Group Blog
 
All blogs
 

Review : อัพเดทๆ Lucido-L Argan Oil สูตร Rich Moisture สำหรับผมแห้งเสียเข้าไทยแล้วจ้า!!!








ใครเป็นสาวกอาร์แกนออยล์
ของ LÚCIDO-L เฮกันได้เลย
บล็อคนี้จะมาอัพเดทรีวิวให้ชมกันว่าเค้านำเข้า
สูตร Rich Moisture สำหรับผมแห้งเสียแล้วนะฮร้า
เคยเห็นที่ญี่ปุ่นนานละแต่ก็ยังมิเคยลอง

ส่วนสูตรสีชมพูใช้หมดไปสามขวดละ เลิฟมากมาย
เคยรีวิวแบบละเอียดยิบไปแล้วด้วย
จิ้มไปดูบล็อคเก่าได้เลย >>>Click<<<
ส่วนบล็อคนี้มาดูกันว่าสูตรใหม่ต่างกันอย่างไร
พร้อมเทคนิคการใช้ในสไตล์เค้า Smiley



LÚCIDO-L ARGAN OIL
hair treatment oil
rich moisture

ทรีทเมนต์ใส่ผมชนิดไม่ต้องล้างออก
สูตรสำหรับผมแห้งเสีย

ด้วยส่วนผสมของน้ำมันอาร์แกน
ที่ช่วยฟื้นฟูผมแห้งเสียแตกปลาย
และปกป้องผมจากความร้อนของอุปกรณ์จัดแต่งทรง
ให้กลับมาชุ่มชื่น เงางาม นุ่มลื่นน่าสัมผัส
รวมถึงช่วยปกป้องเส้นผมจากการจัดแต่งทรงด้วยความร้อนและรังสี UV

----------------------------------------------------------------------------

ขนาด 60 ml ราคา 330 บาท
หาซื้อได้ที่ร้าน Watsons ทุกสาขาจ้า

***ตอนนี้มีโปรลดเหลือ 295 ด้วยฮะ!!!




ส่วนผสมที่เป็นจุดขายหลักก็ยังเหมือนกันกับสูตรสีชมพู
ก็คือ อาร์แกนออยล์ (Argania Spinosa Kernel Oil)
น้ำมันที่สกัดจากผลของต้น Aragnia ที่ปลูกได้ในประเทศโมรอคโคเท่านั้น!

ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีความทานทนต่อสภาพแวดล้อมสูงมาก

โดยน้ำมันที่สกัดมาได้ประกอบไปด้วยวิตามินหลากชนิด
ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน A , E ( วิตามิน E มีสูงกว่าน้ำมันมะกอกถึง 3 เท่า)
กรดไขมันโอเมก้า 6, 9 และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
จึงนำมาใช้ในการบำรุงเส้นผม ผิวหน้า ผิวตัว เล็บ ฯลฯ

ซึ่งความพิเศษของอาร์แกนออยล์ในลูซิโดแอล
คือเค้าใช้ กรรมวิธีสกัดด้วยแรงดันสูง
เทียบเท่ากับแรงดันของน้ำทะเลที่ระดับ 10,000 เมตร

ออยล์ที่ได้จึงมีอนุภาคเล็กกว่าออยล์ทั่วไป
ทำให้กระจายตัวเป็นเส้นผมได้ดี ไม่จับตัวเป็นก้อน



ความต่างของส่วนผสมทั้งสองสูตร


ทุกอย่างเหมือนกันเป๊ะแค่สูตร Rich Moisture
จะมี Cyclopentasiloxane (D5) เพิ่มเข้ามาในลำดับที่ 3 ของส่วนผสม

เป็นซิลิโคนออยล์/ฟลูอิดชนิดเบา มีความสามารถในการกระจายตัวสูง
ระเหยไวแบบปานกลาง เคลือบผมด้านนอกในลักษณะเป็นคอนดิชันเนอร์
จึงให้สัมผัสนุ่มลื่นโดยไม่ทำให้รู้สึกเหนอะหนะ
ทำให้เท็กซเจอร์ของออยล์สูตรนี้มีความข้นขึ้นกว่าสูตรเดิมสีชมพู



ข้อมูลของฉลากหลังกล่อง
คือสูตรเดิมสีชมพูจะเน้นเรื่องความเบาของเนื้อออยล์ให้ผมดูพลิ้วสลวย
ส่วนสูตร Rich Moisture จะเน้นเติมความชุ่มชื่นประกายเงางามมากกว่า



มาเทสสองสูตรให้ดูดีกว่ากับผมทำสีที่มีปัญหาปลายแห้งแบบเค้า
อันนี้คือสระเมื่อวันก่อนแล้วมัดรวบเป็นซาลาเปาบันไว้ทั้งวัน
ไม่ผ่านการหวีใดๆมันก็จะเป็นรอยมัดผมและพันกันสังกะตังๆแบบนี้แล555



ทีนี้มาทำการเทสกันค่ะแบ่งผมเป็นสองด้านใส่ออยล์คนละสูตร
จากภาพจะเห็นความต่างได้ชัดเลยเนอะ
ในเรื่องของความข้นของเนื้อออยล์เมื่อกดออกจากขวด
สูตรเดิมสีชมพูจะมีความพุ่งของเนื้อออยล์มากกว่าเพราะเนื้อเหลวใสกว่า
ส่วนสูตร
Rich Moisture จะมีความข้นกว่าเล็กน้อย
คือเวลากดออกมาออยล์จะทิ้งตัวลงเป็นเส้นตรงไม่มีความพุ่ง
สูตรเดิมหลังใส่ที่ผมหมดแล้วจะไม่เหลือความมันที่มือ
แต่สูตร
Rich Moisture จะเหลือความมันเล็กน้อยแต่ล้างสบู่ออกไม่ยาก

ส่วนเรื่องกลิ่นเค้าว่ากลิ่นเดียวกันนะ
กลิ่นสไตล์ฟรุตตี้ฟลอรัล หอมดอกไม้อ่อนๆ
ให้ความสดชื่นด้วยกลิ่นผลไม้นิดๆ
ที่ทางแบรนด์บอกมาคือ
ท็อปด้วยกลิ่นแอปเปิ้ลกับพีช
กลิ่นกลางเป็นมะลิ ลิลลี่ กุหลาบ
และปิดท้ายด้วยไวท์มัสก์และแอมเบอร์
ซึ่งในเรื่องของกลิ่นอันนี้ถูกจริตเค้าใส่แล้วชอบ
ผมหอมมมแบบน่าจับขึ้นมาดม กลิ่นติดผมกลางๆไม่ฉุน



และนี่คือผลลัพธ์ระหว่างผมสองด้านคือเอาจริงๆก็แทบไม่ต่าง
แค่รู้สึกว่าฝั่ง
Rich Moisture ผมจะดูตรงทิ้งตัวมากกว่านี้ดดดดนึง

ในเรื่องสัมผัสตอนที่ใส่รู้สึกได้ว่าออยล์มีความข้นกว่าจริงๆ
ดังนั้นถ้าจะใส่ตอนผมแห้งแบบนี้ต้องใช้ปริมาณออยล์ไม่มากเกินไป
ไม่งั้นจะทำให้ผมดูมันๆคล้ายผมเปียกได้อ่านะ
ส่วนความลื่นพอกันใส่แล้วสังกะตังมีความคลี่คลาย
เอามือสางๆได้ทั้งคู่ไม่ต้องใช้แรงหวีกระชาก

ดังนั้นเอาว่าถ้าใครผมธรรมดาแห้งเล็กน้อยใช้สูตรเดิมสีชมพูก็ให้ฟิลเบาๆดี
แต่ถ้ารักในความเข้มข้นผมมีความแห้งเสียขั้นสูงก็จัดสูตร
Rich Moisture ไปโลด



ทีนี้มาดูวิธีการใช้กันดีกว่า ว่าเค้ามีเทคนิคการใช้

LÚCIDO-L ARGAN OIL
hair treatment oil rich moisture

อย่างไรบ้าง?



วิธีแรกอันนี้ลองเองแล้วเวิร์คเลยอยากบอกต่อ
คือวันไหนด่วนๆไม่มีเวลาหมักทรีทเมนต์ไว้นานๆ
แต่ต้องการให้ผมนุ่มลื่นขึ้นแบบเร่งด่วน
ลองเอาออยล์ผสมเข้ากันทรีทเมนต์ บำรุงผมสูตรเข้มข้นเลย

ผมเค้ายาวประมาณกลางหลังใส่ประมาณ 2 ปั๊มนวดๆเนื้อให้เข้ากัน
แล้วชโลมลงบนช่วงกลางถึงปลายผมให้ทั่ว
ย้ำเลยนะว่าห้ามลงโคนผม เดี๋ยวหนังศีรษะจะมันเลื่อมได้
นวดกระจายเนื้อทรีทเมนต์ให้ทั่วเส้นผม
พอนวดจนทั่วก็ล้างน้ำออกได้เลยไม่ต้องหมักไว้

แค่ล้างน้ำออกจะสัมผัสได้ทันทีเลยหล่ะ
ว่าผมเปียกก็สามารถสางได้ง่ายขึ้นมาก




วิธีใช้ต่อมาคือหลังสระผมเช็ดผมให้หมาดๆก่อน
ถ้าตอนหมักใช้ออยล์ไปเยอะแล้วขั้นนี้ให้ลดออยล์ลงหน่อย
เค้าใช้ประมาณปั๊มนิดๆ นวดๆลงให้ทั่วจากกลางถึงปลายผมเช่นกัน
แต่ให้เน้นลงที่ช่อผมด้านในก่อนค่อยๆลูบออกมาที่ช่อด้านนอก

แล้วใช้หวีค่อยๆสางผมออก การหวีจะช่วยให้ออยล์กระจายตัวได้ดีขึ้น
แต่แนะนำว่าควรใช้หวีซี่ห่างๆนะ อย่างที่เค้าใช้เป็นหวีสำหรับสางผมเปียกโดยเฉพาะ
มันจะไม่กินผม ทำให้หวีตอนผมเปียกแล้วผมไม่ขาด
และควรหวีแบบค่อยๆสางไปทีละช่อ ตรงไหนพันกัน
แนะนำให้เอามือสางเบาๆก่อนแล้วค่อยตามด้วยหวี

ซึ่งการหวีผมให้เรียบตรงไม่พันกันนอกจากออยล์จะกระจายตัวดีแล้ว
ยังช่วยให้ตอนเป่าผม ผมจะแห้งแบบเรียงเส้น ไม่พันกัน และไม่ชี้ฟูด้วย
ไม่เชื่อลอง เป่าไปมั่วๆตอนที่ผมพันๆกัน กับเป่าแบบหวีให้เรียบแล้วมันต่างมากนะเออ

และเทคนิคในการเป่าผม คือถือไดร์ในทิศทางเดียว
ด้วยการยกไดร์ให้หัวทิ่มลงมาทางปลายผม ไม่เป่าแบบสะบัดหัวไดร์ไปมา
การถือท่านี้จะทำให้ลมร้อนพัดผ่านในทิศทางเดียวกับเกล็ดผม
เกล็ดผมจะไม่กระเจิดกระเจิงทำให้ผมหลังเป่าเรียบลื่นกว่ากันจริงๆ
ซึ่งออยล์ที่ใส่ไปจะช่วยปกป้องเส้นผมจากการจัดแต่งทรงจากความร้อนด้วย



ผลลัพธ์หลังการเป่าแห้ง....สาบายว่ามิได้ไดร์เป่าแบบที่บอกไปแค่นั้น
ผมตรงเงาลื่นเรียงเส้นเว่อร์ แต่ต้องบอกก่อนนะว่าผมเค้าตรงธรรมชาติ
และรอยหยักที่ผมบีฟอร์คือรอยจากการมัดผมไม่ใช่เป็นผมหยักโศกแต่อย่างใด
ตัวออยล์ช่วยให้ผมนุ่มลื่นขึ้น ไม่ได้ช่วยให้ผมตรง
แต่จะช่วยลดเรื่องการชี้ฟูจากอาการผมแห้งเสียฮะ



และวิธีใช้แบบสุดท้ายคือหลังจัดทรงจนพอใจแล้ว
กดออยล์ออกมาอีกนิดนึง ย้ำว่านี้ดดดดนึงพอนะ
วอร์มกระจายเนื้อออยล์ให้ทั่วสองฝ่ามือ
แล้วลูบลงผมผมด้านนอกจะช่วยให้ผมดูวิ้งวับเป็นประกายมากขึ้น

แต่เอาจริงๆในขั้นตอนนี้ส่วนตัวเค้าชอบใช้สูตรสีชมพูมากกว่า
เพราะเนื้อจะเบากว่าทำให้หลังจัดแต่งทรงผมจะไม่ค่อยคลายตัว
แต่ถ้าให้ผมแห้งเว่อร์จะใช้สูตร
Rich Moisture ในขั้นนี้ก็ได้เช่นกัน



สรุปสำหรับสูตร
Rich Moisture เนื้อเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม
เหมาะกับคนที่มีผมแห้งเสีย หรือมีความชี้ฟูของผมค่อนข้างมาก
เนื้อออยล์ที่ข้นขึ้นจะช่วยเคลือบให้ผมดูเรียบมากกว่า
เนื้อสัมผัสก็จะหนักกว่าสูตรสีชมพูเล็กน้อย แต่ไม่ได้ทำให้เหนอะหนะ

สำหรับผมเค้าที่ค่อนข้างตรงมากจะเหมาะกับใช้ตอนผมเปียก
ใส่ก่อนเป่าผม พอเป่าแห้งผมจะลื่นกำลังดีเลยไม่ต้องลงออยล์อีกรอบ
แต่ถ้าจะใส่ลงบนผมแห้งเค้าชอบใช้เป็นสูตรสีชมพูมากกว่า
อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นผมแต่ละคนอ่าเนอะ

แต่เรื่องผลลัพธ์ว่าใช้แล้วผมหายแห้งเสียไหม
หลังใช้คือให้สัมผัสดีขึ้นทันที แต่มันไม่ได้หายแห้งเสียได้ขนาดนั้นนะ
ยิ่งใครคาดหวังเรื่องผมที่แห้งแบบแตกปลาย
เข้าใจนิดนึงว่าออยล์ไม่ใช่กาวมันประสานผมที่แยกไปแล้วไม่ได้
ก็เล็มๆทิ้งไปบ้างแล้วบำรุงไปให้สม่ำเสมอ

คือถ้าเรายังทำสี ทำเคมี ดัด ยืด ย้อม มีการไดร์การม้วนผมด้วยความร้อน
มันก็จะดีขึ้นได้แค่ประมาณนึงหล่ะ ถ้าอยากให้ผมดีขึ้นจริงๆ
นอกจากการเลือกใช้แฮร์แคร์ที่ดีแล้ว
ก็ควรลดปัจจัยที่ทำให้ผมแห้งเสียไปด้วย เข้าใจตรงกันนะจ๊ะ

อย่างเค้ายังรักที่จะทำสี ยังต้องใช้ความร้อนก็ดูแลปกป้องกันไป
แค่ผมไม่แห้ง ไม่ดูพังไปกว่าเดิม สางได้สุดปลายผมก็ดีใจละ Smiley
Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by
LÚCIDO-L
***All opinions are my own
Information : https://www.facebook.com/LUCIDO.L.Thailand/




 

Create Date : 26 มิถุนายน 2560    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2560 16:52:25 น.
Counter : 1281 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : วิตามินเซรั่มใส่ผมแบบเม็ดแคปซูล 4 สูตร LESASHA Hair Vitamin Serum Capsule








อนิจจา.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก
เมคอัพได้ หุ่นดี คอสตูมเป๊ะยังไม่พอ....งานผมก็ต้องมาด้วย
จะปล่อยให้แห้งกรัง ชี้ฟู แตกปลาย จนสางไม่ได้ก็ไม่ไหวนะ

บล็อคนี้เลยมีตัวช่วยงานผมมาฝากกัน
กับ "วิตามินใส่ผมในรูปแบบเม็ด"
อยากรู้ว่าต่างจากตัวบำรุงผมอื่นๆอย่างไรบล็อคนี้ห้ามพลาด



LESASHA
Hair Vitamin Serum Capsule

----------------------------------------------
วิตามินบำรุงผมแบบไม่ต้องล้างออก
มาในรูปแบบของเม็ดแคปซูล
มีให้เลือก 4 สูตร แบ่งตามสภาพ
ปัญหาเส้นผมต่างๆ
โดยเน้นเข้าไปช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูผมเสีย
ช่วยให้ผมที่งอกใหม่มีสุขภาพที่ดีขึ้น
และช่วยปกป้องเส้นผมจากการจัดแต่งทรงด้วยความร้อน

เค้ามีขายหลายขนาดมากราคาตามนี้เลย
8 แคปซูล 75 บาท

15 แคปซูล 135 บาท
20 แคปซูล 175 บาท (ขนาดในภาพ)
23 แคปซูล 200 บาท

หาซื้อได้แทบทุกห้างฯ ทั้ง Watsons , Boots , Tops ,
7-11 , Tesco Lotus
และตามโซนเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้าง
จะวางอยู่ตรงแถวอุปกรณ์ทำผมจ้า



แต่ละสูตรจะแบ่งเป็นสีๆด้านในขวดจะเป็นเม็ดๆหยิบใช้สะดวกดี
เอาจริงๆเค้าเคยใช้แฮร์เซรั่มของเลอซาช่าอันนี้มานานแล้วแหละ
ตั้งแต่ยังเป็นแพคเกจเก่าจนตอนนี้ออกมาเป็นลายใหม่ละดูสดใสขึ้น

ถ้าเทียบในกลุ่มวิตามินบำรุงผมที่มาในรูปแบบเม็ด
นี่ก็ถือว่าเลอซาช่าตีตลาดมาเป็นเจ้าแรกๆนะ (เริ่มตั้งแต่ปี 2008)
ที่สามารถหาซื้อได้ง่ายตามห้าง ไม่ต้องเสียเวลาไปสืบเสาะแสวงหา
ตามร้านขายอุปกรณ์ทำผมใหญ่ๆ จำได้ว่าเค้าเริ่มใช้ตอนสมัยเรียนมหาลัยแหละ
วรั๊ยยยยนับย้อนไปก็ตอนเลอซาช่าทำออกมาปีแรกๆเลยอ้ะ 555

พอๆเลิกย้อนวัยมาดูกันดีกว่าว่าแต่ละสูตรเหมาะกับสภาพผมแบบใดบ้าง Smiley



สูตรโยเกิร์ต YOGURT

เหมาะสำหรับ : สำหรับผมเสีย,ชี้ฟู,ขาดน้ำหนัก
ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้เส้นผมโดยไม่ทำให้ผมชี้ฟู



สูตรชาเขียวและมิ้นท์
GREENTEA & MINT

เหมาะสำหรับ
: สำหรับผมแห้งเสียแตกปลาย
มีโปรวิตามินบี 5 ช่วยเคลือบเส้นผมรักษาความชุ่มชื่นให้ผมมีน้ำหนัก
และมีสารสกัดจากมิ้นท์ที่ช่วยลดการอักเสบของหนังศีรษะ



สูตรน้ำมันมะกอก OLIVE OIL

เหมาะสำหรับ
: สำหรับผมเสียที่จากอุปกรณ์จัดแต่งทรงผม และแสงแดด (รังสีUV)
มีวิตามินอีจากน้ำมันมะกอกเข้มข้นที่ช่วยซ่อมแซมเส้นผมให้แข็งแรง
ลดปัญหาผมแห้ง และช่วยกระตุ้นการทำงานของรากผมให้เลือดไหลเวียน



สูตรสาหร่ายทะเล SEAWEED

เหมาะสำหรับ
: สำหรับผมเสียจากสารเคมี  ดัด,ยืด,ย้อม,ทำสี
สารสกัดจากสาหร่ายทะเลช่วยเคลือบสารโปรตีนบนเส้นผมให้ผมแข็งแรง



ตามรายละเอียดส่วนผสมข้างขวดของทั้งสี่สูตร
จะเห็นว่าส่วนผสมหลักเหมือนกันเป๊ะ

คือ Cyclotetrasiloxane และ Cyclopentasiloxane
เป็นซิลิโคนออยล์หรือซิลิโคนฟลูอิดชนิดระเหยได้
เป็นตัวทำละลายที่ดี เนื้อบางเบาไม่เหนอะหนะ ให้สัมผัสผมที่นุ่มลื่น

Dimethiconol , Dimethicone
เป็นซิลิโคนออยล์ชนิดไม่ระเหย (มีหลายความข้นหนืด)
ให้สัมผัสนุ่มลื่นเช่นเดียวกันด้วยการเข้าไปเคลือบเส้นผม

Isopropyl Myristate
เป็นสารทำละลาย ช่วยเคลือบเพื่อรักษาความชุ่มชื่น

ส่วนผสมด้านบนทั้งหมดคือตัวทำละลาย
ที่ให้เท็กซ์เจอร์ผมที่นุ่มลื่นเวลาใช้ ส่วนวิตามินหลักที่ช่วยบำรุงผมคือ

Vitamin E : Tocopheryl Acetate
ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเส้นผมและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต

Vitamin A : Retinyl Acetate
ช่วยสร้างและซ่อมแซมโครงสร้างเส้นผม ช่วยให้ผมแข็งแรงขึ้น

แต่ส่วนผสมที่แจ้งมาข้างขวดแจ้งมาไม่ครบนะฮะ
ส่วนผสมของแต่ละสูตรยังใช้เป็นชื่อทั่วไปอยู่เลยไม่ใช่ชื่อทางเคมี
และทุกสูตรเท่าที่ลองมีกลิ่นหอมน่าจะมีน้ำหอมผสมอยู่แต่ก็ไม่มีแจ้งไว้ให้ทราบ
ก็ดูได้คร่าวๆแค่ประมาณนี้เนอะ



ลักษณะเนื้อและกลิ่น


แต่ละสูตรบีบออกมาหน้าตาเหมือนกัน
เป็นออยล์ใสๆ มีความข้นหนืดปานกลาง
คือไม่ได้เหลวมากแต่ก็ไม่ถึงกับข้นเหนียว
ความข้นของแต่ละสูตรก็พอๆกัน
แต่ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองไหมเหมือน สูตรน้ำมันมะกอก จะข้นกว่าเล็กน้อย
หลังใส่ลงบนผมแล้วบนมือจะเหลือความลื่นเคลือบผิวฝ่ามืออยู่
ต้องใช้สบู่ช่วยล้าง ล้างน้ำเปล่าเฉยๆเอาไม่ออกฮะ

ในเรื่องของกลิ่นมีความต่างสุดคือ สูตรโยเกิร์ต
กลิ่นหอมแบบหวานๆเปรี้ยวๆคล้ายขนมพวกเยลลี่ผลไม้
กลิ่นชัดสุดในบรรดา 4 สูตร หลังใช้กลิ่นค่อนข้างติดผม
ส่วนอีก 3 สูตรเค้าว่ากลิ่นคล้ายกันเป็นแนวเฟรชๆหอมติดผมแค่เบาๆ



การเก็บรักษาควรเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น
อันนี้ขอเน้นตรงความแห้ง เพราะเค้าเผลอทำเม็ดแคปซูลโดนน้ำ
จากปกติจะเป็นแคปซูลใสๆ พอโดนน้ำไปนิดเดียวขุ่นเลยจ้า
ขุ่นไม่เท่าไหร่ประเด็นคือตัวแคปซูลจะนิ่มลง จับแล้วจะเหนียวๆเหนอะๆ
ดังนั้นเก็บระวังกันหน่อย ซึ่งในขวดที่ใส่มาจะมีซองกันชื้นให้อยู่แล้ว



เวลาใช้ให้บิดที่ขั้วที่เป็นติ่งยื่นออกมา
ถ้าเก็บไว้ในที่เย็นตัวแคปซูลจะแข็ง ทำให้บิดขั้วออกง่ายมากกก
แต่ถ้าเก็บไว้ในที่อากาศร้อนบิดหมุนวนไปสามสี่รอบได้เลยกว่าจะขาดจากกัน



>>> วิธีการใช้ <<<

สามารถใช้ได้สองแบบ วิธีแรกคือ"ใช้หมักผม"
ด้วยการผสมวิตามินเซรั่ม 1 เม็ด ลงไปกับครีมนวดหรือทรีทเมนต์
แล้วใช้หมักผมหลังสระ ความต่างที่ชัดเจนเลยคือช่วยให้ครีมนวดลื่นปรื้ด
เกลี่ยกระจายบนผมได้ง่ายขึ้น สางผมง่ายเชียวมีความเรียบลื่นเรียงเส้นตั้งแต่ผมยังเปียกๆ

แต่ด้วยความที่ส่วนผสมหลักเป็นกลุ่มซิลิโคนจึงแนะนำให้ใส่แค่กลางๆถึงปลายๆผมนะ
อย่านวดโชลมไปถึงโคนผม เพราะจะไปอุดตันรากผมทำให้ผมมันง่ายเป็นสาเหตุของผมร่วงได้

ระยะเวลาในการหมักจะมากน้อยก็ตามสะดวก
เค้าขี้เกียจส่วนใหญ่นวดๆให้ทั่วแล้วทิ้งไว้ไม่เกิน 5-10 นาทีก็ล้างออก
แต่ถ้าใครขยันอยากบำรุงแบบแอดวานซ์ขึ้นก็ใช้คู่กับการอบไอน้ ไปเลย

ไม่มีเครื่องอบก็ทำแบบบ้านๆด้วยการใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นคลุมผมทิ้งไว้
หรือง่ายกว่านั้นก็คือใส่ครีมนวดเสร็จแล้วครอบด้วยหมวกคลุมผมพลาสติก
การครอบหมวกจะช่วยให้อุณหภูมิด้านในสูงขึ้น ช่วยเปิดเกล็ดผมให้ครีมนวดซึมได้ดีขึ้น

ซึ่งการใช้แบบเอามาผสมครีมนวดหรือทรีทเมนต์สำหรับเค้าคือเวิร์คมากกกกก
ทำแบบนี้ติดต่อกันซัก 3-4 ครั้ง ปลายผมแห้งๆสากๆนี่ลื่นขึ้นระดับมือสางแล้วฟินอ้ะ




วิธีที่สองคือ"ใช้บำรุงหลังสระโดยไม่ต้องล้างออก"
ก็ใส่เหมือนเซรั่มบำรุงผมทั่วไป จะใช้ตอนผมเปียกหรือผมแห้งก็ได้
ปริมาณการใช้ก็กะเอาตามความยาว ความหนา และความแห้งเสียของเส้นผม

ส่วนตัวเค้าชอบ แบ่งใส่ตอนผมหมาดๆ 1/2 เม็ดก่อน
ใส่ตอนผมหมาดวิตามินเซรั่มจะซึมไวเว่อร์นวดแป๊บเดียวหายหมด
แล้วหลังเป่าผมแห้งแล้วเค้าจะบีบออกมาอีกนิดหน่อยแค่แบบ 1-2 หยดเล็กๆ
แล้วนวดๆลงไปเฉพาะปลายผมที่แห้งกว่าจุดอื่น
เพราะเนื้อเซรั่มไม่ได้เหลวมากอย่างเค้าที่ผมมันง่ายและผมค่อนข้างตรง
ถ้าใส่เยอะตอนที่เป่าผมแห้งแล้วจะทำให้ผมดูจับตัวเป็นก้อน
และดูมันๆคล้ายผมเปียกในสไตล์ wet look ได้ Smiley

เอาว่าถ้าใช้แบบหลังสระเค้าใช้ 1 เม็ดจะเหลือเศษอีกประมาณ 1/4
ก็จะเก็บไว้ในที่แห้งแล้วเอาไว้ใส่คราวหน้า
เคยลองใช้แบบหมดเม็ดแล้วไม่รอดเยอะไปหน่อยผมดูมันเกิน
และถ้าจะม้วนผมแนะนำให้ลดปริมาณลงอีกนิด
ถ้าผมนุ่มลื่นมากไปม้วนแล้วลอนคลายไวนะจ๊ะ



ความรู้สึกหลังทดลองใช้

เค้าใช้สูตรสาหร่ายทะเลเป็นหลักผลก็ตามภาพเลยดูเรียงเส้นขึ้นแบบชัดเจน
สางแล้วลื่นขึ้นแน่นอนเพราะคุณสมบัติเน้นเคลือบผมอ่าเนอะ
หวีง่ายปลายที่แห้งๆไม่ค่อยพันกัน ไม่เสียเวลาสางผม
ปลายผมที่กำลังจะแตกปลายที่เห็นเป็นจุดขาวๆ
พอใส่วิตามินเซรั่มไปจุดขาวๆดูลดลงชัดอยู่ แล้วทำให้ผมดูขึ้นเงามากขึ้นด้วย
แหม่ใช้ปุ๊บผมและดูสุขภาพดีขึ้นมาเชียว 555



แต่ในเรื่องความแห้งส่วนปลายที่เสียมากมากจากการฟอกสีทำสี
อันนี้ก็บอกตามจริงว่าช่วยให้ดีขึ้นหลังใช้ทันที แต่ถ้าไม่ใช้มันก็ยังแห้งอยู่หล่ะ
เพราะเซลล์ผมเป็นเซลล์ตายจุดไหนที่พังพาบไปแล้วมันขุดกลับมาให้สวยเหมือนเดิมไม่ได้

ดังนั้นปลายผมเราก็ควรจะเล็มทิ้งเรื่อยๆอ่าเนาะ อย่าเสียดายเดี๋ยวก็งอก
คือถ้าเล็มเรื่อยๆแล้วบำรุงประจำปลายผมที่แห้งๆสากๆมันจะค่อยๆนุ่มขึ้นเอง
แต่มีข้อแม้อีกนิดว่าชีวิตก็ควรพักการทำเคมีบ้างนะถ้าอยากจะฟื้นฟูผม
ถ้าบำรุงไปทำเคมีไปผมมันไม่ดีขึ้นได้เท่าไหร่หรอกเต็มที่ก็คือดูไม่แย่ไปกว่าเดิม



สรุปจากความเห็นส่วนตัวเค้าชอบตรงที่ใส่ปุ๊บเห็นผลปั๊ป
ในเรื่องของช่วยให้ผมลื่น สางง่าย ขึ้นเงา
แต่ในเรื่องการบำรุงระยะยาวมันต้องใช้หลายสิ่งประกอบกัน
ไม่ว่าจะเป็นแชมพู ครีมนวด รวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆ
เช่น การใช้ความร้อนในการจัดแต่งทรง การทำเคมี ฯลฯ
ซึ่งยังไงก็ตามบำรุงไว้ก็ดีกว่าไม่บำรุงอยู่แล้ว

ที่ชอบสุดคือความสะดวกในการพกพาเวลาเดินทาง
พกไปเป็นเม็ดๆไม่เปลืองพื้นที่กระเป๋าดี ใช้ให้หมดเป็นครั้งๆไป
และสามารถสลับใช้หลายสูตรได้ด้วยถ้าผมมีปัญหาหลายอย่าง555

อย่างเค้าจะชอบใช้สูตรกรีนทีและมิ้นท์สำหรับผมแห้งเสียในการหมักผมร่วมกับครีมนวด
แล้วใช้สูตรสาหร่ายทะเลสำหรับผมทำเคมีหลังการสระผม
ส่วนวันไหนจะม้วนผมก็ใช้สูตรน้ำมันมะกอกที่ช่วยเรื่องผมแห้งเสียจากความร้อน
ลงก่อนแล้วค่อยม้วนผม ซึ่งเวลาม้วนจะมีควันขึ้นนิดหน่อยอันนี้เป็นเรื่องปกตินะไม่ต้องตกใจ

เอาว่าสะดวกใช้ง่าย ราคาไม่แรงเกิน เห็นผลลัพธ์ได้ค่อนข้างชัดเจนดี ช่วยให้ผมหอม
แต่ควรระวังเรื่องปริมาณการใช้นิดนึง ใส่มากแล้วผมดูมันๆเปียกๆแค่นั้นแล Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by LESASHA
***All opinions are my own
Information : //www.lesasha.com/
https://www.facebook.com/MyLesasha




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2560    
Last Update : 5 มิถุนายน 2560 11:23:36 น.
Counter : 3527 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : Moist Diane Extra Damage Repair สูตรฟื้นฟูผมแห้งเสียเป็นพิเศษ ให้ผมนุ่มลื่นขั้นเทพ!






ฮัลโหลววว...กลับมาพบกับหมวดงานผมกันอีกแล้วSmiley
ยังคงอินอยู่กับแฮร์แคร์จากญี่ปุ่นที่ตอนนี้เข้ามาตีตลาดบ้านเราเยอะมากกก
โดยแบรนด์ที่จะมารีวิวให้ชมกันคือ Moist Diane : มอยส์ ไดแอน

ขอเม้านิดนึงว่าเค้าเคยใช้แบรนด์นี้ตอนไปพักบ้านเพื่อนที่ญี่ปุ่น
แอบจิ๊กของเพื่อนใช้ในห้องน้ำ...บ้าเหรอเค้าขออนุญาตแล้วนะ
เพื่อนบอกว่าทรีทเมนต์ยี่ห้อนี้คือที่สุด ใช้แล้วผมนุ่มลื่นมากไม่ลีบแบนด้วย
พอได้ลอง(ของเพื่อน)แล้วถึงกับเฮ้ยยยมันนุ่มลื่นจริงๆ
แต่
ชั่งใจไม่ซื้อกลับมาเพราะมีแต่ขวดใหญ่ 500ml นี่หล่ะ หนักเกินจะขน

จนกลับมาไทยทางแบรนด์ก็ติดต่อมานี่ถึงกับกรี้ด
เค้าบอกว่าบ้านเราก็มีขาย
ที่ Watsons, Tsuruha และ Matsukiyo
ซึ่งอยากจะส่งมาให้ทดลอง
เปิดกล่องพัสดุมาน้ำตาจิไหลส่งมาให้ลองทุกสูตรเลย



ที่มีจำหน่ายบ้านเราตอนนี้จะแบ่งเป็น 3 สูตร
มีทั้งแชมพู ทรีทเมนต์ และแฮร์มาส์ก

Volume & Scalp (สีแดง) สูตรสำหรับผมเส้นเล็ก ลีบแบน
และมีปัญหาหนังศีรษะ ช่วยให้ผมดูมีวอลลุ่ม สปริงตัวสวย

Moist & Shine (สีเหลือง) สูตรสำหรับผมแห้ง ชี้ฟู ให้ผมเงางาม จัดทรงง่าย

Extra Damage Repair (สีน้ำตาล) สูตรสำหรับผมแห้งเสียรุนแรง
ผมทำสี และผมที่ผ่านการทำเคมี ให้ผมนุ่มสวย

แชมพู ขนาด 500 ml ราคา 379 บาท
ทรีทเมนต์
ขนาด 500 ml ราคา 379 บาท
แฮร์มาส์ก ขนาด 200 g ราคา 399 บาท



โดยจุดขายเค้าคือมีส่วนผสมของออยล์หลายชนิดเป็นส่วนผสมหลัก
ตัวเด่นๆเลยที่เราคุ้นกันดีคือ Moroccan Argan Oil
น้ำมันที่ได้จากผลอาร์แกนที่ปลูกในโมรอคโค

และอีกตัวนึงคือ Baobab Oil สกัดได้จากต้นเบาบับที่มีถิ่นกำเนิดจากแอฟริกา
เป็นต้นไม้มหัศจรรย์ที่มีขนาดใหญ่และอายุยืนที่สุดในโลก

ออยล์ทั้งสองชนิดมีได้ชื่อว่ามีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงผมรวมทั้งบำรุงผิวด้วย
ดั้งนั้นจึงสามารถพบได้ทั้งในแฮร์แคร์และสกินแคร์

โดยแชมพูของมอยส์ไดแอนจะเป็น Premium Oil Shampoo
ที่เป็น Silicone Free = ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน
ความต่างจากแชมพูทั่วไปก็คือส่วนผสมของออยล์จะเข้าไปดึงสิ่งสกปรก
และคราบมันได้อย่างล้ำลึก โดยยังคงความชุ่มชื่นให้
เส้นผมและหนังศีรษะ
เทียบง่ายๆหลักการก็เหมือนกับการใช้คลีนซิ่งออยล์ล้างเมคอัพนั่นแล

ส่วนการที่ไม่มีซิลิโคนก็จะลดการเกิดการอุดตัน
เพราะซิลิโคนใส่มาเพื่อเคลือบเส้นผมให้นุ่มลื่นทันทีหลังใช้
แต่เป็นการเคลือบแค่ภายนอกซึ่งจะล้างออกได้ยาก
จึงทำให้เกิดการอุดตันเส้นผมและหนังศีรษะได้
เป็นสาเหตุของของอาการผมร่วง หนังศีรษะมันและคัน
รวมถึงการเกิดสิวอุดตันที่กรอบหน้าด้วย



สูตรที่เค้าใช้คือสูตรสีน้ำตาล

Moist Diane Extra Damage Repair
ฟื้นฟูและบำรุงผมแห้งเสีย


คุณสมบัติตามคำเคลมคือช่วยเข้าไปปิดเกล็ดผมเส้นต่อเส้น
ลดปัญหาผมแห้ง ขาดง่าย แตกปลาย ให้กลับมาแข็งแรง
และมีส่วนผสมที่ช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื่นให้เส้นผม
ด้วย Grape Seed Oil , Hyaluronic Acid 3 ชนิด และ Cactus Oil

ซึ่งไลน์นี้จะพิเศษตรงมี Hair Mask ด้วย
เป็นตัวบำรุงแบบเข้มข้นที่ทางแบรนด์แนะนำให้ใช้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
โดยสามารถควบคู่กับแชมพูทรีทเมนต์สูตรอื่นได้



รายละเอียดส่วนผสม



สำหรับแชมพูและทรีทเมนต์มีให้เลือกขนาดเดียว
ขวดหัวปั๊มไซส์พี่บิ๊ก 500ml ราคา 379 บาท

[ มีขายที่ Watsons, Tsuruha และ Matsukiyo ฮะ ]



Moist Diane Extra Damage Repair Shampoo

ลักษณะเนื้อและกลิ่น : แชมพูสีเหลืองอำพันมีความข้นคล้ายน้ำผึ้ง
กลิ่นหอมสไตล์ฟลอรัล กลิ่นค่อนข้างชัด สระทีห้องน้ำหอมฟุ้งเลย
ขยี้ขึ้นฟองได้ง่าย ให้ฟองฟู แน่น และละเอียด
ทำความสะอาดคราบมันบนหนังศีรษะได้ดีวัดจากเค้าที่โคนผมมันง่ายนะ
แต่ต้องใช้เวลาในการล้างฟองออกสักนิดนึง โดยเฉพาะผมยาวแบบเค้า

หลังสระรู้สึกสะอาดดีแต่ผมจะฝืดๆนิดนึง
ไม่ได้นุ่มลื่นทันตาเหมือนแชมพูแบบมีซิลิโคนอ่านะ
ดังนั้นทางแบรนด์จึงแนะนำให้ใช้คู่กับทรีทเมนต์จ้า



Moist Diane Extra Damage Repair Hair Mask

ขนาด 200 g ราคา 399 บาท

บล็อคนี้จะบำรุงแบบขั้นสุดกันดังนั้นหลังสระผมเค้าจะตามด้วยแฮร์มาส์ก
ที่เน้นการเข้าไปช่วยปิดเกล็ดผม ซึ่งเค้าบอกว่าเข้มข้นกว่าทรีทเมนต์ถึง 4 เท่า
ด้วยส่วนผสมของสารสกัดจากเซลล์ต้นกำเนิดของแอปเปิ้ล
กุหลาบบนเทือกเขาแอลป์ และโปรตีนจากน้ำผึ้ง



ลักษณะเนื้อและกลิ่น : แฮร์มาส์กสีเหลืองเนื้อข้นมากกก
เอาว่าบีบแล้วเกาะติดมือเป็นก้อน ไม่ไหล ไม่ร่วง ไม่หล่น
ด้วยความที่เนื้อข้นเลยจะใช้เวลาในการนวดๆลงบนผมนิดนึง
แฮร์มาส์กจะค่อยๆกระจายตัวและซึมเข้าไปในผม
กลิ่นหอมนวลๆ ให้กลิ่นชัดยิ่งกว่าตัวแชมพู
แอบคิดไปเองเปล่าไม่รู้กลิ่นคล้ายน้ำผึ้งมีความน่าหม่ำ555

เทคนิคการใช้
: หลังสระผมแนะนำให้ใช้ผ้าเช็ดผมจนหมาดก่อน
ค่อยลงแฮร์มาส์กจะช่วยให้ผมได้รับการบำรุงได้เต็มที่กว่าลงตอนผมเปียกๆ

หลังสระผมจะฝืดนิดหน่อยอย่างเพิ่งใจร้อนสางผม ผมเปียกจะขาดง่าย
ให้ใส่แฮร์มาส์กลงไปก่อน ค่อยๆนวดลงบนผมให้ทั่วบริเวณกลางถึงปลายผม
ผมจะลื่นและสางออกได้จนสุดปลายผมเลย

แชมพูไม่มีซิลิโคนก็จริงแต่ในทรีทเมนต์และแฮร์มาส์กก็ยังมี
ดังนั้นในขั้นตอนการบำรุงจึงแนะนำว่าไม่ควรลงที่โคนผมนะฮะ
ซิลิโคนจะได้ไม่ไปรบกวนหนังศีรษะให้เกิดการอุดตันค่ะ



ใครผมแห้งเสียมากหรือว่าพอมีเวลาอยากได้รับการบำรุงจัดเต็ม
สามารถใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นมาโพกทับหลังทำการมาส์กได้
ความอุ่นจะช่วยให้มาส์กซึมเข้าไปบำรุงผมได้ดีขึ้น
คล้ายๆกับเวลาเราไปอบไอน้ำตามร้านทำผมอ่านะ
แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง มาส์กทิ้งไว้นานประมาณ 5-7 นาที



แต่ใครขี้เกียจซักผ้าขนหนูแบบเค้ามีอีกเทคนิคมาฝาก
เป็นเคล็ดลับที่ได้มาจากร้านผมเช่นกัน
คือการใช้ Wrap ห่ออาหารมาพันไว้ ก็จะช่วยเพิ่มอุณหภูมิได้เช่นกัน
อาจจะไม่อุ่นเท่าผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นแต่ไม่ต้องซักผ้าไง555

ซึ่งคนผมมันง่ายมากอย่างเค้าแนะนำให้ระวัง
อย่าให้ปลายผมที่ใส่ทรีมเมนต์หรือแฮร์มาส์กไปโดนโคนผม
โดยเฉพาะตรงด้านบนกลางหัวและรอบๆกรอบหน้าเพราะเป็นจุดที่มันง่ายเวอร์
ดังนั้นเวลาใส่มาส์กแล้วเค้าจะมวยผมไว้แค่ที่ท้ายทอยไม่ขมวดขึ้นไปโปะด้านบน
ส่วนใหญ่ถ้ามาส์กแบบนี้เค้าจะทิ้งไว้ซัก 10-15 นาที



หลังจากลองใช้มาหลายรอบ
ส่วนตัวเค้าใช้แล้วรู้สึกว่าแฮร์มาส์กช่วยให้ผมแข็งแรงขึ้น
คือไม่ค่อยขาดง่าย แต่ว่าไม่ค่อยนุ่มลื่นเท่าไหร่ ผมจะดูทื่อๆตรงๆ
หลังมาส์กเสร็จเค้าเลยชอบลงทับด้วย

Moist Diane Extra Damage Repair Treatment
นวดทับลงไปอีกรอบแล้วค่อยล้างน้ำออก
แค่นวดลงไปจะสัมผัสได้เลยว่ามันลื่นปรื้ดขึ้นจริงๆ

ลักษณะเนื้อและกลิ่น : ทรีทเมนส์สีเหลืองอำพันเหมือนกัน
แต่ปาดเนื้อเทียบกะแฮร์มาส์กเห็นชัดเลยในความข้นของเนื้อที่แตกต่าง
ทรีทเมนต์จะเนื้อลื่นกว่านวดซึมผมง่ายกว่า ใส่ปุ๊บลื่นปั๊บ ฟิลดีมากอ้ะชอบ
ตัวนี้แหละที่ไปจิ๊กของเพื่อนใช้ตอนไปญี่ปุ่น
กลิ่นก็โทนเดียวกันแต่เค้าว่าแฮร์มาส์กกลิ่นแอบบหอมกว่า



เทคนิคการดูแลเส้นผมเพิ่มเติม

---> หลังการสระผมควรใช้ผ้าขนหนูซับน้ำเบาๆ
ไม่ขยี้ผ้าถูไปมาบนผมเปียกเพราะผมจะขาดได้ง่าย

---> เมื่อผมเริ่มหมาดจึงค่อยสางผมด้วยหวี
แต่ควรเป็นหวีซี่ใหญ่ๆที่ใช้สำหรับสางผมเปียกโดยเฉพาะ
หวีจะได้ไม่กินผมและไม่ทำให้ผมขาด ค่อยๆสางไปทีละช่อ
โดยเริ่มสางที่ปลายผมก่อนแล้วค่อยๆไล่ขึ้นไปที่กลางและที่โคน
ผมที่ใส่มาส์กหรือทรีทเมนต์จะสางออกได้ไม่ยาก

---> การเป่าแห้งถ้าใช้ไดร์ใหญ่กำลังวัตต์สูง
จากประสบการณ์ผมจะแห้งไวและเรียงเส้นสวยกว่า
โดยควรถือไดร์คว่ำลงให้แรงลมเป่าลงในทิศทางตามเกล็ดผม
ผมจะเรียบและทิ้งตัวไม่ชี้ฟูเหมือนการเป่าไปมั่วๆแค่ให้ทั่ว




BEFORE & AFTER

บอกก่อนว่าผมบีฟอร์เค้าคือผมที่ผ่านการทำสีแบบเต็มสตรีม
ทั้งฟองสีย้อมสีมาหลายสิบครั้งนับไม่ถ้วน
ในภาพคือมีการม้วนปลายผมเบาๆ
และผ่านการมัดผมต่อเนื่องมาสองวันผมจึงเป็นรอย

ส่วนอาฟเตอร์คือสระผมด้วยแชมพูตามด้วยแฮร์มาส์กและทรีทเมนต์
แล้วทำการเป่าแห้งด้วยไดร์ โดยไม่ได้ใช้หวีแปรงในการไดร์ผมให้ตรงแต่อย่างใด
ซึ่งผมเค้าเป็นผมตรงธรรมชาติอยู่แล้วไม่ได้ผ่านการยืดผมฮะ

ถ้ามองด้วยตาเปล่าความต่างที่เห็นได้ชัดเลย
คือเรื่องความทิ้งตัวและการเรียงเส้น
ผมดูตร๊ง ตรง และช่วงโคนถึงกลางๆผมขึ้นเงาแบบวิ้งวับเลย
แต่ส่วนปลายที่แห้งเสียมากจากการทำสีอันนี้ก็เข้าใจ
ไม่มีทางกลับมาเท่าผมเดิมอยู่แล้ว ต้องค่อยๆเล็มทิ้งกันไปอ่านะ

แต่ที่เค้าชอบและสัมผัสได้เองจริงๆก็คือเรื่องความนุ่มและลื่น
ลูบไปแล้วคือแบบเฮ้ยผมมันลื่นขึ้นจริงไม่ค่อยพันกันด้วย
ซึ่งข้อนี้ต้องไปลองกันเองเนอะ ถึงจะบอกได้ว่ารู้สึกเหมือนกันเปล่าSmiley



ซูมชัดๆอีกทีความขึ้นเงาและเรียงเส้นชัดเจนมากจริงๆ
แต่ก็เหมือนเดิมช่วงปลายผมที่ผ่านสมรภูมิมาโชกโชนก็ต้องเล็มทิ้งหล่ะ
ส่วนตัวเค้าให้ช่างเล็มออกเรื่อยๆทีละประมาณ 1-2 นิ้ว
แต่ช่วงนี้วุ่นๆเลยยังไม่ได้แวะไปเล็มปลายผมเลย
สภาพจึงเป็นอย่างที่เห็นอ่านะ แหะๆ



สรุปโดยรวมสำหรับ Moist Diane Extra Damage Repair
เซ็ตนี้เหมาะสุดสำหรับคนผมแห้งเสียที่ผ่านการทำเคมีมาเยอะๆแบบเค้า
ช่วยกู้สภาพผมที่มีความแห้งสากให้นุ่มลื่นขึ้นได้จริง รู้สึกทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้
แต่ส่วนปลายผมที่แห้งมากๆก็นุ่มขึ้นนิดหน่อยแต่ไม่ได้หายแห้งทั้งหมด
ดังนั้นถ้าอยากกู้ผมจริงๆก็ควรเล็มปลายผมทิ้งและพักการทำเคมีบ้างอะไรบ้าง

เทียบขนาดและราคาถือว่าโอเคเลยไม่ได้แพง ขวดนึงใช้ได้นานจนลืม
แต่ไม่สะดวกเลยสำหรับการพกพา ต้องกรอกแบ่งใส่ขวดเล็กอ่านะ



เทียบทั้งหมด 3 ชิ้นในไลน์นี้
เค้าขอยกให้
Moist Diane Extra Damage Repair Treatment
เป็นไอเท็มที่โดนใจเจ้ที่สุด!
ใช้ดีจริงไรจริง เป็นชิ้นที่ลองครั้งแรกแล้วหลงรักเลย Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by Moist Diane
***All opinions are my own




 

Create Date : 18 มีนาคม 2560    
Last Update : 24 มีนาคม 2560 2:00:27 น.
Counter : 4393 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : Tsubaki Oil Extra Intensive Damage Care แชมพูครีมนวดสูตรออยล์บำรุงล้ำลึกแต่ไม่ทำให้ผมลีบแบน






โคนผมมันแต่ปลายแห้ง.....ใครเจอปัญหาเดียวกันยกมือขึ้น!
เป็นปัญหาที่น่าเบื่อมากเนอะ ไม่รู้จะเลือกใช้แฮร์แคร์แบบไหนดี
เลือกแบบทำความสะอาดดีปลายผมก็แห๊ง แห้ง
พอเลือกแบบบำรุงดีโคนผมก็มั้น มัน....ความพอดีอยู่ที่ไหน???

แต่ๆๆๆบล็อคนี้มีทางออกให้กับแฮร์แคร์จากญี่ปุ่นที่เค้าเพิ่งออกสูตรใหม่
เป็นสูตรที่ช่วยฟื้นฟูผมแห้งเสียแบบล้ำลึก โดยที่ทำความสะอาดผมและหนังศีรษะได้ดี
ไม่ทำให้ผมมันหรือลีบแบน เคลมมาได้น่าตื่นเต้นจะทำได้จริงแค่ไหนไปพิสูจน์กัน Smiley




"ซึบากิ" แฮร์แคร์แบรนด์ดังจากญี่ปุ่นที่เราคุ้นกันดี
สมัยก่อนเห็นคนไทยไปหิ้วมาจากญี่ปุ่นกันเยอะ
แต่ตอนนี้บ้านเราก็มีขายละ ราคาพอกันไม่ต้องเหนื่อยหิ้วละเนอะ

แบรนด์นี้เค้าโด่งดังมากในเรื่องช่วยให้ผมนุ่มลื่น
ซึ่งตอนนี้เค้าได้ออกไลน์ใหม่ชื่อว่า

Tsubaki Oil : ซีบากิ ออยล์

ที่ยังเน้นคงในเรื่องจุดเด่นของการบำรุงผมที่แห้งเสียได้อย่างล้ำลึก
ด้วยส่วนผสมของออยล์ที่สกลัดจากพึชธรรมชาติ
แต่จุดเด่นที่เพิ่มมาคือการที่เค้าเคลมมาว่า
สามารถทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะได้เยี่ยม
โดยที่ไม่ทำให้เส้นผมและหนังศีรษะมัน ไม่ทำให้ผมลีบแบน
ดังนั้นคนผมมันง่ายก็สามารถใช้ได้

โดยเค้ามีให้เลือกด้วยกัน 2 สูตร

สีชมพู : Tsubaki Oil Extra Moisture Balance Care
สำหรับทุกสภาพเส้นผม
เพื่อมอบความชุ่มชื่นให้เส้นผมและหนังศีรษะ

สีเหลือง :  Tsubaki Oil Extra Intensive Damage Care
สำหรับผมแห้งเสีย ชี้ฟู จัดทรงยาก
เพื่อฟื้นบำรุงผมเสียจากการทำเคมี



ด้วยสภาพผมที่ผ่านการทำสีมาแบบโชกโชนของเค้านั้น
แน่นอนว่าต้องใช้เป็นสูตรสีเหลือง

Tsubaki Oil Extra Intensive Damage Care

แชมพูเป็นขวดใส ส่วนครีมนวดเป็นแบบขวดขุ่น
ขนาด 450 ml  เป็นขวดแบบหัวปั๊มหยิบจับใช้งานง่ายดี
ราคาขวดละ 350 บาท

มีจำหน่ายเฉพาะใน Tops Supermarket จ้า



ส่วนผสมหลักคือออยล์ที่เห็นสกัดจากพืชธรรมชาติ
ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ น้ำมันจากดอกคามิลเลีย
หรือ ดอกซึบากิ ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งก็คือที่มาของชื่อแบรนด์นั่นเอง
ผสมผสานกับน้ำมันจาก
ดอกไฮเปอร์ริคัม , ดอกคาโมมายล์,
ดอกหูเสือ (Saxifrage)
และ เมล็ดถั่วเหลือง

ด้วยคุณสมบัติของออยล์สามารถทำความสะอาดได้ล้ำลึกถึงรูขุมขน
หลักการคิดง่ายๆคล้ายการใช้คลีนซิ่งออล์ล้างเมคอัพนั่นแล
ออยล์สามารถทำละลายออยล์ด้วยกันได้ดีกว่า
จึงช่วยขจัดคราบมันบนเส้นผมและหนังศีรษะได้ดีโดยไม่ทำให้รู้สึกแห้ง
แต่จะช่วยบำรุงผมที่แห้งเสียให้ชุ่มชื่น เงางาม และนุ่มลื่นขึ้น



สำหรับแชมพูเป็นสูตร NON-SILICONE
คือไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน
ซึ่งปกติแล้วซิลิโคนจะทำหน้าที่เคลือบเส้นผมทำให้ผมนุ่มลื่นขึ้น
แต่เป็นการเคลือบแค่ภายนอกซึ่งล้างออกได้ยาก
จึงสามารถสะสมและทำให้เกิดการอุดตันที่หนังศีรษะได้
ส่งผลให้หนังศีรษะและเส้นผมมันง่าย ลีบแบน



กลิ่น/เนื้อของผลิตภัณฑ์ และความรู้สึกหลังใช้

แชมพู : เนื้อใสไม่มีสี มีความข้นปานกลาง ตีกับน้ำขึ้นฟองได้ง่าย
เมื่อสระลงเส้นผมจะเกิดเป็นฟองนุ่มๆเนื้อละเอียดขยี้ละเพลิน
 ให้ฟองกลางๆไม่มากไม่น้อยไป ล้างฟองออกจากผมได้ไม่ยาก
 กลิ่นหอมมากกกก เป็นกลิ่นสไตล์ฟลอรัลแต่ให้ความรู้สึกสดชื่นดีนะไม่หวานเลี่ยน
หลังสระมีกลิ่นติดผมเบาๆ กลิ่นอยู่ได้ประมาณวันนึง

สำหรับวันปกติที่ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม
เค้าสระแค่รอบเดียวก็สะอาดแล้ว แต่ถ้าเซ็ตผมจะสระสองรอบ
หลังล้างออกรู้สึกแชมพูสามารถล้างคราบมันที่โคนผมได้ดีนะสบายหัวดี
แม้จะไม่มีซิลิโคนแต่เค้าว่าด้วยส่วนผสมของออยล์ผมก็นุ่มไม่แพ้กัน
ตอนที่ผมเปียกน้ำจับดูก็ไม่รู้สึกว่าผมฝืดฮะ นุ่มขึ้นนิดนึงด้วย



ครีมนวด : เนื้อสีขาวขุ่นมีความข้นกลางๆคือไม่หนืดไปไม่เหลวไป
เกลี่ยบนผมได้ง่าย พอนวดลงไปสักแป๊บจะค่อยๆซึมลงผมจนไม่เห็นเนื้อสีขาว

วิธีการใช้ครีมนวดให้ได้ผลคือหลังสระให้บีบน้ำในผมออกให้หมาดที่สุด
น้ำจะได้ไม่ไปทำละลายความเข้มข้นของครีมนวด
และครีมนวดควรใช้ลงแค่กลางถึงปลายผมที่ผมมีความแห้งเสียเท่านั้น
ถ้าลงที่โคนด้วยนอกจากอุดตันแล้วยังทำให้ผมมันเยิ้มง่ายอีกด้วย
ตามคำแนะนำคือชโลมลงบนผมไว้ประมาณ 1-3 นาทีแล้วค่อยล้างออก
เค้าเองจะใส่ครีมนวดลงผมแล้วให้มือนวดๆไม่รู้คิดไปเองป่าวแต่รู้สึกว่ามันจะบำรุงได้ดีขึ้น Smiley

ตอนที่นวดลงไปสัมผัสได้เลยว่าผมจะนุ่มและลื่นขึ้น
แบบเอามือสางได้เลยจากผมพันๆกัน
 แค่สางเบาๆก็รูดมือออกได้จนสุดปลาย ให้ฟิลดี๊ดี
ส่วนกลิ่นเหมือนกับแชมพูแต่หอมยิ่งกว่า
กลิ่นชัดกว่า ตอนที่ใช้นี่หอมฟุ้งทั้งห้องน้ำเลย



ผลการทดลองใช้

ขอเกริ่นบอกก่อนว่าผมเค้าผ่านการฟอกมาร่วมสิบครั้ง
เคยทำสีอ่อนม้ากกกก ฟอกจนเกือบจะขาว
แต่สีผมปัจจุบันเค้าลงสีเข้มโทน Dark Ash ทับ
สภาพผมเลยดูเหมือนจะสุขภาพดีขึ้น แต่ปลายก็แห้งมากอยู่ดี แหะๆ

หลังใช้
Tsubaki Oil Extra Intensive Damage Care
โดยสระหนึ่งรอบ ลงครีมนวดที่กลางถึงปลายผม
แล้วทำการเป่าให้แห้งด้วยไดร์แค่นั้น ไม่ได้เซ็ตผม หรือหนีบผม
ผลลัพธ์ได้ตามภาพเลย ผมดูตรงและเรียงเส้นมากขึ้น
(แต่ผมเค้าตรงธรรมชาติอยู่แล้วนะ)



สัมผัสเรื่องความนุ่มลื่นแตกต่างจากบีฟอร์แน่นอนโคนถึงกลางผมลื่นปรื้ดดด
ปลายแห้งๆก็นุ่มลื่นขึ้นแต่ก็ไม่ได้นุ่มขนาดผมที่โคนอ่านะ
ต้องเข้าใจว่าความโชกโชนของการทำเคมีมันต่างกัน แหะๆ
ถ้าปลายเยินแบบขั้นสุดมีการแตกปลายแล้วก็ต้องอาศัยการเล็มทิ้ง
แล้วบำรุงไปเรื่อยๆสภาพถึงจะดีขึ้น ถ้าหวงผมไม่เล็มเลยยังไงปลายก็ไม่สวยขึ้น



เทียบเรื่องความชี้ฟูผมทิ้งตัวดีขึ้นดูได้จากความตรง
แต่ก็ไม่ได้ดูฟีบแบน เอามือสางๆโคนก็ดูพองมีวอลลุ่มนะ



ส่วนเรื่องของความมัน...ภาพซ้ายคือไม่ได้สระผมมาสองวันดูความเยิ้มสิคะยังกะผมใส่แว็กซ์
ส่วนภาพกลางหลังใช้แล้วเป่าแห้ง สะอาด สบาย เบาหัวเลย
และภาพขวาคือผ่านไปหนึ่งวันใช้ชีวิตเอาท์ดอร์ซะส่วนใหญ่
โคนผมก็มันขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เค้าพอใจนะ ปกติเยิ้มกว่านี้
ตรงรอยแสกเค้าว่าไม่ค่อยมันขึ้นเท่าไหร่ จะดูมันขึ้นนิดหน่อยตรงกรอบหน้า
อันนี้ส่วนนึงมาจากการที่เค้าเป็นคนทาครีมบำรุงเยอะด้วยทำให้เลอะไปโดนโคนผมได้

แถมเทคนิคให้อีกนิดสำหรับคนที่ผมมันมากๆไม่ควรสระผมไปเกินไป
และไม่ควรใช้น้ำร้อนสระผม เพราะจะทำให้หนังศีรษะแห้งลง
เมื่อหนังศีรษะแห้งร่างกายเราจะยิ่งผลิตน้ำมันมาเคลือบหนังศีรษะมากขึ้น
เพื่อป้องกันไม่ให้ความชุ่มชื่นที่มีอยู่น้อยระเหยออก
ดังนั้นการใช้แฮร์แคร์ที่ให้ความชุ่มชื่นได้ดีด้วยก็จะช่วยลดปัญหาความมันได้จ้า



สรุปผลความพอใจ

รู้สึกถึงความต่างได้ตั้งแต่ใช้ครั้งแรก
ฟิลตอนที่ใช้ดีงามแชมพูฟองละเอียดครีมนวดไม่ข้นมาก
แต่ให้ความชุ่มชื่นดีกลิ่นหอมถูกจริต
ผลลัพธ์หลังใช้ผมนุ่มลื่นดีสางง่ายขึ้นเงามากขึ้น

ปลายผมนุ่มขึ้นในระดับนึง แต่อย่างที่บอกว่าความแห้งเสีย
ไม่ได้บำรุงให้หายในการใช้แค่ไม่กี่ครั้ง
ต้องลดปัจจัยที่ทำร้ายเส้นผมอย่างการทำเคมี
การใช้ความร้อนเซ็ตผม การใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรง
ควบคู่กับการบำรุงผม และอย่าลืมหมั่นเล็มปลายที่แห้งเสียทิ้งด้วยนะจ๊ะ

จุดเด่นที่สุดคือเป็นสูตรออยล์ที่เน้นการบำรุงแต่คนผมมันแบบเค้าก็ใช้ได้
ไม่ทำให้โคนผมมันไวกว่าปกติ ผมดูมีวอลลุ่มดี
แต่ถ้าวันที่จะเซ็ตผมแนะนำว่าใช้ครีมนวดน้อยลงนิดก็จะเซ็ตง่ายขึ้น
อย่างเค้าผมตรงใช้แล้วผมตรงมากขึ้นเวลาม้วนผมลอนจะคลายไวนิดนึงฮะ



ขอให้คะแนนความพอใจโดยรวมไปที่ 4.5/5

เป็นแฮร์แคร์ที่เหมาะกับการใช้ประจำวัน แต่สำหรับปลายผมแห้งรุนแรงแบบเค้า
การใช้ทรีทเมนต์เนื้อข้นๆแบบที่เป็นกระปุกสลับใช้บ้างผมจะฟื้นตัวไวขึ้นจ้า



สุดท้ายสำหรับใครที่ผมปกติไม่ได้แห้งเสียมากมาย
สูตรสีชมพู
Tsubaki Oil Extra Moisture Balance Care จะเหมาะกว่าเน่อ

หวังว่าบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กัน
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าค่า Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by Tsubaki
***All opinions are my own
Information : www.facebook.com/tsubakithailand




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 4:55:58 น.
Counter : 5463 Pageviews.  

Review : AloEX แชมพูและสเปรย์เซรั่มจากสารสกัดสมุนไพรธรรมชาติที่ช่วยลดปัญหาผมร่วง



สวัสดีค่ากลับมาพบกันในหมวดของเส้นผมอีกครั้ง
กับปัญหาผมที่ทำให้ใครหลายคนเกิดความนอย์ขั้นสุดยิ่งกว่าผมเสีย
นั่นก็คือปัญหาผมร่วงนั่นเองงงงง!!!
ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเมื่อเจอปัญหาผมร่วงจะทำให้ขาดความมั่นใจและส่งผลต่อบุคลิคภาพได้สุดๆ
เพราะจากการร่วงจะค่อยๆนำไปสู่ผมบางและหนังศีรษะล้านได้...โอยขนลุก
ดังนั้นก่อนจะปัญหาจะลุกลามเราก็ควรเริ่มหาทางป้องกันกันตั้งแต่เนิ่นๆนะฮะ

สาเหตุของผมร่วงมีมากมายหลายสิ่ง
หลักๆก็คือเรื่องของกรรมพันธุ์และฮอร์โมน
ซึ่งอันนี้ต้องทำใจก็ได้ส่งทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่อ่าเนอะ
แต่ปัจจัยภายนอกสารพันสิ่งที่เราต้องเจอทุกวันก็ทำให้ผมร่วงได้มากเลย
ไม่ว่าจะเป็นการทำเคมี ดัด ยืด ย้อม , การใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม ,
การปล่อยให้หนังศีรษะชื้นจนเป็นเชื้อราหนังศีรษะ , โคนผมที่มันมากเกินไป ฯลฯ

แต่ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมาจะเห็นว่าสาเหตุคือการที่เราไปทำร้ายหนังศีรษะนั่นเอง

เมื่อหนังศีรษะไม่แข็งแรงก็จะส่งผลถึงรากผมซึ่งก็คือที่มาของปัญหาผมร่วง
ดังนั้นไม่ว่าจะผมร่วงด้วยสาเหตุใดก็ตาม
การดูแลพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก็คือการทำความสะอาดหนังศีรษะ
ด้วยการเลือกใช้แชมพูที่ออกแบบมาเพื่อคนที่มีปัญหาผมร่วงโดยเฉพาะ
ซึ่งจะนำมารีวิวให้ชมกันในบล็อคนี้ค่ะ มีทั้งแบบคลิปและแบบ Text เลย Smiley




---------------------------------------------------------------------------------------------------------




AloEX
Shampoo & Hair Serum Spray

-------------------------------------------------------------------

รายละเอียดผลิตภัณฑ์

เป็นยาสระผมและเซรั่ม
สำหรับคนที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง หนังศีรษะไม่แข็งแรง
ส่วนผสมสกัดจากสมุนไพรไทยหลากหลายชนิด ได้แก่ มะกรูด อัญชัน ว่านหางจระเข้
เทียนกิ่ง สำมะงา มะรุม โสมไทย ประคำดีควาย ใบไผ่ และ ใบบัวบก
ที่มีคุณสมบัติดังนี้

- ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้สามารถลำเลียงโปรตีน
และสารอาหารไปเลี้ยงรากผมเต็มที่ ทำให้เส้นผมงอกใหม่ได้ไวขึ้น

- ดูดพิษความร้อน ลดอุณภูมิหนังศีรษะอันเป็นสาเหตุให้รากผมอ่อนแอผมหลุดร่วง
ด้วยสารสกัดจากพญาเย็น

- เพิ่มโปรตีน(amino acid) ให้รากผมและเส้นผม
จากสารสกัดเมล็ดพืช,หัวว่าน และโสม

- เพิ่มความชุ่มชื่นและสร้างความหนาแน่นให้รากผม
ด้วยสารสกัดจากว่านนานาชนิด (Pure Hyaluronic Acid)

- ลดอาการคัน ความมันและอาการอักเสบของผิวหนัง
ด้วยสารสกัด Curcumin จากสมุนไพรเข้มข้น

- ให้ความรู้สึกเย็นสบาย ไม่เหนียวเหนอะหนะ
ซึมเข้าผิวหนังและแห้งไว เพราะสกัดด้วยอณูละเอียด

- ปราศจากน้ำหอม และสารปรุงแต่งที่ไม่จำเป็น
เช่น สารลดประจุ ที่ใช้ในแชมพูทั่วๆไป จึงปลอดภัยแม้หนังศีรษะที่บอบบางแพ้ง่าย



AloEX Shampoo

----------------------------------------------------

แชมพูสารสกัดจากสมุนไพร
ให้รากผมและหนังศีรษะแข็งแรง
ช่วยลดอาการผมร่วงและปัญหารังแค

ขนาด 200ml ราคา 595 บาท



รายละเอียดส่วนผสม

ใช้สารลดแรงตึงผิวในกลุ่มที่อ่อนโยนคือ
Sodium Cocoamphoacetate
Sodium Cocoyl Glutamate 

และ Sodium Cocoyl Isethionate

ซึ่งสารประกอบอินทรีย์ที่ได้จากน้ำมันมะพร้าว
ไม่มีส่วนผสมของซัลเฟต ซิลิโคน น้ำหอม และสารกันเสีย



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

เป็นแชมพูใสมาในรูปแบบของขวดปั๊มใช้งานง่าย
เนื้อแชมพูมีความข้นหนืดแต่ตีขึ้นฟองได้ง่าย
ให้ฟองในระดับปานกลาง ไม่มากไม่น้อยไป
ขจัดน้ำมันและสิ่งสกปรกบนหนังศีรษะได้ดี
ฟองล้างน้ำออกได้ง่าย หลังสระจะรู้สึกเย็นๆสบายหนังศีรษะดี

กลิ่นเป็นกลิ่นจากสมุนไพรธรรมชาติเลยเพราะเค้าไม่ใส่น้ำหอม
ซึ่งจัดว่าเป็นกลิ่นที่ดีงามมากกกก...ชอบเป็นการส่วนตัว
เป็นกลิ่นหอมเย็นอ่อนๆให้ความรู้สึกสดชื่นดี กลิ่นติดผมเล็กน้อย



ด้วยความที่แชมพูเน้นส่วนผสมจากธรรมชาติมากๆ
ไม่มีส่วนผสมพวกซิลิโคนที่ไปเคลือบผมให้นุ่มลื่น(แต่อุดตันดีนักแล)
เลยทำให้ฟิลตอนที่สระจะรู้สึกฝืดๆ
อย่างเค้าผมยาวและเป็นผมทำสีนี่แทบสางมิออกเลย แหะๆ

ดังนั้นเทคนิคการใช้ของเค้าคือใช้
AloEX Shampoo สระเฉพาะที่โคนผม
เพื่อทำความสะอาดหนังศีรษะให้เกลี้ยงเพราะเค้ากำจัดน้ำมันส่วนเกินได้ดี๊ดี
แล้วบริเวณกลางถึงปลายผมก็ใช้แชมพูสำหรับผมทำสีโดยเฉพาะเอา
ก็จะได้คลีนทั้งโคนผมและบำรุงสีผมได้พร้อมๆกัน Smiley

แต่สำหรับแฟนเค้าที่ผมสั้นสามารถใช้สระทั้งหัวได้เลย
ลองถามดูนางก็บอกว่ารู้สึกฝืดตอนที่สระเหมือนกัน
แต่สำหรับผู้ชายความรู้สึกฝืดๆแบบนี้ก็ให้ฟิลที่สะอาดดี
โดยหลังล้างแชมพูออกพอเป่าแห้งผมก็นุ่มลื่นปกติไม่ได้รู้สึกว่าผมแห้งแต่อย่างใดฮะ




AloEX Hair Regrowth Serum Spray

----------------------------------------------------

 เซรั่มสเปรย์สำหรับฉีดลงบนหนังศีรษะช่วยบำรุงรากผมให้แข็งแรง
ลดอาการผมร่วง อาการคันหนังศีรษะ รังแค
ช่วยกระตุ้นให้เกิดการงอกใหม่ของเส้นผม ให้ผมดกดำ

ขนาด 120ml ราคา 990 บาท





ส่วนผสมเป็นสารสกัดจากสมุนไพรล้วนๆไม่มีน้ำหอม
จึงมีความอ่อนโยนสามารถใช้ได้ทุกวัน วันละ 2-3 รอบ



ลักษณะเนื้อกลิ่น และวิธีการใช้

เซรั่มเนื้อใสมีความเหลวแบบน้ำเปล่าไม่เหนียวเหนะหนะ
กลิ่นอ่อนๆมีความเป็นสมุนไพรเบาๆ
ส่วนตัวเค้าว่าไม่หอมแต่ก็ไม่ได้เหม็นชอบกลิ่นแชมพูมากกว่า

มาพร้อมหัวสเปรย์ที่ให้ฝอยละเอียดและฟุ้งมาก
กดที่เดียวได้พื้นที่ในวงกว้าง จะเวิร์คมากสำหรับคนผมสั้นพ่นไม่กี่ทีก็ทั่ว
แต่ถ้าผมยาวจะทำให้โคนผมค่อนข้างเปียกในวงกว้าง
อย่างเค้าจะชอบใช้หลังสระผมมากกว่า
แต่จริงๆสามารถพ่นได้ทั้งตอนผมเปียก
และระหว่างวันตอนผมแห้งโดยไม่ต้องล้างออก


หลังพ่นให้ใช้นิ้วมือนวดๆที่หนังศีรษะจะเป็นการช่วยกระตุ้น
ให้เซรั่มซึมซาบลงไปและทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานดีขึ้น



สรุปความรู้สึกหลังทดลองใช้


ส่วนตัวเค้าไม่มีปัญหาผมร่วงอยู่แล้วหลักๆเลยส่งให้แฟนทดลองใช้
เพราะแฟนเค้ามีปัญหาผมร่วงอย่างหนักเลยในช่วงปีที่ผ่านมา
บอกเลยว่านางลองมาเยอะมากกับแชมพูสำหรับผมร่วง
พอให้ลองตัวนี้ฟีดแบ็คคือสามารถลดผมร่วงได้จริง
ตอนที่สระคือสางผมแล้วมีผมติดมือออกมาน้อยๆ
แต่ที่ดีงามโดดเด่นขึ้นมากว่าแชมพูตัวอื่นๆที่เคยใช้คือเรื่องของกลิ่น
เพราะปกติแชมพูสำหรับผมร่วงก็จะเน้นเรื่องอ่อนโยนไม่ใส่น้ำหอมอยู่แล้ว
ทำให้หลายตัวมีกลิ่นแบบยา แต่ตัวนี้เป็นสารสกัดจากสมุนไพรที่ให้กลิ่นแบบหอมอ่อนๆ
เวลาสระจึงให้ความรู้สึกที่สุนทรีกว่ามาก และตอนสระจะรู้สึกเย็นเบาๆ
เพราะเค้ามีส่วนผสมที่ช่วยลดอุณหภูมิหนังศีรษะเลยทำให้รู้สึกสบายหัว
เอาว่าให้ฟิลที่ดีตอนใช้และให้ผลลัพธ์ในเรื่องลดการร่วงได้โอเคเลย

และในจุดที่ชอบเหมือนกันก็คือการลดความมันหนังศีรษะ
เค้าเองเป็นคนหนังศีรษะมันง่ายมากกกสระเช้าบ่ายก็เริ่มมัน
แต่พอใช้แชมพูตัวนี้คืออยู่ได้ประมาณ 2 วันเลย
แต่อย่างที่เล่าไปข้างต้นว่าใช้แล้วผมจะฝืดๆตอนสระ
เลยต้องแท็กทีมใช้คู่กับแชมพูสำหรับผมทำสีอีกตัวนึง
แล้วลงทรีมเทนต์เข้มข้นช่วยเอาผมถึงจะนุ่มลื่นขึ้น
เพราะผมเค้าผ่านสมรภูมิการฟอกสีและทำสีมาหนักหน่วงอ่านะ



แต่ล่าสุดแบรนด์แจ้งมาว่าเค้าปรับสูตรแชมพูใหม่ด้วย
มีการเพิ่ม Argan Oil ลงไปซึ่งช่วยให้ผมลื่นและไม่พันกันมากขึ้น
และมีการปรับค่า pH ให้ใกล้เคียงผิวเราคือ 5.5
จึงทำให้อ่อนโยนมากขึ้น
แต่อาจจะทำให้ปริมาณฟองน้อยลงกว่าเดิมหน่อยฮะ

ส่วนสเปรย์จุดเด่นคือเนื้อที่บางเบาแบบน้ำ แห้งไวไม่เหนอะหนะ
ใช้ง่ายลงได้ทั้งตอนผมเปียกและแห้ง แต่ลงเฉพาะโคนนะไม่พ่นที่ผม
เรื่องการลดผมร่วงและกระตุ้นผมงอกใหม่อาจจะไม่ได้ใช้ยาวนานขนาดที่วัดผลได้
แต่ทางแบรนด์แจ้งมาว่าในแชมพูที่ช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ดี
เพราะเค้าใส่เซรั่มลงไปแทนส่วนผสมที่เป็นน้ำเลย
จากสูตรเดิมมีอยู่ 28% เค้าได้ทำการปรับสูตรใหม่ใส่เซรั่มเพิ่มเป็น 40%

ดังนั้นการใช้เซรั่มร่วมกันจะช่วยเสริมประสิทธิภาพทำให้เห็นผลได้ชัดเจนไวขึ้น
โดยสามารถฉีดได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ยิ่งบ่อยยิ่งดีฮะ
แต่อย่างเค้าที่ไม่มีปัญหาผมร่วงที่เค้าชอบคือ
ตัวสเปรย์ช่วยเรื่องลดอาการคันหัวเวลาเจออากาศร้อนได้ดีเลย
เหมือนช่วยให้ความชุ่มชื่นแก่หนังศีรษะเลยบรรเทาอาการคันหรือระคายเคืองได้ด้วยฮะ

ก็ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะที่อ่อนโยน
ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ที่เห็นผลในเรื่องลดการหลุดร่วงของเส้นผม
ซึ่งเอาจริงๆก็สามารถใช้ได้ทุกคน ไม่จำเป็นต้องใช้เฉพาะคนที่ผมร่วงฮะ
แต่อย่างไรก็ตามคนที่มีปัญหาผมร่วงนอกจากดูแลตัวผลิตภัณฑ์แบบนี้แล้ว
ก็ต้องสังเกตตัวเองในด้านอื่นด้วยว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้ผมร่วงหรือไม่
และถ้ามีอาการร่วงมากแบบผิดปกติแนะนำว่าพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
จะได้ทำการรักษาอย่างถูกวิธีควบคู่กันไปก็จะดีที่สุดจ้า

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by AloEX
***All opinions are my own
Information : www.aloexhair.com
www.facebook.com/AloExOfficial




 

Create Date : 08 ตุลาคม 2559    
Last Update : 10 ตุลาคม 2559 14:47:47 น.
Counter : 2510 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

BlogGang Popular Award#13


 
SaRaY
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 532 คน [?]




..........ชื่อ "ทราย" นะค๊า นามแฝงที่ใช้ก็มี SaRaY และก็ Mhunoiii (หมูน้อย) ค่า สนใจการถ่ายภาพ กะการแต่งหน้า จากเป็นงานอดิเรกจะกลายเป็นงานประจำอยู่แล้ว 555 เลยอยากจะทำบลอคเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มานะค๊า ได้มากบ้างน้อยบ้าง มั่วๆกันปายยยย อิอิ

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าการลอกเลียนแบบ
หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพและข้อความใน
http://www.mhunoiii.bloggang.com แห่งนี้ไปใช้
ทั้งโดยเผยแพร่ หรือเพื่อการอ้างอิงโดยไม่ได้รับอนุญาต
จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด

ปล.ห้ามมิให้นำภาพใดๆจากในบล็อคไปใช้เพื่อการขายของโดยเด็ดขาดนะคะ !!!

---------------------------------------------------------

hits
New Comments
Friends' blogs
[Add SaRaY's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.