นกุลปิตาสูตร...กายกระสับกระส่าย จิตหากระสับกระส่ายไม่

นกุลปิตาสูตร
ว่าด้วยกายเปรียบด้วยฟองไข่

[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เภสกฬาวัน
(ป่าเป็นที่นางยักษ์ชื่อเภสกฬาอยู่อาศัย)
อันเป็นสถานที่ให้อภัยแก่หมู่มฤค ใกล้เมืองสุงสุมารคิระในภัคคชนบท ฯลฯ

ครั้งนั้นแล คฤหบดีชื่อนกุลบิดาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

พระพุทธเจ้าข้า
ข้าพระองค์เป็นผู้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้วโดยลำดับ
มีกายกระสับกระส่าย เจ็บป่วยเนืองๆ พระพุทธเจ้าข้า

ก็ข้าพระองค์มิได้เห็นพระผู้มีพระภาคและภิกษุทั้งหลาย ผู้ให้เจริญใจอยู่เป็นนิตย์

ขอพระผู้มีพระภาคโปรดสั่งสอนข้าพระองค์
ขอพระผู้มีพระภาคโปรดพร่ำสอนข้าพระองค์
ด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์
เพื่อความสุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นั่นถูกแล้วๆ คฤหบดี อันที่จริง
กายนี้กระสับกระส่าย เป็นดังว่าฟองไข่ อันผิวหนังหุ้มไว้


ดูกรคฤหบดี ก็บุคคลผู้บริหารกายนี้อยู่
พึงรับรองความเป็นผู้ไม่มีโรคได้แม้เพียงครู่เดียว
จะมีอะไรเล่า นอกจากความเป็นคนเขลา

ดูกรคฤหบดี เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

เมื่อเรามีกายกระสับกระส่ายอยู่ จิตของเราจักไม่กระสับกระส่าย

ดูกรคฤหบดี ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล.

[๒] ครั้งนั้นแล คฤหบดีชื่อนกุลบิดา ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค
ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้ว
เข้าไปหาท่านพระสารีบุตร อภิวาทแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวกะนกุลปิตคฤหบดีว่า
คฤหบดี อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านบริสุทธิ์ เปล่งปลั่ง
วันนี้ ท่านได้ฟังธรรมีกถาในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคหรือ?

นกุลปิตคฤหบดีตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไฉนจะไม่เป็นอย่างนี้เล่า
พระผู้มีพระภาคทรงหลั่งอมฤตธรรมรดข้าพเจ้าด้วยธรรมีกถา.

ส. ดูกรคฤหบดี พระผู้มีพระภาคทรงหลั่งอมฤตธรรมรดท่านด้วยธรรมีกถาอย่างไรเล่า?

น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (ข้าพเจ้าจะเล่าถวาย) ข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ถวายอภิวาทแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

พระพุทธเจ้าข้า
ข้าพระองค์เป็นผู้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้วโดยลำดับ
มีกายกระสับกระส่าย เจ็บป่วยเนืองๆ พระพุทธเจ้าข้า

ก็ข้าพระองค์มิได้เห็นพระผู้มีพระภาคและภิกษุทั้งหลายผู้ให้เจริญใจอยู่เป็นนิตย์

ขอพระผู้มีพระภาคโปรดสั่งสอนข้าพระองค์
ขอพระผู้มีพระภาคโปรดพร่ำสอนข้าพระองค์
ด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์
เพื่อความสุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด.

เมื่อข้าพเจ้ากราบทูลอย่างนี้แล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นั่น ถูกแล้วๆ คฤหบดี อันที่จริง
กายนี้กระสับกระส่าย เป็นดังว่าฟองไข่ อันผิวหนังหุ้มไว้


ดูกรคฤหบดี ก็บุคคลผู้บริหารกายนี้อยู่
พึงรับรองความเป็นผู้ไม่มีโรคได้แม้เพียงครู่เดียว
จะมีอะไรเล่า นอกจากความเป็นคนเขลา

ดูกรคฤหบดี เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

เมื่อเรามีกายกระสับกระส่ายอยู่ จิตของเราจักไม่กระสับกระส่าย

ดูกรคฤหบดี ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระผู้มีพระภาคทรงหลั่งอมฤตธรรมรดข้าพเจ้าด้วยธรรมีกถาอย่างนี้แล.

[๓] ส. ดูกรคฤหบดี ก็ท่านมิได้ทูลสอบถามพระผู้มีพระภาคต่อไปว่า

พระพุทธเจ้าข้าด้วยเหตุเท่าไรหนอ?
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้มีกายกระสับกระส่ายและเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่าย

และก็ด้วยเหตุเท่าไรหนอ?
บุคคลแม้เป็นผู้มีกายกระสับกระส่าย แต่หาเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่ายไม่

น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ามาแม้แต่ที่ไกล
เพื่อจะทราบเนื้อความแห่งภาษิตนั้นในสำนักท่านพระสารีบุตร
ดีละหนอ ขอเนื้อความแห่งภาษิตนั้นจงแจ่มแจ้งกะท่านพระสารีบุตรเถิด.

ส. ดูกรคฤหบดี ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว.

นกุลปิตคฤหบดี รับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว
ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวว่า สักกายทิฏฐิ ๒๐


[๔] ดูกรคฤหบดี ก็อย่างไรเล่า?
บุคคลจึงชื่อว่า เป็นผู้มี กาย กระสับกระส่ายด้วย
จึงชื่อว่า เป็นผู้มี จิต กระสับกระส่ายด้วย


ดูกรคฤหบดี คือ
ปุถุชน ผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้
มิได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
มิได้รับแนะนำในอริยธรรม มิได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย
ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ มิได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม

ย่อมเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน
ย่อมเห็น ตน มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๑
ย่อมเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ใน ตน
ย่อมเห็น ตน ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๑

เป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า
เราเป็น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเรา

เมื่อเขาตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า
เราเป็น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเรา

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้น ย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป

เพราะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงเกิดขึ้น


ดูกรคฤหบดี ด้วยเหตุอย่างนี้แล
บุคคลจึงชื่อว่า เป็นผู้มี กาย กระสับกระส่าย
และเป็นผู้มี จิต กระสับกระส่าย



[๕] ดูกรคฤหบดี ก็อย่างไรเล่า?
บุคคลแม้เป็นผู้มี กาย กระสับกระส่าย
แต่หาเป็นผู้มี จิต กระสับกระส่ายไม่

ดูกรคฤหบดี คือ
อริยสาวก ผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้
ผู้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
ผู้ได้รับแนะนำดีแล้วในอริยธรรม ผู้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย
ผู้ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ผู้ได้รับแนะนำดีแล้วในสัปปุริสธรรม

ย่อมไม่เห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน
ย่อมไม่เห็น ตน มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๑
ย่อมไม่เห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ใน ตน
ย่อมไม่เห็น ตน ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๑

ไม่เป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า
เราเป็น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเรา

เมื่ออริยสาวกนั้น ไม่ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า
เราเป็น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเรา

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป

เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป

โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงไม่เกิดขึ้น

ดูกรคฤหบดี อย่างนี้แล
บุคคลแม้มี กาย กระสับกระส่าย
แต่หาเป็นผู้มี จิต กระสับกระส่ายไม่

ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำเช่นนี้แล้ว
นกุลปิตคฤหบดี ชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระสารีบุตร ฉะนี้แล.


นกุลปิตาสูตร

...........................

สรุป

ปุถุชน ผู้มิได้สดับ……
เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงเกิดขึ้น


ดูกรคฤหบดี ด้วยเหตุอย่างนี้แล
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้มี กาย กระสับกระส่าย
และเป็นผู้มี จิต กระสับกระส่าย


*

พระอริยสาวก ผู้ได้สดับ......
เพราะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงไม่เกิดขึ้น

ดูกรคฤหบดี อย่างนี้แล
บุคคลแม้มี กาย กระสับกระส่าย
แต่หาเป็นผู้มี จิต กระสับกระส่ายไม่.

............................

สรุปชัดๆ คือ

ปุถุชน กายกระสับกระส่าย จิตกระสับกระส่าย
เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนไป (กายกระสับกระส่าย)
ทุกข์จึงเกิดขึ้นที่จิต (จิตกระสับกระส่าย)


*

พระอริยสาวก กายกระสับกระส่าย จิตหากระสับกระส่ายไม่
เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนไป (กายกระสับกระส่าย)
ทุกข์ไม่เกิดขึ้นที่จิต (จิตหากระสับกระส่ายไม่)


*

เพราะ ปุถุชน ไม่ได้รับการอบรมจิต
จิตมีอวิชชาครอบงำอยู่ ไม่รู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง
จิตรู้ผิดหลงผิดจากความเป็นจริง
จึงหลงเข้าใจผิดว่าขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็น ตน

เพราะจิตยึดถือขันธ์ ๕ เป็นตน
เมื่อขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) แปรปรวนไป
จิตจึงแปรปรวนตาม


*

พระอริยสาวก ได้รับการอบรมจิต
จิตหลุดพ้นจากการครอบงำของอวิชชา
เกิดวิชชาขึ้นแทนที่ รู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง
จิตเป็นพุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่นผู้เบิกบาน
รู้เห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริงแล้วว่า
ขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ไม่ใช่ตน

จิตปล่อยวางการยึดถือขันธ์ ๕ เป็นตน
เมื่อขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) แปรปรวนไป
จิตจึงไม่แปรปรวนตาม

จิตรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตนของเรา

^

นกุลปิตาสูตร พระสูตรนี้ ชี้ชัดเจนให้เห็นว่า
วิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์ ๑ ในขันธ์ ๕ ไม่ใช่ จิต


แต่ปุถุชนไม่ได้รับการอบรมจิต
จิตมีอวิชชาครอบงำอยู่(ไม่รู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง)
หลงเข้าใจผิด ว่าขันธ์ ๕ ซึ่งก็รวม วิญญาณขันธ์ ด้วยเป็น ตน

จึงหลงเกิดตายตามขันธ์ ๕ หรือ ก็คือ เกิดดับตามวิญญาณขันธ์ นั่นเอง
จึงบอกว่า จิตเกิดดับ ด้วยอำนาจอวิชชาที่ครอบงำนั่นเอง
เพราะไม่รู้จักตนเองที่แท้จริง ว่าตนเป็นผู้รู้ ผู้เห็นอยู่
เมื่อขันธ์ ๕ แปรปรวนไป จิตจึงแปรปรวนตามขันธ์ ๕ ที่แปรปรวนไป



เมื่อปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามเสด็จพระบรมศาสดา
เพราะอวิชชาดับไปจากจิต......วิญญาณดับ...ฯลฯ.....ทุกข์ดับ ปฏิจจสมุปบาทธรรมดับ

จิต ผู้รู้ ผู้เห็น รู้ผิดเห็นผิดไปจากความเป็นจริงมาตลอดเพราะอวิชชาครอบงำ
เกิดวิชชาขึ้นแทนที่ (รู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง)
จิตเป็นพุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

รู้เห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริงแล้ว เกิดญาณรู้แล้ว
ญาณรู้ คือ จิตผู้รู้ (พุทโธ = ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน)

จิต รู้อยู่ เห็นอยู่ ว่าขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตน
จิตปล่อยวางการยึดถือขันธ์ ๕ เป็นตน
เมื่อขันธ์ ๕ แปรปรวนไป จิตจึงไม่แปรปรวนตามขันธ์ ๕ ที่แปรปรวนไป





Create Date : 19 มิถุนายน 2552
Last Update : 9 ตุลาคม 2552 19:14:36 น. 0 comments
Counter : 468 Pageviews.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

หนูเล็กนิดเดียว
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




พระพุทธศาสนา
มีหลักการที่ตั้งอยู่บนเหตุ-ผล

อริยสัจ ๔
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค


เหตุ-จิตชอบแส่ส่ายออกไปหาเรื่อง
(สมุทัย)
ผล-ทุกข์โหมกระหน่ำทับถมจิตใจ
(ทุกข์)

เหตุ-ปฏิบัติสัมมาสมาธิตามหลักมรรค ๘
ให้จิตระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งสติ
ไม่แส่ส่ายออกไปหาเรื่อง

(มรรค)
ผล-จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
ทุกข์ไม่โหมกระหน่ำทับถมจิตใจ

(นิโรธ)

เหตุ-รู้อยู่ที่เรื่อง (สมุทัย)
ผล-เป็นทุกข์ (ทุกข์)

เหตุ-รู้อยู่ที่รู้ (มรรค)
ผล-ไม่ทุกข์ (นิโรธ)



ธรรมบรรยาย โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์


[Add หนูเล็กนิดเดียว's blog to your web]