นิพพานสูตรที่ ๑...อายตนะนั้น มีอยู่...อายตนะนิพพาน?






นิพพานสูตรที่ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้น มีอยู่
ดิน น้ำ ไฟ ลม
อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ
โลกนี้ โลกหน้า พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง

ย่อมไม่มี ในอายตนะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่กล่าวซึ่ง อายตนะนั้น ว่า
เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ เป็นการอุปบัติ
อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้

นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ



จาก นิพพานสูตรที่ ๑

๑. อายตนะนั้น มีอยู่

อายตนะ หมายถึง เครื่องเชื่อมต่อ
อายตนะนั้น มีอยู่ หมายถึง เครื่องเชื่อมต่อพระนิพพานมีอยู่ ก็คือ มีจิต(รู้อยู่ เห็นอยู่)
รู้อยู่ที่รู้ ไม่ไปรู้อยู่ที่เรื่อง

พระนิพพาน หมายถึง ความสิ้นไปแห่งราคะ(จากจิต) ความสิ้นไปแห่งโทสะ(จากจิต)
และความสิ้นไปแห่งโมหะ(จากจิต) หรือก็คือ ความสิ้นไปแห่งตัณหา(จากจิต)

นั่นคือ สภาวะจิตที่ปราศจากราคะ ปราศจากโมหะ และปราศจากโทสะแล้ว
หรือก็คือ สภาวะจิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสอย่างสิ้นเชิงแล้วนั่นเอง

--- ดังปฐมพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ว่า
จิตของเราสิ้นการปรุงแต่ง บรรลุพระนิพพานเพราะสิ้นตัณหาแล้ว

อายตนะนิพพาน ?

ดังนั้นอายตนะนิพพาน ก็คือ สภาวะจิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสอย่างสิ้นเชิงแล้ว
สภาวะที่จิตสิ้นการปรุงแต่ง จิตสิ้นตัณหาแล้ว (สิ้นราคะ โทสะ โมหะแล้ว) นั่นเอง

หรือถ้าจะเรียกว่าเขตแดน ก็เป็นเขตแดนที่ราคะ โทสะ โมหะ เข้าไปไม่ได้
แต่ไม่น่าจะเรียกเป็นดินแดน เพราะไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา สัมผัสไม่ได้ด้วยกาย
รู้เห็นได้ด้วยตาใน หรือ ญาณจักษุ เท่านั้น


๒. ดิน น้ำ ไฟ ลม ย่อมไม่มี ในอายตนะนั้น
คือไม่มีธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ

แสดงว่าไม่มีวัตถุหรืออารมณ์ใดๆ อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ธัมมารมณ์
เพราะสรรพวัตถุสิ่งต่างๆ หรืออารมณ์ใดๆในโลก ล้วนเกิดจากธาตุ ๔ นั่นเอง

--- ตรงกับปฐมพระพุทธอุทาน ที่ตรัสไว้ว่า ย่อมพ้นจากรูป
เมื่อใดพราหมณ์ผู้เป็นมุนี มารู้จักตนเข้าด้วยปัญญาอันเกิดจากความสงบ
เมื่อนั้นพราหมณ์ย่อมพ้นจากรูป อรูป สุขและทุกข์
(ปฐมพุทธอุทานครั้งที่ ๓)


๓. อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ
ย่อมไม่มี ในอายตนะนั้น

คือ ไม่มีอรูปฌานทั้ง ๔

--- ตรงกับปฐมพระพุทธอุทาน ที่ตรัสไว้ว่า ทรงพ้นจากอรูป
เมื่อใดพราหมณ์ผู้เป็นมุนี มารู้จักตนเข้าด้วยปัญญาอันเกิดจากความสงบ
เมื่อนั้นพราหมณ์ย่อมพ้นจากรูป อรูป สุขและทุกข์
(ปฐมพุทธอุทานครั้งที่ ๓)


๔. โลกนี้ โลกหน้า ย่อมไม่มี ในอายตนะนั้น
โลกคือทุกข์ คืออารมณ์ คือสังขาร ก็ไม่มี

--- ตรงกับปฐมพระพุทธอุทาน ที่ตรัสไว้ว่า ทรงพ้นจากสุขและทุกข์
เมื่อใดพราหมณ์ผู้เป็นมุนี มารู้จักตนเข้าด้วยปัญญาอันเกิดจากความสงบ
เมื่อนั้นพราหมณ์ย่อมพ้นจากรูป อรูป สุขและทุกข์
(ปฐมพุทธอุทานครั้งที่ ๓)


๕. พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มี ในอายตนะนั้น
ในเมื่อไม่มีดิน น้ำ ลม ไฟ ดังนั้นพระอาทิตย์ พระจันทร์ ก็ต้องไม่มี

--- พระพุทธอุทานครั้งที่ ๒ มีตรัสไว้ว่า
น้ำ ดิน ไฟ ลม ไม่หยั่งลงที่ใด
ดวงดาวดารากร อาทิตย์ จันทร์ ย่อมไม่มีในที่นั้น

เพราะสรรพวัตถุสิ่งต่างๆในโลกเกิดจากธาตุ ๔ นั่นเอง


๖. เราย่อมไม่กล่าวซึ่ง อายตนะนั้น ว่า
เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ เป็นการอุปบัติ


ชี้ชัดว่า อายตนะนั้นมีอยู่ คือ มีจิตรู้อยู่ เห็นอยู่
แต่ไม่มีการไป ไม่มีการมา ไม่มีการจุติ ไม่มีการอุบัติ
คือ จิตไม่มีการปรุงแต่งแล้ว จิตเป็นวิสังขาร จิตสิ้นการปรุงแต่ง

--- ดังปฐมพุทธพจน์ที่ตรัสว่า
จิตของเราสิ้นการปรุงแต่ง บรรลุพระนิพพานเพราะสิ้นตัณหาแล้ว


๗. อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้
นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ


คือ จิตเป็นอิสระไม่เกาะเกี่ยวอารมณ์ใดๆแล้ว อยู่ได้โดยลำพังตนเอง
คือ จิตรู้อยู่เห็นอยู่ว่าตนสิ้นตัณหาแล้ว (สิ้นตัณหาคือ สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ)
ถึงที่สุดทุกข์ คือ พระนิพพาน อันเป็นอมตะ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายแล้ว

--- ดัง ภิกขุสูตรที่ ๒ ที่ตรัสไว้ว่า



ภิกขุสูตรที่ ๒

ดูกรภิกษุ คำว่า ความกำจัดราคะ ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ
นี้เป็นชื่อแห่ง นิพพานธาตุ
เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ

ดูกรภิกษุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อมตะ

อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
นี้แลเรียกว่าทางที่จะให้ถึงอมตะ





สรุป

สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ
การชำระจิตให้บริสุทธิ์ นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ล้วนทรงสอนให้ชำระจิตให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสทั้งสิ้น
เพื่อให้ถึงพระนิพพาน อันเป็นที่สุดทุกข์
อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา

ซึ่งเป็นการปฏิบัติทางจิต โดยการเจริญอริยมรรค ๘ ตามเสด็จ
จึงจะรู้เห็นได้ด้วยตนเอง เป็นปัจจัตตัง เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน
ผู้ปฏิบัติย่อมเข้าถึงได้ด้วยตนเอง ไม่อาจแบ่งปันให้กันได้

แต่ถ้าไม่ปฏิบัติไม่อบรมจิตโดยอริยมรรค ๘
แล้วอธิษฐานขอให้ถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เทอญ
ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แม้แต่ฝันก็ยังไม่เป็นจริง

ดังนั้น ควรจะได้ลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนากันอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
เพื่อให้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง
หรือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง

ขออนุโมทนา
ขอให้ทุกๆท่านเจริญในธรรมปฏิบัติยิ่งๆขึ้น
เพื่อถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพระนิพพาน เป็นที่พึ่ง


--- ดังมีตรัสไว้ใน พระธรรมบท ว่า





คาถาธรรมบท พุทธวรรค

มนุษย์เป็นอันมากแล ถูกภัยคุกคามแล้ว
ย่อมถึงภูเขา ป่า อารามและรุกขเจดีย์ว่า เป็นที่พึ่ง

ที่พึ่งนั้นแลไม่เกษม ที่พึ่งนั้นไม่อุดม
เพราะบุคคลอาศัยที่พึ่งนั้น ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้


ส่วนผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง
ย่อมเห็นอริยสัจ ๔ คือ
ทุกข์
เหตุให้เกิดทุกข์
ความก้าวล่วงทุกข์
และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อันให้ถึงความสงบระงับทุกข์
ด้วยปัญญาอันชอบ


ที่พึ่งนั้นแลเป็นที่พึ่งอันเกษม ที่พึ่งนั้นอุดม
เพราะบุคคลอาศัยที่พึ่งนั้น ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้






มหาภูตรูป ๔ หมายถึง อะไร? ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ

มหาภูตรูป ๔ หมายถึง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ
และอากาศธาตุ (ซึ่งมักละไว้ในฐานที่เข้าใจ ไม่เอ่ยถึง)
และเรียกกันสั้นๆว่า ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ

มหาภูตรูป ๔ หรือธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นสิ่งที่มีอยู่เดิม เป็นต้นเดิม
เป็นปัจจัยให้เกิดรูป หรือสรรพวัตถุสิ่งต่างๆในโลก

รูปที่ไม่มีจิตครอง คืออะไร? สรรพวัตถุสิ่งต่างๆในโลก

รูปที่ไม่มีจิตครอง ได้แก่ ก้อนหิน ดิน ทราย และสรรพวัตถุสิ่งต่างๆในโลก
เพราะไม่มีจิตครอง ดังนั้นรูปชนิดนี้จึงรู้อะไรไม่ได้

รูปที่มีจิตครอง คืออะไร? มนุษย์

แต่รูปร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุ ๖
ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และวิญญาณธาตุ(จิต=ธาตุรู้)
หรือ ธาตุ ๔ + วิญญาณธาตุ(จิต=ธาตุรู้)

เพราะมีจิตครอง คือ มีวิญญาณธาตุหรือธาตุรู้
ดังนั้นมนุษย์จึงรู้อะไรได้ เพราะมีจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ด้วยนั่นเอง


จิต คือ อะไร? ธาตุรู้

จิต คือ ธาตุรู้ หรือวิญญาณธาตุ ซึ่งมาถือครองอยู่ในรูปร่างกายมนุษย์
ไม่ได้เกิดจากเหตุปัจจัยใดๆ มีจิตที่ใด มีรู้ที่นั่น

ธาตุรู้ก็คือธาตุรู้ ไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ หรืออากาศธาตุได้
เช่นเดียวกับ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ หรืออากาศธาตุ ก็ไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นธาตุอื่นๆได้
และไม่ได้เกิดจากเหตุปัจจัยใดๆ เป็นสิ่งที่มีอยู่เดิม เป็นต้นเดิม

เพียงแต่ธาตุทั้ง ๖ ไม่อาจอยู่อย่างเป็นเอกเทศ ต้องคุมตัวเข้าผสมกันเสมอ
เมื่อเข้าผสมกัน ก็แน่นอนต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจพระไตรลักษณ์
คือมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตลอดเวลา

เมื่อรูปร่างกายตาย ธาตุดินก็แยกไปเป็นดิน ธาตุน้ำก็แยกไปเป็นน้ำ
ธาตุลมก็แยกไปเป็นลม ธาตุไฟก็แยกไปเป็นไฟ
ส่วนจิตหรือธาตุรู้หรือวิญญาณธาตุ ก็จุติ(เคลื่อน)ไปตามแรงกรรมที่ประชิดจิตในเวลาใกล้ตาย
ไปหาภพที่อยู่อาศัยใหม่ เพื่อให้จิตใช้สอยติดต่อกับอารมณ์ต่อไป


อารมณ์ คือ อะไร? สิ่งที่ถูกจิตรู้และยึดถือไว้ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ธัมมารมณ์

อารมณ์ คือ สิ่งที่ถูกจิตรู้และยึดถือไว้
เกิดจากมหาภูตรูป ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ และ/หรือมีมหาภูตรูป ๔ เป็นเหตุปัจจัย
ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ธัมมารมณ์

รูปารมณ์ --- อารมณ์คือรูป
สัททารมณ์ --- อารมณ์คือเสียง
คันธารมณ์ --- อารมณ์คือกลิ่น
รสารมณ์ --- อารมณ์คือรส
โผฏฐัพพารมณ์ --- อารมณ์คือความสัมผัสทางกาย
ธัมมารมณ์ --- อารมณ์คือความนึกคิดทางใจ


อายตนะ หมายถึง อะไร? เครื่องสืบต่อ เครื่องเชื่อมต่อ

อายตนะ หมายถึง เครื่องสืบต่อ เครื่องเชื่อมต่อ

รูปร่างกายมนุษย์มีอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เป็นเครื่องเชื่อมต่อของจิต(เป็นคู่ตามลำดับ)
ในการติดต่อกับอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ธัมมารมณ์(ความนึกคิดทางใจ)


อายตนะเป็นเครื่องสืบต่อระหว่างอารมณ์ถึงจิต แบ่งออกเป็น ๒ อย่างคือ

อายตนะภายใน ได้แก่
อายตนะคือตา --- จักขวายตนะ-เครื่องสืบต่อทางตา
อายตนะคือหู --- โสตายตนะ-เครื่องสืบต่อทางหู
อายตนะคือจมูก --- ฆานายตนะ-เครื่องสืบต่อทางจมูก
อายตนะคือลิ้น --- ชิวหายตนะ-เครื่องสืบต่อทางลิ้น
อายตนะคือกาย --- กายายตนะ-เครื่องสืบต่อทางกาย
อายตนะคือใจ --- มนายตนะ-เครื่องสืบต่อทางใจ

อายตนะภายนอก ได้แก่
อายตนะคือรูป --- รูปายตนะ-เครื่องสืบต่อจากวัตถุคือรูป
อายตนะคือเสียง --- สัททายตนะ-เครื่องสืบต่อจากวัตถุคือเสียง
อายตนะคือกลิ่น --- คันธายตนะ-เครื่องสืบต่อจากวัตถุคือกลิ่น
อายตนะคือรส --- รสายตนะ-เครื่องสืบต่อจากวัตถุคือรส
อายตนะคือกายสัมผัส --- โผฏฐัพพายตนะ-เครื่องสืบต่อจากวัตถุคือความสัมผัสทางกาย
อายตนะคือธัมมารมณ์ --- ธัมมายตนะ-เครื่องสืบต่อจากวัตถุคือธัมมารมณ์ ความนึกคิดทางใจ


อาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ คือ อะไร? นามขันธ์ ๔ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูปร่างกายเป็นภพที่อาศัยของจิตชั่วระยะเวลาหนึ่ง สำหรับใช้ติดต่อกับอารมณ์
โดยอาศัย อายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นเครื่องเชื่อมต่อ
ระหว่าง อารมณ์(รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ธัมมารมณ์) ถึง จิต

จิตเมื่อรับรู้ อารมณ์ (รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ธัมมารมณ์)
จะแสดงปฏิกิริยาสนองตอบต่ออารมณ์ทุกอารมณ์เสมอ
ทำให้เกิด อาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ตามมา ดังนี้คือ

จิต (ธาตุรู้) เมื่อกระทบกับ อารมณ์ --- รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ธัมมารมณ์
โดยอาศัย อายตนะภายใน ๖ --- ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ทำให้เกิด วิญญาณ ๖ ความรับรู้อารมณ์ขึ้น --- วิญญาณทางตา วิญญาณทางหู วิญญาณทางจมูก
วิญญาณทางลิ้น วิญญาณทางกาย วิญญาณทางใจ
ทำให้เกิด เวทนา ๓ ความรู้รสแห่งอารมณ์ ตามมา --- สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา
ทำให้เกิด สัญญา ๖ ความจดจำอารมณ์ ตามมา --- จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำกายสัมผัส จำธัมมารมณ์
และเกิด สังขาร ความนึกคิดถึงอารมณ์ ตามมา --- คิดดี คิดชั่ว คิดไม่ใช่ดีไม่ใช่ชั่ว
และลงมือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตอบโต้กับอารมณ์นั้นๆในที่สุด

ตย.
ตา เห็น รูป --- เกิดวิญญาณทางตา
ชอบ-ไม่ชอบ-เฉยๆ กับรูปที่เห็น --- เกิดเวทนา
จำรูปที่เห็น --- เกิดสัญญา
คิดดี-คิดชั่ว-คิดไม่ใช่ดีไม่ใช่ชั่ว กับรูปที่เห็น --- เกิดสังขาร

ครบขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
หรือ อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์


จิตสามัญสัตว์โลก เป็นอย่างไร? ยึดถือและปรุงแต่งไปตามอารมณ์ตลอดเวลา

จิตสามัญสัตว์โลกมีอวิชชาครอบงำ จะยึดถือและปรุงแต่งไปตามอารมณ์ตลอดเวลา
ทำให้เกิดอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์(เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ขึ้นเสมอทุกอารมณ์
คือ เกิดขันธ์ ๕ --- รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขึ้นตลอดเวลา
ดังนั้นที่จะไม่ทุกข์เป็นไม่มี เพราะโดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

และในวันนึงๆ ขันธ์ ๕ เกิดขึ้นที่จิตและดับไปจากจิตตลอดเวลา
จิตก็เข้าใจว่าตนเองเกิดดับตามขันธ์ ๕ ที่เกิดดับ เพราะไม่รู้จักตนเอง
เมื่อขันธ์ ๕ แปรปรวนไป จิตก็แปรปรวนตามขันธ์ ๕ ที่แปรปรวนไป ทุกข์จึงเกิดขึ้นที่จิต


ทำอย่างไรจึงจะถึงที่สุดทุกข์? ปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามเสด็จ

พระพุทธองค์ทรงสอนให้ปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘
เพื่อให้จิตรู้จักอารมณ์ตามความเป็นจริง
จิตเมื่อไม่ยึดถืออารมณ์ ก็ไม่ปรุงแต่งไปตามอารมณ์
ไม่เกิดอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์
ขันธ์ ๕ ก็ไม่เกิดขึ้นที่จิต ทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้นที่จิต

ดังนั้นถึงขันธ์ ๕ จะแปรปรวนไปอย่างไร จิตของผู้ปฏิบัติก็ไม่ทุกข์
เพราะจิตไม่แปรปรวนตามขันธ์ ๕ ที่แปรปรวนไป

และถ้าพากเพียรปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
จิตย่อมปล่อยวางการยึดถือขันธ์ ๕ ได้อย่างสิ้นเชิง
จิตบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส เป็นอมตธรรม ธรรมที่ไม่ตาย
ไม่ต้องกลับมาเวียนเกิดเวียนตายในสังสารวัฏฏ์อีกต่อไป
ถึงที่สุดทุกข์ หรือพระนิพพาน








Create Date : 23 พฤษภาคม 2553
Last Update : 23 พฤษภาคม 2553 7:42:22 น. 3 comments
Counter : 1083 Pageviews.  

 

คุณหนูเล็กนิดเดียวครับ

อนุโมทนาในบทความดีๆ ที่คุณนำมาลงให้อ่านกัน มีประโยชน์มาก

เป็นการแจกแจงให้เข้าใจได้โ ดยมีพระพุทธพจน์รับรองไว้

ซึ่งแตกต่างจากที่คนอื่น ที่เข้าใจมาจากการอ่านตำหรับตำราเท่านั้น

เมื่อนำมาเปรียบเทียบแล้ว ของคุณชี้แจงได้ชัดเจนพิจารณาตามได้จริง

ธรรมภูต


โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 23 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:19:25 น.  

 


โดย: Tonkra49 วันที่: 23 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:25:38 น.  

 


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 23 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:48:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

หนูเล็กนิดเดียว
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




พระพุทธศาสนา
มีหลักการที่ตั้งอยู่บนเหตุ-ผล

อริยสัจ ๔
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค


เหตุ-จิตชอบแส่ส่ายออกไปหาเรื่อง
(สมุทัย)
ผล-ทุกข์โหมกระหน่ำทับถมจิตใจ
(ทุกข์)

เหตุ-ปฏิบัติสัมมาสมาธิตามหลักมรรค ๘
ให้จิตระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งสติ
ไม่แส่ส่ายออกไปหาเรื่อง

(มรรค)
ผล-จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
ทุกข์ไม่โหมกระหน่ำทับถมจิตใจ

(นิโรธ)

เหตุ-รู้อยู่ที่เรื่อง (สมุทัย)
ผล-เป็นทุกข์ (ทุกข์)

เหตุ-รู้อยู่ที่รู้ (มรรค)
ผล-ไม่ทุกข์ (นิโรธ)



ธรรมบรรยาย โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์


[Add หนูเล็กนิดเดียว's blog to your web]