เคล็ดลับความงามสาวญี่ปุ่น-มอยซเจอร์น่ะ! แค่มอยซเจอร์ธรรมดาน่ะมีไม๊!

หลังจากที่ร้อนผิดปกติมาเป็นอาทิตย์ ตอนนี้โตเกียวก็เริ่มเย็นขึ้นบ้างแล้ว (จริงๆเป็นเพราะฝนมันตกกันทั้งวันทั้งคืน ตากผ้าไม่แห้งเลยค่า จะอบก็กลัวเปลืองไฟ ตอนนี้ใช้อยู่ที่วันละ 210 เยน แต่เห็นเพื่อนข้างห้องบอกว่า ถ้าไม่เปิดแอร์ตอนกลางคืนก็จะแค่วันละ 100 เยนเท่านั้น ไอ้เรืองค่าน้ำค่าไฟนี่คุยกันได้อีกยาว)

เนื่องจากอากาศเริ่มเย็นขึ้น ก็เริ่มรู้สึกเหมือนหน้าแห้ง อยู่เมืองไทย พักหลังๆนี่ไม่ได้ทามอยซเจอร์เพราะว่าเป็นสิว ไปหาหมอสิวแล้วเค้าให้หยุดทามอยซเจอร์ ให้ทายา และพวกเอสเซนส์ของเค้า ซึ่งก็ใช้ดี แต่สองวันมานี้ชักไม่ไหว

วันนี้วันอาทิตย์ขี้เกียจออกไปไหน ก็เลยกะว่าจะไปซื้อมอยซเจอร์ที่ร้านคอนวีเนี่ยนใต้หอ ใช่แล้วจ้า ฟังไม่ผิดหรอก ร้านคอนวีเนี่ยนใต้หอมันมีทุกอย่างที่ต้องการ ทั้งๆที่มันเล็กๆเอง แต่เราค้นพบว่ามันมีแชมพูสึบากิขวดแดง มี DHC ครบเซ็ททั้งบำรุงและแต่งหน้า มีชิเชโด้ skincare และแต่งหน้า นอกจากนั้นยังมีวิตามิน DHC ครบเชียว ขาดเหลืออะไรก็เดินลงมาใต้หอ มีทุกอย่างที่ต้องการ (แต่ขนาดจะเล็กและแพงกว่าซื้อที่อื่นนิดหน่อย อย่างมาสก์ของโคเซ่ เห็นเพื่อนบอกว่าแพงกว่าที่ซื้อที่ kimuraya แค่ไม่กี่สิบเยน)

เอาล่ะ เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็ยุรยาตรเข้าไปในร้านคอนวีเนี่ยนฯ แต่ก็ให้งงเป็นไก่ตาแตก เพราะหามอยซเจอร์ไม่เจอ

เริ่มจากชิเชโด้ก่อน มันมี skincare set ก็มีออยล้างหน้า มี toner แล้วก็มี milk spf 15 อันนี้แหละนะ ทำให้เราเริ่มสับสน ตกลง milk นี่มันเอาไว้ล้างหน้า หรือมันเป็นมอยซเจอร์ หรือว่ามันเป็นกันแดดหว่า อ่านภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ออก แต่คนญี่ปุ่นก็แสนดี เขียนอธิบายเป็นชาร์ตวิธีใช้ไว้ดังนี้

ล้างหน้า --> milk --> แต่งหน้า


อืม เหมือนจะใช่มอยซเจอร์ล่ะน้า แต่มันก็อาจจะเป็นยากันแดดก็ได้นี่นา ไม่เอาดีกว่า ไม่ชัวร์ ลองดูของ Q10 ดูบ้าง ดูมีของเยอะกว่าชิเชโด้ เผื่อจะอธิบายดีกว่า เห็นเมื่อวานเพื่อนบอกว่ายี่ห้อนี้ก็ใช้ดี

เอาล่ะ พวกโอลีฟออย โทนเนอร์ ฯลฯ นี่ไม่ใช่แน่ แต่ไอ้เอสซนส์ ไอ้มิลค์ และไอ้ครีมเนี่ย มันอารายกันหว่า

อ่านข้างกล่องก็ยังไม่ช่วย มันว่าอย่างนี้

ล้างหน้า --> เอสเซนส์ --> มิลค์ --> ครีม --> แต่งหน้า


ตัวเอสเซนส์เนี่ย ยังพอเข้าใจ เป็นศัพท์ที่ใช้กันทั่วโลก แต่มิลค์กะครีมเนี่ย อืม ฟังดูเหมือนมอยซเจอร์ทั้งสองตัวเลย แต่ทำไมต้องใช้ด้วยกันล่ะเนี่ย

ในสมองเริ่มสับสน ทำไมมันหลายขั้นตอนจัง ถ้ารวมกับแต่งหน้าทาแป้ง ก็ปาเข้าไปเป็นสิบชั้นแล้ว

นี่ชั้นต้องการแค่มอยซเจอร์ธรรมด๊า ธรรมดานะเนี่ย T-T
!?!?!?!?!?

แต่ด้วยความขี้เกียจ เลยตัดสินใจซื้อ Q10 ครีม กระปุกเหลืองๆมาลองใช้ดู ใช้แล้วเป็นไงจะมาบอกแล้วกันนะ หวังว่าจะใช้แล้วดีจ้า

//www.dhc.co.jp/goods/goodsdetail.jsp?gCode=676




 

Create Date : 30 กันยายน 2550    
Last Update : 30 กันยายน 2550 14:27:27 น.
Counter : 540 Pageviews.  

เคล็ดลับความงามสาวญี่ปุ่น-made in japan มันเป็นอย่างงี้นี่เอง!

ตอนแรกว่าจะถ่ายรูปเครื่องสำอางค์ที่บังเอิญซื้อที่นี่มาไว้ในบล๊อคด้วย แต่คงไม่มีเวลาแล้ว ขนาดยังไม่เปิดเทอม ยังนั่งอ่านเคสทุกคืนเลย เอาเป็นว่าเล่าประสบการณ์ตรงให้ฟังเฉยๆแล้วกัน

ก่อนหน้าที่เราจะมาญี่ปุ่น ของที่เราใช้ปกติก็มีแป้งฝุ่น แป้งตลับลอรีอัล รองพื้นก็รอลีอัล ส่วนมาสคาร่าก็เมย์บลีนสุดคลาสสิก ใช้ดีที่สุดในโลก ส่วนบลัชกับเนี่ย ใช้นาร์ส อายชาโดว์และลิปก็ใช้หลายยี่ห้อ เพราะแล้วแต่สี

ก่อนมา ได้ไปลองคอลเลคชั่นใหม่ของนาร์ส ได้บลัชกับลิปกลอสสีสวยถูกใจมากกมากกมากกกมา แต่ท่านผู้ชมครับ ชอบมากจนกะเอาไว้ใช้ในกระเป๋าถือ แต่ดันลืมไว้ที่บ้านซะงั้น เป็นอะไรที่ช้ำใจที่สุดในชีวิต เพราะของที่ใช้ประจำวัน ทั้งแป้งตลับ ที่ดัดขนตา มาสคาร่า บลัชและลิปกลอส อันที่ชอบที่สุด ดันลืมไว้หน้ากระจกทั้งเซ็ทเลย

T-T

แต่ไหนๆก็เป็นนร.MBA แล้ว ต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส มาถึงปุ๊บ มีเวลาก็มุ่งเข้าร้านเครื่องสำอางค์ปั๊บ (ข้ออ้างชัดๆ)

ได้ของมาดังนี้
- kiss me heroine make long&curl mascara อันนี้แบบว่าเคยเห็นในเรย์ เห็นว่าฮิต ก็เลยหยิบมาลอง ไม่ต้องคิดต้องเลือกแล้ว อารมณ์นั้นคือชั้นต้องมีมาสคาร่าอะไรก็ได้ (ดีไม่หน้ามืดซื้อในร้านร้อยเยนก็บุญแล้ว) เอามาใช้แล้วถูกใจสุดๆ ปัดแล้วเป็นเส้นๆ ยาวงอนเชียว ไม่หนาเป็นปึก เล่นเอาลืมเมย์บลีนแท่งโปรดไปเลย เราว่าดีกว่ายี่ห้ออารายน้า ที่โฆษณาว่าเป็นขนตาปลอม ที่ขายในวัตสันน่ะ อันนั้นเคยไปลองแล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าขนตายาว หรืองอน หรือหนาขึ้นแต่อย่างใด

- แน่นอนว่าต้องได้ที่ดัดขนตาชิเชโด้มา แต่อันนี้ใช้แล้วงั้นๆ ถึงแม้จับแล้วรู้สึกว่าคุณภาพดีกว่าเมย์บลีนที่ใช้มาได้หลายปีแล้ว แต่เราว่ายางมันบาง เวลาดัดขนตาแรงหน่อย ขนตาหักเลย แต่พอดัดเบาๆ มันก็ไม่ค่อยโค้ง แต่คงต้องใช้เวลาปรับหน่อยล่ะมั๊ง กว่าจะชิน

-แชมพูกับครีมนวดซึบากิขวดแดง อันนี้ใช้ดีจริง ไม่เป็นรังแคด้วย (เคยใช้ฟรีแอนด์ฟรี ใช้ดีเหมือนกัน แต่ทำให้คันหัวและหน้าผากเป็นสิวเม็ดเล็กๆแข็งๆเต็มเลย) ที่ว่าดีกันชัดๆคือ ผมเราดัดครึ่งหัว ปกติอยู่เมืองไทย จะพันกัน ใช้มือสางไม่ได้เลย ต้องจับมาสางทีละช่อ แต่ใช้ซึบากิแล้วใช้มือสางๆ ไม่เจอปมไปได้ซะงั้น งงไปเลย

- ที่อเมซิ่งที่สุดคงจะเป็นแป้งตลับลอรีอัล ซึ่งเราก็รู้สึกว่ามันดีมาตลอดจนกระทั่งเปลี่ยนมาใช้แป้งนาร์ส แล้วก็รู้สึกว่ามันแพงไปหน่อย พอกลับไปใช้ลอรีอัลเหมือนเดิม จะรู้สึกว่าหน้าหลอกๆ และรู้สึกดูหน้ามันเล็กน้อย แต่พอซื้อที่นี่ ซื้อ true match moist ข้อเสียคือไม่มีบีเอคอยช่วย ต้องเดาเอาเอง แต่ข้อดีคือมัน made in japan ค่ะ ซื้อกลับบ้านมาก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ เพราะว่าก็แพงอยู่ ค่าตลับและแป้งก็สามพันกว่าเยน แต่พอทาแล้วซาบซึ้งน้ำตาไหล เพราะเนื้อแป้งมันเนียนอย่างไม่น่าเชือ ตบด้วยแป้ง MQ สีขาวของชิเชโด้ที่เอาไว้กลบแพนด้าแล้วยิ่งผ่อง รู้ซึ้งถึงความงามอย่างญี่ปุ่นก็วันนี้เอง

ขอจบรีวิวส่วนตัวไว้ตรงนี้ แต่ถ้าไปซื้ออะไรมาใช้แล้ว ดีไม่ดียังไง จะเล่าให้ฟังอีกคราวหน้าจ้า




 

Create Date : 27 กันยายน 2550    
Last Update : 27 กันยายน 2550 20:55:43 น.
Counter : 545 Pageviews.  

เคล็ดลับความงามสาวญี่ปุ่น-ประสบการณ์ตรงเลยนะ

มาญี่ปุ่นคราวนี้คงได้มากกว่าดีกรีปริญญาโทซะแล้ว ดันเจอเพื่อนร่วมชั้นบ้าความงามอย่างสาวญี่ปุ่นเหมือนกัน เลยยิ่งไปกันใหญ่
มันบอกว่า มาถึงญี่ปุ่นนี่ สังเกตว่าทำไมสาวๆผิวสวยกันทุกคน มันเลยทนไม่ไหว เดินเข้าไปถามเลย (กล้านะเนี่ย)
ส่วนเราไม่ค่อยบ้าขนาดนั้น เลยเดินถามเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นญี่ปุ่นมั่ง ถามครูญี่ปุ่นมั่ง (อเมซิ่งมาก เพราะคุณครูดูอย่างมากก็สามสิบปลาย แต่มาบวกประวัติการทำงานของเธอแล้วไม่ค่อยลง ประมาณว่ายังไงอย่างน้อยเธอก็ต้องสี่สิบสามขึ้นไป แต่หน้าตึงเปรี๊ยะ แต่งตัวทะมัดทะแมง ดูเด็กว่าพวกนักเรียนในห้องบางคนซะอีก)
หลังจากมาอยู่ได้อาทิตย์กว่า ก็สรุปเคล็ดลับความงามสาวญี่ปุ่นได้ดังนี้
มามิโกะจัง “เราไม่กินวิตามินหรอก กินผักเยอะๆ แต่เราว่าเนื้อหมูที่นี่มีมันเยอะ (อืม จริง ดูทีแรกนึกว่าเป็นเบค่อน ) คนญี่ปุ่นเลยได้คอลลาเจนเยอะไงล่ะ”
สาวนิรนามคนหนึ่ง “กินวิตามินสิ ตอนนี้กิน Cutina อยู่ ได้ผลดี”
ซูจัง “กินวิตามิน Cutina มาสองอาทิตย์แล้ว รู้สึกสิวหายไป จุดดำก็หายด้วย ไม่น่าเชื่อเลย”
ฮิเดะซัง (หมอโรคผิวหนัง) “กินวิตามินช่วยผิวพรรณนะ กินวิตามินซีวันละ 1000 กรัม ช่วยเรื่องสีผิว จะทำให้ tannin ลดลง ส่วนถ้าอยากให้ผิวแข็งแรงต้องกิน B2 B6 วันละ 38 กรัมนะ”

พอได้รับคำยืนยันจากคุณหมอ (เพื่อนร่วมชะตากรรม) เราก็แจ้นไปซื้อวิตามินมาทันที ตอนแรกกะจะซื้อ Cutina แต่มันแพงมั่กๆ ถ้าเข้าใจไม่ผิดมันสามสิบวัน สามพันกว่าเยน แต่อ่านจากโต๊ะเครื่องแป้งว่ายี่ห้อ DHC ก็ใช้ได้ เลยซื้อ DHC multivitamin มากินแทน 20 วันแค่ 313 เยนเอง สงสัยตัวเองอยู่ว่าดูราคา Cutina ผิดหรือเปล่า แต่ก็ช่างมันเหอะ ฮี่ฮี่ฮี่
ส่วนซูจัง เพื่อนเรา ด้วยความที่อยากได้ไฟเบอร์ มันเลยต้องกระเดือกเม็ดอัลมอนวันละสองเม็ด เราเลยบอกมันว่า อยากได้ไฟเบอร์ให้ไปหาอีซี่ไฟเบอร์มากินเหอะ กินง่ายผสมกาแฟกินตอนเช้า ไม่มีรสชาติ แถมไฟเบอร์ก็เยอะอีกต่างหาก มันเลยแจ้นไปซื้อมาเชียว พอกันเลย




 

Create Date : 26 กันยายน 2550    
Last Update : 26 กันยายน 2550 18:22:29 น.
Counter : 2123 Pageviews.  

Try - Curmin ครีมหน้าเด้ง

เริ่มเทสต์วันที่ 14 มีนาคม 2548
วิธีการใช้ - หลังล้างหน้า เช้า-เย็น

ก่อนหน้าที่จะทดลอง ก็ได้งดใช้เครื่องสำอางค์ใหม่ๆมาประมาณ 1 อาทิตย์ ใช้แต่ตัวเดิมๆ ที่ทดลองว่าใช้แล้วไม่เป็นสิวหรือแพ้

เมื่อเริ่มใช้ครั้งแรก ปริมาณประมาณ1-2เมล็ดข้าวโพด (ประมาณช้อนครีมลาแมร์) ป้ายใส่ฝ่ามือแล้วละเลงให้ทั่วฝ่ามือ ก่อนที่จะค่อยๆใช้มือแตะครีมลงบนหน้า (เทคนิคของคลาแรงค์)

รู้สึกว่ากลิ่นหอมเย็นๆ เนื้อครีมขาวขุ่น ไม่ข้นมาก (ไม่เหมือนลาแมร์) ดูเหมือนน่าจะไม่ค่อยซึมซับ แต่พอสัมผัสกับหน้าจริงๆ ทั้งเย็น และ ซึมซับเร็วมาก ไม่เหลือความมันบนผิวหน้าเลย เพราะเนื่องจากเป็นนาโนเทคฯ จึงทำให้เนื้อครีมซึมซาบได้เร็วมาก คิดว่าการละเลงฝ่ามือก่อน จะทำให้ครีมซึมซาบเข้ามือไปส่วนหนึ่งด้วย คิดว่าจะลองใช้วิธีแต้มห้าจุดดู แต่ไม่ชอบละเลงครีมบนหน้าเท่าไหร่ เลยคิดว่าให้สวยทั้งมือและหน้าแล้วกัน

จากที่ได้ยินคนอื่นที่ได้ทดลองใช้มาแล้ว และมีปัญหาว่าหน้าลอก จะสังเกตว่าคนใช้เป็นผู้ชาย หรือเป็นคนที่ไม่ค่อยขยัน จากการสอบถามก็ทราบว่า ที่ใช้แล้วหน้าลอก หรือแดง หรือแห้งตึง ก็เพราะไม่ได้ทามอยซเจอร์ไรเซอร์ทับ

เพราะจริงๆแล้วเคอร์มิน หรือครีมหน้าเด้ง เป็นEssence มากกว่าที่จะเป็นมอยซเจอไรเซอร์

หลังจากลงเคอร์มินแล้ว ก็ลงมอยซเจอร์ไรเซอร์ตามปกติ ของเราจะเป็นคลาแรงค์ชุดผิวขาว แล้วตามด้วยอายครีมลาแมร์ และสุดท้ายด้วยครีมกันแดด

*รูปจากเว็บไซต์มติชน




 

Create Date : 15 มีนาคม 2548    
Last Update : 27 มีนาคม 2548 21:49:18 น.
Counter : 1212 Pageviews.  

1  2  3  
 
 

booklovers
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add booklovers's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com