Group Blog
 
All blogs
 
Review : Japan Trip [Part 3] วันที่5 ศาลเจ้า Meiji Jingu@Harajuku & วันที่ 6 นั่งชินคันเซ็นไปโอซาก้า



My Makeup TodaY วันที่ห้าในญี่ปุ่น [29/10/2013]
อยู่นี่แต่งอยู่โทนเดียว แหะๆเค้าขี้เกียจเลือกสี
น้ำตาลเบสิคนี่แหละเกิดทุกลุค ไลน์เนอร์ล่างสีเงิน
ติดขนตาแบบเรียงเส้น ส่วนขนตาล่างขี้เกียจปัด
เอาไลน์เนอร์แบบปากกาสีดำวาดเอาเลย 555
เทคนิคนี้ลองเอาไปเล่นกันดูได้ฮับ เค้าว่ามันก็เก๋ดีนะ Smiley



วันนี้หมูพาไปเที่ยว Meiji Jingu Shrine (ศาลเจ้าเมจิ จินกู)
เป็นศาลเจ้าของลัทธิชินโตที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างมาตั้งแต่ปี 1920 นานม๊ากกก
วิธีการไปศาลเจ้าไปง่ายมากให้ขึ้นรถไฟสาย Yamanote (สายสีเขียว)
ลงที่ สถานี Harajuku เดินออกมาจากสถานีเลี้ยวขวาโลดจะเจอทางเข้าศาลเลยค่ะ
จากทางเข้าเดินเข้าไปตัวศาลด้านในขอบอกว่าไกลพอตัว แต่บรรยากาศสวยมากๆ
ต้นไม้สองข้างทางมีแต่ต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 500 ปี
เสาตรงทางเข้าศาลเจ้าเรียกว่า เสาโทริอิ (Torii) เป็นเสาไม้ทั้งต้น
ก่อนเดินผ่านประตูเสาโทริอิเข้าไปให้โค้งคำนับอย่างสุภาพก่อนนะฮับ
เจอเด็กน้อยในชุดกิโมโนด้วยเดินจูงมือกับคุณพ่อน่าร๊ากกกก
วันที่เค้าไปฝนโปรยปราย บรรยากาศเหมือนในหนังเลยแม้จะหนาวแต่ฟิน Smiley

***ในญี่ปุ่นถ้าเป็นศาลเจ้า (Shrine) ส่วนใหญ่จะเข้าฟรีไม่เสียค่าเข้าชม
แต่ถ้าเป็นวัดส่วนใหญ่จะเสียค่าเข้าที่ประมาณ 500 yen จ้า




ก่อนเข้าวัดหรือศาลเจ้าเราจะพบบ่อน้ำด้านหน้าที่มีกระบวยวางเรียงไว้ให้
เพื่อให้เราล้างมือล้างปากก่อน ถือเป็นการล้างสิ่งที่ไม่ดีออกไป
ซึ่งเพื่อนคนญี่ปุ่นเค้าสอนขั้นตอนไว้ตามนี้ฮับ
(อาจจะไม่เป๊ะมากนักถ้าหมูผิดพลาดตรงไหนแย้งได้เลยนะค้าบ)

- ใช้มือขวาถือกระบวยตักน้ำให้เต็มแล้วรินไปบนมือซ้าย
- เปลี่ยนมาถือกระบวยมือซ้ายรินไปบนมือขวา
- ถือกระบวยมือขวาแล้วรินน้ำลงบนมือซ้ายเพื่อใช้น้ำล้างปาก/บ้วนปาก
- ล้างมือซ้ายให้สะอาด แล้วถือกระบวยตั้งขึ้นให้น้ำที่เหลือไหลรินลงมา
เพื่อล้างก้านถือกระบวย เพื่อนเค้าบอกขั้นตอนนี้คนญี่ปุ่นบางคนยังไม่ค่อยทราบกันเลยฮับ




อากาศวันนี้ประมาณ 14-16 องศา แต่มีฝนเลยจะรู้สึกเย็นกว่าปกติฮับ
ด้านในเค้าใส่แค่เสื้อไหมพรมบางๆ แล้วทับด้วย Uniqlo Ultra Light Down
เค้าสอยที่ญี่ปุ่นวันแรกที่มาเลยเพราะมันเซลล์ 555 เหลือตัวละ 4,999 yen
ประมาณตัวละ 1,500 บาทเท่านั้น บ้านเราตัวละ 2,450 บาท ถูกกว่าเกือบพันสุดย๊อด!
เสื้อแบบนี้แม้จะดูบางๆแต่ด้านในจะบุด้วยขนเป็ดบอกเลยว่าอุ่นจริงอะไรจริง
อากาศประมาณนี้ใส่แค่นี้เอาอยู่สบายๆค่ะ ลองเอาไปใส่ที่ยุโรปตอน 5 องศาก็เอาอยู่ฮับ
แต่ต้องใส่ Uniqlo Heattech ด้านในช่วยเน่อ รายละเอียดการแต่งตัวหน้าหนาว
เค้าเคยเขียนบล็อคไว้ลองเข้าไปอ่านได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้นะค้า

Review [Part 1] : แต่งตัวอย่างไรไปเที่ยวเกาหลีหน้าหนาวตอนอากาศติดลบ
Review [Part 2 : ภาคจบ] : แต่งตัวอย่างไรไปเที่ยวเกาหลีหน้าหนาวตอนอากาศติดลบ




ศาลเจ้าแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้กับ
จักรพรรดิ MeiJi และจักรพรรดินี Shoken ตามความเชื่อของศาสนาชินโต
หลังจากสวรรคตได้อัญเชิญดวงวิญญาณของทั้งสองพระองค์
มาประทับ ณ ศาลเจ้าแห่งนี้ เมื่อปี ค.ศ. 1920
แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารและโครงสร้างเดิมของศาลเจ้าเมจิ
ได้ถูกทำลายไปหมดแต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ได้มีการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่
จนเสร็จสมบูรณ์ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ.1958
Credit : //vannadiary.wordpress.com



แผ่นไม้เขียนคำอวยพรที่นี่ราคาแผ่นละ 500 yen
ซื้อมาแล้วเค้ามีปากกาดำและที่ให้เขียนเสร็จสรรพ
เขียนเสร็จแล้วก็นำมาแขวนไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่
แอบเดินวนๆมีเขียนเป็นภาษาไทยเยอะมากเลย ฮี่ๆ



ออกจากวัดมาเดินเล่นย่านฮาราจูกุนิดหน่อย
วันนี้ไม่เน้นชอปปิ้งเพราะฝนตกเดินชอปลำบาก
แต่ก็โดนจนได้ แหะๆ ร้านนี้อยู่ริมถนนใหญ่เลย
ตรงข้ามกับพวกร้าน Zara อะไรพวกนั้นถ้าจำไม่ผิด
มีรองเท้าผ้าใบยี่ห้อ Maxstar แบรนด์ของเกาหลี
คู่ที่เค้าใส่เที่ยวญี่ปุ่นทริปนี้บ่อยๆ หนังสีน้ำตาลข้อสูง
เป็นรองเท้าผ้าใบที่มีส้นแต่ส้นหนาเท่ากันหมดเดินสบายสุดๆ
ใส่แล้วแลดูสูงด้วย ฮี่ๆ ร้านนี้เอามาลดราคากระหน่ำมากกกก
เค้าได้คู่สีชมพูขวาบนมา ในเว็ปของเกาหลีประมาณ 2,000 บาท
ซื้อร้านนี้ในราคาเซลล์เหลือแค่ 600 บาท โอ๊ยดีใจได้ของถูก 555



คือเค้ายืนเลือกรองเท้าชาติเศษๆ นานมากจนคุณแฟนหิวจัด
ดีนะตรงข้ามร้านรองเท้ามีร้านเครป จัดมาหนึ่งอัน
ราคาเท่าไหร่เค้ามิทราบ แต่นางเอามาให้ชิม
ขอบอกว่าเครปอร่อยโฮกกกก หวานกำลังดี
เนื้อเครปนุ่ม วิปครีมหอมมัน มีเนื้อบราวนี่ย์ด้วย แย่งกินซะเลย
เอาจริงๆก็หิวเหมือนกันแต่เมามันส์กะการช้อปเลยทนได้ 555 Smiley



มื้อเที่ยงวันนี้อาจหาญมาก ไปลองทานร้านแบบที่ต้องกดตู้
ชื่อร้าน Chikara Meshi ซักซอยนึงในย่านฮาราจูกุนี่หล่ะฮะ
เอาจริงๆวิธีการใช้ตู้ก็ไม่ยุ่งยากมาก แค่ตอนแรกงงว่าไมกดไม่ได้
มันต้องหยอดเงินเข้าไปก่อนถึงจะกดเลือกเมนูได้ 555
หยอดเงิน - เลือกเมนู - รับใบออเดอร์และเงินทอน
เสร็จแล้วเอาใบออเดอร์ไปยื่นให้พนักงานแล้วก็นั่งรออาหารมาเสิร์ฟฮับ
เค้าถ่ายคลิปสั้นๆไว้ใน IG ด้วยเข้าไปชมได้ที่ >>>CLICK<<<



สองเมนูที่กดสั่งมั่วๆออกมา ฮี่ๆ ซ้ายมือของคุณแฟนอาหย่อยง่ะ
เหมือนหมูกะผัดถั่วงอกรสเผ็ดนิดๆ กินกะข้าวสุดยอดดด !
ส่วนของเค้าแกงกระหรี่ชีสยืดดดด ก็อร่อยน้าแต่มันเอือมชีส ฮือ
ราคาประมาณ 400-500 yen (130-160 บาท) ไม่แพงน้าเพราะปริมาณเยอะมากกก



จากฮาราจูกุเค้าก็เดินเล่นทอดน่องมาจนถึงชิบูย่าเดินชิลๆแค่หนึ่งกิโลครึ่ง
.....กลับมายืนที่เดิม ห้าแยกที่เคยคุ้นตา 555 วันนี้คนไม่ค่อยเยอะนะนี่



แว่บขึ้นไปบนตึก Shibuya109 แป๊บนึง ไม่ได้อะไรออกมาเลย
ตึกนี้จะเป็นแบรนด์ญี่ปุ่น ราคาแสบทรวงง่ะ เสื้อผ้าราคาประมาณ 2,000-8,000 บาท
เป็นราคาที่ไม่สมกะฐานะของอิชั้น เกิน 500 บาทเค้าก็คิดหนักละ 555
ที่นี่มีแบรนด์ดัง Liz Lisa อยู่ชั้นไม่ 3 ก็ 4 ด้วยฮะ

ใครเลิฟสไตล์เจ้าหญิงๆหวานสุดพลังกรี้ดแน่ๆ แอบถ่ายคลิปสั้นๆมาด้วย >>>CLICK<<<




ชอปปิ้งไม่สำเร็จเดินลงมาหาอะไรหม่ำดีฝ่า
เดินมั่วๆเจอชีสทาร์ตร้านดังพอดีเลย เย้ๆ ร้าน PABLO
ร้านนี้มีหลายสาขาทั้งในโตเกียวและโอซาก้า
สาขาในชิบูย่านี้เปิดทุกวัน 10.00-22.00 น.จ้า
ร้านอยู่ใกล้ๆตึก Shibuya109 หล่ะมีแต่คนบอกร้านนี้ต้องต่อคิวรอยาวมาก
เค้าโชคดีมากเจอแบบแทบไม่มีคนเลยต่อแค่สองสามคิวก็ได้หม่ำ ฮี่ๆ



สิ่งที่ต้องสั่งก็คือ “Yakitate Cheese Tart” หรือชีสทาร์ตปกตินี่หล่ะ
ราคาก้อนละ 780 yen หรือประมาณ 245 บาท ถูกมากกกเพราะก้อนใหญ่เว่อร์ๆๆ
ซึ่งเราสามารถเลือกความสุกได้ 2 แบบ Rare คือแบบอบไม่สุกดีครีมชีสจะเยิ้มๆ
และแบบ Medium คือชีสด้านในสุกกำลังดี ไม่เยิ้มแต่ไม่แข็งกระด้างจ้า
เค้าสั่งแบบ Rare มาลอง อืมมมมเด็ดสมคำล่ำลือครีมชีสเข้มข้นมว๊ากกกก
แป้งพายกรอบกำลังดี ครีมชีสเยิ้มเบาๆรสไม่หวานมากเปรี้ยวนิดๆกำลังอร่อย
เห็นชิ้นบึ้มขนาดนี้ไม่อยากจะบอกว่าแบ่งกันสองคนหมดเกลี้ยงในระยะเวลาอันรวดเร็ว555
ถ้าใครกลัวอ้วนจะค่อยๆแบ่งกิน เก็บในตู้เย็นได้ 3 วันนะจ๊ะ
แต่เค้าว่าทานตอนเพิ่งอบร้อนๆอ้ะเด็ดสุด น่าหม่ำแค่ไหนดูคลิปได้ ฮี่ๆ >>>CLICK<<<



ก่อนกลับวันนี้แวะ Mutsumoto ได้ของติดไม้ติดมือกลับมือหนึ่งชิ้นที่โดนใจมาก
นั่นก็คือแปรงปัดแป้งของ Kanebo เป็นรุ่นที่ไม่มีขายในบ้านเรา
เป็นขนสัตว์แต่เค้ามิสามารถระบุได้ว่าขนอะไร 555 ขนนุ่มกำลังดี ไม่ข่วนหน้า จิกแป้งติดง่าย
โดนใจตรงที่ราคาเต็ม 8,000 yen (2,500บาท) ลดราคาเหลือ 5,880 yen (1,835บาท)
ใครไปเจอตอนลดราคาเค้าแนะนำฮะเป็นแปรงที่คุณภาพดีมากจริงๆ ! Smiley



หลังจากตะลอนๆมาทั้งวันกลับมาถึงบ้านคาดว่าหิวแน่
เลยแวะ 7-11 ซื้อข้าวกล่องเป็นข้าวหน้าหมูเค็มๆหวานๆ
ถ้าจำไม่ผิดกล่องละร้อยกว่าบาทฮะ แยกข้าวแยกหมูมาให้
เอามาคลุกกับพวกน้ำพริกนรก น้ำพริกตาแดง ที่ขนมาจาก 7-11 เมืองไทย
แซ่บอีหลีเด้อค่า กินเผ็ดบ้างอะไรบ้างจะได้ไม่เอือมเนอะ ท้องอิ่มแล้วนอนได้ เย่!Smiley



My Makeup TodaY วันที่หกในญี่ปุ่น [30/10/2013]
นัวๆเบาๆโทนเงิน เบจ แก้มปากโทนชมพู



หอบผ้าหอบผ่อนแบกเป๋าออกจากบ้านเพื่อน วันนี้จะไปตะลุยต่างเมืองกันฮ้าฟ
รองท้องมื้อเช้าเบาๆด้วยข้าวปั้นเจ้าประจำแถวบ้าน อันละ 157 yen (49 บาท)
แหล่มมั่กๆอันเดียวอิ่มอยู่ท้องได้ไปอีกมื้อ เค้าหม่ำไส้แซลมอน แคมป์หม่ำไข่ปลา

***วิธีมัดจุกทรงซาลาเปาบันแบบในรูปเค้ามีทำฮาวทูไว้ใน YouTube
คลิกเข้าไปชมได้ตามนี้ฮับ https://www.youtube.com/watch?v=ODS0NWPQ57o




สำหรับวันนี้เค้าจะเดินทางไปโอซาก้ากันโดยรถไฟ
ซึ่งวางแผนมาตั้งแต่ที่ไทยด้วยการซื้อ JR Pass สำหรับ 7 วันมาฮะ

JR Pass คืออะไร?
JR Pass หรือ Japan Rail Pass เป็นบัตรไว้ใช้ท่องเที่ยวทั่วญี่ปุ่น
สามารถนั่งได้ทั้งรถไฟ รถเมล์ และเรือ ทั้งหมดในเครือของ JR
รวมไปถึงรถไฟชินคันเซ็น (Shinkansen) ได้แบบไม่จำกัดจำนวนรอบจ้า
แต่ข้อจำกัดในการซื้อ JR Pass คือขายให้เฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้น!
โดยต้องซื้อไปตั้งแต่ที่ไทย ไม่มีขายในญี่ปุ่นนะจ๊ะ งานนี้บอกเลยว่าคนญี่ปุ่นอิจฉา ฮี่ๆ

JR Pass หาซื้อได้ที่ไหน? ราคาเท่าไหร่?
เค้าซื้อ
JR Pass จากบริษัทตัวแทนจำหน่ายตั๋ว H.I.S.
ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่มีหลายสาขาในกทม.และต่างจังหวัดนิดหน่อย
สาขาที่เค้าซื้อคือที่อัมรินทร์พลาซ่าชั้นล่าง เดินไปด้านหลังห้างอยู่สุดทางฝั่งขวามือจ้า
รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปชมที่เว็ปของ
H.I.S. เลยค่า
//www.his-bkk.com/th/japan_rail_pass.php



บัตร JR Pass จะมีหลายแบบแบ่งตามภูมิภาค
ถ้า JR Pass เลยคือใช้ได้ทั่วประเทศญี่ปุ่น แต่ถ้าเราเน้นเที่ยวเฉพาะภาค
อย่างต้องการเที่ยวแค่ฝั่งเดียวก็เลือกซื้อตามพื้นที่ได้
เช่น JR West (Kansai) , JR Hokkaido , JR Kyushu ฯลฯ
ราคาแบบแบ่งตามภูมิภาคจะราคาถูกกว่าแบบที่ใช้ได้ทั่วประเทศ
เค้าเองซื้อแบบ JR Pass ไปเลยสะดวกดี มีให้เลือก 3 แบบ
คือแบบ 7 วัน , 14 วัน และ 21 วัน <<< เค้าเลือกแบบ 7 วัน
ราคาตามภาพด้านบน แต่ราคาจะเปลี่ยนแปลงตามค่าเงินเยนในวันที่ซื้อนะฮับ
วันที่เค้าซื้อแพงกว่ารูปที่เอามาโพสอีกเงินเยนขึ้นง่ะ กระซิกๆ 9,3XX บาทแน่ะ Smiley

วิธีการใช้ JR Pass ?
ตอนที่เราซื้อ JR Pass จากเอเจนซี่เราจะได้มาเป็นตั๋ว Exchange Order แบบในรูปขวาบน
ซึ่งก่อนจะนำไปใช้ต้องไปยื่นรับเป็นตั๋ว JR Pass ของจริงก่อนถึงจะนำไปใช้ได้
เค้าไปแลกตั๋วจริงที่สถานี Tokyo Station จะมีห้อง JR Travel Service Center หาไม่ยากค่ะ
ไปถึงแค่ยื่นตั๋ว
Exchange Order ที่ได้มาจากไทยคู่กับพาสปอร์ตเป็นอันเรียบร้อย
เค้าจะให้ตั๋วจริงเรามาหน้าตาแบบรูปซ้ายล่าง ระบุชื่อ-นามสกุลของเราอยู่
ซึ่งด้านหลังจะมีรายละเอียดว่าบัตรจะเริ่มใช้วันไหนและจะสิ้นสุดลงวันไหน
โดยการเดินเข้าสถานีแค่โชว์ตั๋ว
JR Pass ให้เจ้าหน้าที่ก็พอเค้าจะเช็คว่าตั๋วหมดอายุวันไหนจ้า

สำหรับเค้าบอกเลยว่าคุ้มมากกกก!!! แนะนำให้ซื้อ
JR Pass จริงๆถ้าเราเดินทางต่างเมือง
อย่างเค้านั่งจากโตเกียวไปโอซาก้าแล้วนั่งกลับมาโตเกียวอีกโดยชินคันเซ็น
แค่ค่ารถไฟชินคันเซ็นก็นับว่าคุ้มเกินราคาแล้ว รวมการเดินทางยิบย่อยอีกสะดวกมากมายจ้า
แต่ว่าอย่างรถไฟบางสายในต่างเมืองที่ไม่ใช่ของ JR ก็ต้องซื้อเพิ่มต่างหากน้า



ก่อนขึ้นชินคันเซ็นก็ต้องตุนเสบียงกันก่อน กองทัพต้องเดินด้วยท้อง 555
อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาเยอะ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ "ข้าวกล่องรถไฟ" ฮี่ๆ
มีร้านขายในสถานีทุกที่เลย ราคากล่องละ 700-3,000 yen
เลือกตามระดับความไฮโซวหรูหราได้เลยฮะ ขอบอกว่าน่ากินทุกร้านเลือกยากมั่กๆ



มาแร้นนนรถไฟในฝัน
รถไฟชินคันเซ็น (Shinkansen) Smiley
หรือที่เรารู้จักกันในอีกชื่อว่า รถไฟหัวกระสุน (bullet train)
เพราะหน้าตาของหัวรถไฟคล้ายและมีความรวดเร็วเหมือนกระสุนปืนนั่นเอง
อดีตเคยเป็นรถไฟความเร็วสูงที่เร็วที่สุดในโลกเลยน้า แต่ตอนนี้โดนฝรั่งเศษทุบสถิติไปละ
รถไฟความเร็วสูงที่เร็วสุดในโลกตอนนี้คือ รถไฟทีจีวี (TGV) วิ่งได้
572 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจ้า
ชินคันเซ็นวิ่งได้เร็วสุด 442 กม./ชม. สำหรับการใช้บัตร JR Pass
เราสามารถขึ้นชินคันเซ็นได้ แต่ยกเว้น รถชินคันเซ็น Nosomi
ซึ่งเป็นคันที่จอดแวะสถานีน้อยที่สุดถึงจุดหมายไวที่สุด ยกเว้นแค่คันนี้คันเดียวฮะ
เค้าขึ้น
รถชินคันเซ็น Hikari จอดแวะตามสถานีมากกว่า Nosomi หน่อย
แต่ก็ถึงไวพอกันเน่อ จากสถานี Tokyo ถึง Osaka ใช้เวลาแค่สองชั่วโมงครึ่ง เท่านั้นจ้า



บนรถไฟมีห้องน้ำให้สะดวกสบาย มีให้เลือก 2 แบบด้วย
แบบ Western Style (ชักโครกนั่ง) และแบบ Japanese Style (แบบนั่งยองๆเหมือนบ้านเรา)



กล่องข้าวน้อยของเค้า เลือกมาเพราะเห็นว่าเป็นกล่องพิเศษทำขึ้นมาช่วง Autumn
ถ้าจำไม่ผิดกล่องละประมาณสามร้อยกว่าบาท ซื้อกล่องเดียวแบ่งกันสองคนอิ่มอยู่นะ
เหมือนข้าวผัดธัญพืชกินกะ ไข่เจียวหั่นฝอย ไก่ย่าง ผักทอด ฯลฯ กลมกล่อมหมูชอบ



นั่งงงๆแป๊บเดียวก็ถึงแล้วสถานีใหญ่ Shin Osaka
ซึ่งเป็นจุดเชื่อมไป Subway ได้ เค้านั่งต่อไปสถานี Awasa (อาวาสะ)
ซึ่งไม่ใช้ของ JR ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้ต้องซื้อตั๋วต่างหากนะจ๊ะ
ธรรมเนียมการนั่งรถไฟของคนญี่ปุ่นคือไม่ทานอาหาร (เค้าไม่ได้ห้ามแต่มิมีใครทานเน่อ)
ไม่พูดคุยเสียงดัง และที่สำคัญไม่รับโทรศัพท์!!! <<<ถือเป็นการเสียมารยาทมากบอกเลย



ใครเคยผ่านการเดินทางด้วยรถไฟในโตเกียวมาแล้ว
บอกเลยว่าเมืองอื่นเด็กๆ555 มันไม่ซับซ้อนวุ่นวายเป็นเขาวงกตเหมือนโตเกียวฮะ
แต่ถ้ายังงงแนะนำให้ใช้มุขเดิมของเค้า......ถามเจ้าหน้าที่โลด
ว่าไปทางไหน ขึ้นสเตชั่นไหน รับประกันไม่มีหลง! เซฟเวลาไปเยอะมาก อิอิ
โรงแรมที่เค้าจองผ่าน Booking.com มาคือ
Super Hotel  Osaka Natural Hot Spring
อยู่ใกล้ทางออกที่ 9 ของสถานี Awasa เดินไปแค่ประมาณ 350 เมตรเท่านั้น
ตรงออกมาเลี้ยวขวาเจอปั๊มเดินตรงยาวๆจะเจอป้ายเลย เลี้ยวขวาตรงหัวมุม 7-11 ก็ถึงละฮะ



หน้าตาทางเข้าและล็อบบี้โรงแรม
Super Hotel  Osaka Natural Hot Spring
ไปถึงก็แค่แจ้งชื่อผู้จองพร้อมพาสปอร์ต หรือจะโชว์อีเมลล์ที่จองมาด้วยก็ได้
เค้าชอบการจองผ่าน
Booking.com ตรงที่ตอนจองแค่ใช้บัตรเครดิตในการรับประกันการจอง
แต่มาจ่ายค่าห้องพักเอาที่โรงแรมวันที่เช็คอิน ซึ่งจะจ่ายเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิตก็ได้
ราคาที่โชว์ในเว็ปเป็นราคาnetแล้ว ไม่มีบวกจุกจิกวุ่นวายเหมือน Agoda.com
ราคาห้องพักที่เค้าจองมา 3 คืน อยู่ที่
20,100yen ตกราคา คืนละ 2,082 บาท จ้า (ระดับ 3 ดาว)



เช็คอินเรียบร้อยมีของขวัญกรุบกริบให้ด้วยน่ารักอ้ะเป็นพวกสกินแคร์ซองเล็กหรือใยขัดผิว
โรงแรมนี้แหล่มไม่มีกุญแจให้วุ่นวาย ใช้การกดรหัส 6 หลักในการเข้าห้องฮะ



ห้องพักตามสไตล์ญี่ปุ่นเลย คือ แคบ 555
ก็พื้นที่เค้าแพงดังนั้นโรงแรมอย่าคาดหวังว่าจะกว้างขวางแบบบ้านเรานะ
แต่เค้าจัดสัดส่วนพื้นที่ในห้องได้ดีไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดจ้า
สิ่งอำนวยความสะดวกมีให้ครบถ้วน ทีวี ตู้เย็น กาต้มน้ำ ไดร์เป่าผม
ที่สำคัญที่นี่เริ่ด!!! ในห้องพักมี Free Wifi ให้ด้วยอ้ะ ตื้นตัน Smiley เน็ตปรู้ดปร้าดสุดๆ
หมอนที่นี่เค้าเก๋นะจะเป็นแบบบีนแบ็คนอนแรกๆไม่ชินแต่นอนๆไปก็โอเคฮะ



ในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำด้วยขอบอกแต่ไม่ได้แช่เลยซักกะวัน
เพราะที่โรงแรมนี้มีออนเซ็นด้วย ฮี่ๆ หมูลงไปอาบออนเซ็นทุกคืนอ้ะติดใจจุงเบย
ในห้องจะมีชุดยูกาตะไว้ให้ใส่นอนด้วย รู้งี้ไม่ขนชุดนอนมาดีกว่า
ยูกาตะใส่นอนสบ๊าย สบาย แต่ใครนอนดิ้นเช้ามาอาจจะเปิดเปิงนิดนึง 555
น้ำดื่มที่ญี่ปุ่นสามารถทานจากก๊อกได้เลยนะฮะ แต่ต้องเปิดเฉพาะก๊อกฝั่งน้ำเย็นน้า
เพราะฝั่งน้ำร้อนอาจจะมีการใส่สารเคมีเพื่อเร่งปฏิกิริยาให้ร้อนเร็วขึ้นทานไม่ได้จ้า
เพื่อความปลอดภัยเวลาจะทานน้ำแนะนำให้เปิดน้ำต้นก๊อกทิ้งไปนิดนึงก่อนแล้วค่อยทานฮับ



สิ่งที่เด็ดที่สุดของที่สุดของโรงแรมนี้ก็คือ "ออนเซ็น"
หรือห้องอาบน้ำรวมที่มีบ่อแช่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติสไตล์ญี่ปุ่น
อยู่ที่ชั้นใต้ดินของโรงแรม โดยผู้ที่เข้าพักสามารถใช้ออนเซ็นได้ฟรี!
ออนเซ็นที่นี่เปิดตั้งแต่เช้าถ้าจำไม่ผิดคือตีห้า และปิดดึกได้ใจปิดตีสอง
ซึ่งเป็นอะไรที่เค้าฟินมาก ต้องแก้ผ้าหมด555 เข้าไปครั้งแรกนึกว่าจะอาย
บอกเลยว่าไม่อายคือทุกคนก็แก้หมดและไม่มีใครสนใจใครชิลเลย
สำหรับที่นี่จะมีห้องแช่ 2 แบบ เค้าจะสลับชาย(น้ำเงิน) หญิง(แดง) ให้ทุกวันจะได้แช่ไม่ซ้ำ
ห้องฝั่งซ้ายในรูปที่เป็นป้ายน้ำเงินห้องจะใหญ่กว่ามีอ่างหลายแบบกว่าชอบอ้ะ
เค้าแช่ทุกคืนและแช่จนถึงเวลาปิดตอนตีสองทุกครั้ง 555 เอาให้กล้ามเนื้อคลายตัวถึงขีดสุด
วิธีการเข้าแค่เพียงแจ้งห้องพักเค้าก็พอ เสร็จแล้วจะได้ผ้าขนหนูมาสองผืนผืนเล็กกับใหญ่
เข้าไปถึงจะเจอล็อกเกอร์ให้เก็บสัมภาระทุกสิ่ง ให้แก้ผ้าให้เสร็จตั้งแต่ห้องล็อกเกอร์เลย
พกผ้าขนหนูผืนเล็กเข้าไปได้ผืนนึง จะเอาคลุมจุดไหนเข้าไปก็ตามอัธยาศัย
แต่เค้าก็เดินโทงๆนี่หล่ะ เข้าเมืองตาหลิ่วเราก็ต้องหลิ่วตาตามนะฮร้าอย่าได้อาย
ในห้องออนเซ็นจะมีจุดให้อาบน้ำก่อนลงแช่ ซึ่งเค้าจะมีแชมพูสบู่ให้ครบถ้วนไม่ต้องพกไป
ล้างตัวเสร็จแล้วก็เลือกอ่างแช่ได้ตามชอบ ซึ่งในนั้นมีห้องซาวน่าให้ด้วยจ้า
เค้าจะแช่อ่างน้ำร้อนสลับล้างด้วยน้ำเย็น อ่างน้ำร้อนเค้าจะประมาณ 40 องศา
สำหรับเค้าเฉยๆนะไม่ได้ร้อนเว่อร์ ค่อยๆหย่อนเท้าลงไปก่อนแล้วค่อยๆวักน้ำขึ้นมาปรับอุณหภูมิ
พอนั่งลงไปได้ทั้งตัวแล้วบอกเลยว่าฟิน Smiley น้ำพุร้อนที่นี่ทำให้ผิวตัวนุ่มๆลื่นๆลูบตัวแล้วเพลิน ฮี่ๆ
พอแช่จนหนำใจอย่าลืมล้างตัวด้วยน้ำเย็นน้าผิวจะได้ไม่แห้งตึง
หลังอาบน้ำเค้าจะมีห้องให้เป่าผมแต่งตัว มีสกินแคร์ทาหน้า ทาตัว ออยบำรุงผม หวี ให้ครบเลยฮะ
ถ้าไม่ใช่แขกของโรงแรมรู้สึกค่าแช่ออนเซ็นจะครั้งละ 1,600 yen (500 บาท)
เค้าไปแช่ทุกวันคุ้มค่าห้องละ กร๊ากกก ติดใจรอบหน้าถ้ามาโอซาก้าอีกก็จะพักที่นี่อีกแน่น๊อนนน



กองของไว้โรงแรมเรียบร้อยออกไปตะลุยหาร้านน้องปูยักษ์ชื่อดังแห่งโอซาก้า
หน้าตาเยี่ยงนี้เลยมีปูตัวบะเริ่มอยู่หน้าร้าน ตั้งอยู่ย่านชอปปิ้งชื่อดัง Dotonbori
แต่ขอบอกว่า....เฟลมากอ้ะ ราคาแรง ไม่อร่อย ปูชืดๆ สงสัยลิ้นเราไม่ถึง
ถ้าถามเค้าไม่แนะนำเลยเสียดายตัง ปูทะเลจันทบุรีบ้านเค้าอร่อยกว่ามาก กระซิกๆ



หม่ำปูรูปบนไม่ได้หม่ำแค่สองคนเราไปเฟลกันเป็นทีม กร๊ากกก
อั๊ยยะ!!! มาโอซาก้าครั้งนี้เค้านัดเจอกันกับ The Gang ด้วยวู๊ววววฮูว
มีพี่ฟี่ Madkitty , นิชา Minipandaz , ปอเช่ Porscherta และพี่ซีแฟนพี่ฟี่
นัดกันเมืองไทยไม่ค่อยได้เจอเลยนัดมาลั้นลากันที่ญี่ปุ่น โว๊ะ!ไฮโซไปไหม
คือจริงๆแพลนเที่ยวญี่ปุ่นไว้ช่วงใกล้ๆกันเลยนัดมาป๊ะกันที่นี่จ้า มาเฟลปูเป็นเพื่อนกัน555
มาถึง Dotonbori ถ้าไม่ถ่ายหน้าป้าย Glico รูปขวามือถือว่า "ผิด" อิอิ



สาวๆเจอกันจิพลาดเร๊อะกับการช้อปปิ้งงงงงง!!!
เจอร้านเด็ดแห่งย่าน Dotonbori เป็นร้านเสื้อผ้าคอสเพลย์ Body Line
ที่ราคาถูกและคุณภาพเริ่ดดีไซน์สวย เอาว่าไม่รู้ใส่ไปไหนแต่ซื้อกันทุกนาง
ราคา 600-3000 บาท ได้ชุดอลังจัดเต็มทั้งชุด ไม่ว่าจะชุดนักเรียน ชุดเมด ชุดการ์ตูน ฯลฯ
ไม่ไกลจากร้านปูเฟลเท่าไหร่ลองเดินหาดูน้า ร้านปิดสองทุ่มฮับ
ซึ่งนอกจากที่โอซาก้าแล้วเค้ายังไปเจอร้านเดียวกันนี้ที่ย่านฮาราจูกุด้วย
ในซอย Takeshita เข้าร้านนี้ช้อปเพลินเลย แหะๆ (แต่เค้าไม่ให้ลองเน่อ)



ของเด็ดอีกอย่างที่มิควรพลาดเมื่อมาโอซาก้าคือ "ทาโกะยากิ"
เค้าก็สุ่มร้านเอามั่วๆนี่หล่ะเห็นร้านไหนคนรุมๆจัดโลดส่วนใหญ่อร่อยเว่อร์
ทาโกะที่นี่เค้าใส่หมึกยักษ์เป็นชิ้นเป็นอันจริงๆเคี้ยวแล้วหนึบหนับอาหย่อยยยย Smiley



เดินเล่นรอบๆย่าน Dotonbori เพื่อหาร้านนั่งชิลกัน
มาเจอโรงแรมนี้เก๋อ้ะ มองปุ๊บเห็นปั๊บไม่หลงแน่นอน



ไหนๆคืนนี้ก็ได้เจอกันแล้วเลยหาร้านนั่งชิลกันซักหน่อย
เลือกร้านกันมั่วๆเน้นเอาว่ามีเมนูภาษาอังกฤษและพนักงานพอพูดได้
สรุปจบที่ร้าน "Sex Machine" ฝั่งตรงข้ามโรงแรมรูปด้านบนนี่หล่ะ อิอิ
ชื่อร้านดึงดูดใจ บ้าหรา! อย่าคิดลึกกันนะ ชื่อร้านคือชื่อเพลง
ของนักร้องเพลงโซลชื่อดัง James Brown นั่นเองจ้า



ดริ๊งค์เบาๆเอาพอกรุบกริบไม่ถึงขั้นเป็นลำยอง กิกิ
มาถึงนี่ก็ต้องจัดสาเกแก้หนาวอ่าน๊า เอ้า คัมปายยย! (ชนแก้ว)
ร้านนี้เค้ามีปิ้งย่างด้วยฮะตอนแรกว่าจะดื่มเบาๆอย่างเดียว
นั่งไปนั่งมาหิวสั่งไส้กรอกมาปิ้งกันได้บรรยากาศมั่กๆ เม้ามอยเสียงดังลั่นร้านเอิ๊กๆ



ใกล้ๆห้าทุ่มได้เวลาแยกย้ายก่อนรถไฟจะไม่มี
กลับมาโรงแรมเปลี่ยนเป็นชุดยูกาตะแล้วก็ลงไปแช่ออนเสร็จ
จบวันที่หกในญี่ปุ่นไปอย่างแฮปปี้ฝุดๆ ได้เที่ยว ได้กิน ได้เม้ามอยกับเดอะแก็งค์ จุ๊บๆ Smiley

----------------------------------------------------------------------

แล้วเจอกันใหม่ใน [PART 4] น้า
ใครยังไม่ได้อ่านภาคแรกกับภาคสองเข้าไปชมได้ตามลิงค์ด้านล่างฮับ

Review : Japan Trip [Part 1] เปิดฉากตะลุยประเทศในฝัน
ต้องเตรียมอะไรบ้าง & วันที่สอง ณ Akihabara


Review : Japan Trip [Part 2]วันที่3หม่ำโซบะชื่อดัง
ณ วัดJindai-ji & วันที่4ตะลุยชินจูกุชมวิวบนตึกสูง


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าคร๊าบ Smiley





Create Date : 10 ธันวาคม 2556
Last Update : 12 มกราคม 2557 15:37:43 น. 2 comments
Counter : 12552 Pageviews.

 
อยากไปปปปปปปปป


โดย: หนีแม่มาอาร์ซีเอ วันที่: 15 ธันวาคม 2556 เวลา:14:09:37 น.  

 
Thank you a lot for providing individuals with a very memorable opportunity to read in detail from here. It is always so amazing and packed with a lot of fun for me personally and my office fellow workers to search the blog not less than thrice in one week to see the fresh guidance you will have. And indeed, I am just at all times happy concerning the unique suggestions served by you. Selected 2 tips in this article are surely the most efficient I have had.
Louis Vuitton pas cher //www.edicions1984.cat/bd/favicon/like.cfm


โดย: Louis Vuitton pas cher IP: 94.23.252.21 วันที่: 21 สิงหาคม 2557 เวลา:22:00:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

SaRaY
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 535 คน [?]




..........ชื่อ "ทราย" นะค๊า นามแฝงที่ใช้ก็มี SaRaY และก็ Mhunoiii (หมูน้อย) ค่า สนใจการถ่ายภาพ กะการแต่งหน้า จากเป็นงานอดิเรกจะกลายเป็นงานประจำอยู่แล้ว 555 เลยอยากจะทำบลอคเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มานะค๊า ได้มากบ้างน้อยบ้าง มั่วๆกันปายยยย อิอิ

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าการลอกเลียนแบบ
หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพและข้อความใน
http://www.mhunoiii.bloggang.com แห่งนี้ไปใช้
ทั้งโดยเผยแพร่ หรือเพื่อการอ้างอิงโดยไม่ได้รับอนุญาต
จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด

ปล.ห้ามมิให้นำภาพใดๆจากในบล็อคไปใช้เพื่อการขายของโดยเด็ดขาดนะคะ !!!

---------------------------------------------------------

hits
New Comments
Friends' blogs
[Add SaRaY's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.