นกุลปิตาสูตร...กายกระสับกระส่าย จิตหากระสับกระส่ายไม่

นกุลปิตาสูตร
ว่าด้วยกายเปรียบด้วยฟองไข่

[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เภสกฬาวัน
(ป่าเป็นที่นางยักษ์ชื่อเภสกฬาอยู่อาศัย)
อันเป็นสถานที่ให้อภัยแก่หมู่มฤค ใกล้เมืองสุงสุมารคิระในภัคคชนบท ฯลฯ

ครั้งนั้นแล คฤหบดีชื่อนกุลบิดาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

พระพุทธเจ้าข้า
ข้าพระองค์เป็นผู้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้วโดยลำดับ
มีกายกระสับกระส่าย เจ็บป่วยเนืองๆ พระพุทธเจ้าข้า

ก็ข้าพระองค์มิได้เห็นพระผู้มีพระภาคและภิกษุทั้งหลาย ผู้ให้เจริญใจอยู่เป็นนิตย์

ขอพระผู้มีพระภาคโปรดสั่งสอนข้าพระองค์
ขอพระผู้มีพระภาคโปรดพร่ำสอนข้าพระองค์
ด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์
เพื่อความสุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นั่นถูกแล้วๆ คฤหบดี อันที่จริง
กายนี้กระสับกระส่าย เป็นดังว่าฟองไข่ อันผิวหนังหุ้มไว้


ดูกรคฤหบดี ก็บุคคลผู้บริหารกายนี้อยู่
พึงรับรองความเป็นผู้ไม่มีโรคได้แม้เพียงครู่เดียว
จะมีอะไรเล่า นอกจากความเป็นคนเขลา

ดูกรคฤหบดี เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

เมื่อเรามีกายกระสับกระส่ายอยู่ จิตของเราจักไม่กระสับกระส่าย

ดูกรคฤหบดี ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล.

[๒] ครั้งนั้นแล คฤหบดีชื่อนกุลบิดา ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค
ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้ว
เข้าไปหาท่านพระสารีบุตร อภิวาทแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวกะนกุลปิตคฤหบดีว่า
คฤหบดี อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านบริสุทธิ์ เปล่งปลั่ง
วันนี้ ท่านได้ฟังธรรมีกถาในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคหรือ?

นกุลปิตคฤหบดีตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไฉนจะไม่เป็นอย่างนี้เล่า
พระผู้มีพระภาคทรงหลั่งอมฤตธรรมรดข้าพเจ้าด้วยธรรมีกถา.

ส. ดูกรคฤหบดี พระผู้มีพระภาคทรงหลั่งอมฤตธรรมรดท่านด้วยธรรมีกถาอย่างไรเล่า?

น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (ข้าพเจ้าจะเล่าถวาย) ข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ถวายอภิวาทแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

พระพุทธเจ้าข้า
ข้าพระองค์เป็นผู้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้วโดยลำดับ
มีกายกระสับกระส่าย เจ็บป่วยเนืองๆ พระพุทธเจ้าข้า

ก็ข้าพระองค์มิได้เห็นพระผู้มีพระภาคและภิกษุทั้งหลายผู้ให้เจริญใจอยู่เป็นนิตย์

ขอพระผู้มีพระภาคโปรดสั่งสอนข้าพระองค์
ขอพระผู้มีพระภาคโปรดพร่ำสอนข้าพระองค์
ด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์
เพื่อความสุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด.

เมื่อข้าพเจ้ากราบทูลอย่างนี้แล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นั่น ถูกแล้วๆ คฤหบดี อันที่จริง
กายนี้กระสับกระส่าย เป็นดังว่าฟองไข่ อันผิวหนังหุ้มไว้


ดูกรคฤหบดี ก็บุคคลผู้บริหารกายนี้อยู่
พึงรับรองความเป็นผู้ไม่มีโรคได้แม้เพียงครู่เดียว
จะมีอะไรเล่า นอกจากความเป็นคนเขลา

ดูกรคฤหบดี เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

เมื่อเรามีกายกระสับกระส่ายอยู่ จิตของเราจักไม่กระสับกระส่าย

ดูกรคฤหบดี ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระผู้มีพระภาคทรงหลั่งอมฤตธรรมรดข้าพเจ้าด้วยธรรมีกถาอย่างนี้แล.

[๓] ส. ดูกรคฤหบดี ก็ท่านมิได้ทูลสอบถามพระผู้มีพระภาคต่อไปว่า

พระพุทธเจ้าข้าด้วยเหตุเท่าไรหนอ?
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้มีกายกระสับกระส่ายและเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่าย

และก็ด้วยเหตุเท่าไรหนอ?
บุคคลแม้เป็นผู้มีกายกระสับกระส่าย แต่หาเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่ายไม่

น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ามาแม้แต่ที่ไกล
เพื่อจะทราบเนื้อความแห่งภาษิตนั้นในสำนักท่านพระสารีบุตร
ดีละหนอ ขอเนื้อความแห่งภาษิตนั้นจงแจ่มแจ้งกะท่านพระสารีบุตรเถิด.

ส. ดูกรคฤหบดี ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว.

นกุลปิตคฤหบดี รับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว
ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวว่า สักกายทิฏฐิ ๒๐


[๔] ดูกรคฤหบดี ก็อย่างไรเล่า?
บุคคลจึงชื่อว่า เป็นผู้มี กาย กระสับกระส่ายด้วย
จึงชื่อว่า เป็นผู้มี จิต กระสับกระส่ายด้วย


ดูกรคฤหบดี คือ
ปุถุชน ผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้
มิได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
มิได้รับแนะนำในอริยธรรม มิได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย
ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ มิได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม

ย่อมเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน
ย่อมเห็น ตน มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๑
ย่อมเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ใน ตน
ย่อมเห็น ตน ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๑

เป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า
เราเป็น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเรา

เมื่อเขาตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า
เราเป็น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเรา

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้น ย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป

เพราะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงเกิดขึ้น


ดูกรคฤหบดี ด้วยเหตุอย่างนี้แล
บุคคลจึงชื่อว่า เป็นผู้มี กาย กระสับกระส่าย
และเป็นผู้มี จิต กระสับกระส่าย



[๕] ดูกรคฤหบดี ก็อย่างไรเล่า?
บุคคลแม้เป็นผู้มี กาย กระสับกระส่าย
แต่หาเป็นผู้มี จิต กระสับกระส่ายไม่

ดูกรคฤหบดี คือ
อริยสาวก ผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้
ผู้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
ผู้ได้รับแนะนำดีแล้วในอริยธรรม ผู้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย
ผู้ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ผู้ได้รับแนะนำดีแล้วในสัปปุริสธรรม

ย่อมไม่เห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน
ย่อมไม่เห็น ตน มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๑
ย่อมไม่เห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ใน ตน
ย่อมไม่เห็น ตน ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๑

ไม่เป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า
เราเป็น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเรา

เมื่ออริยสาวกนั้น ไม่ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า
เราเป็น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเรา

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป

เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป

โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงไม่เกิดขึ้น

ดูกรคฤหบดี อย่างนี้แล
บุคคลแม้มี กาย กระสับกระส่าย
แต่หาเป็นผู้มี จิต กระสับกระส่ายไม่

ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำเช่นนี้แล้ว
นกุลปิตคฤหบดี ชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระสารีบุตร ฉะนี้แล.


นกุลปิตาสูตร

...........................

สรุป

ปุถุชน ผู้มิได้สดับ……
เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงเกิดขึ้น


ดูกรคฤหบดี ด้วยเหตุอย่างนี้แล
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้มี กาย กระสับกระส่าย
และเป็นผู้มี จิต กระสับกระส่าย


*

พระอริยสาวก ผู้ได้สดับ......
เพราะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงไม่เกิดขึ้น

ดูกรคฤหบดี อย่างนี้แล
บุคคลแม้มี กาย กระสับกระส่าย
แต่หาเป็นผู้มี จิต กระสับกระส่ายไม่.

............................

สรุปชัดๆ คือ

ปุถุชน กายกระสับกระส่าย จิตกระสับกระส่าย
เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนไป (กายกระสับกระส่าย)
ทุกข์จึงเกิดขึ้นที่จิต (จิตกระสับกระส่าย)


*

พระอริยสาวก กายกระสับกระส่าย จิตหากระสับกระส่ายไม่
เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนไป (กายกระสับกระส่าย)
ทุกข์ไม่เกิดขึ้นที่จิต (จิตหากระสับกระส่ายไม่)


*

เพราะ ปุถุชน ไม่ได้รับการอบรมจิต
จิตมีอวิชชาครอบงำอยู่ ไม่รู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง
จิตรู้ผิดหลงผิดจากความเป็นจริง
จึงหลงเข้าใจผิดว่าขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็น ตน

เพราะจิตยึดถือขันธ์ ๕ เป็นตน
เมื่อขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) แปรปรวนไป
จิตจึงแปรปรวนตาม


*

พระอริยสาวก ได้รับการอบรมจิต
จิตหลุดพ้นจากการครอบงำของอวิชชา
เกิดวิชชาขึ้นแทนที่ รู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง
จิตเป็นพุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่นผู้เบิกบาน
รู้เห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริงแล้วว่า
ขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ไม่ใช่ตน

จิตปล่อยวางการยึดถือขันธ์ ๕ เป็นตน
เมื่อขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) แปรปรวนไป
จิตจึงไม่แปรปรวนตาม

จิตรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตนของเรา

^

นกุลปิตาสูตร พระสูตรนี้ ชี้ชัดเจนให้เห็นว่า
วิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์ ๑ ในขันธ์ ๕ ไม่ใช่ จิต


แต่ปุถุชนไม่ได้รับการอบรมจิต
จิตมีอวิชชาครอบงำอยู่(ไม่รู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง)
หลงเข้าใจผิด ว่าขันธ์ ๕ ซึ่งก็รวม วิญญาณขันธ์ ด้วยเป็น ตน

จึงหลงเกิดตายตามขันธ์ ๕ หรือ ก็คือ เกิดดับตามวิญญาณขันธ์ นั่นเอง
จึงบอกว่า จิตเกิดดับ ด้วยอำนาจอวิชชาที่ครอบงำนั่นเอง
เพราะไม่รู้จักตนเองที่แท้จริง ว่าตนเป็นผู้รู้ ผู้เห็นอยู่
เมื่อขันธ์ ๕ แปรปรวนไป จิตจึงแปรปรวนตามขันธ์ ๕ ที่แปรปรวนไป



เมื่อปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามเสด็จพระบรมศาสดา
เพราะอวิชชาดับไปจากจิต......วิญญาณดับ...ฯลฯ.....ทุกข์ดับ ปฏิจจสมุปบาทธรรมดับ

จิต ผู้รู้ ผู้เห็น รู้ผิดเห็นผิดไปจากความเป็นจริงมาตลอดเพราะอวิชชาครอบงำ
เกิดวิชชาขึ้นแทนที่ (รู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง)
จิตเป็นพุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

รู้เห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริงแล้ว เกิดญาณรู้แล้ว
ญาณรู้ คือ จิตผู้รู้ (พุทโธ = ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน)

จิต รู้อยู่ เห็นอยู่ ว่าขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตน
จิตปล่อยวางการยึดถือขันธ์ ๕ เป็นตน
เมื่อขันธ์ ๕ แปรปรวนไป จิตจึงไม่แปรปรวนตามขันธ์ ๕ ที่แปรปรวนไป





 

Create Date : 19 มิถุนายน 2552   
Last Update : 9 ตุลาคม 2552 19:14:36 น.   
Counter : 468 Pageviews.  

มหาปุณณมสูตร

มหาปุณณมสูตร

[๑๒๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้นนั่งยังอาสนะของตนแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อุปาทานขันธ์ คือ รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์
สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์ มี ๕ ประการเท่านี้หรือหนอแล ฯ


พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ มี ๕ ประการ เท่านี้ คือ
รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์
สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์ ฯ


ภิกษุนั้นกล่าว ชื่นชม ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
แล้วทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคยิ่งขึ้นไปว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ มีอะไรเป็นมูล ฯ

พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ มีฉันทะเป็นมูล ฯ

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ นั้นอย่างเดียวกันหรือ
หรือว่าอุปาทานอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ฯ


พ. ดูกรภิกษุ อุปาทาน กับ อุปาทานขันธ์ ๕ นั้น จะอย่างเดียวกัน ก็มิใช่
อุปาทาน จะอื่นจาก อุปาทานขันธ์ ๕ ก็มิใช่


ดูกรภิกษุ ความกำหนัดพอใจในอุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแล
เป็นตัวอุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น ฯ



[๑๒๒] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็ความต่างแห่งความกำหนัด พอใจในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ พึงมีหรือฯ


พระผู้มีพระภาคทรงรับว่า มี แล้วตรัสว่า

ดูกรภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า
ขอเราพึงมี รูปอย่างนี้ เวทนาอย่างนี้ สัญญาอย่างนี้
สังขารอย่างนี้ วิญญาณอย่างนี้ ในอนาคตกาลเถิด


ดูกรภิกษุ อย่างนี้แลเป็น ความต่างแห่งความกำหนัดพอใจในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ฯ


[๑๒๓]ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขันธ์ทั้งหลาย มีชื่อเรียกว่าขันธ์ ได้ด้วยเหตุเท่าไร ฯ

พ. ดูกรภิกษุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน
เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม
หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม
อยู่ในที่ไกล หรือในที่ใกล้ก็ตาม

นี่เป็น รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์


ดูกรภิกษุ ขันธ์ทั้งหลาย ย่อมมีชื่อเรียกว่าขันธ์ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ฯ


[๑๒๔] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยแห่งการบัญญัติ
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์


พ. ดูกรภิกษุ
มหาภูตรูป ๔ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ รูปขันธ์
ผัสสะ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ เวทนาขันธ์
ผัสสะ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ สัญญาขันธ์
ผัสสะ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ สังขารขันธ์
นามรูป เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ วิญญาณขันธ์



[๑๒๕] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สักกายทิฐิ จะมีได้อย่างไร ฯ

พ. ดูกรภิกษุ
ปุถุชน ผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยะ
ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ
ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมเล็งเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็น อัตตา บ้าง
เล็งเห็น อัตตา ว่ามี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บ้าง
เล็งเห็น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ใน อัตตา บ้าง
เล็งเห็น อัตตา ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บ้าง

ดูกรภิกษุ อย่างนี้แล สักกายทิฐิจึงมีได้ ฯ



[๑๒๖]ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักกายทิฐิจะไม่มี ได้อย่างไร ฯ

พ. ดูกรภิกษุ
อริยสาวก ผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ได้เห็นพระอริยะ
ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ
ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ฝึกดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมไม่เล็งเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นอัตตาบ้าง
ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามี
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บ้าง
ไม่เล็งเห็น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในอัตตา บ้าง
ไม่เล็งเห็นอัตตาใน
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บ้าง

ดูกรภิกษุ อย่างนี้แล สักกายทิฐิจึงไม่มี ฯ


[๑๒๗] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อะไรหนอแลเป็นคุณเป็นโทษ เป็นทางสลัดออกในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ


พ. ดูกรภิกษุ
อาการที่ สุขโสมนัส อาศัยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดขึ้น
นี้เป็น คุณ ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

อาการที่ รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
นี้เป็น โทษ ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

อาการที่ กำจัดฉันทราคะ ละฉันทราคะ ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณได้
นี้เป็น ทางสลัดออกใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ



[๑๒๘] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็เมื่อรู้ เมื่อเห็นอย่างไร จึงไม่มีอนุสัย คือ ความถือตัวว่าเป็นเรา ว่าของเรา
ในกายอันมีวิญญาณนี้ และในนิมิตทั้งหมดในภายนอก ฯ


พ. ดูกรภิกษุ บุคคลเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน
เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม
หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม
อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม

ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา


ดูกรภิกษุ เมื่อรู้ เมื่อเห็นอย่างนี้แล จึงไม่มีอนุสัย คือความถือตัวว่าเป็นเรา ว่าของเรา
ในกายอันมีวิญญาณนี้ และในนิมิตทั้งหมดในภายนอก ฯ



[๑๒๙] ลำดับนั้นแล มีภิกษุรูปหนึ่ง เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า

จำเริญละ เท่าที่ว่ามานี้
เป็นอันว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา
กรรมที่อนัตตาทำแล้ว จักถูกตนได้อย่างไร


ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของภิกษุรูปนั้นด้วยพระหฤทัย
จึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่โมฆบุรุษบางคนในธรรมวินัยนี้
ไม่รู้แล้ว ตกอยู่ในอวิชชา ใจมีตัณหาเป็นใหญ่
พึงสำคัญคำสั่งสอนของศาสดาอย่างสะเพร่า ด้วยความปริวิตกว่า

จำเริญละ เท่าที่ว่ามานี้
เป็นอันว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา
กรรมที่อนัตตาทำแล้ว จักถูกตนได้อย่างไร


เราจะขอสอบถาม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้แนะนำพวกเธอในธรรมนั้นๆ แล้วแล
พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ

ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล
พวกเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน
เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม
หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม
อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม

ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น

เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ


พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว
ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค
และเมื่อพระผู้มีพระภาคกำลังตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่

ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป ได้มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่นแล ฯ


มหาปุณณมสูตร





 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2552   
Last Update : 9 ตุลาคม 2552 19:15:41 น.   
Counter : 420 Pageviews.  

อนัตตลักขณสูตร

อนัตตลักขณสูตร

[๒๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณเป็นอนัตตา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถ้ารูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ นี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว
รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ นี้ไม่พึงเป็นเพื่ออาพาธ
และบุคคลพึงได้ในรูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ ว่า
รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ ของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด
รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ ของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย


ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็เพราะรูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ เป็นอนัตตา
ฉะนั้น รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ
และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ ว่า
รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด
รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ ของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย


---ตรัสถามความเห็นของพระปัญจวัคคีย์---

[๒๑] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความนั้นเป็นไฉน
รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?

พระปัญจวัคคีย์ทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.

ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.

ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?

ป. ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.

---ตรัสให้พิจารณาโดยยถาภูตญาณทัสสนะ---

[๒๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล
รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง

ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้

ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ

เธอทั้งหลายพึงเห็นรูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ นั้น
ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า

นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา

[๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก ผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่ อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด
เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น
เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว


อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี


[๒๔] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว
พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลินภาษิตของผู้มีพระภาค.

ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่
จิตของพระปัญจวัคคีย์ พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น


---อนัตตลักขณสูตร จบ---

ครั้งนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖ องค์.

จาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔
มหาวรรค ภาค ๑ อนัตตลักขณสูตร


-------------------------------

ในตอนท้ายอนัตตลักขณสูตรได้สรุปความลงว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคย์ตรัสเรื่องราวนี้จบลง
จิตของพระปัญจวัคคีย์ ก็หลุดพ้นจากอุปาทานที่ทำให้เข้าไปยึดถือขันธ์ ๕

ทั้งนี้แสดงว่า
บุคคลที่เข้าไปยึดถือขันธ์ ๕ และปล่อยวางขันธ์ ๕ เสียได้ในที่สุดนั้น
ก็คือ จิต นั่นเอง

ซึ่งย่อมเห็นได้ชัดเจนที่สุดว่า
จิต กับ ขันธ์ ๕ นั้น เป็นคนละอย่างกัน ไม่ใช่อย่างเดียวกัน.


อุปมาดัง คน ที่เข้าไปยึดถืออาศัย บ้าน อยู่
คนย่อมไม่ใช่บ้าน และบ้านย่อมไม่ใช่คน ข้อนี้ฉันใด
จิต กับ ขันธ์ ๕ ก็ฉันนั้น


ดังนั้นจึงแยกกล่าวให้ละเอียดได้ว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ จิต

แต่จิตเป็นผู้รู้ว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มาเกิดขึ้นที่จิต แล้วก็ดับไปจากจิต


จากธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ หน้า ๙๕

-------------------------------

คำว่า อนตฺตา ภาษามคธ เป็นคำปัดปฏิเสธ แปลเป็นภาษาไทยว่า ไม่ใช่ตัวตน

คำนี้ พระพุทธเจ้าตรัสมีในอนัตตลักขณสูตร คือ
ทรงแยกอัตตภาพร่างกายของคนออกแสดงเป็น ๕ หมวด ๕ กอง
เรียกว่า ปัญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

แล้วตรัสปฏิเสธ ด้วยคำว่า อนตฺตา ไม่ใช่ตัวตน

ซึ่งสามัญชนชาวโลกยึดถืออยู่ว่าเป็นอัตตาตัวตนโดยความสำคัญผิด
เพราะฤทธิ์อวิชชา ไม่เห็นอัตตาอื่นนอกจากขันธ์ ๕ นั้น


แต่พระองค์ทรงเห็นอื่นนอกจากขันธ์ ๕ นั้น
เป็นตัวธรรมลี้ลับอยู่ ณ ภายใน คือ วิมุตติจิต วิมุตติธรรม


จึงตรัสปัดปฏิเสธขันธ์ ๕ นั้น ด้วยคำว่า อนตฺตา ไม่ใช่ตัวตนได้
คือ ทรงรู้จักสิ่งที่ใช่แล้ว จึงตรัสว่า สิ่งที่ถืออยู่นั้นไม่ใช่

ทรงอธิบายขยายคำ อนตฺตา นั้นไว้ว่า
เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ ดังนี้ แปลว่า
สิ่งนั้นไม่ใช่เรา เราไม่เป็นสิ่งนั้น สิ่งนั้นไม่เป็นอัตตาตัวตนของเรา ดังนี้

เพราะรูปขันธ์ คือ ร่างกาย ก็เป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม
คุมกันเข้าเรียกสรีรยนต์กลไก มีทางดักจับอารมณ์อยู่ ๕ แห่ง คือ
ตาดักรูปภาพ หูดักเสียง จมูกดักกลิ่น ลิ้นดักรส ผิวหนังดักเย็นร้อนอ่อนแข็ง

ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๔ นี้
ก็เป็นกิริยาจิตที่รับสัมผัสกับอารมณ์ภายนอกจากทวารนั้นๆ หาใช่ตัวตนไม่

แต่เหล่าพุทธมามกชน ผู้ศึกษาปฏิบัติพระพุทธศาสนาโดยส่วนมาก
เห็นว่า พระพุทธศาสนาถือว่าไม่มีตัวตน ยึดคำว่า อนตฺตา นั้นเป็นหลักอ้าง


คำว่า ไม่มี กับ ไม่ใช่ หมายความคนละอย่าง

คำปัดปฏิเสธว่าไม่มี หมายถึง สิ่งที่จำนงหวังจะได้ แต่สิ่งที่ต้องการนั้นไม่มี

ส่วนคำปัดปฏิเสธว่าไม่ใช่ นั้น หมายถึง สิ่งที่ยึดถืออยู่แล้ว
แต่หมายผิด ยึดผิด ถือผิด เข้าใจว่าถูกเพราะฤทธิ์อวิชชา


ผู้รู้ เช่น พระพุทธจ้าตรัสว่า ไม่ใช่ ... สิ่งที่ใช่มีอยู่ แต่สิ่งที่ยึดถืออยู่นั้นไม่ใช่

จากชุมนุมบทความ...เปมงฺกโร ภิกฺขุ

-------------------------------






 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2551   
Last Update : 9 ตุลาคม 2552 19:16:45 น.   
Counter : 521 Pageviews.  

คิริมานันทสูตร – สัญญา ๑๐ ประการเป็นไฉน???

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงโปรดให้พระอานนท์ไปแสดงธรรม
เรื่องสัญญา ๑๐ ประการแก่พระคิริมานนท์ ซึ่งป่วยหนัก เพื่อแก้ทุกขเวทนา
อันเป็นเหตุให้ทุกขเวทนาสงบระงับลงโดยเร็ว
ซึ่งพระอานนท์ก็ได้นำไปแสดงให้ฟัง
พอจบลง ทุกขเวทนาของพระคิริมานนท์ก็ระงับหายลงทันที

รายละเอียดของสัญญา ๑๐ ประการ มีดังนี้

๑.อนิจจสัญญา ตั้งสติพิจารณาขันธ์ ๕ ที่ถูกจิตยึดไว้ ( อุปาทานขันธ์ ๕ )

๒.อนัตตสัญญา ตั้งสติพิจารณาการรับรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ ว่า ไม่ใช่ตัวตน

๓.อสุภสัญญา ตั้งสติพิจารณารูปกาย ข้างบน -- นับตั้งแต่พื้นฝ่าเท้าขึ้นไป
และข้างล่าง -- ตั้งแต่ปลายเส้นผมลงมา อันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ
เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ ว่าเป็นของไม่สะอาด

๔.อาทีนวสัญญา ตั้งสติพิจารณาว่า กายนี้มีทุกข์มาก มีโทษมาก
ความเจ็บไข้ได้ป่วยย่อมอาศัยเกิดขึ้นที่กายนี้
มีโรคในตา โรคในหู โรคในจมูก โรคในลิ้น โรคในฟัน ฯลฯ เป็นต้น

สัญญาตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๔ นี้ เป็นตัวทุกข์
ซึ่งจิตมิได้เป็นตัวทุกข์เลย แต่โง่เขลาเข้าไปยึดตัวทุกข์ไว้
ก็เลยพลอยเป็นทุกข์ไปด้วย


๕.ปหานสัญญา ตั้งสติไม่เข้าไปยึดทุกข์ คือ
ไม่รับไว้ สละเสีย ถ่ายถอนทำความยึดถือให้พินาศ
และทำไม่ให้เกิดความยึดถือในกามวิตก พยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก อีกต่อไป

๖.วิราคสัญญา ตั้งสติให้เข้าถึงสภาพสำรอกกิเลสเครื่องย้อมจิตออกให้หมดสิ้น

๗.นิโรธสัญญา ตั้งสติที่จะเข้าให้ถึงสภาพดับกิเลส ให้ทุกข์ดับสนิทที่จิต

๘.สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ตั้งสติละอุบายอันเป็นเหตุให้ถือมั่นในโลก

๙.สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา
ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมระอา เกลียดชังสังขารที่เกิดจากการปรุงแต่งทั้งปวง

๑๐.อานาปานสติ ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างต่อเนื่อง
ที่ฐานลมกระทบในเมื่อมีอารมณ์มากระทบอายตนะ ๖
และรู้จักวิธีทำลมหายใจที่หยาบให้ละเอียดและสงบ จนชำนาญทันการ
เพื่อให้จิตสงบ ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว เป็นจิตที่ควรแก่การงาน
คือ สงบที่ฌาน ๔ โดยไม่ใช้เวลาเลย ( คือ ชั่วลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น )

***

ผู้ศึกษาธรรมะย่อมสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า
จิตนั้น ไม่ว่าจะเป็นจิตของสามัญชน หรือจิตของพระอริยเจ้าก็ตาม
ล้วนแล้วแต่เป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์-จำอารมณ์เหมือนๆกัน

แต่ต่างกันตรงที่…
จิตสามัญชนรู้อารมณ์ แล้วจำอารมณ์ไว้ปรุงแต่งให้เกิดกิเลสรักชัง
มากหรือน้อยสุดแต่กำลังยึดถืออารมณ์นั้นๆไว้มากหรือน้อยเสมอ
กล่าวคือ สัญญาจำได้ในทางยึดถืออารมณ์ไว้ฝ่ายเดียวเท่านั้น


แต่จิตพระอริยเจ้านั้น ได้ศึกษาเรื่องอารมณ์มาแล้ว จึงเกิดสัญญา ๑๐ ประการ
อันเป็นเหตุให้ถ่ายถอนความยึดมั่นถือมั่นออกไปได้
ตามกำลังของมรรคที่ได้ปฏิบัติไว้
จนมีความคล่องแคล่วในการตั้งสติไว้ที่ฐานที่ตั้งสติ
และดูความเคลื่อนไหวของลมหายใจ ณ ฐานดังกล่าวนี้
แทนที่การดูอารมณ์ที่เข้ามาทางอายตนะทั้ง ๖ เสีย
จิตจึงยึดหน้าที่ดูแต่เพียงลมหายใจเพียงอย่างเดียวแทนที่อารมณ์
ซึ่งกลายเป็นรู้อารมณ์ก็สักแต่ว่ารู้ อารมณ์เท่านั้น.

สำหรับลมหายใจที่จิตยกเข้ามาดูขณะนี้ ก็เป็นสังขารธรรม
ที่ยิ่งเพ่งดู ก็ยิ่งเปลี่ยนสภาพจากลมหยาบ ซึ่งเป็นลมของสามัญชน
เป็นลมละเอียด ซึ่งเป็นลมของพระอริยเจ้า
จนผู้ปฏิบัติไม่สามารถจับความเคลื่อนไหวไปมาที่กระทบฐานที่ตั้งสติได้อีกในที่สุด
จิตจึงอยู่ในสภาพสุญญตา ที่ไม่มีอะไรเป็นนิมิตหมายต่อไป
คือ หมดสิ่งที่จะยึดถือไว้ดังแต่ก่อน


***

ดังนั้น สัญญา ๑๐ ประการจึงทำให้เกิดปัญญา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

สัญญาข้อที่ ๑-๔ เป็นสัญญาที่จำสิ่งที่รู้เห็นและรับเอาเข้ามาไว้นั้นเป็นทุกข์<
ซึ่งต้องกำหนดรู้ ( ปริญเญยยะกิจ )


สัญญาข้อที่ ๕ สมุทัย เป็นสัญญาที่จำได้ว่า จะต้องสละ ถ่ายถอน
ตัดความยึดถือให้พินาศ จนไม่มีความยึดถืออีกต่อไป ( เป็นปหาตัพพะกิจ )


สัญญาข้อที่ ๖-๗ เป็นผลมาจากการละสมุทัย
ซึ่งผู้ปฏิบัติจะต้องทำให้แจ้ง ( เป็น สัจฉิกาตัพพะกิจ )
ทุกข์จึงดับลงอย่างสิ้นเชิง จิตจึงสงบประณีต


สัญญาข้อที่ ๘-๙-๑๐ เป็นความจำได้หมายรู้ที่จะแยกจิตออกจากอารมณ์
ไปตั้งไว้ที่ฐานที่ลมหายใจกระทบ ภายในช่องจมูกได้โดยคล่องแคล่ว เด็ดขาด รวดเร็ว
โดยไม่ปล่อยให้จิตแลบออกไปหาอารมณ์หรือร่างกายส่วนอื่นได้อีก
( เป็นภาเวตัพพะกิจ )


จิตพระคิริมานนท์ จึงแยกออกจากร่างกายที่ถูกความป่วยครอบงำได้โดยเด็ดขาด
จิตจึงไม่ป่วยไปตามร่างกายอีกต่อไป ร่างกายเท่านั้นที่ป่วย.


เขียนโดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ เสนอมา ณ วันวิสาขบูชา ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑



ปล.ในเวบ 84,000 สูตรนี้ ใช้ชื่อ อาพาธสูตร
แต่ในหนังสือสวดมนต์แปล โดยพระศาสนโสภณ ใช้ชื่อ คิริมานันทสูตร





 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2551   
Last Update : 9 ตุลาคม 2552 19:17:45 น.   
Counter : 814 Pageviews.  

พรหมนิมันตนิกสูตร

พรหมนิมันตนิกสูตร

[๕๕๒] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่โคนต้นรังใหญ่ในสุภควัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐา.

ก็สมัยนั้นแล พกพรหมมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานฉะนี้ เกิดขึ้นว่า
พรหมสถานนี้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง แข็งแรง มีความไม่เคลื่อนเป็นธรรมดา
พรหมสถานนี้แล ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ
ก็แหละเหตุเป็นที่ออกไปจากทุกข์อย่างยิ่งนอกจากพรหมสถานนี้ไม่มี ดังนี้.


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล เรารู้ความปริวิตกแห่งใจพกพรหมด้วยใจแล้ว
จึงหายไปที่โคนต้นรังใหญ่ ในสุภควันใกล้เมืองอุกกัฏฐา ไปปรากฏในพรหมโลกนั้น
เปรียบเหมือนบุรุษที่มีกำลังพึงเหยียดแขนที่คู้ หรือพึงคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พกพรหมได้เห็นเราผู้มาแต่ไกล แล้วได้พูดกะเราว่า
ดูกรท่านผู้นฤทุกข์ เชิญมาเถิด ท่านมาดีแล้ว
นานทีเดียวที่ท่านเพิ่งทำปริยายเพื่อจะมาในที่นี้

ดูกรท่านผู้นฤทุกข์
พรหมสถานนี้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง แข็งแรง มีความไม่เคลื่อนเป็นธรรมดา
พรหมสถานนี้แลไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ
ก็แหละเหตุเป็นที่ออกไปจากทุกข์อย่างยิ่ง นอกจากพรหมสถานนี้ไม่มี


ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพกพรหมกล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวกะพกพรหมว่า

ดูกรท่านผู้เจริญ
พกพรหมไปในอวิชชาแล้วหนอ พกพรหมไปในอวิชชาแล้วหนอ

เพราะว่า
พกพรหมกล่าวสิ่งที่ไม่เที่ยงนั่นแลว่า เที่ยง
กล่าวสิ่งที่ไม่ยั่งยืนนั่นแลว่า ยั่งยืน
กล่าวสิ่งที่ไม่มั่นคงนั่นแลว่า มั่นคง
กล่าวสิ่งที่ไม่แข็งแรงนั่นแลว่า แข็งแรง
กล่าวสิ่งที่มีความเคลื่อนเป็นธรรมดานั่นแลว่า มีความไม่เคลื่อนเป็นธรรมดา

ก็แหละสัตว์ทั้งเกิด ทั้งแก่ ทั้งตาย ทั้งจุติ ทั้งอุบัติอยู่ในพรหมสถานใด
พกพรหมก็กล่าวพรหมสถานนั้นอย่างนั้นว่า
พรหมสถานนี้แล ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติไม่อุบัติ

และกล่าวเหตุเป็นที่ออกไปจากทุกข์อย่างยิ่งอื่นอันมีอยู่ว่า
เหตุเป็นที่ออกไปจากทุกข์อย่างยิ่งอื่นไม่มี



---มารเข้าสิงกายพรหม---

[๕๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล
มารผู้ลามกเข้าสิงกายของพรหมปาริสัชชะผู้หนึ่งแล้ว กล่าวกะเราว่า

ดูกรภิกษุๆ อย่ารุกรานพกพรหมนี้เลย อย่ารุกรานพกพรหมนี้เลย
ดูกรภิกษุ เพราะว่า พรหมผู้นี้เป็นมหาพรหมเป็นใหญ่ (ปกครองคณะพรหม)
อันคณะพรหมไม่ฝ่าฝืนได้ โดยที่แท้เป็นผู้ดูทั่วไป
ยังสรรพสัตว์ให้เป็นไปในอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้างโลก นิรมิตโลก
เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้แต่งสัตว์ เป็นผู้ใช้อำนาจ
เป็นบิดาของเหล่าสัตว์ที่เกิดแล้วและกำลังจะเกิด


ดูกรภิกษุ สมณะและพราหมณ์พวกก่อนท่าน
เป็นผู้ติเตียนดิน เกลียดดิน เป็นผู้ติเตียนน้ำ เกลียดน้ำ
เป็นผู้ติเตียนไฟ เกลียดไฟ เป็นผู้ติเตียนลม เกลียดลม
เป็นผู้ติเตียนสัตว์ เกลียดสัตว์ เป็นผู้ติเตียนเทวดา เกลียดเทวดา
เป็นผู้ติเตียนปชาบดี เกลียดปชาบดี
เป็นผู้ติเตียนพรหม เกลียดพรหมในโลก (ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา)
สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นเมื่อกายแตกขาดจากลมปราณ ต้องไปเกิดในหินกาย
(จตุราบาย)

ดูกรภิกษุ ส่วนสมณพราหมณ์พวกก่อนท่าน
เป็นผู้สรรเสริญดิน ชมเชยดิน เป็นผู้สรรเสริญน้ำ ชมเชยน้ำ
เป็นผู้สรรเสริญไฟ ชมเชยไฟ เป็นผู้สรรเสริญลม ชมเชยลม
เป็นผู้สรรเสริญสัตว์ ชมเชยสัตว์ เป็นผู้สรรเสริญเทวดา ชมเชยเทวดา
เป็นผู้สรรเสริญปชาบดี ชมเชยปชาบดี
เป็นผู้สรรเสริญพรหม ชมเชยพรหม
สมณพราหมณ์เหล่านั้น เมื่อกายแตกขาดจากลมปราณ ก็ไปเกิดในกายที่ประณีต
(พรหมโลก)

ดูกรภิกษุ เพราะเหตุนั้น เราจึงขอบอกกะท่านอย่างนี้ว่า
ดูกรท่านผู้นฤทุกข์ เชิญเถิด ท่านจงทำตามคำที่พรหมบอกแก่ท่านเท่านั้น
ท่านจงอย่าฝ่าฝืนคำของพรหมเลย

ดูกรภิกษุ ถ้าท่านจักฝ่าฝืนคำของพรหม โทษจักมีแก่ท่าน
เปรียบเหมือนบุรุษเอาท่อนไม้ตีไล่ศิริที่มาหา
หรือเปรียบเหมือนบุรุษผู้จะตกเหวที่ลึก ชักมือและเท้าให้ห่างแผ่นดินเสีย ฉะนั้น.

ดูกรท่านผู้นฤทุกข์ เชิญเถิด
ท่านจงทำตามคำที่พรหมบอกแก่ท่านเท่านั้น ท่านจงอย่าฝ่าฝืนคำของพรหมเลย
ดูกรภิกษุท่านย่อมเห็นพรหมบริษัทประชุมกันแล้วมิใช่หรือ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารผู้ลามกย่อมเปรียบเทียบเรากะพรหมบริษัทดังนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อมารกล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวกะมารผู้ลามกนั้นว่า

แน่ะมาร เราย่อมรู้จักท่าน ท่านอย่าเข้าใจว่า พระสมณะไม่รู้จักเรา
แน่ะมาร ท่านเป็นมาร พรหมก็ดี พวกพรหมบริษัทก็ดี พวกพรหมปาริสัชชะก็ดี
ทั้งหมดนั่นแล อยู่ในมือของท่าน ตกอยู่ในอำนาจของท่าน
และท่านมีความดำริว่า แม้สมณะก็ต้องอยู่ในมือของเราต้องตกอยู่ในอำนาจของเรา
ก็แต่ว่า เราไม่ได้อยู่ในมือของท่าน ไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจของท่าน



---พกพรหมหายไปจากพระผู้มีพระภาค---

[๕๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรากล่าวอย่างนี้แล้ว พกพรหมได้กล่าวว่า

ดูกรท่านผู้นฤทุกข์
ก็เรากล่าวสิ่งที่เที่ยงนั่นแลว่า เที่ยง
กล่าวสิ่งที่มั่นคงนั่นแลว่า มั่นคง
กล่าวสิ่งที่ยั่งยืนนั่นแลว่า ยั่งยืน
กล่าวสิ่งที่แข็งแรงนั่นแลว่า แข็งแรง
กล่าวสิ่งที่ไม่มีความเคลื่อนเป็นธรรมดานั่นแลว่า ไม่มีความเคลื่อนเป็นธรรมดา

ก็แหละสัตว์ย่อมไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติในพรหมสถานใด
เรากล่าวพรหมสถานนั้นแหละว่า พรหมสถานนี้แล ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ
และกล่าวเหตุที่ออกไปจากทุกข์อย่างยิ่งอื่นไม่มีว่า
เหตุเป็นที่ออกไปจากทุกข์อย่างยิ่งอื่นไม่มี


ดูกรภิกษุ สมณะและพราหมณ์พวกที่มีก่อนท่านได้มีแล้วในโลก
อายุทั้งสิ้นของท่านเท่าไร กรรมที่ทำด้วยตบะของท่านมีเท่านั้น

สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นแล
พึงรู้ซึ่งเหตุเป็นที่ออกไปจากทุกข์อย่างยิ่งอื่นมีอยู่ว่า
เหตุเป็นที่ออกไปจากทุกข์อย่างยิ่งอื่นมีอยู่
หรือพึงรู้ซึ่งเหตุเป็นที่ออกไปจากทุกข์อย่างยิ่งอื่นไม่มีอยู่ว่า
เหตุเป็นที่ออกไปจากทุกข์อย่างยิ่งอื่นไม่มีอยู่.

ดูกรภิกษุ เพราะเหตุไรเราจึงกล่าวกะท่านอย่างนี้
เพราะว่าท่านจักไม่เห็นเหตุเป็นที่ออกไปจากทุกข์อย่างยิ่งอื่นเลย
และท่านจักเป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบาก แห่งความคับแค้นอย่างเดียวเท่านั้น.

ดูกรภิกษุ ถ้าแลท่านจักกลืนกินแผ่นดินได้ไซร้ ท่านก็จักชื่อว่าเป็นผู้นอนใกล้เรา
นอนในที่อยู่ของเรา เราพึงทำได้ตามประสงค์ เราพึงห้ามได้
ถ้าและท่านจักกลืนกินน้ำ ไฟ ลม เหล่าสัตว์ เทวดา ปชาบดี พรหมได้ไซร้
ท่านก็จักชื่อว่าเป็นผู้นอนใกล้เรา นอนในที่อยู่ของเราเราพึงทำได้ตามประสงค์
เราพึงห้ามได้ดังนี้.

เรากล่าวว่า ดูกรพรหม แม้เราแลย่อมรู้เหตุนี้
ถ้าเราจักกลืนกินแผ่นดินได้ไซร้ เราก็จักชื่อว่าเป็นผู้นอนใกล้ท่าน นอนในที่อยู่ของท่าน
ท่านพึงทำได้ตามประสงค์ ท่านพึงห้ามได้
ถ้าและเราจักกลืนกินน้ำ ไฟ ลม เหล่าสัตว์ เทวดา ปชาบดี พรหมได้ไซร้
เราก็จักชื่อว่าเป็นผู้นอนใกล้ท่าน นอนในที่อยู่ของท่าน
ท่านพึงทำได้ตามประสงค์ ท่านพึงห้ามได้

ดูกรพรหม ใช่แต่เท่านั้น เราย่อมรู้ความสำเร็จ และย่อมรู้อานุภาพของท่านว่า
พกพรหมมีฤทธิ์มากอย่างนี้ พกพรหมมีอานุภาพมากอย่างนี้ พกพรหมมีศักดิ์มากอย่างนี้

พกพรหมถามเราว่า ดูกรท่านผู้นฤทุกข์ ก็ท่านย่อมรู้ความสำเร็จ
และย่อมรู้อานุภาพของเราว่า พกพรหมมีฤทธิ์มากอย่างนี้
พกพรหมมีอานุภาพมากอย่างนี้ พกพรหมมีศักดิ์มากอย่างนี้ อย่างไร?


เรากล่าวว่า
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ย่อมโคจรส่องทิศให้สว่างอยู่เท่าใด
อำนาจของท่าน ย่อมเป็นไปในพันจักรวาลเท่านั้น

ท่านย่อมรู้จักสัตว์ที่เลวและสัตว์ที่ประณีต
รู้จักสัตว์ที่มีราคะและสัตว์ที่ไม่มีราคะ รู้จักจักรวาลนี้และจักรวาลอื่น
และรู้จักความมาและความไปของสัตว์ทั้งหลาย
ดังนี้.

ดูกรพรหม เราย่อมรู้ความสำเร็จ และย่อมรู้อานุภาพของท่านอย่างนี้
พกพรหมมีฤทธิ์มากอย่างนี้
พกพรหมมีอานุภาพมากอย่างนี้
พกพรหมมีศักดิ์มากอย่างนี้

ดูกรพรหม กาย ๓ อย่างอื่นมีอยู่
ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นในกาย ๓ อย่างนั้น เราย่อมรู้ ย่อมเห็นกายเหล่านั้น

ดูกรพรหม กายชื่ออาภัสสระมีอยู่
ท่านเคลื่อนแล้วจากที่ใด มาอุบัติแล้วในที่นี้
ท่านมีสติหลงลืมไป เพราะความอยู่อาศัยนานนัก
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงไม่รู้ไม่เห็นกายนั้น เราย่อมรู้ ย่อมเห็นกายนั้น
ดูกรพรหม เราเป็นผู้ไม่สม่ำเสมอกับท่านด้วยความรู้ยิ่ง แม้อย่างนี้
ความที่เราเป็นผู้ต่ำกว่าท่านจะมีแต่ที่ไหน โดยที่แท้ เรานี่แหละเป็นผู้สูงยิ่งกว่าท่าน

ดูกรพรหม กายชื่อสุภกิณหะ กายชื่อเวหัปผละมีอยู่แล
ท่านย่อมไม่รู้ ย่อมไม่เห็นกายนั้น เราย่อมรู้ ย่อมเห็นกายนั้น
ดูกรพรหม เราเป็นผู้ไม่สม่ำเสมอกับท่านด้วยความรู้ยิ่งแม้อย่างนี้
ความที่เราเป็นผู้ต่ำกว่าท่านจะมีแต่ที่ไหน โดยที่แท้ เรานี่แหละเป็นผู้สูงยิ่งกว่าท่าน

ดูกรพรหม เรารู้จักดินแลโดยความเป็นดิน
รู้จักนิพพานอันสัตว์เสวยไม่ได้โดยความที่ดินเป็นดิน แล้วไม่เป็นดิน
ไม่ได้มีแล้วในดิน ไม่ได้มีแล้วแต่ดิน ไม่ได้มีแล้วว่าดินของเรา ไม่ได้กล่าวเฉพาะดิน
ดูกรพรหมเราเป็นผู้ไม่สม่ำเสมอกับท่านด้วยความรู้ยิ่งแม้อย่างนี้
ความที่เราเป็นผู้ต่ำกว่าท่านจะมีแต่ที่ไหน โดยที่แท้ เรานี่แหละเป็นผู้สูงกว่าท่าน

ดูกรพรหม เรารู้จักน้ำ ... ดูกรพรหม เรารู้จักไฟ ... ดูกรพรหม เรารู้จักลม ...
ดูกรพรหม เรารู้จักเหล่าสัตว์ ... ดูกรพรหม เรารู้จักเทวดา ...
ดูกรพรหม เรารู้จักปชาบดี ...ดูกรพรหม เรารู้จักพรหม ...
ดูกรพรหมเรารู้จักพวกอาภัสสรพรหม ...ดูกรพรหม เรารู้จักพวกสุภกิณหพรหม ...
ดูกรพรหม เรารู้จักพวกเวหัปผลพรหม ...ดูกรพรหม เรารู้จักอภิภูพรหม ...

ดูกรพรหม เรารู้จักสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นสิ่งทั้งปวง
รู้จักนิพพานอันสัตว์เสวยไม่ได้โดยความที่สิ่งทั้งปวงเป็นสิ่งทั้งปวง
แล้วไม่เป็นสิ่งทั้งปวง ไม่ได้มีแล้วในสิ่งทั้งปวง ไม่ได้มีแล้วแต่สิ่งทั้งปวง
ไม่ได้มีแล้วว่าสิ่งทั้งปวงของเรา ไม่ได้กล่าวเฉพาะสิ่งทั้งปวง

ดูกรพรหม เราเป็นผู้ไม่สม่ำเสมอกับท่านด้วยความรู้ยิ่งแม้อย่างนี้
ความที่เราเป็นผู้ต่ำกว่าท่านจะมีแต่ที่ไหน โดยที่แท้ เรานี่แหละเป็นผู้สูงกว่าท่าน

พกพรหมกล่าวกะเราว่า ดูกรท่านผู้นฤทุกข์
ถ้าแลเพราะท่านรู้นิพพานที่สัตว์เสวยไม่ได้โดยความที่สิ่งทั้งปวงเป็นสิ่งทั้งปวง
ถ้อยคำของท่านอย่าได้ว่างเสียเลย อย่าได้เปล่าเสียเลย

นิพพานอันผู้บรรลุพึงรู้แจ้งได้ เป็นอนิทัสสนะ (ไม่เห็นได้ด้วยจักษุวิญญาณ)
เป็นอนันตะ (ไม่มีที่สุด หรือ หายไปจากความเกิดขึ้นและความเสื่อม) มีรัศมีในที่ทั้งปวง
อันสัตว์เสวยไม่ได้โดยความที่ดินเป็นดิน โดยความที่น้ำเป็นน้ำโดยความที่ไฟเป็นไฟ
โดยความที่ลมเป็นลม โดยความที่เหล่าสัตว์เป็นเหล่าสัตว์ โดยความที่เทวดาเป็นเทวดา
โดยความที่ปชาบดีเป็นปชาบดี โดยความที่พรหมเป็นพรหม
โดยความที่เป็นอาภัสสรพรหมเป็นอาภัสสรพรหม
โดยความที่สุภกิณหพรหมเป็นสุภกิณหพรหม
โดยความที่เวหัปผลพรหมเป็นเวหัปผลพรหม
โดยความที่อภิภูพรหมเป็นอภิภูพรหม
โดยความที่สิ่งทั้งปวง เป็นสิ่งทั้งปวง.

พกพรหมกล่าวกะเราว่า ดูกรท่านผู้นฤทุกข์ ผิฉะนั้น บัดนี้เราจะหายไปจากท่าน

เรากล่าวว่า ดูกรพรหม ผิฉะนั้น บัดนี้ ถ้าท่านอาจจะหายไปได้ ก็จงหายไปเถิด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พกพรหมกล่าวว่า เราจักหายไปจากพระสมณโคดม
เราจักหายไปจากพระสมณโคดม แต่ก็ไม่อาจหายไปจากเราได้โดยแท้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพกพรหมกล่าวอย่างนี้แล้ว
เราได้กล่าวกะพกพรหมว่า ดูกรพรหม ผิฉะนั้น บัดนี้ เราจะหายไปจากท่าน

พกพรหมกล่าวว่า
ดูกรท่านผู้นฤทุกข์ ผิฉะนั้น บัดนี้ ถ้าท่านอาจหายไปได้ ก็จงหายไปเถิด


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น เราบันดาลอิทธาภิสังขารให้เป็นเหมือนอย่างนั้น
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พรหมก็ดี พวกพรหมบริษัทก็ดี พวกพรหมปาริสัชชะก็ดี
ย่อมได้ยินเสียงเรา แต่มิได้เห็นตัวเรา ดังนี้

เราหายไปแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ว่า:-

เราเห็นภัยในภพ และเห็นภพของสัตว์ผู้แสวงหาที่ปราศจากภพแล้ว
ไม่กล่าวยกย่องภพอะไรเลย ทั้งไม่ยังนันทิให้เกิดขึ้นด้วย
ดังนี้

[๕๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พรหมก็ดี พวกพรหมบริษัทก็ดี
พวกพรหมปาริสัชชะก็ดี ได้มีความแปลกประหลาดอัศจรรย์จิตว่า

ดูกรท่านผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ แปลกประหลาดหนอ พระสมณโคดม มีฤทธิ์มาก
มีอานุภาพมาก ก่อนแต่นี้พวกเราไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินสมณะหรือพราหมณ์อื่น
ที่มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก เหมือนพระสมณโคดมนี้ ผู้ออกผนวชแต่ศากยสกุล
ถอนภพพร้อมทั้งรากแห่งหมู่สัตว์ผู้รื่นรมย์ยินดีในภพเมาในภพ


--- มารเข้าสิงกายพรหม---

[๕๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ครั้งนั้น มารผู้ลามก เข้าสิงกายพรหมปาริสัชชะผู้หนึ่งแล้ว กล่าวกะเราว่า

ดูกรท่านผู้นฤทุกข์ ถ้าท่านรู้จักอย่างนี้ ตรัสรู้อย่างนี้ ก็อย่าแนะนำ
อย่าแสดงธรรม อย่าทำความยินดี กะพวกสาวกและพวกบรรพชิตเลย


ดูกรภิกษุ สมณะและพราหมณ์พวกก่อนท่านผู้ปฏิญญาว่า
เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลก สมณะและพราหมณ์พวกนั้น
แนะนำแสดงธรรม ทำความยินดี กะพวกสาวกและพวกบรรพชิต
ครั้นกายแตกขาดลมปราณ ก็ไปเกิดในหินกาย

ส่วนสมณะและพราหมณ์พวกก่อนท่าน
ผู้ปฏิญญาว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลก สมณะและพราหมณ์พวกนั้น
ไม่แนะนำ ไม่แสดงธรรม ไม่ทำความยินดีกะพวกสาวกบรรพชิต
ครั้นกายแตกขาดลมปราณก็ไปเกิดในปณีตกาย

ดูกรภิกษุ เพราะฉะนั้น เราจึงบอกกะท่านอย่างนี้ว่า
ดูกรท่านผู้นฤทุกข์ เชิญท่านเป็นผู้มักน้อย ตามประกอบความอยู่สบายในชาตินี้ อยู่เถิด
เพราะการไม่บอกเป็นความดี ท่านอย่าสั่งสอนสัตว์อื่นๆ เลย


ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อมารกล่าวอย่างนี้แล้ว เราจึงกล่าวว่า
ดูกรมารผู้ลามก เรารู้จักท่าน ท่านอย่าเข้าใจว่า พระสมณะไม่รู้จักเรา
ท่านเป็นมาร ท่านหามีความอนุเคราะห์ด้วยจิตเกื้อกูลไม่ จึงกล่าวกะเราอย่างนี้

ท่านไม่มีความอนุเคราะห์ด้วยจิตเกื้อกูลจึงกล่าวกะเราอย่างนี้
ท่านมีความดำริว่าพระสมณโคดมจักแสดงธรรมแก่ชนเหล่าใด
ชนเหล่านั้นจักล่วงวิสัยของเราไป
ก็พวกสมณะและพราหมณ์นั้น มิได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ปฏิญญาว่าเราทั้งหลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ดูกรมารผู้ลามก เราแลเป็นสัมมาสัมพุทธะ
ย่อมปฏิญญาว่า เราเป็นสัมมาสัมพุทธะ

ดูกรมารผู้ลามก ตถาคตแม้เมื่อแสดงธรรมแก่พวกสาวก ก็เป็นเช่นนั้น
แม้เมื่อไม่แสดงธรรมแก่พวกสาวก ก็เป็นเช่นนั้น
ตถาคต แม้เมื่อแนะนำพวกสาวก ก็เป็นเช่นนั้น
แม้เมื่อไม่แนะนำพวกสาวกก็เป็นเช่นนั้น


นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร

เพราะอาสวะ เหล่าใดอันให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่
มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ มีชาติ ชรา มรณะ ต่อไป
อาสวะเหล่านั้น ตถาคตละเสียแล้ว
มีรากเหง้าอันถอนขึ้นแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังว่าต้นตาลแล้ว
ทำไม่ให้มีต่อไปแล้ว มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา
เหมือนต้นตาลมียอดถูกตัดเสียแล้วไม่อาจงอกงามอีกได้ ฉะนั้น


ไวยากรณภาษิตนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว
โดยมารมิได้เรียกร้อง และโดยพรหมเชื้อเชิญ ดังนี้
เพราะฉะนั้น ไวยากรณภาษิตนี้ จึงมีชื่อว่า พรหมนิมันตนิกสูตร ฉะนี้แล.






 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2551   
Last Update : 9 ตุลาคม 2552 19:20:16 น.   
Counter : 311 Pageviews.  

1  2  3  

หนูเล็กนิดเดียว
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




พระพุทธศาสนา
มีหลักการที่ตั้งอยู่บนเหตุ-ผล

อริยสัจ ๔
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค


เหตุ-จิตชอบแส่ส่ายออกไปหาเรื่อง
(สมุทัย)
ผล-ทุกข์โหมกระหน่ำทับถมจิตใจ
(ทุกข์)

เหตุ-ปฏิบัติสัมมาสมาธิตามหลักมรรค ๘
ให้จิตระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งสติ
ไม่แส่ส่ายออกไปหาเรื่อง

(มรรค)
ผล-จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
ทุกข์ไม่โหมกระหน่ำทับถมจิตใจ

(นิโรธ)

เหตุ-รู้อยู่ที่เรื่อง (สมุทัย)
ผล-เป็นทุกข์ (ทุกข์)

เหตุ-รู้อยู่ที่รู้ (มรรค)
ผล-ไม่ทุกข์ (นิโรธ)



ธรรมบรรยาย โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์


[Add หนูเล็กนิดเดียว's blog to your web]