อัสสุตวตาสูตร...จิตเป็นต้นนั้น...จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง...

อัสสุตวตาสูตร



๑.ไฉนจึงทรงเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔ ว่า
จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ???

รูปร่างกายประกอบด้วยธาตุ ๖ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณธาตุ(ธาตุรู้ = จิต)
( อ้างอิงจาก “วิภังคสูตร” )

มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยแห่ง รูปขันธ์
ผัสสะ เป็นปัจจัยแห่ง เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
รูปและนาม เป็นปัจจัยแห่ง วิญญาณขันธ์

( อ้างอิงจาก “มหาปุณณมสูตร” )

มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยแห่งรูป
(รูปที่ไม่มีจิตครอง เรียก อนุปาทินกสังขาร เช่น ก้อนหิน ดิน ทราย)
รูปชนิดนี้ประกอบด้วยธาตุ ๔ ไม่มีธาตุรู้(จิต) จึงรู้อะไรไม่ได้

มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยแห่งรูปขันธ์ (รูปร่างกาย)
(รูปที่มีจิตครอง เรียก อุปาทินกสังขาร)
รูปร่างกายมนุษย์ ประกอบด้วยธาตุ ๔ + ธาตุรู้(จิต) ดังนั้นมนุษย์จึงรู้อะไรได้

รูปขันธ์ มีอายตนะภายใน ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เป็นช่องทางของจิตในการติดต่อกับอารมณ์
(รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธัมมารมณ์)

อายตนะภายใน ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อผัสสะกับ
อายตนะภายนอก ๖ รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ธัมมารมณ์ (เป็นคู่ตามลำดับ )
ทำให้เกิดอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ หรือนามขันธ์ ๔ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูปขันธ์ ๑ และนามขันธ์ ๔ รวมเป็นขันธ์ ๕
หรือก็คือ อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ นั่นเอง
หรือเรียกว่า จิตสังขาร (จิตที่ปรุงแต่งไปตามอารมณ์)


จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง หรือ จิตเป็นต้นนั้น ที่ทรงตรัสถึง
ก็คือ จิตที่ผสมอารมณ์แล้วเกิดอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์
หรือ จิตสังขาร หรือ ขันธ์ ๕ นั่นเอง.


๒.ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย
ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิ
ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา

นั่นก็คือ
ปุถุชน จิตถูกอวิชชาครอบงำ เกิดตัณหา อุปาทาน ยึดถือขันธ์ ๕ เป็นอัตตาตัวตน
ปุถุชน ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ได้เลย

แต่พระอริยสาวก เห็นขันธ์ ๕ ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงว่า
ขันธ์ ๕ไม่ใช่ของเรา ขันธ์ ๕ไม่เป็นเรา ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตนของเรา

ย่อมเบื่อหน่ายในขันธ์ ๕ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด จิตจึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นในขันธ์ ๕




พระพุทธพจน์ส่วนนี้ ผู้ศึกษาจำนวนมาก ยึดเอาตามตัวหนังสือที่เห็น
ที่พระองค์ตรัสว่า
“การยึดถือเอาร่างกายเป็นตนยังชอบกว่าการยึดถือเอาจิตเป็นตน”
โดยขาดความเฉลียวใจถึงความนัยที่ซ่อนไว้

โปรดสังเกตพระพุทธพจน์ที่มีมา
เมื่อทรงตรัสถึง ปุถุชน(คนหนาด้วยกิเลส )
จะมีนัยที่ตรงกันข้ามกับพระอริยสาวกเสมอ


พระพุทธพจน์ส่วนนี้ก็เช่นกัน ทรงหมายให้เห็นว่า

ปุถุชนผู้มิได้สดับยึดถือเอาร่างกายเป็นตน ชอบกว่า...
เพราะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่า
ร่างกายนี้มีอายุ ๑ ปีบ้าง...๒ ปีบ้าง...ร้อยปีบ้าง...เป็นต้น

แต่พระตถาคตทรงเห็นมากกว่านั้น
ทรงเห็นว่าร่างกายประกอบด้วยธาตุ ๔+ธาตุรู้(จิต)
เพราะมีจิตครอง จึงทำให้เกิดเป็นขันธ์ ๕ ขึ้น
หรือก็คืออารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ หรือ จิตสังขารนั่นเอง

และขันธ์ ๕ เกิดขึ้นที่จิตและดับไปจากจิต ตลอดเวลาทั้งกลางคืนและกลางวัน




ทรงเปรียบ จิต เหมือน วานร

จิตมีดวงเดียว ท่องเที่ยวไปสู่ที่ไกลได้ (เอกจรํ)
วานรตัวเดียว เที่ยวไปในป่าใหญ่

วานรจับกิ่งไม้ เปรียบเหมือน จิตผสมอารมณ์

ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป
เหมือนจิตปล่อยอารมณ์นั้น ผสมอารมณ์อื่น ปล่อยอารมณ์เดิม ผสมอารมณ์ใหม่ต่อไป
ตลอดเวลาทั้งกลางคืนและกลางวัน

นั่นก็คือ จิตปรุงแต่งไปตามอารมณ์
ทำให้เกิดขันธ์ ๕ ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน
จึงทรงให้พระสาวกพิจารณาขันธ์ ๕ ทั้งกลางวันและกลางคืน


ดังปรากฏใน เผณปิณฑสูตร ความว่า

พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงแล้วว่า
รูปอุปมาด้วยกลุ่มฟองน้ำ
เวทนาอุปมาด้วยฟองน้ำ
สัญญาอุปมาด้วยพยับแดด
สังขารอุปมาด้วยต้นกล้วย
และวิญญาณอุปมาด้วยกล.

ภิกษุย่อมเพ่งพิจารณาเห็นเบญจขันธ์นั้นโดยแยบคายด้วยประการใดๆ
เบญจขันธ์นั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่าง เป็นของเปล่า ฯลฯ

นี้เป็นความสืบต่อเช่นนี้ นี้เป็นกลสำหรับหลอกลวงคนโง่
เบญจขันธ์เพียงดังว่าเพชฌฆาตผู้หนึ่ง
เราบอกแล้ว สาระย่อมไม่มีในเบญจขันธ์นี้.

ภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วมีสัมปชัญญะ มีสติ
พึงพิจารณาขันธ์ทั้งหลายอย่างนี้ ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน.

ภิกษุเมื่อปรารถนาบทอันไม่จุติ (นิพพาน) พึงละสังโยชน์ทั้งปวง
พึงกระทำที่พึ่งแก่ตน พึงประพฤติดุจบุคคลผู้มีศีรษะอันไฟไหม้ ดังนี้
.



ปุถุชน จิตมีอวิชชาครอบงำ ทำให้หลงผิดยึดขันธ์ ๕ เป็นอัตตาตัวตน
ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นที่จิต


ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิด
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
...ฯลฯ...
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวง จึงมีด้วยประการ อย่างนี้


พระอริยสาวกปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ตามเสด็จพระบรมศาสดา
จิตหลุดพ้นจากการยึดขันธ์ ๕ เป็นอัตตาตัวตน เกิดวิชชาขึ้นที่จิตแทนที่
เพราะอวิชชาดับไปจากจิต ทุกข์จึงดับไปจากจิต


ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับ
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ
เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ
เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
...ฯลฯ...
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ อย่างนี้


อ่าน มหาศักยมุนีโคตมสูตร ปฏิจจสมุปบาทธรรมฝ่ายเกิด-ฝ่ายดับ



โดยทั่วไปที่มีมาในพระสูตรอื่นๆ จะเขียนไว้ชัดเจน
และเป็นอันเข้าใจตรงกันว่า

พระอริยสาวก ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนด
เพราะคลายกำหนัด จิตจึงหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ฯลฯ

พระอริยสาวก จิตหลุดพ้นจากการถือมั่นว่าขันธ์ ๕ เป็นตน
เพราะจิตรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตน ตนไม่ใช่ขันธ์ ๕
ถึงขันธ์ ๕ จะแปรปรวนไป จิตหาแปรปรวนตามขันธ์ ๕ ที่แปรปรวนไปไม่


(อ้างอิง นกุลปิตาสูตร)

ส่วนปุถุชน เมื่อขันธ์ ๕ แปรปรวนไป จิตก็แปรปรวนตามขันธ์ ๕ ที่แปรปรวนไป
เพราะจิตมีอวิชชาครอบงำ ไม่รู้จักอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง
เพราะไม่ได้ปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามเสด็จพระบรมศาสดา


...................................................

ความเพียรมีผล ความพยายามมีผล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด
ผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง ดังนี้


จะมัวรีรออะไรกันอยู่ครับ...เริ่มต้นปฏิบัติสมาธิภาวนากันอย่างจริงจังนับแต่วินาทีนี้

ยินดีในธรรมทุกๆ ท่านครับ







Create Date : 22 สิงหาคม 2552
Last Update : 9 ตุลาคม 2552 19:10:56 น. 3 comments
Counter : 1047 Pageviews.  

 
เข้ามาอ่านครับ พอดีเห็นที่ "ทรงเปรียบ จิต เหมือน วานร " จริงแล้วถ้าเอาประโยคหลังขึ้นก่อนว่า "จิตเกิดขึ้นเพื่อยึดจับเอาอารมณ์แล้วดับไป ไปยึดจับเอาอารมณ์อื่นต่อ" ก็เป็นความหมายนี้ได้เช่นดียวกัน


โดย: เออ นะ IP: 118.173.82.120 วันที่: 22 สิงหาคม 2552 เวลา:8:35:02 น.  

 
ถ้าเปรียบเทียบอย่างนั้น
ก็แสดงว่าต้องเปรียบวานรเหนี่ยวกิ่งไม้แล้วตกลงมาตาย
แล้ววานรตัวใหม่เกิดขึ้นมาเหนี่ยวกิ่งใหม่สิ

งั้นวานรมิตกตายเกลื่อนป่าล่ะหรือ???

55+ขออภัย...โปรดพิจารณา



โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 22 สิงหาคม 2552 เวลา:8:59:54 น.  

 
ท่านเออ นะ ครับ
ท่านเป็นคนช่างคิดที่คิดเองเออเองก็ได้นะครับ(ขาดเหตุผล)
ผมพยายามลองคิดตามท่าน คิดๆยังไงก็ไม่เก็ทสักที
มีที่ไหนในโลกบ้างครับ ที่เป็นอย่างที่ท่านพูดบ้าง...

กิ่งไม้เปรียบเหมือนอารมณ์ ที่วานรไปจับไปยึด จึงเรียกว่าอารมณ์
กิ่งไม้อยู่เฉยๆ เมื่อวานรยังไม่ไปจับ เราเรียกว่าอารมณ์ได้หรือ?
เรียกไม่ได้ว่าเป็นอารมณ์ วานรอาจไม่ไปจับกิ่งนั้นก็ได้

ท่านพูดว่า"จิตเกิดขึ้นเพื่อยึดจับเอาอารมณ์แล้วดับไป ไปยึดจับเอาอารมณ์อื่นต่อ"
ถามนะครับคำว่า "แล้วดับไป" อะไรดับไป? อารมณ์...หรือจิต
และพูดว่า"ไปยึดจับเอาอารมณ์อื่นต่อ" แสดงว่าวานรรู้อยู่นิครับ
ว่าอารมณ์หนึ่งดับ จึงไปจับอารมณ์ใหม่ต่อใช่มั้ยครับ?....


โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 22 สิงหาคม 2552 เวลา:10:16:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

หนูเล็กนิดเดียว
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




พระพุทธศาสนา
มีหลักการที่ตั้งอยู่บนเหตุ-ผล

อริยสัจ ๔
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค


เหตุ-จิตชอบแส่ส่ายออกไปหาเรื่อง
(สมุทัย)
ผล-ทุกข์โหมกระหน่ำทับถมจิตใจ
(ทุกข์)

เหตุ-ปฏิบัติสัมมาสมาธิตามหลักมรรค ๘
ให้จิตระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งสติ
ไม่แส่ส่ายออกไปหาเรื่อง

(มรรค)
ผล-จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
ทุกข์ไม่โหมกระหน่ำทับถมจิตใจ

(นิโรธ)

เหตุ-รู้อยู่ที่เรื่อง (สมุทัย)
ผล-เป็นทุกข์ (ทุกข์)

เหตุ-รู้อยู่ที่รู้ (มรรค)
ผล-ไม่ทุกข์ (นิโรธ)



ธรรมบรรยาย โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์


[Add หนูเล็กนิดเดียว's blog to your web]