เผณปิณฑสูตร ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕

เผณปิณฑสูตร (ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕)

[๒๔๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้อยุชฌบุรี.
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคานี้ พึงนำกลุ่มฟองน้ำใหญ่มา
บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณากลุ่มฟองน้ำใหญ่นั้นโดยแยบคาย

เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
กลุ่มฟองน้ำนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่าหาสาระมิได้เลย

สาระในกลุ่มฟองน้ำ พึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ
อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
ภิกษุย่อมเห็นเพ่ง พิจารณารูปนั้นโดยแยบคาย

เมื่อภิกษุนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
รูปนั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้

สาระในรูปพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน.

[๒๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อฝนเมล็ดหยาบตกอยู่ในสรทสมัย
ฟองน้ำในน้ำ ย่อมบังเกิดขึ้นและดับไป
บุรุษผู้มีจักษุ พึงเห็น เพ่ง พิจารณาฟองน้ำนั้นโดยแยบคาย

เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
ฟองน้ำนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลย

สาระในฟองน้ำนั้นพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด.

เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ
อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาเวทนานั้นอยู่โดยแยบคาย

เมื่อภิกษุนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
เวทนานั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้

สาระในเวทนาพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน.

[๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อนยังอยู่
พยับแดด ย่อมเต้นระยิบระยับในเวลาเที่ยง
บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณา พยับแดดนั้นโดยแยบคาย

เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
พยับแดดนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลย

สาระในพยับแดดพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด.

สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ
อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาสัญญานั้นอยู่โดยแยบคาย

เมื่อภิกษุนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
สัญญานั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้

สาระในสัญญาพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน.

[๒๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้มีความต้องการด้วยไม้แก่น
เสาะหาไม้แก่น เที่ยวแสวงหาไม้แก่นอยู่
ถือเอาจอบอันคม พึงเข้าไปสู่ป่า

บุรุษนั้นพึงเห็นต้นกล้วยใหญ่ ตรง ใหม่ยังไม่เกิดแก่นในป่านั้น
พึงตัดโคนต้นกล้วยนั้นแล้วจึงตัดปลาย แล้วจึงปอกกาบใบออก
บุรุษนั้นปอกกาบใบออก ไม่พึงได้แม้กระพี้ในต้นกล้วยใหญ่นั้น
จะพึงได้แก่นแต่ที่ไหน
บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคายซึ่งต้นกล้วยใหญ่นั้น

เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
ต้นกล้วยใหญ่นั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาแก่นมิได้

แก่นในต้นกล้วยพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด.

สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ
อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาสังขารนั้นโดยแยบคาย

เมื่อภิกษุนั้นเห็นเพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
สังขารนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้

สาระในสังขารทั้งหลายพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกันแล.

[๒๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักเล่นกลหรือลูกมือนักเล่นกล
พึงแสดงกลที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง
บุรุษผู้จักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณากลนั้นโดยแยบคาย

เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย
กลนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้

สาระในกลพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด[.

วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ
อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย

เมื่อภิกษุเห็น เพ่งพิจารณาวิญญาณนั้นโดยแยบคาย
วิญญาณนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้

สาระในวิญญาณพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกันแล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขาร ทั้งในวิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ฯลฯ
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้.

*
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า

[๒๔๗] พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงแล้วว่า

รูป อุปมาด้วย กลุ่มฟองน้ำ
เวทนา อุปมาด้วย ฟองน้ำ
สัญญา อุปมาด้วย พยับแดด
สังขาร อุปมาด้วย ต้นกล้วย
และ วิญญาณ อุปมาด้วย กล

ภิกษุย่อมเพ่งพิจารณาเห็นเบญจขันธ์นั้นโดยแยบคายด้วยประการใดๆ
เบญจขันธ์นั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่าง เป็นของเปล่า ด้วยประการนั้นๆ


ก็การละธรรม ๓ อย่าง อันพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาดังแผ่นดินปรารภกายนี้
ทรงแสดงแล้ว ท่านทั้งหลายจงดูรูปอันบุคคลทิ้งแล้ว.

อายุ ไออุ่น และวิญญาณย่อมละกายนี้เมื่อใด
เมื่อนั้น กายนี้อันเขาทอดทิ้งแล้วย่อมเป็นเหยื่อแห่งสัตว์อื่น
หาเจตนามิได้ นอนทับถมแผ่นดิน.
นี้เป็นความสืบต่อเช่นนี้ นี้เป็นกลสำหรับหลอกลวงคนโง่

เบญจขันธ์ เพียงดังว่าเพชฌฆาตผู้หนึ่ง
เราบอกแล้ว สาระย่อมไม่มีในเบญจขันธ์นี้.

ภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วมีสัมปชัญญะ มีสติ
พึงพิจารณาขันธ์ทั้งหลายอย่างนี้ ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน.

ภิกษุเมื่อปรารถนาบทอันไม่จุติ (นิพพาน)
พึงละสังโยชน์ทั้งปวง พึงกระทำที่พึ่งแก่ตน
พึงประพฤติ ดุจบุคคลผู้มีศีรษะอันไฟไหม้ ดังนี้.


จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรค เผณปิณฑสูตร

...........................................

^

เผณุปิณฑสูตร เป็นพระสูตรว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕ ดังข้อความในบาลีมีว่า

เผณุปิณฺฑูปมํ รูปํ
เวทนา ปุพฺพลูปมา
มริจิกูปมา สญฺญา
สงฺขารา กทลูปมา
มายูปมญฺจ วิญญาณํ
เทสิตาทิจฺจพนฺธุนา

พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงแล้วว่า
รูป อุปมาด้วย กลุ่มฟองน้ำ
เวทนา อุปมาด้วย ฟองน้ำ
สัญญา อุปมาด้วย พยับแดด
สังขาร อุปมาด้วย ต้นกล้วย
วิญญาณ อุปมาด้วย กล


ทรงเปรียบ ขันธ์ ๕ กับสิ่งอันหาสาระอะไรมิได้เลย แปรปรวนเสื่อมสิ้นเกิดดับตลอดเวลา

เบญจขันธ์ เพียงดังว่าเพชฌฆาตผู้หนึ่ง
เราบอกแล้ว สาระย่อมไม่มีในเบญจขันธ์นี้

ภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วมีสัมปชัญญะ มีสติ
พึงพิจารณาขันธ์ทั้งหลายอย่างนี้ ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน

ภิกษุเมื่อปรารถนาบทอันไม่จุติ (นิพพาน)
พึงละสังโยชน์ทั้งปวง พึงกระทำที่พึ่งแก่ตน
พึงประพฤติ ดุจบุคคลผู้มีศีรษะอันไฟไหม้ ดังนี้


^
พึงกระทำที่พึ่งแก่ตน โดยการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔
เริ่มจากอานาปานสติ บรรพะแรกครับ

“อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปุเรนฺติ,
จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปุเรนฺติ,
สตฺต โพชฺฌงคา ภาวิตา พหุลีกตา วิชฺชา วิมุตฺตึ ปริปุเรนฺติ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสตินี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น
ทำให้บ่อยๆแล้ว ย่อมได้ชื่อว่า ทำสติปัฏฐานสี่ให้บริบูรณ์,

สติปัฏฐานสี่นี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
ย่อมได้ชื่อว่า ทำโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์,

โพชฌงค์เจ็ดนี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
ย่อมได้ชื่อว่า ทำวิชชาจิตหลุดพ้นทุกข์ให้บริบูรณ์ ดังนี้”



ยินดีในธรรมทุกๆท่านครับ







Create Date : 29 สิงหาคม 2552
Last Update : 9 ตุลาคม 2552 19:09:26 น. 1 comments
Counter : 526 Pageviews.  

 


โดย: นายแจม วันที่: 1 กันยายน 2552 เวลา:7:03:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

หนูเล็กนิดเดียว
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




พระพุทธศาสนา
มีหลักการที่ตั้งอยู่บนเหตุ-ผล

อริยสัจ ๔
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค


เหตุ-จิตชอบแส่ส่ายออกไปหาเรื่อง
(สมุทัย)
ผล-ทุกข์โหมกระหน่ำทับถมจิตใจ
(ทุกข์)

เหตุ-ปฏิบัติสัมมาสมาธิตามหลักมรรค ๘
ให้จิตระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งสติ
ไม่แส่ส่ายออกไปหาเรื่อง

(มรรค)
ผล-จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
ทุกข์ไม่โหมกระหน่ำทับถมจิตใจ

(นิโรธ)

เหตุ-รู้อยู่ที่เรื่อง (สมุทัย)
ผล-เป็นทุกข์ (ทุกข์)

เหตุ-รู้อยู่ที่รู้ (มรรค)
ผล-ไม่ทุกข์ (นิโรธ)



ธรรมบรรยาย โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์


[Add หนูเล็กนิดเดียว's blog to your web]