เที่ยวซิดนีย์ 9 วันแบบชิลๆ : เจาะลึก Barrack Museum&St.Mary Church

สามกระทู้ผ่านไปก็ยังไม่หมดที่เที่ยวกันเลยนะคะ แบบว่าเที่ยวชิลๆนี่ก็ไปมาหลายที่เหมือนกันนะเนี่ย

หลังจากที่กระทู้ที่แล้วพาเดินถนนแม็คไควรี่แล้ว ตอนนี้ขอเจาะลึกสถานที่เที่ยวกันบ้างนะคะ

ที่ แรกที่จะพาไปชมก็คือ Barrack Museum ซึ่งก่อนหน้าที่จะเข้าไปชม บุ๊กจังก็ไม่รู้เลยว่ามันช่างมีความสำคัญเหลือเกิน ตอนแรกก็นึกว่าเป็นคุกธรรมดา แต่ทางเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ได้เล่าให้ฟังตั้งแต่เริ่มแรก ก็ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้น ซึ่งก็ถือได้ว่าตึกหลังอยู่คู่ประวัติศาสตร์ของซิดนีย์มาแต่ต้นจนปัจจุบันก็ ว่าได้


เท่าที่ทราบ ตึกนี้สร้างขึ้นทีแรกเพื่อเอาไว้เป็นที่นอนของนักโทษ ในตึกก็จะมีแต่ห้องแล้วก็เป็นเตียงเปลตั้งเรียงกันไม่มีอย่างอื่นเลย ส่วนเจ้าหน้าที่ก็จะอยู่ตึกที่ถัดออกมาทางด้านซ้ายมือ


หลังจาก ที่ได้สร้างเมืองไปประมาณนึงแล้ว ซิดนีย์ก็เกิดปัญหาว่าขาดแคลนผู้หญิงค่ะ ทั้งเป็นแรงงานสาวใช้ และเอาไว้แต่งงาน ประจวบกับว่าตอนนั้นทางไอร์แลนด์เกิดแห้งแล้งขาดแคลนอาหาร คนอดตายกัน รัฐบาลอังกฤษจึงได้คิดโครงการที่จะให้ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย คือโครงการส่งเด็กผู้หญิงชาวไอร์แลนด์ไปทำงานที่ออสเตรเลีย และก็จัดที่พักให้ที่ตึกหลังนี้นี่เอง


เรือลำแรกที่มาถึงซิดนีย์ เต็มไปด้วยเด็กหญิงกำพร้าชาวไอร์แลนด์ โดยที่นายจ้างที่ต้องการแรงงาน จะต้องมาลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่เสียก่อน แล้วจึงสามารถเข้าไปในตัวตึกเพื่อสัมภาษณ์งานได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพ (เช่นแม่เล้า) มาหาประโยชน์กับเด็กได้ เมื่อทำการสัมภาษณ์แล้ว ก็เป็นการตกลงการจ้างงานกัน เด็กมีสิทธิที่จะปฏิเสธงานได้ และเด็กจะสามารถอยู่ที่บ้านพักได้ตราบที่ยังหางานไม่ได้ หรือเมื่อหางานได้แล้วแต่โดนไล่ออก ภัณฑารักษ์เล่าให้พวกเราฟังว่า เฉลี่ยแล้ว เด็กคนหนึ่งจะใช้เวลาประมาณหกสัปดาห์ในการหางาน


แต่ แผนที่เหมือนจะวางไว้เป็นอย่างดีก็ไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ภัณฑารักษ์เล่าให้เราฟังต่อว่า ตัวเค้าเองก็เพิ่งจะได้พบเอกสารบางอย่างที่บอกว่า โครงการนี้ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านเชื้อชาติไอริชอย่างรุนแรงในสังคม ซิดนีย์สมัยนั้น เนื่องจากว่า ถึงแม้ว่าโครงการนี้จะมีต้นคิดมาจากทางนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ แต่ผู้ออกค่าใช้จ่ายการเดินทางและการเลี้ยงดูเด็กผู้หญิงเหล่านี้ก็คือภาษี ของชาวซิดนีย์นั่นเอง และก็ต้องยอมรับว่าไอร์แลนด์เป็นประเทศที่ไม่เจริญเท่าอังกฤษ และเด็กผู้หญิงเหล่านั้นก็เป็นชาวไร่ชาวนาเป็นส่วนใหญ่ จึงทำงานกันไม่เป็น เหล่าผู้ดีอังกฤษที่ต้องการสาวใช้ ก็ต้องการสาวใช้ที่ทำงานเป็น ไม่ต้องการหัด ดังนั้น เมื่อเจอกับเด็กชาวนาที่ไม่รู้เรื่องราว ก็ไม่พอใจ มีหลักฐานบ่งชี้ว่า เด็กที่ได้งานไปแล้วหลายคน ต้องกลับมาอยู่ที่ Barrack อีกเพราะนายจ้างไม่ต้องการจ้างไว้อีก นี่ก็เป็นเหตุผลนึงที่ทำให้เรือลำหลังๆที่นำแรงงานหญิงมา จะเป็นแรงงานสัญชาติอังกฤษ แทบไม่มีชาวไอร์แลนด์


หลังจากนั้น ตึกหลังนี้ก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นที่ทำงานของศาล มีการสร้างตึกด้านนอกล้อมรอบเพื่อทำเป็นศาล และต่อมาก็เปลี่ยนให้เป็นที่ทำงานของราชการมาจนถึงปัจจุบัน


หาก เริ่มเดินกันจากด้านนอกตัวพิพิธภัณฑ์ จะแบ่งเป็นด้านในตัวตึกกับด้านที่ติดริมรั้ว ในตัวตึกตรงกลางจะเป็นส่วนที่ต้องเสียเงินเข้าไปดู แต่ด้านนอกสามารถเดินชมได้ฟรี (ถ้าเปิดทำการ) เมื่อเดินเข้าไปก็ขอให้วนทางด้านซ้าย ก็ตรงป้อมด้านหน้าข้างๆประตูนั่นแหละค่ะ เดินเข้าไปเค้าก็จะมีคำบรรยาย พร้อมโชว์หลักฐานทางโบราณคดีว่าแต่ก่อนป้อมนี้เอาไว้ทำหน้าที่อะไร


ตรงหัวมุมด้านซ้ายเค้าจะเขียนว่าเป็นห้องขังเดี่ยว แต่ตอนนี้เหมือนว่ากลายเป็นคาเฟ่ไปซะแล้ว


ตึก ด้านนอกทางด้านซ้ายมือจะมีส่วนที่เดินเข้าไปดูการขุดค้นทางโบราณคดีได้ คนชอบของเก่าๆอย่างเราก็กรี๊ดเลยสิคะ เค้าจะขุดพื้น ลอกผนังออก ทำให้เห็นว่าแต่ก่อนห้องนี้เคยเป็นอะไร ถูกเปลี่ยนเป็นอะไร ฯลฯ


ถ้า หากเดินไปเรื่อยๆจะพบกับศาลเลขที่ 24 ซึ่งเค้าจะเปิดไว้ให้คนเข้าไปดูว่าแต่ก่อนหน้าตาของศาลเป็นยังไง ที่นั่งไหนเป็นที่นั่งของใคร โดยเค้าจะมีแผ่นข้อมูลวางไว้ให้หยิบไปอ่านได้ เราอ่านเจอที่หนึ่งก็ขำดี คือเค้าบอกว่า มีอยู่ช่วงนึงที่การระบายอากาศมันแย่มาก ทำให้คนในศาล หลับกลางวันกันเป็นแถว แหม ไม่เคยรู้เลยว่ามันเป็นเพราะอย่างนี้ มิน่า เวลาเรียนแล้วได้หลับในห้องทุกทีเลยสิน่า
ออกจากศาลเลขที่ 24 มาก็จะเจอกับตึกทางด้านหลัง เค้าก็จะเขียนว่าเป็นห้องพักพยาน ฯลฯ มีห้องน้ำให้เข้าด้วย หน้าห้องน้ำจะมีกระบะแมวอยู่ ป้ายติดว่า ตรงนี้เป็นที่อยู่แมวสามตัว ซึ่งเป็นแมวของทางพิพิธภัณฑ์ สามารถเล่นด้วยได้ หรือนำอาหารมาให้ก็ได้ น่ารักมากมายค่ะ แต่เสียดายว่าตอนนั้นแมวสามตัวหายหัวไปหมดเลย -_-“


ถึง ตรงนี้ ก็จะเดินอ้อมหลังตึกมาออกทางด้านขวาของพิพิธภัณฑ์ ที่กำแพงด้านนอกก็จะเป็นรูปปั้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่สาวไอริชที่มากับเรือ ลำแรก ก็ทำเป็นโต๊ะ เก้าอี้ มาชามช้อนส้อม แต่เราก็ไม่เข้าใจความหมายหรอกค่ะ ก็ได้แต่ถ่ายรูปแล้วก็เดินชมนิดหน่อย

======

หลังจากเดินชมครบรอบแล้วก็ได้เวลาเดินเข้าด้านในตึก เข้าไปจ่ายเงินก่อนนะคะ จากนั้นเค้าก็จะบอกให้เราเดินเข้าห้องที่อยู่ด้านหน้าเพื่อให้เจ้าหน้าที่ อธิบายความเป็นมาของพิพิธณฑ์ให้ฟัง เราโชคดีที่เดินเข้าไปพร้อมกับลุงป้าคู่นึง ซึ่งชอบซักถาม ก็เลยได้ฟังอะไรแถมๆมาเยอะเลย ถ้าฟังคนเดียวก็คงฟังๆที่เค้าแนะตามสคริปต์แล้วก็จบไป


ด้านล่าง ของพิพิธภัณฑ์จะเป็นที่จัดแสดงหมุนเวียนซึ่งตอนนี้เค้าแสดงข้าวของและเรื่อง ราวของนักโทษที่ต้องอาศัยอยู่ในท้องเรือก่อนที่จะสร้างตึกสร้างเมืองเสร็จ นิทรรศการที่เค้าจัดแสดงนี้ รู้สึกว่าจะเป็นเรือนักโทษที่เค้ากู้ขึ้นมาจากทางคาริบเบี้ยนค่ะ แต่เค้าบอกว่า สภาพก็จะประมาณนี้ทุกที่รวมถึงที่ซิดนีย์เองด้วย ที่สยองก็คือเครื่องมือขังเดี่ยวของเค้าสิคะ เพราะเรือมีที่ไม่มาก ก็ไม่มีห้องให้ขังเดี่ยว เค้าก็เลยทำเป็นตู้ไว้แบบพอดีตัวอย่างกับโลงศพ เรียกว่าเข้าไปก็ไม่น่าจะนั่งได้เลยแหละค่ะ

ขอข้ามชั้นสองไปที่ชั้น สามของพิพิธภัณฑ์ก่อนนะคะ ชั้นนี้เค้าทำไว้เรียบง่ายมากค่ะ เค้าจำลองสภาพความเป็นอยู่ของนักโทษในสมัยแรกไว้ ก็จะเป็นห้องโล่งๆ มีโครงไม้ตั้งไว้เพื่อแขวนเปลยวน ซึ่งก็จะติดกันมาก ห้องนึงนอนกันได้หลายสิบคน ภัณฑารักษ์บอกว่า ถึงแม้จะเห็นว่ามีการสร้างเตาผิงไว้ที่ริมผาผนังห้อง แต่ก็ไม่ได้มีการใช้เลยในตอนที่เป็นที่อยู่ของนักโทษเพราะว่าในห้องนั้นเต็ม ไปด้วยไม้(โครงไม้) แล้วก็ผ้าเปล ซึ่งก็จะติดไฟได้


ผนังด้านนอก ห้องนอนจะมีรูเล็กๆเจาะไว้ ป้ายข้อมูลบอกว่าเป็นของที่ทำขึ้นภายหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้นักโทษ “ทำ” อะไรกันให้ประเจิดประเจ้อ




======

ชั้นสองเป็นการจัดแสดงของที่ขุดค้นขึ้นมาได้จากพื้น ของตึกค่ะ ส่วนนี้เป็นส่วนที่เราชอบมากกกกกกก เราว่ามันบอกถึงเรื่องราวอะไรมากมาย คือเรื่องมันเริ่มที่ว่าเค้าจะการบูรณะและปรับปรุง รวมถึงขุดค้นทางโบราณคดีในตึกนี้ แล้วเค้าก็พบว่า ใต้พื้นไม้ของตึก ทุกๆชั้นเนี่ย มีของอะไรที่น่าสนใจเต็มไปหมด ของบางอย่างก็ตกลงไปตามซอกไม้ ของบางอย่างก็ถูกซ่อนไว้ ส่วนของบางอย่างก็โดนหนูขโมยไปสร้างรัง อย่างรังหนูที่เค้าโชว์ให้ดูก็จะเห็นผ้าลายสวยๆ เค้าก็บอกว่าเป็นผ้าของสาวๆที่อยู่ที่นี่ ฯลฯ

นิทรรศการอีกส่วนก็จะแสดงของที่ขุดพบรอบๆตึก เป็นเปลือกถั่วที่พวกทนายกินเล่นรอเวลาขึ้นศาล หรือเบียร์กระป๋องแบบเก่าๆ ก็มี



======

จบจาก Barrack Museum ก็ขอแนะนำให้เดินไปโบสถ์ St.Mary เลยค่ะ อยู่ข้างๆกันนั้นเอง โบสถ์สวยแบบไร้คำบรรยาย เหมือนเป็นดินแดนของพระเจ้าจริงๆนะ วันที่ไปแดดค่อนข้างแรง มันส่องเข้ามาทางกระจกสี สวยมากๆเลย ด้านในก็ทำไว้สว่างแวววาว ไม่เหมือนโบสถ์ยุโรปโกธิคที่ก็ดูขลังเหมือนกัน แต่ออกแนวน่ากลัว



======

ตามปกติแล้ว เค้าจะเปิดให้ดูชั้นใต้ดินของโบสถ์ด้วย แต่เราไปตอนเย็น เค้าปิดตั้งแต่สี่โมง เราเลยไม่ได้เข้าไปดู

จบ จากโบสถ์แล้ว ถ้ายังมีเวลาเหลือ ก็เดินข้ามไฮด์ปาร์คตรงไปเรื่อยๆ เพื่อไปขึ้น Sydney Tower ซึ่งรับรองว่าทำยังไงก็ไม่หลงเพราะเห็นกันอยู่ชัดๆ จะมีหลงหน่อยก็ตรงหาบันไดขึ้นจากในห้างเท่านั้น

เราซื้อตั๋วทาวเวอร์ รวมกับอะควาเรี่ยม ซึ่งก็แนะนำให้ซื้อกันเพราะมันก็ถูกกว่าซื้อเดี่ยวๆ จริงๆแล้วเค้าขายรวมกับ wildlife center ด้วย แต่ไกด์บุ๊คบอกว่า ถ้าไปทารองก้าแล้วก็ไม่ต้องเข้าที่นี่ก็ได้ เราก็เลยไม่เข้า

มาต่อ กันที่ทาวเวอร์ดีกว่า ตั๋วที่ซื้อจะรวมเข้าชม oztrek ด้วย จะดูก่อนหรือดูทีหลังก็ได้ แต่เราดูก่อน เพราะว่าเดินหลง หาทางขึ้นทาวเวอร์ไม่เจอ ซึ่งจริงๆลิฟต์ขึ้นก็อยู่ข้างๆที่ขายตั๋ว แต่คนต่อคิวเยอะมาก แล้วเราก็ซื้อตั๋วแล้ว เราเลยเดินผ่านไปเจอกับ oztrek ที่สีส้มแปร๊ด

ใน oztrek ก็สนุกใช้ได้ เครื่องไม้เครื่องมืออาจจะเก่าหน่อย แต่ก็มีความคิดสร้างสรรดี แนะนำให้เข้าไปดู มีอะไรขำๆให้ดูอยู่เหมือนกัน



======

ส่วนตัวทาวเวอร์เอง ก็ค่อนข้างเล็ก เทียบกับที่เคยไปตึกที่ไต้หวันมา คือเดินนิดเดียว ไม่ทันรู้ตัวมันก็รอบซะแล้ว แต่ด้วยความที่ว่าตึกที่ซิดนีย์มันไม่สูงอยู่แล้ว ก็ทำให้เห็นวิวค่อนข้างไกล แล้วก็โชคดีที่เป็นวันฟ้าใส เลยเห็นวิวได้ไกลมาก เห็นเค้าว่าเห็นไปถึงบลูเม้าเท่น เราก็มองๆไปทางนั้นอยู่ แต่ก็เห็นแต่ทิวเขา ก็คิดว่าคงใช่แหละนะ

นอก จากนั้น เค้ายังมีตู้ไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในซีกโลกใต้ให้ส่งจม.ไปหาเพื่อนๆกันอีก ด้วย เราก็เลยต้องเขียนโปสการ์ดส่งให้เพื่อนกันตรงนั้นเอง



==

เราชมวิวอยู่บนนั้นนานเลย อย่างที่บอกว่าเป็นพวกกินวิว เดินถ่ายรูปบ้าง แล้วก็มีตู้ให้ทำเหรียญที่ระลึก เดินชมของที่ระลึกด้วย มีตุ๊กตาสตีฟ เออร์วิน กับตุ๊กตาลูกสาว น่ารักดี (แต่ไม่ได้ซื้อหรอกนะ) เป็นตุ๊กตาพูดได้ ใช้เสียงของเค้าจริงๆ



======

วันที่เราไป กว่าจะชมเสร็จ ก็เกือบบ่ายโมง คิดว่าถ้ากว่าจะเดินลงไปหาของกินอีกก็คงจะเสียเวลา ก็เลยตัดสินใจกินวิวอีกแล้ว ก็กินกันที่คาเฟ่ในทาวเวอร์นั่นแหละ จริงๆแล้วเค้าก็ตั้งเก้าอี้ไว้เฉยๆ ไม่ได้ห้ามกินอาหารที่นำมาจากข้างนอก (เราไม่เห็นป้ายนะ) ซึ่งอาหารเค้าก็ค่อนข้างแพง ดังนั้นถ้าใครจะหอบแซนวิชมาเอง เราว่าก็เป็นไอเดียที่ดี

อย่างที่บอก เวลาเห็นคาเฟ่ในจุดชมวิว เราจะสงสัยไว้ก่อนว่ามันไม่อร่อย (คือเมืองไทยมันมักเป็นแบบนี้นี่นา) แต่ต้องยอมรับว่า มาตรฐานอาหารของออสเตรเลียเนี่ย ใช้ได้เลย อาหารที่กินมาเนี่ย ผ่านทุกอย่าง ไม่มีอะไรให้ติได้ จะมีก็อร่อยมาก อร่อยน้อยแค่นั้นเอง



======

แล้วนี่ก็เป็นเอ็นทรี่สุดท้ายที่เราเขียนลงในบลูแพลเน็ตนะคะ จริงๆยังเหลือที่เที่ยวอีกสองสามที่แต่ก็...อ่ะนะ

เอาเป็นว่าก็ขอให้งานเขียนของเรามีประโยชน์กับคนที่กำลังหาข้อมูลจะไปเที่ยวซิดนีย์นะคะ

บุญรักษาค่ะ




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2551 20:12:27 น.
Counter : 950 Pageviews.  

เที่ยวซิดนีย์ 9 วันแบบชิลๆ : เดินชมเมืองเก่าซิดนีย์

แนะนำที่ท่องเที่ยวกันเป็นแห่งๆแล้ว คราวนี้ขอเสนอทัวร์เดินกันบ้าง ซึ่งเราขอแนะนำให้เดินชมถนน Macquarie ซึ่งตรงมาจาก Botanical Garden ไปจนถึง Hyde Park

จริงๆใน lonely planet มี walking tour แนะนำไว้หลายที่ แต่เราชอบโปรแกรมนี้มากที่สุด อาจจะเป็นเพราะว่าชอบของเก่าๆ

การ เดินถนนเส้นนี้แนะนำให้เดินตอนกลางวันหน่อย เพราะจะไปจบที่ barrack museum และ St.Mary church ซึ่งถ้าเย็นเกินไปเค้าจะปิดไม่ให้เข้า

ถ้าเริ่ม เดินจากหัวถนน จะมีสถาปัตยกรรมหลายอย่างให้ได้ชม มีบ้านที่เป็นบ้านที่เค้าว่าเก่าที่สุด ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสมาคมอะไรซักอย่าง (ถ้าจะไม่ผิดจะเป็นสมาคมนักพูด) ซึ่งตอนแรกเราจะเข้าไปดูใกล้ๆ แต่กลายเป็นว่า ด้านหน้าของบ้านที่ทำเป็นระเบียงนั้น มีคนจรจัดไปนอนอยู่ ก็เลยไม่กล้าเข้าไป

เดินถัดมาเรื่อยๆ ก็จะมีวิวสวยๆให้ดูเป็นระยะๆ ทั้งซ้ายและขวา จนกระทั่งมาถึง ห้องสมุดแห่งNSW, ตึกสภา, รพ.ซิดนีย์,และโรงกษาปณ์ตั้งอยู่ติดๆกัน

ตัวตึกรัฐสภานั้น เราเห็นในแผนที่ ก็ตั้งใจว่าจะมาดูอันนี้เป็นหลัก แต่กลับเดินผ่านไปได้ เพราะตึกห้องสมุดกับตึกรพ.มันใหญ่โตกว่าเยอะ คือเดินเลยจนต้องเดินกลับไปดู ป้ายที่บอกว่าเป็นสภาก็อันเล็กนิดเดียว นี่ถ้าไม่เฉลียวใจก็พลาดไปแล้ว

ไฮไลท์ อันนึงของทัวร์นี้คือการมาขอพรกับรูปปั้นของ Il Porcellino ซึ่งก็คือหมูป่านั่นเอง เค้าว่ารูปปั้นนี้จำลองมาจากของจริงที่อิตาลี ตอนแรกเราเดินอยู่อีกฟากถนน แต่เห็นนักท่องเที่ยวจีนมาหยุดอยู่หน้าเจ้าหมูป่า แถมจมูกก็ยังเงางามเพราะโดนแว๊กซ์ด้วยมือคนอยู่ตลอดเวลา ก็นึกว่าทัวร์จีนสามารถมาสร้างเรื่องราวอะไรหลอกนักท่องเที่ยวกันอีกแล้ว แต่พอเดินข้ามถนนไปดู และได้อ่านป้าย (ที่มีอยู่อย่างมากมาย) ก็เลยทราบว่า เจ้าหมูป่าตัวนี้ จุดประสงค์ที่ทำขึ้นมาก็เพื่อชักจูงให้คนมาบริจาคเงินเพื่อช่วยการวิจัยของ รพ.อยู่แล้ว นอกจากนั้นยังเขียนไว้ชัดเจนว่า ถ้าลูบจมูกหมูแล้วอธิษฐานก่อนที่จะบริจาค ก็จะทำให้คำอธิษฐานนั้นเป็นจริง

แน่ ล่ะว่าเราก็ลูบกันใหญ่ หลังจากนั้นก็ถ่ายรูป ถ่ายไปถ่ายมาก็เริ่มสังเกตเห็นว่า จมูกไม่ใช่อวัยวะเดียวที่โดนลูบจนมันแผล่บด้วยล่ะ อิอิ

เดินต่อจาก นั้นมาก็จะเป็นโรงกษาปณ์ ตอนที่เราไปก็เย็นแล้ว แต่เข้าใจว่าเค้าก็มีพิพิธภัณฑ์ของตัวเองเหมือนกัน หากใครรักเงินชอบเงินก็เข้าไปชมได้ เราเสียดายที่ไม่ได้เข้า เคยเข้าพิพิธภัณฑ์แบงค์ชาติญี่ปุ่นที่ฮอกไกโดนะ สนุกมาก มีเรื่องเงินๆทองๆน่ารู้เต็มเลย แล้วเค้าก็วางเงินสิบล้านร้อยล้ายเยนไว้ให้ยกกันจริงๆด้วย (อ้าวเริ่มนอกเรื่อง)

=======



======

เดินมาจนสุดทาง ที่ไฮด์ปาร์ค ทางด้านขวาจะเจอรูปปั้นควีนวิคตอเรียหันหน้าไปทางอ่าว ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นว่าหันหน้าไปทางที่เรือได้ขี้นฝั่งเป็นครั้งแรก

ส่วน รูปปั้นทางด้านขวาเป็นของปริ๊นซ์อัลเบิร์ต (ถ้าจำชื่อถูกนะ) เราว่าเค้าปั้นได้น่ารักดีนะ เพราะเค้าตั้งให้รูปปั้นเจ้าชายหันหน้าไปทางควีนฯน่ะ (ดูตามรูป แต่อาจจะเห็นไม่ชัดเพราะตอนที่ถ่ายนั่นเย็นแล้ว)

ตรงรูปปั้นเจ้าชาย อัลเบิร์ตนั่นเองก็จะเป็นที่ตั้งของ Barrack Museum ซึ่งไว้เราจะรีวิวทีหลัง เพราะชอบมากมาย (บอกแล้วว่าชอบของเก่าๆ) และถัดไปอีกก็คือโบสถ์เซนต์แมรี่

ตามหนังสือแล้ว เค้าว่าโบสถ์เซนต์แมรี่เป็นโบสถ์ที่สวยที่สุดใน NSW ซึ่งก็สวยจริงๆด้วย เดี๋ยวเราจะรีวิวอีกรอบ



======

เดินข้ามถนนจากโบสถ์ก็จะเจอลานน้ำพุกว้างใหญ่


======

ไฮด์ปาร์คเป็นที่ที่เราประทับใจคนซิดนีย์อีกที่นึง เพราะเค้าสามารถทำทุกอย่างให้ presentation ออกมาได้สวยงาม เหมือนอย่างตอนที่เราไป เค้ามีการแสดงภาพถ่ายอยู่ในสวน

การที่จัด แสดงภาพไว้ในสวนเหมือนกับตั้งคอนเซ็ปต์ open space ให้คนสามารถเข้าถึงได้ แต่ขณะเดียวกันก็สามารถเลือกสถานที่ที่ดูเหมือนห้องแสดงภาพได้อย่างน่าแปลก ใจ เสริมไฟดวงกลมๆเข้าไปอีก จนบางทีก็งงๆ ว่าตกลงอยู่ indoor หรือว่า outdoor กันแน่

มาคราวนี้เราประทับใจกับฝีมือการจัดนิทรรศการของคนออ สฯจริงๆ ทำให้นึกถึงพิพิธภัณฑ์เชลยสงครามที่ช่องเขาขาด กาญจนบุรี ซึ่งก็จัดทำโดยชาวออสฯเช่นกัน




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2551 20:01:23 น.
Counter : 1040 Pageviews.  

เที่ยวซิดนีย์ 9 วันแบบชิลๆ : คราวนี้พาเที่ยวชายหาด

จะมาว่ากันถึงชายหาดของซิดนีย์ ก็มีอยู่หลายหาด แต่ที่ดังที่สุดก็คงจะเป็นหาดบอนได เราจะไม่ไปกันได้ยังไง

Bondi Beach

ตาม ที่อ่านในหนังสือท่องเที่ยว เค้าบอกว่า "หาดนี้เป็นหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก" เราอ่านแล้วก็ เออ แบบว่า ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย เหะ เหะ โฆษณาเกินจริงไปหรือเปล่า แต่พอไปถึงแล้วมันก็ฟ้าใสสวยจริงๆ

วันที่ไปเนี่ย ฟ้าใสลมแรง ก็เลยได้เห็นคนแต่งตัวกันแปลกๆ บางคนใส่เสื้อไหมพรมเหมือนอยู่หน้าหนาว บางคนก็ใส่สายเดี๋ยวแล้วห่มผ้าคลุมไหล่ บางคนก็ใส่บิกินี่ เอากะเค้าสิ จะเป็น melting pot แล้วก็ต้องเอาให้ถึงที่สุดเลยนะเนี่ย

เราเสียท่า โดนตัดกำลังตอนไปเดินหาหินสลักของชาวอะบอริจิ้นที่เขียนไว้ใน lonely planet ซึ่งเดินหลงขึ้นลงเนินด้วย แถมตัวหินเนี่ย ดันอยู่ในสนามกอล์ฟอีก ถ้าไม่ถามคุณยายแถวๆนั้น ก็คงจะหาไม่เจอ ทั้งๆที่หินเรียกได้ว่าอยู่เกือบตรงหน้า แต่ด้วยว่ามันติดหน้าผา ก็เลยมองไม่เห็น

เรากะแม่ก็เสี่ยงตาย (โดนลูกกอล์ฟฟาดหัวเนี่ย เราว่าตายได้จริงๆนะ) เดินข้ามสนามกอล์ฟไป ซึ่งก็คุ้มมาก บังเอิญเป็นคนชอบของอะไรเก่าๆ เห็นกระดูกเห็นหินแล้วจะตื่นเต้น

กลับ จากตรงนั้น ซึ่งก็จะเดินผ่านจุดชมวิวด้านเหนือของหาด ก็ได้ถ่ายรูปหาดมุมกว้างกันหนำใจ แม่ก็เลยบอกว่า แดดร้อน กลับดีกว่า ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะก็ไม่ปลื้มหาดเท่าไหร่ สวยก็จริง แต่เหมือนเล่นน้ำไม่ได้ มีป้ายห้ามเล่นน้ำเต็มไปหมด

=======

หาดที่สองที่ไปคือ Watson Bay

อันนี้ค่อยสนุก หน่อยเพราะมีทางให้เดินชมธรรมชาติ แถมไปถึง ก็จะต้องไปกิน fish and chip ที่ร้าน Doyles ซึ่งใครๆมาที่นี่ก็ต้องมากิน เค้าจะมีเคานเตอร์ขายให้เดินไปกินไปอยู่ที่ท่าเรือเลย แต่เนื่องจากตั้งคอนเซ็ปไว้ว่ากินวิว ก็ต้องไปนั่งที่ร้านภัตตาคารสิ ราคาก็แพงกว่าแบบถือกินอยู่หลายเท่า แต่คิดว่ามาเที่ยวแล้ว ก็เอาเถอะ เสียค่าเครื่องบินมาอีกรอบก็คงจะแพงกว่า

วันที่เราไปเป็นวันเสาร์ ที่นั่งดีๆในภัตตาคารถูกจองเต็มหมดแล้ว เราก็เลยได้นั่งด้านในหน่อย (ยังไม่ในที่สุด) ซึ่งก็ดี เพราะแดดแรงมาก น่ากลัวมาเที่ยวรอบนี้จะได้ฝ้ากลับบ้านตรึมเลย

อาหารทะเลของเค้าสด มาก นอกจากสดแล้วฝีมือการทำก็ยังดีอีกด้วย ที่ถูกใจที่สุดก็คงเป็นของหวาน เพราะเค้ามีอัฟโฟกาโต้ของโปรดเรา มันก็คือไอศครีมวานิลาราดด้วยเอสเปรสโซ่ แบบว่ารักซิดนีย์ก็ตรงที่ไปที่ไหนๆก็มีอัฟโฟกาโต้ให้กินเนี่ยแหละ

======

หลังจากกินวิวกันเป็นที่เรียบร้อย ก็ถึงได้ทำการเดินสำรวจ ซึ่งทางเดินนั้นเค้าก็มีเขียนแผนที่ไว้ที่หน้าท่าเรือ ก็เดินไปตามนั้น ไม่ทันเหนื่อยก็ครบรอบแล้ว (ประมาณชั่วโมงนึง)

หาดที่นี่ดูน่าเล่น น้ำกว่าบอนไดเยอะ เพราะเว้าลึก แล้วก็ดูตื้น ไม่มีป้ายปักเตือนให้ระวังน้ำวนอย่างที่บอนได อย่างที่บอกว่าวันที่ไปเป็นวันเสาร์ ก็มีครอบครัวมาปิกนิก หรือว่าเล่นน้ำทะเลกันเต็ม มีสาวๆถอดผ้าเปลือยอกอาบแดดกันเต้มไปหมด แต่ก็ดูเกรียมๆพิลึก แม่บอกว่า ไม่น่าดูเลย เหมือนไก่ย่าง

ถ้าเดิน ถัดไปอีกหาด จะเป็นหาดนู้ด ตรงนี้คนน้อยกว่า แต่ก็จะมีแต่ลุงแก่พุงพลุ้ย นอนโป๊เอาหมวกปิดหน้าอยู่ ไม่เห็นมีหนุ่มๆสาวๆเลย เราก็เลยเข้าใจว่าหาดนู้ดนี่ จริงๆเค้าเอาไว้กักกันลุงแก่ไม่ให้ทำอุจาดมากกว่า พวกสวยๆหล่อๆเค้าก็ไปโชว์ตัวกันอยู่หาดที่คนเยอะๆ

ตลอดทางเดินที่ จะไปประภาคาร จะเห็นวิวทะเลที่มองกลับไปเมืองซิดนีย์ได้ วันนี้ลมดี คนออกมาเล่นเรือใบกันเต็มไปหมด เยอะอย่างกับว่าจะกระโดดข้ามจากเรือนึงไปอีกเรือนึงได้เลย ส่วนบางคนก็ตกปลา ตกปลากันทั้งนั้ำเชี่ยวๆ ไม่รู้ว่าปลามันจะเห็นเหยื่อเห็นเบ็ดกันได้ไง

======

หาดสุดท้ายที่ได้ไปคือ Manly

เราไปถึงก็เย็น แล้ว เลยไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ ก็ได้แค่เดินผ่านทางเดินใหญ่ๆที่เป็นที่ช้อปปิ้ง เลยไปได้หนังสือเล่มใหม่ของ Jamie Oliver มา ชื่อว่า Ministry of food ซึ่งเอาไว้ประกอบกับรายการทีวี ที่เพิ่งฉายเป็นตอนแรกไปที่อังกฤษในอาทิตย์นั้นเอง คนที่นี่ก็เห็นบ้าเจมมี่กันใช้ได้ ในห้างแผนกเครื่องครัวก็เห็นหน้าแกเต็มไปหมด

ที่แมนลี่ เราว่ามันเป็นหาดยาวๆที่ไม่เห็นคนเล่นน้ำเท่าไหร่ แต่มีพ่อลูกมาเล่นว่าว มีอาสาสมัครมาเก็บขยะ ฯลฯ กว่าจะกลับก็พระอาทิตย์เกือบตกดิน ลุ้นอยู่ว่าจะเจอฝนหรือเปล่า เพราะเห็นฝนตกอยู่ไกลๆ แต่ก็โชคดีที่ไม่เจอ

เวลา นั่งเรือไปแมนลี่ก็ได้ไปทำพฤติกรรมแอบเปิ่นไว้ทั้งขาไปและขากลับ เพราะขาไป เวลาเรือเข้ามาจอด ก็เหมือนว่าหัวเรืออยู่ด้านใน ทุกคนก็แย่งกันไปนั่งที่หัวเรือ กะว่าพอเรือออก มันจะต้องกลับเรือ แต่ก็เปล่า ท้ายเรือก็ยังเป็นท้ายเรือต่อไป ก็เลยนึกว่าตอนเค้าเอาเรือเข้าท่า เค้าเอาหลังเข้า

ขากลับ เห็นกันจะจะว่าเค้าเอาหน้าเข้า คราวนี้ก็วิ่งไปด้านที่คิดว่าเป็นหัวเรืออีก กะว่ายังไงก็ต้องใช่แน่ๆ แล้วไงล่ะคะท่าน ก็ได้นั่งท้ายเรืออีกตามเคย สรุปว่าเรือลำนี้มันวิ่งได้สองทางน่ะ แง๊ T-T

=======




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2551 19:53:35 น.
Counter : 987 Pageviews.  

เที่ยวซิดนีย์ 9 วันแบบชิลๆ

ก็เอาอีกแระนะคะ ขี้เกียจอีกแระ เขียนอะไรลงกระทู้แล้วก็จะเอามาแปะไว้ใน blog ซะงั้น ก็ไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติม ทั้งหมดที่เขียนไปตอนนี้มี 4 ตอนนะคะ แต่ตอนสุดท้ายไม่มีคนเข้าอ่านเลย เรตติ้งเป็นศูนย์ คุณแดงก็เลยสั่งปลดกลางอากาศ :P แต่ก็อ่ะนะ เขียนไรแล้วไม่มีคนอ่านแล้วจะเขียนทำไมอ่ะ


ว่าไปก็เกือบไม่ได้เอามาแปะใน blog แล้วนะ เพราะว่ากระทู้มันเพิ่งตกไปเมื่อวานนี้เอง ตกใจแทบแย่ ด่าตัวเองว่ามัวแต่ขี้เกียจ (จริงๆมัวแต่หาเงินอยู่) แต่ยังดี นึกถึง google cache ได้ ไม่งั้นก็แย่แน่ หายแล้วหายเลย ปกติทำไรไม่เคยแบ๊คอัพอยู่แล้วง่ะ แถมรูปก็หายไปแล้วด้วย เพราะย่อเสร็จ โพสต์เสร็จก็ลบทิ้งเลย ก็สองเอ็นทรี่ก็ดูแบบแห้งไปก่อนนะ

===

กลับมาจากซิดนีย์แล้วค่ะ ต้องขอบคุณเพื่อนห้องนี้ กับ tk ที่แนะนำอะไรหลายๆอย่าง

ช่วง ที่เราไปก็ได้เจออากาศหลายอย่าง แต่งตัวเกือบไม่ถูกเลยค่ะ วันแรกร้อนมาก ต่อมาฝนตกลมแรงอยู่หลายวัน (ได้ข่าวว่าไต้ฝุ่นเข้า) หลังจากนั้นก็อุ่นขึ้นเล็กน้อย แล้วก็ตามด้วยลมหนาว หนาวกันขนาดเห็นคนท้องถิ่นยังควักเสื้อหนาวกันขึ้นมาใส่ (แต่ก็ยังใส่กางเกงขาสั้นอยู่นะ อิอิ)

เนื่องจากมีโปรแกรมแบบหลวมมาก ถึงหลวมที่สุด ก็เลยตัดสินใจซื้อ lonely planet ที่สนามบิน เพราะในนั้นมันมีเขียนรายละเอียดสถานที่ที่จะไปเที่ยว เช่นเวลาเปิดปิด หรือว่าค่าเข้าชม ซึ่งมันก็ค่อนข้างสะดวกถ้ามีติดตัวไว้ แผนที่ของเค้าก็ละเอียดใช้ได้เลยค่ะ

เราคงจะไม่เล่าเป็นวันๆไป เพราะคงไม่ make sense เท่าไหร่ เพราะกว่าจะตื่น กว่าจะแต่งตัวออกบ้าน ก็เกือบ 11 โมงทุกที เอาเป็นว่า เล่าเป็นสถานที่ไปก็แล้วกันนะคะ

แต่ ตอนแรกคุยเรื่องทั่วไปก่อนดีกว่า อย่างแรกที่จะคุยคือเรื่อง Transportation ซึ่งในซิดนีย์ก็ถือว่าสะดวกใช้ได้ เพราะเป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มาก นักท่องเที่ยวอย่างเรา ก็มีทางเลือกอยู่ไม่กี่ทาง ก็มีรถไฟ รถโมโนเรล รถเมล์ และ sydney exploere ซึ่งเป็นรถบัสสีแดงที่วิ่งเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยว

Sydney Explorer

สำหรับ คนที่มีเวลาในซิดนีย์ไม่มาก และอยากไปหลายๆที่ เราคิดว่า Sydney Explorer น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะอย่างแรกคือ ไม่ต้องนั่งหาสายรถ ไม่ต้องวางแผนมาก เพราะรถพาเราไปส่งถึงที่อยู่แล้ว ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่ต้องการคิดมาก และไม่ mind เรื่องที่ต้องจ่ายแพงกว่าเล็กน้อย เพราะหารเฉลี่ยแล้ว Sydney explorer จะเสียเงินประมาณวันละ 30กว่าเหรียญ

รถไฟ

ถ้าเที่ยวอยู่ใน เมืองก็คงได้ใช้แต่ City Circle เวลาขึ้นรถไฟ ก็ต้องไปดูที่สกรีนก่อนทางเข้าว่ารถมาชานชาลาไหน แต่ถ้าขึ้นสายเดียว ก็ใช้ชานชาลาเดิม การเดินทางภายในซิตี้ ก็จะคิดเที่ยวละ 2.60 เหรียญ ถ้าซื้อไปกลับก็จะถูกลง

เรื่องซื้อตั๋วเนี่ย ตอนแรกก็โง่อยู่นาน เพราะเครื่องซื้อตั๋วจะมีปุ่มให้กดว่าจะต้องการเดินทางไปที่ไหน เราก็ซื้อตัวเที่ยวเดียวตลอด เพราะกะว่า เวลาขากลับ คงไม่ได้มากลับสถานีเดิม เพิ่งมารู้เอาวันสุดท้ายว่า แทนที่จะกดสถานีที่ต้องการไป ก็กดปุ่ม City ก็จะสามารถไปขึ้นลงสถานีไหนก็ได้ ทีนี้ ก็ซื้อตั๋วไปกลับได้แล้ว -_-"

เนื่อง จากเราอยู่ญี่ปุ่นมาก่อน ทำให้เรารู้สึกว่า รถไฟที่ซิดนีย์มีความไม่สะดวกหลายอย่างที่น่าจะบอกไว้เผื่อเพื่อนๆจะต้อง เดินทางไปซิดนีย์

1.ไม่ใช่ว่าสถานีทุกสถานีจะมีลิฟต์ มีสถานีที่ไม่มีทั้งลิฟต์ บันไดเลื่อน หรือทางลาดเลย ดังนั้นการลากกระเป๋าเดินทางก็ออกจะลำบากซักหน่อย

วันแรกๆ เราก็คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่สถานีรถไฟจะไม่มีของพวกนี้ เพราะไม่อย่างนั้น คนพิการจะทำยังไง อยู่ที่ญี่ปุ่น ถึงแม้บางทางออกจะไม่มีของพวกนี้ แต่เค้าก็จะมีให้คนพิการได้ใช้อย่างน้อยสถานีละหนึ่ง

2. รถไฟมาก่อนเวลาเสมอ (ไม่ก็เกือบๆ) ถ้าหน้าสถานีเขียนว่า อีก 3 นาทีมา ก็ขอให้วิ่งเลย เพราะกว่าจะวิ่งไปถึง รถไฟก็มาแล้วทุกที

3. ถ้าอยากเก็บตั๋วไว้เป็นที่ระลึก ก็ให้เดินไปที่นายตรวจแล้วโชว์ตั๋ว เค้าก็จะให้ออก แต่ก็จะไม่เก็บตั๋ว (ถ้าเดินออกตาม gate ธรรมดา เครื่องจะยึดตั๋ว)

4. Day tripper เป็นอะไรที่คุ้มมาก ถ้าหากว่าไปเที่ยวนอกเมืองหน่อยและต้องต่อรถมากกว่าหนึ่งครั้งก็ซื้อไปเลย เราซื้อตอนไปนั่งเฟอรี่เที่ยว paramatta กับอีกวันที่ไป watson bay and manly beach

==========

Pancake at The Rock

เป็นร้านอาหารที่เข้าใจ ว่าดัง อาหารอร่อย แต่หายากมากๆ ยากเพราะคนรู้จักเยอะมาก ถามใคร ใครก็รู้จักหมด จนเวลาบอกทางแล้วเหมือนว่าใกล้หาง่าย

ยกตัวอย่างว่า ไปถามที่ the rock center จนท.บอกว่า "just along the george street" ไม่ชี้แผนที่ให้ดูด้วยนะ เหมือนว่าหาง่ายมาก แต่พอเราเดินออกจากตึก กว่าจะหาจอร์จสตรีทเจอ มันก็ดันเป็นถนนที่ยาวมาก ไปได้ทั้งทางซ้ายและทางขวา

เอาล่ะ สรุปว่าไม่บ่นดีกว่า บอกเลยแล้วกันว่าอยู่ตรงถนนจอร์จสตรีท อยู่ในตึกชื่อ Metcalf (ถ้าสะกดผิดช่วยแก้ด้วยจ้า) ซึ่งเป็นตึกที่เรียกว่าตึกเกือบสุดท้ายทางด้านซ้าย ก่อนที่จะถึงใต้สะพาน Harbour bridge แล้ว ตอนเดินๆไป คนจะน้อยๆ จะเกิดอาการสงสัยว่าเดินมาถูกทางหรือเปล่า แต่เชื่อเถอะว่าถูกทางแล้วล่ะ

ร้าน นี้ที่มีคนแนะนำไว้ก็คือซี่โครงหมูบาร์บีคิว เค้าย่างได้เนื้อชุ่มฉ่ำมาก แทบละลายในปาก ก็รู้ว่าฝีมือเค้าดีจริงๆ แต่เราชอบแบบแห้งๆอย่างที่ซิซเลอร์มากกว่า แต่ที่เรากับแม่ชอบก็คือไอศกรีมของร้าน ซึ่งมันไปไอติมวานิลาธรรมดา แต่เวลากินแล้ว มันเข้ากันได้ดีกับแพนเค้กเหลือเกิน

แพนเค้กของร้าน นี้ก็ต้องขอแนะนำให้กินตัวคลาสสิกของร้านนี้ ก็คือแพนเค้กธรรมดา ราดน้ำเชื่อมเมเปิ้ล กับไอศกรีม เนื้อแพนเค้กจะหนาฟู ออกแนวร่วนๆ เรียกได้ว่าเนื้อคล้ายกับเค้กมากๆ สมกับเป็น "แพนเค้า" จริงๆ

เรา อยู่ซิดนีย์เก้าวัน ไปกินร้านนี้ซะสามรอบ ก็เพราะว่าร้านอื่นๆที่เห็นก็ดูเหมือนผับ แม่เราเค้าไม่ค่อยอยากเข้า เลยได้ลองเมนูหลายอย่าง ขอบอกว่า อร่อยทุกอย่างเลยจ้า ยกเว้นพิซซ่านะ ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่

======


ซี่โครงหมูบาร์บีคิว เครปซีฟู้ด (จริงๆมันเป็นกาเล็ตนะ) อีกอันเป็น Maxican potetoes หรืออะไรประมาณนี้แหละ คือเป็นแพนเค้กผสมมันฝรั่ง กินกับกล้วยทอด (?)

======

Market

ว่ากันด้วยเรื่องของตลาด เราก็ได้ไปมาหลายตลาด ตลาดแรกที่ไปคือ Fish Market เดินเข้าไปทางด้านหลัง (เพราะเดินมาจากบ้าน) ก็เห็นที่ที่เค้าจัดไว้ให้นั่งริมน้ำ มีร่มกางไว้แต่ที่นั่งก็ยังเปียกเพราะฝนตกหนักพอสมควร เห็นนกนางนวลยืนจ้องรอขโมยอาหารอยู่ก็ยิ่งสยอง

======

เดินเข้าไปด้านใน คนแน่นแทบเบียดกันตาย เพราะฝนตกนั่นเอง สุดท้ายแล้วก็ต้องยืนกิน เรื่องความสดของอาหารมันแน่อยู่แล้วว่าอร่อยมาก โดยเฉพาะหอยนางรมสดตัวโตๆ มันสดจนไม่มีกลิ่นคาวเลย ได้แต่กลิ่นทะเล

อันที่ไม่แนะนำก็คือพวกกุ้งหรือหอยอบชีส เพราะมันมีแต่ครีมกะชีส หากุ้งไม่ค่อยจะเจอ

ที่น่าเตรียมไปเองคือน้ำจิ้มซีฟู้ด (อิอิ) พ่อกะแม่บ่นใหญ่ว่าอาหารสดแต่กินเยอะๆก็เลี่ยน

ที่ เห็นคนที่เค้าทำกันก็คือซื้อไวน์เป็นขวดๆมาเปิดกินกันกลางตลาดนั่นแหละ คนออสฯเนี่ย ชอบกินไวน์จริงๆ บางทีไปเดินเล่นสวนสาธารณะวันเสาร์อาทิตย์ก็จะเห็นพ่อบ้านแม่บ้านออกมาสัง สรร เปิดไวน์ไปนั่งคุยไป ชีวิตออกจะรื่นรมย์นะเนี่ย

======

กินเสร็จเดินออกมาด้านหน้าเพิ่งจะเห็นป้าย

โดย รวมแล้ว ความประทับใจกับที่นี่ก็เฉยๆน่ะค่ะ แต่ก็เป็นเพราะฝนตก คนเยอะ มากกว่า จริงๆแล้วตัวตลาดเนี่ย โอเคเลย อาหารสดใช้ได้ ถ้าเป็นวันฟ้าใส ซื้อของทะเลออกไปนั่งกินด้านนอก ก็คงจะได้บรรยากาศดี

======

Market City - Paddy Market

ตลาดที่สองที่ไป นี่ เปิดวันพฤหัสถึงวันอาทิตย์ค่ะ น้องชายบอกว่า Market City ก็คือห้างเนี่ยแหละ ก็เปิดทุกวัน เปิดถึงสามทุ่ม มีเพื่อนๆแถวนี้บอกว่า ได้ฝากท้องที่ Market City ไว้ก็หลายมื้อ เพราะมีร้านอาหารไทยอยู่ด้วย แต่ตัวเราไปวันเดียว เดินเข้าแค่ซุปเปอร์มาร์เก็ต แล้วก็ซื้อวิตามินที่ร้านวิตามินลดราคาหน้าซุปเปอร์ฯเท่านั้นเองค่ะ

ในซุปเปอร์ฯ เห็นมีพวกซื้งนึ่งข้าวด้วย (เขียนถูกหรือเปล่าไม่รู้)

======

Paddy Market ที่อยู่ด้านล่างของ Market City ก็คือตลาดนัดดีๆนี่เอง มีของหลายอย่าง ที่ไม่ว่าไปตลาดนัดประเทศไหนก็ยังมี แต่ก็แนะนำให้ไปเพราะจะมีของที่ระลึกขายอยู่หลายร้าน เราได้แม๊กเน็ต , ที่คั่นหนังสือแม่เหล็ก, และที่รองแก้วน้ำ มาเป็นของฝากเพื่อนๆ เป็นของที่ราคาย่อมเยา แล้วก็ไม่หนักด้วยค่ะ สนนราคาก็ อันละ 1 เหรียญ แต่ถ้าซื้อ 11 อัน จะราคาแค่ 10 เหรียญ แล้วเราก็ได้ไดอารีหน้าปกเป็นตัวการ์ตูนเขียนว่าซิดนีย์มาจากร้านนี้ด้วย

ด้าน หน้าทางเข้า Paddy Market จะเห็นแผงร้านขายกระเป๋าอยู่หลายร้าน เราก็ไม่ได้สนใจ แต่เข้าใจว่าเป็นของก้อปมั๋งคะ เพราะพอเราถ่ายรูป เจ้าของร้านก็ยื่นมือมาขวางไว้อย่างที่เห็น แถมทำหน้าโหดด้วย จริงๆถ้ารูปนี้ไม่ติดมือเจ้าของร้าน ก็คงจะไม่เอามาโพสต์ เพราะรูปกระเป๋าก็งั้นๆ ไม่ได้น่าสนใจ พอมีเจ้าของร้านติดมา ก็เลยเอาไปโพสต์ให้เพื่อนดูมั่ง โพสต์ไปหลายเว็บแล้ว หึหึ

=======

อีกด้านของตลาดนัดเป็นตลาดผักผลไม้ น้องชายบอกว่าราคาถูกทีเดียวแหละ

======

ต่อกันที่สถานที่ต่อไปเลยดีกว่าค่ะ

Taronga Zoo

จริงๆ ที่นี่ ในไกด์บุ๊คหลายเล่มก็บอกว่าอย่าไปวันหยุด แต่ทำไงได้ล่ะคะ เวลามีน้อย แล้วดันไปวันหยุดแรงงานของเค้าด้วย เค้าเลยหยุดกันวันจันทร์ พ่อแม่เลยพอเด็กไปเที่ยวสวนสัตว์กันใหญ่เลย

สำหรับคนที่ไม่ได้ซื้อ Sydney Pass, ก็คงจะแนะนำให้ซื้อ Zoo Pass ที่ท่าเรือ เพราะจะรวมค่าเรือไปกลับ และค่าเข้าสวนสัตว์ไว้แล้ว

พอ ข้ามเรือไปถึง เค้าจะมีให้เลือกว่าจะขึ้นรถบัสหรือขึ้นเคเบิ้ลเพื่อไปทางด้านหน้าของสวน สัตว์ที่อยู่บนเนิน เราเลือกขึ้นเคเบิ้ล ก็มันดูเจ๋งกว่า แต่จริงๆแล้วเป็นทางเลือกที่ผิดค่ะ เพราะเดินลงเคเบิ้ลมา ก็จะมีร้านขายของที่ระลึกเล็กๆเท่านั้น ไม่มี info ไม่มีแผนที่ ซึ่งจริงๆแล้วถ้ามากับรถบัส จะเป็นด้านหน้าของสวนสัตว์จริงๆ ถ้าเดินเข้ามาตรงนั้นก็จะงงน้อยหน่อย

เราประทับใจกับสวนสัตว์มากเลย ค่ะ นอกจากว่าสัตว์แต่ละอย่างจะน่ารักแล้ว เค้ายังจัดสวนได้สวยงามน่าดู ที่อยู่ของสัตว์ก็เต็มไปด้วยต้นไม้ พื้นก็เป็นพื้นดิน (ไม่ใช่คอนกรีต) มีน้ำไหลชุ่มอยู่ตลอด แล้วสัตว์แต่ละตัวก็ไม่ได้อยู่ตัวเดียว เค้าจะใส่เป็ดใส่กิ้งก่า หรือสัตว์อื่นๆที่สามารถอยู่รวมกันได้

ตาม กรงต่างๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นการชมสัตว์เฉยๆ มีการให้ความรู้ หรือให้เด็กได้ลองเล่น เช่นกรงของจิ้งจองหูยาว เค้าก็จะจำลองว่าถ้าหัวจิ้งจองใหญ่เท่าหัวเด็ก หูมันจะใหญ่แค่ไหน แล้วก็ให้เด็กเอาหน้าไปเทียบแล้วก็ถ่ายรูป

นอกจากนั้น ตามทางเดินหรือตามกรงต่างๆก็จะมีป้ายสปอนเซอร์เต็มไปหมด (แต่ไม่ใช่ป้ายโฆษณานะคะ) แล้วก็มีตู้บริจาคต่างๆ ที่มีข้อมูลบอกว่า เงินบริจาคที่ได้รับจะนำไปทำอะไร เรียกว่าเขียนกันยาวเลย

อย่างสุด ท้ายที่ประทับใจก็คือการที่เค้าจัดสัตว์ให้อยู่ตามธรรมชาติของมันที่สุด การแสดงหรือการ display ต่างๆก็เป็นการทำเผื่อให้สัตว์แสดงธรรมชาติของตัวเองออกมา เช่นการแสดงนก ก็ไม่ได้ให้นกมาปั่นจักรยาน ฯลฯ แต่ให้มันมาเอาก้อนหินทุบไข่ ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของนกนั้นอยู่แล้ว และนกที่เอามาโชว์ ก็เป็นนกท้องถิ่นด้วย ทำอย่างนี้ นอกจากเด็กจะได้รับความสนุกสนาน เด็กก็ยังได้ความรู้อีกด้วย

=====

ในรูปคือครอบครัวที่ กำลังตั้งท่าจะไปสวนสัตว์ ยืนจังก้าเหมือนในหนังแอ๊คชั่น อดไม่ได้เลยต้องแอบถ่ายรูปมาค่ะ :D (ถึงเค้าจะยืนอยู่หน้าท่าที่ไปแมนลี่ แต่เค้าไปสวนสัตว์ค่ะ)

======

การวางผังสวนสัตว์ที่นี่ เราว่ามันวกวนไปหน่อย แทนที่จะเดินไปด้านเดียว เราว่าต้องเดินวนไปวนมานิดนึง ยังดีที่มันไม่ใหญ่มาก พอเดินได้ แต่ข้อดีคือเค้าจัดโคอาล่าไว้ด้านหน้าทางเข้าประมาณ 4-5 กรงแบบนี้ รับรองว่าคนไม่ต้องแย่งกันถ่ายรูปเลยค่ะ

จริงๆเค้ามีให้ถ่ายรูปกับโคอาล่าด้วย แต่เค้าไม่ให้อุ้ม เราก็เลยไม่ถ่าย

ตัวที่อยู่ในกรงนี้ป๊อบกว่าเพื่อนเพราะว่ามีลูกตัวเล็กน่ารักค่ะ

======

ที่นี่มีกิ้งก่าสวยๆเยอะมากกกกกก

======

เราขอโหวดให้สวนสัตว์นี้เป็นสวนสัตว์ที่สวยที่สุดใน โลกเลยค่ะ เพราะมันอยู่บนเนินหันหน้าเข้าซิดนีย์ ซึ่งกรงสัตว์เค้าก็จะจัดให้เห็นทั้งสัตว์และเมืองซิดนีย์แทบทุกกรง

======

ลิงที่นี่ก็ดูมีความสุขกันทุกตัว มีลูกเต็มไปหมด แม้แต่กอริลล่า ซึ่งเราคิดเองว่าน่าจะมีลูกยากถ้าไม่ได้อยู่ในป่า แต่ก็เห็นว่ากอริลล่าที่นี่มีลูกเล็กๆกันหลายตัวเลย

======

โชว์นกเอาหินกระทบไข่ แล้วก็มีการให้ของว่างยีราฟ เค้าใส่ผลไม้ไว้ในแกลลอนน้ำใสๆแบบนั้น เพื่อที่คนจะได้เห็นว่าลิ้นของยีราฟน่ะ มันยาวววมากกกก

======

Day Trip อันที่สองที่จะเสนอก็คือบลูเม้าเท่นค่ะ การเที่ยวที่นี่ เค้ามีสองกระแส อันนึงก็ว่า ไปกับทัวร์สะดวกดี เพราะสถานที่บางแห่งไกลจากสถานีรถไฟ ส่วนอีกกระแสนึงก็ว่าก็นั่งรถไฟไปเที่ยวเองนี่ก็ได้ ทัวร์แพงจะตาย เอาเป็นว่า เราจะมาแจงข้อดีข้อเสียให้ฟังแล้วกันนะคะ

ถ้าอยู่โรงแรม ในเมือง ทัวร์ก็จะมารับเราถึงที่ ส่วนมากจะพอเราไปกินข้าวกลางทาง ที่ที่คุณbaddogไปเนี่ย เห็นว่าไปกินข้าวกับโคอาล่าใช่ม้า เราเห็นใบโฆษณาอยู่เหมือนกัน ข้อดีกับทัวร์ก็คือ เราไม่ต้องวางแผนอะไรเอง เค้าพอเราไปหมด และที่ดีที่สุดคือไกด์สามารถให้ความรู้เราเกี่ยวกับต้นไม้หรือสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญได้มากกว่าการที่เราจะอ่านเอง จริงๆแล้วเราชอบการไปทัวร์แบบรถคันเล็กๆอย่างนี้มากเลยค่ะ ติดใจตั้งแต่ตอนที่ชีพจรลงเท้าในอังกฤษ เพราะถ้าไปเที่ยวเองก็จะไม่ค่อยรู้เบื้องลึก ไม่ได้ feel ของสถานที่ ได้แต่วิว

แต่คราวนี้ไปกับคุณพ่อคุณแม่ เค้าได้แต่ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน นอกจากจะจ่างตังค์ค่าไกด์ไปฟรีๆแล้ว ก็กลัวเค้าจะเบื่อด้วย ก็เลยเลือกที่จะไปเที่ยวเอง

ที่ได้ไอเดีย เที่ยวเองอีกอย่างก็เพราะไปอ่านในบอร์ดของ lonely planet ซึ่งคนท้องถิ่นเค้าแนะนำให้เที่ยวเอง แล้วก็บอกว่าเที่ยวไม่ยาก เราก็เลยกัดฟันเอาซักตั้ง

ข้อดีของการเที่ยวเองอันแรกคือ มันถูกกว่าค่ะ ซึ้อตั๋วรถไฟ รวมกับ Blue Mountain explorer ราคาประมาณ 44 เหรียญ (ถ้าจำไม่ผิด) รถไฟสายบลูเม้าเท่นก็วิ่งตลอดแทบจะทุกครึ่งชั่วโมง คันแรกก็ตีสี่ตีห้า คันสุดท้ายก็สี่ทุ่ม ส่วนตารางของ Blue Mountain explorer เที่ยวสุดท้ายจะจบที่ห้าโมงกว่าเท่านั้น แต่รับรองว่า แค่นี้ก็ได้เที่ยวครบแล้ว

เอาเป็นว่าเริ่มแต่ต้น เราขึ้นรถไฟเที่ยวประมาณเจ็ดโมงครึ่ง เพื่อจะไปถึงคาทุมบ้าประมาณเก้าครึ่ง พอไปถึง เค้าจะติดป้ายไว้ว่า คนที่ซื้อตั๋วรวม ให้ไปแลกตัวรถบัสได้ที่เทรแวลเอเจนต์ด้านหน้า พอไปถึง เค้าก็จะให้ไกด์บุ๊คมาหนึ่งเล่ม บอกว่านี่เป็นตารางรถ รายละเอียดสถานที่เที่ยว และเป็นตั๋วด้วย ห้ามทำหาย แล้วก็บอกว่า รถจะออกตอน 9.45 น. (เห็นไม๊คะ ว่าเค้ากะเวลาไว้ให้คนที่มาจากซิดนีย์พอดี)

มีเรื่องใจหายใจคว่ำเล็กน้อย คือหลังจากรับตั๋ว ด้วยความที่หนาว พวกเราเลยเดินไปเข้าห้องน้ำ พอเดินออกมาจากห้องน้ำได้ไม่กี่ก้าว คุณพ่อก็บอกว่าหาตั๋วไม่เจอ จำได้ว่าวางไว้ในห้องน้ำ แต่พอวิ่งกลับเข้าไปก็ไม่มีตั๋วแล้ว รวดเร็วมาก แล้วห้องน้ำก็ออกได้สองด้านด้วย เดินไปถามนายสถานี เค้าก็บอกว่าไม่มีใครเก็บตั๋วได้ เราก็วิ่งไปบอกเทรแวลเอเจนต์ กำลังคิดว่าจะต้องซื้อตั๋วใหม่ แต่เค้าก็ใจดี ออกตั๋วให้อีกใบ เย้ เย้ เย้


วันที่เราไปเป็นวันแรกที่ฟ้าใส อากาศเย็นมาก ประมาณเจ็ดองศา แต่เพราะอากาศเย็นทัศนวิสัยก็เลยดีมากๆ คนขับรถบัสบอกว่าเห็นได้ไกลเป็น 10 ไมล์เลย คนขับรถบัสนี่ก็ทำหน้าที่ไกด์ไปในตัว ตอนแรกๆที่ยังอ่านไกด์บุ๊คไม่ค่อยเข้าใจ ก็ให้ฟังคนขับไปก่อน เค้าจะแนะนำที่เที่ยวได้ดีอยู่ เราก็ฟังคนขับนี่แหละ แล้วก็ลงรถที่จุด sky way cable เพราะเค้าบอกว่า ตรงที่จะลงนี่เรียกว่า scenic world จะมี cable อยู่สามอันที่ออกจากจุดเดียวกัน แต่เรามี Blue Mountain explorer ให้ลงตรงจุดนี้ (ประหยัดเงินไปได้หนึ่งเที่ยว) จากนั้นก็ข้ามเคเบิ้ลไปซึ้อตั๋วอีกฟากนึง เพื่อนั่งรถไฟที่ชันที่สุดในโลก ลงไปด้านล่างหุบเขา จากนั้นก็ให้ขึ้นมาโดยเคเบิ้ลอีกอัน ขอแนะนำอันนี้เพราะวิวสวยจริงๆค่ะ

====
ในรูปคือ skyway cable ที่พื้นจะเป็นกระจก มองลงไปสองร้อยฟุตหรือเมตรเนี่ยแหละค่ะ จะเห็น katoomba fall และจากตรงนั้นก็จะมองเห็นวิวบลูเม้าเท่นเป็นสีฟ้าจริง แล้วก็เห็นหินสามพี่น้องด้วย

======

ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็จะเสร็จจากจุดนั้น (สำหรับคนที่มีเวลาเที่ยวแค่วันเดียวนะคะ ถ้ามีเวลาหลายๆวันก็มีทางเดินให้สำรวจป่าอีกเยอะเลยค่ะ) จุดที่สำคัญอีกจุดก็คือ echo point แต่เราจะไม่ลงตรงนั้นค่ะ เพราะถ้าลงตรงนั้นก็ถึงเลย เราต้องการจะเดินป่า ก็ขอแนะนำให้ลงที่ Honeymoon point ซึ่งเลยไปอีกป้ายนึงแล้วก็เดินกลับมา เพราะจากจุดนั้น คนจะน้อยกว่า แล้วเดินๆไป จะเห็นนกหลากสี นกกระตั้วสีแดง สีเขียว สีขาว สีดำ มีแต่นกเป็นคู่ๆเต็มไปหมดเลยค่ะ พอเดินไปเรื่อยๆ ชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆก็ประมาณ 45 นาที จะมีป้ายบอกบอกว่าเลี้ยวซ้ายไปหินสามพี่น้อง ก็เดินตามป้ายไปเลยค่ะ แต่ตรงนี้บันไดจะเยอะหน่อย เหมือนเดินลงเขา ก็จะไปเจอหินสามพี่น้องอันที่ใกล้ที่สุด ตรงนี้เราจะเดินลงไปอีก แล้วจะข้ามสะพานเล็กๆ เข้าไปนั่งถ่ายรูปใต้หินอันนั้นได้ แต่ถ้าเดินลงไปอีก ตรงนี้เค้าเรียกว่า the great stairway หรือ staircase อะไรประมาณนี้แหละค่ะ แต่เราไม่ได้เดินลงไปเพราะเหนื่อย อีกอย่างคือคนก็เยอะเชียวแหละ ต้องเดินเรียงแถวไต่บันไดกันขึ้นๆลงๆ

======


ทีนี้มาว่ากันถึงเรื่องกินดีกว่า ตัวเราไปจบเที่ยงตรง echo point พอดี ก็เลยกินที่ echo plaza ซึ่งก็จะมีร้านแซนวิชอยู่ด้านล่าง พ่อเราซึ่งได้หิวไปล่วงหน้าก็รับประทานแซนวิชชิ้นโตไปเรียบร้อย ส่วนเรากับแม่ซึ่งมาทีหลัง ตกลงกันว่าไปกินคาเฟ่ด้านบน ให้เข้ากับคอนเซ็ป "กินวิว" ที่ตั้งกันไว้แต่แรก

พูดถึงคุณภาพอาหาร เราคิดว่าร้านอาหารในออสฯทุกร้านมีมาตรฐานเลยแหละค่ะ ไม่มีว่าขายวิวแล้วอาหารแย่ ร้านนี้ก็เหมือนกัน วันที่ไปเค้ามีอาหารชุดเป็นสเต๊กกับไวน์ เราก็สั่งชุดนั้นมากิน กลัวอยู่ว่าเนื้อจะเหนียวแต่ก็ไม่เหนียวค่ะ

ส่วนทีกินอีกที่ก็เป็น ใน Leurel ค่ะ พอดีคนที่นั่งรถไฟมาด้วยกันเค้าไปเดินสวนดอกไม้มา เค้าว่านั่งกินข้าวในหมู่บ้าน ชมดอกซากุระ (ใช่แล้วค่ะ มันเพิ่งเป็นฤดูใบไม้ผลิในหุบเขา)

พ่อบอกว่า ไก่ย่างที่ขายในคาทูมบ้าก็อร่อย เค้าย่างจนหนังกรอบเชียว แต่พอมาถึงมือเรา มันก็นิ่มแล้วล่ะค่ะ อันนี้เลยคอนเฟิร์มไม่ได้

======

และถ้ามีเวลา อยากให้ไปลองกินช็อคโกแลตร้อนที่ the chocolate company ค่ะ รวมถึงไอศกรีมของเค้าก็อร่อยมาก เข้มข้นสุดๆ เห็นติดป้ายว่าได้รับรางวัลด้วย

ตัวเราลงป้ายช๊อคโกแลตนี่ก็เพราะนึก ว่าจะเป็นโรงงานค่ะ แต่จริงๆแล้วเป็นแค่ร้านขายช๊อคฯ แต่ก็เป็นร้านที่ตื่นตาตื่นใจเลย ด้านนอกจัดไว้เป็นสวนให้นั่งเล่น ด้านในมีช๊อกโกแลต กับขนมเบเกอรี่จัดไว้เต็มไปหมด แต่ที่แน่ๆก็ต้องลองช๊อคฯร้อนถ้วยนี้เลยค่ะ เข้มข้นหวานมัน เพราะเอาช๊อคมาละลายนมอุ่นๆ ถ้าคนไม่กินหวานอาจจะติว่าหวานมากไปหน่อย แต่เราชอบค่ะ

======






 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2551 19:48:33 น.
Counter : 6320 Pageviews.  

Tokyo - Photo Hunt : Missionไล่เก็บรูปทามะจัง ณ Nodame Cantabile

สงกรานต์ที่ผ่านมามีโอกาสไปญี่ปุ่นมาค่ะ เพื่อนๆบ้านไร่ข้าวโพดเลยสั่งการให้ดิชั้นไปถ่ายรูปทามะจัง ณ โนดาเมะ คันตาบิเร่ ในที่สาธารณะมาให้ได้

ก็ได้มาประมาณนึงค่ะ

ไปวันแรก ก็เหมือนใจเสียเล็กน้อย ทำไมหาทามะจังไม่เจอเลย

แต่ในที่สุด ก็ไปเจอทามะจัง กะจูริจัง แอบแปะอยู่ริมผนังบันไดขึ้นลงร้านซากุระยะที่ขายเครื่องไฟฟ้าน่ะค่ะ



ไปเดินอีกวัน คราวนี้เจอรูปใหญ่มากกกกก กลางสี่แยกเลยค่ะ ภูมิใจแทนแฟนเราจริงๆ ได้ขึ้นป้ายใหญ่ขนาดนั้น



เสียใจที่สุดคือตั้งใจว่าจะไปถ่ายรูปทามะจังในชุดชาเขียวสุดน่าหม่ำมา แต่เค้าดันเปลี่ยนแคมเปญไปแล้ว เลยได้แต่ถ่ายโดนัทชาเขียวมาดูต่างหน้า



อยากกินทามะ เอ๊ย โดนัทชาเขียวจังเลย




 

Create Date : 18 เมษายน 2550    
Last Update : 18 เมษายน 2550 22:39:51 น.
Counter : 410 Pageviews.  

1  2  
 
 

booklovers
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add booklovers's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com