Group Blog
 
All blogs
 

Review : แชร์ประสบการณ์ทำทรีทเมนต์ Golden Lift ครั้งแรกที่วุฒิศักดิ์ เป๊ะ!

วันที่ 16 สิงหาที่ผ่านมาเค้าได้รับเชิญจากคลินิกวุฒิศักดิ์ เป๊ะ!
ให้ไปทดลองรับบริการทรีทเมนต์ของคลินิกเป็นครั้งแรก
ซึ่งจะมาเล่าแชร์ประสบการณ์ให้ฟังกันในบล็อคนี้ มาชมกันเลยค่า Smiley



สาขาที่เค้านัดไปทำหน้าคือสาขาเซ็นทรัลพระรามเก้า
คลินิกจะตั้งอยู่ที่ชั้น 9 ซึ่งเป็นโซนที่ตั้งของคลินิกความงามค่า
วุฒิศักดิ์จะตั้งอยู่ตรงหน้าบันไดเลื่อนเลย ขึ้นไปปุ๊บเจอปั๊บหาง่าย



คุณชายพุฒิภัทร หรือเจมส์จิของสาวๆยืนต้อนรับอยู่หน้าร้านด้วย 555
กับประโยคเด็ดที่เราคุ้นเคยกัน "วุฒิศักดิ์ เป๊ะ!"
วุฒิศักดิ์เป็นคลินิกความงามเรียกได้ว่าเก่าแก่เลยเนอะ
เพราะเปิดสาขาแรกที่งามวงศ์วานมาตั้งแต่ปี 2545
โอ้เปิดมาได้สิบเอ็ดปีแล้ว ปัจจุบันมีสาขาอยู่ทั่วประเทศกว่าร้อยสาขา



บรรยากาศภายในคลินิกสาขาพระรามเก้า
จัดเป็นสัดส่วนตกแต่งโทนสีฟ้าขาวสบายตาดีเนอะ



ราคาสำหรับการดูแลผิวทั่วไปของวุฒิศักดิ์จ้า



เมื่อไปถึงเราได้จะปรึกษาพูดคุยกับคุณหมอก่อน
โดยคุยคร่าวๆว่าเรามีปัญหาอะไรต้องการทำทรีทเมนต์อะไร
หลังจากได้ปรึกษากับคุณหมอแล้วเค้าเลือกที่จะทำทรีทเมนต์ Golden Lift
เป็นโปรแกรมที่ช่วยยกกระชับกล้ามเนื้อ ให้ใบหน้าดูเฟิร์มๆขึ้น
ด้วยการใช้มาส์กทองคำควบคู่กับเครื่องมือพิเศษของทางคลินิก
รายละเอียดของราคาทรีทเมนต์ตัวนี้ดูในภาพได้เลยจ้า



ก่อนเข้ารับบริการเราจะต้องเซ็นต์หนังสือแสดงความตกลงและยินยอมเข้ารับบริการเสียก่อน
และกรอกรายละเอียดทั่วไปสำหรับลูกค้าใหม่ อย่าลืมแจ้งด้วยนะคะว่าเราแพ้ยาอะไร
อย่างเค้าแพ้ยาซัลฟา เคยทานแล้วเกิดอาการขอบปากไหม้
ทุกครั้งที่พบแพทย์หรือเข้าคลินิกจะแจ้งไว้เลยเสมอเพื่อความปลอดภัยค่ะ



ห้องทำทรีทเมนต์มีหลายห้องมากแบ่งเป็นสัดส่วนเรียบร้อยดีค่ะ



ภายในห้องทำทรีทเมนต์



พร้อมแล้วมาเริ่มกันเลย ขึ้นเตียงปุ๊บน้องพนักงานถามรับหมอรองใต้ขาไหมคะ?
ประทับใจนะเค้าว่าเป็นเรื่องเล็กๆที่ทำให้เรารู้สึกดี เพราะทรีทเมนต์ตัวนี้ใช้เวลาในการทำชั่วโมงกว่าๆ
นอนนิ่งๆเป็นชั่วโมงมันเมื่อย ตามท่านอนที่ดีถ้าเรานำหมอนมาหนุนใต้เข่า
จะทำให้หลังเราแนบสนิทไปกับเตียงทำให้รู้สึกสบายขึ้นและไม่ปวดหลังจ้า
ขยับปรับท่านอนเข้าที่ คาดผ้ากันผมกันเสื้อผ้าเปื้อนแล้วก็ทำการรัดตัวสื่อสัญญาณที่ต้นแขน



ก่อนรับการทรีทเมนต์จะต้องทำการคลีนหน้าให้สะอาดก่อน
โดยจะใช้คลีนซิ่งซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของวุฒิศักดิ์คลินิกเองซึ่งทุกตัวผ่านอย.ค่ะ
นวดคลีนซิ่งเบาๆให้ทั่วใบหน้าโดยเว้นรอบดวงตาไว้ไม่ได้เช็ดไลน์เนอร์เค้าออก
พอนวดๆทั่วแล้วก็ใช้สำลีชุบน้ำเช็ดออกจนกว่าสำลีจะขาวสะอาด



ขั้นตอนแรก ทามาส์กทองคำให้ทั่วใบหน้าเลยค่ะอร่ามมากๆ อิอิ
มาส์กทองคำ (Golden Mask) เป็นสูตรพิเศษของวุฒิศักดิ์คลินิก
ระหว่างทำทรีทเมนต์ไปน้องพนักงานจะบอกเราว่ากำลังทำอะไร และมีคุณสมบัติอะไร
น้องอธิบายว่ามาส์กตัวนี้เป็นตัวยาระดับ A Class ที่มีส่วนผสมที่โดดเด่นหลากชนิด
เช่น สารสกัดจากโสม , Aloe Vera หรือว่านหางจระเข้ช่วยลดอาการระคายเคือง ,
Mulberry Root Extract ช่วยยับยั้งกลไกการสร้างเม็ดสี , Hya สารอุ้มน้ำให้ความชุ่มชื่น ,
Vitmin E/B/A ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ , Golden Particle กระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิว

เสียดายที่ระหว่างใช้อุปกรณ์ทางคลินิกมีกฎห้ามถ่ายภาพเลยไม่มีรูปมาให้ชมกัน
ขออธิบายความรู้สึกเอาละกันเนอะ หลังทามาส์กทั่วหน้า
พนักงานจะใช้เครื่อง Super Lifting มาทำการนวดใบหน้าที่ละด้าน
ลักษณะเครื่องเป็นก้านแล้วมีหัวกลมๆเวลานวดที่หน้าจะเป็นประจุไฟฟ้าอ่อนๆ
ไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อใบหน้าเกิดการกระตุกๆเทียบได้กับการให้กล้ามเนื้อได้ออกกำลังกาย
เลยส่งผลให้ใบหน้าดูเฟิร์มขึ้นหลังทำจ้า ตอนทำต้องให้กล้ามเนื้อกระตุกทั่วหน้าถึงจะได้ผลดี
ของเค้าใช้ความแรงระดับทั่วไปคือ 4-5 กระตุกจริงหน้ากระตุกรั้งๆแบบคอนโทรลไม่ได้อิอิ
น้องพนักงานบอกอย่าเกร็งหน้านะคะ ช่วงแรกทำยังไม่ชินก็แอบเกร็งๆ
แต่พอทำไปเรื่อยๆเอ๊ะก็เพลินๆนะ เล่นเอาเคลิ้มๆเกือบหลับไปเหมือนกัน 555
ถ้าเครื่องลากผ่านไปตรงบริเวณที่เป็นแนวกระดูก เช่น กราม หน้าผาก ใต้ตา
ยิ่งตรงกรามจะรู้สึกไปถึงฟันเลย
เสียวฟันแปร๊บๆ แต่จะเป็นเฉพาะตอนที่เครื่องลากผ่านเท่านั้น
ขั้นตอนนี้จะเป็นการกระตุ้นเพิ่มการไหลเวียนของระบบโลหิตบนใบหน้า
อ้อลืมบอกไป ทรีทเมนต์นี้จะทำไปให้ถึงลำคอด้วยจ้า หน้าเป๊ะคอห้ามเหี่ยวนะ อิอิ



ต่อมาน้องพนักงานจะทาครีม Super Lifting สีขาวแบบในภาพ
โดยจะทำทีละด้านเช่นกัน เมื่อทาเสร็จแล้วก็จะใช้เครื่อง
Super Lifting นวดอีกครั้ง
แต่จะปรับโหมด ตอนแรกเวลานวดเครื่องจะกระตุกเท่าๆกัน
สำหรับโหมดนี้จะกระตุกแล้วหยุดพักเป็นจังหวะๆ ไม่ได้กระตุกตลอดเหมือนโหมดแรก
สำหรับโหมดนี้จะใช้เพื่อการเก็บรอยร่องริ้วรอยเช่นตามร่องแก้ม ใต้ตา ฯลฯ ให้ดูตื้นขึ้น
ซึ่งพนักงานจะลากเครื่องไปตามแนวร่องของเราทีละร่อง พร้อมเก็บบริเวณกรอบหน้า
ในการทำแต่ละด้านจะใช้เวลาด้านละ 5 นาทีแล้วเครื่องจะตัดหยุดเองค่ะ



เมื่อทำ
Super Lifting ครบสองด้านแล้ว
น้องพนักงานจะใช้มือนวดมาส์กทั้งสองชนิดที่ทาลงไปตอนแรก
โดยจะนวดแบบกดจุดเบาๆทั่วใบหน้า



เสร็จแล้วก็ทำการปาดเช็ดมาส์กออกจนสะอาด
แล้วก็ทำการลงครีมบำรุงและกันแดดของทางคลินิก



ขั้นตอนสุดท้ายเช็ดเก็บรายละเอียดบริเวณกรอบหน้าและบริเวณลำคอให้เรียบร้อย
ปิดท้ายด้วยการนวดบ่าไหล่ และนวดมือ ขอชมว่าน้องพนักงานที่ทำให้เค้าวันนี้
ชื่อน้องจา นวดสบายมากกกกกกกโดยเฉพาะนวดมือ น้องน่ารักพูดจานุ่มๆถามอะไรก็ตอบ Smiley
ใช้เวลาในการทำทรีทเมนต์
Golden Lift ไปทั้งหมดหนึ่งชั่วโมงพอดีค่า



ใบหน้าสดๆหลังรับบริการทรีทเมนต์
Golden Lift
สำหรับเค้าเองยังไม่ได้มีปัญหาเรื่องผิวหย่อนคล้อย
แต่เลือกทำทรีทเมนต์ตัวนี้เพื่อให้หน้าคงความเฟิร์มไว้
จึงอาจจะไม่สามารถเทียบได้ว่าก่อนและหลังมันกระชับขึ้นเท่าไหร่
ซึ่งจากการที่ได้คุยกับคุณหมอ คุณหมอก็อธิบายให้ฟังตามตรงว่า
คอร์สนี้ก็เหมือนการทำให้ผิวได้ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้มีความเฟิร์ม
ดังนั้นถ้าต้องการเห็นผลก็ต้องทำต่อเนื่องเหมือนที่เราออกกำลังกายปกติค่ะ



ทำทรีทเมนต์เสร็จปล่อยผิวเปลือยๆต่อไปแต่แอบเติมคิ้วกะทาปากเข้าไปนิดหน่อย
ในภาพนี่คือผิวเพียวๆเลยไม่ได้ทาเบสเมคอัพอะไรเลย ผิวดูอิ่มๆชุ่มๆดีเนอะ
สรุปสำหรับประสบการณ์การทำทรีทเมนต์ผิวในความรู้สึกของเค้า
ทรีทเมนต์ตัวนี้จะรู้สึกกระตุกๆผิวระหว่างทำอาจจะไม่ได้สบายเคลิ้มหรือรู้สึกสบายมากนัก
แต่โดยรวมของความรู้สึกทั้งหมดเค้าเองก็เคลิ้มๆนะทำไปง่วงๆไปเพลินดี
เค้าว่าถ้าต้องการทำทรีทเมนต์แบบหวังผลก็ตามที่คุณหมอพูดคือต้องทำต่อเนื่อง
ซึ่งต้องควบคู่กับพฤติกรรมการดูแลผิวของตัวเราเองด้วย
ถ้าทำทรีทเมนต์แต่อยู่บ้านครีมไม่ทากันแดดไม่ทาปล่อยผิวตามยถากรรม
ก็บอกได้เลยว่ายังไงผิวก็ไม่สวยขึ้นหรอกค่ะ ต้องดูแลควบคู่กันไป
พร้อมกับการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจให้สดใสอยู่เสมอ
ผลลัพธ์ที่ได้คือเราจะมีผิวสวยแบบยั่งยืนนั่นเองค่ะ

ขอบคุณวุฒิศักดิ์ที่เชิญทรายมาทดลองรับบริการในครั้งนี้นะคะ
รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปชมได้ในเว็ปไซต์หรือที่หน้าแฟนเพจของคลินิกได้เลยค่ะ

//www.wuttisakclinic.com
https://www.facebook.com/wuttisakfanpage


และขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าด้วยค่า Smiley




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2556    
Last Update : 17 สิงหาคม 2556 12:29:00 น.
Counter : 28041 Pageviews.  

Review : แชร์ประสบการณ์ทำเลสิกที่ SUPREME iLASIK CLINIC เจ็บหรือไม่? บล็อคนี้มีคำตอบจ้า

จากบล็อคที่แล้วทรายได้แชร์ประสบการณ์การตรวจตาก่อนทำเลสิก
ใครสงสัยว่าคนที่มีปัญหาสายตาสั้น สายตาเอียง สายตายาวเป็นอย่างไร
และใครที่สามารถแก้ปัญหาสายตาได้ด้วยการทำเลสิกได้บ้าง ?
กลับไปอ่านได้ที่บล็อคก่อนหน้า >>>CLICK<<< เลยค่า Smiley

จากการตรวจตาเมื่อบล็อคที่แล้วทำให้ทราบว่า
สุขภาพตาของทรายไม่มีปัญหาใดๆสามารถทำเลสิก
เพื่อแก้ปัญหาสายตาสั้นได้ จึงทำการนัดวันกับทางคลินิกจ้า
รายละเอียดคลินิกที่ดูแลการทำเลสิกให้ทรายตามนี้ค่ะ

------------------------------------------------------------------------

คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางจักษุ
SUPREME iLASIK CLINIC : สุพรีม ไอเลสิค
ตั้งอยู่ที่อาคารยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ ชั้น 19 ประมาณสีลมซอย 3
ตรงข้ามโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ลง BTS ศาลาแดงใกล้สุดค่ะ

ราคาในการทำ iLasik อยู่ที่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามทางคลินิกที่

02-6312112 หรือ 089-2056326 ค่ะ

>>> //www.supremeilasik.com <<<

------------------------------------------------------------------------


ซึ่งทรายได้ฤกษ์ทำเลสิกเพื่อสลัดแว่นสายตาทิ้งวันที่ 6/06/2556
เลขสวยป่ะล่า 555 บังเอิญค่ะเพิ่งสังเกตเห็นเหมือนกัน
วิธีการเตรียมตัวก่อนไปทำเลสิกคือ
การงดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์
เพื่อให้กระจกตาคืนรูปทรงตามธรรมชาติมากที่สุด
แต่เราสามารถใส่แว่นสายตาได้ปกตินะคะ



ขั้นตอนแรกก่อนการทำเลสิกเราจะต้องทำการตรวจค่าสายตาอีกครั้ง
ใช้เครื่องตรวจเหมือนตอนที่เราตรวจตาเมื่อบล็อคที่แล้ว
ซึ่งที่คลินิกจะมีอุปกรณ์เครื่องตรวจที่ครบครัน อย่าง
เครื่องWaveScan
ซึ่งเครื่องนี้สามารถเก็บข้อมูลลายม่านตาเฉพาะบุคคล
เพื่อนำข้อมูลไปเชื่อมโยงกับเครื่องทำเลเซอร์ในการแก้ไขสายตา



การตรวจตาแบบเบสิกที่ให้เรามองผ่านค่าเลนส์ต่างๆ
รอบนี้วัดละเอียดมากจริงๆ จำว่าใช้เวลาวัดพักใหญ่
วัดซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบมาก เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่ถูกต้องที่สุดเนอะ



ค่าสายตาของเค้าที่วัดได้วันนี้
ข้างขวา -300 เอียง -0.25

ข้างซ้าย -300 เอียง -0.75



ขั้นตอนต่อมาก็ทำการเปลี่ยนชุดใส่หมวกและชุดคลุมปลอดเชื้อ
และรองเท้าที่ทางคลินิกเตรียมไว้ สีชมพูสดใส๊ สดใส อิอิ



ก่อนการผ่าตัดจะต้องมีการหยอดยา 2 ชนิด คือ
"ยาป้องกันการติดเชื้อ" และ "ยาชา"
โดยต้องหยอดห่างกันประมาณ 5-10 นาที

***ยาชาที่ใช้หยอดตาแตกต่างจากยาชาแบบฉีด
คือปกติยาชาแบบฉีดจะทำให้ผิวหนังเราไม่สามารถรับความรู้สึกจากการสัมผัสได้
แต่ยาชาที่ใช้หยอดตาจะลดความรู้สึกเจ็บปวดจากของแหลมคม
โดยที่เราจะยังคงมีความรู้สึกเมื่อมีอะไรมาสัมผัสแต่จะไม่รู้สึกเจ็บจ้า




ระหว่างที่เตรียมการก่อนเข้าทำเลสิก
คุณหมอจะมานั่งคุยเล่าให้ฟังว่าแต่ละขั้นมีวิธีการอย่างไรบ้าง
คุณหมอที่ดูแลการทำเลสิกให้ทรายในครั้งนี้ คือ

พญ.ศศิวิมล จันทรศรี ผู้อำนวยการแพทย์ของ SUPREME iLASIK CLINIC
ซึ่งคุณหมอเป็นจักษุแพทย์ที่เชี่ยวชาญมีประสบการณ์การทำเลสิกมากว่าสิบปี
คุณหมอใจดีค่ะ อธิบายแต่ละขั้นเข้าใจง่ายทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีอะไรน่ากลัว



ก่อนเข้าห้องผ่าตัดก็หยอดยาอีกครั้ง
-----------------------------------------------------

วิธีการหยอดยาหยอดตาที่ถูกต้อง

ให้มองขึ้น ใช้นิ้วถึงเปลือกตาล่างลงเล็กน้อย
หยอดยาเข้าไปบริเวณด้านในของเปลือกตาล่าง
ค่อยๆหลับตาและกลอกตาเบาๆ หลับตาไว้สักครู่นึง
การหยอดน้ำตาเทียมก็ใช้วิธีการเดียวกันค่ะ




ได้เวลาเข้าห้องผ่าตัดกันเลยค่ะ ทุกคนต้องใส่หมวกและชุดคลุมปลอดเชื้อ
ในภาพคือการทำความสะอาดรอบดวงตา ด้วยการเช็ดเบตาดีนก่อนเริ่มการทำ iLasik
ในห้องจะมีเครื่องยิงเลเซอร์ 2 ตัว ได้แก่
เครื่อง Femtosecond Laser ใช้สำหรับแยกชั้นกระจกตา
และ เครื่อง Excimer Laser  เป็นเลเซอร์เย็น
ที่ใช้เจียรนัยและขัดกระจกตาเพื่อแก้ปัญหาสายตาค่ะ
เราจะนอนอยู่บนเตียงนิ่งๆไม่ต้องลุกนั่ง เพราะเตียงสามารถหมุนหันไปหาเครื่องเลเซอร์ได้จ้า



ในห้องผ่าตัดจะควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 21-22 องศาเซลเซียส
และควบคุมความชื้นให้อยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะเค้ามีผ้าห่มหนานุ่มให้ อิอิ



เริ่มขั้นตอนแรกของการทำ iLasik ด้วยการใส่ซิลิโคนครอบตา
เพื่อล็อคตำแหน่งของตาดำเพื่อทำการแยกชั้นกระจกตา
ด้วยลำแสงเลเซอร์ที่ชื่อว่า Femtosecond Laser

นี่คือความแตกต่างของ
การทำ Lasik ธรรมดา และการทำ iLasik

การทำ iLasik จะใช้เลเซอร์ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การแยกชั้นกระจกตาและการปรับค่าสายตา
ซึ่งในการทำเลสิกธรรมดาจะแยกชั้นกระจกตาด้วยใบมีดค่ะ
ราคาของ iLasik จึงสูงกว่าการทำเลสิกธรรมดา
ซึ่งรายละเอียดของการแยกชั้นกระจกตาด้วยเลเซอร์ดีกว่าการใช้ใบมีอย่างไร
จะเขียนอธิบายไว้ในขั้นตอนการทำเลสิกด้านล่างนี้เลยค่ะ



หน้าตาของซิลิโคนที่ใช้ครอบตาเพื่อทำการแยกชั้นกระจกตาด้วยเลเซอร์
โดยปกติการแยกชั้นกระจกตาด้วยใบมีดอุปกรณ์ที่ใช้ครอบตาจะเป็นโลหะค่ะ
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่เรียกได้ว่ารู้สึกมากที่สุดเทียบกับขั้นตอนอื่นๆ
แต่ไม่ใช่ความรู้สึกเจ็บอะไร แต่รู้สึกหนักๆซิลิโคนจะกดล็อคบริเวณตาดำเราไว้
คุณหมอเทียบน้ำหนักของซิลิโคนที่กดบนตาดำเราว่า
เทียบเหมือนมีน้ำหนักกดทับบนลูกตาเราประมาณ 200 กรัม (แค่สองขีดเองจ้า)
มันจะรู้สึกตื้อๆตึงๆตา เป็นความหนักในระดับที่ใครๆก็ทนได้ค่ะไม่ได้ทรมานอะไรจ้า
เมื่อล็อคตำแหน่งตาดำเรียบร้อยก็จะทำการครอบโลหะลงไปแล้วก็ยิงเลเซอร์
ใช้เวลาในการยิงเลเซอร์แค่ 10 วินาที ซึ่งไม่รู้สึกอะไรเลยค่านอนมองไฟนิ่งๆสิบวิ เสร็จเรียบร้อย!



นำภาพจำลองในการแยกชั้นกระจกตาด้วยใบมีดมาให้ชมกันค่ะ
จากที่เห็นว่าตัวล็อคเป็นโลหะ ที่มีใบมีดบางๆลั่นตัดฉับเพื่อเปิดกระจกตา
ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงในการตัดที่ไม่ตรงเป๊ะ อาจจะเอียงหรือเบี้ยวได้



แต่การแยกชั้นกระจกตาด้วยเลเซอร์จะเป็นการยิงฟองอากาศเข้าไป
ระหว่างเนื้อเยื่อให้ชั้นกระจกตาเพื่อให้เกิดช่องว่างขึ้น
แล้วจึงยิงตัดขอบโดยรอบให้เป็นวงกลม เหมือนเป็นรอยประ
จากนั้นคุณหมอจะเป็นคนค่อยๆแซะขอบเพื่อเปิดชั้นกระจกตา
โดยการแยกชั้นกระจกตาจะเปิดออกแบบเป็นบานพับคือไม่ได้ตัดขอบจนสุด
จะเหลือขั้วเอาไว้เหมือนฝาที่สามารถเปิดออกและปิดกลับได้จ้า



ภาพเปรียบเทียบแสดงความแตกต่าง
ระหว่างการเปิดแยกชั้นกระจกตาด้วยใบมีดและด้วยเลเซอร์
ภาพบนเป็นการใช้ใบมีดจะเป็นว่าใบมีดทำให้เนื้อเยื่อขาดรุ่ย
แต่ภาพล่างการใช้เลเซอร์เนื้อเยื่อกระจกตายังคงเรียงเส้นดีอยู่
ซึ่งความเสียหายของเซลล์เนื้อเยื่อที่แตกต่างกัน
ส่งผลต่อการสมานตัวของกระจกตาหลังทำเลสิก
การใช้เลเซอร์กระจกตาจะปิดคืนสนิดได้ดีกว่า
และส่งผลต่อการบางลงของกระจกตาน้อยกว่าการใช้ใบมีด ค่ะ



คุณหมอจะทำการเปิดแยกชั้นกระจกตาทั้งสองข้างให้เสร็จก่อน
แล้วจึงจะย้ายไปที่เครื่องยิงเลเซอร์อีกตัวที่ใช้ในการเจียกระจกตาเพื่อแก้ปัญหาสายตา
หลังการยิงเลเซอร์เข้าไปแล้วคุณหมอจะถอดซิลิโคนครอบตาออก
แล้วใช้อุปกรณ์ค่อยๆแซะขอบเปิดชั้นกระจกตา การเปิดกระจกตาแบบนี้
จะทำให้แผลขอบเรียบปิดคืนได้สนิทมาก ถ้าวันนึงที่ค่าสายตาเรามีการเปลี่ยนแปลง
และต้องการทำเลสิกอีกครั้งคุณหมอบอกอาจจะแซะหารอยเดิมได้ยากนิดนึงจ้า



แอบซูมหน้าจอเครื่อง
Femtosecond Laser
ที่ใช้สำหรับแยกชั้นกระจกตา




และก็มาถึงขั้นการแก้ปัญหาสายตาด้วย
เครื่อง Excimer Laser  เป็นเลเซอร์เย็น
ขั้นตอนนี้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรครอบตาแต่คุณหมอจะทำการแปะเทปกาว
ที่เปลือกตาบนล่างเพื่อให้ดวงตาเราเปิดออกและลืมตาอยู่เสมอ
ในตลอดระยะเวลาที่ทำเลสิกจะมีการหยอดยาชาและน้ำตาเทียมให้เรื่อยๆค่ะตาจะไม่แห้ง
ในขั้นตอนเลเซอร์นี้ห้องจะต้องปิดไฟซึ่งเดี๋ยวชมได้ในคลิปจ้า
เป็นขั้นตอนที่ชิลสุดๆแค่นอนมองไฟสีแดงนิ่งๆแค่นั้น โดยเครื่องเลเซอร์ของที่นี่
จะมีเทคโนโลยีในการจับการเคลื่อนไหวของลูกตาดำด้วย
ถ้าตาดำไม่อยู่ในตำแหน่งเครื่องจะไม่ทำการยิงเลเซอร์ค่ะ
สำหรับค่าสายตาของทรายไม่ได้สั้นมาใช้เวลาในการยิงแป๊บเดียว

ตาขวา -300 เอียง -0.25 <<<ใช้เวลาในการยิง 16 วินาที
ตาซ้าย -300 เอียง -0.75
<<<ใช้เวลาในการยิง 19 วินาที

เร็วเว่อร์จริงๆค่าแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว ระยะเวลาในการยิงจะขึ้นอยู่กับค่าสายตา
ยิ่งสายตาสั้น/เอียง/ยาว มากจะใช้เวลาในการยิงเลเซอร์นานขึ้นค่ะ
เลเซอร์ตัวนี้เป็นเลเซอร์เย็นบอกเลยว่าเค้าไม่รู้สึกอะไรเลยตอนที่ยิง
แค่เครื่องเลเซอร์เป็นแบบที่ผลิตพลังงานจากแก๊ส ระหว่างที่เครื่องทำงาน
จะมีเสียงดังและมีกลิ่นใหม้ๆของแก๊สนิดหน่อย แค่นั้นเองจ้าไม่มีอะไรน่ากลัวจริงๆ
นอนมองไฟนิ่งๆตาสองข้างไม่ถึงหนึ่งนาทีก็เป็นอันเรียบร้อย เค้าตกใจไวขนาดนี้เลยเหรอนี่!!!
เมื่อยิงเลเซอร์เสร็จคุณหมอจะทำการปิดกระจกตาที่เปิดไว้ให้เข้าที่เหมือนเดิม
กระจกตาเราสามารถสมานตัวเองได้ในเวลา 24 ชั่วโมงจ้า

-------------------------------------------------

สำหรับคนสายตาสั้นเลเซอร์จะยิงลงไปเพื่อเจียกระจกตาเราให้บางลง
เพื่อปรับระยะการตกกระทบของแสงให้ไปโฟกัสพอดีกับจอประสาทตา
ดังนั้นคนที่สายตาสั้นมากๆก็ต้องเจียกระจกตาให้บางลงมากกว่า
หลังทำเลสิกความโค้งของกระจกตาจะเปลี่ยนไป จะราบลงไม่นูนเท่าเดิม
อาจส่งผลให้ไม่สามารถใส่คอนแทคเลนส์ (แบบสีหรือบิ๊กอาย)
ที่มีความโค้งในระดับเดิมที่เคยใส่ได้ค่ะ




คลิปวิดีโอในห้องผ่าตัดในวันที่เค้าทำ iLasik
ที่ Supreme iLasik Clinic
ขอบคุณพี่อู๊ดแห่ง Supreme iLasik Clinic ที่ช่วยถ่ายไว้ให้นะค๊า Smiley



เสร็จเรียบร้อยไปด้วยดีเย้ๆ คุณหมอเช็คสภาพตาหลังลุกขึ้นจากเตียง
ใช้เวลาทั้งหมดในห้องผ่าตัดแค่ 30 นาที เท่านั้นค่า



ถ่ายกับคุณหมอหลังทำจากเพิ่งทำ iLasik เสร็จ
ขอบอกว่ามองเห็นได้ทันทีเลย แค่จะรู้สึกฝ้าๆมัวๆเล็กน้อยเพราะกระจกตาเพิ่งเกิดแผล
แต่มองเห็นได้ในระดับปกติไม่ใช่สายตาที่เคยสั้นของเราอีกแล้ว ฟินค่ะฟิน Smiley



หลังทำเลสิกจะให้เรานอนพักในห้องรับรองแป๊บนึง
เก้าอี้นอนปรับเอนพร้อมผ้าห่มหนานุ่มเคลิ้มๆ Smiley



หลังจากเสร็จเรียบร้อยคุณหมอจะตรวจเช็คสภาพตาให้อีกหนึ่งครั้ง



ตาด้านซ้ายของเค้ามีรอยเส้นเลือดฝอยในเยื่อบุตาขาวแตกหนึ่งจุด
เป็นอาการปกติที่เกิดได้ในขั้นตอนการใส่ซิลิโคนครอบตา
เพราะจะมีแรงกดทับบนลูกตาส่งผลให้เส้นเลือดฝอยแตกได้
จะมีรอยแตกมากน้อยแล้วแต่คนค่ะ แต่ไม่ได้มีอันตรายใดๆ
ของทรายเป็นจุดไม่ใหญ่อยู่ทางฝั่งหางตา ไม่มีผลต่อการมองเห็นค่ะ



ตาขวาปกติไม่มีรอยเส้นเลือดฝอยแตก
แต่ที่เห็นตรงหางตาเป็นเงาที่เกิดจากแสงเฉยๆจ้า



ซูมๆดูรอยขอบแผลบนชั้นกระจกตาที่เกิดจากการเปิดแยกชั้นกระจกตา
โดยปกติกระจกตาสามารถสมานแผลตัวเองได้ภายใน 24 ชั่วโมง
และจะปิดสมานตัวเองสนิทจนสามารถกันน้ำได้ภายในเวลาหนึ่งอาทิตย์ค่ะ



ซูมๆอีกหนึ่งภาพเพื่อดูอาการตาแห้ง
หลังทำทันทีตายังไม่ค่อยแห้งถ้าตาแห้งจะขึ้นเป็นจุดๆขาวๆ
ถ้าตาแห้งมากๆจุดที่แห้งจะมีผลต่อการมองเห็นทำให้เห็นเป็นฝ้าๆค่ะ
ซึ่งหลังทำเลสิกโดยปกติมักจะเกิดอาการตาแห้งไปประมาณ 3-6 เดือน
สามารถแก้ไขได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียมบ่อยๆค่ะ
ดังนั้นก่อนทำการเลสิกถ้ามีอาการตาแห้งอยู่แล้ว
คุณหมอจะสั่งให้หยอดน้ำตาเทียมเรื่อยๆจนถึงวันทำเลสิก
เพื่อช่วยให้หลังทำตาไม่แห้งมากจนเป็นปัญหาต่อการมองเห็นค่ะ



แชะภาพคู่กับคุณหมอหลังการทำ iLasik ผ่านไปอย่างประสบความสำเร็จดีมากๆ
ช่วง 1-2 อาทิตย์แรกหลังทำเลสิกเราจะต้องทำตัวเป็นเซเลปกันด้วยการใส่แว่นกันแดด 555
เพื่อช่วยปกป้องดวงตาไม่ให้โดนแสง ฝุ่น แมลง ฯลฯ จนกว่าแผลที่กระจกตาจะสมานดีจ้า



อุปกรณ์และยาที่ทางคลินิกจ่ายมาให้ค่ะ
มีน้ำเกลือล้างแผล สำลีและก้านคัทตอนบัดแบบผ่านการฆ่าเชื้อ
ที่ครอบตา เทปกาว น้ำตาเทียม ยาพารา(แก้ปวด) ยานอนหลับ
และยาหยอดตาแก้อักเสบและป้องกันการติดเชื้อ



วิธีการดูแลตัวเองหลังทำเลสิกในสัปดาห์แรก

- หยอดยาหยอดตาที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อเช้า-เย็นอย่างเคร่งครัด

- หยอดน้ำตาเทียมเรื่อยๆระหว่างวัน ยิ่งบ่อยยิ่งดี
เพราะช่วงแรกหลังทำเลสิกจะเกิดอาการตาแห้ง

- ใช้น้ำเกลือเช็ดทำความสะอาดรอบดวงตาทุกวัน
ด้วยการใช้สำลีและคัทตอนบัดที่ผ่านการฆ่าเชื้อ

- ใส่ที่ครอบตาเฉพาะตอนนอนเพื่อป้องกันเราเผลอขยี้ตาตัวเอง
เพื่อให้ดีควรใส่ที่ครอบตาในช่วงสัปดาห์แรกทุกวัน
แต่เค้าแอบงอแงใส่แล้วรำคาญ แหะๆ เลยใส่เฉพาะ 3-4 วันแรก
แต่ถ้าเพื่อความชัวร์และใครติดนิสัยชอบขยี้ตาใส่ครบเจ็ดวันดีกว่าจ้า

- ควรพักผ่อนสายตามากๆๆ โดยเฉพาะวันแรกหลังทำเลสิก
อย่าพยายามทดสอบการมองเห็น ควรนอนพักเยอะๆ
คุณหมอเลยมีการสั่งจ่ายยานอนหลับมาให้สองเม็ด
ให้ทานในช่วงสองวันแรก เป็นช่วงที่ชิลมากกินๆนอนๆ 555


- งดตาโดนน้ำ 7 วัน นั่นหมายความว่าห้ามล้างหน้าจ้า
ให้ทำความสะอาดหน้าด้วยการใช้สำลีชุบน้ำเช็ด
แต่เค้าไม่ชินเลยใช้ Bioderma Sensibio ขวดสีชมพู
ที่ใช้เช็ดทำความสะอาดใบหน้าแบบไม่ต้องล้างน้ำออก
เช็ดหน้าเช้าเย็นจะรู้สึกสบายและสะอาดผิวมากกว่าการเช็ดด้วยน้ำเปล่าจ้า

- ช่วง 7 วันหลังทำเลสิกเนื่องจากต้องงดโดนน้ำดังนั้นสระผมเองไม่ได้นะคะ
ต้องไปสระผมที่ร้าน ซึ่งเค้าเป็นคนไม่ชอบเข้าร้านทำผมเลยง่ะ
เลยดองหัวไว้สามสี่วันแล้วค่อยไปสระ สรุปหลังครบอาทิตย์
ได้ผลข้างเคียงของการทำเลสิกละคือหัวเป็นรังแค 555 ผิดที่ตัวเค้าเองนี่หล่ะ

- ควรงดแต่งตาอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์จนกว่าแผลที่ตาจะหายดี

- ใส่แว่นกันแดดเมื่อต้องกลางแจ้งเพื่อลดอาการเคืองตาหรือแสบตาค่ะ



หลังทำเลสิกต้องกลับมาตรวจตาตามแพทย์สั่ง
ทุก 1 วัน / 1 สัปดาห์ / 1 เดือน / 3 เดือน / 6 เดือน และ 1 ปีจ้า

------------------------------------------------------

อาการและสภาพตาหลังการกลับมาตรวจตา 1 วันหลังทำเลสิก

หลังทำคุณหมอบอกว่าอาจจะมีอาการแสบตาบ้างเล็กน้อย
ในบางคนอาจจะมีอาการน้ำตาไหลมาก หรือมีอาการปวดตาบ้างแต่พบไม่มาก
แต่สำหรับเค้าแทบไม่รู้สึกอะไรเลย มีเคืองๆตาเล็กน้อยแต่ไม่แสบไม่ปวด
หยอดน้ำตาเทียมเข้าไปก็หาย สำหรับการมองเห็นแค่พักวันแรก
ก็มองเห็นได้เกือบปกติ 100% แล้วไม่มีอาการฝ้ามัวอะไรเลย
เทสการมองเห็น มองเห็นในระดับของคนปกติแล้วไม่เห็นแสงแฟร์
กรี้ดมากกก!
ไปเช็คสภาพตากับคุณหมอ พบอาการตาแห้งเล็กน้อย จัดว่าน้อยมาก

สรุปว่าหลังทำเสร็จของทรายไม่รู้สึกผิดปกติอะไรเลย ปกติทุกอย่างบอกเลยว่าฟินจ้า
แต่อาการหลังทำจะแตกต่างกันไปอยู่ที่สุขภาพตาก่อนทำของเราด้วย
ยิ่งตาเรามีสุขภาพดี แข็งแรงมากเท่าไหร่ เอฟเฟคหลังทำก็จะยิ่งน้อย
ดังนั้นการดูแลสุขภาพตาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์นานๆ
ไม่ควรขยี้ตาบ่อยๆ พักผ่อนให้เพียงพอ รักษาอนามัยรอบดวงตากันด้วยนะคะ

------------------------------------------------------



อาการและสภาพตาหลังการกลับมาตรวจตา 1 สัปดาห์หลังทำเลสิก

สัปดาห์แรกหลังทำเลสิกทรายดูแลตัวเองตามที่คุณหมอสั่ง
เน้นหยอดน้ำตาเทียมบ่อยๆ นึกออกก็หยอดวันนึงหยอดหลายรอบ
สุขภาพตาหลังผ่านการเลสิกไปหนึ่งอาทิตย์ผลออกมาดีมาก
พบแค่อาการตาแห้งที่ตาซ้ายบริเวณ
ค่อนไปทางด้านล่างของตาดำ
จึงไม่มีผลต่อการมองเห็น ส่วนตาขวาไม่พบอาการตาแห้งเลย
การดูแลตัวเองหลังจากนี้ก็แค่เน้นหยอดน้ำตาเทียมบ่อยๆเหมือนเดิมโดยเฉพาะตาซ้าย
ส่วนการมองเห็นกรี้ดเลยเพราะเทสการมองเห็นสองตาทรายมองเห็นแบบพิเศษ
คือมองเห็นแบบ Supervision หรือ Supremevision นั่นคือเห็นได้ชัดกว่าคนปกติ
คนปกติสามารถมองเห็นได้ในระดับ 20/20 แต่ทรายมองเห็นในระดับ 20/15
เป็นหน่วยวัดของชาร์ตทดสอบการมอง เอาง่ายๆคือเห็นตัวหนังสือที่เล็กกว่า
ในระดับที่คนปกติจะมองเห็นโดยเทียบจากระยะทางเท่ากัน
ก็เหมือนกันคนปกติเห็นภาพแบบทีวีปกติ แต่ทรายเห็นภาพแบบ HD
คมชัดทุกลายระเอียดนั่นเองค่า ซึ่งในบางคนอาจจะมีการมองเห็นแบบ
Supervision อยู่แล้วแต่กำเนิด ที่เค้าเรียกกันว่าตาเหยี่ยว
อย่างแฟนทรายคุณหมอลองตรวจตาให้พบว่าตาข้างนึงเห็นปกติ
แต่ตาอีกข้างนึงมองเห็นได้แบบ
Supervision สายตาเริ่ดจริงอะไรจริง



สรุป
สัปดาห์แรกผ่านไปเหมือนเดิมไม่มีอาการข้างเคียงใดๆชิลมาก
สามารถใช้ชีวิตทำงานได้ปกติ คุณหมอไม่ได้ห้ามทำงานค่ะ
แค่เมื่อเรารู้สึกตาล้าๆ ก็ให้หยุดและพักสายตาเท่านั้น
คุณหมอพูดดีมากว่าห้ามไปยังไงเราก็ฝืนทำ ดังนั้นไม่ห้ามเดี๋ยวไม่ไหวก็หยุดเอง
555
หลังหนึ่งอาทิตย์สามารถล้างหน้าได้ตามปกติแต่ก็ควรระวังรอบดวงตา
อย่าไปยุ่งไปโดนที่สำคัญอย่าขยี้ตาค่ะ มือเรานี่แหละตัวนำเชื้อโรคเลย
ส่วนรอยเส้นเลือดฝอยในเยื่อบุตาขาวแตกที่ตาข้างซ้าย
จะค่อยๆจางหายไปเองใน 7-14 วัน ขึ้นอยู่ที่ว่าแตกมากหรือน้อย
ของทรายมีแค่จุดเดียวเทียบภาพวันแรกกับวันที่ 8 จะเห็นว่าหายเกือบหมดแล้วจ้า

------------------------------------------------------

อาการและสภาพตาหลังการกลับมาตรวจตา 1 เดือนหลังทำเลสิก

ปกติดีทุกอย่างแทบไม่มีปัญหาตาแห้งอะไรเลย
แต่ก็พกน้ำตาเทียมติดตัวไว้หยอดในช่วงที่รู้สึกไม่สบายตา
ตอนนี้แต่งหน้าแต่งตาได้ตามปกติแล้วค่ะ
และสามารถใส่คอนแทคเลนส์สีได้แล้วถ้าจำเป็นต้องถ่ายงาน
หลังจากนี้ก็ดูแลดวงตาตามปกติ ใช้ชีวิตทุกอย่างได้ตามปกติ
และกลับมาหาคุณหมอเพื่อทำการตรวจตาอีกครั้งเมื่อครบ 3 เดือนจ้า

------------------------------------------------------



ว่าด้วยเรื่องของน้ำตาเทียม มีกี่ประเภท ควรเลือกใช้แบบใด?

น้ำตาเทียมโดยทั่วไปแบ่งง่ายๆเป็น 2 ประเภทดังนี้

1. แบบมีส่วนผสมของสารกันเสีย จะบรรจุอยู่ในขวด
สามารถเก็บไว้ได้ 30 วันหลังการเปิดใช้ ราคาไม่สูงมาก
สมัยนี้มีสารกันเสียแบบที่จะสลายตัวเมื่อสัมผัสอากาศด้วย

1. แบบไม่มีส่วนผสมของสารกันเสีย จะบรรจุอยู่ในหลอดเล็กๆ
เปิดใช้ทีละหลอด เมื่อเปิดใช้หนึ่งหยอดจะอยู่ได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมงค่ะ

สำหรับคนที่เพิ่งทำเลสิก มีการใช้น้ำตาเทียมร่วมกับตาหยอดตาที่เป็นยาปฏิชีวนะ
คุณหมอจะสั่งจ่ายให้ใช้น้ำตาเทียมแบบไม่มีสารกันเสียที่เป็นหลอดเล็กๆมาให้ตามภาพ
ยี่ห้อ Vislube เป็นน้ำตาเทียมแบบให้ความชุ่มชื่นใช้ในรายที่มีปัญหาตาแห้ง
เพราะมีส่วนผสมคือ Sodium Hyaluronate 0.18%
ไฮยาลูรอเนตเป็นสารอุ้มน้ำจึงช่วยเคลือบให้ความชุ่มชื่นแก่ดวงตาได้ดี
ซึ่งในน้ำตาเทียมปกติจะใช้สารอื่นๆที่ช่วยแค่ให้การหล่อลื่นแก่ดวงตาเท่านั้น ไม่ได้ช่วยอุ้มน้ำ
น้ำตาเทียมที่มีส่วนผสมเป็นไฮยาลูรอเนตจึงมีราคาสูงและหาซื้อยากกว่าแบบปกติค่ะ
ราคาของน้ำตาเทียม Vislube หนึ่งกล่องมี 20 หลอด ราคาประมาณ 4-5ร้อยบาท
ต้องหาซื้อตามร้านยาบางร้าน คุณหมอแนะนำว่าหาได้ที่ร้าน Fasino ราคาไม่แพงมากจ้า
ถ้าเป็นน้ำตาเทียมปกติแบบไม่มีสารกันบูดกล่องนึงมี 30 หลอดอยู่ที่ 3-4 ร้อยบาทค่ะ
การหยอดน้ำตาเทียมนานๆไม่มีอันตรายใดๆโดยเฉพาะน้ำตาเทียมแบบไม่มีสารกันเสีย
เพราะในบางคนอาจมีอาการระคายเคืองสารกันเสียบางตัวได้ ข้อเสียอย่างเดียวคือแพงจ้า

ถ้าคนปกติที่ไม่ได้มีปัญหาตาแห้งมาก ไม่มีอาการเยื่อบุตาอักเสบ
ไม่มีการใช้ยาหยอดตาปฏิชีวนะร่วมด้วย ผ่านการทำเลสิกมาเกินหนึ่งอาทิตย์
ก็สามารถใช้น้ำตาเทียมแบบปกติทั้งแบบผสมหรือไม่ผสมสารกันเสียก็ได้ค่ะ
แต่ถ้าใครกังวลเรื่องการระคายเคืองจากสารกันเสีย
ก็สามารถเลือกใช้แบบหลอดเล็กๆใช้ให้หมดวันต่อวันก็จะสบายใจกว่าค่ะ

------------------------------------------------------




หลังการทำเลสิก สามารถใส่คอนแทคเลนส์สีหรือบิ๊กอายได้ไหม ?

คำถามยอดฮิตที่ทุกคนอยากรู้ก่อนจะตัดสินใจทำเลสิก
สำหรับการทำ iLasik ที่นี่คุณหมอตอบให้เลยว่า ได้ค่ะ
สามารถใส่คอนแทคเลนส์เพื่อความสวยงามได้หลังการทำเลสิกอย่างน้อยหนึ่งเดือน
ถ้าคุณหมอตรวจเช็คแล้วไม่พบว่าตาเราไม่มีปัญหาใดๆ
ในบางรายที่มีปัญหาสายตาสั้นค่อนข้างมาก ในการทำเลสิก
จะต้องเจียเนื้อกระจกตาออกมาก ผลคือความโค้งกระจกตาจะลดลง
หลังทำเลสิกแล้วจึงอาจจะกลับไปใส่คอนแทคเลนส์รุ่นเดิม
ที่เคยใส่ได้ไม่พอดี หรือไม่สบายตา เนื่องจากความโค้งตาที่เปลี่ยนไปมาก
เพราะคอนแทคเลนส์จะมีค่า B.C. ที่ย่อมาจาก Base Curve
หมายถึงรัศมีความโค้งด้านหลังของเลนส์ที่สัมผัสกับดวงตาของเรา
ค่าความโค้งจะมีตั้งแต่ 8.00-10.00 ซึ่งจริงๆแล้วก่อนที่เราจะใส่คอนแทคเลนส์
ควรจะไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจค่าความโค้งของกระจกตาก่อน
เพื่อที่จะได้เลือกใส่เลนส์ที่มีค่าความโค้งพอดีกับกระจกตาไม่คับไปไม่หลวมไป
การใส่เลนส์ที่ไม่พอดีมีผลให้รูปทรงของกระจกตาเปลี่ยนไปได้โดยเฉพาะเลนส์ที่คับไปค่ะ
แต่เชื่อว่าคนไทยจำนวนน้อยม๊ากกกกที่จะไปตรวจตากับจักษุแพทย์รวมถึงตัวทรายเองด้วย
จึงพบปัญหาว่าใส่เลนส์ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้แล้วไม่สบายตาเพราะมันไม่พอดีนั่นเองค่ะ
เมื่อทราบแล้วว่าความโค้งมีความสำคัญอย่างไร ลองไปพบจักษุแพทย์กันดีกว่านะคะ
ไหนพูดถึงค่า B.C. ไปแล้วมาดูถึงค่าอื่นๆเป็นความรู้ไปด้วยเลยเนอะ
ค่า DIA ของคอนแทคเลนส์คือ Diameter ที่แปลว่าเส้นผ่าศูนย์กลางค่ะ
ซึ่งจะมีขนาดตั้งแต่ 14.00-16.00 mm โดยเลนส์ปกติจะมีขนาด 14.00-14.50 mm
พวกเลนส์ขนาดใหญ่ๆใส่แล้วดูตาดำโตกว่าปกติเราจึงเรียกว่า Big Eye ค่ะ
แต่ยิ่งเลนส์มีขนาดไหญ่มากเท่าไหร่ก็จะทำให้ออกซิเจนผ่านเข้าไปในดวงตาได้น้อย
จะมีผลทำให้ตาแห้ง เกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อได้ง่ายกว่าเลนส์ที่มีขนาดเล็กกว่าค่ะ
ส่วนอีกหนึ่งค่าที่ควรทราบคือ ค่าอมน้ำ หรือ Water Content จำมีค่าเป็นเปอร์เซ็นต์
ยิ่งค่าอมน้ำมีค่าเปอร์เซ็นต์สูงๆ 50-60% ยิ่งหมายถึงเลนส์อมน้ำได้ดี
ทำให้ออกซิเจนไหลผ่านได้มาก ทำให้ใส่สบายตาไม่ค่อยแห้ง
แต่อาการตาแห้งไม่ได้ดูแค่ค่าอมน้ำอย่างเดียว จะขึ้นอยู่กับวัสดุเลนส์ด้วย
ต่อให้เลนส์มีค่าอมน้ำสูงแต่วัสดุเลนส์นั้นระเหยน้ำง่ายก็ทำให้ตาแห้งได้เช่นกันค่ะ
สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนที่อยากใส่คอนแทคเลนส์นอกจากการดูค่าต่างๆที่ว่ามาแล้ว
ความสะอาด เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดของที่สุดที่ต้องดูแล
ก่อนใส่เลนส์ต้องล้างมือเราให้สะอาด ก่อนใส่เลนส์ต้องล้างเลนส์ก่อนทุกครั้ง
น้ำยาที่แช่ต้องเปลี่ยนใหม่และล้างตลับใส่เลนส์ทุกครั้ง
ควรเปลี่ยนตลับใส่เลนส์ทุกเดือนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
และสุดท้ายไม่จำเป็นไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานานๆค่ะ!!!
วันนึงไม่ควรใส่เกิน 8 ชั่วโมง ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นใดๆไม่ใส่ดีที่สุด
พึ่งระวังไว้ว่าดวงตาของเราสำคัญแค่ไหน อย่าเห็นแก่ความสวยงามมากว่าความปลอดภัยค่ะ

------------------------------------------------------

ทำไมสีตาขาวถึงดูไม่ขาวสดใส ทำอย่างไรให้ตาขาวใส?

คำถามนี้ทรายเจอคนถามเข้ามาบ่อยเพราะทรายเป็นคนตาขาวค่อนข้างขาวใสค่ะ
หลายคนถามเข้ามาว่าทรายไปทำอะไรหรือใช้ยาอะไรหยอดตาถึงขาว
ซึ่งตัวเองไม่เคยไปยุ่งอะไรกับดวงตาเลย เลยสอบถามคุณหมอมาให้
คำตอบที่ได้คือสีของตาขาวอันดับแรกขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ค่ะ
เหมือนกับสีผิวเราที่มีผิวขาว ผิวคล้ำ ตาขาวก็เช่นเดียวกันมีขาวมากขาวน้อย
ถ้าตาไม่ได้เหลืองเพราะปัญหาสุขภาพ หรืออาการป่วยอย่างโรคดีซ่าน
ปัญหาสีตาขาวไม่ขาวสดใสมักเกิดจากพฤติกรรมของเรา
เช่น การตากแดด สีตาขาวก็เหมือนผิวค่ะโดนแดดมากๆก็คล้ำลงได้
ดังนั้นถ้าต้องออกแดดจ้าๆควรใส่แว่นกันแดด คุณหมอแนะนำหัดใส่แต่เด็กยิ่งดีค่ะ
เป็นการปกป้องดวงตาของเราจากแสงจ้าๆ เพื่อสุขภาพตาที่ดีในอนาคต
การใช้สายตามากไปอย่างดูทีวี อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ การเล่นมือถือก็มีผลค่ะ
จะส่งผลให้ตาเราแห้ง เมื่อตาแห้งจะทำให้ตาไม่สดใส รู้สึกเคืองตาได้ง่าย
และในคนที่มีอาการภูมิแพ้ คันตา ขยี้ตาบ่อยๆก็มีผลต่อให้เส้นเลือดฝอยในเยื่อบุตาขาว
ทำให้ตามีเส้นเลือดฝอยขึ้นชัดตาจะดูแดงๆเรื่อๆ วิธีแก้ง่ายๆคือไม่ขยี้ตา
ถ้าคันตาเพราะภูมิแพ้สามารถซื้อยาหยอดตาที่ลดอาการระคายเคือง
และมีผลทำให้เส้นเลือดหดตัวมาใช้ได้อย่าง Naphon-A มีขายตามร้านยาทั่วไป

เมื่อหยอดแล้วจะทำให้เส้นเลือดจะหดตัว ทำให้สีของตาดูขาวขึ้นค่ะ
แต่อย่างไรยาก็คือยาไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ใช้เฉพาะจำเป็นและอยู่ในการดูแลของแพทย์ดีกว่าค่ะ
อีกสาเหตุสุดท้ายก็คือตาขาวสกปรกอย่างคนที่แต่งตาเยอะๆ
และทำความสะอาดดวงตาไม่ดี มีคราบอายไลน์เนอร์ อายแชโดวที่ล้างไม่เกลี้ยง
ก็สามารถร่วงหล่นเข้าไปสะสมอยู่ในดวงตาได้ อาจส่งผลถึงขั้นตาอักเสบเลยนะคะ
ดังนั้นรักจะแต่งหน้าต้องรักที่จะล้างให้เกลี้ยงด้วยจ้า
สรุปถ้าอยากมีตาขาวสดใส ควรดูแลร่างกายให้แข็งแรง ทานน้ำเยอะๆ พักผ่อนให้เพียงพอ
ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสายตาเช่นอาหารที่มีวิตามินเอแค่นั้นเองค่า

------------------------------------------------------

ทำเลสิกแล้วสามารถบริจาคดวงตาได้หรือไม่

ตอบว่าได้ค่ะเพราะกระจกตาดำยังดีอยู่  โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการกระจกตารีบด่วน
ในคนไข้ที่มีปัญหากระจกตาทะลุที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือเกิดการติดเชื้อ
เพื่อที่จะใช้อุดรอยรั่วที่กระจกตาในกลุ่มนี้สามารถใช้กระจกตาได้ทุกชนิด
แต่สำหรับกลุ่มคนไข้ที่ไม่รีบด่วน เช่น เป็นแผลเป็น
กลุ่มนี้แพทย์อาจจะพิจารณาใช้กระจกที่มีคุณภาพที่ดีกว่ากลุ่มแรกค่ะ
เพราะก่อนตัดสินใจทำเลสิก ทรายตัดสินใจไว้แล้วว่าจะบริจาคร่างกายและดวงตา
จึงหาข้อมูลไว้ก่อนว่าจะยังสามารถบริจาคได้ไหมค่ะ

------------------------------------------------------

สรุปสั้นๆสำหรับการทำ iLasik ครั้งนี้

เจ็บไหม? : ตอบเต็มปากเต็มคำเลยว่าไม่เจ็บค่ะ ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยจริงๆ

พักฟื้นนานไหม? : ไม่ได้ต้องพักอะไรมากมายใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ไม่ต้องใส่ที่ครอบตาทุกวันเหมือนที่ทุกคนเคยเข้าใจค่ะ

มองเห็นได้เมื่อไหร่? : มองเห็นได้ทันทีหลังทำเสร็จค่ะ

มีผลข้างเคียงอะไรไหม? : ของทรายไม่มีเลยค่ะตาปกติทุกอย่าง
จะมีแค่ช่วงแรกที่รู้สึกเห็นชัดเกินเพราะเห็นแบบ HD
จะมีความรู้สึกตึงๆตาบ้างเพราะเรายังไม่ชิน ซึ่งร่างกายจะค่อยๆปรับไปเองค่ะ
แต่ไม่มีอาการเห็นแฟร์หรือแสงกระจายใดๆ มองกลางคืนชัดปกติค่ะ

แนะนำอย่างไรสำหรับคนที่สนใจ? : ไปตรวจกับคุณหมอเลยค่ะ
แนะนำจริงๆสำหรับคนที่มีปัญหาสายตา มันเหมือนได้เห็นโลกใหม่
ตื่นมาแล้วมองเห็นได้เลยไม่ต้องคลำหาแว่น เป็นความรู้สึกที่สุดยอดจริงๆค่ะ
ขั้นตอนการทำเลสิกไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ยกเว้นแค่ "ราคา" 555

------------------------------------------------------

ขอบคุณ SUPREME iLASIK CLINIC สำหรับการดูแลทำเลสิกให้ในครั้งนี้
ขอบคุณจริงๆค่ะสำหรับการมองเห็นเหมือนได้เห็นโลกใหม่ที่สดใสอีกครั้ง

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปชมหรือสอบถามได้ที่

//www.supremeilasik.com
หรือ
https://www.facebook.com/supremeilasik

หวังว่าบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆทุกคนนะคะ
ขอบคุณค่ะ

Smiley XOXO
Smiley




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2556 9:53:56 น.
Counter : 41293 Pageviews.  

Review [Video] : แชร์ประสบการณ์ครั้งที่สองกับการฟิลเลอร์ใต้ตา แก้ม คาง ที่ AIC Clinic ค่ะ



คลิปนี้ทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ในเรื่องการฉีดฟิลเลอร์
แชร์ประสบการณ์ในการเติมฟิลเลอร์บริเวณใต้ตา
เติมบริเวณแก้มที่ตอบและเติมเนื้อที่คางให้อิ่มขึ้น
ที่ AIC Clinic โดยคุณหมอพุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ ค่ะ

ปล.ใครยังไม่ได้ดูคลิปแรกแนะนำให้ลองดูก่อนดูคลิปนี้นะคะ
จะเข้าใจเรื่องการฉีดฟิลเลอร์ได้ดียิ่งขึ้นขึ้น อธิบายไว้แบบหมดเปลือก

ข้อดี ข้อเสียและอันตรายที่ควรระวังค่ะ >>>CLICK<<<

--------------------------------------------------------------------
A.I.C. Aesthetic Innovation Center
(MRT ลุมพินี ปากซอยงามดูพลี)
Tel: (02)2871200
www.aic-clinic.com
--------------------------------------------------------------------





 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2556 20:32:32 น.
Counter : 2039 Pageviews.  

Review : แชร์ประสบการณ์ตรวจตาก่อนการทำเลสิกจ้า มาดูกันว่าการทำเลสิกคืออะไรและใครสามารถทำได้บ้าง?

บล็อคภาคจบแชร์ประสบการณ์หลังทำเลสิก >>>CLICK<<<


สายตาสั้น........ปัญหาชีวิตที่อยู่กับเค้ามาสิบกว่าปี
แม้จะสั้นไม่เยอะแค่ 300 แต่ถ้าคนที่สายตาสั้นเหมือนกันจะเข้าใจเนอะ
ว่ามันน่าเบื่อเสียจริงที่ต้องคอยควานหาแว่น หรือต้องใส่คอนแทคเลนส์ตลอดๆ
หนึ่งในความฝันของคนสายตาสั้นก็คือการกลับมามองเห็นชัดๆได้โดยไม่ต้องพึ่งแว่น
ซึ่งวันนี้จะมาเล่าถึงเทคโนโลยีเลเซอร์ประเภทหนึ่งที่มาช่วยให้เรากลับมามองโลกได้ชัดเหมือนเดิม
นั่นคือ "การทำเลสิก" นั่นเองค่า เชื่อว่าคำนี้หลายคนคงเคยได้ยินมาก่อนแล้ว
บล็อคนี้เลยจะมาเล่าให้ฟังกันว่าเลสิกคืออะไร ใครที่สามารถทำเลสิกเพื่อแก้ปัญหาสายตาได้บ้างค่ะ

---------------------------------------------------------------

การทำเลสิกคืออะไร?

เลสิก
: LASIK
ย่อมาจาก Laser in Situ Keratomileusis
เป็นชื่อของการผ่าตัดแก้ไขสายตาที่ผิดปกติวิธีหนึ่ง
โดยการเปิดกระจกตา (Cornea) ด้านผิวบนออก
แล้วใช้ลำแสงเลเซอร์ปรับเปลี่ยนความโค้งของกระจกตาในชั้นลึกลงไป
จากนั้นปิดแผ่นกระจกตาที่เปิดไว้กลับลงดังเดิม
ซึ่งการเปิดกระจกตาจะมีสองวิธี คือ
1. การเปิดกระจกตาด้วยใบมีด
2. การเปิดกระจกตาด้วยด้วยเลเซอร์

ให้ผลการแยกชั้นกระจกตาที่เรียบเนียนกว่า
พักฟื้นสั้น แผลสมานไว แต่ราคาสูงกว่ามาก

---------------------------------------------------------------

สายตาผิดปกติแบบใดบ้าง
ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการทำเลสิก
?



Credit ภาพต้นฉบับจาก : //www.umm.edu/patiented/articles/000569.htm

การมองเห็นของคนสายตาปกติ เกิดขึ้นจากการที่แสงจากวัตถุผ่านกระจกตา (Cornea)
และเลนส์แก้วตา (Lens) ซึ่งมีกำลังในการหักเหแสงที่เหมาะสมกับความยาวของลูกตา
แสงนั้นจึงไปตกพอดี (Focus) บนจอประสาทตา (Retina)
ดังนั้นถ้าการหักเหแสงไม่สมดุลกับความยาวลูกตาก็จะเกิดปัญหาสายตาดังนี้

สายตาสั้น (Myopia or Nearsightedness)

อาจเกิดจากลูกตามีขนาดยาวไป หรือการหักเหแสงมีมากไป
แสงจากวัตถุจึงโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา
คนที่สายตาสั้นจึงมองเห็นชัดในระยะใกล้เท่านั้น มองไกลไม่ชัด

สายตายาว (Hyperopia or Farsightedness)

อาจเกิดจากลูกตามีขนาดสั้นไป หรือการหักเหแสงมีน้อยไป
แสงโฟกัสเลยจอประสาทตา ภาพที่เห็นจึงไม่ชัดเจน
คนที่สายตายาวไม่มากจะมองไกลชัด มองใกล้ไม่ชัด
แต่ถ้าสายตายาวมากจะมองเห็นไม่ชัดเจนทั้งใกล้และไกล

***สายตายาวด้วยวัย หรือ "สายตาผู้สูงอายุ" (Presbyopia)
คนทั่วไปมักเข้าใจผิดและเรียกผิดๆว่า "สายตายาว"
ซึ่งแท้จริงแล้วเกิดจากการที่เลนส์แก้วตายืดหยุ่นได้น้อยลง
จึงทำให้ความสามารถในการปรับโฟกัสจะลดลง ทำให้การมองไกล้ไกลมีปัญหา


สายตาเอียง (Astigmatism)
คนที่สายตาเอียงเกิดจากกระจกตามีความโค้งไม่สม่ำเสมอ
ทำให้จุดโฟกัสในแต่ละแนวไม่เป็นจุดเดียวกัน เกิดจุดโฟกัสหลายจุด
ดังนั้นภาพที่มองเห็นจึงเป็นภาพซ้อนและไม่ชัดเจนทั้งระยะใกล้และไกล
ภาวะสายตาเอียงมักเกิดขึ้นร่วมกับสายตาสั้นหรือสายตายาว

ซึ่งปัญหาสายตาไม่ว่าจะสั้น ยาว หรือเอียงทั้งหมดที่กล่าวมา
สามารถแก้ไขได้ด้วยการทำเลสิก ซึ่งเลสิกจะทำการปรับแต่ง
ในบริเวณของกระจกตาที่เนื้อเยื่อด้านในให้เกิดการโฟกัสพอดีเหมือนคนปกติ

***สำหรับคนที่มีปัญหาสายตายาวด้วยวัย การทำเลสิกไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้!!!
เพราะเลสิกแก้ที่กระจกตา ไม่สามารถแก้ปัญหาความยืดหยุ่นของเลนส์แก้วตาที่ลดลงได้
เปรียบเทียบง่ายๆคล้ายกับการที่เราไปผ่าตัดดึงผิวหน้าให้ตึงได้
แต่เราไม่สามารถแก้ไขปัญหากล้ามเนื้อใบหน้าที่ชราแล้วหย่อนยานไปตามวัยได้ค่ะ


---------------------------------------------------------------

ไม่ใช่ใครๆก็สามารถทำเลสิกได้ !!!
ข้อจำกัดสำหรับผู้ที่ต้องการทำเลสิก

การทำเลสิกไม่ใช่เพียงเรามีความต้องการและมีเงินก็จะทำได้
ผู้ที่จะทำเลสิกได้ต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นตามนี้ค่ะ

- มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีค่าสายตาคงที่แล้วอย่างน้อย 1 ปี
โดยมีความหนาของกระจกตา และมีความดันภายในลูกตาที่เหมาะสม
รวมถึงสุขภาพดวงตาอื่นๆซึ่งต้องให้จักษุแพทย์เป็นผู้ตรวจและวินิจฉัย

- ไม่มีโรคของกระจกตาหรือดวงตาใดๆ เช่น ต้อหิน ต้อกระจก
หรือโรคที่จะมีผลต่อกลไกการสมานแผลของกระจกตา เช่น โรค SLE
หรือภาวะตาแห้งที่รุนแรง เนื่องจากหลังทำการเลสิกตาจะแห้งลงในช่วงหลังทำแรกๆ
ซึ่งอาการตาแห้งรุนแรงสามารถเกิดได้ในผู้ที่ทานยาบางประเภทติดต่อกัน
เช่น ในผู้ที่ทานยาสิวอย่างโรแอคคิวเทน เพราะเป็นยาที่ลดการสร้างน้ำมัน
ซึ่งในน้ำหล่อเลี้ยงดวงตาก็มีส่วนผสมของน้ำมัน การทานยาสิวจึงส่งผลให้ตาแห้งได้มาก
ดังนั้นในการตรวจดวงตาก่อนทำเลสิกจะต้องแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยว่าทานยาอะไรอยู่ !!!

- ไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากช่วงนี้
จะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเพศหญิงเปลี่ยนแปลงและส่งผลต่อการมองเห็น
จึงควรรอให้หมดระยะช่วงให้นมบุตรไปก่อนจึงสามารถมาตรวจการทำเลสิกได้

- ในคนที่เป็นป่วยเป็นโรคเบาหวานจะสามารถทำได้หากคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้แล้ว


---------------------------------------------------------------

ขอบคุณขอบมูลจากศูนย์ดวงตาสภากาชาติไทยค่ะ
เว็ปไซต์ //www.eyebankthai.com  เรียบเรียงโดย mhunoiii


---------------------------------------------------------------



ได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นกันไปแล้วว่าเลสิกคืออะไร
ทีนี้มาฟังประสบการณ์การตรวจตาก่อนการทำเลสิกกันค่า
ทรายไปตรวจตาที่ คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางจักษุ
SUPREME iLASIK CLINIC : สุพรีม ไอเลสิค
ตั้งอยู่ที่อาคารยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ ชั้น 19 ประมาณสีลมซอย 3
ตรงข้ามโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ลง BTS ศาลาแดงใกล้สุดจ้า
รายละเอียดคลินิกเพิ่มเติมเข้าไปดูได้ในเว็บไซต์ของเค้าเลยค่ะ
>>> //www.supremeilasik.com <<<



การเตรียมตัวก่อนมาทำการตรวจสภาพตาว่าสามารถทำเลสิกได้หรือไม่
คือ เราจะต้อง งดใส่คอนแทคเลนส์สายตาอย่างน้อย 3 วันค่ะ
เพื่อให้กระจกตาคืนรูปตามปกติให้มากที่สุด
ถึงจะได้ผลการตรวจที่แม่นยำ
เนื่องจากการใส่คอนแทคเลนส์ ตัวเลนส์จะสัมผัสกับกระจกตาโดยตรง
และมีการกดทับกระจกตาเป็นเวลานาน ซึ่งมีผลทำให้ความโค้งของกระจกตา
เปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิมได้ ก่อนการตรวจจึงต้องงดใส่คอนแทคเลนส์ยิ่งเว้นได้นานยิ่งดีค่ะ
แต่สามารถใส่แว่นได้ตามปกตินะคะ ส่วนเรื่องอื่นถ้าให้ดีควรพักผ่อนที่เพียงพอยิ่งดี
เพราะการพักผ่อนน้อยตาจะล้าทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อนได้เช่นกันค่า
แต่ตอนทรายไปตรวจค่อนข้างกระทันหันเลยงดคอนแทคเลนส์ได้แค่วันเดียว
ผลที่ตรวจไปอาจจะมีความคลาดเคลื่อนด้านค่าสายตานิดหน่อย
แต่สามารถประเมินจากความหนากระจกตา/ความดันภายในลูกตาคร่าวๆได้
ซึ่งถ้าตรวจแล้วผ่านก่อนการทำเลสิกจะต้องทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งอยู่แล้วค่ะ
การตรวจตาจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
เมื่อเข้ามาในคลินิกสิ่งแรกที่ทำคือการกรอกประวัติทั่วไปจ้า
ค่าใช้จ่ายในการตรวจตาของที่นี่อยู่ที่ครั้งละ 1,500 บาทค่่ะ



การตรวจขั้นตอนแรกคือการตรวจค่าสายตาแบบคร่าวๆ
ด้วยเครื่องตรวจค่าสายตาอัตโนมัติแบบที่ร้านแว่นใช้กันจ้า



ต่อมาเป็นการตรวจความดันภายในลูกตา
ให้จ้องไว้นิ่งๆเครื่องจะพ่นลมใส่ลูกตา ไม่ต้องกลัวเจ็บค่าลมแค่เบาๆ
ค่าความดัน (Tonometry) ในระดับปกติจะต้องไม่เกิน 20 mmHg



เครื่องที่สามจะเป็นเครื่องที่ใช้วัดความหนาของกระจกตา
ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมากว่าจะทำเลสิกได้ไหม ถ้ากระจกตาบางก็จบเลย
วิธีตรวจให้มองนิ่งๆที่จุดตรงกลาง เบิกตาให้กว้างค้างไว้ 5 วินาที
จะเห็นเหมือนมีแสงแสกนดวงตาแว้บๆ ตรวจแป๊บเดียวแต่ลุ้นเยอะมากกะเครื่องนี้
แทบจะชี้เป็นชี้ตายกันเลยว่าจะทำเลสิกได้หรือไม่
ความหนากระจกตาของคนปกติควรอยู่ที่ 500-600 ไมครอน
ถ้าต่ำกว่า 500 ไมครอนคุณหมอมักจะไม่แนะนำให้ทำเลสิก
เนื่องจากการทำเลสิกจะมีการตัดเปิดชั้นกระจกตาทำให้กระจกตาบางลง
ถ้าเดิมกระจกตาบางอยู่แล้วหลังทำเลสิกกระจกตาที่บางลงไปอีก
อาจจะทนแรงดันภายในลูกตาไม่ได้ทำให้เกิดโรคกระจกตาโป่งพองได้ในอนาคต



เมื่อตรวจค่าพื้นฐานทั้งสามผ่านเรียบร้อย
ของทรายทั้งความหนากระจกตาและความดันภายในลูกตาผ่านฉลุยค่า เย้ๆ
ก็มีถึงเครื่องที่สี่ที่จะทำการตรวจค่าสายตาโดยละเอียดด้วยเครื่องWaveScan
ซึ่งเครื่องนี้สามารถเก็บข้อมูลลายม่านตาเฉพาะบุคคล
เพื่อนำข้อมูลไปเชื่อมโยงกับเครื่องทำเลเซอร์ในการแก้ไขสายตา
เพื่อความปลอดภัยและแม่นยำอีกด้วย
วิธีตรวจง่ายๆมองนิ่งๆเบิกตากว้างๆเหมือนเดิม
ตาอาหมวยนี่พยายามเบิกเต็มที่ได้ก็แค่นี้หล่ะ 555



ขั้นต่อไปยังคงเป็นการตรวจค่าสายตาเพื่อความแม่นยำอีกครั้ง
ซึ่งจะเป็นการตรวจคล้ายๆเวลาเราไปร้านแว่น คือให้ลองมองผ่านเลนส์
โดยจะเปลี่ยนค่าเลนส์แล้วให้เราดูว่าอันไหนอ่านตัวหนังสือบนผนังได้ชัดกว่า คมกว่า
โดยระยะห่างจากเก้าอี้ถึงผนังตามมาตรฐานคือ 6 ฟุตค่ะ
รวมถึงการเทสปัญหาเรื่องสายตาเอียง ซึ่งของทรายเมื่อรับการตรวจ
พบว่ามีเอียงข้างนึง แต่เอียงนิดเดียวประมาณ 25 ซึ่งไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย
แต่ผลการตรวจรอบนี้อาจจะคลาดเคลือนได้เนื่องจากทรายพักผ่อนน้อย
และหยุดพักถอดคอนแทคเลนส์ก่อนมาทำการตรวจแค่เพียงหนึ่งวันค่ะ



หลังจากตรวจค่าสายตา และสภาพตาทั่วไปครบเรียบร้อยแล้ว
จะทำการหยอดยาชาและยาขยายรูม่านตา เพื่อให้จักษุแพทย์ทำการตรวจจอประสาทตา
ตอนหยอดยาชาจะแสบๆหน่อย ตาจะรู้สึกตึงๆ ตอนหยอดยาขยายรูม่านตา ของทรายปกติไม่แสบค่ะ
เค้าจะให้เรานั่งพักสักพักจนกว่ารูม่านตาจะขยาย พอรูม่านตาขยายได้ที่ตาเราจะสู้แสงไม่ค่อยได้ค่า

***ถ้าจะมาตรวจตาก่อนการทำเลสิกแนะนำให้พกแว่นกันแดดมาด้วย
เพราะหลังการหยอดยาขยายรูม่านตาตาจะสู้แสงไม่ได้ไปหลายชั่วโมงอยู่ค่ะ




เมื่อรูม่ายตาขยายได้ที่ก็มาถึงการตรวจจอประสาทตา
โดยคุณหมอที่ทำการตรวจตาจะเป็นคุณหมอคนเดียวกันที่จะทำเลสิกให้ค่ะ
ทรายได้รับการตรวจโดย พญ.ศศิวิมล จันทรศรี ผู้อำนวยการแพทย์ของที่นี่
ซึ่งคุณหมอเป็นจักษุแพทย์ที่เชี่ยวชาญมีประสบการณ์การทำเลสิกมากว่าสิบปี
คุณหมอน่ารักมากกกก เป็นกันเอง ยิ้มแย้ม อารมณ์ดีสุดๆ
ทรายขี้สงสัย ซักถามนู่นนี่ไปเยอะมากคุณหมอตอบให้ทุกข้ออย่างใจเย็น
นอกจากการตรวจจอรับภาพ จอประสาทตาแล้ว
จะมีการหยดสีเข้าไปที่ดวงตาเป็นการย้อมสีกระจกตาเพื่อดูเรื่องปัญหาตาแห้งด้วย



ปัญหาตาแห้งเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคใหญ่ในการทำเลสิก

ถ้าคนที่ตาแห้งมากอาจจะเป็นปัญหาได้ ต้องรักษาอาการตาแห้งให้ดีก่อนที่จะทำเลสิก
เนื่องจากช่วงหลังการทำเลสิกช่วงแรกๆตาจะแห้งขึ้น แล้วจึงจะค่อยๆกลับมาเป็นปกติ
ตาแห้ง (Dry Eyes) คือ การที่ปริมาณน้ำตาที่มาหล่อเลี้ยง
ให้ความชุ่มชื่นกับดวงตาเคลือบกระจกตาดำไม่พอ ทำให้รู้สึกระคายเคืองหรือแสบตาบ่อยๆ
ซึ่งอาการตาแห้งมักเกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ
เพราะคอนแทคเลนส์จะทำให้ตาดำได้รับออกซิเจนน้อยลง
ทำให้การไหลเวียนเวียนของน้ำตาเป็นไปอย่างไม่ปกติเพราะมีเลนส์ขวางอยู่

ซึ่งอาการตาแห้งจะสังเกตด้วยตาเปล่าได้ยากจึงต้องใช้วิธีการย้อมสี
ตามภาพด้านบนเมื่อย้อมสีแล้วจะเห็นเป็นจุดๆหรือเป็นรอยบนกระจกตา
ตาของทรายคือภาพทางด้านซ้ายสุด มีจุดเล็กๆนิดหน่อยจัดว่าน้อย
จุดๆเหล่านี้คือสัญลักษณ์แสดงว่ามีอาการตาแห้งค่ะ ดังนั้นยิ่งน้อยยิ่งดี ของทรายปกติตาไม่แห้งจ้า
แม้จะใส่คอนแทคเลนส์มา 7-8 ปี แต่ว่าจะใส่เฉพาะเวลาจำเป็น ไม่ใส่ต่อเนื่องนานๆค่ะ
ส่วนอีกสองภาพนำมาเทียบให้ดูอย่างภาพกลางจะเห็นเป็นรอยขีดๆชัดเลย
รอยแบบนี้อาจเกิดการขูดขีดขึ้นขณะใส่คอนแทคเลนส์ทำให้กระจกตาเป็นรอยได้
ส่วนภาพขวามนี่เห็นจุดๆชัดเลย จัดเป็นปัญหาตาแห้งอย่างชัดเจนเลยค่ะ
ซึ่งโดยทั่วไปอาการตาแห้งสามารถรักษาได้ง่ายๆด้วยการหยอดน้ำตาเทียมช่วย
ในรายที่ตาแห้งรุนแรงคุณหมออาจใช้การสั่งจ่ายยาที่ช่วยในการกระตุ้นการผลิตน้ำตาค่ะ

***อีกหนึ่งสาเหตุการเกิดปัญหาตาแห้งที่เราไม่ค่อยทราบกัน
คือการทานยาสิว เช่น โรแอคคิวเทน ซึ่งมีผลต่อการลดการผลิตน้ำมัน
ทำให้ผิวแห้ง ปากแห้ง รวมถึงตาแห้งด้วย ดังนั้นก่อนตรวจตาทำเลสิก
ควรแจ้งให้คุณหมอทราบอย่างละเอียดว่ามีการทานยาอะไรอยู่หรือไม่นะคะ !!!




ค่าผลตรวจของเค้าเอง ทุกอย่างออกมาโอเคมากผ่านฉลุยดีใจสุดๆ Smiley
ค่าความหนากระจกตาขั้นต่ำ 500 ไมครอน ของเค้าได้ประมาณ 551 กับ 562
ค่าความดันไม่เกิน 20 mmHg ของเค้าได้ 17 กับ 19 และไม่มีปัญหาตาแห้งค่า
แต่ค่าความดันจะต้องดูให้สัมพันธ์กับความหนากระจกตาด้วย
ถ้ากระจกตาหนาค่าความดันสูงจะไม่มีผลเหมือนคนที่กระจกตาบางจ้า
สรุปว่าสามารถทำการเลสิกได้ โดยก่อนการทำเลสิกจะต้องมาทำการตรวจ
ทุกขั้นตอนแบบนี้ซ้ำอีกครั้งนึงเพื่อให้ได้ผลที่เป๊ะที่สุดค่ะ
ดังนั้นถ้าใครอยากทำเลสิกจึงต้องเข้ามาทำการตรวจตาเพื่อเช็คผลก่อนนะคะ

---------------------------------------------------------------

แถมๆเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆที่ได้สอบถามจากคุณหมอมาค่ะ

- หลังทำเลสิกสามารถใส่คอนแทคเลนส์ได้หลังจากแผลกระจกตาปิดสนิท
แต่ไม่ควรใส่บ่อยๆ หรือใส่นานๆ เนื่องจากหลังทำ
ความโค้งของกระจกตาจะเปลี่ยนไปจากการทำเลสิกค่ะ

- คนที่มีค่าสายตาสั้นมากๆ 800 ขึ้นไป มักจะพบปัญหากระจกตาบาง
ซึ่งทำให้เป็นปัญหาต่อการทำเลสิก หรืออาจจะทำเลสิกไม่ได้
ดังนั้นคนที่สายตาไม่สั้นมากและมีสุขภาพตาปกติโดยส่วนใหญ่
จะสามารถแก้ไขปัญหาสายตาด้วยวิธีการทำเลสิกได้

- การทำเลสิกควรทำเมื่อค่าสายตาไม่เปลี่ยนแปลงมาอย่างน้อยหนึ่งปี
เนื่องจากถ้ายังอยู่ในช่วงที่ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงหลังการทำเลสิก
ค่าสายตาก็ยังสามารถเปลี่ยนได้อยู่ แต่จะไม่กลับไปมีปัญหามากเท่ากับก่อนทำ
แต่ถ้าอนาคตมีปัญหาสายตาอีกและมีความต้องการจะทำเลสิก
ก็สามารถทำซ้ำได้ ถ้าความหนาของกระจกตายังหนาเพียงพอ

- ปัญหาสายตาสั้นที่สั้นมากๆและสั้นขึ้นเรื่อยๆจะเป็นสายตาสั้นจากกรรมพันธุ์
สายตาสั้นจากพฤติกรรมการใช้สายตามักจะสั้นไม่มากนักไม่เกินสามสี่ร้อย

- สายตาเอียง เกิดจากการที่กระจกตามีความโค้งไม่สม่ำเสมอ
เทียบง่ายๆว่ากระจกตาปกติจะเป็นทรงกลมๆแบบลูกบอล
แต่คนสายตาเอียงอาจจะมีลักษณะรีๆยาวๆแบบลูกรักบี้
จึงทำให้จุดตกกระทบของแสงกระจัดกระจายไม่รวมกันเป็นจุดเดียว
ภาพที่เห็นจึงเกิดเป็นภาพซ้อนๆ โดยสายตาเอียงมักเกิดร่วมกับ
อาการสายตาสั้นหรือยาวค่ะ โดยการวัดค่าสายตาเอียง
จะวัดว่าเอียงเท่าไหร่ และเอียงที่องศาที่เท่าไหร่
***ค่าสายตาเอียงสูงสุดที่สามารถแก้ไขด้วยการทำเลสิกคือเอียงประมาณ 600 ค่ะ

- ปัญหาสายตาสั้น และสายตายาว ไม่เกี่ยวกันและสามารถเกิดร่วมกันได้
ความเชื่อที่ว่าคนสายตาสั้นแก่ตัวไปสายตาเริ่มยาวก็จะมองเห็นปกติเป็นความเชื่อที่ผิด
สายตาสั้นและยาวเกิดจากการตกกระทบของแสงบนจอประสาทตาไม่ตรงจุด
ไม่มีทางที่จะมาหักล้างกันได้ คนสายตาสั้นเมื่ออายุมากขึ้นก็จะมีปัญหาสายตายาวร่วมด้วย
ซึ่งสามารถใส่แว่นที่เป็นเลนส์สองชั้นแบ่งครึ่งๆไว้สำหรับมองไกลและมองใกล้ได้

- อาการสายตายาวที่ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะวัย มักเกิดจากรรมพันธุ์
คือมีกระบอกตาสั้นไป หรือกระจกตา/เลนส์ตามีกำลังในการหักเหน้อย
ซึ่งไม่เกี่ยวกับอาการสายตายาวที่เกิดขึ้นเพราะวัยที่มากขึ้น
โดยสายตายาวด้วยวัยจะเกิดขึ้นกับทุกคน อาการจะเริ่มเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป
เกิดจากการที่กล้ามเนื้อเลนส์แก้วตามีความยืดหยุ่นในการหักเหแสงน้อยลง
เป็นความเสื่อมของร่างกายที่เราไม่สามารถฝืนกฎของธรรมชาติได้
ซึ่งการทำเลสิกไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อตาได้
ดังนั้นในรายที่มีอาการสายตาสั้น เอียง และยาวที่เกิดจากวัย
สามารถทำเลสิกเพื่อแก้ปัญหาสายตาสั้นและเอียงได้
แต่จะเหลือปัญหาสายตายาวจากวัยที่แก้ไขได้ด้วยการใส่แว่น
หรือการทำเลสิกแบบ Mono Vision คือทำเลสิกให้การมอง
สำหรับตาสองข้างไม่เท่ากัน โดยคงเหลือค่าของสายตาสั้นไว้เล็กน้อย
เพื่อให้ดวงตาสองข้างมีลักษณะการมองต่างกัน ตานึงมองไกลได้ชัด
และอีกตานึงก็สามารถมองใกล้ได้ แต่จะต้องทำการเทสก่อน
ว่าผู้รับการรักษาสามารถทนสภาวะเสมือนนี้ได้หรือไม่ ด้วยการทดลองใส่คอนแทคเลนส์ที่ต่างค่ากัน
เช่นถ้ามีปัญหาสายตาสั้นอยู่ที่ 500 ก็จะทำการใส่คอนแทคเลนส์
สำหรับสายตาสั้น 500 หนึ่งข้าง และ 350 หรือ 400 หนึ่งข้าง
ถ้าผู้รักษาอยู่ได้ไม่มีเวียนหัวไม่รำคาญก็สามารถทำเลสิกแบบ
Mono Vision ได้
ซึ่งลักษณะของ Mono Vision ในบางคนอาจมีลักษณะนี้มาแต่กำเนิด
ทำให้เมื่ออายุมาขึ้นแม้มีปัญหาสายตายาวก็ยังสามารถมองเห็นได้ใกล้เคียงปกติ

- นอกจากปัญหาสายตาสั้น ยาว เอียงจะมีผลต่อการมองเห็นแล้ว
ยังมีโรคกระจกตาโค้งผิดปกติ เป็นโรคที่ยังไม่ได้มีสาเหตุแน่นอน
อาจเกิดจากภูมิแพ้บางชนิด การใส่คอนแทคแบบแข็ง การขยี้ตาแรงๆบ่อยๆ
โดยผู้ป่วยจะมีลักษณะของกระจกตาย้วย หรือโปนออกมา
ทำให้มองภาพไม่ชัด วัดสายตาก็ได้ค่าที่ไม่แน่นอน
มีประวัติในการเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยๆแต่ก็ยังมองไม่ชัด
ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการใส่คอนแทคเลนส์พิเศษชนิดสั่งตัด
หรือรักษาด้วยการผ่าตัดกระจกตาโดยต้องปรึกษาและทำการตรวจกับจักษุแพทย์

---------------------------------------------------------------



เมื่อทำการตรวจตาผ่านแล้วก็สามารถนัดวันทำเลสิกได้
โดยก่อนการทำเลสิกจะต้องงดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์
และหลังทำเลสิกจะต้องงดโดนน้ำ (ห้ามล้างหน้า) หนึ่งสัปดาห์เช่นกันค่ะ
แต่ไม่ต้องปิดตาสามารถมองเห็นได้แต่ควรใช้สายตาแต่น้อยจะดีที่สุดค่ะ
แอบพาเข้ามาชมห้องทำเลสิกของ
SUPREME iLASIK CLINIC กันก่อน
ของที่คลินิกนี้จะเป็นการทำเลสิกแบบ
iLASIK ซึ่งเป็นการแยกชั้นกระจกตาด้วยเลเซอร์
ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ซึ่งในประเทศไทยมีแค่ที่นี่และที่โรงพยาบาลศิริราช
โดยบล็อคหน้าจะมาเล่าให้ฟังว่า
iLASIK แตกต่างจากการทำเลสิกแบบธรรมดาอย่างไรนะคะ Smiley

---------------------------------------------------------------

ขอบคุณ SUPREME iLASIK CLINIC สำหรับการให้บริการและให้ข้อมูลในครั้งนี้มากๆค่ะ
รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปชมหรือสอบถามได้ที่

//www.supremeilasik.com
หรือ
https://www.facebook.com/supremeilasik

หวังว่าบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่สนใจทำเลสิกนะคะ
อย่าลืมติดตามกันต่อในต่อหน้า ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมค่า

Smiley XOXO
Smiley




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2556 0:09:37 น.
Counter : 24207 Pageviews.  

Review : ทำทรีทเมนต์หนังศีรษะแบบจัดเต็มเพื่อลดการหลุดร่วงของเส้นผมที่สถาบันเสริมความงาม Dermaster

"ผมร่วง" ปัญหาใหญ่ที่หลายคนกังวล
ปัญหาผมร่วงสามารถเกิดได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยผู้ชายมักจะมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์
ส่วนในผู้หญิงนั้นมักจะมีสาเหตุมาจากการตกค้างของสารเคมี ไม่ว่าจะจากการทำสีผม การดัด การยืด
รวมทั้งการตกค้างของผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมนอกจากสาเหตุเหล่านี้
ความเครียด สภาวะทางอารมณ์เชื้อโรค หรือโรคบางชนิด
เช่น ภูมิแพ้ มะเร็ง ฯลฯ ก็มีผลทำให้เกิดอาการผมร่วงได้ทั้งนั้นค่ะ
นอกจากการดูแลเรื่องความสะอาดของเส้นผมแล้วนวัตกรรมสมัยนี้ก็มีการทำทรีทเมนต์
ที่สามารถช่วยทำความสะอาดหนังศีรษะ ฟื้นฟูรากผม กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
ที่จะช่วยลดอาการหลุดร่วงของเส้นผม ซึ่งเป็นทรีทเมนต์แบบจัดเต็มจริงๆ
ชื่อของทรีทเมนต์นี้คือ Hair Reform เป็นทรีทเมนต์เฉพาะของแผนกผม
ที่สถาบันเสริมความงามครบวงจร Dermaster
ตั้งอยู่ริมถนนเอกมัยระหว่างซอยเอกมัย 18-20 ค่ะ



ที่ Dermaster จะมีแผนกผมโดยเฉพาะ มีทั้งการทำทรีทเมนต์
ปลูกถ่ายเซลล์รากผม รวมถึงการวิเคราะห์แร่ธาตุของเส้นผม
ซึ่งมีห้องทำทรีทเมนต์สำหรับผมแผนกผมโดยเฉพาะ ห้องเป็นส่วนตัวดีค่ะ
ทรายจะเล่าขั้นตอนการทำให้ฟังกันไปทีละขั้นนะคะ
ก่อนเข้ารับการทรีทเมนต์จะต้องทำการเปลี่ยนเป็นชุดกันก่อน
ทรีทเมนต์นี้จะใช้เวลาในการทำนานพอสมควรนะคะ
ของทรายเริ่มทำตอน 13.30 น. เสร็จตอน 15.50 น.
ใช้เวลาไปสองชั่วโมงยี่สิบนาทีจ้า (ผมทรายยาวเลยเอวค่ะ)



แอบถ่ายเครื่องมือและทรีทเมนต์ที่จะใช้ในวันนี้
ผลิตภัณฑ์ดูแลผมและหนังศีรษะเป็นของอิตาลีค่ะ



เริ่มด้วยการตรวจดูลักษณะสภาพหนังศีรษะกันก่อน ของทรายไม่มีปัญหาอะไร
หนังศีรษะค่อนข้างมัน แต่มีการทำเคมีคือการทำสีผมเป็นประจำค่ะ
ขั้นตอนแรกคือการทำ Deep Detox เป็นการทำความสะอาดหนังศีรษะ
ด้วย Scalp Toner โดยค่อยๆใช้หวีแสกผมแล้วพ่นโทนเนอร์ลงไป
จากนั้นใช้สำลีพันก้านเช็ดเบาๆที่หนังศีรษะ ค่อยๆแสกผมและทำไปจนทั่วศีรษะ
โทนเนอร์จะเย็นๆ หลังทำขั้นตอนนี้เสร็จเย็นๆเบาๆทั้งหัวเลย อิอิ



ต่อด้วยการทำ Deep Cleansing โดยการสระผมด้วยแชมพูพิเศษ
ที่เลือกตามลักษณะปัญหาของหนังศีรษะและเส้นผม ของทรายเป็นผมธรรมดาจ้า
แชมพูกลิ่นหอมอ่อนๆ ระหว่างที่สระผมจะทำการนวดที่หนังศีรษะไปด้วย
สบายๆเพลินมากไม่ลงเล็บไม่เจ็บเหมือนเวลาไปสระตามร้านทำผม
เสร็จแล้วทำการใส่ครีมนวด สำหรับผมยาวจะใส่ครีมนวดเฉพาะบริเวณกลางถึงปลายผมเท่านั้น



เมื่อใส่ครีมนวดแล้วจะทำการอบไอน้ำ
ด้วยเครื่อง Ozone Streamer ประมาณ 15 นาที
ถามพี่เจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าเครื่องอบไอน้ำแบบโอโซน
จะให้ไอน้ำที่สะอาดกว่าเครื่องอบไอน้ำธรรมดาจ้า



อบไอน้ำครบ 15 นาทีก็ทำการล้างครีมนวดออกแล้วเป่าผมให้หมาดๆ



ขั้นต่อมาจะเป็นการเติมวิตามินอาหารผมเข้าไปที่หนังศีรษะโดยตรง
โดยค่อยๆแสกผมแล้วหยดอาหารผมลงไป ทำจนทั่วหนังศีรษะ



นวดตัวอาหารผมที่ใส่ลงไปด้วยเครื่อง Galvanic Ion เป็นกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ
ที่ช่วยให้อาหารผมและวิตามินบำรุงซึมลงหนังศีรษะได้ดีขึ้น
ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว และเพิ่มระบบการไหลเวียนเลือดให้กล้ามเนื้อหนังศีรษะ
ระหว่างทำไม่รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าใดๆค่ะ นอนนวดเพลินๆแอบหลับไปงีบนึงด้วยหล่า แหะๆ



ขั้นต่อมาคือขั้นตอน Mesotherapy (เมโสเธอราพี)
เป็นการใช้ Digital Gun ส่งผ่านตัวยา , Growth Facter
และสารอาหารที่จำเป็นต่อเส้นผม ลักษณะปืนยิงเหมือนหัวแอร์บรัช
แค่พ่นๆตัวยาลงไปที่หนังศีรษะ ไม่รู้สึกเจ็บอะไรค่ะ
โดยจะเลือกใช้ตัวยาตามสภาพปัญหาของหนังศีรษะของแต่ละคน



ขั้นตอนสุดท้ายภาพแอบหลอนนิดนึง เป็นการฉายแสงเลเซอร์ LED
โดยใช้แสงสีฟ้าก่อนเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบนหนังศีรษะ
ตามด้วยแสงสีแดงเพื่อช่วยในการกระตุ้นรากผมให้เลือดหมุนเวียนดี
เพื่อให้เกิดการเตรียมการงอกใหม่ของเส้นผมอย่างรวดเร็ว ลดความมัน ลดการหลุดร่วง
ขั้นตอนนี้นอนนิ่งๆพักใหญ่ แอบหลับอีกตามเคย
ขั้นตอนนี้ต้องใส่แว่นห้ามถอดเด็ดขาด และห้ามรับโทรศัพท์นะคะ



เสร็จเรียบร้อยไม่ต้องล้างตัวยาออกนะคะเป่าผมให้แห้งได้เลย
แต่ที่นี่จะทำการเป่าผมให้ด้วยลมเย็นเท่านั้น !!! ไม่ให้ไดร์ร้อนโดยเด็ดขาดจะได้ไม่ทำร้ายเส้นผม
ดังนั้นหลังทำทรีทเมนต์เค้าจะไม่ได้ทำการเซ็ตทรงผมให้นะคะ แค่ทำการเป่าผมให้แห้งสนิท
ปิดท้ายด้วยการนวดบ่าไหล่เพื่อความผ่อนคลาย เป็นการทำทรีทเมนต์ที่ยาวนานแต่เพลินสุดๆไปเลย



เป่าแห้งเสร็จเรียบร้อยผมทรายเป็นผมตรงธรรมชาติเป่าแห้งได้แบบนี้เลยค่า
มาเช็คในอ่างสระผม ปริมาณผมที่ร่วงจัดว่าน้อยมาก โล่งอกไป Smiley
แต่การร่วงของเส้นผมจัดเป็นเรื่องปกตินะคะ วันนึงผมสามารถหลุดร่วงได้ถึง 100 เส้น
ไม่นับว่าเป็นปัญหาผมร่วง ผมบาง หรือหัวล้านค่ะ แต่ถ้าร่วงมากจนผิดสังเกตอันนี้น่าห่วง



หลังทำทรีทเมนต์ Hair Reform สิ่งที่รู้สึกคือหนังศีรษะสะอาดโล่งเบาสบายมาก
ส่วนสภาพเส้นผมก็นุ่มลื่นใช้ได้ค่ะ แต่เค้าเน้นที่การดูแลหนังศีรษะมากกว่าเส้นผม
ต่างจากเวลาเราไปทำทรีทเมนต์ตามร้านทำผมมาก คนละเรื่องกันเลย
สำหรับทรีทเมนต์ตัวนี้ควรทำต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้ง หรือสองสัปดาห์ครั้ง
ซึ่งจะเห็นผมในเรื่องลดการหลุดร่วงของเส้นผมภายใน 12-48 ทรีทเมนต์
แล้วแต่ความรุนแรงของสภาพปัญหาหนังศีรษะของแต่ละคนค่ะ
ราคาจะอยู่ที่ 2,500-7,000 บาท แล้วแต่ความรุนแรงของปัญหาเช่นกัน
รายละเอียดราคาลองโทรไปสอบถามที่ Dermaster ดูนะคะ
เข้าไปดูได้ในลิงค์เว็ปของเค้าตามนี้จ้า

//www.dermaster-thailand.com


การดูแลหนังศีรษะจะต้องทำต่อเนื่องปัญหาผมร่วงจึงจะลดลง
เพื่อให้หนังศีรษะสะอาด โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำเคมีบ่อยๆ
และเป็นการเติมสารอาหารให้รากผม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้มีการงอกใหม่มากขึ้นค่ะ
ถ้าใครมีปัญหาเรื่องนี้อยู่สามารถเข้าไปปรึกษาคุณหมอและตรวจสภาพผมได้เลยค่ะ

-----------------------------------------------------------

ขอบคุณทาง
Dermaster สำหรับการทดลองทำทรีทเมนต์นี้นะคะ
และขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าด้วยค่า

Smiley XOXO
Smiley




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2556 2:10:47 น.
Counter : 5848 Pageviews.  

1  2  3  

BlogGang Popular Award#13


 
SaRaY
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 532 คน [?]




..........ชื่อ "ทราย" นะค๊า นามแฝงที่ใช้ก็มี SaRaY และก็ Mhunoiii (หมูน้อย) ค่า สนใจการถ่ายภาพ กะการแต่งหน้า จากเป็นงานอดิเรกจะกลายเป็นงานประจำอยู่แล้ว 555 เลยอยากจะทำบลอคเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มานะค๊า ได้มากบ้างน้อยบ้าง มั่วๆกันปายยยย อิอิ

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าการลอกเลียนแบบ
หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพและข้อความใน
http://www.mhunoiii.bloggang.com แห่งนี้ไปใช้
ทั้งโดยเผยแพร่ หรือเพื่อการอ้างอิงโดยไม่ได้รับอนุญาต
จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด

ปล.ห้ามมิให้นำภาพใดๆจากในบล็อคไปใช้เพื่อการขายของโดยเด็ดขาดนะคะ !!!

---------------------------------------------------------

hits
New Comments
Friends' blogs
[Add SaRaY's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.