Group Blog
 
 
ตุลาคม 2549
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
2 ตุลาคม 2549
 
All Blogs
 

ฟัน [Long Edit]

กาแฟร้อนๆควันกรุ่นวางเคียงอยู่กับขนมปังปิ้งวางซ้อนกันสองแผ่นบนจานรองใบเล็ก
ผมกางหนังสือพิมพ์อ่านข่าวฉบับเช้า
ผมพับหน้าหนังสือพิมพ์เข้าหากันมารวบไว้ในมือเดียว
อีกมือเอื้อมไปหยิบหูถ้วยกาแฟ ยกขึ้นจิบ

เธอไม่เคยลืมรสชาติกาแฟของผมเลยตั้งแต่อยู่ด้วยกัน
ผมลุกขึ้นจากโต๊ะ ขนมปังปิ้งทั้งสองแผ่นยังไม่ได้ถูกล่วงล้ำ
ค่อยๆเผยวัตถุสีขาววาวสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้า
จนมันหลุดออกจากฝัก

น้ำหนักของมันราวสองกิโลกรัม
ยาวเกือบสองเมตร
ผมคะเนระยะเหวี่ยง
ผมสืบเท้าให้ใกล้เข้าไปอีก

เธอกำลังง่วนอยู่หน้าซิ้งล้างจาน
ผมสืบเท้าใกล้เข้าไปอีกนิด
ผมคะเนระยะเหวี่ยงอีกครั้ง
ระยะกำลังพอดี

ผมใช้สองมือจับด้ามของมัน
ชูมันขึ้นเหนือหัว
สองมือของผมเกร็งแน่นรอบด้ามของมัน
ผมกำลังจะส่งด้านคมของมันไปที่ต้นคอของเธอ

ผมต้องชะงักเมื่อเธอหันกลับมา
เธอยิ้มให้ผม
เธอถามผมว่ายังไม่ออกไปทำงานอีกหรือ?
เธอไม่รู้ตัวเลยว่าผมกำลังจะฆ่าเธอ

เธอหันกลับไปทำงานของเธอต่อ
ผมลังเลว่าจะทำดีไหม
ผมกำลังใช้ความคิด
สองมือของผมยังชูมันอยู่เหนือหัว

เธอทำท่าจะหันกลับมาอีก
ผมไม่มีเวลาตัดสินใจ
ผมเหวี่ยงมันลงไป
เหลือเพียงร่างที่ไร้หัวของเธอที่ยืนนิ่งอยู่

เลือดถูกแรงดันอัดจนพุ่งไปติดเปรอะฝ้าเพดานสีขาว
เลือดเกาะเป็นหยดติดเนื้อตัวของมัน
ผมหยิบขนมปังปิ้งทั้งสองแผ่นจากจาน
เอาขนมปังปิ้งประกบตัวมันไว้แล้วรูดเลือดออกจากตัวมัน

ขนมปังปิ้งของผมกลายเป็นแซนวิส
ผมเปิดตู้เย็นหยิบเนยมาทาบางๆ
ผมประกบแซนวิสของผมอีกครั้ง
แล้วยัดมันเข้าปาก

แก้มของผมพองโตด้วยแซนวิส
แซนวิสบางส่วนยื่นออกมาจากปากที่ยื่นออกมาของผม
ผมค่อยๆเคี้ยว
ผมค่อยๆกลืนมันอย่างช้าๆ

อร่อยจัง
อร่อยเหลือเกิน
ผมเก็บมันเข้าฝัก
แล้วเหน็บมันไว้ที่หูเข็มขัด

ผมนั่งลงใส่ถุงเท้า
วันนี้ผมเลือกถุงเท้าสีเทา
เข้าคู่กับรองเท้าหนังมันจนขึ้นเงา
ฝีมือเธอขัดให้ผม

ทำไมก้นของผมรู้สึกแฉะๆ
นี่เลือดของเธอไหลนองมาถึงตรงนี้เลยหรือ?
ผมย่ำเหยียบเลือดของเธอ
ขึ้นไปหยิบกางเกงตัวใหม่เปลี่ยน

ผมเดินลงมาด้านล่าง
ผมเห็นรอยรองเท้าของผมถูกล้อมรอบด้วยเลือดของเธอ
ผมย่ำเท้าผ่านกองเลือดเธอออกประตู
ผมลืมหยิบกุญแจารถออกมาด้วย

ช่างเหอะ
นั่งรถเมล์ก็ดีเหมือนกัน
ผมเดินออกไปปากซอย
ผมรอรถเมล์สายที่จะพาผมไปที่ทำงาน--

ที่ป้ายรถเมล์ปากซอย
คนแถวบ้านที่ออกมายืนรอพร้อมผม
จับกลุ่มซุบซิบ นินทา
ผมรู้ว่าพวกนั้นนินทาผมด้วยเรื่องอะไร

เมียผมแอบมีชู้
ผมรู้ก่อนที่จะมีข่าวลือให้คนนินทาเล่นสนุกปากเสียอีก
ชู้ของเมียผมเป็นเด็กมัธยมปลายแถวบ้าน
ผมแอบดูหญิงแก่กับเด็กหนุ่มสังวาสกันบนเตียงนอนของผมบ่อยๆ

สนุกดีนะ
มันทำให้ผมมีอารมณ์กับเธอ
ไม่รู้มันนานเท่าไรที่ผมไม่ได้จินตนาการภาพล่อนจ้อนของเธอ
ยิ่งเห็นลีลาเร่าร้อนของเธอกับเด็กนั่น ผมยิ่งตะกละตะกราม

รถเมล์สายที่ต้องการแล่นมาแต่ไกลแล้ว
ผมเปลี่ยนใจไม่ยังไม่ไปที่ทำงานก่อนดีกว่า
ผมเดินกลับเข้าซอยตามผู้หญิงปากมากเจ้าของร้านชำ
ผู้หญิงอ้วน เดินส่ายอาดๆ ไขมันกระเพื่อมเพยิบๆ

ถึงกลางซอยคนมันหายไปไหนหมด
เงียบกริบอย่างกับป่าช้า
คันไม้คันมือ ชอบกล
เสียงวัตถุเหล็กกล้าขาววาว รูดผ่านฝักไม้สีดำด้านนอกฝั่งมุขเป็นลายดอกซากุระ ฟังแล้วไพเราะดีจริง

แต่หญิงอ้วนด้านหน้ากลับเข็ดฟันจนหันมามอง
ผมไม่ทันตั้งตัว จึงเอาปลายแหลมจี้เอว
ผมบอกอย่าขยับ อย่าส่งเสียง
หญิงอ้วนแข้งขาอ่อน ทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นน้ำขัง

ผมให้เธออ้าปาก
ผมให้เธออ้าปาก กว้างกว่านี้อีกนิด
มันยังกว้างไม่พอ
ผมให้เธออ้าปากให้กว้างจนกว่าเธอจะอ้าให้กว้างไปมากกว่านี้ไม่ได้

เธอส่งเสียงพยายามจะพูด
ผมฟังไม่รู้เรื่อง
ผมให้เธอหุบปากลงก่อนก็ได้
แต่เธอส่ายหน้า

ผมว่าขากรรไกรเธอคงค้าง
เธอยังพยายามส่งเสียง อู้อี้ อู้อี้
ผมไม่ได้ฟัง
ผมยื่นปลายแหลมเข้าในปากของเธอ

เธอถอยหลังห่างออกไป
ผมยื่นปลายแหลมเข้าไปอีก
เธอพยายามถอยหนีอีก
ผมออกแรงตวัดด้านคมของมันเข้ากับกระพุ้งแก้ม

คมของมันเฉือนตั้งแต่กระพุ้งแก้มออกทางมุมปาก
เลือดค่อยๆรินออกมาช้าๆ
แต่ทำไมเธอไม่ส่งเสียงร้องออกมาบ้าง
หรือเธอเป็นลมสลบไปแล้ว

ไม่นี่ตาเธอค้างแข็งอยู่อย่างนั้น
สงสัยคงตกใจมากกว่า
นั่นไงเธอส่งเสียงออกมาแล้ว
ปากยังอ้ากว้างไม่ยอมหุบ

ทำไมเธอลงไปนอนดิ้นอย่างนั้นล่ะ
หรือเลือดไหลย้อนเข้าหลอดลม
น่าจะใช่ ตอนเธอนิ่งค้างอยู้นั่น
เลือดมันอาจไหลเข้าหลอดลม

ต้องช่วยเธอ
เธอหายใจไม่ออก
สำลักใหญ่แล้ว
น้ำตาเธอไหลพราก

ต้องช่วยเธอ
ผมจิกปลายแหลมไปที่ลำคอของเธอ
คว้านเนื้อเปิดหลอดลมให้เธอ
เธอจะได้หายใจได้

ไม่เห็นอาการเธอดีขึ้นเลย
ทำไมเธอยิ่งทุรนทุราย
ไม่เอาดีกว่า
ปล่อยเธอไว้อย่างนั้นแหละ ผมต้องรีบไปที่ทำงาน

ผมหันหลังกลับเดินออกไปปากซอย
ไม่เหลียวหลังกลับมาดู
เก็บมับเข้าฝัก เหน็บไว้กับหูเข็มขัด
เรียกแท็กซี่ไปที่ทำงานดีกว่า--

แท็กซี่ส่วนบุคคลจอดรับผม
ผมบอกที่หมาย
คนขับแท็กซี่กดมิเตอร์
ลำโพงพ่นดนตรีที่ฟังไม่ได้ศัพท์ มีแต่เสียงกรรโชก แหกปาก

แต่เพลงมันก็ใช้ได้
ดนตรีหนักๆ
กับผู้ชายที่คอยแหกปาก
ผมรู้สึกยิ่งฟังผมยิ่งชอบ

คนขับแท็กซี่หันหลังมาถามตอนรถติดว่าผมฟังเพลงแบบนี้ได้ไหม
ผมบอกไปว่าสนุกดี
คนขับแท็กซี่มองมาที่ไอ้นั่นของผม
มันกำลังนอนพาดอยู่บนหน้าขาทั้งสองข้างของผม

คนขับแท็กซี่ถามผมว่าผมได้มาจากไหน
ผมบอกเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ ได้มาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
คนขับแท็กซี่บอกว่า เคยมีคนบอกของพวกนี้มันมีอาถรรพ์
คนขับแท็กซี่บอกว่า ท่ามันจะจริงเพราะตั้งแต่ผมขึ้นรถมากลิ่นเลือดคาวคลุ้งไปหมด

ผมนิ่งเฉย เหม่อมองออกไปนอกกระจก ท่ามกลางเสียงกระหึ่มหนักแน่น
หูของผมอื้ออึง เพราะคนขับรถแท็กซี่เพิ่มระดับความดังของลำโพง
เขาหันมาบอกผมว่า เพลงนี้ต้องเปิดดังๆ ได้อารมณ์สุดยอด
จริงอย่างที่เขาว่า มันได้อารมณ์แบบสุดยอดจริงๆ

ภาพเมื่อคืนค่อยๆรินออกมาจากห้วงความทรงจำ
ผมบอกเธอว่าผมรู้ว่าเธอมีชู้
ชู้เธอเป็นเด็กแถวบ้าน
เธอยอมรับผิด ขอให้ผมยกโทษให้ โดยที่เธอจะเลิกความสัมพันธ์กับเด็กคนนั้น

ผมบอกเธอ อย่าเลย
เธอร้องไห้ โผเข้ากอด
ขอให้ผมยกโทษให้
ผมบอกเธอ ผมไม่เคยโกรธเธอเลย

เธอซับน้ำตา แล้วถามผมว่า
ทำไมต้องประชดเธอ
เธอรู้สึกผิด ผิดตั้งแต่ครั้งแรกที่เผลอใจไปกับเด็กนั่น
เธอจะเลิก เธอจะไม่ทำอย่างนั้นอีก เพียงผมให้อภัยเธอ

ผมสารภาพกับเธอว่า ผมรู้มานานแล้ว
ผมแอบดูทั้งสองร่วมรักกัน หลายครั้ง
มันทำให้ผมตื่นตัว
ผมขอร่วมรักกับเธอบ้าง

เธอไม่ปฏิเสธ
แต่ที่เธอเป็นตอนนี้มันแตกต่างจากที่เธอเป็นกับเด็กนั่น
เธอร้อนแรง เธอพลิ้วไหว เธอเน้นทุกท่วงท่าลีลา
แต่กับผม มันไม่ต่างเลยหากผมจะกระแทกต้นไม้ที่ตายแล้ว

ตอนเช้าผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์
เธอยกถ้วยกาแฟและจานขนมปังปิ้งมาเสิร์ฟ
ไม่รู้มันวางพาดอยู่บนตักผมตั้งแต่เมื่อไร
แต่ผมก็ใช้มันบั้นคอภรรยาที่อยู่ด้วยกันมา สิบห้า ปี

เสียงคนขับแท็กซี่เรียกผมกลับมาจากภาพอดีต
เสียงเพลงกระหึ่มพรั่งพรูไม่หยุด
ผมบอกให้เขาเบาเสียงลงหน่อย ผมฟังไม่เป็นความว่าเขาพูดอะไร
เขาแหกปากตะโกนให้ดังกว่าเสียงจากลำโพง แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร

ทำไมเขาไม่เบาเสียงลงแล้วมาพูดกันดีๆ
ทำไมเขาต้องตะโกนใส่ผมด้วย
ผมชักไม่ชอบหน้าเขาแล้ว
ผมควรฆ่าเขาดีไหม

ผมกำลังคิดว่าเขาควรจะตายแบบไหนดี
รถก็หยุด ถึงที่หมาย คนขับแท็กซี่หันมาบอกราคาค่ารถ
ผมหยิบเกินจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตส่งให้
เขาบอกไม่มีเศษเงินทอน แล้วขับรถออกไปโดยไม่ฟังว่าผมจะพูดอะไร

ผมยืนอยู่หน้าที่ทำงาน
วันนี้ผมจะมาที่นี่เป็นวันสุดท้าย
ผู้จัดการให้ผมมารับเงิน
เงินที่เขาจ้างผมออก

มันมากพอที่ผมจะไปทำธุรกิจเล็กๆ
ผมจะพออยู่ได้ เมื่อไม่มีภาระหนี้สิน
ใช่ผมพออยู่ได้ แต่ผมจะอยู่ยังไง
ผมรักงานของผม ผมอยากมันทำไปจนแก่ จนกว่าจะไม่มีแรง

ผู้จัดการบอกว่าอยากได้คนที่กระตือรือร้นมากกว่าผม
ที่ผมทำก็ถือว่าใช้ได้ แต่มันไม่พอ มันต้องดีมาก
มีคนที่จะมาแทนผมแล้ว เหลือเพียงให้ผมเขียนใบลาออก
ผมแก่แล้ว ผมไม่มีไฟ ผมยอมรับ ผมเขียนใบลาออกแล้วมารับเงินในวันนี้

ยามหน้าบริษัทจะไม่ให้ผมเข้า
ยามเห็นมันกับผม
มันไม่ปลอดภัย
ยามไม่ให้ผมเข้า

ผมอ้างว่าจะเอามันมาฝากให้ผู้จัดการ
ยามถึงยอมให้ผมกับมันเข้าไปในบริษัท
ผมตรงไปที่แผนกบุคคล
และรับเช็คมา ผมยัดมันไว้ในกระเป๋ากางเกง

ผมถามพนักงานสาวว่าผู้จัดการอยู่ไหน
เธอว่าเพิ่งเห็นผู้จัดการเดินผ่านไปเข้าห้องน้ำ
ผมเดินตามไปในห้องน้ำทันที
ตรงโถฉี่ไม่เห็นมีใคร

ผมเดินสำรวจบริเวณสำหรับปลดทุกข์
ประตูบานแรก ไม่มีใคร
แต่ประตูบานที่สองถูกปิดล็อคจากด้านใน
ผมเข้าไปนั่งบนโถส้วมในห้องที่สาม

ผู้จัดการ ผมเรียก
เสียงผู้จัดการถามกลับว่าใคร
ผมแนะนำตัวเอง ผู้จัดการครางแสดงว่ารับรู้
ผมกำด้ามของมันแน่นขึ้น

ผมบอกผู้จัดการว่า ความจริงวันนี้ผมมีของมีให้กับผู้จัดการ
มันเป็นมรดกตกทอด
แต่ผมเปลี่ยนใจไม่ให้แล้ว อยากเก็บไว้เอง
เพราะผมรู้แล้วว่า ชีวิตหลังตกงานผมจะทำอะไรและผมต้องใช้มัน

ผมเอ่ยลาผู้จัดการ
ผมอยากฆ่าเขา
แต่ผมรู้จักเขามานาน
ผมฆ่าเขาไม่ลง

แต่ผมก็ปีนขึ้นไปเหยียบบบนโถส้วม
โผล่หัวมองข้ามไปเห็นผู้จัดการนั่งปลดทุกข์
ผมหยิบมันจรดปลายแหลมลงกลางกระหม่อมของผู้จัดการ
ผมกำด้ามมันไว้แน่นในมือนึง แล้วกระแทกมันลงไป

มันกินเข้าไปกลางกะหม่อมลึกราวสองนิ้วครึ่ง
มันแน่นพอจะให้ผมจับค้ำไว้
ผู้จัดการยังนั่งนิ่ง คาอยู่อย่างนั้น
ผมกำด้ามของมันไว้ แล้วใช้กำปั้นของมืออีกข้าง ทุบไปที่ปลายด้าม

มันค่อยๆเคลื่อนผ่านกระโหลก
มันค่อยๆผ่านเนื้อสมอง
ผมค่อยๆเคลื่อนเฉือนกล้ามเนื้อที่ยึดดวงตาจนขาด
ผมเห็นนัยน์ตาของผู้จัดการหลุดออกจากเบ้า

เขาเริ่มชัก
แรงขึ้น แรงขึ้น
ผมกระชากมันออกจากหัวผู้จัดการ
ผมเก็บมันเข้าฝัก แล้วเดินออกไป ผมจะไปไหนต่อดี--

ผมหันรีหันขวางอยู่หน้าบริษัท
รถราวิ่งผ่านไปไม่ขาดสาย
ยามถามว่าไหนจะเอามันไปให้ผู้จัดการ
ผมบอกยามไปว่า ผู้จัดการแกไม่เอา

ผมโบกมือเรียกรถแท็กซี่
แท็กซี่ส่วนบุคคลจอดรับผม
ผมเปิดประตูรถ
เสียงเพลงหนักหน่วง ริทึ่มเร้าใจ

คนขับรถแท็กซี่ยิ้มกว้างเปิดเผย
คนเดิมกับเมื่อสักครู่ที่รับผมมาส่ง
ผมบอกให้เขาเบาเสียงลงหน่อย
ตอนนี้ผมไม่อยากฟังอะไรที่มันหนักๆ

เขายินดี
เขาเปลี่ยนเป็นเพลงบรรเลง
ไร้สรรพเสียงที่ก่อเกิดจากอิเล็กทรอนิกส์
เปียโนคลอเบาๆ เยื้องย้ายขับส่งให้ไวโอลินโดดเด่น

น้ำตาเอ่อท้น
ผมก้มหน้าปาดน้ำตา
มันปลาบปลื้ม อย่างบอกไม่ถูก
อย่างน้อยวันนี้มันกับผมร่วมกันปลิดชีวิตคนไปแล้วสองศพ

รถติดที่สี่แยกข้างหน้า
บทเพลงยังกล่อมบรรเลง
อยู่ๆเขาก็เริ่มเล่า
เขาตั้งใจเล่า เขาถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างสมบูรณ์ เห็นภาพ

เขามาจากถิ่นอื่น เดินทางเข้ามหานคร
พาครอบครัวมาด้วยกันอีกสามชีวิต
เขามีลูกสาวทั้งสองคน กำลังเรียนทั้งหมด
คนโตกำลังขึ้นประถมหก คนเล็กกำลังจะเริ่มเรียนขั้นประถมศึกษา

แฟนของเขาอยู่บ้านทำขนมขายเล็กๆน้อยๆ
ตัวเขาเองยึดอาชีพขับแท๊กซี่มาได้สี่ห้าปี
รายได้พอใช้ไปวันๆ
รายจ่ายในเมืองสูงมาก

เขาต้องเพิ่มระยะเวลาทำงาน
ไม่ค่อยได้เจอหน้าลูก
ลูกๆอยากกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัด
แต่เขาไม่เห็นด้วย โอกาสสำหรับคนในเมืองมีมากกว่าต่างจังหวัด

ผมแตะที่ไหล่ของเขา
ผมบอกเขาว่าผมจะไปสวนสาธารณะใกล้ๆ
เขายิ้มถามว่าไม่ต้องทำงานแล้วหรือ?
ผมยิ้มบอกเขาว่าผมลาออกแล้ว

รถแล่นเทียบที่จอดรถริมทาง
เขาหันมายิ้ม บอกว่าไม่คิดค่าโดยสาร
เขาให้ผมเดินต่อไปอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงสวนสาธารณะ
เขาหันกลับไป กำลังหยิบแผ่นเพลงแผ่นใหม่

ผมเห็นใจลูกๆของเขา
ผมอยากช่วยเด็กๆให้พ้นไปจากเมืองปีศาจแห่งนี้
ผมชักมันออกมาเงียบๆ
คะเนที่ตั้งของหัวใจของเขาจากด้านหลัง

ความยาวของมันทำให้ทุลักทุเล
แต่ผมก็ไม่มีเวลาจุกจิกกับอุปสรรค
ผมกดปลายแหลมทะลุผ่านเบาะนั่งที่เขานั่งอยู่
ผมออกแรงเพิ่มมากขึ้น ผมคิดว่ากระดูกซี่โครงคงขวางอยู่

เขาดิ้นพล่าน ตาตั้ง ลิ่มเลือดไหลย้อนออกทางมุมปาก
ผมออกแรงผลักมันอย่างแรง
มันทะลุแทงเข้าเนื้อหัวใจ
มันทะลุผ่านเนื้อหน้าอก

ผมรูดมันเข้า ผมรูดมันออก
ด้านคมกินเนื้อเบาะลงมาเรื่อยๆ
ผมเปิดทางออกให้มันกว้างขึ้น
ผมชักมันออก เปิดประตู ลงจากรถ เก็บมันเข้าฝัก มุ่งหน้าสู่สวนสาธารณะ--

สนามหญ้าเขียวชอุ่ม มีแมกไม้ให้ความร่มรื่น
บนพื้นที่อันกำจัด แต่กลับมาที่ทางให้คนได้หายใจ
ตรงกลางมีสระน้ำขนาดพอดี ปลาตัวใหญ่ว่ายขึ้นมางับอากาศ ก่อเป็นวงคลื่นแผ่ออกไป
นับว่าเป็นสวรรค์ย่อยๆเลยทีเดียว

ผมเห็นชายสูงอายุนั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวพิงพนักหลับตาพริ้ม
ข้างกายแกมีไม้เท้าวางพาดอยู่
หมาขนฟูขนาดเล็กวิ่งวนไปมารอบเก้าอี้ยาวที่แกนั่ง
แดดส่องลอดเมฆทอดจับร่างของชายสูงอายุผู้นั้น

ผมหลบเข้าไปนั่งใต้ร่มก้ามปูขาดใหญ่
นกกระจอกสองสามตัวส่งเสียงร้องทักการมาเยือนของผม
สายลมเอื้อยๆโชยต้องผิวกายที่เหนียวเหนอะ
ผมล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อ

พุ่มไม้ตรงฝั่งตรงข้ามสระน้ำสั่นระริกเป็นจังหวะ
มีเสียงซุบซิบเล็ดผ่านพุ่มไม้ทรงเตี้ยแผ่วเบา
เสียงแว่วหวานเขินอาย และเสียงแหบห้าวหื่นผยอง
ผมเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

ผมหยิบมันขึ้นมาวางพิงกับต้นก้ามปู
พยายามไม่ใส่ใจเสียงรบกวน
เหม่อมองผ่านผิวน้ำ
ผีเสื้อกำลังขยับปีกอยู่เหนือดอกบัวตูม

มันคงระคายผิวเนื้อแวววาวของมันไม่น้อยไปกว่าผม
ผมชักมันออกจากฝัก ผมเพิ่งสังเกตว่าลำตัวของมันโค้งเล็กน้อยได้รูป และเหมาะที่จะเหวี่ยงไปสู่เป้าหมาย
ผมเดินพามันไปที่ริมสระ
ผมกวักน้ำใส่อุ้งมือรินน้ำชะโลมเนื้อของมัน แล้วใช้ปลายนิ้วลูบไล้ชำระ ให้มันรู้สึกสบายตัว

เจ้าหมาขนฟูของชายสูงอายุวิ่งมาหยุดดูผม
ผมมองหน้ามัน
มันทำหน้าสงสัย
ผมลูบหัวสองสามที ก่อนจะเดินกลับเข้าไปใต้ร่มก้ามปู

มันวิ่งวนรอบสระอย่างสนุกสนาน
แล้วมันก็ไปหยุดตรงพุ่มไม้ทรงเตี้ยตัวการส่งเสียงรบกวน
มันเข้าไปดม ส่งเสียงฟุดฟิดที่จมูก มันยกขาหลังขึ้นข้างนึง แล้วปล่อยน้ำสีเหลืองใส่พุ่มไม้นั้น
แล้วมันถูกใครคนนึงหลังพุ่มไม้นั้น จับโยนลงสระ

มันตะเกียกตะกายว่ายข้ามมาทางฝั่งที่ผมนั่ง
มันคงไม่กล้าขึ้นกลับไปทางฝั่งที่มันถูกจับโยนลงมา
ผมยื่นมันไปสุดเอื้อม ให้เจ้าหมาขนฟูคาบ
ผมดึงมันขึ้นฝั่ง มันสลัดน้ำกระเซ็นเป็นเม็ดๆ เสื้อผ้าของผมเปรอะ

ผมลูบหัวมันเบาๆ
มันเข้ามาเลียรองเท้าหนังของผม รองเท้าของผมเปื้อนโคลน
ผมเตะมันเบาๆไปทีนึง
มันตกใจวิ่งกลับไปหาชายสูงอายุที่ยังคงเอนหลังพิงพนักหลับตา

ผมอยากรู้ว่าข้างหลังพุ่มไม้นั้น ใครกำลังทำอะไรกัน
ผมเดินเลาะเลียบริมสระไปอย่างเงียบเชียบ
ยิ่งใกล้เข้าไป เสียงหลังพุ่มไม้นั้นยิ่งชัดเจน
มันเป็นเสียงประกอบพิธีกรรมสังวาสของคน

ทั้งคู่ไม่ได้ถอดเสื้อเพียงแต่ช่วงล่างเปลือยเปล่า
ชายที่อยู่ด้านบนกำลังเร่งพิธีกรรม
หญิงด้านล่างก็กำลังส่งเสียงประกอบเสริมให้พิธีขลังขึ้น
ผมชะโงกมองข้ามพุ่มไม้นั่นไปโดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัว

ผมปล่อยเวลาให้พิธีกรรมสิ้นสุด
มันเนิ่นนานใช่เล่นหากเราตกเป็นฝ่ายรอคอย
แต่ผมไม่ท้อหรอก
พิธีกรรมในสถานที่แห่งนี้คงไม่เป็นพิธีกรรมที่เนิ่นนาน

เสียงประกอบพิธีดังกระชั้น เร่งเร้า
ก่อนจะกลายเป็นเสียงหอบเหนื่อย
ฝ่ายชายยังคงตอกติดร่างของฝ่ายหญิงคาอยู่อย่างนั้น
ทั้งคู่กอดรัด จุมพิตกันและกัน ดูดดื่ม

ผมชักมันออกจากฝักอีกครั้ง
ผมเล็งไปที่ตรงกลางแผ่นหลังของฝ่ายชาย
ผมคะเนแรงที่จะปักปลายแหลมลงไป
มันต้องลงแรงไปครั้งเดียว แต่ได้เหยื่อสองตัว

ผมคะเนไม่พลาด
หลังจากมันผ่านแผ่นหลังของฝ่ายชาย ทะลุผ่านท้องน้อยของฝ่ายหญิงแล้วไปปักอยู่บนพื้นดินที่ทั้งสองนอนทับ
คนทั้งคู่ดิ้นรน ทุรนทุราย
แต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งเจ็บ ด้านคมเฉือนเนื้อออกไปทุกขณะที่ทั้งสองเคลื่อนกาย

เลือดค่อยๆไหลลงพื้น
พื้นหญ้าสีเขียวเข้มผสมสีแดงเลือด สวยงามเหลือเกิน
ทั้งคู่หยุดดิ้นแล้ว
เลือดยังไหลออกมาไม่หยุด

ผมปล่อยเวลาให้ไหลผ่านไป
ผมปล่อยให้ชายหญิงคู่นี้ค่อยๆตายเพราะเลือดไหลออกจากร่างจนหมด
ทั้งคู่แน่นิ่ง ผมไม่แน่ใจว่าทั้งคู่ขาดใจไปแล้วหรือยัง
ผมบิดด้านคมออกด้านข้าง มือหนึ่งกำด้ามของมันไว้แล้วใช้ท่อนแขนฟาดไปที่ด้านที่ไม่คม มันเฉือนเนื้อจนหลุดเป็นอิสระ

ผมนั่งลงที่ริมสระ
ผมกวักน้ำใส่อุ้งมือรินน้ำชะโลมเนื้อของมัน แล้วใช้ปลายนิ้วลูบไล้ชำระ ให้มันรู้สึกสบายตัว อีกครั้ง
ผมยืนขึ้นจับชายเสื้อซับน้ำบนตัวมันให้แห้ง ก่อนจะเก็บเข้าฝัก
ชายสูงอายุ ยิ้มเล็กๆที่มุมปากให้ผม แล้วลุกเดินหายไป

ผมกลับไปที่ใต้ร่มก้ามปู
เอนหลังพิงกับลำต้นที่อวบใหญ่
ผมพริ้มตาหลับ ลมอ่อนๆโชยผ่านผิว
ลมกล่อมให้ผมหลับลงได้

ตะวันทำท่าจะจมดวงลงไปแล้วตรงขอบฟ้า
บรรยากาศโพล้เพล้น่ากลัว หลอดไฟบนเสาไฟฟ้ากระพริบแล้วปล่อยแสง
ไม่มีใครสักคนปรากฏให้เห็นในสวนสาธารณะ
ผมหยิบมันและลุกขึ้นเดินออกไปจากสวนสาธารณะ ไม่ได้เหลียวกลับไปมองตรงหลังพุ่มไม้นั่นอีกเลย

บนถนนยวดยานขวักไขว่
ผู้คนต่างร้อนรนกลับบ้าน
ผมข้ามถนนไปอีกฝากไม่ได้
ผมเห็นสะพานลอย พาดอยู่เหนือถนน ไกลออกไปราวแปดร้อยเมตร

ผมเดินไปทางสะพานลอย
ผมอยากกลับบ้าน
ผมจะไปขึ้นสะพานลอย
ผมจะกลับบ้าน

กว่าจะเดินไปถึงตะวันก็จมมิดดวงลงไปแล้ว
ความมืดโปรยตัวปกคลุมทั่วทุกแห่งหน
ไฟฟ้ากลับมาทำงานคอยส่องแสงแทน
วันนี้ทั้งวันมันช่างเหนื่อยแสนสาหัส ผมอยากกลับบ้าน

บนสะพานลอยที่ทอดพาดข้ามถนน ระยะทางดูมันช่างไกลเหลือเกินกว่าจะเดินข้ามไปอีกฝาก
ผมมาหยุดตรงริมราวกั้นกึ่งกลางสะพานพอดี
รถราวิ่งกันวุ่นวาย
ผมเหนื่อยทั้งหัวใจ และร่างกายทั้งที่ได้นอนหลับไปหลายชั่วโมง

ไม่มีใครคิดจะใช้สะพานกันบ้างหรือ
ทำไมปล่อยให้สะพานลอยเดี่ยวดาย ไร้ประโยชน์อย่างนี้
ผมคิดผิด ผมเห็นชายวัยกลางคนนั่งขอทานอยู่ตรงทางลงสะพานด้านโน้น
และผู้หญิงวัยรุ่นแต่งตัวทันสมัย โชว์ทรวดทรง เดินมาทางฝากโน้น

เธอเดินใกล้เข้ามา ยิ่งเผยให้เห็นผิวเนื้อขาวนวลน่าสัมผัส
เสื้อยืดตัวเล็กจิ๋วรัดเน้นส่วนหน้าอกหน้าใจ สั้นเต่อจนเผยเอวขาวขอดกลมกลึง
กระโปรงยีนส์สั้นเหนือหน้าขา ทำให้เห็นขายาวเรียวสมส่วน
เธอเดินผ่านชายขอทานและตรงมาทางผม

ผมเดินตรงไปหาเธอ
ระยะห่างระหว่างเราสั้นลงทุกย่างก้าว
เธอสวยบาดใจ
ชายขอทานจับตามองเธอไม่วางตา

เธอเข้าใกล้ผมทุกขณะ
และก็ถึงจุดที่เราจะเดินสวนกัน
ผมชักมันออกมาจากฝัก
แล้วออกแรงฟันลงไปตรงเอวที่ขอดกิ่วของเธอ

เธอเดินต่อไปได้อีกเพียงก้าวเดียว
ก่อนที่ร่างท่อนบนและท่องล่างของเธอจะหลุดหล่นออกจากกัน
ร่างสองส่วนกองอยู่บนพื้นสะพานลอย
กระตุกเร่าๆ

ชายขอทานกำลังจะวิ่งหนี
ตะกี้ผมเห็นว่าเขาขาขาด
แต่เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน
ขาของเขากลับงอกออกมาใช้งานได้ทันที หรือว่าจริงๆเขาตบตาคนอื่นว่าขาขาด

ผมวิ่งตามไปจนทัน
แล้วเงื้อมันลงแรงฟาดด้านคมไปตรงข้อเท้าของชายขอทาน
มันสะบั้นออกจากกันทันที
เขาไม่มีเท้าให้วิ่งอีกต่อไป

เขานอนร้องคร่ำครวญทรมานด้วยความเจ็บปวด
ผมลงแรงอีกครั้งตัดขาของเขาอีกข้างตั้งแต่ต้นขาลงไป
ทีนี้เขาก็จะเป็นขอทานที่ขาขาดจริงๆ
ไม่ต้องหลอกใครอีกต่อไป

ผมเดินสบายใจลงสะพานลอย
จับรถแท๊กซี่กลับบ้าน
ผมผิวปากในรถด้วยความสบาย
คนขับแท็กซี่มองผมผ่านกระจกมองหลัง แล้วเขาก็ยิ้มตาม

รถแท็กซี่มาจอดที่ประตูรั้วบ้าน
คนขับแท็กซี่มองมิเตอร์บอกราคาค่าโดยสาร
ผมหยิบแบงค์ห้าร้อยยื่นให้คนขับรถแท็กซี่
ผมบอกเขาว่าไม่ต้องทอน

สามทุ่มสี่สิบห้า ผมก้าวผ่านประตูเข้าไปในตัวบ้าน
กลิ่นบางอย่างคลุ้ง หอมหวล
ผมขึ้นชั้นบน ผลัดผ้าเตรียมอาบน้ำ
ผมอยากนอนแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำของผม

น้ำอยู่ในอุณหภูมิพอเหมาะ
ผมค่อยๆแหย่ขาลงไปในอ่างอาบน้ำทีละข้าง
ผมค่อยๆหย่อนตัวลงไปในอ่างอาบน้ำ
ผมเอนหลังพิงอยู่ในท่านอนในอ่างอาบน้ำ

สบายเหลือเกิน
น้ำอุ่นสบาย คลายกล้ามเนื้อที่ล้ามาทั้งวัน
ผมหลับตาปล่อยน้ำบำบัด
เนิ่นนานจนหลับไป

ผมรู้สึกตัยอีกครั้งเมื่อถูกแรงกดที่หัว
หัวของผมจมลงไปใต้น้ำ
ทำไมผมขยับลุกไม่ได้
เหมือนผมถูกตรึงไว้กับอะไรสักอย่าง

น้ำใสในอ่างอาบน้ำกลายเป็นสีแดง
นั่นเลือด แต่มันเป็นของใคร
ผมมองผ่านเลือดสีแดงใต้น้ำ
มันปักอยู่ที่กลางลำตัวของผม ผมขยับเขยื้อนไม่ได้

ผมดิ้นทุรนทุราย
ผมพยามกลั้นหายใจ จนวินาทีสุดท้าย
แต่ร่างกายมันไม่อาจฝืน ผมสูดเอาน้ำเข้าปอดเต็มอัก ผมรู้สึกได้ทันทีว่าปอดยุบ
มันเจ็บปวดทรมาน ผมหายใจเอาน้ำเข้าไปอีก โลกทั้งโลกพร่ามืด ผมกำลังสิ้นสติสัมปชัญญะ

ผมตกใจผวาขึ้นมาหายใจ
เหนื่อยเหมือนจะขาดใจนี่ผมฝันไปหรอกหรือ
ผมลุกขึ้นจากอ่างอาบน้ำด้วยร่างเปลือยเปล่า
ผมเข้าห้องนอนผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมเลือกชุดนอนผ้าฝ้ายบางเบาสีครีมอ่อนของเธอ

ผมเดินลงไปชั้นล่าง ไปตรงไปในครัว ตรงที่เธอทิ้งร่างแล้วล่องลอยไป
เลือดแห้งกรังทั่วพื้นห้องครัว ร่างของเธอนอนนิ่งอยู่บนกองเลือดที่แห้งนั้น
หัวของเธอตกไปอยู่บนซิ้งล้างจาน เธอยังสวยเหมือนเดิมแม้จะมีริ้วรอยของกาลเวลา
ผมประคองหัวของเธอขึ้นมาแนบอก แล้วยกหัวของเธอขึ้นมาบรรจงจุมพิตไปที่ริมฝีปากที่แห้งเป็นขุย

เสียงกรีดร้องดังขึ้นที่ด้านหลัง
ผมได้ยินเสียง พ่อทำอะไรแม่
ผมไม่ตอบผมยังกอดหัวของเธอไว้แนบอก
พ่อทำอะไรแม่ ผมได้ยินประโยคนี้อีกครั้งเจือสะอื้นหนัก

ผมไม่ได้ตอบอะไรเธอ
เธอไม่ใช่ลูกของผม
เธอเป็นลูกที่ติดท้องมาก่อนที่แม่เธอจะแต่งงานกับผม
เธอรู้เรื่องนี้ดี

ผมไม่เคยทำหน้าที่ของพ่อ
ก็เธอไม่ใช่ลูกของผม
เธอเกลียดผม แต่แม่ของเธอรักผม
ผมจะทำอะไรเธอก็ได้ ตั้งแต่เธอเพิ่งเริ่มเป็นสาว

แม่เธอยินยอมพร้อมใจ
ตอนนี้ในท้องของเธอมีลูกของผมอยู่
แม่เธอก็รู้ดีแก่ใจ
ผมชอบน้ำตาที่ไหลเอ่อของเธอ

พ่อทำอะไรแม่ เสียงนั้นกรีดร้องขึ้นอีก คราวนี้มันเจือความอาฆาตแค้น
ผมคุกเข่าลงกับพื้น ค่อยๆวางหัวที่กอดแนบอกไว้ข้างกาย
ผมเอื้อมมือหยิบมันที่วางบนโต๊ะกินข้าว ยื่นส่งให้เธอ
เธอรับมันไว้ เธอกำมันแน่น

ผมเอนไปด้านหลังเล็กน้อย แล้วเงยคอ ในท่านั่งคุกเข่า
ผมเห็นเธอค่อยๆชักมันออกจากฝักอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นความแวววาวของมันยามสะท้อนแสงนีออน มันสวยงามจับใจ
ผมจ้องไปที่ดวงตาของเธอ ผมเห็นน้ำตาของเธอ งดงามยิ่งแล้ว
มึงทำอะไรแม่กู เธอตะโกนใส่ผมอย่างเกรี้ยวกราด

นั่นเป็นเสียงและภาพสุดท้ายในชีวิตของผมก่อนที่หัวของผมจะหลุดออกจากบ่า...




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2549
9 comments
Last Update : 2 ตุลาคม 2549 21:15:10 น.
Counter : 838 Pageviews.

 

แปะไว้ๆ ไปทำงานก่อนเด๊วกลับมาอ่าน

สยอง เลือด โหด จน เครียด ออ.. 2 อันหลังนี่ไม่เกี่ยว ฮา ฮา

 

โดย: tanada-จัง 3 ตุลาคม 2549 8:19:20 น.  

 

ท่านป๋า :
ข้าพเจ้า ดูเหมือนนี่จะเป็นคำตอบของ บทความลาพักของท่าน สำหรับการค้นหาที่ทางบางอย่าง ผู้น้อยมีขอคับข้องใจใคร่ คุยใคร่สอบถามท่านป๋ามาเนิ่นนานแล้ว ก็ไม่กล้าไต่ถามสักที

มาบัดนี้ คล้ายเป็นช่วงเวลาการกลับมาของท่านสำหรับอีกเส้นทางหนึ่งของถนนนักหัดเขียน

อีกทั้ง ความเป็นสัดส่วนที่จำกัดวงแคบลงแมของบล็อกน่าจะทำให้เราได้แลกเปลี่ยนวาทะกรรมเกี่ยวกับงานเขียนกันได้ (โดยไม่มีนิรนามโผล่เข้ามาบริภาษ)

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

โหล โหล เทสท์ ท่าน !!
ขอ BG คอมเม้นท์เป็นสีพื้นได้เปล่า มันมองไม่ชัด ตาลายฉิบขอรับ

 

โดย: ธุลีดิน IP: 203.170.228.172 3 ตุลาคม 2549 8:46:04 น.  

 

พิมพ์ผิดจม เพราะไม่สามารถอ่านทวนได้น่ะท่าน มองไม่เห็น !!

ขอสีพื้นนะ นะ นะ นะ

 

โดย: ธุลีดิน IP: 203.170.228.172 3 ตุลาคม 2549 8:50:44 น.  

 

ฮา ฮา ขอบคุณหลาย ๆ
บางครั้ง ความสวย กลับปฏิสัมพันธ์ผกผันกับ ความสบาย เสียได้ ท่านว่าไหม?

กล่องเม้นท์ของข้าพเจ้าเช่นกัลล์
ข้าพเจ้าชอบเจ้ากระดาษโน้ตนั้นอย่างแฮง
แต่สีพื้นหลัง มีผลกับตัวอักษรพอดู มะรอมมะร่อจะเอาออก แต่ยังติด 'สวย' ฮา ฮา ฮา

ว่าแล้ว เจ็บใจท่านไข่ลูกเขยจี-รา
ยังใช้สีแสบลูกกะตาอยู่นั่นแล้ว
ทำเฉย เหมือนแกล้ง !!

ค่ำ ๆ จะกลับมาใหม่ขอรับ

คารวะ

 

โดย: ธุลีดิน IP: 203.170.228.172 3 ตุลาคม 2549 11:36:47 น.  

 

อีฟเอ้ย

ดีน่าป้านีน่าไปอ่านงานของพ่อหนูที่บ้านหนอนแล้ว

ไม่งั้นล่ะก็...แฮ่ม แฮ่ม ตามันลายน่ะ อีพเอ้ย

สงสารป้าเถอะ...บอกป๋าไอซ์ให้ป้านีน่าด้วยนะจ๊ะ

 

โดย: nena IP: 124.121.22.199 3 ตุลาคม 2549 13:39:18 น.  

 

(ตอนต่อมา)

สวัสดีตอนเช้าขอรับท่าน

เมื่อคืน อากาศนิ่ง สงบ เหมาะสำหรับปฎิบัติกรรมฐาน (เขียนงี้เปล่า? เอาไว้ถามย่าหนุงฯ!)
สายลมหยุดพัก (คงทะเลาะกับแฟน)
วังเวง อึดอัด หายใจไม่สะดวก

ชีวิตข้าพเจ้าไม่ใช้ห้องแอร์
วัน ๆ วนเวียนอยู่กับ ความเปลี่ยนแปลงของอากาศ
บางครั้งสายลมเย็นสบาย
บางคราว พายุโหม (ครั้งล่าสุด หลังคากระท่อม หักไปแถบหนึ่ง)
บางครา ลมนิ่ง ทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว ชวนอึดอัด เหมือน คุณแม่บ้านงอนไม่คุยกับท่านสองสามวัน (ปานนั้น)

การเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง นำความน่ากลัวขนลุกขนพอง ความสบาย ความไม่สบาย มากำนัล สลับสับเปลี่ยนกันไป

คอยเตือนข้าพเจ้า ถึงความไม่แน่นอน ความเปลี่ยนแปลง ความสุข ความทุกข์ที่หมุนเวียน ให้ข้าพเจ้าเรียนรู้ จนกว่าจะเข้าใจโดยไม่ต้องลังเล

คิดว่า เมื่อถึงวันนั้น คลื่นสมองในกะโหลกข้าพเจ้าคงนิ่งขึ้น
ไม่ว่า อากาศจะเปลี่ยนไปเช่นไร
ใจเราก็ควรเช่นเดิม

(เพลงท่านฟังสบายดี เหมือนเข้ามานั่งโซฟาในห้องรับแขก)

เอาล่ะเกริ่นนำไว้ตั้งแต่ ค.ห.ข้างบน
เรามาต่อกัน...

สารภาพท่าน...เรื่องนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้อ่าน !
อ่านช่วงต้นหน่อยเดียว พอเห็นเค้า ( สยอง? เฮอร์เรอร์? ทริลเลอร์?)
ข้าพเจ้าไม่ได้อ่านต่อ!
ไม่มีอะไรดอกขอรับ
เพียงแค่ข้าพเจ้าสรุปให้ตัวเองว่า ไม่ใช่คอแนวนี้!!
แต่กว่าจะได้ข้อสรุป ข้าพเจ้าเคยหัวปักหัวปำมาช่วงหนึ่ง (นั่นเอาไว้คุยกันทีหลัง)

ไม่ใช่ คอแนวนี้ ก็เท่านั้นเองขอรับ
หาใช่โกรธเกลียด (ไม่เคยลืมว่าอากาศมีหลายชนิด)

เพียงมีคำถามเกิดขึ้นมาในหัวใจดวงน้อย
ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร?
ท่านพบอะไรเข้า ?
จึงได้เกิดจุดประกายการเขียนแนวนี้ขึ้นมา?
เป้าหมายของการเขียนไปสู่อะไร?
เกี่ยวข้องกับอะไรบางอย่างที่ท่านพูดถึงไว้ในบทความกล่าวลาหรือไม่? หากไม่ พอจะตอบได้ไหมว่าที่พบเจอนั่นคืออะไร?

ทำไมจึงมีคำถามเหล่านี้ผุดขึ้นในกะโหลกกลวง ๆ ของข้าพเจ้า ?

เนื่องเพราะ ตั้งแต่ข้าพเจ้าพบท่าน ข้าพเจ้าอ่านเรื่องราวชีวิตรายรอบตัวท่าน เต้นเร่า ไหว ๆ ออกมาจากจอ นั่นเป็นงานสะท้อนสังคม...

สำหรับตาตี่ ๆ (แบบซองจีฮุน)ของข้าพเจ้า เห็นตัวหนังสือของท่านไม่ต่างจากนักเขียนอาชีพ ต่างกันเพียงยังไม่มีบรรณาธิการคนไหนพิมพ์งานของท่านออกมา ก็เท่านั้น!

โปรดตอบปุจฉาก่อน(ตรงเครื่องหมายคำถาม)...และ...

(โปรดติดตามตอนต่อไป อิ อิ)

'ศิษย์น้อง'



 

โดย: ธุลีดิน (กระท่อมธุลีดิน ) 4 ตุลาคม 2549 10:07:13 น.  

 

ย่ำค่ำสวัสดิ์ขอรับท่านป๋า

ข้าพเจ้านั่งโม้ที่เหลาย่าหนุงฯเสียตาลายแล้วขอรับ
ว่าจะมา 'ตอนต่อมา' กะท่านเสียหน่อย
ท่าจะไม่ไหว...
ขอยกยอดวันต่อไป

อ้อ...เรียนแจ้งให้ทราบ 'กระบี่ฯ' เริ่มลองเครื่องออกตัวอีกครั้งแล้วขอรับ ยังไม่ทราบจะเคลื่อนตัวได้คล่องดีหรือไม่?
เลยไม่กล้าโพสท์บ้านหนอน กะว่า ลื่นไหล เขียนได้เป็นกิจวัตรประจำวันเมื่อไร ค่อยเอาไปโพสท์ ดีไหม?

ก่อนลา ครั้นจะไม่ฝากคำถามก็กระไร
จึงใคร่ขอเรียนถาม 'ความบ้า' ที่ท่านว่า มีอาการอย่างไรบ้างขอรับ ? เกิดจากอะไร ?
(เผื่อข้าพเจ้าจะได้ระมัดระวังยามจะเกิดกับตัวเองบ้าง อิ อิ)

คารวะ

 

โดย: ธุลีดิน (กระท่อมธุลีดิน ) 4 ตุลาคม 2549 19:34:50 น.  

 

ตอนต่อมา...สวัสดิ์ขอรับท่านป๋า

เช้าแล้ว...
เช้าวันใหม่...(คิดว่าเช่นนั้น)
แต่ก็ยังลังเล...เพราะทุกอย่างก็ดูคล้ายเดิม ๆ ไม่เห็นจะใหม่ตรงไหน...

น่าจะเป็น เช้าเฉย ๆ ก็พอ
เช้า..ก็คือ...เช้า
ค่ำ..ก็คือ...ค่ำ

บางทีอาจไม่มีเช้าวันใหม่ ค่ำวันเก่าอะไรที่ว่า ก็เป็นได้...

คิดไป คล้ายอีกคำพูดที่เราพูดว่า ค้นหาแนวทางใหม่ ๆ
ทุกแนวทาง ล้วนมีอยู่แล้ว
เราเพียงอาจกระโดด จากเส้นทางโน้น มาเส้นทางนี้
...ก็เป็นได้!

ขอบคุณสำหรับ ถ้อยวิสัชนาอันยืดยาวสาสมใจของท่าน
คำตอบล้วนได้คุณประโยชน์อันจะเป็นกระจกเงาสะท้อน ให้ผู้น้อยมองเห็นเงาร่างของตัวเอง ที่ย่องตามท่านมาราง ๆ

กว่าปีแล้วสินะที่ท่านทุ่มเทมา

ไม่ทราบ ณ วันนี้ ท่านเขียนเป็นกิจวัตรหรือเปล่า?
นั่งลงตอกนิ้วตรงเวลาเดิมหรือไม่?
ท่านเห็นว่า จำเป็นต้องทำเช่นนั้นหรือไม่?

ต่อจากคราวก่อน....(ความเดิมจากตอนที่แล้ว)

ทำไมจึงมีคำถามเหล่านี้ผุดขึ้นในกะโหลกกลวง ๆ ของข้าพเจ้า ?

เนื่องเพราะ ตั้งแต่ข้าพเจ้าพบท่าน ข้าพเจ้าอ่านเรื่องราวชีวิตรายรอบตัวท่าน เต้นเร่า ไหว ๆ ออกมาจากจอ นั่นเป็นงานสะท้อนสังคม...

สำหรับตาตี่ ๆ (แบบซองจีฮุน)ของข้าพเจ้า เห็นตัวหนังสือของท่านไม่ต่างจากนักเขียนอาชีพ ต่างกันเพียงยังไม่มีบรรณาธิการคนไหนพิมพ์งานของท่านออกมา ก็เท่านั้น!

เรียนท่านตามสัตย์ ! บนเส้นทางของงานสะท้อนสังคมข้าพเจ้าเห็นว่าท่านจ่อคิว อยู่ตรงหน้าผาแล้ว เหลืออยู๋เพียงกระโดดออกไป กางปีกร่อนบิน...

หรือตาข้าพเจ้าฝาด ขุ่นมัว สายตามีปัญหา ???

หนแรกที่เห็นข้าพเจ้า แปลกใจ !
มีคำถามโผล่ขึ้นมา...ไยท่านไม่กระโจนออกไป ?
พอเห็นท่าน เขียนแนวอื่น คิดว่าท่านเปลียนแนว เลยรีบปุจฉา ได้คำตอบก็เข้าใจ เราเขียนหลายหลาก ตัวตนยังคงเดิม....เข้าใจ...เบาใจ...คลายใจ...สบายใจ...ขอรับ

เช่นนั้น...

คราวนี้ ขอคุยเรื่อง แนวเลือดสาด สมองไหลสักหน่อยเถิดขอรับ

เรียนท่านก่อนว่า ทั้งหมดเป็นแค่ความคิดเห็นหนึ่ง
ทั้งยังไม่อาจถือเป็นความคิดเห็นของข้าพเจ้า เป็นเพียงหนึ่งความคิดเห็นที่ คิดขึ้นมาได้จากอีกร้อยแปดพันเก้า

หลายท่านชอบกล่าวคำว่า "ปลดปล่อยอะไรบางอย่าง!"
หลังจากนั้น ก็ปล่อยเอา! ปล่อยเอา! แล้วร้อง อา...ซ์..
แล้วก็มีคนกลุ่มหนึ่งชื่นชม...เท่ห์ ดิบ เถือน สด

ก็ไม่แปลก...ตามสบาย

ทั้งหมดล้วนขึ้นกับ เป้าหมาย ความเป็นตัวตน
เมื่อเรามีตัวตนที่ชัดเจนแล้วออกเดิน
เราจะเดินเป็นเส้นตรง
หากเราไม่ชัดเจน เราจะเดินซิกแซก โซเซ

เพลินได้เท่ากัน แต่ถึงจุดหมายไม่พร้อมกัน

นั่นก็ยังไม่สำคัญ เพราะ จุดหมายไม่ใช่เป้าหมายเสมอไป
เป้าหมายอาจเป็นความสุขระหว่างเดิน ยิ่งช้าเท่าไรยิ่งดี

ประเด็นอยู่ที่...การปลดปล่อยออกมานั่น!! ปล่อยอย่างไร?

ทำไมต้องอย่างไร?

นั่นเป็นเส้นแบ่ง ของงานศิลปะที่เข้าถึงคนหมู่มาก คงอยู่คู่ไปกับมนุษยชาติ กับ งานที่ฉาบฉวย วูบเดียวหาย

หากเราเจตนาจะสร้างงาน เราจึงได้มานั่งคุยกัน
หากไม่ต้องการ เราก็ปัดป้ายฝีแปรงไป อะไรก็ได้ ! ไม่ต้องคุยแลกเปลี่ยน ปรับปรุงทักษะ

ข้าพเจ้ามั่นใจว่า พวกเราเป็นอย่างแรก
งานเลือดสาด สมองไหล เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่คิดข้องแวะอีก เพราะ พบว่า ชีวิตจริงมันรำเค็ญเกินไปแล้ว

เพียงอยากคุยกับท่าน ถามท่านว่า เรื่องราวที่บอกเล่า มีเหตุมีผลรองรับการกระทำของตัวละครเหล่านั้นหรือไม่?

ทำไม่ต้องมี?

อย่างที่บอก...นั่นคือเส้นแบ่ง!!

ไม่ว่าจะเป็น ไซโค เฟร็ดดี้
พวกนี้ ล้วนมีมูลเหตุจูงใจ ในการกระทำที่เหี้ยมโหด ของพวกเขา
สะท้อนจิตใต้สำนึก ผู้เสพได้คิดต่อ ถึงมูลเหตุของปัญหา ทางออก ทางแก้...งานจึงสมบุรณ์

ข้าพเจ้าไม่ได้อ่าน ข้างบน ด้วยกลัวเลือด (เห็นแล้วจะเป็นลม) จึงถือเป็นการ จาบจ้วงอย่างแรง ที่ไม่ได้อ่านแล้วทะลึ่งถาม ! หากท่านตระหนักเรื่องที่กล่าวถึงอยุ่แล้ว ก็ให้ถือเสียว่า ข้าพเจ้าเฟอะฟะ พูดจาเพ้อเจ้อ ขออย่าได้ถือสา...

เพียงแค่หวังมา พูดคุย ขีดเขียนแลกเปลี่ยนวาทะกรรมกะท่าน เปลี่ยนคืนวันว่างเปล่า ให้เป็นคืนวันของการฝึกคิด ฝึกเขียน....

ไว้คราวหน้า...ข้าพเจ้าจะมาขออนุญาตคุยกับท่านเรื่อง 'วรรณกรรมสะท้อนสังคม'

ในความเห็นของท่าน วรรณกรรมที่ว่า...คือ อะไร?ขอรับ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)...............................คารวะ



 

โดย: ธุลีดิน IP: 203.170.228.172 5 ตุลาคม 2549 10:02:27 น.  

 

อ่านแล้วสยองดี แต่ก็น๊ะ มันคงมีเกิดขึ้นจริงๆแน่ๆในโลกใบนี้ อีกมุมหนึ่ง อ่านแล้วก็ปลดปล่อยดี คนเรามีทั้งความเลวและความดี ความสุขความทุกข์ ความไม่ถูกต้องและถูกต้องด้วยกันเสมอ เราไม่สามารถตัดสินใจใครๆได้ เพราะทุกคนมีเรื่องราวและสถานะการณ์ที่ต่างกัน

เอาใจช่วยให้เขียนได้เยอะๆๆๆๆ หลากหลายรูปแบบงานเขียน และมีคุณภาพน๊ะจ๊ะ

 

โดย: พี่เองจ้า IP: 217.88.179.169 28 ตุลาคม 2549 11:06:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


parchya
Location :
พิษณุโลก Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






Friends' blogs
[Add parchya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.