มหาปุณณมสูตร

มหาปุณณมสูตร

[๑๒๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้นนั่งยังอาสนะของตนแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อุปาทานขันธ์ คือ รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์
สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์ มี ๕ ประการเท่านี้หรือหนอแล ฯ


พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ มี ๕ ประการ เท่านี้ คือ
รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์
สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์ ฯ


ภิกษุนั้นกล่าว ชื่นชม ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
แล้วทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคยิ่งขึ้นไปว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ มีอะไรเป็นมูล ฯ

พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ มีฉันทะเป็นมูล ฯ

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ นั้นอย่างเดียวกันหรือ
หรือว่าอุปาทานอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ฯ


พ. ดูกรภิกษุ อุปาทาน กับ อุปาทานขันธ์ ๕ นั้น จะอย่างเดียวกัน ก็มิใช่
อุปาทาน จะอื่นจาก อุปาทานขันธ์ ๕ ก็มิใช่


ดูกรภิกษุ ความกำหนัดพอใจในอุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแล
เป็นตัวอุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น ฯ



[๑๒๒] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็ความต่างแห่งความกำหนัด พอใจในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ พึงมีหรือฯ


พระผู้มีพระภาคทรงรับว่า มี แล้วตรัสว่า

ดูกรภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า
ขอเราพึงมี รูปอย่างนี้ เวทนาอย่างนี้ สัญญาอย่างนี้
สังขารอย่างนี้ วิญญาณอย่างนี้ ในอนาคตกาลเถิด


ดูกรภิกษุ อย่างนี้แลเป็น ความต่างแห่งความกำหนัดพอใจในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ฯ


[๑๒๓]ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขันธ์ทั้งหลาย มีชื่อเรียกว่าขันธ์ ได้ด้วยเหตุเท่าไร ฯ

พ. ดูกรภิกษุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน
เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม
หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม
อยู่ในที่ไกล หรือในที่ใกล้ก็ตาม

นี่เป็น รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์


ดูกรภิกษุ ขันธ์ทั้งหลาย ย่อมมีชื่อเรียกว่าขันธ์ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ฯ


[๑๒๔] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยแห่งการบัญญัติ
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์


พ. ดูกรภิกษุ
มหาภูตรูป ๔ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ รูปขันธ์
ผัสสะ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ เวทนาขันธ์
ผัสสะ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ สัญญาขันธ์
ผัสสะ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ สังขารขันธ์
นามรูป เป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการบัญญัติ วิญญาณขันธ์



[๑๒๕] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สักกายทิฐิ จะมีได้อย่างไร ฯ

พ. ดูกรภิกษุ
ปุถุชน ผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยะ
ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ
ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมเล็งเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็น อัตตา บ้าง
เล็งเห็น อัตตา ว่ามี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บ้าง
เล็งเห็น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ใน อัตตา บ้าง
เล็งเห็น อัตตา ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บ้าง

ดูกรภิกษุ อย่างนี้แล สักกายทิฐิจึงมีได้ ฯ



[๑๒๖]ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักกายทิฐิจะไม่มี ได้อย่างไร ฯ

พ. ดูกรภิกษุ
อริยสาวก ผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ได้เห็นพระอริยะ
ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ
ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ฝึกดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมไม่เล็งเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นอัตตาบ้าง
ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามี
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บ้าง
ไม่เล็งเห็น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในอัตตา บ้าง
ไม่เล็งเห็นอัตตาใน
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บ้าง

ดูกรภิกษุ อย่างนี้แล สักกายทิฐิจึงไม่มี ฯ


[๑๒๗] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อะไรหนอแลเป็นคุณเป็นโทษ เป็นทางสลัดออกในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ


พ. ดูกรภิกษุ
อาการที่ สุขโสมนัส อาศัยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดขึ้น
นี้เป็น คุณ ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

อาการที่ รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
นี้เป็น โทษ ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

อาการที่ กำจัดฉันทราคะ ละฉันทราคะ ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณได้
นี้เป็น ทางสลัดออกใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ



[๑๒๘] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็เมื่อรู้ เมื่อเห็นอย่างไร จึงไม่มีอนุสัย คือ ความถือตัวว่าเป็นเรา ว่าของเรา
ในกายอันมีวิญญาณนี้ และในนิมิตทั้งหมดในภายนอก ฯ


พ. ดูกรภิกษุ บุคคลเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน
เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม
หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม
อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม

ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา


ดูกรภิกษุ เมื่อรู้ เมื่อเห็นอย่างนี้แล จึงไม่มีอนุสัย คือความถือตัวว่าเป็นเรา ว่าของเรา
ในกายอันมีวิญญาณนี้ และในนิมิตทั้งหมดในภายนอก ฯ



[๑๒๙] ลำดับนั้นแล มีภิกษุรูปหนึ่ง เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า

จำเริญละ เท่าที่ว่ามานี้
เป็นอันว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา
กรรมที่อนัตตาทำแล้ว จักถูกตนได้อย่างไร


ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของภิกษุรูปนั้นด้วยพระหฤทัย
จึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่โมฆบุรุษบางคนในธรรมวินัยนี้
ไม่รู้แล้ว ตกอยู่ในอวิชชา ใจมีตัณหาเป็นใหญ่
พึงสำคัญคำสั่งสอนของศาสดาอย่างสะเพร่า ด้วยความปริวิตกว่า

จำเริญละ เท่าที่ว่ามานี้
เป็นอันว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา
กรรมที่อนัตตาทำแล้ว จักถูกตนได้อย่างไร


เราจะขอสอบถาม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้แนะนำพวกเธอในธรรมนั้นๆ แล้วแล
พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ

ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล
พวกเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน
เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม
หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม
อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม

ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น

เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ


พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว
ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค
และเมื่อพระผู้มีพระภาคกำลังตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่

ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป ได้มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่นแล ฯ


มหาปุณณมสูตร





Create Date : 25 พฤษภาคม 2552
Last Update : 9 ตุลาคม 2552 19:15:41 น. 0 comments
Counter : 420 Pageviews.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

หนูเล็กนิดเดียว
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




พระพุทธศาสนา
มีหลักการที่ตั้งอยู่บนเหตุ-ผล

อริยสัจ ๔
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค


เหตุ-จิตชอบแส่ส่ายออกไปหาเรื่อง
(สมุทัย)
ผล-ทุกข์โหมกระหน่ำทับถมจิตใจ
(ทุกข์)

เหตุ-ปฏิบัติสัมมาสมาธิตามหลักมรรค ๘
ให้จิตระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งสติ
ไม่แส่ส่ายออกไปหาเรื่อง

(มรรค)
ผล-จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
ทุกข์ไม่โหมกระหน่ำทับถมจิตใจ

(นิโรธ)

เหตุ-รู้อยู่ที่เรื่อง (สมุทัย)
ผล-เป็นทุกข์ (ทุกข์)

เหตุ-รู้อยู่ที่รู้ (มรรค)
ผล-ไม่ทุกข์ (นิโรธ)



ธรรมบรรยาย โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์


[Add หนูเล็กนิดเดียว's blog to your web]