Movie Review by negima
Group Blog
 
<<
เมษายน 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
9 เมษายน 2552
 
All Blogs
 
Shinjuku Incident – “ตระกูลใหม่ของหนังเฉินหลง (ความใหญ่ครั้งนี้อยู่ที่ใจไม่ใช่ที่ตัว)”




Shinjuku Incident - ใหญ่แค้นเดือด


หนังเล่าเรื่องราวของผู้อพยพชาวจีนที่อยู่ในมหานครโตเกียวต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ และชาวญี่ปุ่นนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่รับรู้ถึงตัวตนและไม่อยากต้อนรับ พวกเขาเหมือนกับถูกปิดกันออกจากสังคมอย่างสิ้นเชิง พวกเขาถูกไล่และกดขี่จากพวกยากูซ่า อีกทั้งยังใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยความกลัวการถูกส่งตัวกลับ มันคือโลกอีกใบหนึ่งเลยสำหรับ อาโถว (เฉินหลง) หนุ่มใหญ่ช่างซ่อมรถแทร็คเตอร์ จากเมืองเฮยหลงเจียนทางตอนเหนือของประเทศจีน เขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์และขยันขันแข็ง เขาได้ตัดสินใจเดินทางไปยังโตเกียว หลังจากเขาขาดการติดต่อกับซิวซิว (ซู จิงเล่ย) แฟนสาวของเขาที่เดินทางไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่น

เขาพยามที่จะเอาตัวให้รอดในแต่ละวันในโลกใต้ดินของมหานครโตเกียว หวังที่จะได้พบกับ ซิวซิว อีกครั้งหนึ่ง ในที่สุด ก็ได้มาตระหนักว่าพวกเขาต้องรวมตัวกัน ถ้าอยากมีชีวิตอยู่อย่างไม่มีความกดดัน ไม่เพียงแค่จากยากูซ่าเจ้าถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแก๊งค์คนจีนที่คอยข่มเหงผู้ที่มาใหม่อีกด้วย ในการแสวงหาชีวิตที่สุขสบาย เขาจำเป็นต้องทำงานอยู่ภายใต้อิทธิพลของยากูซ่าญี่ปุ่น ซึ่งดูเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกเมื่อมันทำให้เขาได้มาพบกับ ซิวซิว อีกครั้ง เพียงแต่เธอได้กลายเป็นคนญี่ปุ่นไปแล้ว เนื่องจากการแต่งงานกับ อิกูชิ (มาซายะ คาโต้) ยากูซ่าหนุ่มไฟแรงที่มีความทะเยอทะยาน

จากการที่ อาโถว เป็นคนที่จริงใจ จึงได้รับการยอมรับการเพื่อนฝูงทุกคน เขาได้ก่อตั้งทีมที่ทำงานให้กับ อิกูชิ เพื่อช่วย ในการกำจัดคู่แข่ง จนในที่สุด ก็ได้รับหน้าที่ในการควบคุมสถานที่บันเทิงในย่านชิจูกุ แต่ด้วยความที่เขาไม่สนใจที่จะใช้ชีวิตเฉกเช่นนักเลง เขาจึงได้หาโอกาสที่จะเริ่มต้นธุรกิจซ่อมรถแทร็คเตอร์นอกเมืองโตเกียว อย่างไรก็ตาม ความสงบสุขของเขาก็ดูจะแสนสั้นเมื่อได้รับข่าวว่า อาเจี๋ย (แดเนียล วู) เพื่อนร่วมหมู่บ้านของเขาถูก อิกูชิ ใช้ทำงานเพื่อทำธุรกิจการค้าขายยาเสพติด

อาโถว รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนรับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เขาจึงตัดสินใจที่จะเป็นคนล้มล้างอิทธิพลของ อิกูชิ อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาออกตามล่า อิกูชิ มันก็หมายความว่าเขาจะต้องกลายเป็นคนที่ทำลายชีวิตใหม่ของผู้หญิงที่เขาเคยรัก และยิ่งสำคัญไปกว่านั้น เขาจะตั้งทำอย่างไร สำหรับการเป็นผู้อพยพชาวจีนเพียงคนเดียวที่ต้องเผชิญหน้ากับแก๊งค์ยากูซ่า !!!




ผู้กำกับ “เอ๋อ ตงซิน” ถือเป็นผู้กำกับที่มีแนวหนังที่เป็นเอกลักษณะคนหนึ่งของวงการหนังฮ่องกงก็ว่าได้ หนังของเขานอกจากเรื่องของรายละเอียดของงานสร้างและบทแล้วก็มักจะแผงไปด้วยการตีแผ่สังคมหรือกลุ่มคนบางกลุ่มอย่างตรงไปตรงมาไม่ว่าจะเป็นงานก่อนหน้าที่ของเขาอย่าง Lost in Time (2003) ที่แสดงโดยสาวเก่ง จางป๋อจือ, One Nite in Mongkok (2004) หนังแอกชั่นที่เล่าเรื่องได้มันส์ที่สุดเรื่องหนึ่ง นำโดยแดเนียล วู กับ จางป๋อจือ และ Protege (2007) หนังดราม่า-อาชญากรรม ยาเสพติดที่ได้ หลิวเต๋อหัว มาประชันบทกับ แดเนียล วู (สังเกตว่าผู้กำกับคนนี้มักเรียกใช้ดาราขาประจำที่เคยร่วมงานกันมาก่อนแล้วทั้งสิ้น) จนมาถึง Shinjuku Incident ผลงานใหม่ล่าสุดของเขาที่ได้ดาราแอคชั่นอย่าง “เฉินหลง” มารับบทนำของเรื่อง ร่วมด้วยทัพดาราคุณภาพอีกมากมายอาทิ แดเนียล วู ,จิงเล่ย ซู, ฟ่าน ปิงปิง, มาซายะ คาโต้ และ ทาเคนากะ นาโอโตะ บวกกับทุนสร้างสูงถึง 25 ล้านเหรียญสหรัฐก็ยิ่งทำให้งานชิ้นนี้ดูน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ Shinjuku Incident ถูกทางประเทศจีนสั่ง “แบน” ห้ามฉายในประเทศจีนเนื่องจากมีฉากความรุนแรงมากไป โดยเฉพาะฉากที่ตัวละครของเฉินหลงใช้ดาบฟันแขนคนขาด ซึ่งทางผู้กำกับก็ออกปากมาก่อนแล้วว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังแอคชั่นแต่เป็นหนังดราม่าหนักๆ โดยมีแอคชั่นปนอยู่น้อยมาก จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่หนังจะมีเนื้อหาและฉากที่รุนแรงแบบนั้นปรากฎใน Shinjuku Incident

ส่วนของนักแสดงนำอย่าง “เฉินหลง” นั้นบท อาโถว ในหนังเรื่องนี้ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของดาราแอคชั่นรุ่นใหญ่คนนี้จริงๆ เพราะตัวละครตัวนี้มีความเป็น “คนธรรมดา” อยู่ในตัวมากที่สุด ทั้งเตะต่อยไม่ค่อยเป็น มีอารมณ์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นรัก โกรธ เกลียด เครียดแค้น ครบสูตร เรียกได้ว่าผู้ชมจะได้เห็นภาพของพี่เฉินถูกรุมยำอยู่ข้างเดียว เมื่อสู้ไม่ได้ก็วิ่งหนี แถมตีหน้าเครียดตลอดทั้งเรื่องและไม่มีฉากเสี่ยงตาย ใหญ่ๆหรือแอคชั่นหมัดมวยหยอกล้ออย่างที่เคยปรากฏในหนังยี่ห้อเฉินหลงเรื่องก่อนๆเลย ซึ่งก็ถือว่าเป็นการพลิกบทบาทที่ประสบความสำเร็จพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นสีหน้า ท่าทาง แววตา พี่เฉินของเราก็สามารถแสดงออกมาได้ดีไม้แพ้ฉากแอคชั่นเลยทีเดียว ร้องไห้เป็นร้อง โกรธเป็นโกรธ ว่ากันตามตรงส่วนตัวคิดว่าบทของตัวแทนคนจีนในแดนปลาดิบที่ถูกดูถูก กดดัน และบีบบังคับต่างๆนานาน จนต้องลุกขึ้นสู้และปลุกระดมชาวจีนในย่านนั้นให้เป็นหนึ่งเดียวกันของตัวละคร อาโถว ในเรื่องนี้ ถ้าไม่ได้ เฉินหลง มาตกปากรับคำในบทนี้ ก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าใครจะเหมาะสมเท่านี้อีกแล้ว




ส่วนดาราอีกคนที่ถือว่าเด่นที่สุดและตีบทแตกกระจุยในเรื่องก็คงจะหนีไม่พ้นหนุ่ม “แดเนี่ยล วู” หนุ่มมากความสามารถจากที่โดนเด่นด้านการแสดงคนหนึ่งของวงการ นับตั้งแต่ผลงานอย่าง Purple Storm (พายุเดน) หนังเก่าแจ้งเกิดยุคแรกๆเรื่องหนึ่งของหนุ่มคนนี้ , Enter The Phoenix (ใหญ่ ! นะยะ) หนังแอกชั่นปนฮาดูสนุกที่เขารับบทนำและอำนวยการสร้างโดยเฉินหลง หรือ The Banquet(2006) หนังย้อนยุคฉากอลังการ และ One Nite in Mongkok หนังเนื้อหาเข้มที่หนุ่มวูตีบทแตกกระจุยเมื่อหลายปีก่อน เป็นต้น

ก่อนจะกลับมาคราวนี้ในบทของ “อาเจี๋ย” ชายหนุ่มจากจีนที่หนีมาขอตายเอาดาบหน้าที่ประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกับคนอื่นๆในหมู่บ้านของเขา โดยอาศัยความขยันทำทุกงานที่นายหน้าจะจัดหามาให้ ซึ่งพื้นฐานจริงๆของตัวละครคนนี้ถือว่าเป็นคนดีที่สุดคนหนึ่งในเรื่องเลยที่เดียว ทั้งขยันทำงานแต่ติดที่เป็นคนขี้ขลาดไปนิดทำให้ไม่กล้าที่จะจับงานใหญ่ๆทำ แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกทำให้เขามักจะตกเป็นเหยื่อของพวกยากูซ่าในถิ่นชิจูกุอยู่เสมอทั้งๆที่บางครั้งด้วยความใจดีและต้องการจะปกป้องพวกพ้องของตน ทำให้เขาถูกพวกยากูซ่าจับไปทรมานจนสุดท้ายต้องสูญเสียมือขวาไปพร้อมกับบาดแผลรอยมีดกรีดที่ฝังลึกไปบนแก้มทั้งสองข้างอย่างน่าเวทนา ซึ่งนั่นเป็นที่มาที่ทำให้อาเจี๋ยในช่วงท้ายของหนังจากที่ อาโถว แม้จะไล่พวกยากูซ่าที่คุมย่านนั้นได้ทั้งหมดและขึ้นมาเป็นหัวหน้าใหญ่ตั้งตัวเป็นย่านคนจีนที่คุมโดยคนจีนอย่างเต็มรูปแบบแล้วก็ตาม แต่มันก็ไม่สามารถทำให้แผลในใจของเขาเลือนหายไปได้ เพราะ อาเจี๋ย ยังคงคิดในใจว่าแม้ตนเองจะเป็นคนดีทำตัวดีอย่างไร แต่ผลตอบแทนทุกครั้งก็กลับเป็นตัวเขาเองที่เจ็บปวดซึ่งมันช่างไม่ยุติธรรมเอาสะเลย จนเวลาผ่านไปจากเด็กหนุ่มนิสัยดี อาเจี๋ย ก็กลับกลายเป็นชายหนุ่มติดยาร่างบางหน้าขาวซีดทาขอบตาสีดำและใส่วิกผมทรงร็อคที่ขาวสภาพไม่ต่างอะไรไปจากซอมบี้มากนัก และสิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดก็คือนิสัยที่มีความโหดเหี้ยมมากขึ้นรวมไปถึงพฤติกรรมก้าวร้าวชนิดสุกกู่อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ “แดเนี่ยล วู” สามารถแสดงเป็นอาเจี๋ยได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังมีพัฒนาการทางการแสดงที่โดดเด่นอย่างเห็นชัด ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าของคนที่ขาดความมั่นใจ หรือมีความสุข จนกระทั้งช่วงเผชิญกับสิ่งเลวร้ายที่สุดในชีวิต รวมไปถึงกริยาท่าทางต่างๆก็ล้วนเป็นธรรมชาติ ยิ่งโดยเฉพาะช่วงหลังของเรื่องที่ตัวละครอาเจี๋ยเปลี่ยนไป วูก็สามารถสะกดคนดูได้อย่างอยู่หมัดทั้งท่าทาง และแววตาที่ดุดันขึ้นที่ดู “สมจริง” และ “น่าทึ่ง” เป็นอย่างมากนับเป็นนักแสดงหนุ่มหล่อที่ฝืมือจัดจ้านหาตัวจับได้ยากแห่งยุคคนหนึ่งทีเดียว


ส่วนดาราสมทบคนอื่นๆก็ล้วนทำหน้าที่ของตนเองได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสาว “จิงเล่ย ซู” ในบท ซิวซิว ถึงแม้จะมีคนแอบบ่นว่าคนดูไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นัก แต่ฝืมือการแสดงก็อยู่ในระดับที่ดีทีเดียว ด้านสาวหน้าสวยอีกคนอย่าง “ฟ่าน ปิงปิง” ในบท ลิลลี่ สาวบาร์ที่เข้ามาในชีวิต อาโถว ในย่านชิจูกุก้ยังรักษาระดับการแสดงได้ดีเช่นเคย และนักแสดงญี่ปุ่นทั้งสองอย่าง “มาซายะ คาโต้” ในบท อิกูชิ ยากุซ่าหนุ่มไฟแรงก็ถือว่าพอใช้ได้ บุคลิกท่าทางดูเป็นยากูซ่าจิตใจดีและพอร้ายก็ร้ายได้เช่นกัน กับ “ทาเคนากะ นาโอโตะ” ดาราที่มีผลงานออกมาไม่ขาดสายแต่ส่วนมากจะเป็นบทตลกโปกฮาเสียมากกว่า ในบท คิตาโน่ ตำรวจญี่ปุ่นที่คอยจับตาดูอาโถวและ อิกูชิ ที่ดูเหมาะกับบทตำรวจดีพอสมควร



(ระหว่างดารานำทั้งสองอย่าง “เฉินหลง” และ “แดเนี่ยล วู” นี่ถือว่าเป็นการร่วมงานกันครั้งที่ 7- 8 ได้แล้วสำหรับสองคนนี้ อาทิ ใน Enter the Phoenix , Around the World in 80 Days ,The Twins Effec 2 และ New Police Story-วิ่งสู้ฟัด 5 เหิรสู้ฟัด จนกระทั้งมาถึง Shinjuku Incident นี้)





ตัวละคร อาโถว ที่แม้ตอนแรกจะมาญี่ปุ่นเพียงเพื่อตามหาหญิงสาวอันเป็นที่รักเท่านั้น แต่เมื่อมาพบความจริงที่ว่าเธอได้ดิบได้ดีกับหัวหน้าแก็งค์ยากูซ่าไปแล้ว เขาก็เลือกที่จะหันมาทุ่มเทให้กับพวกพ้องคนจีนในการขับไล่ยากูซ่าในย่านชิจูกุเพื่อให้พี่น้องชาวจีนในย่านนั้นคุมกันเองได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวพวกยากูซ่าอีก ซึ่งนั่นทำให้เขาต้องร่วมมือกับ อิกูชิ หัวหน้ายากูซ่าที่แต่งงานกับ ซิวซิว หญิงในดวงใจของเขาไปแล้วในเวลานี้ ในการตกปากรับคำทำหน้าที่สังหารยากูซ่าที่ทรงอิทธิพลสองคนเพื่อพลักดันให้ อิกูชิ ได้เป็นหัวหน้าใหญ่แต่เพียงผู้เดียว แม้จะรู้ว่ากำลังเดินเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยอันตรายและผลประโยชน์แต่เขาก็เลือกที่จะเสี่ยงด้วยทุกอย่างที่ตนเองมี ซึ่งหลังจาก อาโถว ทำงานสำเร็จแล้วพร้อมทั้งได้ขึ้นเป็นหัวหน้าใหญ่คุมย่านคนจีนตามสัญญาที่ อิกูชิ ให้ไว้แล้ว ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะจบลงแล้ว แต่ความเป็นจริงของโลกใบนี้ก็คือไม่ว่าจะเป็นสังคมปกติหรือสังคมของวงการนักเลงยากูซ่าเองก็ตามมันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เพราะหลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างก็ดูเหมือนจะแย่ลงเรื่อยๆจนนำไปสู่บทสรุปที่แสนเศร้าในตอนจบของเรื่อง


เป็นหนังที่สะท้อนสังคมของคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองอยู่รอดในต่างแดน พร้อมทั้งตีแผ่วงการนักเลงยากูซ่าที่มีอิทธิพลต่อสังคมและแวดวงการเมืองอย่างไรบ้างไปพร้อมๆกันและสิ่งที่จะเป็นตัวกำหนดวิธีการดิ้นรนเอาตัวรอดของแต่ละตนนั้นไม่ได้วัดที่ “ความใหญ่ของร่างกาย” หากแต่เป็น “ความใหญ่ของหัวใจ” ที่กล้าคิด กล้าได้กล้าเสียหรือเปล่าต่างหาก เพราะในสังคมที่เต็มไปด้วยการกดขี่และบีบบังคับ เอารัดเอาเปรียบกันแล้ว อาศัยแต่กำลังเพียงอย่างเดียวก็ยากที่จะอยู่รอดได้ ทั้งสิ่งที่หนังสะท้อนให้เห็นอีกอย่างก็คือด้านการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของมนุษย์ผ่านทางตัวละครต่างๆที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดี ทั้ง "อาโถว" ที่พื้นฐานเป็นคนดีและซื่อสัตย์ ที่เมื่อก้าวมาเป็นใหญ่แล้วแม้เรื่องของ “คุณธรรมในใจ” จะยังไม่เลือนหายไป แต่เรื่องของความ “ความคิดและการกระทำ” ได้เปลี่ยนไปทีละน้อยๆโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว แม้เขาจะบอกว่าสิ่งที่ทำไปทุกอย่างก็เพื่อพวกพ้องแต่ในใจลึกๆแล้วก็ล้วนทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้น หรือ "อิกูชิ" ที่แรกๆก็เป็นคนที่มีอุดมการณ์กว้างไกลแต่สุดท้ายอุดมการณ์เหล่านั้นก็กลับกลายมาเป็นความทะเยอทะยานที่มากเกินไปจนกลายเป็นคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว จนถูกลูกน้องแปรพรรคในท้ายที่สุด ส่วนตัวละคร “อาเจี๋ย” นั้นถือเป็นตัวละครที่สะท้อนเรื่องราวทั้งหมดได้ชัดเจนที่สุดจากเด็กหนุ่มธรรมดาที่ขยันทำมาหากิน จนกระทั้งกลายมาเป็นคนที่มองโลกแง่ร้ายอย่างสุดกู่และนิสัยก้าวร้าวอย่างสุดๆ แต่ถึงกระนั้นในฉากช่วงสุดท้ายที่เจ้าตัวเผชิญหน้ากับยากูซ่าผู้เป็นคนที่ตัดมือขวาของเขา ที่ผู้ชมต้องคิดว่าอาเจี๋ยต้องวิ่งกระโจนเข้าใส่เพื่อล้างแค้นแน่ๆ (เนื่องจากฉากก่อนหน้านี้มีฉากที่อาเจี๋ยใช้มือข้างที่ยังอยู่ฟาดป้ายเหล็กลงใส่เด็กหนุ่มคนหนึ่งอย่างบ้าคลั่ง) แต่สิ่งที่ปรากฏก็คือภาพของอาเจี๋ยที่ตื่นกลัว หน้าซีดเผือด มือสั่นพูดจาไม่รู้เรื่อง บ่งบอกถึงอาการกลัวสุดขีด ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่าแม้ภายนอกเขาจะดูเข้มแข็งแต่จริงๆแล้วนั่นก็เพราะเขาต้องการสร้างมันเพื่อซ่อนความขี้ขลาดในตัวเอาไว้ เพราะภายในจิตใจจริงๆแล้วเขาแทบไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลย แต่เพื่อที่จะอยู่รอดในสังคมนี้เขาก็จำเป็นต้องสร้าง “ภาพลักษณ์” ขึ้นมาใหม่ แต่เนื้อในก็ยังคงเดิม




แม้หลายๆฉากในหนังเรื่องนี้รวมไปถึงการดำเนินเรื่องล้วนทำให้นึกไปถึงงานของผู้กำกับคนนี้เมื่อหลายปีก่อนเรื่อง One Nite in Mongkok เสียจริงๆ แต่ถ้ามอง Shinjuku Incident เป็นหนังที่ไม่ขายชื่อนักแสดงอย่าง เฉินหลง แล้ว หนังเรื่องนี้ก็ถือเป็นหนังดราม่าหนักๆที่ดีเรื่องหนึ่งและตรึงอารมณ์ผู้ชมได้พอสมควรเลย


สรุปแล้ว Shinjuku Incident ถือเป็นหนังตระกูล “เฉินหลง” แนวใหม่ที่เขาสามารถพิสูจน์ให้ผู้ชมและแฟนหนังของเขาทั่วโลกได้เห็นแล้วว่า เขาสามารถเล่นหนังได้หลายบทบาทและแสดงอารมณ์ได้ดีไม่แพ้ดาราฮอลลีวู๊ดวัยเดียวกัน แต่ก็อาจจะมีแฟนบางกลุ่มที่ส่ายหัวกับหนังเรื่องนี้เมื่อดูจบเนื่องจากคิดว่าเป็นหนังแอคชั่นปนตลกสไตล์หนังเฉินหลงอย่างที่ผ่านมา แต่สำหรับบางคนที่อยากเห็นเฉินหลงทำอะไรนอกจากเตะต่อย แต่เป็นคนธรรมดาๆที่พร้อมเดินเข้าสู่ด้านมืดทุกเมื่อแล้วละก็หนังเรื่องนี้ก็ถือว่าไม่ควรพลาด !!





Create Date : 09 เมษายน 2552
Last Update : 27 มิถุนายน 2552 12:29:59 น. 2 comments
Counter : Pageviews.

 
ไม่มีเฉินหลง คงได้คะแนน imdb ที่ -1 เต็ม 10 เพราะเสียเวลาไปดูมาก เนื้อเรื่องสับสน กากกกกกกกกกก


โดย: หนุ่ย พงศ์สุข (พิธีกรรายการ แบไต๋ ไฮเทค) IP: 58.64.104.178 วันที่: 18 เมษายน 2552 เวลา:10:43:04 น.  

 
อัสโบ้ยยากูซ่า


โดย: เอส IP: 192.168.1.117, 125.26.181.94 วันที่: 22 มีนาคม 2555 เวลา:14:17:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
negima_xx
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




!#@# สวัสดีครับ กับทุกๆคนที่เข้ามาสู่ Blog นี้ของผม ขอให้สนุกกับการอ่านรีวิวภาพยนตร์ต่างๆนะครับ อาจจะมีถูกใจมั้ง ไม่ถูกใจมั้ง เพื่อนๆคนไหนคิดเห็นเหมือนกัน หรือแตกต่างกันตรงไหนก็บอกกล่าวกันได้ครับ ^^ #@#!

ฝาก Facebook We Love Movie Club ไว้ด้วยนะครับ



**ปล.ใครจะนำบทความของผมไปลงที่ไหนรบกวนช่วยแจ้งให้ทราบกันหน่อยก็ดีนะครับ และอย่าลืมลงเคดิตให้พร้อมด้วย อย่างน้อยๆก็เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมหน่อยก็ยังดี ขอบคุณครับ ขอให้มีความสุขกับการเยี่ยมชมบล็อกครับ**