิกายน 2549 เวลา:7:11:35 น.  

 

เหอ เหอ เพลงไร ไมชอบจ๊ะ


โดย: พี่น่า IP: 124.121.18.161 วันที่: 10 พฤศจิกายน 2549 เวลา:10:20:49 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านป๋า

เป็นเช้าที่ยอดเยี่ยมจริงท่าน
ลมเย็นพัดเอื่อย...แสงอรุณเจิดจ้า...ฟ้าโปร่ง....
ไม่ครึ้มฝนขมุกขมัวเหมือนหลายวันก่อน

ไม่มีเสียงเครื่องตีน้ำอีกแล้ว!!

ข้าพเจ้าได้หลับอย่างเต็มอิ่ม ตื่นเต็มตา
อา...ชีวิต คืนกลับมาอีกครั้ง!!

เอาล่ะ (ในกาลต่อมา....)

เมื่อวานกดพอสไว้ที่ 'คุณภาพงาน' หวิดทำให้ข้าพเจ้าตกลู่
ก็บอกแล้วไง ไม่พูดถึง (แต่ดันพูดถึง อิ อิ)

ท่านวาทิชฯ ยกตัวอย่างไว้มากมาย เขียนติดต่อกันหลายฉบับเชียวท่าน เวรกรรมที่ข้าพเจ้าจำได้ชัดแค่ตัวอย่างเดียว 'หม้อที่ขูดไม่ออก'

บอกท่านตามสัตย์ ก่อนอ่านบทวิเคราห์ของท่านวานิชฯ ข้าพเจ้าอ่าน งานของ 'อัญชัน' เล่มนั้นจบแล้ว ไม่ได้รู้สึกรู้สาถึง ความผิดปกติอันใด (ทักษะระดับสอบซ่อมวิชาภาษาไทย)

หม้อที่ขูดไม่ออก เป็นชื่อเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งในเล่มนั้น
ท่านวานิชฯ กล่าวว่า "คำ หม้อที่ขูดไม่ออก เป็น passive voice เป็นรูปแบบภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ภาษาไทย ในภาษาไทยไม่มี แม้แต่เจ้าของภาษาเอง ยังหลีกเลี่ยงการใช้ passive voice ในงานเขียน มันทำให้เยิ่นเย้อ รุ่มร่าม"

ที่จำได้คงเพราะเรื่องนี้ เคาะกบาลข้าพเจ้ารุนแรงที่สุดกระมัง ตอนนั้นอาจรำพึง ไม่เคยรู้มาก่อนนี่หว่า!!

ยังมีอีกเยอะท่าน พอกลับไปพลิกดู เออจริงแฮะ !!

ข้าพเจ้าตอนนั้น ไม่รู้จะอ่านอะไร เอาซีไรท์นี่แหละ กะว่าจะไล่ตามซีไรท์ทุกเล่มมาสะสม พอเจอกรณีนี้เข้า ปลุกข้าพเจ้าให้ได้คิดว่า ซีไรท์ไม่ได้การันตีว่า งานนี้ดีที่สุดอีกแล้ว อาจเป็นห่วยที่สุดก็ได้ ล้วนขึ้นกับอัตตา ทักษะการอ่าน ของคณะกรรมการ ซึ่งก็แค่คนกลุ่มหนึ่ง (ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เขียนหนังสือเสียด้วยสิ)

ท่านวานิชฯโยนเผือกร้อนลงกลางวง (รู้สึกงานวิจารณ์ครั้งนั้น ออกมาหลังประกาศไม่นาน)
ท่านรู้สึกไหม?
กรรมการเหมือนโดนตบหน้า!
คนเขียนเหมือนโดนตีหัว!

ไม่เห็นมีใครมาเอ่ยชื่นชมการเปลืองตัวของท่านครั้งนั้นสักคน (เป็นข้าพเจ้าในเวลานี้ ส่งข้อความไปแน่ แฮ่!)

เจ้าของผลงาน ขอบคุณด้วยการออกแบบรูปท่านวานิชฯเป็น 'ตัวปีศาจ' !!

ใครล่ะ? ที่จะผ่านวุฒิภาวะไปจนถึง ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ทั้งแง่ดี และแง่ร้าย วางเฉย เข้าอกเข้าใจ นำแง่ดีมาเป็นกำลังใจ แง่ร้ายมาปรับปรุงแก้ไข ทั้งยังรู้สึกขอบคุณผู้ที่สละเวลานั่งอ่าน นั่งวิเคราะห์

แน่ล่ะ ทั้งหมดต้องขึ้นกับท่าที นำเสนอ ของบทวิเคราะห์นั้น ๆ ด้วย ลีลาท่านวานิชฯ ตรงไปตรงมา ส่งหมัดตรงเข้าเป้าทั้งนั้น ไม่มีฟุตเวิร์ค ไม่มีฮุก อัปคัต (ฮา)

เอาล่ะไม่ต้องพูดถึง 'คุณภาพงาน' เกินความสามารถข้าพเจ้าจริง ๆ

อีกทั้งเดี๋ยวทำให้ออกนอกลู่พลาดประเด็นไป
เป็นอันเข้าใจตรงกันว่า ซีไรท์ เป็นได้ทั้งที่ ดี และ แย่!

ที่จะพูดถึงคือ วิธีการ

ศิลปะ มีความเป็น ศิลป์ในตัวของมันเอง
งาน 'ศิลป์' ทุกชิ้นล้วนเป็น 'เอก'
เพราะมนุษย์ทุกคน ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว (แม้แต่คู่แฝด)

เป็นไปไม่ได้ที่จะมาบอกว่า งานชิ้นหนึ่ง ดีกว่างานชิ้นหนึ่ง

คุณค่าของงานเขียนบนผนังถ้ำ เป็นคุณค่า ที่หากนำมาพูด
รับรอง ยืดยาว
คุณค่าของ ลายเส้นที่เด็ก ๆ ขีดเขียน
คุณค่าของ สายน้ำที่ไหลไป

ทั้งหมดล้วนมีความเป็นเอก !!

เรากลับเอาค่านิยมของการประกวดแข่งขัน (ที่ไม่รู้ถูกฝังเข้ามาในหัวแต่เมื่อไร!) มาใช้กับ งานศิลป์ ให้คนกลุ่มหนึ่งมาตัดสิน งานนั้นดีกว่า งานนี้ งานโน้นได้ที่หนึ่ง งานนี้ได้ที่สอง มันยังไง?????

เป้าหมายล้วนเป็นสิ่งดี!!

แต่หากวิธีการผิดพลาด ล้วนก่อผลข้างเคียงในทางร้าย
จากนั้น ก็หลงทาง ไม่เคยไปถึงเป้าหมาย

อย่างที่เห็น ๆ
ซีไรท์ทุกวันนี้ ยิ่งกำมะลอ
ก่อผลข้างเคียงในทางร้ายมากมาย ที่ร้ายใหญ่ก็คือกลายเป็นดัชนีกำหนดแนวโน้มของงานเขียน ต้องอย่างโน้น ต้องอย่างนี้

เป้าหมายของการส่งเสริม การเขียนการอ่านวรรณกรรมให้คึกคัก กระตุ้นจิตสำนึก การคิด ของผู้คน หายไปอยู่เสียที่ไหน??

วรรณกรรมแทบไม่มีที่ยืนในร้านหนังสือแล้ว !!
ซีไรท์ยังหลับหูหลับตา ไม่รู้ไม่ชี้ (อ่า ใช้อารมณ์น่ะ!!)

จะหายไปไหนขอรับ???
ในเมื่อ ตัวซีไรท์เอง ยังไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย (แล้วจะเอาไปให้ใคร??)

หลายปีที่ผ่าน น่าจะเป็นการพิสูจน์ผลอย่างชัดเจนแล้ว

ศิลปะ ไมใช่การแข่งขัน

การคัดสรร จึงเป็นหนทางดีงามสำหรับ การที่จะมอบอะไรบางอย่างตอบแทนคนทำงานศิลป์ เป็นกำลังใจให้เขาทำงานต่อไป

การคัดสรร ที่เกิดจากการเฝ้าดูอย่างต่อเนื่อง สำหรับศิลปินที่พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าทุ่มเทชีวิตให้งาน ทำงานอย่างต่อเนื่องจริงจัง

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ไม่ใช่ที่หนึ่ง ไม่ได้เหนือกว่าใคร ๆ
เป็นเพียงผู้มาก่อน ได้รับการพิจารณาก่อน เท่านั้น

ศิลปิน ก็ทำงานของตนไป
ผู้เสพงานศิลป์ ก็เลือกเสพไป

ข้าพเจ้ามองไม่เห็นผลข้างเคียงด้านร้าย ของการคัดสรร แม้สักข้อ ในขณะผลร้ายของการส่งเข้าประกวดมีมากมายในกะโหลกเปล่ากลวงนี้

ขอท่านที่เคารพแสดงวิสัยทัศน์ ต่อ 'วิธีการ' ทั้งสอง คือ ประกวด แล คัดสรร เพื่อเปิดกระหม่อมผู้น้อย ให้มองเห็นแง่มุมมืดบอด ที่ตาตี่ ๆ ของผู้น้อยไม่อาจมองเข้าไปถึงด้วยเถิด

คารวะ
'ศิษย์น้อง ร้องเพลงไม่ออก เพราะหิวข้าวแว้ววว'


โดย: ธุลีดิน IP: 203.146.63.187 วันที่: 11 พฤศจิกายน 2549 เวลา:7:57:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

parchya
Location :
พิษณุโลก Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






Friends' blogs
[Add parchya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.